“ทางข้างหน้ารถทัวร์ไปไม่ได้นะพี่!”

“อ้าว แล้วข้างหน้ามีที่ให้กลับรถมั้ย”

“ไม่มีอะดิ”

“เฮ้ย! แย่แล้ว!”

ผมนั่งตัวเกร็งอยู่ที่เบาะหน้ารถ ดูคนขับรถพลาง พนักงานประจำรถทัวร์พลาง ทุกคนมีสีหน้ากระวนกระวายไม่ต่างกัน ตามโปรแกรมในวันนี้เรามีนัดกับแสงสุดท้ายของวันที่ ‘พาสาน’ อาคารสัญลักษณ์ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กแห่งใหม่ของจังหวัดนครสวรรค์ ผมในฐานะคนจัดทริปและเป็นคนดูแลโปรแกรมทั้งหมดเหลือบมองดูดวงอาทิตย์สีส้มกลมโตเหนือหลังคาบ้านที่เรียงรายอยู่ในตรอกแคบ ๆ ด้วยสายตาละห้อย

เราไปไม่ทันแสงสุดท้ายของวันตามที่สัญญากับสมาชิกทุกคนเอาไว้

พนักงานประจำรถทัวร์วิ่งลงไปดูทางข้างหน้า ซึ่งเป็นซอยแคบ โค้งหักศอกอีกสองที แต่สองข้างทางนั้นมีตลาดนัด งานวัด และรถจักรยานยนต์ของชาวบ้านที่มาร่วมงานจอดเรียงรายอยู่ ผมหายใจไม่ทั่วท้อง งานนี้ถ้าจะโทษใคร ผมคิดว่าเราต้องโทษ Google Maps!

“ผมว่าผมลงไปดูทางด้วยดีกว่า ไม่รู้ว่ารถบัสจะผ่านไปได้มั้ย”

พี่คนขับรถพูดจบแล้วก็ทิ้งพวงมาลัยรถกระโดดวิ่งหายไปดูทางข้างหน้าเสียดื้อ ๆ ผมรู้สึกว่าลำไส้ของผมกำลังบิดเป็นเกลียว ลำพังดูพระอาทิตย์ตกไม่ทันก็แทบจะแย่อยู่แล้ว ถ้ารถทัวร์คันมหึมาต้องมาติดแหง็กอยู่ในซอยแคบ ๆ แบบนี้ ผมไม่รู้จะทำหน้าอย่างไรกับสมาชิกที่อยู่บนรถ ผมหันไปสังเกตอาการของพี่มัคคุเทศก์และสตาฟของบริษัททัวร์ และพบว่าไม่ช่วยอะไร เพราะทั้งสองคนนั้นสีหน้าลุ้นยิ่งกว่าผมเสียอีก

หลงรักเมืองรอง นั่งรสบัสเที่ยว 4 จังหวัดภาคกลาง อ่างทอง สิงห์บุรี นครสวรรค์ ชัยนาท

“ในที่นี้ท่านไหนขับรถทัวร์เป็นบ้างครับ ตอนนี้คนขับรถก็หายตัวไปแล้ว”

ผมตัดสินใจจับไมค์ พูดพร้อมกับยิ้มแห้ง ๆ ใต้แมสก์ ปรากฏว่าเรียกเสียงหัวเราะจากหมู่สมาชิกได้ครืน และสมาชิกของเราต่างชี้ไม้ชี้มือไปทางคนโน้นทีคนนี้ทีเป็นการใหญ่ให้ลุกขึ้นมาช่วยขับรถ ผมมองดูบรรยากาศบนรถแล้วก็โล่งใจ อย่างน้อยสมาชิกทุกท่านของเราก็น่ารัก ไม่มีใครแสดงออกว่าไม่พอใจหรือเกรี้ยวกราดกับเรื่องไม่คาดฝันที่อยู่ตรงหน้าเลย

“อุ๊ยดูสิ ขนาดหมายังมองเลยนะ ว่ารถทัวร์เข้ามาในซอยนี้ทำไม สงสัยหมางง เพราะไม่เคยเห็น”

สมาชิกท่านหนึ่งของเราพูดขึ้น และเรียกเสียงหัวเราะได้อีกยกใหญ่ อย่างไรก็ตาม เคราะห์ดีที่น้องหมาตัวนั้นไม่ต้องงงอีกนาน เพราะพี่คนขับรถวิ่งกระหืดกระหอบกลับมา พร้อมกับส่งสัญญาณบอกพวกเราด้วยเสียงสวรรค์ว่า “ไปได้”

พวกเราโล่งใจ แต่ก็ทำตัวลีบเล็กเต็มที่ระหว่างที่รถทัวร์แล่นผ่านโค้งหักศอกแคบ ๆ จวนเจียนจะกวาดบ้านเรือนและร้านค้าข้าง ๆ ให้พังไปทั้งแถบ รถของเราเฉือนห่างกับสิ่งของข้างทางเพียงหน่วยเซนติเมตรเท่านั้น ทว่าเราก็ผ่านโค้งเหล่านั้นมาได้

แม้จะไม่มีตะวันยอแสงที่ต้นแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างที่ตั้งใจ แต่ทุกคนก็ช่วยกันฉายไฟจากโทรศัพท์มือถือกันสว่างไสวขึ้นทดแทน เพื่อถ่ายรูปกันและกันเป็นที่ระลึก ลมเย็น ๆ จากต้นแม่น้ำเจ้าพระยาพัดมาพอสบาย พร้อมกับรอยยิ้มที่แต้มพรายอยู่บนใบหน้าของพวกเราทุกคน แม้ว่าวันนี้จะจบลงอย่างไม่สมบูรณ์แบบนัก แต่ถ้าปราศจากเรื่องตื่นเต้นแล้วจะให้การเดินทางครั้งนั้นสมบูรณ์แบบคงเป็นไปไม่ได้

นี่แหละคือเสน่ห์ของการเดินทาง

หลงรักเมืองรอง นั่งรสบัสเที่ยว 4 จังหวัดภาคกลาง อ่างทอง สิงห์บุรี นครสวรรค์ ชัยนาท

อ่างทอง : ให้ดินได้เติบโต

โปรแกรมนี้เป็นทริปที่ผมตั้งใจจัดขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์ที่อยากจะพาคนรอบตัวไปรู้จักกับ ‘เมืองรอง’ ในภาคกลางของประเทศไทย จังหวัดทั้ง 4 ที่ผมเลือกมาคือ อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท และนครสวรรค์ ล้วนแต่เป็นจังหวัดที่ผู้คนมักใช้เป็นเส้นทางขับรถผ่านไปยังภาคเหนือ และเมื่อถามว่าจังหวัดทั้ง 4 มีอะไรน่าสนใจหรือเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้แวะชมบ้าง คำตอบของคนส่วนมากมักออกมาในทำนองที่ว่า ตัวเขาเองแทบไม่รู้จักอะไรใน 4 จังหวัดที่ว่านี้เลย และนั่นคือที่มาที่ทำให้ผมเขียนทริปนี้ขึ้น เพราะอยากชวนทุกคนมาสัมผัสเสน่ห์ของภาคกลางที่จะไม่ใช่ทางผ่านของเราอีกต่อไป

เนื่องจากทริปนี้มีเวลาจำกัดเพียง 2 วัน 1 คืนเท่านั้น ผมจึงต้องตั้งคอนเซ็ปต์ให้แต่ละจังหวัดไม่เหมือนกัน และเลือกบางสิ่งบางอย่างในจังหวัดนั้นมาเป็น ‘ไฮไลต์’ เพื่อพาผู้ร่วมเดินทางไปสัมผัส สำหรับจังหวัดอ่างทอง ซึ่งเป็นจังหวัดแรกของเราในเช้าวันนี้ ผมเลือกศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านขึ้นมาเป็นพระเอก อันที่จริงแล้วจังหวัดอ่างทองอุดมไปด้วยแหล่งศิลปหัตถกรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทำเครื่องจักสาน การทำกลอง หรือการทำตุ๊กตาชาววัง 

สำหรับการเดินทางครั้งนี้ ผมเลือกพาสมาชิกไปที่ หมู่บ้านตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ ซึ่งเป็นโครงการที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระราชดําริให้จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2519 เพื่อเป็นอาชีพเสริมเพิ่มพูนรายได้ให้แก่ราษฎร โดยปัจจุบันหมู่บ้านแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) (SACICT) 

หลงรักเมืองรอง นั่งรสบัสเที่ยว 4 จังหวัดภาคกลาง อ่างทอง สิงห์บุรี นครสวรรค์ ชัยนาท
หลงรักเมืองรอง นั่งรสบัสเที่ยว 4 จังหวัดภาคกลาง อ่างทอง สิงห์บุรี นครสวรรค์ ชัยนาท

