ในชีวิตผมก็ไปงานบวชมาหลายงาน โดยเฉพาะเพื่อนๆ ที่นับถือศาสนาพุทธก็มักจะพร้อมใจกันบวชเมื่ออายุครบ 20 หรือสมัยนี้บางคนก็ล่าช้าไปกว่านั้น ด้วยหน้าที่การงาน-การเรียน บางคนก็ต้องรอให้พร้อมหรือว่างเสียก่อน บางคนก็ถือจังหวะในช่วง COVID-19 ระบาด หรือกำลังรองานใหม่ เข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนายาวๆ เป็นโอกาสในการศึกษาพระธรรมและปฏิบัติพัฒนาจิต ซึ่งระยะเวลาในการบวชก็แตกต่างกันไป บางคนอาจจะบวช 3 เดือนครบพรรษา หรือบวชไปตลอดชีวิตเพื่อสืบทอดพระศาสนาก็ย่อมได้ 

แต่วันนี้ขอพาท่านผู้อ่านลองไปดูว่า ในศาสนาคริสต์โดยเฉพาะนิกายคาทอลิกเขาบวชบาทหลวงกันอย่างไร บางท่านอาจจะสงสัยว่าบวชปีสองปีได้ไหม หรือต้องบวชไปตลอด ลองมาดูกัน 

พิธีบวชพระของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกด้วยวิธีแบบไทยๆ, บวชบาทหลวง
พิธีบวชบาทหลวงใหม่ในอาสนวิหารอัสสัมชัญ กรุงเทพฯ 
ภาพ : พิสุทธิ์ จรินทิพย์พิทักษ์

บาทหลวงคือใคร

บาทหลวง คือ ‘ศาสนบริกร’ ผู้ได้รับเจิมจากองค์พระผู้เป็นเจ้า มีหน้าที่ถวายบูชามิสซาและประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น โปรดศีลล้างบาป ศีลอภัยบาป การแต่งงาน งานศพ ฯลฯ ซึ่งเป็นผู้แทนขององค์พระผู้เป็นเจ้าในพิธีกรรมนั้นๆ 

บาทหลวงในปัจจุบันต้องถือวินัย 3 ประการหลักๆ คือ การถือโสด โดยบาทหลวงคาทอลิกแต่งงานมีลูกมีเมียไม่ได้ ต่างจากศาสนบริกรนิกายอื่นๆ เช่น ออร์โธดอกซ์ ก็มีทั้งบาทหลวงกลุ่มที่แต่งงานและไม่แต่งงาน หรือศาสนจารย์ในนิกายโปรเตสแตนต์ก็แต่งงานได้ 

ประการที่สองคือ บาทหลวงต้องถือพรตเรื่องการดำรงชีพอย่างยากจน หมายถึงไม่ดำเนินชีวิตฟุ้งเฟ้อ กินอยู่อย่างเรียบง่าย ใช้จ่ายเงินทองตามที่เหมาะสม และประการสุดท้ายคือ บาทหลวงจะต้องนบนอบ (Obedience) ต่อผู้ใหญ่ ซึ่งในที่นี้อาจจะเป็นบิชอป เจ้าคณะ อธิการ หรือผู้ปกครองหมู่คณะของตน โดยเคร่งครัด ถือเป็นการแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตัวด้วย วินัยประการหลังดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ยากที่สุดในการถือปฏิบัติ เพราะธรรมชาติของมนุษย์เราก็อยากจะทำอะไรตามใจตัวเอง มีเหตุผลของตัวเองเป็นที่ตั้งอยู่แล้ว 

พิธีบวชพระของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกด้วยวิธีแบบไทยๆ, บวชบาทหลวง
ขบวนแห่ผู้สมัครเข้าบวชเป็นบาทหลวงหน้าอาสนวิหารอัสสัมชัญ กรุงเทพฯ มีบิดามารดาถือพานใส่เสื้อกาสุลา อาภรณ์ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้สวมประกอบพิธีกรรม
พิธีบวชพระของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกด้วยวิธีแบบไทยๆ, บวชบาทหลวง
ธงสัญลักษณ์ของโบสถ์ต่างๆ ที่มาร่วมงาน

