โอ-ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ คือนักวาดภาพประกอบที่มีผลงานชุกอันดับต้นๆ คนหนึ่งของไทย 

หลายคนอาจจะแย้งขึ้นมาว่าใครนะไม่เห็นรู้จักเลย 

การที่เราไม่คุ้นชื่อของเขานั้นอาจจะเป็นเรื่องปกติ ด้วยงานวาดๆ เขียนๆ จำนวนมหาศาล กับนิสัยที่อยากให้เห็นงานมากกว่าเห็นตัวของเขา ไม่ค่อยเอื้อให้เขาพาตัวเองออกมาพบเจอสื่อหรือออกงานสังคมเท่าไหร่ 

แต่ผมมั่นใจมากว่า เราแทบทุกคนต้องเคยเห็นงานของโอผ่านตาแน่นอน เพราะในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา โอรับงานวาดภาพปกหนังสือและภาพประกอบให้กับทั้งนิตยสาร บิลบอร์ดโฆษณา บรรจุภัณฑ์สินค้าต่างๆ ตั้งแต่ขนมไปจนถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปกอัลบั้มเพลง ภาพตกแต่งห้างสรรพสินค้าและร้านค้าร้านอาหารที่เราคุ้นหน้าตากันดี ใบปิดหนัง หนังสือการ์ตูน ลวดลายบนเสื้อผ้าหลากหลายแบรนด์ดัง และอื่นๆ ที่ภาพประกอบจะไปอยู่ได้

โอเริ่มทำงานเป็นฟรีแลนซ์ตั้งแต่เรียน พอจบมาทำงานประจำได้ไม่นานก็ลาออกมาเพื่อเป็นฟรีแลนซ์อย่างเต็มตัว โอทำงานเร็วและรับงานหลากหลาย โดยชอบทำงานในแอเรียใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคย แม้บางงานทำไม่เป็น แต่ก็ชอบที่จะลองเสี่ยงทำดู (ซึ่งก็มักจะทำออกมาได้ดีเสมอ) โอมักจะคิดสไตล์และรูปแบบของงานที่แตกต่างกันให้กับลูกค้านิตยสารหรือสินค้าแต่ละแบรนด์ โดยดูจากคาแรกเตอร์ของแบรนด์นั้นๆ ซึ่งทำให้งานของโอมีหลากหลายสไตล์อย่างน่าตกใจ 

ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า ภาพงาน Drawing เหมือนจริงกับภาพวาดที่มีบรรยากาศกลิ่นอายวินเทจย้อนยุคของโอนั้น โดดเด่นและมีอิทธิพลต่อแวดวงภาพประกอบและแฟชั่นในบ้านเรามากในช่วงหนึ่ง ด้วยการทำงานแบบมีลูกค้าทุกรูปแบบและความยืดหยุ่นของงานตัวเอง จึงทำให้โอไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นศิลปินที่ต้องมีเอกลักษณ์เด่นชัดหนึ่งเดียว

โอ ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ จากเด็กอนุบาลชอบวาดรูป สู่นักวาดภาพประกอบไทยที่ได้รางวัลการออกแบบจาก Hermès
โอ ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ จากเด็กอนุบาลชอบวาดรูป สู่นักวาดภาพประกอบไทยที่ได้รางวัลการออกแบบจาก Hermès

โอยังเป็น Graphic Director ให้แบรนด์ PAINKILLER ร่วมกันกับพี่น้องเฑียรฆประสิทธิ์ ควบคู่ไปกับการทำงานเป็นฟรีแลนซ์มาตลอด ซึ่งเมื่อ 2 ปีที่แล้วก็มาถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้โอร่วมกับหุ้นส่วนก่อตั้งบริษัทออกแบบ projecttSTUDIO รับงานทั้งกราฟิกและแบรนดิ้ง เพื่อโอกาสในการรับงานใหญ่ที่หลากหลาย ท้าทายยิ่งกว่าเดิมได้ ไม่ว่าจะเป็นงานแบรนดิ้งขององค์กรขนาดใหญ่หรือแอนิเมชันที่เกินกำลังโอคนเดียว การทำงานเป็นทีมจึงออกแบบและควบคุมได้ตั้งแต่ต้นจนจบ 