ตุ๊กตาชาววังก็คือตุ๊กตาดินตัวเล็ก ๆ น่ารัก ปั้นเป็นรูปคนบ้าง สิ่งของบ้าง ที่เราคุ้นตานั่นเอง ตุ๊กตาชาววังมีความเป็นมาย้อนกลับไปตั้งแต่ประมาณสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อข้าหลวงในวังได้ประดิษฐ์ตุ๊กตาเหล่านี้ขึ้นมาและแพร่หลายออกมานอกรั้ววัง เมื่อ พ.ศ.2519 เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในเขตภาคกลาง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ ทรงเยี่ยมราษฎร และเสด็จฯ มายังบ้านบางเสด็จนี้เป็นการส่วนพระองค์ 

ชาวบ้านที่นี่เล่าให้พวกเราฟังว่าในสมัยก่อนคนที่นี่ทำธูปและเผาอิฐขาย ซึ่งมีปัญหาในการประกอบอาชีพ เพราะเมื่อใดก็ตามที่ฝนตกลงมา ธูปก็ไม่แห้ง อิฐก็เสีย ชาวบ้านมีรายได้ไม่แน่นอน สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงจึงมีพระราชเสาวนีย์ให้ครูศิลปาชีพมาช่วยฝึกสอนการทำตุ๊กตาชาววังแก่ชาวบ้าน เพราะทรงพระราชดำริว่าดินบริเวณนี้เป็นดินที่มีคุณภาพ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง เพราะนอกจากจังหวัดอ่างทองและพื้นที่ใกล้เคียงจะเป็นแหล่งเกษตรกรรมมาตั้งแต่ครั้งโบราณแล้ว บริเวณนี้ยังเป็นแหล่งดินสำหรับทำเครื่องปั้นดินเผาที่สำคัญด้วย 

นักโบราณคดีมีการค้นพบแหล่งเตาสำหรับเผาเครื่องปั้นดินเผาที่ริมแม่น้ำน้อย จังหวัดสิงห์บุรี และพบว่าบริเวณนี้เป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในช่วงเวลาร่วมยุคกับสมัยอยุธยา เรียกได้ว่าดินบริเวณนี้มีคุณสมบัติไม่ธรรมดาอยู่แล้ว นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ตุ๊กตาชาววังกลายมาเป็นความภาคภูมิใจของชาวบ้านบางเสด็จจนถึงทุกวันนี้

“ที่นี่เจ้านายเสด็จมาต่อเนื่องหลายพระองค์เลยค่ะ แล้วก็มีคนมาดูงาน มีนักเรียนมาหัดทำตุ๊กตาชาววังกันเยอะแต่ปีที่ผ่านมานี้มีโควิด เราไม่เจอใครมาเกือบปี ทุกท่านมาที่นี่เป็นคณะแรกเลยนะคะ คนที่นี่ดีใจมากเลยค่ะ”

ชาวบ้านบางเสด็จท่านหนึ่งบอกกับเรา และดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริง ผมเชิญชวนให้สมาชิกทดลองระบายสีตุ๊กตา พร้อมกับรับประทานขนมไทยชุดใหญ่ที่ชาวบ้านจัดมาให้ ทุกคนลงความเห็นกันว่าชาวบ้านจัดขนมให้เราด้วยใจจริง ๆ เพราะเราได้ขนมมัน ขนมกล้วย ขนมตาล และขนมดอกดิน ซึ่งหารับประทานได้ยากชิ้นใหญ่ ๆ คนละชิ้น และน้ำใบเตยหอมหวานชื่นใจคนละขวด ผมในฐานะคนจัดการหันไปคุยกับพี่เจ้าหน้าที่ของบริษัททัวร์ซึ่งเป็นคน ‘คุมงบประมาณ’ แล้วก็เห็นพ้องต้องกันทั้งคู่ว่าน่าทึ่งเกินคุ้ม และซาบซึ้งในการต้อนรับด้วยหัวใจของชาวบ้านที่นี่ และที่น่าชื่นใจไม่แพ้กันนั่นก็คือสมาชิกทุกคนของเราลงมือจับพู่กันแต้มสีบนตุ๊กตาอย่างเพลิดเพลิน และนั่นนำมาซึ่งรอยยิ้มแห่งความสุขของผมและทีมงาน รวมถึงชาวบ้านบางเสด็จทุกคน

“เรามีตุ๊กตาให้ท่านได้ระบายสีคนละหนึ่งตัว เมื่อระบายเสร็จแล้วจะออกมาเป็นตุ๊กตาชาววังหรือไม่ อันนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละท่านแล้วนะครับ” ผมพูดหยอก ๆ ตามด้วยเสียงหัวเราะครื้นเครง

หลงรักเมืองรอง นั่งรสบัสเที่ยว 4 จังหวัดภาคกลาง อ่างทอง สิงห์บุรี นครสวรรค์ ชัยนาท

บริเวณพื้นที่ติดกันกับหมู่บ้านบางเสด็จคือวัดท่าสุทธาวาส ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงรับการบูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้เอาไว้ในพระราชูปถัมภ์ ปัจจุบันภายในพระอุโบสถจึงมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเสด็จพระราชดำเนินและของดีเมืองอ่างทอง รวมถึงชาดกเรื่อง พระมหาชนก อันงดงาม ผมกล้าพูดได้ว่าจิตรกรรมพระอุโบสถวัดท่าสุทธาวาสเป็น Unseen อันมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของจังหวัดอ่างทอง และผมก็กล้ายืนยันได้ว่าผมไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นเองคนเดียว เพราะแววตาของสมาชิกทุกท่านที่มองไปยังจิตรกรรมฝาผนังรอบพระอุโบสถนั้นไม่ได้แตกต่างไปจากความรู้สึกของผมเลย

คุณพี่สองสามท่านจากบ้านบางเสด็จบอกกับผมว่าขอกอดหนึ่งที และขอบคุณพวกเรามาก ๆ ที่มาเยี่ยมบ้านบางเสด็จ ก่อนจะชักชวนกันมาถ่ายรูปด้วยกันที่เป็นที่ระลึกก่อนที่คณะของเราจะต้องเดินทางต่อไป

“แล้วมาอีกนะ” คุณพี่ท่านหนึ่งบอกกับผม

“ครับพี่ ผมจะมาอีกแน่นอน” ผมให้คำมั่นก่อนที่รถบัสของเราจะเคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้านบางเสด็จ พร้อมกับรอยยิ้มและการโบกมืออำลาอย่างมีความสุขของเจ้าบ้านที่มีให้แก่แขกผู้มาเยือนทุกคน

สิงห์บุรี : คู่หล้าพระนอน

จังหวัดที่สองของเราคือจังหวัดสิงห์บุรี ผมตั้งใจเลือกให้เมืองนี้เป็นเมืองแห่งพระนอนศักดิ์สิทธิ์ นั่นคือพระนอนจักรสีห์แห่งวัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร สร้างขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏ แต่คงมีมาตั้งแต่เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เพราะปรากฏว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระมหากษัตริย์พระองค์สำคัญในสมัยอยุธยาตอนปลายเคยเสด็จฯ มาทรงสักการะพระพุทธไสยาสน์องค์นี้ และเสนาสนะทั้งหลายทั้งปวงที่เราเห็นอยู่ภายในวัดทุกวันนี้ ส่วนมากได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 5

หลงรักเมืองรอง นั่งรสบัสเที่ยว 4 จังหวัดภาคกลาง อ่างทอง สิงห์บุรี นครสวรรค์ ชัยนาท
หลงรักเมืองรอง นั่งรสบัสเที่ยว 4 จังหวัดภาคกลาง อ่างทอง สิงห์บุรี นครสวรรค์ ชัยนาท

เนื่องจากเรายังอยู่ในช่วงของการเฝ้าระวังเรื่องการระบาดของโรคโควิด-19 จึงใช้เวลาที่วัดพระนอนจักรสีห์ไม่นานนัก แต่ในช่วงเวลาสั้น ๆ นั้น เราใช้เวลาส่วนตัวของแต่ละคนอยู่ในความสงบนิ่งและความงามของพระพุทธปฏิมาเบื้องหน้า ภาพความอิ่มเอมใจของสมาชิกร่วมทริปที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ทำให้ผมนึกไปถึงจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของทริปนี้ 

นั่นคือคืนวันหนึ่งปลายเดือนเมษายน เมื่อ พ.ศ. 2562 คืนวันนั้นผมไปสังสรรค์กับเพื่อนสนิทที่ผับแห่งหนึ่งใกล้กับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (จุดเริ่มต้นช่างขัดแย้งกับความสงบตรงหน้าเหลือเกินครับ) เราปรารภถึงเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มที่ไปใช้ทุนเป็นทันตแพทย์อยู่ที่จังหวัดชัยนาท และพูดคุยกันว่าเราน่าจะจัดทริปไปเยี่ยมเพื่อนคนนี้ให้ถึงจังหวัดที่เพื่อนทำงานอยู่เสียที โดยแวะเที่ยวจังหวัดอื่นด้วย

