นครสวรรค์มีแลนด์มาร์กแล้วนะ

เชื่อว่าใครๆ ก็ต้องตะลึงกับสิ่งก่อสร้างรูปทรงเรียวยาวขนาดใหญ่ พาดลอยขึ้นคล้ายสะพาน ตัวอาคารห่อหุ้มด้วยเหล็กและทองแดง ดูเผินๆ เหมือนหลุดมาจากหนังไซไฟ จนแทบลืมไปว่าเรากำลังอยู่ในเมืองเล็กๆ ไม่ใช่มหานครใหญ่แต่อย่างใด

สถานที่สุดล้ำยุคนี้ชื่อว่า ‘พาสาน’ ตั้งอยู่บริเวณจุดเริ่มต้นของแม่น้ำเจ้าพระยา ที่แม่น้ำสองสี ปิง-วัง และ ยม-น่าน มาบรรจบกันพอดี ตัวสถาปัตยกรรมทำหน้าที่เป็นอาคารให้ความรู้เรื่องน้ำ ส่วนพื้นที่รอบๆ ก็เป็นลานสาธารณะให้ประชาชนชาวนครสวรรค์ และนักเดินทางที่ผ่านเมืองนี้ไปมา ได้ใช้บริการ

กว่าจะได้มาเป็นแลนด์มาร์กอย่างที่คุณเห็นตอนนี้ไม่ใช่ง่ายๆ แท้จริงแล้วผ่านการต่อสู้ฝ่าฟันมา 12 ปีกว่าจะสำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้นคือ ตลอด 12 ปี ชาวนครสวรรค์กันเองนี่แหละที่เป็นทั้งผู้ผลักดันและผู้ลงมือทำอยู่ตลอดทาง คนที่เล่าเรื่องนี้ให้เราฟังคือ ดร.ชเล คุณาวงศ์ คณะกรรมการฝ่ายวิชาชีพสถาปัตยกรรม ฝ่ายวิชาการ อดีตอุปนายกสมาคมสถาปนิกสยามฯ ผู้เป็นชาวนครสวรรค์แต่กำเนิด

ชเลบอกเราว่า หากอยากรู้ว่าแลนด์มาร์กแห่งนี้สำคัญกับคนนครสวรรค์อย่างไร ต้องย้อนกลับไปดูตั้งแต่เริ่มนับหนึ่ง

พาสาน, นครสวรรค์
01

ที่มา

นครสวรรค์เป็นเมืองชุมทาง

หากลองกางแผนที่ประเทศไทย แล้วเอานิ้วลากเส้นจากกรุงเทพฯ ขึ้นไปจังหวัดใดๆ ทางภาคเหนือ ก็จะพบว่าต้องผ่านนครสวรรค์ด้วยกันทั้งสิ้น

นี่คือสาเหตุที่ทำให้นครสวรรค์สมัยก่อนคึกคัก ในเมื่อรถวิ่งไกลๆ แล้วต้องหยุดพัก แถมถนนหนทางก็ไม่ดีเหมือนสมัยนี้ หากชาวภาคกลางจะเดินทางขึ้นเหนือคราใด ขับไปได้ 3 – 4 ชั่วโมงแล้วก็ย่อมต้องหยุดพักใจที่นครสวรรค์อยู่เสมอ

ตัดภาพมาในปัจจุบัน เมื่อถนนพัฒนาขึ้นจนขับรถได้ลื่นไหล คนก็วิ่งผ่านนครสวรรค์ไปโดยไม่คิดจะแวะพัก ทำให้จังหวัดนี้เหงาลงเรื่อยๆ

ชาวนครสวรรค์ทุกคนต่างรู้ปัญหานี้ และเริ่มคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อฟื้นชีวิตเมืองกลับมา

พาสาน, นครสวรรค์
02

ริเริ่ม

ใช่ โครงการนี้เกิดจากภายในเทศบาลนครสวรรค์เอง

ชเลบอกเราว่า โดยทั่วไปแล้วโครงการพัฒนาเมืองทั่วประเทศมักเป็นคำสั่งที่มาจากส่วนกลาง แต่สำหรับงานนี้คือเทศบาลเองที่ลุกขึ้นมาศึกษาวิจัยเมืองเพื่อจัดทำผังเมืองนครสวรรค์เพื่อให้เมืองมีแนวทางไว้เบื้องต้น หากโปรเจกต์จากกรมโยธาธิการเข้ามาเมื่อไร เทศบาลจะได้มีความเข้าใจเพียงพอที่จะนำมาปรับใช้กับนครสวรรค์

