“ภาพยนตร์สารคดีที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้คืออะไรรู้ไหม มันคือกล้องวงจรปิด”

“สมมติคุณเป็น รปภ. เห็นคนคู่หนึ่งเดินเข้าไป แล้วผู้หญิงเข้าไปท่าทางเมาๆ ผู้ชายเดินออก คุณก็นั่งจ้องมันได้เรื่อยๆ สักพักผู้ชายคนนี้พาผู้ชายคนหนึ่งเข้าไปในห้อง แป๊บหนึ่งผู้หญิงคนนั้นวิ่งออกมา 

“คุณคิดอะไรในหัวบ้าง คิดได้เยอะเลย” 

ชายหน้าตายิ้มแย้ม มีผมขาวแซม รู้ได้ว่าผ่านวัยกลางคนมาแล้ว ยกตัวอย่างให้ผมเข้าใจเรื่องพลังของความจริงในงานภาพยนตร์สารคดี 

เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี 'เรื่องเล่ามีชีวิต' ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60

เชิด-เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ เป็นผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์และภาพยนตร์โฆษณาทั้งในประเทศและต่างประเทศมาตลอดชีวิตการทำงาน 

ตำแหน่งที่น้อยคนนักใฝ่ฝันว่าตัวเองจะเป็น ตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับแตกต่างกับหน้าที่อาชีพในฝันอย่างผู้กำกับแทบจะคนละเรื่อง อาชีพที่ต้องใช้ทักษะการจัดการและวางแผนอย่างมาก ในการทำอย่างไรก็ได้ให้กองถ่ายภาพยนตร์เดินหน้าไปอย่างราบรื่นที่สุด และให้ผู้กำกับได้มีพื้นที่การทำงานด้วยความสร้างสรรค์อย่างเต็มที่

เชิดถูกพูดถึงกันในวงการว่าเป็นผู้ช่วยผู้กำกับที่เก่งของผู้กำกับมือดีหลายท่าน เป็นเอก รัตนเรือง เคยบอกว่า เชิดพงษ์คือผู้ช่วยผู้กำกับที่ดีที่สุดของเขา

ในวัยปัจจุบันของเขา ถ้าหากรับข้าราชการ ก็เรียกว่าเข้าโค้งสุดท้ายก่อนจะเกษียณอายุราชการแล้ว แต่เชิดกลับไม่คิดว่าตัวเองจะต้องหยุดทำงานในวงการภาพยนตร์ เขาขยับบทบาทจากผู้ช่วย ขึ้นมาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์แทนบ้าง และไม่ใช่หนังโฆษณาหรือหนังต่างประเทศอย่างที่เขาคลุกคลีมาตลอดชีวิตการทำงาน แต่เป็นหนังสารคดี ศาสตร์การเล่าเรื่องด้วยความจริงของภาพยนตร์ที่เขาสนใจส่วนตัวมาตั้งแต่วัยหนุ่ม 

เขาบอกว่างานสารคดีเป็นงานที่ไม่ได้เป็นที่นิยมมากนัก ในบรรดาการเล่าเรื่องด้วยภาพเคลื่อนไหว

สารคดีที่เชิดเลือกทำ คือสารคดีแนววัฒนธรรม ซึ่งเขาพบว่าคนสนใจน้อยที่สุดในบรรดาสารคดีด้วยกันเองด้วย 

ยิ่งไปกว่านั้น หัวข้อเรื่องที่เขาสนใจ ก็เป็นหัวข้อที่คนส่วนใหญ่อาจจะไม่ค่อยให้ความสำคัญด้วยซ้ำ 

นั่นคือเรื่อง ‘ผู้สูงอายุและสังคมผู้สูงวัย’ 

น่าสนใจตรงปัจจัยต่างๆ ที่เขาเลือกทำ ล้วนสวนทางกับสิ่งที่ยุคสมัยกำลังให้ความนิยมและสนใจ อะไรที่ยังทำให้เขาเชื่อมั่นในพลังของงานสารคดี และเลือกนำมาใช้เพื่อเล่าเรื่องคนแก่กับสังคมบ้านเราที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยในเร็ววันนี้

เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี 'เรื่องเล่ามีชีวิต' ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60

สังคมผู้สูงวัย

“ในช่วง พ.ศ. 2554 – 2555 ผมทำรายการทีวีชื่อ ลุยไม่รู้โรย รายการเกี่ยวกับผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตในบั้นปลายได้อย่างสวยงาม ทำแล้วก็ได้เรียนรู้อะไรจากผู้สูงอายุมาเยอะ สมัยนั้นเราอาจจะยังไม่มีวิกฤตสังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบนะ แต่รายการนี้เปลี่ยนชีวิตผมไปเยอะเหมือนกัน จากการที่ได้ไปคุยกับผู้ใหญ่ คนแก่ๆ 

“ผมอาจจะเป็นคนหัวโบราณที่บอกว่า เราจำเป็นต้องมีครู แต่ผมรู้สึกว่าคนแก่เขาสอนเราเยอะมาก เราได้ศึกษาในฐานะที่เขาคนนั้นเป็นครูของเราคนหนึ่ง ผมคิดว่านี่คือข้อสำคัญในการเจริญเติบโต โชคดีตรงที่ผมมีครูที่ดีเยอะมากจากการทำรายการนี้ จากการได้ไปพูดคุยกับผู้สูงวัย ประสบการณ์ตอนนั้นมันเลยเป็นแบบฉบับที่เราอยากทำอะไรเกี่ยวกับคนแก่”

ผ่านมา 9 ปีนับตั้งแต่เชิดทำรายการ ลุยไม่รู้โรย สังคมยังพูดถึงเรื่องผู้สูงวัยกันอยู่ และในตอนนี้ก็เริ่มเห็นชัดขึ้นแล้วว่าเรากำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยจริงๆ 

“สังคมผู้สูงอายุเป็นคลื่นสึนามิขนาดใหญ่ที่ถาโถมเข้ามาสู่สังคม นี่คือคำพูดเชิงวิชาการที่เขาชอบพูดกัน เพื่อให้เราตระหนักว่ามันกำลังจะฉิบหาย เพราะว่าต่อไปนี้ พวกคนรุ่นใหม่ต้องดูแลคนรุ่นผมนะ ก็คือวัยทำงานทุกวันนี้ จะทางตรงหรือทางอ้อมก็แล้วแต่ คุณต้องทำงานหนักมากเพื่อดูแลคนแก่ที่ไม่ยอมตาย ผมไม่ยอมตายง่ายๆ เพราะว่าผมมีประกัน ผมมีสุขภาพที่ดี แล้วผมดูแลสุขภาพตัวเอง จะอยู่ไปอีกหลายปี 

