โอ-ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ คือนักวาดภาพประกอบที่มีผลงานชุกอันดับต้นๆ คนหนึ่งของไทย 

หลายคนอาจจะแย้งขึ้นมาว่าใครนะไม่เห็นรู้จักเลย 

การที่เราไม่คุ้นชื่อของเขานั้นอาจจะเป็นเรื่องปกติ ด้วยงานวาดๆ เขียนๆ จำนวนมหาศาล กับนิสัยที่อยากให้เห็นงานมากกว่าเห็นตัวของเขา ไม่ค่อยเอื้อให้เขาพาตัวเองออกมาพบเจอสื่อหรือออกงานสังคมเท่าไหร่ 

แต่ผมมั่นใจมากว่า เราแทบทุกคนต้องเคยเห็นงานของโอผ่านตาแน่นอน เพราะในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา โอรับงานวาดภาพปกหนังสือและภาพประกอบให้กับทั้งนิตยสาร บิลบอร์ดโฆษณา บรรจุภัณฑ์สินค้าต่างๆ ตั้งแต่ขนมไปจนถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปกอัลบั้มเพลง ภาพตกแต่งห้างสรรพสินค้าและร้านค้าร้านอาหารที่เราคุ้นหน้าตากันดี ใบปิดหนัง หนังสือการ์ตูน ลวดลายบนเสื้อผ้าหลากหลายแบรนด์ดัง และอื่นๆ ที่ภาพประกอบจะไปอยู่ได้

โอเริ่มทำงานเป็นฟรีแลนซ์ตั้งแต่เรียน พอจบมาทำงานประจำได้ไม่นานก็ลาออกมาเพื่อเป็นฟรีแลนซ์อย่างเต็มตัว โอทำงานเร็วและรับงานหลากหลาย โดยชอบทำงานในแอเรียใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคย แม้บางงานทำไม่เป็น แต่ก็ชอบที่จะลองเสี่ยงทำดู (ซึ่งก็มักจะทำออกมาได้ดีเสมอ) โอมักจะคิดสไตล์และรูปแบบของงานที่แตกต่างกันให้กับลูกค้านิตยสารหรือสินค้าแต่ละแบรนด์ โดยดูจากคาแรกเตอร์ของแบรนด์นั้นๆ ซึ่งทำให้งานของโอมีหลากหลายสไตล์อย่างน่าตกใจ 

ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า ภาพงาน Drawing เหมือนจริงกับภาพวาดที่มีบรรยากาศกลิ่นอายวินเทจย้อนยุคของโอนั้น โดดเด่นและมีอิทธิพลต่อแวดวงภาพประกอบและแฟชั่นในบ้านเรามากในช่วงหนึ่ง ด้วยการทำงานแบบมีลูกค้าทุกรูปแบบและความยืดหยุ่นของงานตัวเอง จึงทำให้โอไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นศิลปินที่ต้องมีเอกลักษณ์เด่นชัดหนึ่งเดียว

โอ ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ จากเด็กอนุบาลชอบวาดรูป สู่นักวาดภาพประกอบไทยที่ได้รางวัลการออกแบบจาก Hermès
โอ ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ จากเด็กอนุบาลชอบวาดรูป สู่นักวาดภาพประกอบไทยที่ได้รางวัลการออกแบบจาก Hermès

โอยังเป็น Graphic Director ให้แบรนด์ PAINKILLER ร่วมกันกับพี่น้องเฑียรฆประสิทธิ์ ควบคู่ไปกับการทำงานเป็นฟรีแลนซ์มาตลอด ซึ่งเมื่อ 2 ปีที่แล้วก็มาถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้โอร่วมกับหุ้นส่วนก่อตั้งบริษัทออกแบบ projecttSTUDIO รับงานทั้งกราฟิกและแบรนดิ้ง เพื่อโอกาสในการรับงานใหญ่ที่หลากหลาย ท้าทายยิ่งกว่าเดิมได้ ไม่ว่าจะเป็นงานแบรนดิ้งขององค์กรขนาดใหญ่หรือแอนิเมชันที่เกินกำลังโอคนเดียว การทำงานเป็นทีมจึงออกแบบและควบคุมได้ตั้งแต่ต้นจนจบ 

โอ ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ จากเด็กอนุบาลชอบวาดรูป สู่นักวาดภาพประกอบไทยที่ได้รางวัลการออกแบบจาก Hermès

นอกจากนี้ โอยังเพิ่งได้รับรางวัลรองชนะเลิศการประกวดออกแบบลวดลายผ้าพันคอของแบรนด์แฟชันระดับตำนานของโลกอย่าง Hermès ในรายการ LE GRAND PRIX DU CARRÉ HERMÈS International Scarf Design Competition จากผู้เข้าร่วมการประกวดที่ส่งมาจากทั่วโลกกว่า 5,500 คน นี่จึงเป็นเหมือนก้าวใหม่ที่น่าตื่นเต้นของโออย่างแท้จริง 

เราจึงขอใช้วาระนี้ เดินทางมายังซอยสุขุมวิท 26 ซึ่งเป็นที่ตั้งของ projecttSTUDIO เพื่อมาพูดคุยและค้นหาวิธีคิดวิธีการทำงานของนักวาดภาพประกอบคนนี้กัน

โอ ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ จากเด็กอนุบาลชอบวาดรูป สู่นักวาดภาพประกอบไทยที่ได้รางวัลการออกแบบจาก Hermès

คุณเริ่มต้นมาเป็นนักวาดภาพประกอบได้ยังไง 

ก็จากการชอบวาดรูป เรารู้สึกว่าเราโชคดีที่ชอบวาดรูปตั้งแต่สมัยอนุบาลสาม และโชคดีที่ความชอบมันทำเป็นอาชีพได้

ทำไมถึงชอบวาดรูป

มันเด็กจนจำไม่ได้ว่าตอนนั้นคิดอะไรอยู่ แล้วเราเป็นคนไม่ได้ชอบกิจกรรมอย่างอื่น เราไม่ชอบเล่นกีฬา การเรียนก็ไม่ได้ชอบอะไรมาก รู้แต่ว่าการวาดรูปเป็นของที่ทำได้ดีเพราะคนรอบตัวชื่นชม ประกวดอะไรก็ชนะ ได้ของรางวัลเป็นหนังสือที่อ่านสนุกมากๆ มาตลอด 

ช่วงนั้นรู้สึกว่าศิลปะทำให้เราเป็นคนพิเศษ โดดวิชาพละไปจัดบอร์ดหรือวาดรูปในห้องศิลปะได้ ทุกคนรอบตัวก็ดูจะสนับสนุน จากอนุบาล ประถม มัธยม ก็วาดรูปมาตลอดนะ จะมากน้อยแล้วแต่ความยากของวิชาหลัก 

ช่วงที่ค่อยๆ โตขึ้น ก็เริ่มวาดของนอกเหนือจากสิ่งที่ครูให้วาด เหมือนเป็นภาพที่ติดอยู่ในหัวแล้ว มันจับใจเราในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งก็มีทั้งของที่เราชอบอย่างเกม การ์ตูน ในยุคนั้นทั้งที่ชอบหรือไม่ชอบ สวย เท่ น่าเกลียดน่ากลัว เราวาดมันออกมาหมดเลยหลากหลายรูปแบบ แล้วตอนนั้นเริ่มอยากทำมันเป็นอาชีพ ก็เลยเรียนที่คณะมัณฑนศิลป์ ศิลปากร ก็ต้องมาวาดแบบดรออิ้งด้วย โชคดีที่เราวาดได้ และมันสนุกทั้งหมดเลย ก็เลยเห็นข้อดีของงานทุกๆ แบบ

