นอกจากพาสาน ลานสาธารณะดีไซน์สุดเท่ผสานแม่น้ำสองสีจะกลายเป็นหมุดหมายใหม่เมื่อนึกถึงจังหวัดนครสวรรค์แล้ว ตอนนี้มีแลนมาร์กใหม่ยิ่งกว่าเป็นเหตุผลให้แวะเมืองที่ใครต่างมองเป็นทางผ่าน นั่นคือ ‘คลองญวนชวนรักษ์’ หรือ เกาะญวน พื้นที่สาธารณะกว่า 300 ไร่ ระยะทางโดยรอบ 2.4 กิโลเมตร ที่ชวนให้คิดถึงกลิ่นอายแบบคลองเกาหลีนิดๆ 

คลองญวนชวนรักษ์ พื้นที่สาธาณะกลางนครสวรรค์ที่บำบัดน้ำเสียมาเลี้ยงปลาคาร์ฟ 2 หมื่นตัว

ชื่อน่ารักของคลองญวนชวนรักษ์นี้มาจากการประกวดตั้งชื่อคลองเกาะญวนให้กิ๊บเก๋ของเทศบาลเมืองนครสวรรค์ หมายถึง คลองและพื้นที่บริเวณเกาะ (ญวน) เป็นพื้นที่และลำน้ำไว้รับน้ำจากระบบบำบัดน้ำเสียในครัวเรือนและโรงงานอุตสาหกรรมก่อนปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ โดยทางเทศบาลนครนครสวรรค์สร้างขึ้นเพื่ออยากเชิญ (ชวน) ให้ประชาชนร่วมกันเห็นถึงความสำคัญ และร่วมกันอนุ (รักษ์) สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

ไม่รอช้า เรารีบเดินทางสู่เมืองปากน้ำโพ ชวน คุณจิตตเกษมณ์ นิโรจน์ธนรัฐ นายกเทศมนตรีเทศบาลนครนครสวรรค์ มาพูดคุยถึงแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ปล่อยร้างสู่พื้นที่สาธารณะกลางเมือง กล้าเลี้ยงปลาคาร์ฟพิสูจน์ศักยภาพการบำบัดน้ำ ผูกโยงเรื่องสิ่งแวดล้อม และคิดไกลไปถึงการเป็น Smart City หรือเมืองอัจฉริยะ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนนครสวรรค์อย่างแท้จริง

คุณจิตตเกษมณ์ นิโรจน์ธนรัฐ นายกเทศมนตรีเทศบาลนครนครสวรรค์

เกาะญวนชวนคุย

ขออธิบายที่มาที่ไปของเกาะญวนแบบย่นย่อ เกาะญวนคือบริเวณที่อยู่อาศัยของก๊กกลุ่มชาวญวนที่ถูกแม่น้ำตัดขาด จนกลายเป็นเกาะแถบบริเวณต้นแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งผสานแม่น้ำสองสายทั้งปิงและน่านเอาไว้

ถ้าจะเท้าความต่อไป คนญวนอพยพมาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยความเป็นเมืองปากน้ำ มีการเดินทางหลั่งไหลของผู้อพยพมากเชื้อชาติ ทำให้จังหวัดนครสวรรค์รวบรวมความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ทั้งญวน มอญ ลาว และจีน ถึงขนาดมีคนจีนมากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ

ย้อนกลับมาที่ต้นเรื่อง เมื่อน้ำเซาะตลิ่งมากเข้า ชาวญวนก็ย้ายหนีหายไป จนพื้นที่ตรงเกาะนี้รกร้างว่างเปล่า และหากชาวบ้านต้องการสัญจรเดินเท้าไปที่อีกฟากหนึ่ง สิ่งที่พวกเขาต้องทำคือพาดสะพานไม้เล็กๆ ระหว่างเกาะญวนเพื่อข้ามไป แค่คิดภาพตามก็เสียวสันหลัง เพราะคอยลุ้นว่าจะรอดหรือร่วง ส่วนรถที่สัญจรไปมาก็ต้องขับอ้อมเกาะกันไปไกลกว่าจะข้ามมาอีกฟากเกาะได้

คลองญวนชวนรักษ์ พื้นที่สาธาณะกลางนครสวรรค์ที่บำบัดน้ำเสียมาเลี้ยงปลาคาร์ฟ 2 หมื่นตัว

โครงการตั้งต้นจึงเกิดขึ้นจากการคิดสร้างถนนให้ทั้งรถและคนสัญจรไปมาได้สะดวกขึ้นของทางเทศบาลนครนครสวรรค์ จากนั้นการพัฒนาพื้นที่ร่องน้ำด้านในเกาะญวนจึงถือกำเนิดขึ้นใน พ.ศ. 2549 โดยจัดตั้งโรงปรับปรุงคุณภาพน้ำต้นแม่น้ำเจ้าพระยา เทศบาลนครนครสวรรค์ เพื่อเริ่มโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำและเสร็จสิ้นในเวลา 4 ปี จากนั้น เมื่อ พ.ศ. 2553 โครงการสร้างถนนเพื่อเป็นกำแพงกันน้ำท่วมและกันน้ำเซาะตลิ่งก็เกิดขึ้นตามมา

คลองญวนชวนรักษ์ พื้นที่สาธาณะกลางนครสวรรค์ที่บำบัดน้ำเสียมาเลี้ยงปลาคาร์ฟ 2 หมื่นตัว
คลองญวนชวนรักษ์ พื้นที่สาธาณะกลางนครสวรรค์ที่บำบัดน้ำเสียมาเลี้ยงปลาคาร์ฟ 2 หมื่นตัว