“แล้วคุณจัดการอะไรกับคนเหล่านี้ล่ะ นี่คือสิ่งที่น่าคิดว่าเราต้องทำอย่างไร เป็นสาเหตุว่าทำไมในระยะหลังนี่เรื่องสูงวัยถึงได้บูมนัก ผมทำเรื่องคนแก่มาก่อน ประเด็นมันก็อยู่ในหัว พยายามตอบตัวเองว่าวันหนึ่งเราจะใช้ชีวิตอยู่ยังไงโดยไม่ให้ลูกเหนื่อยมาก มันก็ต้องมีอาชีพสิ เลยมีคำถามขึ้นมาว่า อาชีพอะไรที่คนหกสิบปีทำได้บ้าง ผมคิดง่ายมาก แค่เดินทางตระเวนไปหาคนที่ดูแลตัวเองได้ทั่วประเทศ” 

ผู้กำกับวัยเกือบ 60 ปีเล่าถึงประเด็นที่จุดประกายให้เขาลุกขึ้นมาทำสารคดี

“สองอย่างที่ผมค้นพบในระหว่างทำงาน หนึ่งก็คือ คำว่าเกษียณนี่ไม่มีจริง เกษียณใช้กับข้าราชการเมื่อคุณหกสิบปี เกษียณแล้วก็กินบำนาญอยู่บ้าน มันเป็นการจัดหมวดหมู่ที่ไม่ได้เรื่องเลย ไม่ได้หมายความว่าเขาหมดประโยชน์เลยนะ เผลอๆ กำลังเริ่มต้นใหม่ด้วยซ้ำ 

เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี 'เรื่องเล่ามีชีวิต' ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60

“ในขณะเดียวกัน คนที่ไม่รู้จักคำว่าเกษียณเลยก็มี คนพวกนี้ไม่รู้จักหรอกเกษียณแปลว่าอะไร เช่น ชาวนาคนเลี้ยงควายที่เขาไม่ได้อยู่ในระบบของราชการ เขารู้แค่ว่าเขาหยุดทำงานต่อเมื่อเขาทำไม่ได้ ผมไปตามหาคนที่อายุเกินหกสิบที่ทำงานตามปกติ ดูว่าอะไรที่เขายังทำได้บ้าง มีอะไรที่เราควรสนใจและควรศึกษาจากเขา”

“สองคือ เวลาไปคุยกับคนแก่คนเฒ่า เขาสนใจแค่ว่าเขามีความสุขยังไง เขาไม่เครียด เกิดมาไม่เคยเครียด ไม่มีวันเครียด มีแต่วันสนุกสนาน เข้าไปมัสยิด เข้าวัด เขาตอบแบบนั้น มันเป็นเรื่องพลังของคนสูงวัย พอเริ่มเข้าไปสู่สังคมสูงวัย เหมือนว่าคนมองเห็นแต่ข้อเสีย แต่จริงๆ มันมีข้อดีอยู่”

เมื่อพูดถึงหัวเรื่องว่าคนแก่ หลายคนอาจจะคิดว่าจะต้องเป็นเรื่องราวที่ชวนหดหู่หรือน่าสงสาร เชิดไม่ปฏิเสธว่าอาจจะต้องมีความดราม่าผสมอยู่บ้าง แต่เขากลับมองความดราม่านั้นเป็นความจริงบางอย่าง​ ซึ่งไม่ได้ชวนหดหู่อย่างที่คนเข้าใจไปก่อน

“เรื่องคนแก่ดราม่าอยู่แล้ว ความสูงวัยมันดราม่าในตัวของมันเอง ถามว่าหดหู่ไหม ไม่ได้หดหู่นะ มันถ่ายทอดคนคนนั้นจริง เห็นชีวิตของคนคนนั้นจริง แต่พอเรื่องของเขากลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครได้ มันเป็นความสุขนะครับ สิ่งที่ผมถ่ายทอดมีเสียงหัวเราะ มีความสุขอยู่ในนั้น มันคือชีวิตธรรมดา” 

เชิดเล่าว่ากลุ่มเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าอยากให้ดูสารคดีนี้ก็คือวัยเดียวกันกับเขา เป็นกลุ่มคนในวัยทำงานช่วงปลาย อายุราว 40 – 50 ปี เพื่อให้คนเหล่านี้พร้อมคิดถึงตัวเองว่าพวกเขาจะเจออะไรบ้าง 

“หนังของผมอาจจะไม่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นหรือวัยทำงาน แต่ถามว่าเราอยากจะได้วัยทำงานมาดูไหม เราอยากได้มาก เรื่องนี้ไม่มีดารามาดึงดูดแน่ๆ เพราะฉะนั้น เนื้อหาต้องนำ มันเป็นการบันทึกเรื่องราวไว้ประเภทหนึ่ง 

สารคดีชิ้นนี้มันชื่อว่า เรื่องเล่ามีชีวิต เพราะว่าเรื่องเล่าแบบนี้มันไม่ตาย เล่าได้เรื่อยๆ มันมีชีวิตคนที่น่าสนใจอีกตั้งเยอะตั้งแยะ”

เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี 'เรื่องเล่ามีชีวิต' ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60
เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี เรื่องเล่ามีชีวิต ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60

คนทำสารคดี

เชิดเลือกใช้ภาพยนตร์สารคดีในการเล่าเรื่อง เขาเรียนมาด้านภาพยนตร์โดยตรง และหลงใหลในการเล่าเรื่องผ่านสารคดีมากเป็นพิเศษ 

จากอาชีพผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณาและกองถ่ายระดับต่างประเทศที่ใช้ทักษะการจัดการสูง เพื่อให้ทุกอย่างในกองถ่ายราบรื่น แต่เมื่อต้องทำหนังของตัวเองบ้าง เขากลับเลือกใช้งานสารคดี ศาสตร์ที่การวางแผนให้เป็นไปตามใจแทบจะใช้ไม่ได้เลย