“ว่าแต่ตรงนั้นมีอะไรเที่ยวบ้างล่ะ” เพื่อนคนหนึ่งถามขึ้น

ผมรับปากเพื่อนว่าเรื่องที่เที่ยวนั้นมีแน่ ขอให้อยากไปก็แล้วกัน เดี๋ยวผมวางโปรแกรมให้ ต้นเดือนถัดมาคือเดือนพฤษภาคม ผมกับกลุ่มเพื่อนจึงได้มีทริปเล็ก ๆ กันในกลุ่มจังหวัดภาคกลาง คือจังหวัดอ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท อุทัยธานี และสุพรรณบุรี แม้ว่าจะเป็นทริปในเมืองรอง แต่ผมก็เห็นว่าเพื่อนทุกคนก็สนุกและประทับใจกับสถานที่ต่าง ๆ ไม่น้อย รวมถึงอาหารการกินที่ครบเครื่องในราคาเป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์ของพวกเรามาก ในฐานะคนวางโปรแกรม ผมก็ชื่นใจและรู้สึกว่าจังหวัดในเขตภาคกลางนี้มีเสน่ห์เฉพาะตัวเสียจริง

หลังจากทริปกับกลุ่มเพื่อนครั้งนั้นเอง ผมก็หมายมั่นปั้นมือเอาไว้ในใจว่า ผมจะต้องทำทริปเท่ ๆ เที่ยวภาคกลางขึ้นมาให้ได้สักทริปหนึ่ง ผมจึงเอาโปรแกรมที่เคยเดินทางกับเพื่อน ๆ มาปรับเปลี่ยนเส้นทางเล็กน้อย จนกระทั่งกลายเป็นความสุขของพวกเราในวันนี้ขึ้นมา

พระพักตร์ของพระนอนจักรสีห์เอิบอิ่มงดงามด้วยพุทธลักษณะ ผมไม่ได้ขอพรอะไรเป็นพิเศษจากท่าน ยกเว้นแต่ความตั้งใจกับตัวเองที่จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพื่อให้การเดินทางครั้งนี้ราบรื่น หรือถึงแม้จะเจอเรื่องไม่ราบรื่นบ้าง ก็ขอให้การเดินทางครั้งนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ไม่ว่าพรวิเศษนั้นจะมีอยู่จริงบนโลกนี้หรือไม่ แต่เราก็ได้รับความสุขและความอิ่มใจอย่างยิ่งจากจังหวัดสิงห์บุรีแล้ว

หลงรักเมืองรอง นั่งรสบัสเที่ยว 4 จังหวัดภาคกลาง อ่างทอง สิงห์บุรี นครสวรรค์ ชัยนาท

นครสวรรค์ : แลนด์มาร์กสุดเท่

หลังมื้ออาหารกลางวันแสนอร่อย (คำว่า ‘อร่อย’ นี้การันตีจากสมาชิกของพวกเราทุกคน) ได้เวลาหนังท้องตึงหนังตาหย่อน เพราะฉะนั้นเราเผลอวูบไปครู่เดียวเท่านั้น ก็เดินทางข้ามจังหวัดชัยนาทมาถึงจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของพวกเราในวันนี้ เราแวะเปลี่ยนอิริยาบถสบาย ๆ กันที่ ฟาร์มแกะทหารช่าง ตั้งอยู่ในเขตกองพันทหารช่าง กองพลทหารราบที่ 4 ค่ายจิรประวัติ เป็นพื้นที่สําหรับการเรียนรู้การทําเกษตรทฤษฎีใหม่และเกษตรกรรมวิถียั่งยืนของพลทหารและประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ ในพื้นที่ฟาร์มยังมีน้องสัตว์น่ารัก ๆ มากมาย ทั้งวัว ม้า ไก่ และที่สำคัญ มีน้องแกะมารอต้อนรับรอพวกเราให้อาหารด้วย

ทริป 2 วัน 1 คืน สัมผัสเสน่ห์ภาคกลางในเมืองรอง 4 จังหวัด อ่างทอง สิงห์บุรี นครสวรรค์ และชัยนาท
ทริป 2 วัน 1 คืน สัมผัสเสน่ห์ภาคกลางในเมืองรอง 4 จังหวัด อ่างทอง สิงห์บุรี นครสวรรค์ และชัยนาท

จากฟาร์มแกะทหารช่าง เราไปพักผ่อนกันที่โรงแรม อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ และรีบออกจากโรงแรมให้ทันเวลาก่อนที่แสงสุดท้ายของวันจะมาถึง เพราะเรามีนัดกับดวงอาทิตย์สีส้มกลมโตที่ลอยอ้อยอิ่งแตะเส้นขอบฟ้า กระเจิงแสงสีส้มงามตาให้พวกเราได้ชักภาพเป็นที่ระลึกก่อนที่ม่านดำแห่งรัตติกาลจะเคลื่อนเข้ามาปกคลุม แต่แม้ว่าพวกเราจะทำไม่สำเร็จ ก็ยังรู้สึกว่าหยดน้ำหยาดแรกของแม่น้ำเจ้าพระยายังคงยินดีต้อนรับพวกเราทุกคนอยู่

หลังมื้ออาหารเย็น ผมชวนสมาชิกไปเดินผ่อนคลายกันที่ คลองญวนชวนรักษ์ เป็นโครงการที่ส่วนราชการของจังหวัดนครสวรรค์ช่วยกันปรับปรุงพื้นที่บริเวณเกาะญวน ซึ่งเป็นลำน้ำที่รับน้ำจากระบบบำบัดน้ำเสียและโรงงานอุตสาหกรรม ก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ อันเป็นจุดเริ่มต้นก้าวสำคัญก้าวหนึ่งไปสู่การพัฒนาเมืองนครสวรรค์ให้กลายเป็น Smart City ที่ไม่ใช่แค่การพัฒนาพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเท่านั้น แต่หมายถึงการพัฒนาเมืองนครสวรรค์ให้กลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับทุกคนทั้งคนท้องที่และผู้มาเยือน

ทริป 2 วัน 1 คืน สัมผัสเสน่ห์ภาคกลางในเมืองรอง 4 จังหวัด อ่างทอง สิงห์บุรี นครสวรรค์ และชัยนาท
ทริป 2 วัน 1 คืน สัมผัสเสน่ห์ภาคกลางในเมืองรอง 4 จังหวัด อ่างทอง สิงห์บุรี นครสวรรค์ และชัยนาท

สมาชิกหลายท่านบอกกับผมว่าไม่เคยนึกว่าเมืองนครสวรรค์ซึ่งเคยเป็นเมืองผ่าน และเปรียบเสมือน ‘ประตูสู่ภาคเหนือ’ เป็นเพียงแค่ประตูที่ใครหลายคนพร้อมผ่านเลยไป ในวันนี้จะมีแลนด์มาร์กเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่น่าสนใจและยากจะหาจังหวัดไหนในประเทศไทยทำได้เหมือน ผมฟังเช่นนั้นก็เห็นจริง เพราะแลนด์มาร์กใหม่ที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของจังหวัดนครสวรรค์นั้นดึงดูดผู้คนให้มาเยือนจังหวัดแห่งนี้มหาศาล และทำให้นครสวรรค์กลายเป็นเมืองที่ต้องหยุดแวะ ไม่ใช่เมืองผ่านอีกต่อไป 

ผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่แต่ละท้องถิ่นควรพัฒนาต่อเป็นนโยบาย เพราะถ้าเมืองใดเมืองหนึ่งมีผู้คนนิยมแวะมาเยี่ยมเยียนแม้เพียงวันเดียวหรือแม้กระทั่งเพียงครึ่งวัน ก็ย่อมก่อให้เกิดสภาพคล่องทางเศรษฐกิจในเมืองนั้นเพิ่มมูลค่ามหาศาล ซึ่งประโยชน์เหล่านี้ก็ตกอยู่กับคนในท้องถิ่น เพื่อเป็นการพึ่งพาตนเองในระยะยาวต่อไป

เมื่อสมควรแก่เวลาเราก็เดินทางกลับที่พัก และผมสัญญากับคณะของเราว่า ผมจะพาทุกคนไปที่พาสานอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น เพื่อให้พวกเราทุกคนมีรูปสวย ๆ ตอนกลางวันสมกับที่ตั้งใจ และเมื่อแสงสีขาวนวลของวันใหม่สาดส่องมาถึง เราก็ได้รวมตัวกันที่ต้นแม่น้ำเจ้าพระยาอีกครั้ง ก่อนจะอำลาเมืองปากน้ำโพเพื่อหันหน้าเข้ากรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่จังหวัดชัยนาท อันเป็นจังหวัดสุดท้ายของเราในการเดินทางครั้งนี้