โอ ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ จากเด็กอนุบาลชอบวาดรูป สู่นักวาดภาพประกอบไทยที่ได้รางวัลการออกแบบจาก Hermès

แต่คุณก็ไม่ได้เลือกเรียนสาขาภาพประกอบ แต่กลับเลือกเรียนออกแบบสิ่งพิมพ์แทนใช่มั้ย

ตอนเข้ามหาลัยมาแรกๆ ไอ้เราก็สายวาดใช่มั้ย อาจารย์ให้โจทย์อะไรมาก็จะทำเป็นการ์ตูนหรือภาพประกอบจัดจ้านไว้ก่อน วาดมือรายละเอียดยิบๆ สู่การตัดทอน ทำโลโก้ ปกหนังสือต่างๆ แล้วเพื่อนที่เราคบด้วยก็เป็นพวกชอบงานกราฟิก มันก็พาไปดูโน่นดูนี่ บางทีเห็นรูปวาดสวยๆ ถูกนำไปจัดวางไม่ดีก็เสียดาย อยากทำให้มันดีทั้งวาดและเลย์เอาต์ ก็เลยลงเรียนโทสิ่งพิมพ์ตอนปีสาม และเริ่มสนใจสิ่งพิมพ์มากขึ้นเรื่อยๆ จนทำ Special Project (เทียบเท่าพรีทีสิสในสมัยนี้) เป็นปกซีดีเพลง และทำทีสิสเป็นภาพประกอบหนังสือ

แล้วคุณได้มาเริ่มทำภาพประกอบตอนไหน

ภาพประกอบก็ได้ทำเรื่อยๆ นะ ทั้งงานเรียนและงานจ๊อบเล็กๆ น้อยๆ โชคดีที่มีรุ่นพี่สองสามคนที่ไปทำงานกับนิตยสาร เขาเห็นเราพอวาดได้ตั้งแต่สมัยเรียนก็เลยชวน เราเป็นเหมือนฟรีแลนซ์ไปรับงานมาทำ 

ต้องอธิบายงานภาพประกอบในตอนนั้นก่อนว่า มันเป็นงานที่ไม่ได้เป็นอาชีพชัดเจน คนที่ทำงานตรงนี้มีน้อยมาก แล้วค่าวาดภาพประกอบในนิตยสารก็ถือว่าน้อย แต่การได้ตีพิมพ์งานตัวเองในนิตยสารมันก็เหมือนได้เผยแพร่ผลงานไปในวงกว้าง เราก็เลยวาดให้นิตยสาร LIPS มาจนเรียนจบและเริ่มทำงานประจำที่แรก 

งานประจำที่ว่าคือทำทุกอย่างจริงๆ สกิลล์ในการทำคอมฯ ทุกโปรแกรมได้จากที่นี่ ซึ่งตอนนั้นจากที่วาดภาพประกอบให้ LIPS หัวเดียว ก็มีนิตยสารหัวอื่นๆ เริ่มติดต่อเข้ามา เริ่มได้งานวาดสตอรี่บอร์ด ภาพโฆษณา แพ็กเกจจิ้งก็เริ่มเข้ามาหลากหลาย จนถึงจุดที่มั่นใจว่ารอดแล้วกับการเป็นนัดวาดภาพประกอบ ก็ลาออกมาเป็นฟรีแลนซ์เต็มตัว ลงสนามวาดทุกอย่างที่ขวางหน้า เรียกว่าเหมาทั้งนิตยสารและแบรนด์เสื้อผ้า ตอนนั้นเรามั่นใจว่างานเราเยอะชิ้นที่สุดนะ

จากการที่มีคนจ้างเยอะในวงการเดียวกัน มันทำให้คุณต้องสร้างสรรค์งานที่หลากหลายสไตล์ด้วยใช่ไหม 

นิตยสารแต่ละหัวที่ติดต่อมาเขาจะมีบุคลิกแตกต่างกัน LIPS, a day, หรือ HAMBURGER ตอนนั้นก็งงเหมือนกันนะ เพราะยังไม่ตกตะกอนเหมือนตอนนี้ ยังมีการลองผิดลองถูก LIPS จะแนวไลฟ์สไตล์ที่ไปทางแฟชั่นหรูๆ ซะเยอะ มีทั้งคอลัมน์ Quiz ที่ประเด็นเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา คอลัมน์เกี่ยวกับ Sex ที่วาดเป็นคน เนื้อหนังมังสา ส่วน a day นี่ได้ทำปกเยอะมาก เขาอาร์ตสุดเหวี่ยง เปิดรับได้ทุกแนวอยู่แล้ว สนุกสนานมาก HAMBURGER ไลฟ์สไตล์กับแฟชั่นเหมือน LIPS แต่ติดดินขึ้น

เราทำภาพประกอบคอลัมน์รีวิวหนัง ภาพก็จะเปลี่ยนตามหนัง แต่มีจุดร่วมกันที่เราใส่ Typo ชื่อหนังลงไปในภาพแบบเนียนๆ โดยรวมต่อเดือนวาดเป็นสิบรูป บางคอลัมน์ยาวนานหลายปี ถ้าเราทำสไตล์เดิมเรื่อยๆ ไม่เราก็เขาก็คงเบื่อ เวลานิตยสารเปลี่ยนรูปแบบเราก็ปรับตามเขาไป ดูสิ่งที่เขาทำและปรับให้กับไปในทิศทางเดียวกัน พอเข้าใจเขาก็เลยอยู่ด้วยกันมายาวๆ อย่าง LIPS เนี่ยวาดให้เป็นสิบปีเลย

หรืออย่างงานที่วาดให้แบรนด์แฟชั่นหรือร้านอาหารที่มีความเป็นภาพวินเทจเก่าๆ ยุโรปๆ ส่วนหนึ่งเพราะผมมารู้ตัวเองว่าชอบของเก่าถึงได้ซื้อพวกหนังสือเก่าเก็บไว้ และผสมกับเกมที่ชอบเล่นอย่าง Final Fantasy ช่วงยุคแรกๆ ซึ่งลูกค้าที่เราคิดไว้ว่าเขาน่าจะชอบก็ชอบมาก

โอ ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ จากเด็กอนุบาลชอบวาดรูป สู่นักวาดภาพประกอบไทยที่ได้รางวัลการออกแบบจาก Hermès
โอ ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ จากเด็กอนุบาลชอบวาดรูป สู่นักวาดภาพประกอบไทยที่ได้รางวัลการออกแบบจาก Hermès

อยากรู้ว่าการที่ยืนระยะทำงานเป็นฟรีแลนซ์มาได้ยาวนานขนาดนี้ คุณมีวิธีการคิดงานหลังจากที่ได้รับโจทย์ยังไง

ขอใช้คำว่านิมิตได้มั้ย (หัวเราะ) คือเวลาได้รับโจทย์มา ภาพงานที่เสร็จแล้วจะโผล่ในหัวมาทันที มันคงเป็นเพราะเคยวาดมาเยอะ แต่ถ้าคิดไม่ออกหรือเป็นงานใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อน ก็จะต้องคิดเอาจากคลังภาพในหัวที่เราศึกษาและดูมาก็เยอะ เพราะเป็นคนชอบดูแต่ไม่ชอบอ่าน จำภาพมากกว่าเนื้อหาน่ะ พอเริ่มเห็นว่างานจะออกไปทางไหนได้ก็หยิบเอาไอเดียภาพนั้นมาปรับให้เหมาะกับลูกค้าทั้งสไตล์และเทคนิค ให้ลูกค้าชอบก่อน เดี๋ยวเราจะชอบเอง อันนี้คืองานที่มีคนจ้างทำนะ