เขาเลือกใช้เพราะเชื่อในพลังว่า สารคดีคือความจริงและความเรียบง่ายในการถ่ายทอด

“ภาพยนตร์สารคดีที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้คือกล้องวงจรปิด ความทรงพลังของมันก็คือความจริง คุณนั่งจ้องอย่างนั้นได้เรื่อยๆ สนุกกว่าดู Netflix อีก มันเป็นพลังของสารคดี ตามหลักภาพยนตร์มีสองทฤษฎีใหญ่ที่กำลังปะทะกันตลอดเวลา คือ ทฤษฎีที่เรียกว่า Realism หรือสัจนิยม กับที่เรียกว่า Formalism หรือรูปแบบนิยม สารคดีเป็นสัจนิยม เนื้อหามาก่อนรูปแบบแน่ๆ 

“อย่างที่บอกว่าสิ่งที่ทรงพลังที่สุดคือกล้องวงจรปิด เพราะว่าเราต้องการเห็นความจริง แล้วเราก็ชอบความจริงเท่านั้นเอง เวลาคุณเห็นคนที่โดนรถชนช็อตเดียว กับคุณเห็นคนที่โดนรถชนด้วยสี่ห้าช็อตเนี่ย คุณเชื่ออะไร”

เราอาจจะคุ้นเคยกับสารคดีในปัจจุบันที่เล่าเรื่องชวนติดตาม มีภาพสวย เพลงประกอบเร้าใจ มีมุมกล้องแปลกตา และสร้างความยิ่งใหญ่ให้ได้กับบางเรื่อง แต่ภาพยนตร์สารคดีของเชิดกลับเรียบง่าย เป็นมุมมองที่เราเห็นในชีวิตปกติ เรียบง่ายจนบางคนอาจคิดว่าสิ่งนี้เชยไปเสียแล้วในยุคนี้

เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี เรื่องเล่ามีชีวิต ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60
เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี เรื่องเล่ามีชีวิต ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60

“คนดูเขาต้องการอะไรที่ทันยุค ทันสมัย ไอ้คำว่าทันยุค ทันสมัย ในสมัยนี้แปลว่าอะไรล่ะ แปลว่าคุณต้องเปรี้ยงปร้าง ไว ตีหัวเข้าบ้าน แต่สิ่งที่ผมกำลังทำมันแค่ตอบโจทย์ผมเองว่า ผมอยากให้ประทับใจ ผมต้องการเวลาในการเล่า พอต้องการเวลาในการเล่า แล้วสื่อไหนล่ะที่รองรับความตั้งใจแบบนี้ ก็มีแห่งเดียวคือโรงภาพยนตร์ เพราะว่าพอเข้าไปต้องปิดทุกอย่างให้มืดแล้วทุกคนมานั่งดู

“แล้วถามว่าสมัยนี้ใครจะเข้าไปนั่งดูสารคดีโรงภาพยนตร์บ้าง มันเป็นปัญหาอยู่ คนทำสารคดีก็ต้องปรับตัว คิดว่าจะทำอย่างไรให้ตรึงคนดูได้ในสมัยนี้ อย่างที่มีคนชอบบอกว่าเดี๋ยวนี้คนดูสามนาทีเขาก็ไปแล้ว เพราะฉะนั้น สิ่งที่เป็นสารคดีมันเลยยากขึ้น ยิ่งถ้าเราต้องการทำให้คนดูประทับใจก็ยิ่งยากขึ้น

“สารคดีบางเรื่องที่เห็นตามสื่อออนไลน์เขาเล่าเรื่องเร็ว สวย แล้วจบ แต่ประเด็นคือเราต้องถามต่อว่าเขาพูดว่าอะไร เขาพยายามบอกว่าอะไร แล้วเราได้สิ่งนั้นไหม 

“จะบอกว่าผมเป็นคนทำสิ่งที่เรียกว่าเชยก็ได้ แต่ผมทำในสิ่งที่ตัวเองทำเป็น เพียงแต่เรารู้สึกว่า ความรวดเร็วหรืออาจเรียกว่าความฉาบฉวยมันครอบคลุมไปทุกแห่ง 

“แม้กระทั่งทุกวันนี้ ผมก็ทำงานมาเยอะ ความมั่นใจยังหายได้เลยนะ ระหว่างทำอยู่แล้วคุณเห็นของคนอื่น โอ้โห เขามีโดรนเว้ย เขามีนู่นมีนี่เว้ย เขามีอะไรเต็มไปหมดเลย โอ้โห เขาถ่ายสวยมากอย่างนั้นอย่างนี้ เราดู เราก็อยากได้ แต่ว่าเราก็ต้องกลับมาในโลกของเราว่า เออ จริงๆ เราต้องการเล่าเรื่องนะ เราต้องการพูดคอนเทนต์ รูปแบบเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะ”

ความพิเศษอีกอย่างที่เราเห็นในสารคดีของเชิดพงษ์ คือการได้เรื่องเล่าที่เป็นชีวิตจริงของคนต้นเรื่อง ในบางสถานการณ์ การได้ฟุตเทจที่ดีมา เชิดบอกว่าต้องเดินทางไปหา และถ่ายเก็บไว้หลายต่อหลายครั้ง จนได้เรื่องเล่าที่ไม่ใช่ว่าใครก็ได้ที่จะได้มา

“มีสารคดีอันหนึ่งที่ดี เป็นสารคดีของต่างประเทศว่าด้วยเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่อายุแปดสิบ ดูแลเมียตัวเองที่เป็นอัลไซเมอร์ ง่ายๆ แค่นี้เลย แต่เรานั่งดูแล้วเรา โอ้โห ประทับใจ เขาก็แค่ดูแลไปวันๆ แต่ว่ามันคือความรักแน่ๆ เห็นเลยว่าความรักของคุณตาคนนี้ที่ไม่ไปไหนเลย ดูแลเมียตลอด พอดูหนังจบก็จะมี Q&A ผู้กำกับบอกว่าสิ่งหนึ่งที่เราใช้ในการทำงานของสารคดีคือความเป็นเพื่อน 

“ถ้าคุณไม่เป็นเพื่อนกับเขา คุณไม่มีทางได้สิ่งที่พิเศษ เข้าไปในห้องนอนได้ เข้าไปดูเขาอาบน้ำได้ เข้าไปอยู่ใกล้ๆ เขาได้ เอากล้องไปจ่อหน้าเขาขนาดนั้นได้ คุณคิดว่ามันคืออะไรล่ะ ไม่ใช่เงินแน่ๆ ที่คุณไปจ่ายให้เขา แล้วเอาเขาไปตั้ง 