ชัยนาท : เมืองเก่าแสนเพลิน

ทริป 2 วัน 1 คืน สัมผัสเสน่ห์ภาคกลางในเมืองรอง 4 จังหวัด อ่างทอง สิงห์บุรี นครสวรรค์ และชัยนาท

จังหวัดชัยนาทต้อนรับเราด้วยทิวทัศน์อันงดงามจากมุมสูงของวัดธรรมามูลวรวิหาร อำเภอเมืองชัยนาท ก่อนที่เราจะเดินทางมุ่งหน้าสู่อำเภอสรรพยา ซึ่งมีตลาดเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงคือชุมชนตลาดโรงพักเก่าสรรพยา อันเป็นที่ตั้งของอาคารสถานีตำรวจภูธรหลังเก่าของอำเภอสรรพยา สร้างขึ้นตั้งแต่รัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2444) จนถึงปัจจุบันโรงพักแห่งนี้มีอายุมากกว่า 100 ปีแล้ว และกลายเป็นแลนด์มาร์กน่ารักของชุมชน ถัดจากด้านหน้าของอาคารสถานีตำรวจเป็นถนนที่ทอดยาวไปสู่วัดสรรพยาวัฒนาราม วัดเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของอำเภอสรรพยา ในอดีตชุมชนแห่งนี้เคยทรุดโทรมลงไป แต่ด้วยความเข้มแข็งของคนในชุมชน บัดนี้ชุมชนตลาดโรงพักเก่าสรรพยาได้รับการปลุกขึ้นมาให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เราเดินทางไปถึงนั้นยังเป็นช่วงที่สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ยังไม่น่าไว้วางใจ บรรยากาศสองข้างทางยังไม่คึกคักมากนัก แต่เราก็ยังเห็นวิถีชีวิตการทำมาค้าขายของชาวบ้านในบริเวณนี้อยู่บ้าง ทั้งร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านกาแฟ และขนมหน้างากุยหลี ซึ่งเป็นของฝากชื่อดังอันมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ก็มีให้เราเลือกซื้อได้เช่นเดียวกัน แม้ว่าสถานการณ์จะยังไม่เป็นปกตินัก แต่ชาวบ้านที่นี่ก็พร้อมจะส่งยิ้มทักทายผู้มาเยือนอย่างพวกเรา และทำให้การเดินตลาดเก่าที่อำเภอสรรพยาของพวกเราอบอุ่นมากทีเดียว

ทริป 2 วัน 1 คืน สัมผัสเสน่ห์ภาคกลางในเมืองรอง 4 จังหวัด อ่างทอง สิงห์บุรี นครสวรรค์ และชัยนาท

ที่วัดสรรพยาวัฒนาราม ผมพาสมาชิกของเราไปชมของแปลกอย่างหนึ่งซึ่งพบได้ไม่มากนักภายในวัดของประเทศไทย นั่นก็คือประติมากรรมพระพุทธสรีระ (พระศพ) ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ประทับอยู่ในหีบพระศพ (โลงศพ) โดยมีพระสาวกองค์ต่าง ๆ (สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นพระมหากัสสปะและภิกษุรูปอื่น ๆ) มาคุกเข่าอยู่ที่ปลายพระบาทซึ่งเกิดพุทธปาฏิหาริย์ยื่นออกมานอกหีบพระศพให้พระมหากัสสปะซึ่งติดภารกิจอยู่ที่อื่นและกลับมาไม่ทัน ‘ดูใจ’ พระพุทธเจ้าในคืนวันเสด็จดับขันธปรินิพพานได้สักการะ 

ในตำนานพุทธประวัติซึ่งได้รับการแต่งเติมให้มีสีสันขึ้นในวัฒนธรรมต่าง ๆ ระบุถึงปาฏิหาริย์ในช่วงการเสด็จดับขันธปรินิพพานเอาไว้หลายเวอร์ชันด้วยกัน แต่บางเวอร์ชันก็มีรายละเอียดยืดยาวมากซึ่งคงจะถึงได้ไม่หมดในที่นี้ รวมถึงอาจมีความไม่สมเหตุสมผลบางประการ พุทธประวัติฉบับไทยจึงรับเอาพุทธปาฏิหาริย์มาใส่ไว้ในวรรณกรรมของตนเพียงประการเดียว นั่นก็คือเมื่อเหล่ามัลลกษัตริย์แห่งเมืองกุสินาราเชิญพระพุทธสรีระขึ้นประดิษฐานบนพระจิตกาธานเตรียมจะถวายพระเพลิง ปรากฏว่าเพลิงนั้นจุดเท่าใดก็ไม่ติด จนเมื่อพระมหากัสสปะซึ่งเป็นพระอรหันตสาวกรูปหนึ่งได้เดินทางมาถึงพร้อมกับหมู่สงฆ์ พระพุทธสรีระนั้นได้เกิดปาฏิหาริย์ยื่นพระบาทออกไปดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น เมื่อพระมหากัสสปะได้สักการะพระพุทธสรีระแล้ว ทันใดนั้นเพลิงก็ติดขึ้นโดยอัตโนมัติ

ประติมากรรมนี้ประดิษฐานอยู่ในวิหารน้อยของวัดสรรพยาวัฒนาราม และมีชื่อเรียกที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์ท่องเที่ยวว่าพระพุทธรูปปางกราบพระบรมศพ ซึ่งผมไม่เห็นด้วยกับคำนี้ เพราะคำว่าปางนั้นมีความหมายว่าการทำกิริยาของพระพุทธเจ้าในอิริยาบถต่าง ๆ แต่ประติมากรรมนี้เล่าเรื่องตอนที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว จึงทำให้ไม่ทรงทำกิริยาอันใดได้อีก ประกอบกับผู้ที่ทำกิริยากราบนั้นก็ไม่ใช่พระพุทธเจ้าแต่เป็นพระสาวก และประการสุดท้ายนั่นคือพระบรมศพเป็นราชาศัพท์ที่ใช้กับสรีระสังขารแห่งองค์พระมหากษัตริย์ สำหรับพระพุทธเจ้านั้นเราใช้คำว่าพระพุทธสรีระ ผมจึงอยากเสนอให้เรียกให้ถูกต้อง เป็นประติมากรรมพระพุทธสรีระในหีบพระศพแสดงปาฏิหาริย์แก่พระมหากัสสปะมากกว่า ผมยังคิดชื่อซึ่งสื่อความหมายได้ถูกต้องที่สั้นและกระชับกว่านี้ไม่ออก อยากระดมไอเดียจากทุก ๆ ท่านเหมือนกันครับ

ทริป 2 วัน 1 คืน สัมผัสเสน่ห์ภาคกลางในเมืองรอง 4 จังหวัด อ่างทอง สิงห์บุรี นครสวรรค์ และชัยนาท
วิหารวัดมหาธาตุ เมืองสรรคบุรี

หลังจากจบโปรแกรมที่อำเภอสรรพยาแล้วก็ได้เวลาอาหารกลางวันพอดี ก่อนที่เราจะมีโปรแกรมส่งท้ายในภาคบ่ายด้วยการไปชมวัดโบราณในเขตอำเภอสรรคบุรี วัดแห่งแรกคือวัดมหาธาตุ เราสังเกตได้ว่าทั่วประเทศนั้นมีวัดมหาธาตุอยู่หลายแห่ง นักประวัติศาสตร์อธิบายว่าการประดิษฐานมหาธาตุคือการประดิษฐาน (ปูชนียวัตถุอันเชื่อกันว่าเป็น) พระบรมสารีริกธาตุภายในสถูปเจดีย์ ด้วยความมุ่งหมายจะให้สถูปเจดีย์นั้นเปรียบเสมือนหลักเมืองหรือโดยปริยายอาจหมายถึงศูนย์กลางแห่งจักรวาล 

ฉะนั้นโดยความสำคัญข้อนี้ การสถาปนามหาธาตุจึงไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ในทุกเมือง ทำได้เฉพาะเมืองขนาดใหญ่และมีอำนาจมากเท่านั้น ถ้าไม่นับสุโขทัย อยุธยา และกรุงเทพฯ แล้ว เรายังมีมหาธาตุในต่างจังหวัดอีกหลายแห่ง เช่น ราชบุรี เพชรบุรี รวมถึงชัยนาท นั่นหมายความว่าแม้ว่าในปัจจุบันชัยนาทจะเป็นเมืองรองที่เงียบสงบ แต่ในอดีตนั้นชัยนาทเคยเป็นเมืองใหญ่ที่มีความสำคัญมาก่อน 