โอ ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ จากเด็กอนุบาลชอบวาดรูป สู่นักวาดภาพประกอบไทยที่ได้รางวัลการออกแบบจาก Hermès

นอกจากนี้ โอยังเพิ่งได้รับรางวัลรองชนะเลิศการประกวดออกแบบลวดลายผ้าพันคอของแบรนด์แฟชันระดับตำนานของโลกอย่าง Hermès ในรายการ LE GRAND PRIX DU CARRÉ HERMÈS International Scarf Design Competition จากผู้เข้าร่วมการประกวดที่ส่งมาจากทั่วโลกกว่า 5,500 คน นี่จึงเป็นเหมือนก้าวใหม่ที่น่าตื่นเต้นของโออย่างแท้จริง 

เราจึงขอใช้วาระนี้ เดินทางมายังซอยสุขุมวิท 26 ซึ่งเป็นที่ตั้งของ projecttSTUDIO เพื่อมาพูดคุยและค้นหาวิธีคิดวิธีการทำงานของนักวาดภาพประกอบคนนี้กัน

โอ ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ จากเด็กอนุบาลชอบวาดรูป สู่นักวาดภาพประกอบไทยที่ได้รางวัลการออกแบบจาก Hermès

คุณเริ่มต้นมาเป็นนักวาดภาพประกอบได้ยังไง 

ก็จากการชอบวาดรูป เรารู้สึกว่าเราโชคดีที่ชอบวาดรูปตั้งแต่สมัยอนุบาลสาม และโชคดีที่ความชอบมันทำเป็นอาชีพได้

ทำไมถึงชอบวาดรูป

มันเด็กจนจำไม่ได้ว่าตอนนั้นคิดอะไรอยู่ แล้วเราเป็นคนไม่ได้ชอบกิจกรรมอย่างอื่น เราไม่ชอบเล่นกีฬา การเรียนก็ไม่ได้ชอบอะไรมาก รู้แต่ว่าการวาดรูปเป็นของที่ทำได้ดีเพราะคนรอบตัวชื่นชม ประกวดอะไรก็ชนะ ได้ของรางวัลเป็นหนังสือที่อ่านสนุกมากๆ มาตลอด 

ช่วงนั้นรู้สึกว่าศิลปะทำให้เราเป็นคนพิเศษ โดดวิชาพละไปจัดบอร์ดหรือวาดรูปในห้องศิลปะได้ ทุกคนรอบตัวก็ดูจะสนับสนุน จากอนุบาล ประถม มัธยม ก็วาดรูปมาตลอดนะ จะมากน้อยแล้วแต่ความยากของวิชาหลัก 

ช่วงที่ค่อยๆ โตขึ้น ก็เริ่มวาดของนอกเหนือจากสิ่งที่ครูให้วาด เหมือนเป็นภาพที่ติดอยู่ในหัวแล้ว มันจับใจเราในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งก็มีทั้งของที่เราชอบอย่างเกม การ์ตูน ในยุคนั้นทั้งที่ชอบหรือไม่ชอบ สวย เท่ น่าเกลียดน่ากลัว เราวาดมันออกมาหมดเลยหลากหลายรูปแบบ แล้วตอนนั้นเริ่มอยากทำมันเป็นอาชีพ ก็เลยเรียนที่คณะมัณฑนศิลป์ ศิลปากร ก็ต้องมาวาดแบบดรออิ้งด้วย โชคดีที่เราวาดได้ และมันสนุกทั้งหมดเลย ก็เลยเห็นข้อดีของงานทุกๆ แบบ