อย่างการประกวดผ้าพันคอ Hermès ก็เหมือนกัน พอรู้ข่าวว่ามีการประกวด ในหัวเรามีไอเดียและเห็นออกมาเป็นภาพเลย เราก็ลุยทำต่อในไอเดียนั้นจนประกาศมาได้รางวัลที่สอง เราค่อนข้างเชื่อสัญชาตญานของตัวเองนะว่าเขาจะชอบมันเหมือนที่เราชอบ

ฟังดูง่ายมากเลย หรือคุณมีหลักในการทำงานแบบไหนอีกบ้างมั้ย

อย่าปฏิเสธงานโจทย์ยาวๆ หรือตีกรอบมาให้แคบๆ ผมเคยทำภาพประกอบให้นิตยสารแฟชั่นเล่มหนึ่ง ให้นักวาดแต่ละคนวาดคนละแบรนด์ร่วมฉลองนิตยสารครบสิบห้าปี โดยมีบรีฟมาว่าให้วาดเจ้าของแบรนด์นั้นๆ ใส่ชุดแบรนด์ตัวเองถือแชมเปญ และมีเลขสิบห้าใหญ่ๆ เราก็เข้าใจตามนั้น ผ่านไปสักพักทางหนังสือก็โทรมาบอกว่า เขารู้สึกว่าบรีฟมากเกินไป กลัวศิลปินจะขัดใจ ไม่ต้องทำตามบรีฟหมดก็ได้ เราก็เลยตอบเขาไป ทำเสร็จแล้วครับ ได้ตามที่ขอทุกอย่างครับ 

ผมกลับรู้สึกว่าเราชอบเอาใจคนอื่น สมมติว่าคุณมาจ้างให้ผมวาดรูปให้ ผมจะคิดว่าวาดยังไงก็ได้ให้คุณชอบ ไม่ต้องกังวลเลย

โอ ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ จากเด็กอนุบาลชอบวาดรูป สู่นักวาดภาพประกอบไทยที่ได้รางวัลการออกแบบจาก Hermès

แล้วคุณจะรู้ใจลูกค้าแต่ละคนได้ยังไงว่าใครจะชอบแบบไหน

การเดาว่าลูกค้าจะชอบแบบไหนมันคือประสบการณ์ล้วนๆ ก็เหมือนการวาดรูปพอร์ตเทรตให้คนที่รู้จักกับคนที่ไม่รู้จักนั่นแหละ ถ้าไม่รู้จักกันมาก่อน เราก็วาดจากที่เห็นอยู่ตรงหน้า รูปร่างหน้าตา การแต่งหน้าแต่งตัว แล้วคาดเดาว่าเขาน่าจะชอบประมาณนี้ คือมันไม่ได้แม่นเท่ากับการได้รู้จักพูดคุยกัน ซึ่งเวลามีงานจากลูกค้าใหม่ เราต้องตื๊อข้อมูลจากเขาประมาณหนึ่ง ถ้าเขาไม่ให้ก็ไปหาเอาเอง แล้วก็ทำงานแบบที่คิดว่าเขาน่าจะชอบส่งไป คือมันจะเป็นงานที่สวยตามมาตรฐานนะ แต่ถ้าเป็นงานจากคนรู้จักกัน หรือเป็นลูกค้าประจำเนี่ย เราจะกล้าเสนออะไรที่มากกว่าความสวยตามมาตรฐาน เพราะงานสวยมาตรฐาน ลูกค้าที่เคยร่วมงานกันมาแล้วเขาจะเฉยๆ สำหรับเราที่เป็นนักวาดภาพประกอบมันน่ากลัวจะตายเวลาที่คนเห็นงานเราแล้วเขาไม่รู้สึกอะไร

แต่กับลูกค้าบางคนก็มากับโจทย์ที่ไม่อยากทำ อย่างงานที่วาดแล้วสวยยาก แต่เรามักจะเห็นทางรอด เราชอบมองเห็นอะไรดีๆ ในขณะที่คนอื่นมองข้ามมันไป ของไม่สวยหรือธรรมดาสำหรับคนอื่นเราจะทำให้สวยขึ้นเอง เคยมีเพื่อนคนหนึ่งพูดแซวว่า “ไอ้โอวาดกระดุมเม็ดเดียวให้สวยจนเอาไปติดร้านได้” (รูปกระดุมนี้ติดอยู่ที่ร้าน PAINKILLER – ผู้เขียน)

แล้วคุณเคยมีงานที่ทำไม่ได้บ้างมั้ย

งานปกอัลบั้มแดดส่องของวงโมเดิร์นด็อก ตอนรับโจทย์มาลูกค้าอยากได้เป็นภาพสีน้ำมัน ซึ่งเราไม่เคยทำ ทำไม่เป็น แต่ก็เสียดายโอกาสการวาดปกโมเดิร์นด็อก คือคิดเอาเองว่าสีน้ำมันคงไม่ต่างกับสีโปสเตอร์มากหรอก ก็ลองไปวาดดู แต่เวลาน้อยเกินไป เลยย้ายไปลองวาดในคอมฯ แทน ทดลอง ทดลอง แล้วก็ทดลอง จนได้สุดยอดเทคนิคที่ได้งานใกล้เคียงสีน้ำมันจนคนดูไม่ออก นี่รู้สึกรอดตายแถมได้วิชาอีก

โอ ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ จากเด็กอนุบาลชอบวาดรูป สู่นักวาดภาพประกอบไทยที่ได้รางวัลการออกแบบจาก Hermès

ซึ่งคุณไม่กลัวทำงานผิดพลาดแล้วกลายเป็นเสียชื่อในวงการเหรอ

ผมเป็นคนคิดเร็วทำเร็ว ก็เลยมีจำนวนครั้งให้ลองผิดลองถูกเยอะ เดี๋ยวก็ทำได้เองน่ะ พูดถึงงานที่เสียชื่อก็มี แต่คนที่รู้สึกคือตัวเราเอง ซึ่งมันนานมากๆ แล้ว เป็นงานวาดการ์ตูนต่อจากพี่คนหนึ่งที่เขาสไตล์จัดมากๆ ตอนนั้นคิดไม่ได้ว่าไม่ควรรับ (หัวเราะ) หรือรับมาแล้วก็ควรทำที่ตัวเองถนัด ไม่ใช่ไปแสร้งเป็นตัวเขา เลยออกมาเป็นงานฟีลวาดเล่นสบายๆ แต่ดูเกร็งๆ ขัดๆ และฝืนมาก จนไม่กล้าหยิบมันขึ้นมาดูเลยเป็นครั้งที่สอง 

ดูเหมือนคุณไม่กลัวการไปทำงานอะไรใหม่ๆ ที่ทำไม่เป็น

สมัยตัวคนเดียวเป็นคนที่อ้ากว้างกับโอกาสมาก (หัวเราะ) รับได้ทุกอย่าง ขอทำก่อน ดีไม่ดีค่อยว่ากัน 

โอ ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ จากเด็กอนุบาลชอบวาดรูป สู่นักวาดภาพประกอบไทยที่ได้รางวัลการออกแบบจาก Hermès
โอ ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ จากเด็กอนุบาลชอบวาดรูป สู่นักวาดภาพประกอบไทยที่ได้รางวัลการออกแบบจาก Hermès

อย่างช่วงที่ผ่านมาคุณทำงานทั้งภาพประกอบในนิตยสารและลวดลายผ้าต่างๆ ของแบรนด์แฟชั่น มีการปรับตัวระหว่างแต่ละสิ่งยังไงบ้าง