“โรงบำบัดน้ำแห่งนี้บำบัดน้ำเสียเป็นน้ำใสได้วันละสามหมื่นหกพันคิวต่อวัน น้ำที่บำบัดแล้ว เราก็ทดสอบอย่างดีก่อนปล่อยลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำไปเรื่อยๆ เราเริ่มคิดว่าจะนำน้ำที่รีไซเคิลแล้วไปใช้ยังไงต่อได้บ้าง และเราก็อยากโชว์จุดเด่นเรื่องการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนนี้ เลยคิดพัฒนาเกาะญวนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วยเลย

“ปกติที่อุทยานสวรรค์ สวนสาธารณะที่อยู่ใจกลางเมือง ต้องสูบน้ำจากแม่น้ำเข้าไปใช้ตลอด แต่เดี๋ยวนี้ไม่ต้องแล้ว เรานำน้ำที่บำบัดแล้วไปใช้ในอุทยานด้วย” คุณจิตตเกษมณ์อธิบายที่มาที่ไปของโครงการพัฒนาพื้นที่ร่องน้ำเกาะญวน

คลองญวนชวนรักษ์ พื้นที่สาธาณะกลางนครสวรรค์ที่บำบัดน้ำเสียมาเลี้ยงปลาคาร์ฟ 2 หมื่นตัว

บำบัดน้ำชวนดู

อย่างที่ทราบกันดีว่าการบำบัดน้ำเสียไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะน้ำที่ปนเปื้อนมากับสิ่งปฏิกูลและขยะน้อยใหญ่นานาชนิด

“มีเป็นร้อยโครงการที่เขาทำแล้วล้มเหลว ใช้ได้จริงแค่สามสิบถึงสี่สิบโครงการ และใช้ได้แค่บางครั้งบางคราวเท่านั้น ถ้าจะใช้ได้ตลอดทุกวันอย่างเรามีแค่ห้าแห่งเท่านั้นในประเทศ” นายกเทศมนตรีว่าก่อนพาเราเข้าโรงบำบัดน้ำฝั่งตรงข้ามคลอง เพื่อไปดูกระบวนการการบำบัดน้ำ

คลองญวนชวนรักษ์ พื้นที่สาธาณะกลางนครสวรรค์ที่บำบัดน้ำเสียมาเลี้ยงปลาคาร์ฟ 2 หมื่นตัว

เล่าแบบง่ายๆ เหมือนเล่นเกม 5 ด่าน เริ่มจากด่านแรกการคัดแยกขยะทั้งชิ้นใหญ่และเล็ก ขอบอกเลยว่าเห็นทั้งรองเท้าลอยน้ำมา และอีกสารพัดที่นับว่าเป็นสิ่งอันไม่พึงประสงค์ 

คลองญวนชวนรักษ์ พื้นที่สาธาณะกลางนครสวรรค์ที่บำบัดน้ำเสียมาเลี้ยงปลาคาร์ฟ 2 หมื่นตัว

ด่านที่ 2 คือการคัดแยกกรวดทราย คล้ายการกวนให้ตกตะกอนนอนก้น ปล่อยให้น้ำดีลอยไป 

คลองญวนชวนรักษ์ พื้นที่สาธาณะกลางนครสวรรค์ที่บำบัดน้ำเสียมาเลี้ยงปลาคาร์ฟ 2 หมื่นตัว

ด่านที่ 3 บ่อบำบัดทางชีวภาพ เราจะเห็นน้ำผุดจากการเติมออกซิเจนและจุลินทรีย์ลงไปกินเหล่าสารอินทรีย์ที่ทำให้เกิดน้ำเสีย เมื่อจุลินทรีย์อิ่มหนำแล้วจะตัวหนักดำดิ่งสู่เบื้องล่าง เหลือออกมาแต่น้ำใสสะอาด 

คลองญวนชวนรักษ์ พื้นที่สาธาณะกลางนครสวรรค์ที่บำบัดน้ำเสียมาเลี้ยงปลาคาร์ฟ 2 หมื่นตัว

ด่านที่ 4 เมื่อน้ำใสก็ต้องไม่ลืมเติมคลอรีนฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ยังเหลือ ปล่อยน้ำให้ไหลไปตามทางซิกแซก ทดลองเลี้ยงปลาก็พบว่าปลาคาร์ฟอยู่ได้ รู้เลยว่าน้ำสะอาดขึ้นแล้วจริงๆ 

คลองญวนชวนรักษ์ พื้นที่สาธาณะกลางนครสวรรค์ที่บำบัดน้ำเสียมาเลี้ยงปลาคาร์ฟ 2 หมื่นตัว

และด่านท้ายที่สุด น้ำที่ได้ออกมาจะไม่ใสแจ๋วเหมือนน้ำในสระ แต่ก็เป็นไปตามลักษณะตามธรรมชาติของน้ำที่ดี 

ทั้งค่า BOD (Biochemical Oxygen Demand) อยู่ที่ 9.0 ซึ่งต้องมีค่าน้อยกว่า 20 ค่าความเป็นกรด-ด่าง ค่าฟอสฟอรัสทั้งหมด ค่า COD (Chemical Oxegen Demand) และอีกหลายเกณฑ์วัดล้วนอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และมีทีมวิจัยน้ำคอยปรับปรุงคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ

คลองญวนชวนรักษ์ พื้นที่สาธาณะกลางนครสวรรค์ที่บำบัดน้ำเสียมาเลี้ยงปลาคาร์ฟ 2 หมื่นตัว
คลองญวนชวนรักษ์ พื้นที่สาธาณะกลางนครสวรรค์ที่บำบัดน้ำเสียมาเลี้ยงปลาคาร์ฟ 2 หมื่นตัว