ในสมัยอยุธยาตอนต้นมีการเรียกชื่อพื้นที่บริเวณนี้ว่าเมืองแพรกศรีราชา คำว่า ‘แพรก’ หมายถึงทางแยกของสายน้ำ นั่นหมายถึงชัยนาทน่าจะเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมค้าขายที่สำคัญตามระบบลำน้ำในเขตลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จึงเป็นเหตุให้ชัยนาทสร้างเสริมความมั่งคั่งและกลายเป็นเมืองขนาดใหญ่ได้ สำหรับโบราณสถานวัดมหาธาตุในปัจจุบัน ทั้งเจดีย์และวิหารต่าง ๆ หลายแห่ง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นร่วมสมัยกับช่วงที่เจ้ายี่พระยา พระโอรสองค์รองของสมเด็จพระนครินทราธิราช พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 6 แห่งสมัยอยุธยาเสด็จมาครองเมืองแพรกศรีราชานี้เองเมื่อช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 20

ทริป 2 วัน 1 คืน สัมผัสเสน่ห์ภาคกลางในเมืองรอง 4 จังหวัด อ่างทอง สิงห์บุรี นครสวรรค์ และชัยนาท
พระเจดีย์ประธานวัดพระแก้ว ศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้น ราชินีแห่งเจดีย์จากการยกย่องของ น. ณ ปากน้ำ

เราปิดท้ายการเดินทางของเรากันที่วัดพระแก้ว ซึ่งได้ชื่อนี้มาจากการที่เคยมีผู้ขุดค้นพบพระพุทธรูปขนาดเล็กที่ทำขึ้นจากแก้วผลึกมาก่อน ที่นี่เป็นที่ประดิษฐานพระเจดีย์สมัยอยุธยาตอนต้นที่ได้รับการยกย่องจาก น. ณ ปากน้ำ ปรมาจารย์ด้านประวัติศาสตร์ศิลปะของไทย กย่องว่าเป็นเจดีย์ที่มีความงามที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือเป็น ‘ราชินีแห่งเจดีย์’ 

นอกจากนี้ภายในพระวิหารด้านหน้าพระเจดีย์ยังเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อฉาย พระพุทธรูปซึ่งได้รับการบูรณะในสมัยรัชกาลที่ 5 ของสำคัญของพระพุทธรูปองค์นี้อยู่ที่การพบทับหลังรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณสมัยบาปวน (พุทธศตวรรษที่ 16) แปะกลับหัวอยู่ด้านหลังพระพุทธรูป ซึ่งน่าจะเกิดจากการบูรณะพระพุทธรูปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของชาวบ้านในอดีต แต่การพบทับหลังชิ้นสำคัญนี้ก็เป็นกุญแจดอกสำคัญที่ไขความกระจ่างให้เราได้ว่า พื้นที่ของเมืองชัยนาทนั้นน่าจะเคยมีผู้คนอยู่อาศัยมาไม่น้อยกว่า 1,000 ปีแล้ว หรือตั้งแต่สมัยอาณาจักรขอมโบราณยังรุ่งเรืองนั่นเอง

ทริป 2 วัน 1 คืน สัมผัสเสน่ห์ภาคกลางในเมืองรอง 4 จังหวัด อ่างทอง สิงห์บุรี นครสวรรค์ และชัยนาท
ทับหลังรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ (กลับหัว) หลังหลวงพ่อฉาย

ภาคกลางที่ต้องไปเห็น

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ในช่วงค่ำของวันนั้น รถบัสนำพาคณะของเรากลับมาถึงกรุงเทพมหานคร พร้อมกับคำสัญญาว่าเราจะได้พบกันอีกในทุก ๆ ครั้งของการเดินทาง

เมื่อผมบอกใคร ๆ ว่า ผมอยากจะชวนคนไปเที่ยวเมืองรองในภาคกลางของเรา ผมมักจะได้รับคำถามว่าเมืองเหล่านี้มีอะไรน่าสนใจ หรือแม้กระทั่งว่าใครจะอยากไปเที่ยวกับผม แต่วันนี้ผมก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เมืองรองของเรามีของดีมากมาย และของดีที่ได้รับการหยิบยกขึ้นมาเป็นเรื่องราวเล่าขานในการเดินทางครั้งนี้เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น ในแต่ละจังหวัดยังมีเพชรเม็ดงามมากมายที่ซ่อนตัวอยู่และรอให้ผู้คนภายนอกแวะมาเยี่ยมเยือน

ผมได้รับข้อความจากผู้ร่วมเดินทางของเราหลายคน ว่าทริปนี้เป็นทริปที่มีความสุขมาก ๆ หลายคนอยากจะขอตามไปเที่ยวด้วยในการเดินทางครั้งหน้า ผมตอบกลับไปด้วยความรู้สึกที่แท้จริงว่า ผมเองก็มีความสุขและอิ่มใจมาก ๆ ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสุขที่ได้เห็นสมาชิกผู้ร่วมเดินทางทุกท่านเพลิดเพลินไปกับคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ รอบตัวที่เราอาจจะเคยมองข้ามไป และนี่คือเสน่ห์อันยิ่งใหญ่ของภาคกลางที่ผมอยากเชิญชวนให้ทุกท่านให้ไปสัมผัสด้วยตนเองสักครั้งหนึ่งในชีวิต

ทริป 2 วัน 1 คืน สัมผัสเสน่ห์ภาคกลางในเมืองรอง 4 จังหวัด อ่างทอง สิงห์บุรี นครสวรรค์ และชัยนาท

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ณัฐพงศ์​ ลาภบุญทรัพย์

วิทยากรและครูสอนวิชาภาษาไทยและสังคมศึกษาฯ ผู้รักการเดินทางเพื่อรู้จักตนเองและรู้จักโลกเป็นชีวิตจิตใจ เดินทางไปแล้วครบทุกจังหวัดในประเทศไทย และกว่า 50 ประเทศทั่วโลก

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

“เดือนที่แล้วมีดาราไทยมานะ ให้ผมนำเที่ยว เนี่ยเดี๋ยวเดือนหน้าก็จะมีดาราไทยมาอีก” 

จันตาเอ่ยถึงดาราหญิงชายชื่อดังของไทย ลูกค้าหมาด ๆ ของเขาเมื่อเดือนก่อน มือก็บังคับพวงมาลัยรถตู้พาเราออกจากท่าอากาศยานนานาชาติวัตไต (Wattay International Airport) มุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟนครหลวงเวียงจันทน์อีกฟากหนึ่งของเมือง

ตั้งแต่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เปิดประเทศเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศก็ทยอยเดินทางเที่ยวไม่ขาดสาย รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวไทยบ้านใกล้เรือนเคียง เศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่ซบเซาของลาว (เช่นเดียวกันกับไทย) ก็ค่อย ๆ กระเตื้องขึ้น ดูจากแววตาและน้ำเสียงของจันตาก็พอจะบอกได้ 

ก่อนโควิด จันตาเป็นผู้นำทัวร์ของบริษัทท่องเที่ยวสำหรับชาวยุโรป บางครั้งก็ลงมือเป็นไกด์เอง ทั้งยังขยายธุรกิจเป็นเจ้าของรถบัสขนาดใหญ่ 3 คัน ถือเป็นผู้มีประสบการณ์คนหนึ่งในแวดวงธุรกิจท่องเที่ยวลาว แต่ก็อย่างที่รู้กัน โควิด-19 ซัดทุกอย่างเสียราพณาสูร

จากรถบัสสู่รถตู้ คือ ชีวิตในวันนี้ของจันตา รถตู้ของเขาคันใหญ่ ตกแต่งใหม่เอี่ยมทั้งคัน สำหรับพานักท่องเที่ยวทัศนาจรในลาว แม้ธุรกิจจะลดขนาดลง แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือประสบการณ์ชีวิตอันโชกโชน บวกด้วยความเป็นมืออาชีพในสายงาน 

จากสนามบินวัตไตถึงสถานีรถไฟนครหลวงเวียงจันทน์ใช้เวลาประมาณ 40 นาที แนะนำว่าให้เผื่อเวลาเดินทางไว้สักหน่อย จันตาบอกว่ามีนักท่องเที่ยวตกรถไฟมาหลายคนแล้ว บางคนเที่ยวบินดีเลย์ บางคนเจอรถติด แต่บางคนก็ชิลล์ไปหน่อย ประมาณว่าแวะกินข้าวเคล้าเบียร์นานเกินไป

“นี่ครับตั๋วรถไฟ เก็บไว้ให้ดี ห้ามหายเลยนะครับ เพราะว่าพอถึงปลายทาง เจ้าหน้าที่เขาจะขอตรวจอีกครั้ง ถ้าไม่มีเขาไม่ให้ออกจากสถานี ต้องซื้อตั๋วใหม่อย่างเดียว” จันตากำชับและยื่นตั๋วหรือปี้ในภาษาลาวให้เราเมื่อถึงสถานีรถไฟ

