10 พฤษภาคม 2562
65.93 K

นครสวรรค์มีแลนด์มาร์กแล้วนะ

เชื่อว่าใครๆ ก็ต้องตะลึงกับสิ่งก่อสร้างรูปทรงเรียวยาวขนาดใหญ่ พาดลอยขึ้นคล้ายสะพาน ตัวอาคารห่อหุ้มด้วยเหล็กและทองแดง ดูเผินๆ เหมือนหลุดมาจากหนังไซไฟ จนแทบลืมไปว่าเรากำลังอยู่ในเมืองเล็กๆ ไม่ใช่มหานครใหญ่แต่อย่างใด

สถานที่สุดล้ำยุคนี้ชื่อว่า ‘พาสาน’ ตั้งอยู่บริเวณจุดเริ่มต้นของแม่น้ำเจ้าพระยา ที่แม่น้ำสองสี ปิง-วัง และ ยม-น่าน มาบรรจบกันพอดี ตัวสถาปัตยกรรมทำหน้าที่เป็นอาคารให้ความรู้เรื่องน้ำ ส่วนพื้นที่รอบๆ ก็เป็นลานสาธารณะให้ประชาชนชาวนครสวรรค์ และนักเดินทางที่ผ่านเมืองนี้ไปมา ได้ใช้บริการ

กว่าจะได้มาเป็นแลนด์มาร์กอย่างที่คุณเห็นตอนนี้ไม่ใช่ง่ายๆ แท้จริงแล้วผ่านการต่อสู้ฝ่าฟันมา 12 ปีกว่าจะสำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้นคือ ตลอด 12 ปี ชาวนครสวรรค์กันเองนี่แหละที่เป็นทั้งผู้ผลักดันและผู้ลงมือทำอยู่ตลอดทาง คนที่เล่าเรื่องนี้ให้เราฟังคือ ดร.ชเล คุณาวงศ์ คณะกรรมการฝ่ายวิชาชีพสถาปัตยกรรม ฝ่ายวิชาการ อดีตอุปนายกสมาคมสถาปนิกสยามฯ ผู้เป็นชาวนครสวรรค์แต่กำเนิด

ชเลบอกเราว่า หากอยากรู้ว่าแลนด์มาร์กแห่งนี้สำคัญกับคนนครสวรรค์อย่างไร ต้องย้อนกลับไปดูตั้งแต่เริ่มนับหนึ่ง

พาสาน, นครสวรรค์
01

ที่มา

นครสวรรค์เป็นเมืองชุมทาง

หากลองกางแผนที่ประเทศไทย แล้วเอานิ้วลากเส้นจากกรุงเทพฯ ขึ้นไปจังหวัดใดๆ ทางภาคเหนือ ก็จะพบว่าต้องผ่านนครสวรรค์ด้วยกันทั้งสิ้น

นี่คือสาเหตุที่ทำให้นครสวรรค์สมัยก่อนคึกคัก ในเมื่อรถวิ่งไกลๆ แล้วต้องหยุดพัก แถมถนนหนทางก็ไม่ดีเหมือนสมัยนี้ หากชาวภาคกลางจะเดินทางขึ้นเหนือคราใด ขับไปได้ 3 – 4 ชั่วโมงแล้วก็ย่อมต้องหยุดพักใจที่นครสวรรค์อยู่เสมอ

ตัดภาพมาในปัจจุบัน เมื่อถนนพัฒนาขึ้นจนขับรถได้ลื่นไหล คนก็วิ่งผ่านนครสวรรค์ไปโดยไม่คิดจะแวะพัก ทำให้จังหวัดนี้เหงาลงเรื่อยๆ

ชาวนครสวรรค์ทุกคนต่างรู้ปัญหานี้ และเริ่มคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อฟื้นชีวิตเมืองกลับมา

พาสาน, นครสวรรค์
02

ริเริ่ม

ใช่ โครงการนี้เกิดจากภายในเทศบาลนครสวรรค์เอง

ชเลบอกเราว่า โดยทั่วไปแล้วโครงการพัฒนาเมืองทั่วประเทศมักเป็นคำสั่งที่มาจากส่วนกลาง แต่สำหรับงานนี้คือเทศบาลเองที่ลุกขึ้นมาศึกษาวิจัยเมืองเพื่อจัดทำผังเมืองนครสวรรค์เพื่อให้เมืองมีแนวทางไว้เบื้องต้น หากโปรเจกต์จากกรมโยธาธิการเข้ามาเมื่อไร เทศบาลจะได้มีความเข้าใจเพียงพอที่จะนำมาปรับใช้กับนครสวรรค์