น้ำดีหลังผ่านกระบวนการทั้งหมดจะถูกส่งไปยังแปลงผักสวนครัวในโรงบำบัดที่ขึ้นอยู่เขียวชอุ่ม และลำเลียงส่วนอื่นไปใช้รดน้ำต้นไม้ทั่วทั้งเมือง ทั้งในอุทยานสวรรค์ เกาะกลาง ล้างทำความสะอาดถนน และไปถึงคลองญวน ส่วนของปุ๋ยอินทรีย์จากจุลินทรีย์ถูกนำไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้าน แปลว่าทุกส่วนจากการบำบัดน้ำเป็นประโยชน์ทั้งสิ้น 

โรงบำบัดน้ำที่นี่ยังเปิดให้เด็กๆ เข้ามาเรียนรู้ได้อีกด้วย เสมือนเป็นการสอนวิชารักษาสิ่งแวดล้อมขั้นพื้นฐาน ว่าเด็กๆ ไม่ควรทิ้งขยะลงไปในแหล่งน้ำ แม่น้ำก็ดี ท่อระบายน้ำก็ดี เพื่อให้เขากลับบ้านไปบอกคุณพ่อคุณแม่ พี่ป้าน้าอา อีกต่อถึงสิ่งที่พวกได้เรียนรู้นี้ นับว่าเป็นกระบวนการที่คิดมาอย่างเป็นระบบ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างครบถ้วน

สิ่งที่น่าสนใจคือ เทศบาลนครสวรรค์ผลิตน้ำประปาใช้เองได้วันละ 40,000 – 50,000 คิวต่อวัน ทำให้มีน้ำประปาใช้ในราคาถูกที่สุดในประเทศ รวมถึงกระจายไปยังเขตอื่นๆ ได้ด้วย และหลังจากดื่มใช้กัน ก็นำมาบำบัดเพื่อรีไซเคิลต่อ ทำให้น้ำไม่เหลือทิ้งและใช้ประโยชน์ได้จริงทั้งหมด

คลองญวนชวนชม

ด้วยกลยุทธ์การเลือกระบบบำบัดน้ำเสียให้อยู่ใจกลางเมือง ทำให้เป็นต่อเรื่องการนำน้ำกลับมาใช้

เมื่อน้ำดีแล้ว ขั้นต่อไปจึงคิดว่าจะทำอย่างไรให้ชาวนครสวรรค์ได้เห็นศักยภาพของน้ำ และสร้างประโยชน์ต่อสาธารณะด้วย จึงเกิดเป็นแนวคิดโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์รอบเกาะญวนให้เป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ มีลานจัดกิจกรรมเล็กๆ ให้นั่งชมดนตรีได้ มาปั่นจักรยานหรือเดินออกกำลังกายได้ และอีกนัยหนึ่ง พื้นที่แห่งนี้จะช่วยสร้างเศรษฐกิจให้ชุมชนโดยรอบ

คลองญวนชวนรักษ์ พื้นที่สาธาณะกลางนครสวรรค์ที่บำบัดน้ำเสียมาเลี้ยงปลาคาร์ฟ 2 หมื่นตัว

หลังการนำเสนอความคิดต่อประชาชนผ่านผู้นำชุมชน ก็ทำให้รู้ว่าประชาชนเองก็อยากให้เกาะญวนเป็นพื้นที่สาธารณะของเมืองเช่นกัน

และไฮไลต์ของที่นี่ คือการเลี้ยงปลาคาร์ฟ

“ปลาคาร์ฟมันจะอยู่ในน้ำสกปรกยาก การทำให้คนเชื่อว่าน้ำคุณภาพดีจนสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ก็ต้องเลี้ยงปลา ซึ่งนี่แสดงให้เห็นศักยภาพของน้ำที่ปล่อยลงในคลองญวนชวนรักษ์ว่าสะอาดขนาดไหนได้

คลองญวนชวนรักษ์ พื้นที่สาธาณะกลางนครสวรรค์ที่บำบัดน้ำเสียมาเลี้ยงปลาคาร์ฟ 2 หมื่นตัว

“ถ้าไม่มี COVID-19 ช่วงสุดสัปดาห์คนจะเต็มเลย คนมาให้อาหารปลา ร้านค้าแถวนี้ก็มีรายได้ โดยเฉพาะช่วงเย็นคนจะมาออกกำลังกาย มาถ่ายรูปกันมันก็ยิ่งคึกคัก ผมเห็นหลายคนมาจากต่างจังหวัด ตั้งใจว่าจะมาดูที่นี่และพาสาน เพราะเป็นแห่งเดียวในประเทศไทยที่พื้นที่สาธาณะอยู่ต้นแม่น้ำสายหลักของประเทศ และมีสวนสาธาณะคลองจากโรงบำบัดน้ำเสีย” คุณจิตตเกษมณ์เล่าต่อ

คลองญวนชวนรักษ์ พื้นที่สาธาณะกลางนครสวรรค์ที่บำบัดน้ำเสียมาเลี้ยงปลาคาร์ฟ 2 หมื่นตัว

นอกจากปลาคาร์ฟ ยังมีปลาไทยอีกหลายสายพันธุ์ทั้งปลาบึก ปลาสวาย ตะเพียน ตะเพียนทอง ยี่สกไทย ปลาแก้มช้ำ ปลาโพง นับรวมๆ กว่า 20,000 ตัวที่คัดมาแล้วว่าจะอยู่ด้วยกันอย่างเป็นมิตร รวมถึงมีการทดลองเลี้ยงในน้ำจากศูนย์บำบัดกว่า 1 ปี จนมั่นใจแล้วว่าปลาอาศัยอยู่ได้จริงจึงนำมาปล่อย