กว่าจะได้เป็นบาทหลวง

ทีนี้มาถึงประเด็นว่า บวชในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเขาบวชกันอย่างไร หลายๆ คนอาจจะงงว่ามีคำเรียกนักบวชหลายคำ เช่น บราเดอร์ ซิสเตอร์ คุณพ่อ ซึ่งในที่นี้จะแบ่งเป็นสองประเภทคือ หนึ่ง บาทหลวง (Priest) คือผู้ที่ได้รับศีลบวชอย่างเป็นทางการจากบิชอป (Bishop ในภาษาไทยโบราณเรียกสังฆราช ปัจจุบันศัพท์ทางการคือมุขนายก) ถือว่าเป็นผู้รับเจิมแต่งตั้งจากพระผู้เป็นเจ้า มีสิทธิ์ในการประกอบพิธีบูชามิสซาและโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ รวมทั้งเป็นประธานในพิธีกรรมต่างๆ ด้วย 

สอง นักบวชหรือนักพรต (Monk) เรามักจะเห็นในภาพยนตร์ย้อนยุค เป็นนักบวชในชุดคลุมยาวสีน้ำตาลบ้าง ดำบ้าง นักบวชกลุ่มนี้คือผู้ที่ตั้งใจถือวินัยพรตตามที่คณะของตนกำหนดไว้ และจะดำรงชีวิตอยู่ด้วยกันเป็นหมู่คณะในอาราม (Monastery) นักบวชกลุ่มนี้อาจจะรับศีลบวชเป็น ‘บาทหลวง’ หรือไม่ก็ได้ 

หากรับศีลบวชก็จะประกอบพิธีกรรมต่างๆ ได้ แต่หากบางคนมีความปรารถนาจะรับใช้พระเจ้าด้วยวิธีอื่นๆ เช่น ปฏิบัติภาวนาอย่างสงบในอาราม หรือเป็นครู หรือพยาบาลรักษาผู้ป่วย ก็ไม่จำเป็นต้องรับศีลบวช แต่ใช้ชีวิตปฏิบัติภารกิจตามที่หมู่คณะกำหนดได้เลย 

นักบวชกลุ่มนี้ที่เราคุ้นเคยกันดีในประเทศไทย ได้แก่ ภราดาหรือบราเดอร์คณะเซนต์คาเบรียล ซึ่งเป็นนักบวชที่มีภารกิจดูแลการศึกษาในโรงเรียนเป็นหลัก ขณะที่หากเป็นนักบวชสตรี เช่น ซิสเตอร์คณะต่างๆ ก็มีภารกิจที่แตกต่างกันไป ทั้งดูแลโรงเรียนอย่างคณะเซนต์ปอล เดอ ชาร์ต หรืออาจใช้ชีวิตภาวนาอย่างเงียบๆ ในอาราม โดยไม่ออกมาอีกเลยอย่างคณะกาปูชิน ดังที่รู้จักในนาม ‘ชีลับ’

 อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเป็นนักบวชในระดับใด ก็ต้องผ่านการเตรียมตัวเตรียมจิตใจ มีการฝึกฝนตนเองและศึกษาเล่าเรียนอย่างหนัก โดยจะต้องสมัครเข้าเป็นผู้สนใจก่อน จากนั้นจึงเป็นผู้ฝึกหัด (Novice) สำหรับใครที่มีศรัทธาอยากจะเป็นบาทหลวง ก็ต้องเลือกก่อนว่าจะบวชในคณะใด ที่เรารู้จักกันดี เช่น คณะเยสุอิต คณะฟรังซิสกัน คณะโดมินิกัน หรือเป็นบาทหลวงพื้นเมืองประจำสังฆมณฑลต่างๆ จากนั้นก็จะต้องศึกษาเล่าเรียนเป็นภราดา หรือ ‘บราเดอร์’ โดยชีวิตนักบวชอาจจะเริ่มตั้งแต่เด็กๆ หรือวัยกำลังเป็นผู้ใหญ่ก็ได้ 

ในสมัยโบราณ การจะบวชเป็นบาทหลวงจะต้องผ่านการแต่งตั้งในระดับต่างๆ ถึง 7 ขั้นไม่ต่างกับเลเวลในเกมออนไลน์ที่เริ่มจาก Novice ทีเดียว โดยในอดีตจะเริ่มจากผู้เปิดประตูโบสถ์ (Ostiaritus) ผู้ขับไล่ปีศาจ (Exorcist) ผู้อ่านพระคัมภีร์ (Lector) ผู้ช่วยพิธีกรรม (Acolyte) อนุสงฆ์ (Subdeacon) สังฆานุกร (Deacon) และบาทหลวง (Priest) โดยต้องศึกษาเล่าเรียนไปด้วย 