โอ ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ จากเด็กอนุบาลชอบวาดรูป สู่นักวาดภาพประกอบไทยที่ได้รางวัลการออกแบบจาก Hermès

แต่คุณก็ไม่ได้เลือกเรียนสาขาภาพประกอบ แต่กลับเลือกเรียนออกแบบสิ่งพิมพ์แทนใช่มั้ย

ตอนเข้ามหาลัยมาแรกๆ ไอ้เราก็สายวาดใช่มั้ย อาจารย์ให้โจทย์อะไรมาก็จะทำเป็นการ์ตูนหรือภาพประกอบจัดจ้านไว้ก่อน วาดมือรายละเอียดยิบๆ สู่การตัดทอน ทำโลโก้ ปกหนังสือต่างๆ แล้วเพื่อนที่เราคบด้วยก็เป็นพวกชอบงานกราฟิก มันก็พาไปดูโน่นดูนี่ บางทีเห็นรูปวาดสวยๆ ถูกนำไปจัดวางไม่ดีก็เสียดาย อยากทำให้มันดีทั้งวาดและเลย์เอาต์ ก็เลยลงเรียนโทสิ่งพิมพ์ตอนปีสาม และเริ่มสนใจสิ่งพิมพ์มากขึ้นเรื่อยๆ จนทำ Special Project (เทียบเท่าพรีทีสิสในสมัยนี้) เป็นปกซีดีเพลง และทำทีสิสเป็นภาพประกอบหนังสือ

แล้วคุณได้มาเริ่มทำภาพประกอบตอนไหน

ภาพประกอบก็ได้ทำเรื่อยๆ นะ ทั้งงานเรียนและงานจ๊อบเล็กๆ น้อยๆ โชคดีที่มีรุ่นพี่สองสามคนที่ไปทำงานกับนิตยสาร เขาเห็นเราพอวาดได้ตั้งแต่สมัยเรียนก็เลยชวน เราเป็นเหมือนฟรีแลนซ์ไปรับงานมาทำ 

ต้องอธิบายงานภาพประกอบในตอนนั้นก่อนว่า มันเป็นงานที่ไม่ได้เป็นอาชีพชัดเจน คนที่ทำงานตรงนี้มีน้อยมาก แล้วค่าวาดภาพประกอบในนิตยสารก็ถือว่าน้อย แต่การได้ตีพิมพ์งานตัวเองในนิตยสารมันก็เหมือนได้เผยแพร่ผลงานไปในวงกว้าง เราก็เลยวาดให้นิตยสาร LIPS มาจนเรียนจบและเริ่มทำงานประจำที่แรก 

งานประจำที่ว่าคือทำทุกอย่างจริงๆ สกิลล์ในการทำคอมฯ ทุกโปรแกรมได้จากที่นี่ ซึ่งตอนนั้นจากที่วาดภาพประกอบให้ LIPS หัวเดียว ก็มีนิตยสารหัวอื่นๆ เริ่มติดต่อเข้ามา เริ่มได้งานวาดสตอรี่บอร์ด ภาพโฆษณา แพ็กเกจจิ้งก็เริ่มเข้ามาหลากหลาย จนถึงจุดที่มั่นใจว่ารอดแล้วกับการเป็นนัดวาดภาพประกอบ ก็ลาออกมาเป็นฟรีแลนซ์เต็มตัว ลงสนามวาดทุกอย่างที่ขวางหน้า เรียกว่าเหมาทั้งนิตยสารและแบรนด์เสื้อผ้า ตอนนั้นเรามั่นใจว่างานเราเยอะชิ้นที่สุดนะ

จากการที่มีคนจ้างเยอะในวงการเดียวกัน มันทำให้คุณต้องสร้างสรรค์งานที่หลากหลายสไตล์ด้วยใช่ไหม 