อีกข้อสงสัยเรื่องการจัดการน้ำเพื่อการรับมือน้ำท่วมในฤดูฝน นายกเทศมนตรีอธิบายว่า 

“ลักษณะของคลองญวนชวนรักษ์แบ่งออกเป็นช่วงหัวเกาะที่มีน้ำตกและส่วนท้ายเกาะที่มีน้ำพุ ซึ่งออกแบบเพื่อรับมือเวลาหน้าน้ำไว้แล้ว เราให้หัวเกาะและท้ายเกาะบล็อกน้ำเอาไว้ ระหว่างทางมีหินกั้นเพื่อความสวยงามและใช้ชะลอน้ำได้ด้วย ส่วนริมฝั่งคลองที่เห็นเป็นผนังคอนกรีตป้องกันการกัดเซาะ แต่ด้านล่างเป็นทรายธรรมชาติทั้งหมด เวลาน้ำมาจะซึมเข้าออกแม่น้ำได้ และเรามีทำระบบสูบระบายน้ำไว้ช่วยอีกทาง”

คลองญวนชวนรักษ์ พื้นที่สาธาณะกลางนครสวรรค์ที่บำบัดน้ำเสียมาเลี้ยงปลาคาร์ฟ 2 หมื่นตัว

มากไปกว่าการเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจและทำกิจกรรม อีกสิ่งหนึ่งที่ทางเทศบาลนครนครสวรรค์อยากสื่อสารคือการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยพลังงานที่ใช้ภายในคลองญวนชวนรักษ์ทั้งหมดมาจากพลังงานแสงอาทิตย์ มีการติดแผงโซลาร์เซลล์ไว้รอบๆ คุณจิตตเกษมบอกว่า ทุกโครงการที่เทศบาลฯ ทำเน้นเรื่องพลังงานสะอาดมาตลอดหลายสิบปี และที่ผ่านมาเทศบาลนครนครสวรรค์ ได้รับรางวัลรางวัลที่ 1 ระดับอาเซียน โครงการรางวัลอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมเมืองที่ยั่งยืน ด้านน้ำ (ASEAN ESC AWARD 2014), รางวัลแนวคิดต้นแบบเมืองนิเวศ (Ecological City Eco-City) พ.ศ. 2561 โครงการขับเคลื่อนการพัฒนาตามแนวคิดต้นแบบเมืองนิเวศ (Eco-City) เพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมเมืองและชุมชนที่ยั่งยืน จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, รางวัลชนะเลิศ เทศบาลด้านสิ่งแวดล้อมยั่งยืนยอดเยี่ยมระดับประเทศ ประจำ พ.ศ. 2562 จากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 เทศบาลน่าอยู่อย่างยั่งยืนยอดเยี่ยมระดับประเทศ ประจำ พ.ศ. 2562 

ส่วนการออกแบบให้กลายเป็นพื้นที่ที่ใครก็มาใช้งานได้นั้นก็ไม่ใช่เรื่องรอง เห็นได้จากทางลาดลงคู่กับบันได

“Universal Design เป็นอีกเรื่องที่เราให้ความสำคัญ เพราะอยากให้เป็นสถานที่เพื่อทุกคน ทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ควรลงมาที่นี่ได้” นายกเทศมนตรีย้ำ

คลองญวนชวนรักษ์ พื้นที่สาธาณะกลางนครสวรรค์ที่บำบัดน้ำเสียมาเลี้ยงปลาคาร์ฟ 2 หมื่นตัว

คลองญวนชวนคิด

แม้คลองญวนชวนรักษ์ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี อาจไม่ถึงครึ่งของแผนที่เทศบาลวางไว้และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน พ.ศ. 2564 แต่ศักยภาพของคลองแห่งนี้ก็พาเมืองก้าวมาอีกขั้น มีทางเดินทอดสองฝั่งคลองให้คนได้สัญจรง่ายขึ้นและเป็นพื้นที่เพื่อส่วนรวม ไม่แน่ว่าในอนาคตข้างหน้าอันใกล้ เราอาจได้เห็นเลนจักรยานให้ได้ออกกำลังกายกันวันละ 2 รอบแบบไม่ต้องกังวล อาจมีแผงโซลาร์เซลล์เพื่อนำไฟฟ้าไปใช้ในโรงปรับปรุงคุณภาพน้ำ รวมถึงการทำทางเชื่อมไปยังพาสานบริเวณต้นแม่น้ำเจ้าพระยาได้ด้วย

คลองญวนชวนรักษ์ พื้นที่สาธาณะกลางนครสวรรค์ที่บำบัดน้ำเสียมาเลี้ยงปลาคาร์ฟ 2 หมื่นตัว

“ตอนนี้อาจยังไม่ถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์เลยด้วยซ้ำ แต่เพราะเราเห็นคนเริ่มมาถ่ายรูปแล้วเขาก็ชอบ เลยเปิดให้เข้ามาใช้งานกัน จะเห็นว่ากำแพงก็ยังไม่มีอะไร 

“ฉะนั้น แผนในอนาคตเรามีหลายอย่างมาก คิดขนาดว่าอาจทำท่าเรือไหม ควรมีแพด้วยหรือเปล่า แต่เรือต้องเป็นพลังงานไฟฟ้านะ อาจจะจัดกิจกรรมทุกวันเสาร์หรืออาทิตย์ แต่ก็ยังต้องคอยดูเรื่องการรักษาความสะอาดด้วย”

คลองญวนชวนรักษ์ พื้นที่สาธาณะกลางนครสวรรค์ที่บำบัดน้ำเสียมาเลี้ยงปลาคาร์ฟ 2 หมื่นตัว

ในการพัฒนาต่อไป พวกเขาก็ตั้งใจใส่ความเป็นจังหวัดนครสวรรค์ไปยังคลองญวนแห่งนี้ตามคำขวัญประจำจังหวัด 