สำหรับปัจจุบัน ตั้งแต่สมัยสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 ได้ย่นย่อตำแหน่งเหล่านี้ลงเหลือเพียง ผู้อ่านพระคัมภีร์ – ผู้ช่วยพิธีกรรม – สังฆานุกร (Deacon) – บาทหลวง สถานะเหล่านี้จะค่อยๆ ได้รับแต่งตั้งในระหว่างการศึกษา ซึ่งในปัจจุบันผู้เป็นบาทหลวงต้องสำเร็จปริญญาตรีทางด้านปรัชญา และปริญญาโททางด้านเทววิทยา ดังนั้นกว่าจะได้บวชเป็นบาทหลวงสักองค์ ใช้เวลานับสิบปีทีเดียว ซึ่งระหว่างนั้นก็ต้องฝึกหัดงานต่าง ๆ ทั้งการหัดอภิบาลชุมชน ดูแลโบสถ์ งานช่วยเหลือผู้ยากไร้ 

พิธีบวชบาทหลวง

เมื่อเด็กหนุ่มสักคนถูกฝึกฝนทั้งทางด้านการศึกษาและจิตใจและมั่นใจเต็มที่ พร้อมปฏิบัติหน้าที่บาทหลวงแล้ว เขาจะต้องเขียนหนังสือเสนอความตั้งใจของตนเองต่อบิชอปเพื่อขอบวช เปลี่ยนสถานะจาก ‘สังฆานุกร’ ไปเป็นบาทหลวง เมื่อบรรดาคณะกรรมการเห็นพ้องต้องกันแล้วว่าเด็กหนุ่มคนนั้นมีคุณสมบัติครบถ้วนไม่ด่างพร้อย ก็จะประกอบพิธีบวชขึ้น ในพิธีกรรมนั้นถือเป็นงานใหญ่ทีเดียว เพราะนานๆ จะจัดขึ้นสักครั้ง มีบิชอปเป็นประธาน 

ในพิธี สังฆานุกรจะหมอบลงต่อหน้าพระแท่น เป็นสัญลักษณ์ของการ ‘ตายต่อตนเอง’ สละความเห็นแก่ตัว กิเลสและค่านิยมทางโลก ระหว่างนั้นก็จะมีการสวดบทร่ำวิงวอนต่อพระเจ้าและบรรดานักบุญทั้งหลาย หลังจากนั้น เขาจะลุกขึ้น สวมอาภรณ์ศักดิ์สิทธิ์ (หรือเสื้อกาสุลา) เป็นอาภรณ์ที่ใช้ประกอบพิธีมิสซา ซึ่งในประเทศไทยได้ปรับให้เข้ากับบริบทแบบไทยๆ โดยให้บิดามารดาเป็นผู้เชิญเสื้อกาสุลาใส่พานมามอบให้บิชอปด้วย 

พิธีบวชพระของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกด้วยวิธีแบบไทยๆ, บวชบาทหลวง
พระคาร์ดินัลเกรียงศักดิ์ รับเสื้อกาสุลาจากผู้ปกครองของผู้สมัครบวช
ภาพ : Mario De Antonio
พิธีบวชพระของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกด้วยวิธีแบบไทยๆ, บวชบาทหลวง
ประธานในพิธีอวยพรผู้สมัครบวช 
ภาพ : Mario De Antonio
พิธีบวชพระของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกด้วยวิธีแบบไทยๆ, บวชบาทหลวง
ผู้สมัครบวชล้มตัวหมอบบนพื้นต่อหน้าพระคาร์ดินัล
ภาพ : Mario De Antonio

การหมอบราบกับพื้นและลุกขึ้นใหม่อีกครั้ง เป็นสัญลักษณ์ของการเกิดใหม่อีกครั้งในฐานะสมณะขององค์พระผู้เป็นเจ้า เขาจะต้องสวมใส่จิตใจใหม่ที่มีความรู้สึกนึกคิดที่อุทิศเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของศีลอนุกรมหรือพิธีบวชนั้น ถือว่าผู้บวชจะได้รับการเจิมจากองค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งถอดถอนไม่ได้ ดังนั้น ศักดิ์ของความเป็นนักบวชจึงคงอยู่ไปตลอดชีวิต แม้ว่าจะสึกหรือลาออกจากชีวิตในโบสถ์ก็ตาม