ทีมที่เข้ามาทำงานศึกษาวิจัยประกอบด้วยบริษัทสถาปนิก 3 แห่ง คือ บริษัท เอ-เซเว่น คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท ดีพิคต์ จำกัด และบริษัท องศา สถาปนิก จำกัด ที่ชเลทำงานอยู่ ทุกคนมาสุมหัวกันอยู่ในจังหวัดนี้จนออกมาเป็นแผนเสนอแนวทางพัฒนาเมืองหลากหลายประเภท เช่นการทำเส้นทางจักรยาน ปรับปรุงทางเท้า เพิ่มพื้นที่สวนสาธารณะและลานออกกำลังกาย รวมถึงการสร้างหอชมเมือง

หนึ่งในนั้นคือเกาะยม ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา

พื้นที่ที่เราเรียกกันว่า ‘ปากน้ำโพ’ ไม่ได้สำคัญกับแค่คนนครสวรรค์ แต่รวมถึงทั้งประเทศด้วย เพราะเป็นจุดกำเนิดของแม่น้ำสายหลักอันดับหนึ่งที่หล่อเลี้ยงประเทศไทย จึงสมเหตุสมผลทุกประการที่ทีมเลือกพัฒนาบริเวณนี้ก่อนเป็นงานแรก

นี่คือโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิตที่ชาวนครสวรรค์จะได้ทำเพื่อชาติโดยตรง

พาสาน, นครสวรรค์
03

ระดมทุน

เมื่อคิดได้คร่าวๆ ว่าจะทำอะไร ขั้นต่อไปคือหาทุนมาทำ

พื้นที่ตรงต้นแม่น้ำมีโฉนดแยกกันอยู่จำนวนมาก และเทศบาลก็ไม่ได้มีงบประมาณเพียงพอจะไล่ซื้อที่ดินทั้งหมด พวกเขาจึงต้องหาทางเรี่ยไรเงินบริจาค และการรับบริจาคก็ต้องเริ่มจากการทำให้ผู้คนรู้ก่อนว่าโครงการนี้มีตัวตนอยู่

กิจกรรมหลากหลายถูกจัดขึ้น ตั้งแต่ชวนกันมาวาดรูปต้นแม่น้ำเจ้าพระยาและนำไปจัดแสดงพร้อมเล่าเรื่องโครงการ รวมถึงการทำ focus group ที่มีชาวบ้านมาร่วมหารือกันว่าถ้าอยากทำอะไรสักอย่างบนจุดยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะทำอะไรดี

“เราถามเขาว่าอยากให้พื้นที่ตรงนี้เป็นอะไร ก็มีคนบอกว่ากวนอิมยักษ์เพราะเขาเป็นชุมชนจีน บ้างว่าควรเป็นหลวงพ่อเดิมยักษ์เพราะหลวงพ่อเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองนครสวรรค์ เราก็ถามต่อไปว่า แล้วสิ่งเหล่านั้นจะเป็นสัญลักษณ์ของต้นแม่น้ำเจ้าพระยาได้จริงหรือเปล่า พอไม่มีใครตอบได้ว่ามันจะเป็นได้ยังไง เขาก็ เออ จริงด้วย เริ่มเข้าใจ” ชเลเล่าให้ฟัง

เขาเสริมว่า “คนท้องถิ่นทุกคนต้องอยากให้ท้องถิ่นดีอยู่แล้ว เพียงแต่หลายคนก็ไม่รู้ว่าจะช่วยเหลือหรือมีส่วนร่วมอย่างไรได้บ้าง”

การดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นการยิงปืนครั้งเดียวได้นกหลายตัว ได้ทั้งระดมเงินบริจาค ได้สร้างความเข้าใจให้ตรงกัน ได้ทำให้เกิดความตระหนักในวงกว้าง จนโครงการไม่อาจล้มเลิกได้ง่ายๆ และสำคัญที่สุดคือ ได้โจทย์ในการประกวดแบบที่มาจากเสียงประชาชนจริงๆ

พาสาน, นครสวรรค์
04

ประกวดแบบ

แม้จะรู้แล้วว่าอยากให้ต้นแม่น้ำเป็นอะไร แต่ก็ยังไม่มีใครเห็นภาพสิ่งที่จะก่อสร้างในเชิงรูปธรรม

จึงเกิด ‘โครงการประกวดแบบต้นแม่น้ำเจ้าพระยา’ ขึ้น

โจทย์ในการประกวดแบบ ประกอบไปด้วยสองข้อหลักๆ คือ หนึ่ง เป็นสัญลักษณ์ของต้นแม่น้ำเจ้าพระยาที่คนอยากแวะเวียนมาหา และสอง ภายในมีนิทรรศการเล็กๆ สำหรับให้ความรู้เรื่องแม่น้ำเจ้าพระยา