“การทำงานสารคดี สิ่งแรกที่เป็นเครื่องมือสำคัญเลยคือความเป็นเพื่อน ถ้าคุณสร้างความเป็นเพื่อนกับคนที่คุณคุยไม่ได้ มันก็พาคุณเข้าไปลึกกว่านี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้น การทำงานสารคดีไม่ใช่การถ่ายทำ

“เรื่องความหวือหวาของสไตล์ไม่ตรงกับความคิดผมเลย ผมรู้สึกว่าไม่ควรจะหวือหวา เพราะมันเป็นปฏิปักษ์ต่อสัจนิยม รูปแบบมันทำลายความจริง ตัดต่อเยอะขนาดนั้น คุณเห็นความจริงอะไรบ้าง อันนี้คือมันเป็นตัวตนของสารคดีจริงๆ นะ 

“แล้วไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ผมพูดจะไม่มีคนดู อาจจะมีคนอีกแบบหนึ่งสนใจ”

เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี เรื่องเล่ามีชีวิต ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60

เรื่องเล่ามีชีวิต

เรื่องเล่ามีชีวิต คือสารคดีสั้น 6 ตอน เล่าเรื่องประสบการณ์ที่เรียนรู้ในชีวิตของคนแก่ 6 คน และความสุขในสิ่งที่พวกเขาทำในปัจจุบัน 

สารคดีทั้ง 6 ตอน เชิดใช้วิธีเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยการตระเวนฉายให้กับชาวบ้านตามจังหวัดต่างๆ เหมือนวิธีการฉายหนังกลางแปลง เพื่ออยากรู้ผลตอบรับของผู้ชมจริงๆ 

แต่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ต้องหยุดฉายเป็นการชั่วคราว และเลือกใช้วิธีเผยแพร่รูปแบบออนไลน์ โดยเขาเล่าเรื่องย่อๆ ไว้ดังนี้

เรื่องแรกชื่อว่า ‘ให้อาชีพนำทาง’ เป็นเรื่องของคุณลุงธนา ทำงานในธุรกิจที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์แล้วโดนโกงเงินนับ 10 ล้าน เขานอนเศร้าแล้วก็ร้องไห้ คิดอยากจะตายในทุกๆ วัน ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว 

สิ่งที่ทำให้เขาหลุดพ้นมาจากภวังค์นั้นได้ คือ ครอบครัว เมีย และอาชีพ 

ลุงธนาคิดว่าเขาจะนอนติดเตียงอยู่แล้วป่วยอย่างนี้ไม่ได้ ต้องลุกมาช่วยครอบครัว ทำให้เห็นว่าที่สุดแล้วอะไรก็ไม่สำคัญเท่าครอบครัว 

เขาสู้ชีวิตใช้หนี้ไป บ้านโดนยึดก็หาใหม่ เริ่มต้นชีวิตใหม่ ทุกวันนี้เขามีความสุขมากที่ได้อยู่กับเมีย เขามีอาชีพใหม่ในวัยสูงอายุ คือไปสมัครเป็นพนักงานขายหนังสือ ในร้านหนังสือที่มีโครงการรับสมัครคนสูงอายุที่ยังทำงานได้ งานช่วยเหลือให้เขาหลุดจากภวังค์ที่พยายามฆ่าตัวตายวันละหลายๆ ครั้งได้

เรื่องที่ 2 ชื่อว่า ‘เสียงแว่วจากชายป่า’ เป็นเรื่องของปราชญ์ชาวปกาเกอะญอ พูดถึงการมีชีวิตอยู่ด้วยธรรมชาติ ด้วยป่า บอกว่าป่านั้นช่วยเหลือชีวิตคน อย่างคนที่คิดฆ่าตัวตายด้วยโรคซึมเศร้า ปีนี้เขาช่วยไปได้ 2 คนแล้ว ถามว่าทำยังไง ไม่มีอะไรเลย พาเขาเข้าไปเดินป่า ไปดูใบไม้ร่วง ไปดูมด ดูนู่นนี่ ให้ธรรมชาติบำบัด

เขาพูดว่าโลกใบนี้ไม่ได้มีอยู่เพื่อความสุขนะ มันเป็นดินแดนแห่งการร้องไห้ ภาษาเขาแปลว่าที่ที่สำหรับร้องไห้ มีใครไม่เคยร้องไห้บ้าง เขาเดินทางไปรอบโลก ไม่เห็นไม่มีใครไม่ร้องไห้เลย ก่อนตายคุณก็ร้องไห้ เพราะฉะนั้น ที่แห่งนี้คือที่สำหรับร้องไห้ คุณไม่ต้องกลัวความทุกข์ ถ้าคุณเข้าใจตรงนี้ได้ คุณไม่มีความทุกข์แล้ว

เรื่องที่ 3 ‘ควายเงินล้าน’ เรื่องชาวอีสานเกิดขึ้นที่นครพนม ลุ่มน้ำสงคราม อาชีพคนเลี้ยงควายไม่มีเกษียณ เลี้ยงไปกระทั่งคนเลี้ยงเดินจะไม่ได้ ควายหรือวัวเป็นเหมือนกระปุกออมสิน สิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้เลยคือการเก็บออม เชิดบอกว่าคนสูงวัยอย่างเขาเองต้องมีพลาดแน่ๆ เพราะใช้จ่ายเงินเยอะ แต่ไม่เคยมีการเก็บออม การซื้อวัวควายก็เป็นการเก็บออมประเภทหนึ่ง 

เรื่องที่ 4 ชื่อ ‘แพรอาภรณ์’ เรื่องของ แม่คำสอน สระทอง อาศัยอยู่ที่บ้านโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ อายุ 80 แล้วแต่ยังทอผ้าทั้งวัน ทอผ้าแพรอาภรณ์เพื่อให้มันคงอยู่ไปเรื่อยๆ รักษาไว้ ความสุขเขาคือความภูมิใจของเขาเอง ที่ได้เป็นครูสอนทอผ้าให้ส่วนในพระองค์ของ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระพันปีหลวง 

หนังจะพูดถึงการมีชีวิตอยู่ของเขาว่าใช้ชีวิตอย่างไร การดูแลตัวเอง การที่เราได้เรียนรู้จากเขา คือการมีชีวิตอยู่ด้วยสิ่งที่ตัวเองทำ มันเป็นการเรียนรู้ชีวิตคน ความสุขที่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยความภูมิใจ

เรื่องที่ 5 ชื่อว่า ‘ตาลโตนด’ เป็นเรื่องราวของคุณลุงคนหนึ่งกับครอบครัวที่ใช้ชีวิตอยู่กับการปีนตาลที่จังหวัดสงขลา เชิดมองว่าเป็นความน่าสนใจทางวัฒนธรรม ต้นตาลก็เป็นลมหายใจสุดท้ายแล้ว เพราะคนที่ปีนโตนดทุกวันนี้เป็นคนแก่ ไม่มีรุ่นใหม่เข้ามา เพราะทั้งเสี่ยง ไม่สบาย และเหนื่อย คุณลุงเองก็จะทำจนทำไม่ไหว เป็นเรื่องที่พูดถึงความเกษียณด้วยวัย 

เรื่องสุดท้ายก็เป็นเรื่อง ‘เฒ่าทะเล’ เป็นเรื่องของการหากินในทะเลสาบสงขลาของชายชรา 2 คนที่ยังคงออกไป เขาเล่าถึง ‘โมระ’ อุปกรณ์ทำจากไม้ไผ่อันหนึ่งซึ่งเหมือนลอบดักปลา คลาสสิกตรงที่ต้องไปเหลาไผ่ ตัดต้นไผ่มา เราต้องเลือกต้นไผ่เป็นเพื่อมาทำ แต่ตอนนี้มันไม่มีแล้ว ในพิพิธภัณฑ์ไม่มีให้เห็นอีก 

เขาบอกว่าพอวิธีการดักปลาของคนฉลาดขึ้น ดักปลาได้ทีละมากขึ้น ตอนหลังเราจะดักปลาได้น้อยลง เพราะว่ามีปลาน้อยลง เป็นเรื่องสวนทางของอะไรบางอย่าง และเรื่องปกติของโลกซึ่งเปลี่ยนแปลงไป 

เขายังมีความสุขกับชีวิตชาวประมง แล้วก็มีความสุขในการเลี้ยงลูก เพื่อสืบสานการทำประมงในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

Writer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื่องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

เสียงฉึบฉับสลับกับเสียงพูดคุยยิ้มหัว ฝักเขียวลูกอวบถูกจัดแจงปอกเปลือกและหั่นท่อนโยนลงตะกร้าล้างผักสีฉูดฉาด เบื้องหลังพ่อครัว แม่ครัว และลูกมืออาสา เป็นชั้นวางของที่มีขบวนฝักเขียวปนมะละกอ นอนเรียงซ้อนยึดครองช่องว่างทั่วทั้งชั้น

เหล่านี้คือผักผลไม้บางส่วนซึ่งเดินทางมาถึงร้านสนิมทุนเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน กองพะเนินบนท้ายกระบะคันแกร่งส่งตรงจากท้องไร่หมุนเวียนของเกษรกรหมู่บ้านแม่หมีและแม่ต๋อม จังหวัดลำปาง ชุมชนที่มีผลิตผลเพียงพอเอื้อเฟื้อแบ่งปัน อีกส่วนมาจากชุมชนกะเบอะดิน จังหวัดเชียงใหม่ แหล่งเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจที่กำลังประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ กอปรกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 บีบบังคับให้จำต้องปิดหมู่บ้าน ทุกคนจึงยินดีแลกเปลี่ยนสินทรัพย์บนผืนดินทำกินกับเกลือ เครื่องปรุงรส ที่ต้องการมากสุดในยามนี้

ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน
ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน

แม้พืชผลที่หอบหิ้วมาจนเต็ม 2 คันรถอาจไม่ได้มีมูลค่ามากมายเท่าใดนักในมุมของผู้ให้ แต่สำหรับ ‘ปั๋นอิ่ม’ นี่คือสิ่งมีค่าและความหมาย ซึ่งกำลังจะกลายไปเป็นอาหารช่วยเหลือหลายชีวิต ท่ามกลางสถานการณ์ยากลำบากจากโควิด-19 ในเมืองเชียงใหม่

มองผิวเผิน ภารกิจของอาสาสมัครเล็กๆ กลุ่มนี้ อาจดูคล้ายกับผู้คนอีกมากมายที่ลุกขึ้นมาแจกอาหารปันน้ำใจในช่วงเกิดภาวะวิกฤต แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาแตกต่างคือ แนวทางการหยิบยื่นอันเน้นย้ำเรื่อง การไม่แจกฟรีและไม่ขอรับบริจาค 

ทว่าให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนแบ่งปันอย่างเป็นธรรม เพื่อสร้างกลไกระบบหมุนเวียนอาหารสำหรับรับมือภาวะวิกฤต พร้อมเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้บริโภคบนพื้นฐานของความเข้าใจ โดยมีปลายทางคือความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน

ปั๋นหา

ผมมาถึงร้านสนิมทุนตามนัดหมายในเวลาบ่ายคล้อย ที่นี่คือพื้นที่ที่กลุ่มปั๋นอิ่มปักหมุดเป็นจุดรวบรวมวัตถุดิบจากชุมชน ครัวกลางสำหรับแปรรูปอาหาร เปิดแผงจำหน่ายพืชผักราคาถูก และก่อนนั้น เอ็น-นันทชาติ หนูศรีแก้ว เจ้าที่หน้ามูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย หนึ่งในโต้โผหลักของกลุ่มเล่าว่า ยังเคยอาศัยใช้เป็นสถานผลิตอาหารแจกจ่ายพี่น้องคนไร้บ้านเชียงใหม่ บริเวณกาดหลวง ช้างเผือก และท่าแพ ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์กิจการร้านค้า ซึ่งพลอยให้ขาดรายได้และเข้าถึงอาหารยากลำบาก ปรากฏว่าไม่ได้มีแค่คนไร้บ้าน ทว่ายังมีบรรดาแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง ผู้อยู่อาศัยในห้องเช่าราคาถูกและชุมชนแออัด มารับบริการด้วย

จุดนี้เองเป็นเสมือนการเริ่มตั้งไข่ปั๋นอิ่ม โดยการลงขันความคิดของคนหลากสาขาอาชีพ ตั้งแต่นักพัฒนาสังคม นักเคลื่อนไหวด้านความมั่นคงทางอาหารท้องถิ่น ผู้ประกอบการ อาจารย์ นักศึกษา รวมทั้งอาสาสมัครรุ่นใหม่ ผู้ตระหนักถึงปัญหาความมั่นคงทางอาหารในภาวะวิกฤต ซึ่งขยับขยายใหญ่และใกล้ตัวมากยิ่งขึ้น