หลังจากนั้นบิชอปก็จะ ‘เสกมือ’ ซึ่งเป็นเครื่องหมายถึงการที่บาทหลวงใหม่จะใช้มือของตนในการประกอบพิธีกรรม หรือให้ศีลศักดิ์สิทธิ์กับบรรดาสัตบุรุษได้ ในอดีตนั้นมีธรรมเนียมการมอบผ้าพันมือของบาทหลวงใหม่ให้กับมารดา และมอบผ้าคล้องไหล่ที่ใช้ในการโปรดศีลอภัยบาปครั้งแรกให้กับบิดา จะนำใส่ในมือเมื่อตายเพื่อแสดงให้นักบุญเปโตรผู้เฝ้าประตูสวรรค์เห็นว่า บิดามารดาผู้นี้ได้มอบบุตรของตนให้เป็นข้ารับใช้ขององค์พระผู้เป็นเจ้า

พิธีบวชพระของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกด้วยวิธีแบบไทยๆ, บวชบาทหลวง
บาทหลวงทุกท่านในพิธีปกมือเหนือศีรษะผู้สมัครบวช 
ภาพ : Mario De Antonio
พิธีบวชพระของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกด้วยวิธีแบบไทยๆ, บวชบาทหลวง
สังฆานุกรสวมเสื้อกาลุลา อาภรณ์ของบาทหลวง
ภาพ : Mario De Antonio

ไปงานบวชมา

เดือนสิงหาคมที่ผ่านมามีงานบวชจัดขึ้นหลายงาน ทั้งงานแต่งตั้งผู้อ่านพระคัมภีร์และผู้ช่วยพิธีกรรมซึ่งจัดขึ้นที่วิทยาลัยแสงธรรม สามพราน งานบวชบิชอปใหม่คือ ท่านอันตน-วีระเดช ใจเสรี ของมุขมณฑลท่าแร่-หนองแสง ซึ่งเข้ามาทำหน้าที่แทน บิชอปหลุยส์-จำเนียร สันติสุขนิรันดร์ และงานบวชบาทหลวงใหม่ 3 รูป ที่อาสนวิหารอัสสัมชัญคือ คุณพ่อธงชัย ทองรส, คุณพ่อเปโตร-ณัฐพล เอี่ยมเศรษฐี, คุณพ่ออวิรุทธ์ พันธ์ขาว 

งานสุดท้ายนี้ ตัวผมเองก็ได้ไปร่วมงานด้วยเพื่อเก็บภาพ แม้ว่าอาสนวิหารจะมีขนาดใหญ่ แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะบรรจุผู้ร่วมงานได้ทั้งหมด บางส่วนก็ต้องรออยู่ข้างนอก ดังนั้น ภาพในงานนี้จึงได้รับความอนุเคราะห์จากเพื่อนๆ พี่ๆ ช่างภาพของพระศาสนจักรหลายท่าน 

สำหรับท่านใดที่สนใจอยากร่วมพิธีกรรมงานบวชในศาสนาคริสต์ ติดตามข่าวสารได้ในสื่อมวลชนคาทอลิก อัครสังฆมณฑลกรุงเทพ ซึ่งจะประชาสัมพันธ์งานบวชให้ทราบล่วงหน้าทุกปี โดยมากมักจัดขึ้นในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นเดือนที่ฉลองอัสสัมชัญ หรือแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ อันเป็นองค์อุปถัมภ์ของพระศาสนจักรไทย หรือใครอยากได้ข้อมูลง่ายๆ เกี่ยวกับความเป็นบาทหลวง (Priesthood) ก็หาอ่านได้จากหนังสือชื่อ บาทหลวง คือใคร ทำอะไร สึกได้ไหม แต่งงานได้ไหม ของคุณพ่อวรยุทธ กิจบำรุง

พิธีบวชพระของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกด้วยวิธีแบบไทยๆ, บวชบาทหลวง
บาทหลวงใหม่ทั้งสามท่าน
ภาพ : Mario De Antonio
พิธีบวชพระของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกด้วยวิธีแบบไทยๆ, บวชบาทหลวง
บาทหลวงใหม่สามท่านอวยพรผู้มาร่วมพิธี
ภาพ : พิสุทธิ์ จรินทิพย์พิทักษ์