เมืองสี่แคว พักผ่อนบึงบอระเพ็ด แห่มังกร ปลารสเด็ดปากน้ำโพ

“เราจะใช้ศิลปะบอกเล่าความเป็นนครสวรรค์ผ่านกำแพงที่ยังว่าง กำลังทำเรื่อยๆ วางแผนไว้ว่าอยากให้มีภาพปลาเสือตอ ปลาที่ผมเคยเห็นแล้วเลี้ยงในตู้ตอนเด็กๆ น่าเสียดายที่ทางประมงเพาะขึ้นมาไม่ได้ เดี๋ยวนี้มันก็หายไปหมด เลยอยากฟื้นคืนชีวิตของดีที่ขึ้นชื่อให้คนนครสวรรค์ได้รู้จัก รวมถึงสร้างศูนย์วัฒนธรรมเพื่อให้คนมาศึกษาเอกลักษณ์ที่นี่” 

คลองญวนชวนรักษ์ พื้นที่สาธาณะกลางนครสวรรค์ที่บำบัดน้ำเสียมาเลี้ยงปลาคาร์ฟ 2 หมื่นตัว

การเห็นความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมของเทศบาลนครนครสวรรค์จากการพัฒนาคลองญวนทั้งเรื่องการบำบัดน้ำและพลังงานสะอาด นำร่องไปสู่การจัดการขยะต่อ

“ล่าสุด ผมเซ็นสัญญาเรื่องนำขยะไปทำเชื้อเพลิง หรือ RDF (Refuse Derived Fuel) เพื่อเป็นพลังงานไฟฟ้าในอนาคตข้างหน้า จากกองขยะที่เราฝังกลบเป็นล้านตัน เราคิดว่าต้องเอาไปรีไซเคิลเป็นพลังงานได้”

ซึ่งการทำเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจรทั้งน้ำ ไฟฟ้า และขยะ นั้นมีเหตุผล เพื่อเป็นสารตั้งต้นของการเป็น Smart City ในอนาคต

“เริ่มทำเรื่องนี้มาสองปีแล้ว ซึ่งเราได้รับใบประกาศรับรองจาก depa หรือสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลสำหรับเตรียมความพร้อมเป็น Smart City โดยต้องเริ่มต้นจากสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) ก่อน เราเลยเข้ามาทำตรงนี้ ส่วนเรื่อง Smart อื่นๆ เช่น การติดกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ของเทศบาลทั่วเมือง การขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) เราก็ทำอยู่ตลอด” คุณจิตตเกษมณ์ทิ้งท้าย

ไม่น่าเชื่อว่าคลองบนเกาะแห่งหนึ่งจะกลายเป็นต้นแบบของเมืองใหม่ในอนาคต มากกว่าเป็นแค่เรื่องพื้นที่สาธารณะ และเป็นตัวอย่างของการยึดเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนนครสวรรค์ให้ครบทุกมิติของชีวิต

คลองญวนชวนรักษ์ พื้นที่สาธาณะกลางนครสวรรค์ที่บำบัดน้ำเสียมาเลี้ยงปลาคาร์ฟ 2 หมื่นตัว

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

29 พฤศจิกายน 2565

‘สวนแก้วคำเอ้ย’ เป็นสวนสาธารณะชุมชนแห่งใหม่ที่ผุดขึ้นกลางดงหมู่บ้านจัดสรรของชานเมืองเชียงใหม่ หากฟังจากชื่อหรืออ่านจากป้ายทางเข้า ชื่อนี้ก็อาจจะให้ความรู้สึกวินเทจแบบคนเมืองล้านนา แต่เรื่องราวของการเกิดสวนสาธารณะแห่งนี้ สร้างขึ้นจากความคิดฝันของคุณป้าเพียงหนึ่งคน 

ต้องบอกเลยว่าเป็นสวนสาธารณะที่ลงทุนโดยเอกชนเพื่อชุมชนที่ไม่ธรรมดาเลย คอลัมน์นี้เราจึงอยากแบ่งปันเรื่องราวของสวนแก้วคำเอ้ย และความพยายามของหน่วยงานท้องถิ่นในการสร้างพื้นที่สีเขียว เพื่อว่าเราจะมีสวนแบบนี้เพิ่มขึ้นอีกเยอะ ๆ ในโลกที่อนาคตและคุณภาพชีวิตของพวกเราที่อยู่อาศัยในเมือง ขึ้นอยู่กับการมีพื้นที่สีเขียวที่มีทั้งคุณภาพ ปริมาณ และเข้าถึงได้ง่ายสำหรับทุกคน

สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่

เมื่อการสร้างสวนสาธารณะ = การทำบุญ

หลายเมืองสำคัญของโลกออกแบบมาตรการและกลไกในการสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนร่วมสร้างพื้นที่สาธารณะสีเขียวให้กับเมือง ภายใต้แนวคิด Privately Owned Public Space (POPS) เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน แทนการเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐแต่ฝ่ายเดียว โดยรัฐจะออกมาตรการสร้างแรงจูงใจต่างๆ เช่น การให้สิทธิ์เอกชนในการพัฒนาเพิ่มขึ้น รวมทั้งการลดหย่อนภาษี เพื่อให้ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์จากกัน 

สมมติฐานของแรงจูงใจของการพัฒนาเหล่านี้ เป็นเรื่องที่เข้าใจกันได้ ในโลกที่กรอบคิดของการตัดสินใจตั้งอยู่บนหลักของเศรษฐศาสตร์และการลงทุน แต่ถ้ามองกลับเข้ามาในบริบทของเมืองไทย หลายครั้งการเริ่มต้นการพัฒนาไม่ได้มาจากหลักคิดทางเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นหลักคิดที่มาจากความเชื่อ ความศรัทธา หรือระบบคุณค่าที่อยู่ภายในล่ะ เราจะนับหลักการแบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของโมเดลการพัฒนาพื้นที่สีเขียวสาธารณะ สำหรับอนาคตชุมชนเมืองของเราได้รึเปล่า 

นี่จึงเป็นคำถามนี้น่าคิดและสืบค้น เพื่อขยายโมเดลนี้ในบริบทแบบไทย ๆ ที่มีต้นทุนอยู่แล้วในวัฒนธรรมของเรา 