“เมื่อก่อนเวลาพูดเรื่องความมั่นคงทางอาหาร เราจะนึกถึงการเข้าถึงอาหารที่ดี ปลอดภัย ในราคาเป็นธรรม แต่สถานการณ์ตอนนี้มันไม่ใช่ เพราะคนเริ่มไม่มีจะกินกันแล้ว ความหมายของความมั่นคงจึงหมายถึงการมีกินในแต่ละวันจริงๆ” อู๊ด-ชวิศา อุตตะมัง นักเคลื่อนไหวด้านความมั่นคงทางอาหารท้องถิ่นและแม่ครัวปั๋นอิ่ม ขยายมุมมองด้านความมั่นคงทางอาหารยุคโควิด-19

ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน
ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน

ประจวบเหมาะกับทางมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ซึ่งทำงานกับเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่สูง กำลังมีแผนช่วยเหลือปัญหาปากท้องของคนในเมือง ทั้งหมดจึงรวมตัวกันสร้างสรรค์ ‘กลไกระบบหมุนเวียนอาหาร’ โดยทางกลุ่มจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมประสาน แลกวัตถุดิบ และส่งต่ออาหาร ระหว่างเกษตรกรที่อยากแบ่งปันหรือได้รับผลกระทบจากกรณีผลิตผลล้นตลาด กับผู้บริโภคในเมืองที่ขาดแคลนอาหาร 

ควบคู่กับพยายามสร้างกลไกเชื่อมโยงทั้งสองฝ่าย ให้แลกเปลี่ยนความช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้โดยตรง เพื่อจุดประกายโมเดลความร่วมมือสำหรับเตรียมพร้อมรับวิกฤตการณ์วันข้างหน้า ตลอดจนต่อยอดสู่การสร้างความมั่นคงทางอาหารในอนาคต โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การไม่แจกและไม่ขอรับบริจาคเช่นผ่านมา

“แนวคิดของปั๋นอิ่มคือการแลกเปลี่ยน โอเค โควิด-19 รอบแรกเราอาจจะเห็นว่าคนยังพอมี สามารถบริจาคได้ แต่ถึงตอนนี้ คนที่พอจะช่วยบริจาคก็ลำบากไปตามๆ กัน เห็นได้ชัดเลยว่าจำนวนการบริจาคลดลง เพราะมันไม่ใช่แค่วิกฤตโควิด แต่เป็นวิกฤตเศรษฐกิจด้วย นอกจากนี้ สาเหตุที่เราไม่มองไปที่การให้เปล่า เนื่องจากเราพยายามทลายการสังคมสงเคราะห์ เพราะมันไปต่อไม่ได้ เช่น พอเกิดวิกฤตทีหนึ่งก็ระดมกันทีหนึ่งแล้วจบไป ดังนั้น เราจึงเลือกการแลกเปลี่ยน มีเยอะ มีน้อย หรือไม่มี ก็ใช้อย่างอื่นแลกเปลี่ยนได้ เพื่อให้เกิดเป็นกลไกที่ยั่งยืน” โจ้-อนุชา ตาดี ทีมสื่อปั๋นอิ่ม อธิบายแนวทางของกลุ่มอย่างชัดถ้อยชัดคำ

พลัน อาจารย์ฮาย-อาจารย์ ดร.ปิยะมาศ ใจไฝ่ อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้รับบทบาทแม่ครัวปั๋นอิ่มนอกชั่วโมงสอน ช่วยเพิ่มเติมว่า “อีกอย่าง การแจกมันไม่ตอบโจทย์ที่เราต้องการ คือเราอยากให้ทุกคนเข้าถึงอาหารอย่างมีศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจด้วย”

ปั๋นคัว

สัปดาห์ละครั้งที่ครัวปั๋นอิ่มจะได้รับพืชผักผลไม้นานาชนิด ซึ่งเก็บเกี่ยวจากท้องไร่ของเกษตรกรพื้นที่สูง โดยผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนภารกิจอันถือว่ามีความสำคัญลำดับต้นๆ นี้ เรียกว่า ‘ทีมต้นน้ำ’

เมย์-เมษยา เสมอเชื้อ สมาชิกทีมต้นน้ำเล่าว่า ด้วยความที่มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ หน่วยงานที่เธอสังกัดอยู่ทำงานร่วมกับสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ ซึ่งมีเครือข่ายเกษตรกร 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน เธอจึงอาสารับประสานงานกับชุมชนที่พร้อมแบ่งปันผลผลิต และเข้าใจในแนวคิดของกลุ่มปั๋นอิ่ม ต่อมาทางทีมจะสำรวจความต้องการของเกษตรกร ก่อนออกเดินทางนำข้าวของนั้นๆ ไปแลกเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบ โดย ณ วันนี้ พวกเขาทำสำเร็จลุล่วงไปแล้วกว่า 17 ชุมชน ภายในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง แม่ฮ่องสอน และตาก

ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน
ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน

“ที่ผ่านมาเราเอาแมสก์ เอาเจลแอลกอฮอล์ขึ้นไปแลก แต่ก็มีบางชุมชนต้องการเกลือมากกว่า เพราะเขาปิดหมู่บ้านอยู่แล้ว จึงไม่ห่วงเรื่องโควิด-19 เท่าไหร่ ซึ่งทางเราก็จะประสานกับเครือข่ายที่ผลิตเกลือทางภาคใต้ เพื่อซื้อหาไปให้ตามตกลง หรือล่าสุดเราขนมุ้งจำนวนสองร้อยยี่สิบสองหลัง ไปแลกเปลี่ยนกับวัตถุดิบของชุมชนในอำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพราะทราบมาว่า ช่วงนี้ไข้เลือดออกระบาดหนัก และมุ้งเป็นอุปกรณ์สำคัญที่เขาต้องการอย่างเร่งด่วน

บางที่แลกเกลือ บางที่ก็แลกมุ้ง แล้วเรากำหนดยังไงให้การแลกเปลี่ยนมันคุ้มค่า-ผมสงสัย

“พวกเรามองว่าความจำเป็นคือคุณค่าที่เขาควรได้รับ และเราจะพยายามหามาให้ได้มากที่สุด เพราะผลผลิตที่ทางชุมชนให้มาก็จำเป็นสำหรับเราเช่นกัน ซึ่งเขาไม่ได้คิดมูลค่าด้วยซ้ำ ดังนั้น จึงไม่มีการกำหนดว่าจะต้องแลกกับวัตถุดิบอะไร ปริมาณเท่าไหร่ เราให้เขาจัดสรรตามต้นทุนที่มีเลย” อาจารย์ฮาย ตอบ