นิตยสารแต่ละหัวที่ติดต่อมาเขาจะมีบุคลิกแตกต่างกัน LIPS, a day, หรือ HAMBURGER ตอนนั้นก็งงเหมือนกันนะ เพราะยังไม่ตกตะกอนเหมือนตอนนี้ ยังมีการลองผิดลองถูก LIPS จะแนวไลฟ์สไตล์ที่ไปทางแฟชั่นหรูๆ ซะเยอะ มีทั้งคอลัมน์ Quiz ที่ประเด็นเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา คอลัมน์เกี่ยวกับ Sex ที่วาดเป็นคน เนื้อหนังมังสา ส่วน a day นี่ได้ทำปกเยอะมาก เขาอาร์ตสุดเหวี่ยง เปิดรับได้ทุกแนวอยู่แล้ว สนุกสนานมาก HAMBURGER ไลฟ์สไตล์กับแฟชั่นเหมือน LIPS แต่ติดดินขึ้น

เราทำภาพประกอบคอลัมน์รีวิวหนัง ภาพก็จะเปลี่ยนตามหนัง แต่มีจุดร่วมกันที่เราใส่ Typo ชื่อหนังลงไปในภาพแบบเนียนๆ โดยรวมต่อเดือนวาดเป็นสิบรูป บางคอลัมน์ยาวนานหลายปี ถ้าเราทำสไตล์เดิมเรื่อยๆ ไม่เราก็เขาก็คงเบื่อ เวลานิตยสารเปลี่ยนรูปแบบเราก็ปรับตามเขาไป ดูสิ่งที่เขาทำและปรับให้กับไปในทิศทางเดียวกัน พอเข้าใจเขาก็เลยอยู่ด้วยกันมายาวๆ อย่าง LIPS เนี่ยวาดให้เป็นสิบปีเลย

หรืออย่างงานที่วาดให้แบรนด์แฟชั่นหรือร้านอาหารที่มีความเป็นภาพวินเทจเก่าๆ ยุโรปๆ ส่วนหนึ่งเพราะผมมารู้ตัวเองว่าชอบของเก่าถึงได้ซื้อพวกหนังสือเก่าเก็บไว้ และผสมกับเกมที่ชอบเล่นอย่าง Final Fantasy ช่วงยุคแรกๆ ซึ่งลูกค้าที่เราคิดไว้ว่าเขาน่าจะชอบก็ชอบมาก

โอ ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ จากเด็กอนุบาลชอบวาดรูป สู่นักวาดภาพประกอบไทยที่ได้รางวัลการออกแบบจาก Hermès
โอ ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ จากเด็กอนุบาลชอบวาดรูป สู่นักวาดภาพประกอบไทยที่ได้รางวัลการออกแบบจาก Hermès

อยากรู้ว่าการที่ยืนระยะทำงานเป็นฟรีแลนซ์มาได้ยาวนานขนาดนี้ คุณมีวิธีการคิดงานหลังจากที่ได้รับโจทย์ยังไง

ขอใช้คำว่านิมิตได้มั้ย (หัวเราะ) คือเวลาได้รับโจทย์มา ภาพงานที่เสร็จแล้วจะโผล่ในหัวมาทันที มันคงเป็นเพราะเคยวาดมาเยอะ แต่ถ้าคิดไม่ออกหรือเป็นงานใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อน ก็จะต้องคิดเอาจากคลังภาพในหัวที่เราศึกษาและดูมาก็เยอะ เพราะเป็นคนชอบดูแต่ไม่ชอบอ่าน จำภาพมากกว่าเนื้อหาน่ะ พอเริ่มเห็นว่างานจะออกไปทางไหนได้ก็หยิบเอาไอเดียภาพนั้นมาปรับให้เหมาะกับลูกค้าทั้งสไตล์และเทคนิค ให้ลูกค้าชอบก่อน เดี๋ยวเราจะชอบเอง อันนี้คืองานที่มีคนจ้างทำนะ