“บางครั้งการทำบุญ ไม่จำเป็นต้องทำกับวัดเสมอไปก็ได้นะ” ณัฏฐ์รมณ อยู่เย็น หรือ น้าปุ๊ก บอกกับเราว่าทำไมถึงเอาที่ดินมรดกกว่า 12 ไร่ในทำเลทอง บนถนนวงแหวนย่านเศรษฐกิจและหมู่บ้านจัดสรร มาทำเป็นสวนสาธารณะให้คนมาใช้ฟรี 

“น้าไม่ได้ต่อต้านการเข้าวัดนะ น้าก็ยังไปทำบุญที่วัดที่เคารพและศรัทธาอยู่ แต่การสร้างสวนให้คนในชุมชนรอบ ๆ ได้มาใช้เวลาด้วยกัน คนแก่มากับหลาน ๆ พ่อแม่จูงตายายมาเดินเล่น น้าว่าอันนี้ก็เป็นการทำบุญนะ และสวนแบบนี้เป็นภาพที่น้าอยากเห็นมาตั้งแต่เด็ก ๆ น้าเลยทำเพื่ออุทิศให้กับบรรพบุรุษของน้า” 

นี่จึงเป็นที่มาของชื่อ สวนแก้วคำเอ้ย ซึ่งทำเพื่ออุทิศให้คุณทวดผู้ชายนามว่า ‘แก้ว’ และคุณทวดผู้หญิง นามว่า ‘คำเอ้ย’

สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่
สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่

ความจริงวันนี้ จากความฝันเมื่อวันวาน

หากฟังเรื่องราวชีวิตตั้งแต่วัยเด็กจนมาถึงปัจจุบันของน้าปุ๊ก เธอเป็นเด็กสตรีวิทย์ที่อยากเรียนศิลปากรคณะออกแบบ แต่เข้าเรียนพยาบาล โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า ก่อนเข้ารับราชการเป็นนักวิจัยการแพทย์ทหาร ต้องอยู่ในป่ารักษาทหารพรานที่ติดเชื้อมาลาเรีย จากนั้นเธอผันตัวเองมาเป็นนักข่าวและทำงานด้านภูมิศาสตร์สารสนเทศให้กับกองทัพ ในตำแหน่งผู้อำนวยการกองแผน ก่อนตำแหน่งสุดท้ายจะกลายมาเป็นผู้หญิงธรรมดา ๆ รับหน้าที่ดูแลพ่อที่ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองและแม่ป่วยที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ พร้อมลงมือทำธุรกิจโรงแรมของตัวเองเพื่อดูแลที่ดินมรดก 

นี่คือชีวิตโลดโผนของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ มามากมาย จนท้ายที่สุดก็พบว่า อะไรคือคุณค่าสำหรับตัวเองแล้วยังไม่ได้ลงมือทำ และเป็นสิ่งที่อยากทำไว้ให้คนรุ่นต่อ ๆ ไป 

“มีคนมาขอซื้อและขอเช่าเป็นโกดังเก็บของบ้าง ทำสนามฟุตบอลบ้าง คอนโดบ้าง หลายปีก่อนก็มีโครงการจะทำโลมาโชว์” น้าปุ๊กร่ายยาวถึงโครงการต่าง ๆ ที่มีนักพัฒนาและนักลงทุนมาติดต่อ 

“แต่น้าเสียดายถ้าที่ดินของบรรพบุรุษจะต้องกลายเป็นพื้นที่พาณิชย์ไปทั้งหมด เพราะใจจริงน้าอยากให้พื้นที่นี้เป็นคล้าย ๆ Senior Living Campus แต่ก็ต้องลงทุนสูงมาก ๆ เลยมาลงตัวที่การเริ่มทำสวนขึ้นมาก่อน 

สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่

“ซึ่งในอนาคตอยากให้คนมาร่วมทำตลาดอินทรีย์ชุมชนวันเสาร์-อาทิตย์ มีร้านเครื่องดื่มสุขภาพ มีศาลาไม้สำหรับกิจกรรมศิลปะหรือวัฒนธรรมล้านนาให้กับเด็ก ๆ เช่น ทำตุง ทำของเล่น หรือย้อมผ้า ให้เด็กซ่อมผ้าได้เอง มีพ่อครูแม่ครูจากชุมชนต่าง ๆ หรือคนสูงอายุที่ว่างอยู่บ้านเฉย ๆ มาสอน มีพื้นที่เกษตรสอนให้เด็ก ๆ ได้ปลูกต้นไม้ ตอนกิ่งเป็น ในสวนมีเลนวิ่ง เลนจักรยานขาไถให้เด็ก หรือช่วงซัมเมอร์ก็จัดแคมป์ให้เด็ก ๆ เล่นในพื้นที่ธรรมชาติได้ เด็กจะได้ไม่ติดอยู่กับบ้านและจอมือถือ”

ช่วงปีโควิด ซึ่งเป็นปีที่คนต้องอยู่แต่ในบ้าน ไปไหนไม่ได้ และไม่มีที่ผ่อนคลายจิตใจ น้าปุ๊กเลยติดต่อสถาปนิก ใจบ้านสตูดิโอ JaiBaan Studio ให้ลองมาดูพื้นที่ และเสนอดูว่าจะวางผังและปรับปรุงที่ดินอย่างไร เพราะที่ดินถูกทิ้งร้างมานาน มีเพียงต้นจามจุรีใหญ่ 2 ต้น สระน้ำเดิมกลางที่ดิน และเศษปูนจากการก่อสร้างทางลอดของถนนวงแหวน 

สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่
สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่

เมื่อจุดสีเขียวเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายสวนในเมือง 