จากโจทย์ 2 ข้อหลักนี้ ชเลร่วมกับสมาคมสถาปนิกสยามฯ จัดงานประกวดแบบ 2 รอบ โดยรอบแรกเป็นการประกวดแบบเปิดกว้างที่ใครอยากสมัครเข้ามาก็ได้ทั้งนั้น จะไม่เป็นสถาปนิกเลย เป็นแค่เด็ก ป.4 ก็ได้ ตราบเท่าที่สร้างสรรค์สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของต้นแม่น้ำเจ้าพระยามาได้ แล้วรอบที่ 2 จึงค่อยเป็นการนำแนวคิดนั้นมาปั้นให้สร้างได้จริง

ชเลบอกว่า สุดท้ายแล้วผลลัพธ์จะออกมาดีหรือไม่ดี อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับแบบที่ส่งเข้ามามากเท่ากับความคิดเห็นของกรรมการ

การประกวดแบบครั้งนี้ กรรมการประกอบด้วย 1.ดร.ไขศรี ภักดิ์สุขเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมือง 2.อ.นนทิวรรธน์ จันทนะผลิน ศิลปินแห่งชาติ ผู้เชี่ยวชาญด้านประติมากรรม 3.ชาตรี ลดาลลิตสกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรม 4.อ.สุภรณ์ โอเจริญ ผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่น 5.จิตตเกษมณ์ นิโรจน์ธนรัฐ นายกเทศมนตรีนครสวรรค์ 6.ดร.พรธรรม ธรรมวิมล ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิสถาปัตยกรรม 7.ศุภกิจ บุญญฤทธิพงษ์ อดีตผู้ว่าราชการนครสวรรค์ และ 8.อัจฉริยะ โรจนะภิรมย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรม

สังเกตว่าทีมมีทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่จะช่วยให้คำแนะนำด้านศาสตร์การออกแบบและก่อสร้าง และตัวแทนจากท้องถิ่นที่จะช่วยให้ความรู้กรรมการท่านอื่นเกี่ยวกับบริบทของพื้นที่

แบบที่ชนะ จึงเป็นแบบที่ทั้งผู้เชี่ยวชาญและคนในท้องถิ่นเห็นชอบต้องกัน

พาสาน, นครสวรรค์
05

ได้แบบ

ผู้ที่ชนะคือ ไกรภพ โตทับเที่ยง ผู้ซึ่งกลายมาเป็นกรรมการบริหารบริษัท Fars Studio ในปัจจุบัน

ตอนนั้นชายหนุ่มไกรภพเพิ่งจบการศึกษามาหมาดๆ และอยากลองฝึกวิชากับงานประกวดดู

เขาศึกษานครสวรรค์แล้วพบว่าระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาแถวนั้นจากต่ำสุดถึงสูงสุดขึ้นมาได้มากถึง 9 เมตร เทียบเท่าตึก 3 ชั้น ทำให้เกาะยมเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่น้ำท่วมถึงแทบทุกปี

ในขณะที่ทีมอื่นๆ ซึ่งเข้ารอบพร้อมไกรภพเสนอประภาคาร หอคอย เขากลับเสนอภูมิสถาปัตยกรรมที่แบนราบไปกับพื้น เพื่อให้กลมกลืนกับทั้งเมืองและแม่น้ำที่โอบล้อมอยู่ รวมถึงออกแบบโดยตั้งใจให้น้ำท่วมถึง

แรกสุดเขาตั้งใจจะคว้านเกาะยมให้น้ำลอดผ่านใต้อาคารได้ด้วยซ้ำ แต่เมื่อกรมเจ้าท่าทักท้วงว่าความเชี่ยวของน้ำอาจทำให้เกิดอันตรายกับเรือที่ลอดผ่าน จึงปรับจนกลายเป็นอาคารรูปร่างคล้ายสะพานแทน โดยให้ 2 เมตรแรกที่ติดพื้นทำจากคอนกรีต ในขณะที่ส่วนที่พ้นน้ำแน่นอนเป็นโครงสร้างเหล็ก รวมถึงคิดให้ทางเข้าอาคารอยู่ด้านบน เมื่อทำแบบนี้ แม้น้ำท่วมก็จะยังใช้บริการได้ไม่มีปัญหา

อีกข้อดีของทรงสะพานคือเมื่อคนเดินขึ้นไปแล้วจะเห็นทัศนียภาพในระดับที่สูงขึ้นไปตามลำดับ มุมมองที่มีต่อเมืองนครสวรรค์ก็จะค่อยๆ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อถึงจุดบนสุด ก็จะได้เห็นจุดที่แม่น้ำสองสายมารวมกันเป็นเจ้าพระยาอย่างชัดเจน พร้อมกับที่เห็นเมืองจากด้านบน

พูดอีกนัยหนึ่งคือ อาคารนี้ช่วย ‘ผสาน’ แม่น้ำเจ้าพระยาและเมืองนครสวรรค์เข้าด้วยกัน