“ทีมต้นน้ำของเราไปกันถึงอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก มันไกลก็จริงนะ แต่เราไม่ได้คิดเรื่องมูลค่า เพราะมองเรื่องคุณค่าของการไปได้เยี่ยมเยียนกัน ที่นี่เราก็เอามุ้งไปแลกข้าวสาร หน่อไม้ กับมะละกอ แล้วได้มาเยอะมาก จนสัปดาห์ที่ผ่านมา ลูกค้าปั๋นอิ่มเจอแต่เมนูแกงส้มมะละกอ ทอดมะละกอ ผัดมะละกอ” อู๊ดปล่อยหัวเราะ

“ถ้านึ่งขายได้นี่นึ่งขายไปแล้ว” โจ้ฉวยจังหวะแซวเล่นเอาทุกคนหัวร่องอหาย ก่อนเอ็นจะกล่าวสรุปความตั้งใจของกลุ่มว่า เหนือกว่ามูลค่า คือการได้เห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน

ปั๋นอิ่ม

“วันนี้รับอาหารไหม” เสียงใครบางคนทักทายลูกค้าอย่างสนิทสนม

“มีอะไรกินบ้างนี่” ไม่ทันรอฟังคำตอบ ชายหนุ่มผิวเข้มก็สัพยอกเมื่อแลเห็นของที่พูนกองอยู่เต็มตะกร้า “ฟักอีกแล้ว โธ่ กินจนหน้าจะเป็นฟักอยู่แล้ว” ฉับพลันบรรยากาศขะมักเขม้นก็แปรเปลี่ยนเป็นครื้นเครงด้วยมุกขำขันของลูกค้า

“กินอะไรก็ได้ เราสั่งเพราะแนวคิดคุณมันโอเค” มีลูกค้ารายหนึ่งเคยกล่าวกับโจ้ไว้เช่นนี้ และคงจะเป็นเหตุผลเดียวกับที่ชายผิวเข้มหิ้วเมนูจากวัตถุดิบเดิมๆ กลับไปกินอยู่เป็นประจำ

เที่ยงวันจันทร์ผมแวะมาสนิมทุนอีกครั้ง อาจารย์ฮายประจำการอยู่หน้าโต๊ะตัวที่เราล้อมวงคุยกันวันก่อน ซึ่งบัดนี้เปลี่ยนเป็นมุมทำงานของทีมครัว หลังจากทักทายกัน เธอก็หันกลับไปเร่งมือตระเตรียมวัตถุดิบ ก่อนต้องปลีกตัวไปสอนออนไลน์ต่อในเวลาบ่าย 2 โมงครึ่ง อีกมุมหนึ่ง อู๊ดกำลังสาละวนอยู่กับการเคี่ยวหัวกะทิกับเครื่องแกง เพื่อนำมารังสรรค์เมนูเด็ดประจำวัน อย่างแกงกะทิฟักเขียวไก่ ฟักเขียวผัดไข่น้ำมันหอย และต้มจืดหน่อไม้ซี่โครงหมู

ทันทีที่รับวัตถุดิบจากทีมต้นน้ำ ก็ถึงคิวบรรเลงของทีมครัว เริ่มจากการแบ่งสันปันส่วนสำหรับแจกจ่ายในรูปแบบของวัตถุดิบสด คัดวางขายในราคา 5 – 10 บาท และเก็บไว้ทำอาหาร จากนั้นทุกคนจะช่วยกันออกแบบวิธีการแปรรูปเป็นเมนูต่างๆ 

ปั๋นอิ่ม อาสาสมัครภาคเหนือที่สร้างโมเดลแบ่งปันอาหาร กลไกแลกกันเพื่อปากท้องยั่งยืน

โดยใน 1 สัปดาห์ ปั๋นอิ่มจะเปิดครัวปรุงอาหารกันทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ เฉลี่ยวันละ 150 ชุด ซึ่ง 50 ชุดแรกจับจองได้ในราคาชุดละ 25 บาท ผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ ที่มี บี-กุศล ยี่จันทร์ สมาชิกทีมครัวควบตำแหน่งประชาสัมพันธ์มากฝีมือ คอยอัปเดตความเคลื่อนไหวของกลุ่ม ถ่ายทอดแนวคิด ที่มาของอาหาร และแจ้งรายละเอียดเมนูให้ทราบกันตั้งแต่ยามสาย กระทั่งประมาณบ่าย 4 โมงครึ่ง ก็จะทยอยนำส่งอาหารตามออเดอร์ โดยไม่คิดค่าบริการเฉพาะรอบมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง

ส่วนอาหารอีก 100 ชุดที่เหลือจะจัดสรรเป็น 2 ชุด สำหรับจำหน่ายให้กับกลุ่มผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะและคนไร้บ้านในราคา 5 บาท และกลุ่มแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง กลุ่มห้องเช่าราคาถูก รวมถึงกลุ่มชุมชนแออัด ในราคา 15 บาท ซึ่งอาจารย์ฮายอธิบายให้ฟังว่า เกณฑ์การตั้งราคานี้มาจากการสำรวจความคิดเห็นของคนแต่ละกลุ่ม เกี่ยวกับราคาอาหารที่พอจ่ายไหวในแต่ละมื้อ ประกอบกับเป็นมูลค่าที่คำนวณแล้วว่า สามารถหมุนเวียนมาเป็นต้นทุนแลกวัตถุดิบและการผลิตได้พอดี นอกจากนี้ ยังมีระบบแลกคูปองสำหรับคนขัดสนรายได้ เช่น จัดกิจกรรมชวนพี่น้องคนไร้บ้านทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะ เพื่อแลกคูปองรับอาหาร หรือใครจะนำขยะรีไซเคิลมาแลกเปลี่ยนก็ทำได้เช่นกัน

เบื้องหลังการทำงานของสาสมัครภาคเหนือที่ไม่แจกฟรี ไม่ขอรับบริจาค แต่ค่อยๆ สร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน
เบื้องหลังการทำงานของสาสมัครภาคเหนือที่ไม่แจกฟรี ไม่ขอรับบริจาค แต่ค่อยๆ สร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