กว่าเราจะปรับตัวได้ก็นานอยู่ สิ่งแรกคือเปิดใจกับแฟชั่นก่อนว่า มันเรื่องของเทรนด์เข้ามาเกี่ยวข้อง โปรดักชันที่มากมายกว่าการพิมพ์ลงบนหนังสือ

สมมติเรื่องเรื่องหนึ่ง คิดออกมาเป็นภาพที่มีองค์ประกอบสิบอย่างที่อยู่บนกระดาษเราคงไม่คิดอะไร แต่พออยู่บนเสื้อผ้า เราอาจเลือกมันมาแค่สองสามอย่างที่เอามาอยู่บนเสื้อผ้าแล้วน่าใส่ แล้วเอาไปตัดทอน ให้เหมาะกับการผลิตเสื้อผ้านั้นๆ รวมไปถึงคนที่ซื้อด้วย อย่างเช่น ลดสีลงเพื่องานสกรีน เพราะผู้ชายชอบเสื้อสีน้อยๆ หรือย่อให้เล็กจิ๋วแล้วยังโอเคเพื่อการปักบนอกเสื้อ

ภาพวาดของเราไม่ใช้ทั้งหมดในคอลเลกชัน แต่เป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ช่วยเล่าเรื่อง เมื่อก่อนเคยไฟแรงคิดลายเต็มไปหมดเลย แต่เสื้อไม่ใช่หน้านิตยสาร มันไม่มีใครกล้าใส่

การที่คุณเป็นนักวาดภาพประกอบที่ทำงานได้หลากหลายแทบทุกแนวและเทคนิค การไม่มีคาแรกเตอร์ชัดๆ ทำให้ได้หรือเสียอะไรบ้าง

ข้อดีคือไม่เบื่อ เปิดกว้าง ได้ทำอะไรมากมายหลากหลายไม่รู้จบ แต่ข้อเสียก็คือด้วยความที่เราทำแบบนั้นที แบบนี้ที ความสามารถเราก็อาจจะไม่แน่นเท่าคนที่เขาทำแบบเดียวซ้ำๆ จนชำนาญ ลูกค้าบางคนรู้จักเราจากชื่อ พอเขาเห็นความหลากหลายของงานกลับมองเราว่าไม่ชัดเจน ซึ่งก็เข้าใจได้ 

โอ ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ จากเด็กอนุบาลชอบวาดรูป สู่นักวาดภาพประกอบไทยที่ได้รางวัลการออกแบบจาก Hermès

คุณเคยพูดหลายทีแล้วว่าเป็นคนขี้เบื่อและขี้กลัวว่าคุณภาพงานไม่ถึง นอกจากสองสิ่งนี้มีอย่างอื่นที่ผลักดันการทำงานของคุณอีกมั้ย

ตรงๆ ก็ลูกค้าไง ทำงานให้เขานะ ถ้าทำงานไม่ออกหรือสับสนกับตัวเองมากๆ ให้คิดถึงผลกระทบกับคนอื่นถ้างานไม่เสร็จ

เราชอบความรู้สึกตอนกำลังลงมือทำงานอยู่ คือชอบทำงานที่ดี เวลาวาดแล้วรู้สึกว่ามันสวย เฮ้ยโอเคว่ะ พอได้เห็นงานที่ค่อยๆ ทำเป็นรูปเป็นร่างออกมาดี ก็เออ… มีความสุขแล้ว

ทั้งที่ทำงานเป็นนักวาดภาพประกอบอิสระที่มีผลงานอย่างต่อเนื่องมาเกือบ 20 ปี อะไรทำให้คุณตัดสินใจทิ้งการเป็นคนทำงานอิสระมาเปิดออฟฟิศ projecttSTUDIO

ก่อนหน้านี้ เวลาทำงานเรามักจะได้รับบรีฟผ่านเอเจนซี่มาอีกที แทบไม่ได้เจอลูกค้าโดยตรงสักเท่าไหร่ แล้วเรามักจะเจอว่างานที่ส่งไปมันถูกนำไปใช้งานต่อแบบที่เราควบคุมไม่ได้ ในกรณีที่เราคิดว่าการใช้งานมันน่าจะทำได้ดีหรือสนุกกว่านี้ แล้วพอดีจังหวะที่ เหมียว (ธาริดา นิมมานวุฒิพงษ์) เขามีประสบการณ์การทำงานด้าน Creative Direction ที่นิวยอร์กแล้วกลับมาไทย ซึ่งเราก็ดูเขาทำงานมาสักพัก เลยรู้สึกว่าถ้าได้ทำงานร่วมกันจะทำให้งานออกมาแข็งแรงมาก เพราะมีจุดแข็งทางครีเอทีฟครอบคลุมแทบจะทุกด้าน น่าจะสร้างอะไรอื่นๆ ที่ไม่เคยคิดว่าจะทำด้วยตัวคนเดียว 

และการเปิดออฟฟิศขึ้นมาทำให้เราได้พบเจอลูกค้าใหม่ๆ ที่สมัยทำงานเป็นฟรีแลนซ์คงไม่ได้เจอแน่ๆ อย่างพวกแบรนด์ใหญ่ๆ ห้างสรรพสินค้า หรืองานจากต่างประเทศ ที่สำคัญที่สุดคือเราสามารถเป็นคนเสนอไอเดีย แนะนำหรือแลกเปลี่ยนความคิดกับลูกค้า เราเองได้เรียนรู้อะไรเยอะขึ้นมาก เวลาเห็นงานออกมาเราจะเข้าใจขั้นตอนทุกอย่าง รู้จักการทำงานเป็นทีม และเห็นจุดแข็งจุดด้อยของตัวเอง 

ยกตัวอย่างเช่นงานแคมเปญ LIFE QUEST ที่เป็นแอนิเมชันของทาง Central Embassy งานนั้นเกิดตอนนั่งคุยกันสองคนว่า ทำไมโฆษณาห้างฯ เอาแต่ดารามาเป็นจุดขาย ลองคิดเสนอมุมใหม่ให้ผู้บริโภคกัน ก็เลยมาทำแอนิเมชันที่สนุก ลึกซึ้ง และตอบโจทย์ที่ลูกค้าอยากขายอย่างมีชั้นเชิงหน่อย งานนี้นอกจากเราวาด สร้างตัวละคร เรายังช่วยกันคิด เขียนบท เลือกคนพากย์ ไปขายงานกันเองแบบเริ่มจากศูนย์จริงๆ โชคดีด้วยที่ลูกค้าเชื่อใจ ลูกค้าเลยปล่อยให้ทำแบบไม่กังขา เพราะพลังของการทำงานเป็นออฟฟิศจริงๆ โปรเจกต์นี้ไม่มีทางเกิดขึ้นถ้ามีเราคนเดียว

โอ ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ จากเด็กอนุบาลชอบวาดรูป สู่นักวาดภาพประกอบไทยที่ได้รางวัลการออกแบบจาก Hermès

ซึ่งรูปแบบการทำงานของคุณก็ต้องเปลี่ยนไปด้วยมั้ย

ใช่ เมื่อก่อนเราก็แค่วาดภาพประกอบตามโจทย์ แต่ตอนนี้ก็เป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ด้วย ดูทั้งเรื่องของออกแบบโลโก้ ดูแบรนด์ดิ้งด้วย อย่างตอนนี้ที่ออฟฟิศมีกันหกถึงเจ็ดคน มันก็ดูเกี่ยวกันหมด คนนี้แวะดูนี่แล้วเดี๋ยวไปแวะดูนั่น แล้วเราก็ต้องคุยกันเป็นทีม
ปีแรกค่อนข้างยากเพราะที่ผ่านมาฉายเดี่ยวตลอดไง ไม่ได้มองทุกอย่างเผื่อใครเลย เอาตัวเองเป็นหลัก ก็ต้องทำงานให้ช้าลง บางทีเราก็มั่นใจเกินไปเราคิดว่าเราอ่านลูกค้าขาดแล้ว ไม่ฟังคนอื่นเลย จนพังไปตั้งหลายงาน ต้องทำงานเป็นทีมและนึกถึงทุกคน เพราะเราเป็นออฟฟิศแล้ว