Writer & Photographer

ปติสร เพ็ญสุต

เป็นนักรื้อค้นหอจดหมายเหตุ ชอบเดินตรอกบ้านเก่าและชุมชนโบราณ สนใจงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภท รวมทั้งคริสตศิลป์ด้วย ปัจจุบันกำลังติดตามธรรมาสน์ศิลปะอยุธยาและเครื่องไม้จำหลักศิลปะอยุธยา เคยคิดจะเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บวช

ครุ่นคริสต์

เรื่องสนุกเกี่ยวกับคริสตศาสนาในประเทศไทย

ในบทความก่อน ๆ ผมเคยได้เกริ่นเล่าเรื่องมาแล้วว่า ชาวคริสเตียนรวมทั้งบาทหลวงมากมายเข้ามาในเมืองสยามตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง บรรดาบาทหลวงเหล่านี้เดินทางเข้ามาพร้อมกับเรือบรรทุกสินค้าที่เดินทางสัญจรไปรอบโลกในยุคแห่งการค้นพบ (Age of Discovery) 

โลกใหม่หรือทวีปอเมริกาสร้างความมั่งคั่งให้กับกษัตริย์ชาวสเปน และเมืองท่าต่าง ๆ ในเอเชียก็มีทรัพย์สินเต็มพระคลังราชสำนักโปรตุเกส เรือของกษัตริย์คาทอลิกเหล่านี้จึงแล่นไปพร้อมกับบาทหลวงประจำเรือ ทำหน้าที่ดูแลอภิบาลชุมชนตามชาติภาษาของตน ตามเมืองท่าอาณานิคมเล็ก ๆ ริมชายฝั่ง ยิ่งดินแดนใดที่มีบรรดา Creole หรือพวกลูกครึ่งชาวพื้นเมืองเกิดมากจนกลายเป็นชุมชนใหญ่ เช่น ในกรุงศรีอยุธยา พะสิม ศรีลังกา หรือมะนิลา งานดูแลชาวคริสต์พื้นเมืองหลายพันคนใน ‘ค่าย’ หรือชุมชนชาวคริสต์ต่าง ๆ ก็กินเวลาบาทหลวงเหล่านั้น จนไม่อาจปลีกตัวออกไปเผยแผ่ศาสนาให้กับชาวพื้นเมืองอื่น ๆ ได้ 

บาทหลวงเหล่านี้จึงทำงานอยู่ในค่ายชุมชนตะวันตกเสียเป็นส่วนใหญ่ นี่ยังไม่นับรวมบรรดาบาทหลวงที่ขาดจิตตารมณ์ของการแพร่ธรรม แต่กลับเดินทางออกจากยุโรปเพื่อแสวงหาความร่ำรวย จากการค้าขายกับดินแดนห่างไกลในเอเชีย สินค้าแปลก ๆ และเครื่องเทศบันดาลความมั่งคั่งอย่างไม่อาจจินตนาการได้ในทวีปยุโรป

เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
เรือสำเภาจำลองที่คณะมิชชันนารีใช้เดินทางมายังกรุงศรีอยุธยา

กำเนิดคณะ MEP บาทหลวงในดินแดนตะวันออกไกล

ด้วยบาทหลวงทำงานอยู่แต่ในค่ายของชนชาติตัวเอง ทำให้เกิดปัญหาการแพร่ธรรมที่ไม่เกิดผลในเอเชีย สันตะสำนักแห่งโรมไม่อาจนิ่งนอนใจ จึงก่อตั้งกระทรวงเผยแพร่ความเชื่อ (Propaganda Fide) ขึ้นในปี 1622 ในรัชสมัยพระสันตะปาปาเกรโกรีที่ 15 มีจุดประสงค์ในการประกาศข่าวดีของพระคริสต์ออกไปสู่ชาวต่างชาติ และผู้ที่รับเป็นแม่งานใหญ่คือราชสำนักแห่งฝรั่งเศส 

คณะนักบวชมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส (Paris Foreign Missions Society หรือเรียกสั้น ๆ ว่า MEP) จึงเกิดขึ้น เพื่อส่งบรรดามิชชันนารีไปยังดินแดนที่อำนาจทางการค้าของชาวโปรตุเกสและสเปนไปไม่ถึง หรือยังไม่มั่นคงนัก ซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงประเทศจีนและญี่ปุ่น รวมทั้งบางส่วนของเวียดนาม 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทางการเมืองในจีนขณะนั้นยังไม่เอื้ออำนวยต่อการเผยแผ่ศาสนาใหม่นัก บรรดาบาทหลวงที่ถูกส่งออกไปจึงไปตกค้างอยู่ในดินแดนที่ให้เสรีภาพทางศาสนามากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในยุคนั้น คือ ‘กรุงศรีอยุธยา’ และลงหลักปักฐานเผยแผ่ศาสนาในสยามตั้งแต่นั้นมา 