อาคารสถานีรถไฟเวียงจันทน์ใหญ่โตอลังการ สมศักดิ์ศรีกันดีกับขบวนรถไฟลาว-จีน ใหม่เอี่ยมป้ายแดง เชื่อมต่อระหว่างนครหลวงเวียงจันทน์กับจีนตอนใต้ ที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อเดือนธันวาคม 2564 ความจริงแล้วทางรถไฟสายนี้ยาวนับพันกิโลเมตร แต่ส่วนที่อยู่ในเขต สปป.ลาว นั้นยาว 414 กิโลเมตร เชื่อมสองชาติที่ด่านบ่อหาน ประเทศจีน เข้าสู่ลาวที่เมืองบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา และวิ่งผ่านเมืองท่องเที่ยว เช่น หลวงพระบาง วังเวียง และสิ้นสุดที่เวียงจันทน์

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม

ทริปนี้เริ่มขึ้นก็เพราะรถไฟสายใหม่นี้แหละ หลังจากลาวเปิดประเทศให้ท่องเที่ยวอีกครั้ง ภาพรถไฟหน้าตาล้ำสมัย และภาพนักเดินทางนั่งสบายในตู้โดยสารโอ่โถงก็เริ่มมีออกมายั่วใจมากขึ้นเรื่อย ๆ แถมวิ่งผ่านเมืองมรดกโลกอย่างหลวงพระบาง ที่แต่ก่อนหากเดินทางโดยรถยนต์ต้องใช้เวลาร่วม 6 – 7 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นรถไฟขบวนใหม่ที่วิ่งด้วยความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เวลาจึงหดสั้นเหลือเพียง 1 ชั่วโมง 50 นาที ดีขนาดนี้แล้วจะรออะไร อ๋อ รอซื้อตั๋วไง!

ตั๋วรถไฟสายใหม่นี้ต้องฟาดฟันแย่งกันซื้อ และเราจะนั่งจิ้มซื้อแบบออนไลน์ก็ไม่ได้ ตอนนี้เขายังไม่มีบริการในส่วนนั้น ถ้าคุณไม่มีเพื่อนคนลาวไปต่อคิวซื้อให้ ก็เหลือทางเดียวคือให้บริษัทนำเที่ยวจัดการเหมือนที่เราพึ่งพาจันตานี่แหละ และขณะนี้ความต้องการตั๋วพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ระบบการจัดการต่าง ๆ ยังไม่เสถียรนัก มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง ดูความอลหม่านการซื้อตั๋วและประกาศอัปเดตต่าง ๆ เกี่ยวกับรถไฟลาว-จีน ได้ที่นี่

สนนราคาค่าตั๋วเวียงจันทน์-หลวงพระบาง ที่นั่งชั้น 1 อยู่ที่ 313,000 กีบ คิดเป็นเงินไทยก็ 700 กว่าบาท ส่วนที่นั่งชั้น 2 ราคาอยู่ที่ 198,000 กีบ หรือเกือบ 500 บาท (ค่าเงินไว้คำนวณคร่าว ๆ คือ 450 กีบ เท่ากับ 1 บาท หรือจำในใจง่าย ๆ 10,000 กีบ เท่ากับประมาณ 20 บาท) อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวที่ซื้อตั๋วผ่านบริษัทท่องเที่ยวต้องจ่ายเพิ่มอีกประมาณ 50,000 กีบต่อตั๋ว เป็นค่ายืนต่อแถวที่แว่วว่าบางทีต้องยืนรอขาแข็งกว่า 2 ชั่วโมงกว่าจะได้มา แล้ว 1 คน ซื้อตั๋วได้มากสุด 3 ที่นั่งเท่านั้น

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม

รถไฟเคลื่อนตัวออกจากเวียงจันทน์ตรงตามเวลาเป๊ะ ตู้โดยสารสะอาดโอ่โถง เก้าอี้ตัวใหญ่ เบาะหนานุ่ม เสียงประกาศในรถที่ดังเรื่อย ๆ บอกว่าผู้โดยสารต้องใส่ผ้าอัดปากหรือหน้ากากตลอดการเดินทาง นอกจากเสียงประกาศนี้และเสียงประกาศว่าเรากำลังอยู่ในขบวนรถไฟลาว-จีน EMU ซึ่งย่อมาจาก Electric Multiple Unit เราก็ไม่ได้ยินเสียงอื่นอีก เพราะรถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ามันเงียบเรียบลื่นดีจริง

ถามว่าตู้โดยสารชั้น 1 และชั้น 2 ต่างกันอย่างไร ต้องบอกว่าต่างกันที่จำนวนที่นั่ง แน่นอนว่าชั้น 1 ก็หลวม ๆ กว่า เก้าอี้เป็นแบบคู่ แบ่ง 2 ฟากซ้ายขวา ในขณะที่ชั้น 2 ฟากหนึ่งเป็นเก้าอี้แถว 3 คน อีกฟากเป็นเก้าอี้คู่ แต่ละตู้มีห้องน้ำบริการ หน้าตาเหมือนห้องน้ำบนเครื่องบิน สะอาดสะอ้านดี ส่วนใครที่ห่วงใยเรื่องอาหารการกิน (เช่นเรา) ก็จงแวะซื้อหรือกินมาให้เรียบร้อยก่อน เพราะที่สถานีและบนรถไฟไม่มีอาหารขาย มีเฉพาะเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นตู้โดยสารเบอร์อะไรต้องคอยฟังเขาประกาศบอก

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
วิวนอกหน้าต่าง

1 ชั่วโมงจากเวียงจันทน์ ขบวนรถก็เข้าเทียบชานชาลาสถานีรถไฟวังเวียง อีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม ตลอดการเดินทางเราใช้เวลาเงียบ ๆ ละเลียดวิวนอกหน้าต่างที่พาดผ่านเทือกเขาสูง ทางรถไฟยกระดับเผยภาพงาม ทั้งสีเขียวของทุ่งนาและภูผาสูงใหญ่ คนชอบถ่ายรูปคงจะถ่ายสนุกแบบไม่ต้องกลัวแบตเตอรี่หมด เพราะทุกที่นั่งเขามีที่ชาร์จโทรศัพท์พร้อม และอีกราว 1 ชั่วโมงต่อมาเราก็มาถึงหลวงพระบาง

หลวงพระบางที่คิดถึง

หลวงพระบางต้อนรับเราด้วยคลื่นความร้อนปนความชื้นในอากาศ จินตนาการถึงแก้วน้ำเย็นที่วางทิ้งในห้องร้อนอ้าว เหงื่อที่ผุดพรายข้างแก้วเป็นอย่างไร เหงื่อบนร่างกายเราก็ประมาณนั้น ไม่เป็นไร คนเราต้องปรับตัวให้เข้ากับโลก ไม่ใช่ให้โลกปรับตัวเข้ากับเรา ว่าแล้วก็ลากกระเป๋าไปหารถเข้าเมือง นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งมีรถโรงแรมหรือรถส่วนตัวมารอรับ สำหรับคนที่ไม่มีใครมารับก็มีทางเลือกทั้งแท็กซี่แบบเหมา หรือรถตู้นั่งแชร์กับคนอื่น แน่นอน เราเลือกหนทางที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมและดีกับงบประมาณ (แต่ดีกับตัวเองหรือเปล่า ไม่แน่ใจ) นั่นคือรถตู้ที่ละ 35,000 กีบ หรือประมาณ 85 บาท นั่งหวานเย็นกันไป แวะส่งเพื่อนร่วมทางไปเรื่อย ๆ ซึ่งยังไง ๆ ทุกคนก็ลงในเมืองใกล้ ๆ กันนั่นแหละ

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
สถานีหลวงพระบาง

หลวงพระบางเป็นเมืองท่องเที่ยวที่หลายคนมามากกว่า 1 ครั้ง บางคนบอกว่าเมืองน้อยนี้มีเสน่ห์หนักหนา ทั้งบ้านเรือนอาคารโคโลเนียล ลูกผสมระหว่างศิลปะพื้นถิ่นกับเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส วัดวาอารามงดงาม ธรรมชาติทั้งน้ำโขงน้ำคานขนาบพื้นที่ อาหารการกินก็บริบูรณ์​ งามสงบในร่มเงาของวัฒนธรรมอันหลากหลาย แต่เมื่อโควิด-19 มาเยือน ทำเราสงสัยเสียจริง ๆ ว่า เมืองที่พึ่งพิงการท่องเที่ยวเป็นหลักจะผันเปลี่ยนไปมากเพียงใด

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม

แล้วเราก็ได้เห็นถนนศรีสว่างวงศ์​ (Sisavangvong) เส้นหลักกลางเมือง แล่นผ่านอาคารโคโลเนียลสองฟากฝั่ง ยาวไปถึงหน้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบางและทางขึ้นพระธาตุพูสี ในอดีตเคยครึกครื้นเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ บัดนี้กว่าครึ่งปิดประตูเงียบ ความงามของอาคารโบราณยังคงอยู่ แต่โรคระบาดได้พรากชีวิตชีวาของผู้คนและธุรกิจท่องเที่ยวส่วนหนึ่งไปอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ร้านที่ยังอยู่ได้ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของตึกเอง ไม่ต้องเสียค่าเช่าให้ใคร ส่วนที่ปิดไว้ก็มักมีป้ายแขวนบอกให้เช่าแทบทั้งสิ้น