พาสาน, นครสวรรค์
06

ก่อสร้าง

และแล้วก็มาถึงการเนรมิตให้เกิดขึ้นจริง

หลังจากประกวดจนได้แบบมา ก็ต้องประมูลหาผู้ก่อสร้าง ซึ่งผลออกมาปรากฏว่าบริษัทที่ประมูลได้คือบริษัท เจริญภัณฑ์พาณิชย์ (1984) จำกัด ก็เป็นชาวท้องถิ่นนครสวรรค์อีก

ความยากของการก่อสร้างอยู่ในรูปแบบอาคารที่บิดพลิ้วคล้ายสายน้ำ นั่นหมายความว่าจะสร้างตึกตรงๆ เหมือนที่ผ่านมาไม่ได้แล้ว

ผู้รับเหมาต้องไปขวนขวายศึกษาอย่างหนักหน่วง พร้อมความช่วยเหลือของทั้งผู้ออกแบบ เทศบาล และชเลเอง พวกเขาสุมหัวกันปรับแบบเพื่อให้ก่อสร้างได้จริง และนำเครื่องมือ BIM หรือโปรแกรมออกแบบอาคารแบบสามมิติมาใช้คำนวณวัสดุก่อสร้าง รวมถึงผลัดกันช่วยให้คำแนะนำตลอดการก่อสร้าง

พิจารณาจากงานที่เสร็จออกมาแล้ว นับว่าทุกคนเก่งกันมากจริงๆ

07

ใช้งาน

กลับมาที่ปัจจุบัน

ตอนนี้ที่ต้นแม่น้ำเจ้าพระยามีแลนด์มาร์กขนาดยักษ์ตั้งตระหง่านอยู่เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง นอกจากขนมโมจิและบึงบอระเพ็ด ให้ผู้ที่เดินทางผ่านนครสวรรค์ได้แวะชื่นชม

แม้พาสานจะยังไม่ได้เปิดใช้งานเต็มที่ เพราะยังมีบางส่วนที่ยังไม่เรียบร้อยดีนัก แต่แค่พื้นที่เท่าที่เปิดตอนนี้ ก็มีคนพากันมาใช้งานกันมากมาย ทั้งรำไทเก็ก พูดคุย เล่นดนตรี แม้แต่ใช้ชีวิตพักผ่อนเฉยๆ ก็มีเหมือนกัน ทำให้นครสวรรค์ค่อยๆ มีชีวิตชีวากลับขึ้นมาทีละนิดละน้อย

ภาพ : ราเชนทร์  ทองยิ้ม

แต่นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

ชเลหวังว่าแลนด์มาร์กแห่งนี้จะช่วยให้พื้นที่รอบๆ เติบโตไปด้วยกันได้ โดยเฉพาะพื้นที่ริมน้ำทั้งสองฝั่ง เช่น ด้านฝั่งแม่น้ำยมที่สมัยก่อนเคยเป็นเรือนแพ และตลาดเก่าที่เคยมีขายอาหารแบบนครสวรรค์แท้อีกมากมาย เมื่อพาสานสำเร็จแล้ว ก้าวต่อไปคือการรื้อฟื้นสิ่งเหล่านี้กลับมา

ต้นเจ้าพระยาจะได้กลับมามีสีสันอีกครั้ง

พาสาน, นครสวรรค์
facebook ของพาสาน : PasanNakhonsawan

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ทรงชัย กีรกมลชัย

เกษตรกรระดับประถม ช่างภาพตาบอดสี เป็นมือสมัครเล่นด้านการถ่ายรูป งานประจำเป็นคุณพ่อลูกหนึ่ง

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

29 พฤศจิกายน 2565

‘สวนแก้วคำเอ้ย’ เป็นสวนสาธารณะชุมชนแห่งใหม่ที่ผุดขึ้นกลางดงหมู่บ้านจัดสรรของชานเมืองเชียงใหม่ หากฟังจากชื่อหรืออ่านจากป้ายทางเข้า ชื่อนี้ก็อาจจะให้ความรู้สึกวินเทจแบบคนเมืองล้านนา แต่เรื่องราวของการเกิดสวนสาธารณะแห่งนี้ สร้างขึ้นจากความคิดฝันของคุณป้าเพียงหนึ่งคน 

ต้องบอกเลยว่าเป็นสวนสาธารณะที่ลงทุนโดยเอกชนเพื่อชุมชนที่ไม่ธรรมดาเลย คอลัมน์นี้เราจึงอยากแบ่งปันเรื่องราวของสวนแก้วคำเอ้ย และความพยายามของหน่วยงานท้องถิ่นในการสร้างพื้นที่สีเขียว เพื่อว่าเราจะมีสวนแบบนี้เพิ่มขึ้นอีกเยอะ ๆ ในโลกที่อนาคตและคุณภาพชีวิตของพวกเราที่อยู่อาศัยในเมือง ขึ้นอยู่กับการมีพื้นที่สีเขียวที่มีทั้งคุณภาพ ปริมาณ และเข้าถึงได้ง่ายสำหรับทุกคน

สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่

เมื่อการสร้างสวนสาธารณะ = การทำบุญ

หลายเมืองสำคัญของโลกออกแบบมาตรการและกลไกในการสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนร่วมสร้างพื้นที่สาธารณะสีเขียวให้กับเมือง ภายใต้แนวคิด Privately Owned Public Space (POPS) เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน แทนการเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐแต่ฝ่ายเดียว โดยรัฐจะออกมาตรการสร้างแรงจูงใจต่างๆ เช่น การให้สิทธิ์เอกชนในการพัฒนาเพิ่มขึ้น รวมทั้งการลดหย่อนภาษี เพื่อให้ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์จากกัน 

สมมติฐานของแรงจูงใจของการพัฒนาเหล่านี้ เป็นเรื่องที่เข้าใจกันได้ ในโลกที่กรอบคิดของการตัดสินใจตั้งอยู่บนหลักของเศรษฐศาสตร์และการลงทุน แต่ถ้ามองกลับเข้ามาในบริบทของเมืองไทย หลายครั้งการเริ่มต้นการพัฒนาไม่ได้มาจากหลักคิดทางเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นหลักคิดที่มาจากความเชื่อ ความศรัทธา หรือระบบคุณค่าที่อยู่ภายในล่ะ เราจะนับหลักการแบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของโมเดลการพัฒนาพื้นที่สีเขียวสาธารณะ สำหรับอนาคตชุมชนเมืองของเราได้รึเปล่า 

นี่จึงเป็นคำถามนี้น่าคิดและสืบค้น เพื่อขยายโมเดลนี้ในบริบทแบบไทย ๆ ที่มีต้นทุนอยู่แล้วในวัฒนธรรมของเรา 

“บางครั้งการทำบุญ ไม่จำเป็นต้องทำกับวัดเสมอไปก็ได้นะ” ณัฏฐ์รมณ อยู่เย็น หรือ น้าปุ๊ก บอกกับเราว่าทำไมถึงเอาที่ดินมรดกกว่า 12 ไร่ในทำเลทอง บนถนนวงแหวนย่านเศรษฐกิจและหมู่บ้านจัดสรร มาทำเป็นสวนสาธารณะให้คนมาใช้ฟรี 

“น้าไม่ได้ต่อต้านการเข้าวัดนะ น้าก็ยังไปทำบุญที่วัดที่เคารพและศรัทธาอยู่ แต่การสร้างสวนให้คนในชุมชนรอบ ๆ ได้มาใช้เวลาด้วยกัน คนแก่มากับหลาน ๆ พ่อแม่จูงตายายมาเดินเล่น น้าว่าอันนี้ก็เป็นการทำบุญนะ และสวนแบบนี้เป็นภาพที่น้าอยากเห็นมาตั้งแต่เด็ก ๆ น้าเลยทำเพื่ออุทิศให้กับบรรพบุรุษของน้า” 

นี่จึงเป็นที่มาของชื่อ สวนแก้วคำเอ้ย ซึ่งทำเพื่ออุทิศให้คุณทวดผู้ชายนามว่า ‘แก้ว’ และคุณทวดผู้หญิง นามว่า ‘คำเอ้ย’

สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่
สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่

ความจริงวันนี้ จากความฝันเมื่อวันวาน

หากฟังเรื่องราวชีวิตตั้งแต่วัยเด็กจนมาถึงปัจจุบันของน้าปุ๊ก เธอเป็นเด็กสตรีวิทย์ที่อยากเรียนศิลปากรคณะออกแบบ แต่เข้าเรียนพยาบาล โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า ก่อนเข้ารับราชการเป็นนักวิจัยการแพทย์ทหาร ต้องอยู่ในป่ารักษาทหารพรานที่ติดเชื้อมาลาเรีย จากนั้นเธอผันตัวเองมาเป็นนักข่าวและทำงานด้านภูมิศาสตร์สารสนเทศให้กับกองทัพ ในตำแหน่งผู้อำนวยการกองแผน ก่อนตำแหน่งสุดท้ายจะกลายมาเป็นผู้หญิงธรรมดา ๆ รับหน้าที่ดูแลพ่อที่ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองและแม่ป่วยที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ พร้อมลงมือทำธุรกิจโรงแรมของตัวเองเพื่อดูแลที่ดินมรดก 

นี่คือชีวิตโลดโผนของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ มามากมาย จนท้ายที่สุดก็พบว่า อะไรคือคุณค่าสำหรับตัวเองแล้วยังไม่ได้ลงมือทำ และเป็นสิ่งที่อยากทำไว้ให้คนรุ่นต่อ ๆ ไป 