จวบจนในปีนี้ คณะ MEP จึงจัดให้มีการเฉลิมฉลอง 350 ปีการแพร่ธรรมของบาทหลวงเหล่านี้ขึ้น โดยจัดนิทรรศการความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับคณะ MEP ขึ้นในอารามประจำคณะในกรุงปารีส – ถือว่าเป็นครั้งแรกของคณะที่ฉลองความสัมพันธ์กับประเทศไทยอย่างเป็นทางการ และค่อนข้างพิเศษไปกว่านั้นตรงที่ บรรดามิชชันนารีของคณะนี้เริ่มงานแพร่ธรรมแรก ๆ ในกรุงศรีอยุธยา คณะ MEP มีอายุ 360 ปี ส่วนการแพร่ธรรมในอยุธยานั้นเริ่มมาถึง 350 ปีแล้ว (ตั้งแต่ พ.ศ. 2205 ในสมัยพระนารายณ์) 

น่าเสียดายที่ ‘บ้านแรก’ ของคณะที่กรุงศรีอยุธยาถูกทำลายไปในกองเพลิงในสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 แต่เรายังสังเกตเห็นซากอิฐบางส่วนได้ภายในวัดนักบุญยอแซฟ ที่ตำบลสำเภาล่ม (ส่วนตัววัดปัจจุบันสร้างขึ้นในสมัยปลายรัชกาลที่ 5)

เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
บาทหลวงฟรองซัว ปัลลือ มิชชันนารีชาวฝรั่งผู้บุกเบิกงานแพร่ธรรมที่กรุงศรีอยุธยา
ภาพ : missionsetrangeres.com
เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
ภาพถ่ายขาวดำการทำงานของบรรดามิชชันนารีในอดีตภายในนิทรรศการ

นิทรรศการรำลึก 350 ปี การส่งมิชชันนารีชาวฝรั่งเศสมายังสยาม

สำหรับท่านผู้อ่านต่างศาสนิก อาจจะงงกับคำว่า ‘คณะ’ ในศาสนาคริสต์ บาทหลวงและนักบวชรวมทั้งแม่ชี ซิสเตอร์ จำเป็นต้องมีการสังกัด ‘คณะ’ ที่มีจุดประสงค์ในการทำงานแตกต่างกัน ที่คุ้นหูคนไทยมาก ๆ ก็เช่น คณะเซนต์คาเบรียล คณะเยสุอิต คณะโดมินิกัน คณะฟรังซิสกัน ฯลฯ 

คณะ MEP ถือเป็นคณะบาทหลวงที่ทำงานในประเทศไทยยาวนานที่สุด โดยไม่เคยทิ้งร้างห่างช่วงไปเลยตลอด 350 ปี แม้ว่าจะประสบความยากลำบากหลายต่อหลายครั้ง เช่น เหตุการณ์ปฏิวัติของพระเพทราชาที่มีการทำลายหมู่บ้านชาวคริสต์ หรือเหตุการณ์พิพาทอินโดจีนที่ศาสนาคริสต์ถูกเพ่งเล็งว่าเป็นจารชนให้ฝรั่งเศส และเป็นคณะบาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่สืบทอดงานลงหลักปักฐานศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในสยามให้มั่นคงมาจนทุกวันนี้

ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณพ่อปัตทวี วงศ์ศรีแก้ว บาทหลวงจากมิสซังอุบลราชธานี ที่ตอนนี้ไปศึกษาต่อ ณ ประเทศฝรั่งเศส ท่านแนะนำให้ไปชมนิทรรศการนี้ ณ บ้านของคณะ MEP ที่กรุงปารีส ผมก็บอกไปว่าตอนนี้คงไม่มีโอกาสไปหรอก ทั้งโควิด ทั้งสถานการณ์โลกต่าง ๆ (แน่นอนเงินในกระเป๋าด้วย)

“พ่อช่วยเล่าเรื่องความเป็นมาและสถานการณ์ของคณะ MEP ในตอนนี้ให้ฟังได้ไหมครับ” 