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม

แม้สีสันของการเป็นเมืองท่องเที่ยวจะจางลงไปบ้าง แต่จิตวิญญาณแท้จริงของหลวงพระบางที่แฝงฝังในพุทธสถาน อาหารการกิน ชีวิตของผู้คน และมหานทีอย่างลำโขง ยังอยู่ครบถ้วน จุดท่องเที่ยวสำคัญของหลวงพระบางที่อาจจะเคยไปแล้วก็ยังมีเสน่ห์ให้อยากไปอีก โดยเฉพาะในวันที่เพื่อนร่วมโลกต่างต้องการกำลังใจจากกัน

3 วันคืออย่างน้อยที่สุดที่คุณจะใช้เวลาเที่ยวหลวงพระบาง แต่ถ้าคุณไม่รีบ 5 วันคือจำนวนวันที่คุณจะเอื่อยไปได้เรื่อย ๆ ในเมืองน้อยนี้ จุดหมายเอื่อย ๆ แห่งแรกที่เราไปคือ ‘วัดเชียงทอง’ ไม่ได้คิดถึงแค่ความงามของสิมหรืออุโบสถที่ถือเป็นศิลปะล้านช้างสกุลช่างหลวงพระบางเท่านั้น แต่คิดถึงบันไดสีขาวสูงชันหน้าวัดที่ลาดลงสู่ริมโขงด้วย สายน้ำ แมกไม้ และสิ่งปลูกสร้างที่ผ่านกาลเวลา เป็นส่วนผสมที่อลังการใจเสมอ

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
วัดเชียงทอง
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
งานประดับกระจกหอไหว้สีกุหลาบ

วัดเชียงทองคือพุทธสถานเก่าแก่ประจำเมืองที่พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์ผู้ครองอาณาจักรล้านช้างและล้านนา เป็นผู้สร้างขึ้นเมื่อราว พ.ศ.​ 2101 – 2103 สิ่งโดดเด่นและต้องไปชมให้ได้คือสิมหลังคาซ้อน 3 ตับ ดัดเส้นสายโค้งอ่อนและแอ่นแผ่ลงเกือบจรดพื้น เป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่ทำให้สิมแห่งนี้ต่างจากที่ไหน ๆ ด้านหลังสิมตกแต่งด้วยงานประดับกระจก เป็นลวดลายต้นทองเต็มผนังงามน่าทึ่ง เยื้องมาด้านหลังของสิมคือหอไหว้สีกุหลาบ ผนังด้านนอกเคลือบสีชมพูอ่อนหวาน ความโดดเด่นอยู่ที่งานประดับกระจกชิ้นเล็ก ๆ นับไม่ถ้วนแปะเรียงเป็นลวดลาย เล่าเรื่องนิทานพื้นบ้านที่แฝงคติสอนใจ

จากวัดเชียงทอง เรามุ่งไปอีกสองสถานที่สำคัญ หนึ่งคือ ‘พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง’ ซึ่งอดีตคือพระราชวังหลวงของเจ้ามหาชีวิตแห่งราชอาณาจักรลาว และสองคือ ‘พระธาตุพูสี’ ซึ่งทางขึ้นตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามพิพิธภัณฑ์

อดีตพระราชวังหลวงไม่ใหญ่โตโอฬารมากมาย แต่อะไรบางอย่างทำให้สถานที่แห่งนี้มีบรรยากาศขรึมขลังเข้มข้น อาจจะเพราะตั้งแต่ทางเดินยาวที่ทอดสู่ตัววัง ซึ่งถูกขนาบด้วยแนวต้นตาลสูงใหญ่เรียงเป็นระเบียบ ไปจนถึงตัวอาคารชั้นเดียวยกพื้นสูง ปลูกสร้างในรูปแบบสถาปัตยกรรมผสมระหว่างฝรั่งเศสสมัยอาณานิคมกับศิลปะล้านช้าง ตัวอาคารเรียบนิ่ง ไม่มีการประดับประดาอะไรจนพราวตา เว้นแต่เพียงตราสัญลักษณ์รูปช้างสามเศียรที่ประดับบนหน้าบันของพระราชวังหลวง

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง

ผู้สร้างพระราชวังนี้คือ เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ในระหว่าง ค.ศ. 1904 – 1909 อนุสาวรีย์ของพระองค์ประดิษฐานตระหง่านสูงอยู่กลางแจ้งใกล้บริเวณที่ซื้อปี้หรือบัตรเข้าชม เมื่อซื้อบัตรแล้วสิ่งที่ต้องทำลำดับต่อมาคือฝากข้าวของในตู้ล็อกเกอร์ จะทิ้งโทรศัพท์มือถือไว้ด้วยก็ได้ เพราะภายในพิพิธภัณฑ์ห้ามถ่ายรูป

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง

แม้พิพิธภัณฑ์ไม่ใหญ่โต แต่หากใครเป็นคอประวัติศาสตร์ ก็อาจใช้เวลาละเลียดอดีตของลาวในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์ไปเป็นระบอบสังคมนิยมได้ไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง บัลลังก์ที่เตรียมไว้สำหรับใช้ในพิธีบรมราชาภิเษกเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนาที่ไม่เคยถูกใช้ เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในขึ้นเสียก่อน เครื่องราชูปโภค ของส่วนพระองค์ของพระราชวงศ์ พระพุทธรูป ตลอดจนภาพเขียนวิถีชีวิตคนหลวงพระบาง โดยฝีมือศิลปินชาวฝรั่งเศส จัดแสดงอยู่ในห้องต่าง ๆ ที่ส่วนใหญ่ยังจำลองบรรยากาศของห้องในอดีตไว้ เช่น ท้องพระโรง ห้องทรงพระอักษร ห้องบรรทม ห้องรับรองแขก

ก่อนออกจากเขตพระราชวัง แวะกราบ ‘พระบาง’ ที่หอพระบางซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าใกล้ประตูใหญ่ทางเข้าพระราชวัง พระบางเป็นพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร สูงประมาณ 1.14 เมตร ถือเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองลาวนับตั้งแต่พระเจ้าฟ้างุ้ม กษัตริย์แห่งล้านช้างทรงอัญเชิญมาจากเขมรในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ตามตำนานบอกไว้ว่า พระบางสร้างขึ้นที่อินเดีย ทำจากทองคำบริสุทธิ์ ประดิษฐานอยู่ที่ลังกา เขมร จนกระทั่งพระเจ้าฟ้างุ้มมีพระราชประสงค์จะเผยแผ่พุทธศาสนาให้มั่นคงในราชอาณาจักร จึงทูลขอพระบางจากพระเจ้าแผ่นดินเขมรให้มาประดิษฐาน ณ เมืองเชียงทอง (หรือหลวงพระบางในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านช้างในเวลานั้น อย่างไรก็ตาม ระหว่างทางเกิดเหตุอัศจรรย์หลายประการ ทำให้พระบางประดิษฐานอยู่ที่เวียงจันทน์นานกว่า 100 ปี กว่าจะได้มาประดิษฐานที่หลวงพระบางในที่สุด

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
หอพระบางและตลาดมืด

ถนนหน้าพิพิธภัณฑ์ถือเป็นถนนเส้นหลักของเมือง พอแดดร่มลมตก พ่อค้าแม่ขายก็จะกางเต็นท์เตรียมตลาดมืดซึ่งหมายถึงตลาดกลางคืน จำหน่ายสินค้าของที่ระลึกจากหลวงพระบาง ตลอดจนงานหัตถกรรมชนเผ่า มีทั้งเครื่องเงิน ผ้าพื้นเมือง งานศิลปะ ไปจนถึงเสื้อผ้าแฟชั่นของจิปาถะต่าง ๆ เป็นสีสันเล็ก ๆ สำหรับราตรีที่ค่อนข้างเงียบสงบของหลวงพระบาง แต่ก่อนฟ้าจะมืดและก่อนตลาดมืดจะเปิดทำการ ยังมีอีกหนึ่งจุดหมายที่ท้าทายข้อเข่ารอทุกคนอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามพิพิธภัณฑ์