“มีคนมาขอซื้อและขอเช่าเป็นโกดังเก็บของบ้าง ทำสนามฟุตบอลบ้าง คอนโดบ้าง หลายปีก่อนก็มีโครงการจะทำโลมาโชว์” น้าปุ๊กร่ายยาวถึงโครงการต่าง ๆ ที่มีนักพัฒนาและนักลงทุนมาติดต่อ 

“แต่น้าเสียดายถ้าที่ดินของบรรพบุรุษจะต้องกลายเป็นพื้นที่พาณิชย์ไปทั้งหมด เพราะใจจริงน้าอยากให้พื้นที่นี้เป็นคล้าย ๆ Senior Living Campus แต่ก็ต้องลงทุนสูงมาก ๆ เลยมาลงตัวที่การเริ่มทำสวนขึ้นมาก่อน 

สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่

“ซึ่งในอนาคตอยากให้คนมาร่วมทำตลาดอินทรีย์ชุมชนวันเสาร์-อาทิตย์ มีร้านเครื่องดื่มสุขภาพ มีศาลาไม้สำหรับกิจกรรมศิลปะหรือวัฒนธรรมล้านนาให้กับเด็ก ๆ เช่น ทำตุง ทำของเล่น หรือย้อมผ้า ให้เด็กซ่อมผ้าได้เอง มีพ่อครูแม่ครูจากชุมชนต่าง ๆ หรือคนสูงอายุที่ว่างอยู่บ้านเฉย ๆ มาสอน มีพื้นที่เกษตรสอนให้เด็ก ๆ ได้ปลูกต้นไม้ ตอนกิ่งเป็น ในสวนมีเลนวิ่ง เลนจักรยานขาไถให้เด็ก หรือช่วงซัมเมอร์ก็จัดแคมป์ให้เด็ก ๆ เล่นในพื้นที่ธรรมชาติได้ เด็กจะได้ไม่ติดอยู่กับบ้านและจอมือถือ”

ช่วงปีโควิด ซึ่งเป็นปีที่คนต้องอยู่แต่ในบ้าน ไปไหนไม่ได้ และไม่มีที่ผ่อนคลายจิตใจ น้าปุ๊กเลยติดต่อสถาปนิก ใจบ้านสตูดิโอ JaiBaan Studio ให้ลองมาดูพื้นที่ และเสนอดูว่าจะวางผังและปรับปรุงที่ดินอย่างไร เพราะที่ดินถูกทิ้งร้างมานาน มีเพียงต้นจามจุรีใหญ่ 2 ต้น สระน้ำเดิมกลางที่ดิน และเศษปูนจากการก่อสร้างทางลอดของถนนวงแหวน 

สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่
สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่

เมื่อจุดสีเขียวเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายสวนในเมือง 

หากใครผ่านไปบนถนนวงแหวนรอบสอง ย่านแม่โจ้-สันทราย จะเห็นสวนสาธารณะแห่งใหม่ตั้งอยู่ ซึ่งปัจจุบันสวนแก้วคำเอ้ยเปิดให้คนมาใช้แล้ว กลายเป็นพื้นที่สาธารณะสีเขียวอีกแห่งของเมืองเชียงใหม่ที่คนอยู่อาศัยในย่านเทศบาลตำบลสันทรายหลวงได้มาใช้ 

หากเราลากรัศมีวงกลมโดยมีสวนแก้วคำเอ้ยอยู่ตรงกลางออกไปเป็นระยะทาง 800 ม. ซึ่งเป็นระยะการเดินทางด้วยเท้าแบบสบาย ๆ ประมาณ 15 นาที หรือถ้าปั่นจักรยานก็ราว 5 นาทีไม่เกินนั้น จะเห็นว่าสวนแห่งนี้มีศักยภาพให้บริการผู้คนที่ในหมู่บ้านจัดสรรรอบ ๆ ถึง 11 หมู่บ้าน รวมทั้งบ้านเรือนในละแวกรวม 1,000 กว่าหลังคาเรือน 

สวนนี้จึงเป็น ‘สวน 15 นาที’ หรือ ‘15-Minute Garden’ โมเดลของการทำให้สวนเพื่อให้คนเข้าถึงได้ด้วยการเดินไม่เกิน 15 นาที ซึ่งไม่ได้มีอยู่แต่ในต่างประเทศ แต่เกิดขึ้นจริงที่นี่ด้วยความร่วมมือกันจากหลายภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน และชุมชนที่ร่วมมือกันอย่างแข็งขันที่เทศบาลตำบลสันทรายหลวง