“MEP ตอนนี้เขายังทำงานอยู่ แม้ว่าจะผ่านมาเกือบ 400 ปีแล้ว ทั่วโลกมีบาทหลวงราว ๆ 180 องค์ใน 13 ประเทศ ส่วนในปารีสมีบาทหลวงประจำที่ศูนย์ฯ อยู่ราว ๆ 15 – 20 องค์ มีผู้เตรียมตัวบวชอีกราว ๆ 17 องค์ เขาก็ประสบปัญหาขาดแคลนบาทหลวงเหมือนกัน เพราะสมัยนี้คนสนใจจะบวชมีน้อย เลยจัดเตรียมทุนไว้ให้ฆราวาสแพร่ธรรม ทุนนี้มีมาเป็นร้อยปีแล้ว สำหรับเยาวชนที่อยากสัมผัสบรรยากาศของการแพร่ธรรมในดินแดนห่างไกล เป็นทุนให้เปล่า 1 ปี กลับมาจะตัดสินใจบวชหรือไม่ก็ได้ ส่วนมากเขาก็จะไปทำงานในที่ที่กันดาร อย่างแอฟริกา เวียดนาม แต่ละปีก็จะมีอาสาสมัครออกไปทำงานปีละราว ๆ 150 คน”

“แล้วในไทยเป็นยังไงบ้างครับ”

“MEP ในไทยเนี่ย เขาโอบอุ้มและตั้งหลักให้พระศาสนจักรคาทอลิกไทยมาตั้ง 300 ปีแล้ว ลงหลักปักฐานให้จนมั่นคง เขาก็จะมีนโยบายว่า ประเทศไหนที่ศาสนจักรคาทอลิกมั่นคงแล้ว ก็จะค่อย ๆ ถอนตัวออกไปทำงานในประเทศอื่น ๆ ต่อ แต่บ้านของคณะในไทยก็ยังมีนะ อยู่ฝั่งตรงข้ามวัดแขกสีลมไง” 

ผมนึกถึงบ้านของคณะ MEP มีรั้วอิฐแดงข้างป้ายรถเมล์ตรงข้ามวัดแขก ข้างในมีโบสถ์หลังเล็ก ๆ เงียบ ๆ เพราะสมาชิกส่วนใหญ่ออกไปทำงานในพื้นที่ห่างไกล

พ่อปัตทวีเสริมว่า

“ถ้าใครมาชมนิทรรศการเองไม่ได้ ก็มีนิทรรศการแบบออนไลน์ด้วยนะ เข้าไปชมได้ เป็นแบบ Virtual Online Tours” พ่อวีบอก สำหรับผู้สนใจจะชม เข้าลิงก์นี้ได้เลย มีข้อมูลแปลเป็น 3 ภาษา ฝรั่งเศส อังกฤษ และไทย

ผมลองเข้าไปชมแล้ว เป็นนิทรรศการเล็ก ๆ แต่รวบรวมวัตถุสิ่งของหลายชิ้นที่นำมาจากสยาม ทั้งสมุดข่อย สมุดไทย ตำรายาแพทย์แผนพื้นบ้านต่าง ๆ รวมทั้งบันทึกประจำวันของของออกพระวิสุทธสุนทร (โกษาปาน) ราชทูตไทยที่เดินทางมายังฝรั่งเศสในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่ให้รายละเอียดการเดินทางไปฝรั่งเศสลึกซึ้งอย่างเหลือเชื่อ (ใครที่คิดว่าชาวสยามไม่ชอบการจดบันทึก ต้องลองอ่านไดอารี่เล่มนี้ของท่าน)

“สมัยพระนารายณ์ บาทหลวง MEP บางท่านเดินทางมาเป็นล่ามให้ที่นี่ พวกเขาจึงแวะกลับมายังบ้านเดิมของคณะ และพาราชทูตไทยมารับประทานอาหารค่ำที่นี่ด้วย ยังมีรูปอยู่เลยนะ เป็นรูปสีน้ำมันที่ตอนนี้ตกเป็นสมบัติเอกชน แสดงภาพขุนนางสวมครุยใส่ลอมพอก หรือเครื่องประดับศีรษะสีขาวทรงแหลมที่เราเห็นบ่อย ๆ ในงานพระราชพิธี กำลังนั่งโต๊ะล้อมวงกับบาทหลวง เขากินข้าวกันที่ตึกนี้แหละ แต่ไม่ทราบว่าห้องไหน เพราะมันก็ผ่านเวลามาตั้ง 300 กว่าปีแล้ว” คุณพ่อเอาภาพวาดมาให้ดูพร้อมบอกว่า ภาพนี้ยังไม่เคยเอามาจัดแสดงที่ไหนมาก่อนเลย

เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
ตึกของคณะ MEP ซึ่งเคยรับรองคณะทูตจากสยาม
เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
ภาพคณะทูตสยามสมัยสมเด็จพระนารายณ์รับประทานอาหารในตึกของคณะ MEP 
ภาพ : missionsetrangeres.com
บันทึกประจำวันของออกพระวิสุทธสุนทรหรือโกษาปาน
บันทึกของสังฆราชหลุยส์ ลาโน สมัยสมเด็จพระนารายณ์ กล่าวถึงการแพร่ธรรมในลาว ซึ่งยังไม่ได้รับการตีพิมพ์อย่างเป็นทางการ

นิทรรศการยังบอกเล่าความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักสยามกับคณะ MEP ที่ดำเนินไปกว่า 350 ปี เพราะนอกจากสมัยสมเด็จพระนารายณ์แล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เคยได้ส่งคณะทูตมายังราชสำนักของพระเจ้านโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส และแน่นอนว่า ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นล่าม ก็ต้องเป็นบาทหลวงของคณะผู้ชำนาญภาษาสยาม บ้านของคณะ MEP จึงมีโอกาสต้อนรับทูตชาวสยามถึง 2 ครั้ง และยังมีเรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเยือนวาติกันเพื่อเข้าเฝ้าพระสันตะปาปาอีกด้วย

ในนิทรรศการยังโชว์ศิลปวัตถุอื่น ๆ เช่น กล่องลงรักปิดทองจากสยาม เหยือกเงินที่เป็นหนึ่งในเครื่องราชบรรณาการกว่า 1,500 ชิ้นจากพระนารายณ์ (ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑ์ลูฟว์) แต่นำภาพถ่ายมาจัดแสดง 

เป็นที่น่าเสียดายว่า สงครามและความวุ่นวายต่าง ๆ ในฝรั่งเศสทำให้เครื่องราชบรรณาการจากสยามสูญหายไปจนหมด ยิ่งชิ้นที่ทำจากเงินหรือวัสดุมีค่า ก็มักจะถูกหลอมกลายเป็นเหรียญเอาไว้ใช้จ่ายแทน

ชามเบญจรงค์ทรงมะนาวตัดจากสยาม ของที่ระลึกที่คณะ MEP เก็บรักษาไว้
พระราชสาส์นของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงสมเด็จพระสันตะปาปา

ถึงแม้ทุกวันนี้ MEP จะลดบทบาทลงมากในการทำงานแพร่ธรรมในไทย แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าพระศาสนจักรคาทอลิกไทยที่ดำเนินงานก้าวหน้ามาจนทุกวันนี้ เกิดจากน้ำพักน้ำแรง หยาดเหงื่อและโลหิตของบรรดามิชชันนารีชาวฝรั่งเศส ที่เข้าทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ แม้ในรอบ 300 ปี หลายครั้งนักบวชเหล่านี้จะถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องกับความวุ่นวายทางการเมืองทุกครั้งที่สยามมีเรื่องปะทะกับฝรั่งเศสก็ตาม แต่ความตั้งใจจริงของพวกท่านที่จะนำพระธรรมของพระคริสตเจ้าเข้ามาปลูกไว้ในดินแดนเอเชีย เกิดผลสวยงาม สะท้อนออกมาเป็นกลุ่มคริสตชนมากมายทั่วทั้งสยามและเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

ภาพ : คุณพ่อปัตทวี วงศ์ศรีแก้ว

นิทรรศการ L’Évangile au Pays du Sourire 

จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ถึง 30 มิถุนายน 2565

ผู้สนใจเข้าชมได้ฟรี วันอังคาร-เสาร์ เวลา 10.00 – 18.00 น. 

ณ ที่ทำการสำนักงาน Missions Etrangères de Paris เลขที่ 128 rue du bac กรุงปารีส

Writer

ปติสร เพ็ญสุต

เป็นนักรื้อค้นหอจดหมายเหตุ ชอบเดินตรอกบ้านเก่าและชุมชนโบราณ สนใจงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภท รวมทั้งคริสตศิลป์ด้วย ปัจจุบันกำลังติดตามธรรมาสน์ศิลปะอยุธยาและเครื่องไม้จำหลักศิลปะอยุธยา เคยคิดจะเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บวช

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load