ทีมที่เข้ามาทำงานศึกษาวิจัยประกอบด้วยบริษัทสถาปนิก 3 แห่ง คือ บริษัท เอ-เซเว่น คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท ดีพิคต์ จำกัด และบริษัท องศา สถาปนิก จำกัด ที่ชเลทำงานอยู่ ทุกคนมาสุมหัวกันอยู่ในจังหวัดนี้จนออกมาเป็นแผนเสนอแนวทางพัฒนาเมืองหลากหลายประเภท เช่นการทำเส้นทางจักรยาน ปรับปรุงทางเท้า เพิ่มพื้นที่สวนสาธารณะและลานออกกำลังกาย รวมถึงการสร้างหอชมเมือง

หนึ่งในนั้นคือเกาะยม ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา

พื้นที่ที่เราเรียกกันว่า ‘ปากน้ำโพ’ ไม่ได้สำคัญกับแค่คนนครสวรรค์ แต่รวมถึงทั้งประเทศด้วย เพราะเป็นจุดกำเนิดของแม่น้ำสายหลักอันดับหนึ่งที่หล่อเลี้ยงประเทศไทย จึงสมเหตุสมผลทุกประการที่ทีมเลือกพัฒนาบริเวณนี้ก่อนเป็นงานแรก

นี่คือโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิตที่ชาวนครสวรรค์จะได้ทำเพื่อชาติโดยตรง

พาสาน, นครสวรรค์
03

ระดมทุน

เมื่อคิดได้คร่าวๆ ว่าจะทำอะไร ขั้นต่อไปคือหาทุนมาทำ

พื้นที่ตรงต้นแม่น้ำมีโฉนดแยกกันอยู่จำนวนมาก และเทศบาลก็ไม่ได้มีงบประมาณเพียงพอจะไล่ซื้อที่ดินทั้งหมด พวกเขาจึงต้องหาทางเรี่ยไรเงินบริจาค และการรับบริจาคก็ต้องเริ่มจากการทำให้ผู้คนรู้ก่อนว่าโครงการนี้มีตัวตนอยู่

กิจกรรมหลากหลายถูกจัดขึ้น ตั้งแต่ชวนกันมาวาดรูปต้นแม่น้ำเจ้าพระยาและนำไปจัดแสดงพร้อมเล่าเรื่องโครงการ รวมถึงการทำ focus group ที่มีชาวบ้านมาร่วมหารือกันว่าถ้าอยากทำอะไรสักอย่างบนจุดยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะทำอะไรดี

“เราถามเขาว่าอยากให้พื้นที่ตรงนี้เป็นอะไร ก็มีคนบอกว่ากวนอิมยักษ์เพราะเขาเป็นชุมชนจีน บ้างว่าควรเป็นหลวงพ่อเดิมยักษ์เพราะหลวงพ่อเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองนครสวรรค์ เราก็ถามต่อไปว่า แล้วสิ่งเหล่านั้นจะเป็นสัญลักษณ์ของต้นแม่น้ำเจ้าพระยาได้จริงหรือเปล่า พอไม่มีใครตอบได้ว่ามันจะเป็นได้ยังไง เขาก็ เออ จริงด้วย เริ่มเข้าใจ” ชเลเล่าให้ฟัง

เขาเสริมว่า “คนท้องถิ่นทุกคนต้องอยากให้ท้องถิ่นดีอยู่แล้ว เพียงแต่หลายคนก็ไม่รู้ว่าจะช่วยเหลือหรือมีส่วนร่วมอย่างไรได้บ้าง”

การดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นการยิงปืนครั้งเดียวได้นกหลายตัว ได้ทั้งระดมเงินบริจาค ได้สร้างความเข้าใจให้ตรงกัน ได้ทำให้เกิดความตระหนักในวงกว้าง จนโครงการไม่อาจล้มเลิกได้ง่ายๆ และสำคัญที่สุดคือ ได้โจทย์ในการประกวดแบบที่มาจากเสียงประชาชนจริงๆ

พาสาน, นครสวรรค์
04

ประกวดแบบ

แม้จะรู้แล้วว่าอยากให้ต้นแม่น้ำเป็นอะไร แต่ก็ยังไม่มีใครเห็นภาพสิ่งที่จะก่อสร้างในเชิงรูปธรรม

จึงเกิด ‘โครงการประกวดแบบต้นแม่น้ำเจ้าพระยา’ ขึ้น

โจทย์ในการประกวดแบบ ประกอบไปด้วยสองข้อหลักๆ คือ หนึ่ง เป็นสัญลักษณ์ของต้นแม่น้ำเจ้าพระยาที่คนอยากแวะเวียนมาหา และสอง ภายในมีนิทรรศการเล็กๆ สำหรับให้ความรู้เรื่องแม่น้ำเจ้าพระยา

จากโจทย์ 2 ข้อหลักนี้ ชเลร่วมกับสมาคมสถาปนิกสยามฯ จัดงานประกวดแบบ 2 รอบ โดยรอบแรกเป็นการประกวดแบบเปิดกว้างที่ใครอยากสมัครเข้ามาก็ได้ทั้งนั้น จะไม่เป็นสถาปนิกเลย เป็นแค่เด็ก ป.4 ก็ได้ ตราบเท่าที่สร้างสรรค์สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของต้นแม่น้ำเจ้าพระยามาได้ แล้วรอบที่ 2 จึงค่อยเป็นการนำแนวคิดนั้นมาปั้นให้สร้างได้จริง