หากใครผ่านไปบนถนนวงแหวนรอบสอง ย่านแม่โจ้-สันทราย จะเห็นสวนสาธารณะแห่งใหม่ตั้งอยู่ ซึ่งปัจจุบันสวนแก้วคำเอ้ยเปิดให้คนมาใช้แล้ว กลายเป็นพื้นที่สาธารณะสีเขียวอีกแห่งของเมืองเชียงใหม่ที่คนอยู่อาศัยในย่านเทศบาลตำบลสันทรายหลวงได้มาใช้ 

หากเราลากรัศมีวงกลมโดยมีสวนแก้วคำเอ้ยอยู่ตรงกลางออกไปเป็นระยะทาง 800 ม. ซึ่งเป็นระยะการเดินทางด้วยเท้าแบบสบาย ๆ ประมาณ 15 นาที หรือถ้าปั่นจักรยานก็ราว 5 นาทีไม่เกินนั้น จะเห็นว่าสวนแห่งนี้มีศักยภาพให้บริการผู้คนที่ในหมู่บ้านจัดสรรรอบ ๆ ถึง 11 หมู่บ้าน รวมทั้งบ้านเรือนในละแวกรวม 1,000 กว่าหลังคาเรือน 

สวนนี้จึงเป็น ‘สวน 15 นาที’ หรือ ‘15-Minute Garden’ โมเดลของการทำให้สวนเพื่อให้คนเข้าถึงได้ด้วยการเดินไม่เกิน 15 นาที ซึ่งไม่ได้มีอยู่แต่ในต่างประเทศ แต่เกิดขึ้นจริงที่นี่ด้วยความร่วมมือกันจากหลายภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน และชุมชนที่ร่วมมือกันอย่างแข็งขันที่เทศบาลตำบลสันทรายหลวง

เราได้มีโอกาสฟังแนวคิดการพัฒนาพื้นที่สาธารณะสีเขียวของเทศบาลตำบลสันทรายหลวง จากท่านนายกเทศมนตรี นที ดำรงค์ ที่เล่าถึงการอนาคตของการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของตำบลสันทรายหลวง ย่านที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ด้านทิศเหนือชานเมืองเชียงใหม่ ท่านนายกเทศมนตรีได้ริเริ่มพัฒนาคลองน้ำโจ้ ซึ่งเป็นลำน้ำที่สำคัญในการแก้ปัญหาน้ำท่วมขัง น้ำเสีย และน้ำแล้ง และที่สำคัญคือลำน้ำเส้นนี้ ไหลผ่านกลางเขตพื้นที่เทศบาลถึง 8.4 กม. หากทำให้ลำน้ำเส้นนี้กลายเป็นพื้นที่ริมน้ำสาธารณะชั้นดีได้แล้ว พื้นที่ริมน้ำนี้จะสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเชื่อมโยงสวนสาธารณะของรัฐและเอกชนเข้าไว้ด้วยกันเป็นโครงข่าย เพื่อให้คนในย่านนี้เข้าถึงสวนของรัฐและเอกชนได้ด้วยการเดิน วิ่ง ปั่นจักรยานอย่างปลอดภัย ที่สำคัญคือร่มรื่นและรื่นรมย์ จากนโยบายและการลงมือทำจริง 

สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่

ปัจจุบันนี้จึงมีสวนทั้งของรัฐและเอกชนเกาะไปกับแม่น้ำโจ้ถึง 8 แห่ง กลายเป็นโมเดลต้นแบบของการพัฒนาเมืองที่สำคัญและเกิดขึ้นจริง เพื่อให้ทำให้เมืองสันทรายหลวงที่มีขนาด 36 ตร.กม. ซึ่งรองรับผู้อยู่อาศัยกว่า 15,000 ครอบครัว เป็นเมืองที่ผู้คนมีคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดี ด้วยการเดินเข้าถึงพื้นที่สีเขียวที่มีคุณภาพ

หากเราลองหลับตาแล้วจินตนาการว่า ทุกเมืองมีนายกเทศมนตรีที่มีวิสัยทัศน์พร้อมให้การสนับสนุนภาคเอกชนในการร่วมสร้างพื้นที่สาธารณะดี ๆ ให้เกิดขึ้น แล้วมีคนอย่างน้าปุ๊กและภาคเอกชนรายอื่น ๆ ที่พร้อมเปลี่ยนและแบ่งปันที่ดินของตนเองให้กลายเป็นสวนสาธารณะ เป็นพื้นที่เกษตรกรรมในเมือง หรือเป็นพื้นที่ค้าขายร่วมสมัย ที่ให้คนในย่านได้เข้าไปใช้ประโยชน์สาธารณะฟรี สภาพนิเวศทางธรรมชาติของเมือง และความสัมพันธ์ของผู้คนที่อยู่อาศัยในเมืองร่วมกันจะเปลี่ยนไปแบบไหนกันนะ เราคงจะรักเมืองที่เราอยู่มากกว่านี้เป็นแน่ คนที่มาเที่ยวเมืองของเรา ก็คงตกหลุมรักเมืองของเราจากความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ คลองที่สะอาดใส และเสียงของนกนานา

สวนสาธารณะของชุมชนสร้างจากมือคนธรรมดา ที่อยากเผื่อแผ่ความร่มเย็นให้คนอื่น ทั้งพ่อแม่ ตายาย และเด็ก ๆ รุ่นใหม่
สวนสาธารณะของชุมชนสร้างจากมือคนธรรมดา ที่อยากเผื่อแผ่ความร่มเย็นให้คนอื่น ทั้งพ่อแม่ ตายาย และเด็ก ๆ รุ่นใหม่