อย่างการประกวดผ้าพันคอ Hermès ก็เหมือนกัน พอรู้ข่าวว่ามีการประกวด ในหัวเรามีไอเดียและเห็นออกมาเป็นภาพเลย เราก็ลุยทำต่อในไอเดียนั้นจนประกาศมาได้รางวัลที่สอง เราค่อนข้างเชื่อสัญชาตญานของตัวเองนะว่าเขาจะชอบมันเหมือนที่เราชอบ

ฟังดูง่ายมากเลย หรือคุณมีหลักในการทำงานแบบไหนอีกบ้างมั้ย

อย่าปฏิเสธงานโจทย์ยาวๆ หรือตีกรอบมาให้แคบๆ ผมเคยทำภาพประกอบให้นิตยสารแฟชั่นเล่มหนึ่ง ให้นักวาดแต่ละคนวาดคนละแบรนด์ร่วมฉลองนิตยสารครบสิบห้าปี โดยมีบรีฟมาว่าให้วาดเจ้าของแบรนด์นั้นๆ ใส่ชุดแบรนด์ตัวเองถือแชมเปญ และมีเลขสิบห้าใหญ่ๆ เราก็เข้าใจตามนั้น ผ่านไปสักพักทางหนังสือก็โทรมาบอกว่า เขารู้สึกว่าบรีฟมากเกินไป กลัวศิลปินจะขัดใจ ไม่ต้องทำตามบรีฟหมดก็ได้ เราก็เลยตอบเขาไป ทำเสร็จแล้วครับ ได้ตามที่ขอทุกอย่างครับ 

ผมกลับรู้สึกว่าเราชอบเอาใจคนอื่น สมมติว่าคุณมาจ้างให้ผมวาดรูปให้ ผมจะคิดว่าวาดยังไงก็ได้ให้คุณชอบ ไม่ต้องกังวลเลย

โอ ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ จากเด็กอนุบาลชอบวาดรูป สู่นักวาดภาพประกอบไทยที่ได้รางวัลการออกแบบจาก Hermès

แล้วคุณจะรู้ใจลูกค้าแต่ละคนได้ยังไงว่าใครจะชอบแบบไหน

การเดาว่าลูกค้าจะชอบแบบไหนมันคือประสบการณ์ล้วนๆ ก็เหมือนการวาดรูปพอร์ตเทรตให้คนที่รู้จักกับคนที่ไม่รู้จักนั่นแหละ ถ้าไม่รู้จักกันมาก่อน เราก็วาดจากที่เห็นอยู่ตรงหน้า รูปร่างหน้าตา การแต่งหน้าแต่งตัว แล้วคาดเดาว่าเขาน่าจะชอบประมาณนี้ คือมันไม่ได้แม่นเท่ากับการได้รู้จักพูดคุยกัน ซึ่งเวลามีงานจากลูกค้าใหม่ เราต้องตื๊อข้อมูลจากเขาประมาณหนึ่ง ถ้าเขาไม่ให้ก็ไปหาเอาเอง แล้วก็ทำงานแบบที่คิดว่าเขาน่าจะชอบส่งไป คือมันจะเป็นงานที่สวยตามมาตรฐานนะ แต่ถ้าเป็นงานจากคนรู้จักกัน หรือเป็นลูกค้าประจำเนี่ย เราจะกล้าเสนออะไรที่มากกว่าความสวยตามมาตรฐาน เพราะงานสวยมาตรฐาน ลูกค้าที่เคยร่วมงานกันมาแล้วเขาจะเฉยๆ สำหรับเราที่เป็นนักวาดภาพประกอบมันน่ากลัวจะตายเวลาที่คนเห็นงานเราแล้วเขาไม่รู้สึกอะไร