ชเลบอกว่า สุดท้ายแล้วผลลัพธ์จะออกมาดีหรือไม่ดี อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับแบบที่ส่งเข้ามามากเท่ากับความคิดเห็นของกรรมการ

การประกวดแบบครั้งนี้ กรรมการประกอบด้วย 1.ดร.ไขศรี ภักดิ์สุขเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมือง 2.อ.นนทิวรรธน์ จันทนะผลิน ศิลปินแห่งชาติ ผู้เชี่ยวชาญด้านประติมากรรม 3.ชาตรี ลดาลลิตสกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรม 4.อ.สุภรณ์ โอเจริญ ผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่น 5.จิตตเกษมณ์ นิโรจน์ธนรัฐ นายกเทศมนตรีนครสวรรค์ 6.ดร.พรธรรม ธรรมวิมล ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิสถาปัตยกรรม 7.ศุภกิจ บุญญฤทธิพงษ์ อดีตผู้ว่าราชการนครสวรรค์ และ 8.อัจฉริยะ โรจนะภิรมย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรม

สังเกตว่าทีมมีทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่จะช่วยให้คำแนะนำด้านศาสตร์การออกแบบและก่อสร้าง และตัวแทนจากท้องถิ่นที่จะช่วยให้ความรู้กรรมการท่านอื่นเกี่ยวกับบริบทของพื้นที่

แบบที่ชนะ จึงเป็นแบบที่ทั้งผู้เชี่ยวชาญและคนในท้องถิ่นเห็นชอบต้องกัน

พาสาน, นครสวรรค์
05

ได้แบบ

ผู้ที่ชนะคือ ไกรภพ โตทับเที่ยง ผู้ซึ่งกลายมาเป็นกรรมการบริหารบริษัท Fars Studio ในปัจจุบัน

ตอนนั้นชายหนุ่มไกรภพเพิ่งจบการศึกษามาหมาดๆ และอยากลองฝึกวิชากับงานประกวดดู

เขาศึกษานครสวรรค์แล้วพบว่าระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาแถวนั้นจากต่ำสุดถึงสูงสุดขึ้นมาได้มากถึง 9 เมตร เทียบเท่าตึก 3 ชั้น ทำให้เกาะยมเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่น้ำท่วมถึงแทบทุกปี

ในขณะที่ทีมอื่นๆ ซึ่งเข้ารอบพร้อมไกรภพเสนอประภาคาร หอคอย เขากลับเสนอภูมิสถาปัตยกรรมที่แบนราบไปกับพื้น เพื่อให้กลมกลืนกับทั้งเมืองและแม่น้ำที่โอบล้อมอยู่ รวมถึงออกแบบโดยตั้งใจให้น้ำท่วมถึง

แรกสุดเขาตั้งใจจะคว้านเกาะยมให้น้ำลอดผ่านใต้อาคารได้ด้วยซ้ำ แต่เมื่อกรมเจ้าท่าทักท้วงว่าความเชี่ยวของน้ำอาจทำให้เกิดอันตรายกับเรือที่ลอดผ่าน จึงปรับจนกลายเป็นอาคารรูปร่างคล้ายสะพานแทน โดยให้ 2 เมตรแรกที่ติดพื้นทำจากคอนกรีต ในขณะที่ส่วนที่พ้นน้ำแน่นอนเป็นโครงสร้างเหล็ก รวมถึงคิดให้ทางเข้าอาคารอยู่ด้านบน เมื่อทำแบบนี้ แม้น้ำท่วมก็จะยังใช้บริการได้ไม่มีปัญหา

อีกข้อดีของทรงสะพานคือเมื่อคนเดินขึ้นไปแล้วจะเห็นทัศนียภาพในระดับที่สูงขึ้นไปตามลำดับ มุมมองที่มีต่อเมืองนครสวรรค์ก็จะค่อยๆ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อถึงจุดบนสุด ก็จะได้เห็นจุดที่แม่น้ำสองสายมารวมกันเป็นเจ้าพระยาอย่างชัดเจน พร้อมกับที่เห็นเมืองจากด้านบน

พูดอีกนัยหนึ่งคือ อาคารนี้ช่วย ‘ผสาน’ แม่น้ำเจ้าพระยาและเมืองนครสวรรค์เข้าด้วยกัน

พาสาน, นครสวรรค์
06

ก่อสร้าง

และแล้วก็มาถึงการเนรมิตให้เกิดขึ้นจริง

หลังจากประกวดจนได้แบบมา ก็ต้องประมูลหาผู้ก่อสร้าง ซึ่งผลออกมาปรากฏว่าบริษัทที่ประมูลได้คือบริษัท เจริญภัณฑ์พาณิชย์ (1984) จำกัด ก็เป็นชาวท้องถิ่นนครสวรรค์อีก