ภาพประกอบที่ดีของนักวาดภาพประกอบอย่างคุณนั้นเป็นยังไง

ภาพประกอบเนี่ย เรื่องกับภาพจะต้องไปด้วยกันใช่มั้ย เวลาเราดูภาพแล้วอ่านเรื่อง หรืออ่านเรื่องแล้วดูภาพ แล้วพบว่ามันไม่ไปด้วยกันเลย ถือว่าไม่ผ่าน การเล่าเรื่องด้วยภาพจะเล่าตรงๆ อ้อมๆ หรือจะไม่เล่าเลย แสดงอารมณ์ น้ำเสียง รสชาติอะไร สไตล์หรือเทคนิคแบบไหนก็แล้วแต่เลย ถ้ามันเข้ากับเรื่องที่จะเล่าก็ไม่มีปัญหา

สำหรับเรามันจะยากตรงความงามนี่แหละ ความงามในที่นี้ก็ดันมีหลากหลายอีก คุณว่างาม ผมว่าน่าเกลียด อยู่ที่จะให้ใครมองอะนะ แต่ที่ยากที่สุดคือมันต้องจับใจในแรกเห็น 

สรุป ภาพประกอบที่ดีสำหรับเรา คือภาพที่เล่าเรื่องนั้นๆ ได้อย่างเหมาะเจาะและงดงามจับใจ

ตอนนี้คุณก็ประกวดได้รางวัลจากงานออกแบบระดับโลกอย่าง Hermès แล้วก็มีบริษัทออกแบบของตัวเอง ยังมีอะไรที่คุณยังอยากทำอยู่อีกมั้ย

อยากทำอะไรที่เป็นตัวเราสุดๆ ละมั้ง มีภาพสวยๆ ในหัวเยอะก็วาดเล่นได้แค่เพลินๆ เหมือนยังขาดแรงผลักดันให้มันเข้มข้น จริงจังขึ้น เป็นแบบนี้มาตลอด จนปีนี้แหละที่มีทางออกให้มันอย่างสวยงามแล้ว

ซึ่งทางออกที่คุณว่านั้นก็คือ?

ยังบอกไม่ได้ บอกได้แค่ไม่ใช่งานนิทรรศการของตัวเองแน่ๆ (ยิ้ม)

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

ถ้าลองเข้าเว็บไซต์งานส่วนตัวของ ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร ศิลปินภาพประกอบวัย 23 ปี จะพบว่านิยามคำว่า ‘ภาพประกอบ’ ของเธอกว้าง ตั้งแต่ภาพวาด แอนิเมชัน ของเล่นไขลาน ตุ๊กตา ไปจนถึงพรม 

สำหรับลันลัน ภาพประกอบคือการสื่อสารโจทย์ผ่านศิลปะ จึงไม่จำเป็นต้องอยู่เฉพาะบนกระดาษสองมิติ ไม่ว่าจะรูปแบบไหน ถ้ามันทำหน้าที่เล่าเรื่องได้อย่างหมดจด ก็ถือเป็นภาพประกอบที่เยี่ยมยอดแล้ว

ในอีกแง่มุมหนึ่ง หลายครั้งลันลันก็ใช้ภาพประกอบมาเล่าเรื่องชีวิตของตัวเองด้วยเช่นกัน เธอกล่าวถึงเรื่องที่เป็นปัญหาของผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่พบเจอเอง ผ่านกลิ่นอายลายเส้นภาพนิทานสำหรับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการคิดฟุ้งซ่านจนนอนไม่หลับ ที่ใช้ปลาว่ายวนเป็นตัวแทนการคิดเวียนไปมาตอนตี 3 ตัวการ์ตูนสัตว์ประหลาดคล้ายหมาที่กินไม่หยุดในช่วงกักตัว หรือปัญหาในครัวอย่างถังข้าวที่โดนรุกรานจากผีเสื้อกลางคืน

ด้วยรัก ผดุงวิเชียร ศิลปินภาพประกอบวัย 23 ใน USA ที่มีผลงานแสดงในลอนดอน โอซาก้า เวนิส

ความน่ารักในงานของลันลันโลดแล่นอยู่บนเวทีประกวดระดับโลกมาแล้วตั้งแต่ตอนเธอเรียนมัธยมปลาย งานของศิลปินวัยเยาว์ได้รับเลือกบนเวทีการประกวด Young Arts : Merit Award ค.ศ. 2014, 2015 และ 2016 โดยจัดแสดงผลงานที่ Disney Concert Hall ลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา 

ช่วงมหาวิทยาลัย ลันลันเป็นศิลปินในรอบสุดท้ายเวที Arte Laguna Prize 2018 ได้จัดแสดงผลงานที่เวนิส ประเทศอิตาลี (ลันลันแอบกระซิบมาว่า ปีนี้งานของเธอได้รับเลือกอีกครั้ง) ปีถัดมา เธอเข้ารอบสุดท้ายเวที RWS Royal Watercolor Society 2019 ได้จัดแสดงงานที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ รวมถึงได้เป็นศิลปินรับเชิญจัดแสดงผลงานที่ IYN Gallery ณ โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น และเข้ารอบสุดท้ายบนเวที Society Of Illustration ค.ศ. 2020, Association of Illustration ค.ศ. 2020, Society Of Illustration West ค.ศ. 2021

ศิลปินมากฝีมือคนนี้ยังเคยร่วมงานกับ Oliver Chin บรรณาธิการสำนักพิมพ์ Immedium ผู้แต่งหนังสือสำหรับเด็กมาแล้วกว่า 15 เล่ม รวมถึงเคยร่วมงานกับ Tom Kracauer และ Sean Hernandez ศิลปินผู้ทำงานผ่านหลากหลายสื่อและเทคนิค นอกจากนี้ เธอยังทำงานอาสาสมัครเป็นครูศิลปะจากผ้า (Fiber Art) ให้กับบุคคลที่มีความต้องการพิเศษในมูลนิธิ Exceptional Children Foundation

ไม่ว่าคุณจะเคยรู้จักเธอมาก่อนหรือไม่ เราอยากชวนลันลันมาพูดคุยเรื่องการเติบโตไปพร้อมกับศิลปะ ที่พาความฝันการศิลปินจากประเทศไทยมายัง Interlochen Arts Academy โรงเรียนศิลปะที่รัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา สู่ Rhode Island School of Design (RISD) มหาวิทยาลัยศิลปะซึ่งโด่งดังด้านการสอนศิลปะภาพประกอบ และอาชีพปัจจุบันในฐานะนักวาดภาพประกอบอิสระในลอสแอนเจลิส พร้อมคุยถึงที่มาของความหลากหลายทางเทคนิคที่เธอใช้ในงานศิลปะ ธรรมชาติอันเป็นแรงบันดาลใจมาตลอด อนาคตก้าวต่อไปที่ใฝ่ฝัน และกระแสในปัจจุบันอย่าง NFT หรือตลาดศิลปะดิจิทัล

มาเริ่มบทสนทนาที่จะทำให้เราอยากหยิบสิ่งใกล้ตัวมาประดิษฐ์งานศิลปะกันเถอะ 

ด้วยรัก ผดุงวิเชียร ศิลปินภาพประกอบวัย 23 ใน USA ที่มีผลงานแสดงในลอนดอน โอซาก้า เวนิส
ด้วยรัก ผดุงวิเชียร ศิลปินภาพประกอบวัย 23 ใน USA ที่มีผลงานแสดงในลอนดอน โอซาก้า เวนิส