เราได้มีโอกาสฟังแนวคิดการพัฒนาพื้นที่สาธารณะสีเขียวของเทศบาลตำบลสันทรายหลวง จากท่านนายกเทศมนตรี นที ดำรงค์ ที่เล่าถึงการอนาคตของการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของตำบลสันทรายหลวง ย่านที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ด้านทิศเหนือชานเมืองเชียงใหม่ ท่านนายกเทศมนตรีได้ริเริ่มพัฒนาคลองน้ำโจ้ ซึ่งเป็นลำน้ำที่สำคัญในการแก้ปัญหาน้ำท่วมขัง น้ำเสีย และน้ำแล้ง และที่สำคัญคือลำน้ำเส้นนี้ ไหลผ่านกลางเขตพื้นที่เทศบาลถึง 8.4 กม. หากทำให้ลำน้ำเส้นนี้กลายเป็นพื้นที่ริมน้ำสาธารณะชั้นดีได้แล้ว พื้นที่ริมน้ำนี้จะสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเชื่อมโยงสวนสาธารณะของรัฐและเอกชนเข้าไว้ด้วยกันเป็นโครงข่าย เพื่อให้คนในย่านนี้เข้าถึงสวนของรัฐและเอกชนได้ด้วยการเดิน วิ่ง ปั่นจักรยานอย่างปลอดภัย ที่สำคัญคือร่มรื่นและรื่นรมย์ จากนโยบายและการลงมือทำจริง 

สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่

ปัจจุบันนี้จึงมีสวนทั้งของรัฐและเอกชนเกาะไปกับแม่น้ำโจ้ถึง 8 แห่ง กลายเป็นโมเดลต้นแบบของการพัฒนาเมืองที่สำคัญและเกิดขึ้นจริง เพื่อให้ทำให้เมืองสันทรายหลวงที่มีขนาด 36 ตร.กม. ซึ่งรองรับผู้อยู่อาศัยกว่า 15,000 ครอบครัว เป็นเมืองที่ผู้คนมีคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดี ด้วยการเดินเข้าถึงพื้นที่สีเขียวที่มีคุณภาพ

หากเราลองหลับตาแล้วจินตนาการว่า ทุกเมืองมีนายกเทศมนตรีที่มีวิสัยทัศน์พร้อมให้การสนับสนุนภาคเอกชนในการร่วมสร้างพื้นที่สาธารณะดี ๆ ให้เกิดขึ้น แล้วมีคนอย่างน้าปุ๊กและภาคเอกชนรายอื่น ๆ ที่พร้อมเปลี่ยนและแบ่งปันที่ดินของตนเองให้กลายเป็นสวนสาธารณะ เป็นพื้นที่เกษตรกรรมในเมือง หรือเป็นพื้นที่ค้าขายร่วมสมัย ที่ให้คนในย่านได้เข้าไปใช้ประโยชน์สาธารณะฟรี สภาพนิเวศทางธรรมชาติของเมือง และความสัมพันธ์ของผู้คนที่อยู่อาศัยในเมืองร่วมกันจะเปลี่ยนไปแบบไหนกันนะ เราคงจะรักเมืองที่เราอยู่มากกว่านี้เป็นแน่ คนที่มาเที่ยวเมืองของเรา ก็คงตกหลุมรักเมืองของเราจากความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ คลองที่สะอาดใส และเสียงของนกนานา

สวนสาธารณะของชุมชนสร้างจากมือคนธรรมดา ที่อยากเผื่อแผ่ความร่มเย็นให้คนอื่น ทั้งพ่อแม่ ตายาย และเด็ก ๆ รุ่นใหม่
สวนสาธารณะของชุมชนสร้างจากมือคนธรรมดา ที่อยากเผื่อแผ่ความร่มเย็นให้คนอื่น ทั้งพ่อแม่ ตายาย และเด็ก ๆ รุ่นใหม่

นิเวศของความสัมพันธ์ที่พึ่งเริ่มต้น

ตอนนี้สวนแก้วคำเอ้ยผ่านมา 1 ฤดูฝนแล้ว

 ต้นจามจุรีใหญ่ 2 ต้นเดิมได้รับการฟื้นฟู จนแผ่กิ่งก้านใหญ่ให้คนได้มานอนปูเสื่อกลางลานหญ้าเขียว ทางเดินในสวนเริ่มคึกคักทั้งช่วงเช้าตรู่และตอนค่ำ ลูกหลานจูงพ่อแม่และปู่ย่ามาเดินเล่นเหมือนในภาพที่น้าปุ๊กตั้งใจไว้ มีที่ให้เด็ก ๆ และน้องหมาได้ปล่อยพลัง 

สระน้ำใหญ่ในสวนแวดล้อมด้วยบัวหลวงไทย บัวสาย และพืชชายน้ำพื้นถิ่นที่เด็ก ๆ รุ่นนี้อาจจะไม่ค่อยรู้จักแล้ว อย่างกระจูด บอน กระจับ และกกต่าง ๆ ขึ้นผสมผสานกันเหมือนกับบึงในธรรมชาติ มีนกนางแอ่นหางลวด นกที่เป็นตัวชี้วัดคุณภาพของน้ำและเมืองบินโฉบน้ำให้เห็น โซนทุ่งดอกไม้เริ่มค่อย ๆ เซ็ตตัวเองให้รู้จักสภาพของดินที่นี่ 