ความยากของการก่อสร้างอยู่ในรูปแบบอาคารที่บิดพลิ้วคล้ายสายน้ำ นั่นหมายความว่าจะสร้างตึกตรงๆ เหมือนที่ผ่านมาไม่ได้แล้ว

ผู้รับเหมาต้องไปขวนขวายศึกษาอย่างหนักหน่วง พร้อมความช่วยเหลือของทั้งผู้ออกแบบ เทศบาล และชเลเอง พวกเขาสุมหัวกันปรับแบบเพื่อให้ก่อสร้างได้จริง และนำเครื่องมือ BIM หรือโปรแกรมออกแบบอาคารแบบสามมิติมาใช้คำนวณวัสดุก่อสร้าง รวมถึงผลัดกันช่วยให้คำแนะนำตลอดการก่อสร้าง

พิจารณาจากงานที่เสร็จออกมาแล้ว นับว่าทุกคนเก่งกันมากจริงๆ

07

ใช้งาน

กลับมาที่ปัจจุบัน

ตอนนี้ที่ต้นแม่น้ำเจ้าพระยามีแลนด์มาร์กขนาดยักษ์ตั้งตระหง่านอยู่เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง นอกจากขนมโมจิและบึงบอระเพ็ด ให้ผู้ที่เดินทางผ่านนครสวรรค์ได้แวะชื่นชม

แม้พาสานจะยังไม่ได้เปิดใช้งานเต็มที่ เพราะยังมีบางส่วนที่ยังไม่เรียบร้อยดีนัก แต่แค่พื้นที่เท่าที่เปิดตอนนี้ ก็มีคนพากันมาใช้งานกันมากมาย ทั้งรำไทเก็ก พูดคุย เล่นดนตรี แม้แต่ใช้ชีวิตพักผ่อนเฉยๆ ก็มีเหมือนกัน ทำให้นครสวรรค์ค่อยๆ มีชีวิตชีวากลับขึ้นมาทีละนิดละน้อย

ภาพ : ราเชนทร์  ทองยิ้ม

แต่นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

ชเลหวังว่าแลนด์มาร์กแห่งนี้จะช่วยให้พื้นที่รอบๆ เติบโตไปด้วยกันได้ โดยเฉพาะพื้นที่ริมน้ำทั้งสองฝั่ง เช่น ด้านฝั่งแม่น้ำยมที่สมัยก่อนเคยเป็นเรือนแพ และตลาดเก่าที่เคยมีขายอาหารแบบนครสวรรค์แท้อีกมากมาย เมื่อพาสานสำเร็จแล้ว ก้าวต่อไปคือการรื้อฟื้นสิ่งเหล่านี้กลับมา

ต้นเจ้าพระยาจะได้กลับมามีสีสันอีกครั้ง

พาสาน, นครสวรรค์
facebook ของพาสาน : PasanNakhonsawan

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ทรงชัย กีรกมลชัย

เกษตรกรระดับประถม ช่างภาพตาบอดสี เป็นมือสมัครเล่นด้านการถ่ายรูป งานประจำเป็นคุณพ่อลูกหนึ่ง

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

25 พฤษภาคม 2565
2.43 K

‘หัวหิน’ เป็นทะเลโปรดของคนไทยมานาน เริ่มตั้งแต่มีการสร้างทางรถไฟสายใต้มาถึงหัวหินเมื่อ พ.ศ. 2454 จากนั้นก็มีการสร้างบ้านพักของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ สร้าง ‘โรงแรมรถไฟ’ โรงแรมชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งพาให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่พักผ่อนตากอากาศชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทยไปด้วย

วันเวลาผ่านไป บ้านเราก็ผุดแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมาอีกนับไม่ถ้วน แต่ถึงอย่างนั้น หากอยากไปพักผ่อนกายใจกับญาติมิตรในช่วงวันหยุดสั้น ๆ หัวหินก็ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้คนนึกถึง ด้วยความน่ารักเรียบง่ายของเมือง ความสวยที่จับต้องได้ของชายหาด และที่สำคัญคือเดินทางง่าย ถ้าเทียบกับการนั่งรถจากภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศลงไปเที่ยวทะเลใต้

แต่ในความคลาสสิกนั้น ก็ยังมีสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่

“หัวหินเป็นเมืองที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยวมาก แต่ไม่ค่อยมีพื้นที่สาธารณะติดทะเลที่ให้คนเข้าไปได้โดยไม่ต้องเสียเงิน ถ้าลองนึกดู เวลาไปหัวหิน เราก็ต้องไปพักโรงแรม เดินเข้าร้านอาหาร เราถึงจะไปทะเลได้” ปุ๊ก สถาปนิกชุมชนว่า