ช่วงนี้ทำอะไรอยู่บ้าง

ตอนนี้เป็นฟรีแลนซ์ ทำภาพประกอบกับแอนิเมชันอยู่ แล้วก็ทำพรมขาย มีโปรเจกต์อยู่ในช่วงเซ็นสัญญา วาดภาพประกอบกับสำนักพิมพ์จากฝรั่งเศส เขากำลังจะทำหนังสือเกร็ดความรู้เรื่องสัตว์ต่างๆ ส่วนที่เราเข้าไปรับผิดชอบคือ หอยทาก

ทำไมภาพของลันลัน ส่วนใหญ่ถึงเป็นสัตว์กับธรรมชาติ

เราโตมากับธรรมชาติ ครอบครัวเราทุกคนชอบต้นไม้ ที่บ้านปลูกต้นไม้แนวป่าฝนเยอะมาก วิ่งเล่นในสวนของหมู่บ้าน ต้นไม้ก็เยอะ เรียนโรงเรียนรุ่งอรุณก็อยู่กับธรรมชาติ พอชีวิตล้อมรอบด้วยธรรมชาติ เลยได้แรงบันดาลใจมาจากสิ่งที่เห็นในชีวิตประจำวัน

ตอน ม.1 คุณพ่อคุณแม่พาไปดำน้ำ เราเห็นปลาเยอะๆ แล้วชอบมาก มันดูอิสระ สีสันสวย เลยเป็นแรงบันดาลใจให้ชอบวาดปลา

พอทำงานจากสิ่งรอบตัวแบบนี้ ตอนย้ายมาเรียนมัธยมปลายที่มิชิแกน เลยเริ่มมีสัตว์อื่นมากขึ้นอย่างกวาง กระรอก ไม่ใช่แค่งูหรือปลา เพราะมันคือสัตว์ที่เห็นในโรงเรียน หรือต้นไม้ต่างๆ อย่างตอนนี้อยู่แอลเอ บรรยากาศรอบตัวเป็นทะเลทราย ก็มีกระบองเพชรหรือทิวทัศน์ทะเลทรายในภาพมากขึ้น มันเปลี่ยนไปตามสถานที่

แล้วสัตว์ประหลาดมาจากไหน

ตอนมัธยมปลาย เราเริ่มเอาสัตว์หลายๆ ชนิดมาผสมกัน พอวาดเยอะขึ้นก็เริ่มคิดว่า ทำไมเราไม่สร้างตัวประหลาดของเราขึ้นมาเอง จนเข้ามหาวิทยาลัยเลยเป็นสัตว์ที่ Abstract มากขึ้น 

ด้วยรัก ผดุงวิเชียร ศิลปินภาพประกอบวัย 23 ใน USA ที่มีผลงานแสดงในลอนดอน โอซาก้า เวนิส

ขอย้อนกลับไปหน่อย ลันลันรู้ตัวว่าชอบและเริ่มวาดภาพตั้งแต่เมื่อไหร่

จำไม่ได้เลยว่าเริ่มตั้งแต่ตอนไหน (หัวเราะ) เพราะอนุบาลก็ชอบวาดและทำงานคราฟต์แล้ว วิชาศิลปะเป็นวิชาที่เราชอบและทำได้ดีที่สุด 

เราเรียนได้ศิลปะกับ ครูเล็ก (สุภาพร เจริญสุข) ตั้งแต่อนุบาลถึงจบมัธยมต้น มัธยมปลายมาเรียน Interlochen Arts Academy โรงเรียนศิลปะที่มิชิแกน สหรัฐอเมริกา ตอนนั้นติดเพื่อนไปลองเรียน ครูเล็กสอนศิลปะแบบไม่จำกัดอะไรเลย เช่น ถ้าเราสนใจเย็บผ้า ครูก็จะหาอุปกรณ์มาให้ เราอยากลองปั้นดิน ทำภาพพิมพ์ ครูก็หามาให้ ครูไม่ได้บังคับว่าอยู่ประถมต้องใช้แค่ดินสอสี อยากทำอะไรได้ทำหมด เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้เราชอบทำงานศิลปะหลายๆ อย่าง ไม่ได้ติดอยู่กับแค่งานรูปแบบเดียว

งานศิลปะรูปแบบไหนที่ชอบทำเป็นพิเศษ

เราชอบทำงานกับผ้า จำได้ว่าตอน ป.6 คุณแม่ซื้อตุ๊กตาบลายธ์ (Blythe) มาให้แล้วเสื้อผ้ามันแพงมาก ครูเล็กเสนอว่ามาลองทำชุดตุ๊กตากันไหม เราได้ลองทำแล้วชอบมาก ทำชุดตุ๊กตาอยู่เป็นปีๆ ตอนนั้นน่าจะเป็นช่วงที่ได้ทำงานผ้ามากที่สุดแล้ว 

พอ ม.ปลาย ที่โรงเรียนเน้นศิลปะ เลยได้ลองทำงานผ้าอย่างอื่นเพิ่มอีก ได้ทำประติมากรรมนุ่ม (Soft Sculpture หรือประติมากรรมที่ทำจากวัสดุผิวสัมผัสนุ่ม) เรารู้สึกว่ามันเป็นเทคนิคที่เข้ากับสไตล์ที่ทำอยู่ เพราะอยากให้คนเห็นรูปเราแล้วมีความสุข พอมันมาเป็นอะไรนิ่มๆ จับแล้วก็ยิ่งมีความสุข เอามากอดได้ เอามาใช้ได้ บางทีใช้หลายเทคนิคมารวมกันก็มี ปักผ้า โครเชต์ ทำหมดเลย

ล่าสุดเห็นทำงานพรมด้วย 

ตอนแรกเลยเริ่มสนใจเทคนิคงานพรม เพราะรู้สึกว่ามันเหมือนรูปวาดนิ่มๆ และเป็นอะไรได้หลายอย่าง ทั้งเอาไว้แขวนบนผนังเป็นงานอาร์ต เอามาใช้เป็นพรม ทำเป็นเสื้อผ้า หรือทำเป็นกระเป๋า ช่วงที่ โควิด-19 เข้ามา คนก็สนใจพวกตกแต่งบ้านกันเยอะขึ้นมากๆ เพราะส่วนใหญ่ต้อง Work from Home เมื่อเราเอาพรมลายน่ารักๆ แปลกๆ มาใช้ มันช่วยให้บ้านมีสีสันขึ้น ดูสนุกขึ้น

หลายครั้งเรารู้สึกว่าศิลปะมันจับต้องไม่ได้ แต่เราอยากให้ศิลปะอยู่ร่วมกับชีวิตประจำวันได้ ไม่ใช่ต้องไป Museum อย่างเดียว พอเป็นพรมเลยตอบโจทย์ตรงนี้ทั้งหมด

มาสนใจงานภาพประกอบตอนไหน

ตอนเข้ามหาวิทยาลัยปีแรกที่ Rhode Island School of Design (RISD) เรายังไม่ต้องเลือกเอก เลยเป็นโอกาสได้ลองทำงานหลายๆ รูปแบบ เช่น Coding ทำงานศิลปะด้วยหุ่นยนต์ ซึ่งเราพบว่าตัวเองชอบวิชา Illustration (ภาพประกอบ) แล้วครูบอกยังว่า “จริงๆ การทำงานภาพประกอบมันไม่ได้ตายตัวแค่ภาพวาดนะ แค่เราสื่อสารหัวข้อออกมาได้ด้วยศิลปะ ก็ถือเป็นภาพประกอบแล้ว” เลยเลือกเรียนเอกนี้