แต่กับลูกค้าบางคนก็มากับโจทย์ที่ไม่อยากทำ อย่างงานที่วาดแล้วสวยยาก แต่เรามักจะเห็นทางรอด เราชอบมองเห็นอะไรดีๆ ในขณะที่คนอื่นมองข้ามมันไป ของไม่สวยหรือธรรมดาสำหรับคนอื่นเราจะทำให้สวยขึ้นเอง เคยมีเพื่อนคนหนึ่งพูดแซวว่า “ไอ้โอวาดกระดุมเม็ดเดียวให้สวยจนเอาไปติดร้านได้” (รูปกระดุมนี้ติดอยู่ที่ร้าน PAINKILLER – ผู้เขียน)

แล้วคุณเคยมีงานที่ทำไม่ได้บ้างมั้ย

งานปกอัลบั้มแดดส่องของวงโมเดิร์นด็อก ตอนรับโจทย์มาลูกค้าอยากได้เป็นภาพสีน้ำมัน ซึ่งเราไม่เคยทำ ทำไม่เป็น แต่ก็เสียดายโอกาสการวาดปกโมเดิร์นด็อก คือคิดเอาเองว่าสีน้ำมันคงไม่ต่างกับสีโปสเตอร์มากหรอก ก็ลองไปวาดดู แต่เวลาน้อยเกินไป เลยย้ายไปลองวาดในคอมฯ แทน ทดลอง ทดลอง แล้วก็ทดลอง จนได้สุดยอดเทคนิคที่ได้งานใกล้เคียงสีน้ำมันจนคนดูไม่ออก นี่รู้สึกรอดตายแถมได้วิชาอีก

โอ ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ จากเด็กอนุบาลชอบวาดรูป สู่นักวาดภาพประกอบไทยที่ได้รางวัลการออกแบบจาก Hermès

ซึ่งคุณไม่กลัวทำงานผิดพลาดแล้วกลายเป็นเสียชื่อในวงการเหรอ

ผมเป็นคนคิดเร็วทำเร็ว ก็เลยมีจำนวนครั้งให้ลองผิดลองถูกเยอะ เดี๋ยวก็ทำได้เองน่ะ พูดถึงงานที่เสียชื่อก็มี แต่คนที่รู้สึกคือตัวเราเอง ซึ่งมันนานมากๆ แล้ว เป็นงานวาดการ์ตูนต่อจากพี่คนหนึ่งที่เขาสไตล์จัดมากๆ ตอนนั้นคิดไม่ได้ว่าไม่ควรรับ (หัวเราะ) หรือรับมาแล้วก็ควรทำที่ตัวเองถนัด ไม่ใช่ไปแสร้งเป็นตัวเขา เลยออกมาเป็นงานฟีลวาดเล่นสบายๆ แต่ดูเกร็งๆ ขัดๆ และฝืนมาก จนไม่กล้าหยิบมันขึ้นมาดูเลยเป็นครั้งที่สอง 

ดูเหมือนคุณไม่กลัวการไปทำงานอะไรใหม่ๆ ที่ทำไม่เป็น

สมัยตัวคนเดียวเป็นคนที่อ้ากว้างกับโอกาสมาก (หัวเราะ) รับได้ทุกอย่าง ขอทำก่อน ดีไม่ดีค่อยว่ากัน 

โอ ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ จากเด็กอนุบาลชอบวาดรูป สู่นักวาดภาพประกอบไทยที่ได้รางวัลการออกแบบจาก Hermès
โอ ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ จากเด็กอนุบาลชอบวาดรูป สู่นักวาดภาพประกอบไทยที่ได้รางวัลการออกแบบจาก Hermès

อย่างช่วงที่ผ่านมาคุณทำงานทั้งภาพประกอบในนิตยสารและลวดลายผ้าต่างๆ ของแบรนด์แฟชั่น มีการปรับตัวระหว่างแต่ละสิ่งยังไงบ้าง

กว่าเราจะปรับตัวได้ก็นานอยู่ สิ่งแรกคือเปิดใจกับแฟชั่นก่อนว่า มันเรื่องของเทรนด์เข้ามาเกี่ยวข้อง โปรดักชันที่มากมายกว่าการพิมพ์ลงบนหนังสือ