และมากไปกว่าพื้นที่ติดทะเลที่นักท่องเที่ยวต้องการ ‘พื้นที่สาธารณะดี ๆ’ สำหรับให้เจ้าบ้านใช้พบปะพูดคุยกัน ออกกำลังกาย เข้าไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็เรียกว่ายังขาดแคลนการพัฒนายิ่งกว่าการส่งเสริมการท่องเที่ยวเสียอีก

ด้วยเหตุนี้ พื้นที่สุดท้ายจาก 8 พื้นที่ ใน ‘โครงการลานกีฬาวัฒนธรรมชุมชน’ โครงการที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จับมือร่วมกับท้องถิ่น 4 จังหวัดภาคกลางตอนล่าง จึงมาอยู่ที่หัวหิน

ปุ๊ก-นฤมล พลดงนอก สถาปนิกชุมชน และ เป้-รัฐพงศ์ ปิ่นแก้ว ภูมิสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ จะมาแชร์เรื่องราวของโปรเจกต์เนรมิตสวนหลวงราชินีที่ทรุดโทรม 19 ไร่ และพื้นที่ข้างเคียงอีก 6 ไร่ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่เดียวในหัวหิน ตอบโจทย์ความต้องการอันหลากหลายของคนท้องถิ่นและผู้มาเยือน ทั้งการออกกำลังกาย เล่นกีฬา การจัดงานแฟร์ การทำกิจกรรมทางวัฒนธรรม การค้าขาย การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และการพักผ่อนริมทะเลโดยไม่ต้องเสียเงินเข้า

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

ตามหาพื้นที่ที่ใช่

อาศรมศิลป์ได้เข้าหาเลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน เพื่อคุยในขั้นแรก

“พอเราอธิบายโครงการและเป้าหมายที่อยากจะพัฒนาพื้นที่สาธารณะโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ทางเทศบาลเขาก็เห็นด้วยและชอบมาก เพราะว่ามันไปตรงกับโครงการที่เขาทำอยู่แล้ว คือ หัวหินสร้างสุข” ปุ๊กเริ่มเล่าที่การพูดคุยกับท้องถิ่น

จากนั้นเทศบาลก็เตรียมหลากหลายพื้นที่ในความดูแลมาเสนอทีมออกแบบ แล้วทีมออกแบบก็ทำ Site Analysis วิเคราะห์ไซต์กลับไปให้เทศบาล

เทศบาลเสนอมาทั้งหมด 4 พื้นที่ด้วยกัน ได้แก่ พื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำเขาเต่า พื้นที่ริมคลองใกล้โรงเรียนเขาตะเกียบ พื้นที่เลียบคลองบริเวณชุมชนบ่อฝ้าย และสวนหลวงราชินี 19 ไร่

“จากการวิเคราะห์ทุกพื้นที่ เราคิดว่าสวนหลวงราชินีนี่แหละที่ทำแล้วเกิดประโยชน์มากที่สุด ตอบโจทย์คนในชุมชน แล้วก็เป็นพื้นที่ของเทศบาล การจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาพื้นที่น่าจะทำได้ง่าย” ปุ๊กสรุปการตัดสินใจให้เราฟัง ซึ่งหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เลือกพื้นที่นี้มาดำเนินโครงการ คือการที่มีส่วนหนึ่งติดทะเล

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

“จริง ๆ ตรงนี้เป็นพื้นที่สาธารณะอยู่แล้วนะคะ แต่เริ่มเก่า และยังต้องพัฒนาให้ใช้งานได้ดีขึ้น”

สวนหลวงราชินี 19 ไร่ แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกที่มีบริเวณใหญ่ที่สุดเป็นศูนย์รวมราชการ มีอาคารตำรวจท่องเที่ยว ศูนย์ดับเพลิง มีการสร้างเป็นศูนย์โอท็อปไว้ แต่ไม่มีการจัดการที่ดีจึงเริ่มรกร้าง มีส่วนออกกำลังกายอย่างคอร์ทแบดมินตัน สนามฟุตซอล และมีพื้นที่ลานคอนกรีตขนาดใหญ่ที่คนหัวหินใช้จัดมหกรรมงานแฟร์ต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง ส่วนที่สองเป็นพื้นที่ติดทะเลที่รอการพัฒนา

นอกจากนี้ ยังมีบริเวณที่เชื่อมต่อกับสวนหลวงราชินีอีก 6 ไร่ ซึ่งเทศบาลให้เพิ่มเติมมา เดิมทีเป็นพื้นที่รกร้าง และมีคลองสำหรับระบายน้ำจากตัวเมืองลงทะเล เมื่อรวมสวนหลวงราชินีและพื้นที่ที่เพิ่มมาแล้ว ก็จะมีพื้นที่โครงการทั้งหมด 25 ไร่