งานภาพประกอบเข้ากับเราที่ไม่ตายตัวด้านเทคนิค อีกอย่างคือเราชอบทำงานตามโจทย์ สำหรับเรา การนั่งคิดตามโจทย์มันสนุกที่ว่าจะเสนอภาพออกไปอย่างไรดีให้เป็นสไตล์เรา และตอบโจทย์ที่ได้มาไปในเวลาเดียวกัน

ด้วยรัก ผดุงวิเชียร ศิลปินภาพประกอบวัย 23 ใน USA ที่มีผลงานแสดงในลอนดอน โอซาก้า เวนิส

จากการเรียนศิลปะที่อเมริกาตอน ม.ปลาย กับมหาวิทยาลัย ลันลันคิดว่าการสอนศิลปะที่ไทยกับอเมริกาแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

จำได้ว่าช่วงก่อนย้ายไปอเมริกา เห็นเพื่อนที่ไทยหลายคนอยากเรียนศิลปะ ต้องไปติววาดภาพเหมือน (Still Life Drawing และ Portrait Drawing) ตอนแรกที่ไปเราก็แอบกังวลเหมือนกัน ว่าพื้นฐานจะพอหรือเปล่าเพราะไม่ได้ติวไป 

แต่พอไปถึง กลายเป็นว่าครูที่อเมริกาไม่อินกับภาพเหมือนเลย ครูบอกว่าภาพเหมือนมันฝึกกันได้ แต่คอนเซ็ปต์กับเรื่องราวของรูปสำคัญกว่า เขาบอกอีกว่า ถ้าว่าต้องวาดภาพให้เหมือนของจริง เราก็จะไม่ลองเทคนิคใหม่ๆ งานก็จะซ้ำๆ อยู่แบบเดิม 

ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยในอเมริกา ไม่ได้ให้วาดภาพเหมือนแบบในไทย แต่ให้เราส่งงานอะไรที่คิดว่าแข็งแรงที่สุด จะเป็นศิลปะนามธรรม งานปั้น งานเย็บ อะไรได้หมดเลย ตอนเข้าไปเรียน ถ้าไม่ใช่วิชาวาดภาพเหมือน ครูก็จะไม่มาติเรื่องเทคนิค ความเหมือน หรือความสวย แต่จะให้ความเห็นว่างานของเรามันตอบโจทย์แค่ไหน และให้แนะนำว่าอะไรที่ปรับแล้ว งานจะสื่อสารได้ดีขึ้น 

แล้วการประกอบอาชีพศิลปินล่ะ ลันลันคิดว่าที่อเมริกามีอะไรที่ไม่เหมือนกันบ้าง

เรารู้สึกว่าคนที่นี่ให้ค่ากับงานศิลปะมาก เพราะเวลาศิลปินขายงาน เราจะคิดเป็นชั่วโมงว่างานชิ้นนี้ใช้เวลาทำกี่ชั่วโมงแล้วก็คูณไป เช่น ปกติคิดกันชั่วโมงละหกร้อยบาท อาจดูแพง แต่ว่าค่ากินอยู่ที่นี่ก็แพงมากเหมือนกัน คิดชั่วโมงเสร็จก็บวกค่าอุปกรณ์เข้าไปอีก จำได้ว่าเราเคยเห็นเพจประมูลงานศิลปะของไทย เขาตั้งราคาเริ่มต้นต่ำมาก จนเรางงว่า โห เขาใช้เวลาทำไปตั้งกี่ชั่วโมง ทำไมถึงขายถูกขนาดนี้

อีกอย่างที่รู้สึกคือ ที่อเมริกามีงานด้านศิลปะหลากหลายมาก มีหลายสายงานเราไม่ค่อยได้เห็นในไทย มันเปิดกว้างมากเลย

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ
ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

เปิดกว้างขนาดนี้ มีอะไรที่อยากลองทำอีกไหม และวางอนาคตตัวเองไว้อย่างไร

ถ้าไม่สนใจเรื่องเงินเลย อยากเปิดสตูดิโอกับเพื่อน ขายของทำมือให้จริงจังมากขึ้น เป็นสตูดิโอประหลาดๆ ขายแต่ของที่คนไม่ค่อยซื้อกัน (หัวเราะ)

และคิดมาสักพักแล้วว่าอยากทำงานกับ Stop Motion Studio (แอนิเมชันที่ทำโดยการถ่ายทีละภาพแล้วนำมาต่อกัน) ที่นี่มีบริษัททำ Stop Motion ให้โฆษณาโดยเฉพาะ ซึ่งเราเคยคุยแล้วเขาบอกว่า บริษัทต้องการศิลปินที่ทำได้หลายเทคนิค เพราะวิดีโอ Stop Motion แต่ละตัวไม่ได้ใช้เทคนิคเดียวเสมอไป ใช้ไม้ ผ้า กระดาษ ดิน หลายๆ อย่าง เราเองก็ชอบสร้างนู่นนี่จากของหลายๆ อย่างอยู่แล้ว เลยอยากลอง น่าสนุกดี

ไม่สนใจขายงานศิลปะทาง NFT (ตลาดศิลปะดิจิทัล) เหรอ

ตอนแรกก็สนใจนะ เห็นศิลปินหลายคนเริ่มเข้ามาขาย NFT และทำเงินได้จากตรงนี้ แต่พอเราหาข้อมูลเพิ่มไปเรื่อยๆ ก็พบว่าการเอารูปขึ้นระบบ NFT หนึ่งรูปมันใช้ทรัพยากรและพลังงานเยอะมาก ทำให้ตอนนี้เรายังไม่ขายผลงานทาง NFT รอดูก่อนว่า ในอนาคตตลาด NFT จะมีมาตรการแบบไหน ในการปรับตัวให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ
ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

เราเห็นลันลันเลือกวาดภาพด้วยมือหรือทำงานประดิษฐ์ มากกว่าดิจิทัลอาร์ต (ศิลปะดิจิทัลที่วาดด้วยคอมพิวเตอร์) มันให้ความรู้สึกต่างกันอย่างไร

เราชอบการทำงานศิลปะที่นั่งจับ นั่งใช้เวลากับวัสดุ เพราะได้รู้สึกเชื่อมโยงกับสิ่งที่ทำผ่านร่างกาย เป็นสิ่งที่จับต้องได้ เป็นรูปธรรม เลยเป็นเหตุผลที่เรารู้สึกผูกพันกับงานทุกชิ้น

เราก็ทำดิจิทัลอาร์ตบ้างนะ แต่จะมีลายเส้นคล้ายทำมืออยู่ดี ไม่ได้ดูดิจิทัลอาร์ตแบบแฟลช สีสด เส้นคม เท่าดิจิทัลอาร์ตส่วนใหญ่ในเทรนด์ตอนนี้ เคยลองทำแบบนั้นแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ชอบ ไม่ใช่ตัวเรา

ลันลันมีวิธีสร้างโอกาสให้ตัวเองอย่างไร ถึงได้ไปจัดแสดงงานหลายประเทศทั่วโลก

ต้องยกเครดิตให้คุณแม่ เขาคอยผลักดันให้เราส่งงานเข้าประกวด เพื่อสร้างพอร์ตโฟลิโอให้ตัวเอง เราอยู่อเมริกา โอกาสมันยากมาก คนมีความสามารถก็เยอะ คุณแม่เลยสนับสนุนให้ลองส่งประกวดตั้งแต่ ม.ปลาย ตอนแรกเราก็ไม่ค่อยมั่นใจในงานของตัวเอง เพราะลายเส้นเราดูเด็ก ไม่ใช่แนววิจิตรศิลป์แบบที่คนอื่นส่งประกวด แต่พอได้ส่งจริงๆ ถึงรู้ว่ามันก็มีเวทีประกวดที่เหมาะกับงานสไตล์เรา