328 คือจำนวนขั้นบันไดที่ต้องปีนไต่ขึ้นไปสักการะพระธาตุจอมสีสีทองสุกปลั่งบนยอดเขาพูสี แม้ต้นจำปาลาวและดวงดอกของมันที่ขึ้นเรียงขนาบสองข้างทางจะดูสวยโรแมนติกเพียงใด ก็ไม่อาจบดบังความจริงที่ว่าเรากำลังเดินขึ้นบันไดคดเคี้ยวเชิดขึ้นที่สูง เหนื่อยต้องมี เหงื่อต้องมา เป็นของธรรมดาที่ต้องเตือนว่าก็ไม่ใช่ทุกคนจะไหว โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้มีปัญหาสุขภาพ รวมถึงคนที่เพิ่งกินข้าวมาอิ่ม ๆ แต่ถ้าคุณไหวก็ขอให้ไปต่อ เพราะวิวหลวงพระบางมุมสูงนั้นควรค่าแก่การทอดสายตามองจริง ๆ

บนยอดพูสีเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกยอดนิยมของหลวงพระบาง วิวสองฟากฝั่งพระธาตุก็ต่างกัน ด้านหนึ่งจะมองเห็นตัวเมืองหลวงพระบางอยู่ในโอบกอดของลำโขงสีน้ำตาลอ่อน ส่วนอีกฝั่งจะเห็นตัวเมืองอยู่ในอ้อมแขนของแม่น้ำคานสีเขียว แต่สิ่งที่เหมือนกันคือสภาพอาคารบ้านเรือนของหลวงพระบางที่ผสมผสานศิลปะตะวันตกและพื้นถิ่นเข้าด้วยกัน หลังคาจั่วปูกระเบื้องสีธรรมชาติ สอดแทรกท่ามกลางต้นไม้สลับสล้าง ไกลออกไปคือปราการขุนเขาที่โอบล้อมเมืองนี้ไว้ เป็นภาพสะอาดตาอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มาจากเมืองที่มีแต่ตึกสูง

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
วิวฝั่งแม่น้ำโขง
นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
วิวฝั่งแม่น้ำคาน

ทางเลือกในการชมพระอาทิตย์ตกไม่ได้มีแต่ที่พูสีเท่านั้น หากถามชาวหลวงพระบางที่ยืนโต๋เต๋อยู่ริมโขง ร้อยทั้งร้อยจะตอบแกมเชิญชวนว่า “ล่องเรือน้ำโขงชมพระอาทิตย์ตกก็ได้” จากนั้นเขาจะกุลีกุจอร่ายโปรแกรมทัวร์ที่ฟังดูก็น่าสนใจ เช่น ล่องเรือ 2 ชั่วโมง ระหว่างทางแวะเที่ยวบ้านจันเหนือ เมืองจอมเพ็ด อีกฝั่งหนึ่งของลำโขง บ้านจันเหนือโด่งดังเรื่องหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาที่คนในหมู่บ้านทำสืบทอดกันมานับร้อยปี ถามว่าแล้วเราซื้อทัวร์เขามั้ย ตอบเลยว่าซื้อ!

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
หมู่บ้านหัตถกรรมจันเหนือ

หยิบเงิน 400,000 กีบ จ่ายไปสำหรับล่องเรือ 2 ชั่วโมง คิดเป็นเงินไทยก็หย่อน 1,000 ไปไม่กี่บาท พอเห็นเรือก็ร้องอู้หู เรือสวยสะอาด ด้านในมีเก้าอี้เดี่ยวเรียง 2 แถว ด้านหน้าใกล้คนขับเรือเป็นเบาะยาว ปูผ้าขาวโรยดอกไม้ต้อนรับ ใครใคร่นั่งตรงไหนก็นั่งตามสบาย ล่องเรือไปเรื่อย ๆ ชมธรรมชาติสองข้างทางที่เขียวชอุ่ม จากในเรือก็มองเห็นเขาพูสีและองค์พระธาตุเจดีย์สีทองอยู่ลิบ ๆ แอบมองคนขับเรือหน้าละอ่อนผู้ทำหน้าที่ขมีขมัน สอบถามได้ความว่าเขานั้นดีใจเหลือหลายที่เห็นนักท่องเที่ยวกลับมา ตอนโควิดปิดเมือง เขาไร้งานไร้เงิน ต้องไปทำงานก่อสร้างบ้าง งานรับจ้างอื่น ๆ บ้าง ตอนนี้ได้กลับมาขับเรืออีกครั้งรู้สึกสุขหัวใจ

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง

ทริปหลวงพระบางคราวนี้ ถามว่าพาตัวเองไปเที่ยวอะไรแปลกใหม่ที่ไม่เคยไปมาก่อนหรือไม่ ก็เห็นจะต้องตอบว่าไม่ แต่จะให้บอกว่าทุกอย่างเหมือนเดิม ไม่มีอะไรว้าว ก็พูดอย่างนั้นไม่ได้อีกเหมือนกัน อย่างน้อย ๆ ก็มีรถไฟหนึ่งอย่างที่ใหม่ถอดด้าม และเอาเข้าจริง การได้ออกเดินทางอีกครั้งและมาเยี่ยมเยือนจุดหมายที่คิดถึง มาเห็นว่าเพื่อนร่วมทุกข์จากโรคระบาดในบ้านเมืองอื่นเขาเป็นอย่างไรกันบ้าง มันมีความหมายกับหัวจิตหัวใจที่แห้งผากได้มากกว่าการอัปเดตเทรนด์ใหม่ ร้านดัง และความ Unseen ใด ๆ เป็นไหน ๆ

เราละเลียดเวลา 5 วันที่หลวงพระบางอย่างเต็มอิ่ม เดินทุกตรอกออกทุกซอย แวะห้องสมุด ร้านกาแฟ เบเกอรี่ เจ้าที่ยังยืนยงฝ่าโควิดมาได้ เราได้รู้ว่าขนมอบที่ร้าน Joma ยังอร่อยเหมือนเดิม ได้รู้ว่าตำหมากหุ่ง ไส้อั่ว เบียร์ลาว เคล้าวิวโขง ยังไงก็จะเป็นมื้อที่ดีงามเสมอ ได้รู้ว่าค่ำคืนเมื่อฝนโปรยสายบาง ค็อกเทลเบา ๆ ที่โต๊ะหน้าอาคารโคโลเนียลแสนสวยมันโรแมนติกเพียงใด และจะยิ่งโรแมนติกหนักถ้ามีไคแผ่นหรือสาหร่ายน้ำจืดตำรับหลวงพระบางแท้ เสิร์ฟพร้อมเครื่องจิ้มอย่างแจ่วบองมาแกล้มด้วย

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
ร้านอ้ายหนูน้อย

บางบ่ายขณะแดดกำลังร้อนร้าย ก็พลันได้เจอจุดหมายเหนือความคาดหมาย ร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่ทำสิ่งยิ่งใหญ่ ‘อ้ายหนูน้อย (Big Brother Mouse)’ ร้านหนังสือที่ทำหนังสือ ขายหนังสือ เพื่อเอาเงินมาพิมพ์หนังสือ 2 ภาษาลาว-อังกฤษ และแจกเด็ก ๆ ที่เข้าถึงการอ่านยาก โดยใช้นักท่องเที่ยวเป็นผู้กระจายหนังสือ ที่นี่เขาจะจัดชุดหนังสือที่เหมาะกับเด็กเมืองและเด็กในพื้นที่ห่างไกลไว้เรียบร้อย ที่นักท่องเที่ยวต้องทำก็คือบริจาคเงินตามราคาชุดหนังสือที่ตัวเองเลือก แล้วก็หิ้วหนังสือชุดนั้นติดตัวไปด้วย ทำหน้าที่เป็นไปรษณีย์ที่มีชีวิตและอบอุ่นที่สุด อยากรู้รายละเอียดเพิ่ม ตามไปดูได้ที่ www.bigbrothermouse.com

อีกทั้งในบางเช้าเราก็ได้ตื่นมารอตักบาตรข้าวเหนียว เพื่อจะพบกับความอ่อนหวานของเอื้อยแม่ค้าที่กุลีกุจอเอาผ้ามาพาดไหล่ ส่งกระติ๊บข้าวเหนียวและถาดขนมให้ พาไปนั่งเก้าอี้รอพระบิณฑบาต และตอนสุดท้ายแจ้งราคาชุดใส่บาตรทั้งหมดที่ 100,000 กีบ หรือเกือบ ๆ 250 บาท ที่ทำเราเกือบตกเก้าอี้ และต้องจำไว้ในใจว่าก่อนจะรับของจากใครให้ถามราคาเขาก่อนนน (ฮ่า ๆๆ) แต่ก็นั่นแหละนะ ขึ้นชื่อว่าการเดินทาง มันต้องค้นหา เรียนรู้ ผิดพลาด ขำก๊ากเป็นบางเวลา และโกรธาเป็นบางที เพื่อที่ในที่สุดมันจะกลายเป็นความทรงจำให้เราได้นึกถึงอย่างเช่นในตอนนี้

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

แพร ปุโรทกานนท์

นักเขียนอิสระที่ทำงานประจำ อยากรู้อยากเห็นประวัติศาสตร์ สนใจศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนเรื่องอาหารการกิน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load