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

รู้จักคนหัวหิน

“หลังจากคุยกับเทศบาล เราก็ลงชุมชนเพื่อสำรวจ ทำความรู้จัก ถามความเห็นชาวบ้านเบื้องต้น” โฟกัสกรุ๊ป เป็นงานพาร์ตสำคัญที่ทีมสถาปนิกชุมชนจะได้ไปเห็นบริบทเดิม มองภาพกิจกรรม หรือภาพคนในพื้นที่ออก งานนี้กินเวลา 2 วันในการคุยกับกลุ่มชาวบ้านต่าง ๆ

“เราลงไปที่ชุมชนของเขา ก็เลยได้รู้ว่าป้า ๆ เขาอยู่กันแบบนี้นะ ที่เขาเป็นกลุ่มลีลาศ เขาเต้นกันอยู่ตรงนี้นะ สมาชิกเขามีเท่าไหร่” ปุ๊กบอกว่าหัวหินมีกลุ่มกิจกรรมที่แน่นแฟ้น สถาปนิกจึงต้องทำการบ้านเรื่องนี้ให้มาก

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

เมื่อรู้จักชุมชนเบื้องต้นแล้ว อาศรมศิลป์ก็จัดเวทีใหญ่ที่เทศบาล เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่

“เวทีที่นี่คนมาเยอะมาก อยากได้กี่คนก็บอกได้เลย ถ้าขอ 80 ก็ได้ 100 ขอ 100 ก็ได้ 150” ปุ๊กเล่าอย่างอารมณ์ดี หัวหินเป็นอีกที่ที่เธอประทับใจเรื่องการมีส่วนร่วมมาก “ทุกคนอยากมาแสดงความคิดเห็น เพราะพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สำคัญ พอเขารู้ว่าเทศบาลจะพัฒนา ทุกคนก็ตื่นเต้น อยากมาร่วมรับฟัง”

“พื้นที่สาธารณะที่หัวหินมีอยู่มันไม่ตอบโจทย์ ไม่เอื้อให้คนมาใช้งาน ทุกคนมองแต่เรื่องท่องเที่ยว เรื่องทะเล แต่เรื่องพื้นที่สุขภาวะที่มาจากความต้องการของคนในพื้นที่ยังไม่ค่อยได้รับการพัฒนาเท่าไหร่”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

คนนับร้อยในวันนั้นคือกลุ่มคนที่เทศบาลเชิญมา มีทั้งกลุ่มผู้ใช้งานเดิม หน่วยงานราชการที่อยู่ในพื้นที่ กลุ่มชุมชนที่อยู่ในละแวกนั้น กลุ่มกิจกรรมที่คิดว่าจะมาใช้งาน อย่างกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มลีลาศ กลุ่มกีฬา แบดมินตัน ฟุตซอล และโรงเรียนต่าง ๆ

“นอกจากจะมีคนในชุมชนโดยทั่วไปแล้ว พ่อค้าแม่ค้าก็เข้ามา ส่วนใหญ่เขาจะกลัวการถูกไล่ที่ เวลาเราไปเดินลงไซต์ แล้วดูเหมือนเป็นคนมาพัฒนาพื้นที่ เขาถามเราว่าจะไล่ที่เขาไหม” เป้พูด ปกติแล้วในสวนหลวงราชินีจะมีร้านค้า บ้างเป็นรถเข็นหาบเร่แผงลอย บ้างก็เป็นซุ้มที่ได้สัมปทานขาย

สถาปนิกชุมชนได้นำความต้องการที่สำรวจจากชาวบ้านในวันนั้น มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจากการลงชุมชนตอนแรก แล้วนำมาสรุปผลร่วมกัน จากนั้นก็ส่งไม้ต่อให้ทีมออกแบบแลนด์สเคปไปเก็บข้อมูลด้านกายภาพของสวนหลวงราชินี

“เราพาน้อง ๆ ในทีม 7 – 8 คน ไปเดินสำรวจ พูดคุยกับคนในสวนว่าเขามาทำอะไร ต้องการอะไรบ้าง พอตกเย็นเราก็มาเริ่ม Sketch Design กันว่าผังจะเป็นยังไง” ภูมิสถาปนิกอธิบายวิธีการทำงาน

ในที่สุดก็แบ่งพื้นที่ 25 ไร่ ออกมาเป็น 4 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่ สวนเพื่อการออกกำลังกาย สวนศิลปะและวัฒนธรรม สวนแห่งการพักผ่อน และสวนแห่งการเรียนรู้

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สร้างสวน-สร้างสุข

“คอนเซ็ปต์เราคือสวนสร้างสุข” เป้เล่าถึงแบบ Final ที่ได้

สร้างสุข หมายถึงทั้งสุขกายและสุขใจ ที่ชุมชนได้มีส่วนร่วมออกแบบตามความต้องการ มีการแบ่งโซนที่เหมาะสม แต่ก็เชื่อมต่อพื้นที่เพื่อการปฏิสัมพันธ์ ปลอดภัยสำหรับคนและรถ ทั้งยังมีการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ปรับปรุงระบบนิเวศด้วยแนวคิดของ ร.9 เป็นที่ระลึกที่สวนอยู่ใกล้วังไกลกังวล