นิเวศของความสัมพันธ์ที่พึ่งเริ่มต้น

ตอนนี้สวนแก้วคำเอ้ยผ่านมา 1 ฤดูฝนแล้ว

 ต้นจามจุรีใหญ่ 2 ต้นเดิมได้รับการฟื้นฟู จนแผ่กิ่งก้านใหญ่ให้คนได้มานอนปูเสื่อกลางลานหญ้าเขียว ทางเดินในสวนเริ่มคึกคักทั้งช่วงเช้าตรู่และตอนค่ำ ลูกหลานจูงพ่อแม่และปู่ย่ามาเดินเล่นเหมือนในภาพที่น้าปุ๊กตั้งใจไว้ มีที่ให้เด็ก ๆ และน้องหมาได้ปล่อยพลัง 

สระน้ำใหญ่ในสวนแวดล้อมด้วยบัวหลวงไทย บัวสาย และพืชชายน้ำพื้นถิ่นที่เด็ก ๆ รุ่นนี้อาจจะไม่ค่อยรู้จักแล้ว อย่างกระจูด บอน กระจับ และกกต่าง ๆ ขึ้นผสมผสานกันเหมือนกับบึงในธรรมชาติ มีนกนางแอ่นหางลวด นกที่เป็นตัวชี้วัดคุณภาพของน้ำและเมืองบินโฉบน้ำให้เห็น โซนทุ่งดอกไม้เริ่มค่อย ๆ เซ็ตตัวเองให้รู้จักสภาพของดินที่นี่ 

ในโซนสนามเด็กเล่น แม้จะยังไม่มีเครื่องเล่นไม้ แต่เนินหญ้ากลางลานทรายและบึงน้ำบึงเล็กที่ผู้ออกแบบตั้งใจไว้ให้เด็กได้คุ้นเคยกับการเล่นกับธรรมชาติ ก็กลายเป็นสวรรค์ของเด็กเล็ก ๆ ที่ให้เขาได้ลองเอาเท้าคู่เล็ก ๆ จุ่มโคลน เล่นในสระตื้น ๆ อย่างปลอดภัย เพื่อจะได้เรียนรู้เองว่าธรรมชาติอาจไม่ใช่สิ่งสกปรก ปนเปื้อนด้วยเชื้อโรคเสียทุกอย่าง เงาของดอยสุเทพและตึกสูงสะท้อนในบึงอยู่เคียงกัน ปลายหนาวนี้คงมีเด็ก ๆ เอาว่าวมาเล่นลมเหมือนปีก่อน

หลายคนที่มาวิ่งออกกำลังกายที่นี่บ่อย ๆ ก็กลายเป็นคนคุ้นหน้ากัน ทักและไถ่ถามสารทุกข์กัน คนในย่านก็สัมผัสสัมพันธ์กันผ่านการมาใช้สวน คงเหมือนกับความสัมพันธ์ของธรรมชาติที่ค่อย ๆ ถูกฟื้นคืนที่นี่

สวนสาธารณะของชุมชนสร้างจากมือคนธรรมดา ที่อยากเผื่อแผ่ความร่มเย็นให้คนอื่น ทั้งพ่อแม่ ตายาย และเด็ก ๆ รุ่นใหม่

อีกไม่กี่ฤดูฝนข้างหน้า กล้าไม้พื้นถิ่นในโซนป่าปลูกจะกลายเป็นไม้ใหญ่ คนแถบนี้จะได้เห็นต้นไม้ที่เคยขึ้นอยู่ในนิเวศแถบนี้แต่หายไปนาน อย่างตะเคียนหนู ไคร้นุ่น โมกมัน หรือคำมอกหลวง ผลไม้ต่าง ๆ ที่ลงไว้เมื่อปีที่แล้วก็คงจะโต ให้ผลที่หอมหวาน และเปลี่ยนโลกทัศน์ที่เคยมีว่าสวนสาธารณะไม่ควรมีผลไม้ ให้กลายเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าในอดีต

“น้ารอดแล้ว แต่คนอื่น ๆ ต้องรอดด้วย” 

น้าปุ๊กตอบคำถามด้วยประโยคสั้น ๆ ที่เราวกกลับมาถามซ้ำอีกที ว่าทำไมน้าถึงเอาที่ดินที่มีมูลค่ามหาศาลมาทำสวนให้คนอื่นใช้ ปลูกต้นไม้และผลไม้ให้คนอื่น ๆ ได้ชื่นชม ได้ชิม เราจึงหมดคำถามด้วยคำตอบของน้าและความรู้สึกที่ว่า เมื่อชีวิตคนคนหนึ่งไปสู่จุดที่พบความร่มเย็นในชีวิตแล้ว เขาคงไม่ปรารถนาจะอยู่ในร่มเงานั้นเพียงคนเดียว ในขณะที่คนอื่น ๆ ยังทุกข์ร้อน ต้นไม้ที่เขาปลูกและดูแล จึงเผื่อแผ่ให้กับทุกคนที่ปรารถนาความร่มเย็นนั้น 

สวนสาธารณะของชุมชนสร้างจากมือคนธรรมดา ที่อยากเผื่อแผ่ความร่มเย็นให้คนอื่น ทั้งพ่อแม่ ตายาย และเด็ก ๆ รุ่นใหม่

ปัจจุบันทางโครงการกำลังมองหาผู้ประกอบการและผู้จัดการพื้นที่เพื่อร่วมกันต่อยอดกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับครอบครัวและคนทั่วไปในพื้นที่ ทำให้สวนแก้วคำเอ้ยมีรายได้หมุนเวียนในการดูแลสวนในระยะยาว

สวนแก้วคำเอ้ย

ที่ตั้ง : ถนนสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ต.สันทรายน้อย อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 06.00 – 20.00 น.

Facebook : สวนแก้วคำเอ้ย สวนสุขภาพ ลู่วิ่ง ลู่จักรยาน สนามเด็กเล่น เชียงใหม่

เจ้าของโครงการ : ณัฏฐ์รมณ อยู่เย็น (ติดต่อ 08 1906 2226 หรือ [email protected])

Writer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load