มีครั้งไหนที่เกิดคาดบ้างไหม

Arte Laguna Prize ที่ได้ไปจัดแสดงที่อิตาลี เราคิดว่าเขาไม่น่าจะชอบงานเรา เพราะคนอื่นคือยิ่งใหญ่ เช่น งานศิลปะนามธรรมขนาด 3 x 3 เมตร ส่วนของเราเป็น Artist Book (หนังสือที่เน้นการเล่าเรื่องเชิงทัศนศิลป์) เกี่ยวกับตัวละครซึ่งมีแรงบันดาลใจมาจากเห็ดชนิดต่างๆ วางเล็กจิ๋วอยู่มุมหนึ่งของนิทรรศการ ตกใจมากตอนได้เข้ารอบสุดท้ายครั้งแรก (หัวเราะ) พอปีนี้ได้เข้ารอบสุดท้ายอีกครั้ง ตกใจที่สุดเลย!

สุดท้ายแล้ว เล่าถึงผลงานที่มีความหมายต่อชีวิตให้ฟังสัก 5 ชิ้นได้ไหม

ได้เลยค่ะ

01 Night Thoughts

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

Night Thoughts เป็นงานที่ทำในชั้นเรียน Animalia คือ ทำงานภาพประกอบที่เกี่ยวกับสัตว์ หรือใช้สัตว์มาเป็นองค์ประกอบ เราเลยเลือกปลาบาราคูด้า (Barracuda) ที่ว่ายเป็นทอร์นาโด เพราะเราชอบลักษณะการเคลื่อนไหวนี้มาก คิดว่ามันคล้ายตอนเรานอนไม่หลับ เวลาที่มีความคิดเข้ามาในหัวเยอะๆ ฟุ้งซ่าน วนไปเรื่อยๆ ซึ่งพอเป็นภาพนิ่ง มันอาจไม่เห็นความวุ่นวายหมุนวนของปลา เลยทำเป็นแอนิเมชัน ชิ้นนี้ได้ 3 รางวัล คือเข้ารอบสุดท้ายเวที Arte Laguna Prize ครั้งล่าสุด แล้วก็ได้เข้ารอบสุดท้ายเวที Society Of Illustration West และที่สี่ Society Of Illustration 

02 Quarantine Planet

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ
ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ
ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ
ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ
ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

งานนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากช่วงโควิด-19 เพราะเดือนแรกๆ ที่ระบาด ทุกคนต้องกักตัวอยู่บ้าน เป็นประสบการณ์ใหม่มาก ไม่มีใครเคยอยู่บ้านทั้งวันทั้งคืนมาก่อน งานนี้เลยเป็นการเล่าเหตุการณ์ว่า การติดอยู่ในบ้านเราทำอะไรบ้าง ใช้สัตว์ประหลาดมาแทนตัวเรา ส่วนบ้านเป็นดาวเคราะห์ที่สัตว์ประหลาดต้องมาติดอยู่ 

ภาพแรก คือกองเสื้อผ้าที่เราขี้เกียจเก็บ ตอนนั้นเพิ่งย้ายไปอยู่บ้านคุณอาที่โอไฮโอ พอเอาเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าก็ไม่ได้จัด กองอยู่แบบนั้น 

ภาพที่สอง คือการที่เราอยู่บ้านแล้วกินทั้งวัน เปิดตู้เย็นกินไม่หยุด 

ภาพที่สาม คือประชุมออนไลน์กับสัตว์ประหลาดจากดาวเคราะห์อื่นๆ ที่ต้องติดอยู่บ้านเหมือนกัน 

ภาพที่สี่ คืออยู่บ้านดูทีวี กดเปลี่ยนช่องไปเรื่อยๆ 

ภาพสุดท้าย คือการที่เราใช้เวลาผ่อนคลายในห้องน้ำเยอะมาก 

03 Moth

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

ตอนเรียนมหาวิทยาลัยปีที่สี่ เราย้ายไปอยู่ห้องพักใหม่กับเพื่อน แล้วมีถังข้าวสาร ปิดฝาไว้อย่างแน่นหนา อยู่ดีๆ วันหนึ่งก็มีผีเสื้อกลางคืนไปสร้างรังอยู่ข้างใน ทำให้ถังนั้นใช้ไม่ได้อีกเลย เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าผีเสื้อกลางคืนเข้าไปอยู่เพื่อกินข้าวสารได้ ตกใจมาก เลยเอาเหตุการณ์นั้นมาทำงาน Artist Book

เราเขียนเป็นกลอนไฮกุเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า

Moth are flying around

Seeking roving then landed

On my precious rice 

แปลประมาณว่า ผีเสื้อกลางคืนมันบินไปมา แล้วร่อนลงมาอยู่บนข้าวที่แสนมีค่าของฉัน ใน Artist Book เป็นภาพตุ๊กตาผีเสื้อกลางคืนที่เราเย็บขึ้นมา ที่ตรงกลางตัวติดกระดุมเล็กๆ กับกล่องข้าว แล้วก็ปักกลอนไฮกุที่เราเขียนไว้ที่ปีก

04 พรมงู

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

พรมชิ้นนี้มาจากภาพประกอบที่เคยทำ มีที่มาจากเรื่องราวตอนเด็ก เวลาไปวิ่งเล่นในหมู่บ้าน ได้ยินกลุ่มพี่แม่บ้านคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านบ่อยๆ ว่ามีไอ้เหลือมมากินแมวทั้งตัว เพราะหมู่บ้านป่ารกมาก งูเยอะ พอมาเป็นภาพ เลยอยากให้เห็นว่ามีแมว มีไก่ หรือหมา อยู่ในงูทั้งตัว แล้วเวลาไปคุยกับเพื่อนหรือครูที่อเมริกา ทุกคนจะตกใจมากว่าที่บ้านเรามีงูตัวใหญ่ขนาดนี้เลยหรอ

05 Dancing Sardine

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

Dancing Sardine เป็นปลากระป๋องของเล่นไขลาน เราทำงานชิ้นนี้ขึ้นมาในชั้นเรียนทำของเล่น เรามองสิ่งรอบตัวว่าใช้ทำประโยชน์อื่นๆ อะไรได้บ้าง ซึ่งตอนนั้นกินปลากระป๋องเยอะมาก และชอบรูปร่างของกระป๋อง เลยคิดไปว่าน่าสนุกดีถ้าเอามาทำของเล่น เพราะมันอันเล็กๆ และเป็นสิ่งที่ผู้คนเชื่อมโยงได้ ของเล่นไขลานเป็นปลามานั่งเต้นบนกระป๋องปลากระป๋องจึงเกิดขึ้น ปกติถ้าเป็นงาน 3D ชิ้นอื่น เราจะลงสี แต่งานนี้ไม่ลง คงเนื้อและความวาวของอะลูมิเนียมไว้ เพราะมันเป็นเอกลักษณ์ของวัสดุ

ภาพ : ด้วยรัก ผดุงวิเชียร

Writer

ภาสินี ประมูลวงศ์

เตยเป็นนักอ่าน รื้อค้น และเล่า เรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะ มีความสนใจเป็นพิเศษด้านศิลปะกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สิ่งที่ชอบคือหนังสือและพิพิธภัณฑ์ สิ่งที่ไม่ชอบคือเสียงดัง ปัจจุบันเตยทำเพจชื่อ Artteller และพยายามเขียนหนังสืออยู่

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load