“เราคงหลายฟังก์ชันไว้ที่ตำแหน่งเดิม เช่น สนามฟุตซอล สนามแบดมินตัน หรือเวที แล้วเราก็ปรับปรุงพื้นที่และแทรกกิจกรรมต่าง ๆ เข้าไป” เป้เริ่มอธิบายที่ส่วนแรก ‘สวนเพื่อการออกกำลังกาย’ “อย่างสนามฟุตซอลเดิม เราปรับปรุงพื้นผิวใหม่ให้มีความเป็นทะเล แล้วก็เพิ่มลู่วิ่งลูปเล็กที่จะเชื่อมต่อกับลูปใหญ่ข้างนอก”

“ตรงนี้เมื่อก่อนจะเป็นเวทีเดิม มีลานโล่งไว้จัดงานเทศกาลต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง จริง ๆ เราอยากทำลานให้เป็นสวนเลยนะครับ แต่ชุมชนกังวลว่าจะจัดกิจกรรมไม่ได้ ก็เลยดีไซน์เป็นต้นไม้แทรกเข้าไป ลดความร้อนของพื้นที่ดาดแข็ง เพื่อให้คนมาใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ในทุก ๆ วัน และเมื่อถึงเวลาที่เขาจะใช้งานใหญ่ก็จัดได้ รถยนต์ก็ยังเข้าไปจอดได้เหมือนเดิม ส่วนเวทีเราก็ปรับปรุงให้ดีขึ้น”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

พื้นที่สตรีทอาร์ตที่เคยมี นักออกแบบก็คงไว้ที่มุมเดิม เพิ่มเติมคือขยายพื้นที่ให้นักสร้างสรรค์ชาวหัวหินมาใช้ได้อย่างเต็มที่ และจัดความเรียบร้อยให้ดี

สำหรับการแยกขยะเพื่อนำไปรียูส-รีไซเคิล ซึ่งเมืองนี้มีกลุ่มคนและนักเรียนที่จัดการเรื่องนี้อยู่แล้ว อาศรมศิลป์ก็ได้จัดทำ Station สำหรับแยกขยะให้เป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้น รวมถึงศึกษาความต้องการของกลุ่มแยกขยะในการดีไซน์ Station ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

“ส่วนต่อมาเป็นพื้นที่ศิลปะและวัฒนธรรมครับ” เขาเล่าต่อเนื่องมาถึงส่วนที่ 2 “ตรงนี้มีอาคารเดิมเป็นศูนย์วัฒนธรรม ศูนย์ขายของโอท็อป แล้วก็มีตำรวจท่องเที่ยว เราเลยยึดโยงกับเรื่องราวเดิม โดยเพิ่มพื้นที่ชาน ทำกิจกรรมต่าง ๆ นอกอาคารให้คนเข้ามาใช้งานได้ มีคอร์ทสำหรับการแสดงศิลปวัฒนธรรม มีพื้นที่ให้ผู้สนใจในกิจกรรมนั่งดู”
แล้วกลุ่มกิจกรรมของหัวหิน อย่างป้า ๆ กลุ่มลีลาศที่เหล่าสถาปนิกชุมชนได้ไปเยี่ยมเยียนมาในตอนแรก ก็จะได้ใช้พื้นที่ศิลปวัฒนธรรมนี้ในการฝึกซ้อม

มาถึงส่วนพื้นที่ติดทะเล ซึ่งเรียกว่าเป็น ‘สวนแห่งการพักผ่อน’ สำหรับทำกิจกรรมสบาย ๆ

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สถาปนิกพยายามรักษาลักษณะเดิมไว้ สนามเด็กเล่นที่มีก็ยังคงอยู่ แต่ปรับปรุงให้กลายเป็นธีมทะเล เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้เกี่ยวกับทะเลเมื่อได้มาเล่น มีการปรับปรุงศาลาให้ผู้สูงอายุมาพบปะพูดคุย นั่งเล่นหมากฮอร์สกัน

“แสดงดนตรีในสวนได้ด้วยนะครับ” เป้เปิดภาพ Amphitheatre ที่ทีมออกแบบให้เราดู “วันไปดูไซต์ เราเห็นกลุ่มดนตรีของหัวหินมาเล่นกัน ก็เลยเตรียมพื้นที่รองรับให้เขา”

ส่วนพื้นที่หน้าหาด ก็ปรับปรุงลดความดาดแข็งของโครงสร้างให้สวยงามน่าใช้งานมากยิ่งขึ้น ต่อไปคนหัวหินและนักท่องเที่ยว ก็จะเข้ามาทำกิจกรรมพร้อมดื่มด่ำวิวทะเลกับครอบครัวได้ที่นี่