ถัดมาทีมพื้นที่จะรับไม้ต่อ นำอาหาร 100 ชุดหลังตระเวนไปส่งตามจุดที่อยู่อาศัยของคนไร้บ้าน โดยอิงตำแหน่งจากข้อมูลของมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย ซึ่งทำงานคลุกคลีกับคนกลุ่มนี้มายาวนาน ส่วนกลุ่มอื่นๆ ทางปั๋นอิ่มได้ข้อมูลมาจากการลงพื้นที่แจกจ่ายอาหารในช่วงแรก

“ตอนที่เรายังแจกอาหารบริเวณจุดประสานงานท่าแพ แล้วพบว่ามีคนหน้าใหม่เข้ามารับบริการ ทางทีมก็เริ่มสอบถามเก็บข้อมูลจำเป็นต่างๆ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือ” ยูร-วิเชียร ทาหล้า สมาชิกทีมพื้นที่จากกลุ่ม Green Ranger กล่าว “ปัจจุบันกลุ่มคนที่เราดูแล มีตั้งแต่บริเวณท่าแพซอย 3 เป็นกลุ่มห้องเช่าราคาถูก บริเวณชุมชนหัวฝาย เป็นกลุ่มคนอพยพโยกย้ายมาจากชุมชนคลองเงินที่ถูกไล่รื้อ บริเวณชุมชนขนส่งซอย 9 เป็นกลุ่มชุมชนแออัดเมือง และแคมป์แรงงานอำเภอสันกำแพง ซึ่งสภาพโดยรวมของทุกคนคือ ตกงาน ขาดรายได้ และอาหารไม่เพียงพอ แถมหลายคนยังหลุดจากระบบการช่วยเหลือของท้องถิ่น เนื่องจากเป็นเพียงประชากรแฝง รวมถึงแรงงานข้ามชาติ”

เบื้องหลังการทำงานของสาสมัครภาคเหนือที่ไม่แจกฟรี ไม่ขอรับบริจาค แต่ค่อยๆ สร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

ปั๋นญา

ควบคู่ภารกิจแบ่งปันอาหาร ปั๋นอิ่มพยายามพัฒนากลไกระบบหมุนเวียนอาหาร โดยเข้าไปชักชวนชาวชุมชนคลองเงินทดลองก่อตั้งกองทุนข้าวสาร พร้อมสนับสนุนให้ชุมชนบริหารจัดการแลกเปลี่ยนซื้อหาผลผลิตกับเกษตรกรพื้นที่สูงได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาตัวกลาง เพื่อสร้างโมเดลการรับมือที่ยั่งยืนในภาวะวิกฤต

เหนืออื่นใด เป้าหมายสูงสุดของพวกเขาคือ อยากผลักดันกลไกให้เชื่อมร้อยพี่น้องในเมืองกับพื้นที่สูงเข้าหากัน เพื่อสานความเข้าใจ สร้างทัศนคติใหม่ต่อภาพลักษณ์ของคนอยู่กับป่า และบ่มเพาะการร่วมมือแก้ไขปัญหาจากโครงสร้างเดียวกัน

โจ้ขยายให้ฟังว่า “ประเด็นบนดอยกับพื้นที่ในเมืองมีปัญหาบนฐานเดียวกัน คือเรื่องความไม่มั่นคงด้านที่อยู่อาศัยและที่ดิน มีพี่น้องเกษตรกรที่ช่วยเหลือเราจำนวนมากอยู่ในชุมชนที่ได้รับปัญหาจากนโยบายของรัฐ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิในที่ดินทำกิน อาทิ จากการประกาศเขตป่าสงวนทับพื้นที่ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม หรือจากนโยบายทวงคืนผืนป่า แถมบางชุมชนยังมีปัญหาทับซ้อน ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารไม่ต่างไปจากหลายชีวิตในเมืองเวลานี้ เช่น ชุมชนกะเบอะดิน อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ แหล่งผลิตมะเขือเทศ ฟักทอง และกะหล่ำ ซึ่งกำลังจะถูกเล็งแปรสภาพเป็นพื้นที่ทำเหมืองแร่ถ่านหิน ใต้ดินจะถูกขุดอุโมงค์ผันน้ำ และบนฟ้าจะรยางค์ด้วยสายส่งไฟฟ้าแรงสูง

“เช่นเดียวกับพี่น้องชุมชนแออัดในเมืองที่ถูกไล่รื้อ กลุ่มคนไร้บ้าน หรือกลุ่มห้องเช่าราคาถูก ล้วนมีปัญหาเรื่องความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ยิ่งกว่านั้นคือไม่มีพื้นที่ผลิตอาหารเองด้วย ดังนั้น จะเห็นว่าปัญหามันเชื่อมโยงกันมาก เราจึงพยายามหากลไกเพื่อเชื่อมคนในเมืองกับคนพื้นที่สูงให้เข้าใจตรงกันถึงประเด็นนี้ โดยเป้าสูงสุดของเราคือ อยากคุยกันไปถึงเรื่อง ‘ความมั่นคงด้านที่ดิน’ เพราะถ้าทุกคนมีที่ดิน ก็จะมีที่อยู่อาศัย มีพื้นที่การผลิต และจึงมีความมั่นคงทางอาหารตามมา”

“ใช่ เราไม่สามารถพูดได้เลยว่าพวกเขามีความมั่นคงทางอาหาร ทั้งที่ไม่มีความมั่นคงทางที่ดิน” เมย์ระบาย

“ตอนนี้เราจินตนาการเล็กๆ ว่า อยากทำปั๋นอิ่มต่อเนื่องไปเรื่อยๆ แล้วค่อยปรับพัฒนากลไกให้เดินไปสู่เป้าหมาย ก็ไม่รู้ว่ามันจะสำเร็จรึเปล่านะ แต่ประเด็นคือเราต้องลงมือทำก่อน ทำวันละนิด ดีกว่าคิดแต่จะทำ” อู๊ดทิ้งท้าย

เบื้องหลังการทำงานของสาสมัครภาคเหนือที่ไม่แจกฟรี ไม่ขอรับบริจาค แต่ค่อยๆ สร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

ปั๋นอิ่ม

โทรศัพท์ : 08 2172 6053

Facebook : ปั๋นอิ่ม : Pun-Im

Writer

คุณากร

อายุ 28 ปี เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย ศาสนาไม่ระบุ ตำแหน่งงานล่าสุดผู้ช่วยนักวิจัยในมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load