สมมติเรื่องเรื่องหนึ่ง คิดออกมาเป็นภาพที่มีองค์ประกอบสิบอย่างที่อยู่บนกระดาษเราคงไม่คิดอะไร แต่พออยู่บนเสื้อผ้า เราอาจเลือกมันมาแค่สองสามอย่างที่เอามาอยู่บนเสื้อผ้าแล้วน่าใส่ แล้วเอาไปตัดทอน ให้เหมาะกับการผลิตเสื้อผ้านั้นๆ รวมไปถึงคนที่ซื้อด้วย อย่างเช่น ลดสีลงเพื่องานสกรีน เพราะผู้ชายชอบเสื้อสีน้อยๆ หรือย่อให้เล็กจิ๋วแล้วยังโอเคเพื่อการปักบนอกเสื้อ

ภาพวาดของเราไม่ใช้ทั้งหมดในคอลเลกชัน แต่เป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ช่วยเล่าเรื่อง เมื่อก่อนเคยไฟแรงคิดลายเต็มไปหมดเลย แต่เสื้อไม่ใช่หน้านิตยสาร มันไม่มีใครกล้าใส่

การที่คุณเป็นนักวาดภาพประกอบที่ทำงานได้หลากหลายแทบทุกแนวและเทคนิค การไม่มีคาแรกเตอร์ชัดๆ ทำให้ได้หรือเสียอะไรบ้าง

ข้อดีคือไม่เบื่อ เปิดกว้าง ได้ทำอะไรมากมายหลากหลายไม่รู้จบ แต่ข้อเสียก็คือด้วยความที่เราทำแบบนั้นที แบบนี้ที ความสามารถเราก็อาจจะไม่แน่นเท่าคนที่เขาทำแบบเดียวซ้ำๆ จนชำนาญ ลูกค้าบางคนรู้จักเราจากชื่อ พอเขาเห็นความหลากหลายของงานกลับมองเราว่าไม่ชัดเจน ซึ่งก็เข้าใจได้ 

โอ ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ จากเด็กอนุบาลชอบวาดรูป สู่นักวาดภาพประกอบไทยที่ได้รางวัลการออกแบบจาก Hermès

คุณเคยพูดหลายทีแล้วว่าเป็นคนขี้เบื่อและขี้กลัวว่าคุณภาพงานไม่ถึง นอกจากสองสิ่งนี้มีอย่างอื่นที่ผลักดันการทำงานของคุณอีกมั้ย

ตรงๆ ก็ลูกค้าไง ทำงานให้เขานะ ถ้าทำงานไม่ออกหรือสับสนกับตัวเองมากๆ ให้คิดถึงผลกระทบกับคนอื่นถ้างานไม่เสร็จ

เราชอบความรู้สึกตอนกำลังลงมือทำงานอยู่ คือชอบทำงานที่ดี เวลาวาดแล้วรู้สึกว่ามันสวย เฮ้ยโอเคว่ะ พอได้เห็นงานที่ค่อยๆ ทำเป็นรูปเป็นร่างออกมาดี ก็เออ… มีความสุขแล้ว

ทั้งที่ทำงานเป็นนักวาดภาพประกอบอิสระที่มีผลงานอย่างต่อเนื่องมาเกือบ 20 ปี อะไรทำให้คุณตัดสินใจทิ้งการเป็นคนทำงานอิสระมาเปิดออฟฟิศ projecttSTUDIO