ถนนด้านหน้าของสวนแห่งการพักผ่อนที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างแต่ละโซน ได้เปลี่ยนวัสดุปูพื้นให้มีความรู้สึกว่าเป็นถนนที่คนเดินถึงกันได้มากขึ้น ทำกิจกรรมได้มากขึ้น และรองรับร้านค้าต่าง ๆ ที่มาตั้งได้ พร้อมทั้งมีการทำที่จอดรถรองรับใกล้ ๆ เพื่อให้ผู้คนใช้วิธีจอดด้านนอกแล้วเดินเข้าไป แทนการขับต่อมาจอดถึงด้านใน และผ่านบริเวณที่เป็นจุดเชื่อมของแต่ละโซนนี้

“เราอยากเชื่อมแต่ละพื้นที่ให้คนแต่ละกลุ่มมีการปฏิสัมพันธ์กัน” เป้พูดถึงหนึ่งในแนวคิดของสวนสร้างสุข “อย่างคนที่มาเพื่อออกกำลังกาย เขาก็เชื่อมไปที่การเรียนรู้วัฒนธรรมได้ คนที่มาพักผ่อน ดูทะเล เขาก็จะศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมจากสวนแห่งการเรียนรู้ได้”

‘สวนแห่งการเรียนรู้’ ส่วนสุดท้ายที่เป้อธิบาย เป็น Station เรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและการบำบัดน้ำ 

จากเดิมที่เป็นจุดรับน้ำเสียจากตัวเมืองหัวหินอยู่แล้ว ทางภูมิสถาปนิกก็ได้ศึกษาจากกรณีโครงการพระราชดำริแหลมผักเบี้ย แล้วปรับปรุงระบบที่นี่ให้เป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น จากตอนแรกที่เป็นคอนกรีต ก็ปรับปรุงใหม่ มีการปลูกต้นไม้น้ำเพื่อลดความเป็นดาดแข็งลงไป โดยเลือกพืชพรรณที่ทนความเค็มและเน้นต้นไม้ท้องถิ่น ซึ่งผู้ที่ได้มาเยือนสวนแห่งการเรียนรู้นี้ จะได้เรียนรู้กระบวนการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่ทะเลในบรรยากาศที่น่าเดินเล่น

“เราเพิ่มแลนด์มาร์กตรงส่วนนี้เป็นหอชมวิว ขึ้นไปชมเมืองหัวหินและวิวทะเลได้” เป้บอกกับเราว่านี่เป็นการเพิ่มจุดสนใจให้คนเดินมาเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ ซึ่งนอกจากคนที่มาใช้สวนจะเข้ามาชมได้แล้ว เมื่อปรับปรุงใหม่จะเปิดทางเข้าบริเวณหลังวัดไกลกังวล เพื่อให้คนจากวัดเข้ามาใช้ได้ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

หัวหินหลากมิติ

“บางทีคนจะมองแค่เรื่องเศรษฐกิจ พัฒนาพื้นที่แค่แหล่งท่องเที่ยว แต่ลืมเรื่องคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วคนที่ขับเคลื่อนเรื่องพวกนี้ ก็คือคนหัวหินที่ทำอาชีพบริการ ทำอาชีพค้าขาย เราต้องให้ทำเขาได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี” ปุ๊กพูดในฐานะคนนอกที่เข้าไปคลุกคลีกับคนท้องถิ่นจนผูกพัน

“ถ้ากายดี ใจดี สังคมดี มันจะส่งผลไปเรื่องเศรษฐกิจเอง”

จากที่มองเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไป ตอนนี้หากนึกถึงหัวหิน ปุ๊กเห็น ‘คน’ มากขึ้น เวลาไปเธอก็จะชอบเข้าไปคุยกับคน ดูว่าเขากำลังทำกิจกรรมอะไรกัน เธอได้รู้แล้วว่าที่นี่มีผู้คน วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนเมืองไปในทุกวัน จนเป็นที่ที่คนไทยยังนึกถึง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่

“พื้นที่ 25 ไร่ ตรงนี้ ถ้ามัน Success คนก็จะรู้จักหัวหินในหลายมิติ” 

ทีมออกแบบวาดหวังว่า เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ พื้นที่เรียนรู้สวนหลวงราชินีนี้จะเป็นที่ที่นักท่องเที่ยวแวะมาใช้เวลา มาดูสวนบำบัดน้ำ เดินช้อปของกินจากรถเข็น พาลูกชมคนหัวหินเล่นดนตรี มานั่งเล่นดูคลื่นอย่างสบายอารมณ์ร่วมกับคนในพื้นที่

แล้วทะเลหัวหินก็จะไม่เป็นเพียงของคนที่มาทานอาหารในร้านริมหาด หรือคนที่จ่ายเงินนอนโรงแรมอีกต่อไป แต่กลายเป็นทะเลของทุกคนอย่างแท้จริง

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load