ในโซนสนามเด็กเล่น แม้จะยังไม่มีเครื่องเล่นไม้ แต่เนินหญ้ากลางลานทรายและบึงน้ำบึงเล็กที่ผู้ออกแบบตั้งใจไว้ให้เด็กได้คุ้นเคยกับการเล่นกับธรรมชาติ ก็กลายเป็นสวรรค์ของเด็กเล็ก ๆ ที่ให้เขาได้ลองเอาเท้าคู่เล็ก ๆ จุ่มโคลน เล่นในสระตื้น ๆ อย่างปลอดภัย เพื่อจะได้เรียนรู้เองว่าธรรมชาติอาจไม่ใช่สิ่งสกปรก ปนเปื้อนด้วยเชื้อโรคเสียทุกอย่าง เงาของดอยสุเทพและตึกสูงสะท้อนในบึงอยู่เคียงกัน ปลายหนาวนี้คงมีเด็ก ๆ เอาว่าวมาเล่นลมเหมือนปีก่อน

หลายคนที่มาวิ่งออกกำลังกายที่นี่บ่อย ๆ ก็กลายเป็นคนคุ้นหน้ากัน ทักและไถ่ถามสารทุกข์กัน คนในย่านก็สัมผัสสัมพันธ์กันผ่านการมาใช้สวน คงเหมือนกับความสัมพันธ์ของธรรมชาติที่ค่อย ๆ ถูกฟื้นคืนที่นี่

สวนสาธารณะของชุมชนสร้างจากมือคนธรรมดา ที่อยากเผื่อแผ่ความร่มเย็นให้คนอื่น ทั้งพ่อแม่ ตายาย และเด็ก ๆ รุ่นใหม่

อีกไม่กี่ฤดูฝนข้างหน้า กล้าไม้พื้นถิ่นในโซนป่าปลูกจะกลายเป็นไม้ใหญ่ คนแถบนี้จะได้เห็นต้นไม้ที่เคยขึ้นอยู่ในนิเวศแถบนี้แต่หายไปนาน อย่างตะเคียนหนู ไคร้นุ่น โมกมัน หรือคำมอกหลวง ผลไม้ต่าง ๆ ที่ลงไว้เมื่อปีที่แล้วก็คงจะโต ให้ผลที่หอมหวาน และเปลี่ยนโลกทัศน์ที่เคยมีว่าสวนสาธารณะไม่ควรมีผลไม้ ให้กลายเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าในอดีต

“น้ารอดแล้ว แต่คนอื่น ๆ ต้องรอดด้วย” 

น้าปุ๊กตอบคำถามด้วยประโยคสั้น ๆ ที่เราวกกลับมาถามซ้ำอีกที ว่าทำไมน้าถึงเอาที่ดินที่มีมูลค่ามหาศาลมาทำสวนให้คนอื่นใช้ ปลูกต้นไม้และผลไม้ให้คนอื่น ๆ ได้ชื่นชม ได้ชิม เราจึงหมดคำถามด้วยคำตอบของน้าและความรู้สึกที่ว่า เมื่อชีวิตคนคนหนึ่งไปสู่จุดที่พบความร่มเย็นในชีวิตแล้ว เขาคงไม่ปรารถนาจะอยู่ในร่มเงานั้นเพียงคนเดียว ในขณะที่คนอื่น ๆ ยังทุกข์ร้อน ต้นไม้ที่เขาปลูกและดูแล จึงเผื่อแผ่ให้กับทุกคนที่ปรารถนาความร่มเย็นนั้น 

สวนสาธารณะของชุมชนสร้างจากมือคนธรรมดา ที่อยากเผื่อแผ่ความร่มเย็นให้คนอื่น ทั้งพ่อแม่ ตายาย และเด็ก ๆ รุ่นใหม่

ปัจจุบันทางโครงการกำลังมองหาผู้ประกอบการและผู้จัดการพื้นที่เพื่อร่วมกันต่อยอดกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับครอบครัวและคนทั่วไปในพื้นที่ ทำให้สวนแก้วคำเอ้ยมีรายได้หมุนเวียนในการดูแลสวนในระยะยาว

สวนแก้วคำเอ้ย

ที่ตั้ง : ถนนสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ต.สันทรายน้อย อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 06.00 – 20.00 น.

Facebook : สวนแก้วคำเอ้ย สวนสุขภาพ ลู่วิ่ง ลู่จักรยาน สนามเด็กเล่น เชียงใหม่

เจ้าของโครงการ : ณัฏฐ์รมณ อยู่เย็น (ติดต่อ 08 1906 2226 หรือ [email protected])

Writer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load