ก่อนหน้านี้ เวลาทำงานเรามักจะได้รับบรีฟผ่านเอเจนซี่มาอีกที แทบไม่ได้เจอลูกค้าโดยตรงสักเท่าไหร่ แล้วเรามักจะเจอว่างานที่ส่งไปมันถูกนำไปใช้งานต่อแบบที่เราควบคุมไม่ได้ ในกรณีที่เราคิดว่าการใช้งานมันน่าจะทำได้ดีหรือสนุกกว่านี้ แล้วพอดีจังหวะที่ เหมียว (ธาริดา นิมมานวุฒิพงษ์) เขามีประสบการณ์การทำงานด้าน Creative Direction ที่นิวยอร์กแล้วกลับมาไทย ซึ่งเราก็ดูเขาทำงานมาสักพัก เลยรู้สึกว่าถ้าได้ทำงานร่วมกันจะทำให้งานออกมาแข็งแรงมาก เพราะมีจุดแข็งทางครีเอทีฟครอบคลุมแทบจะทุกด้าน น่าจะสร้างอะไรอื่นๆ ที่ไม่เคยคิดว่าจะทำด้วยตัวคนเดียว 

และการเปิดออฟฟิศขึ้นมาทำให้เราได้พบเจอลูกค้าใหม่ๆ ที่สมัยทำงานเป็นฟรีแลนซ์คงไม่ได้เจอแน่ๆ อย่างพวกแบรนด์ใหญ่ๆ ห้างสรรพสินค้า หรืองานจากต่างประเทศ ที่สำคัญที่สุดคือเราสามารถเป็นคนเสนอไอเดีย แนะนำหรือแลกเปลี่ยนความคิดกับลูกค้า เราเองได้เรียนรู้อะไรเยอะขึ้นมาก เวลาเห็นงานออกมาเราจะเข้าใจขั้นตอนทุกอย่าง รู้จักการทำงานเป็นทีม และเห็นจุดแข็งจุดด้อยของตัวเอง 

ยกตัวอย่างเช่นงานแคมเปญ LIFE QUEST ที่เป็นแอนิเมชันของทาง Central Embassy งานนั้นเกิดตอนนั่งคุยกันสองคนว่า ทำไมโฆษณาห้างฯ เอาแต่ดารามาเป็นจุดขาย ลองคิดเสนอมุมใหม่ให้ผู้บริโภคกัน ก็เลยมาทำแอนิเมชันที่สนุก ลึกซึ้ง และตอบโจทย์ที่ลูกค้าอยากขายอย่างมีชั้นเชิงหน่อย งานนี้นอกจากเราวาด สร้างตัวละคร เรายังช่วยกันคิด เขียนบท เลือกคนพากย์ ไปขายงานกันเองแบบเริ่มจากศูนย์จริงๆ โชคดีด้วยที่ลูกค้าเชื่อใจ ลูกค้าเลยปล่อยให้ทำแบบไม่กังขา เพราะพลังของการทำงานเป็นออฟฟิศจริงๆ โปรเจกต์นี้ไม่มีทางเกิดขึ้นถ้ามีเราคนเดียว

โอ ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ จากเด็กอนุบาลชอบวาดรูป สู่นักวาดภาพประกอบไทยที่ได้รางวัลการออกแบบจาก Hermès

ซึ่งรูปแบบการทำงานของคุณก็ต้องเปลี่ยนไปด้วยมั้ย

ใช่ เมื่อก่อนเราก็แค่วาดภาพประกอบตามโจทย์ แต่ตอนนี้ก็เป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ด้วย ดูทั้งเรื่องของออกแบบโลโก้ ดูแบรนด์ดิ้งด้วย อย่างตอนนี้ที่ออฟฟิศมีกันหกถึงเจ็ดคน มันก็ดูเกี่ยวกันหมด คนนี้แวะดูนี่แล้วเดี๋ยวไปแวะดูนั่น แล้วเราก็ต้องคุยกันเป็นทีม
ปีแรกค่อนข้างยากเพราะที่ผ่านมาฉายเดี่ยวตลอดไง ไม่ได้มองทุกอย่างเผื่อใครเลย เอาตัวเองเป็นหลัก ก็ต้องทำงานให้ช้าลง บางทีเราก็มั่นใจเกินไปเราคิดว่าเราอ่านลูกค้าขาดแล้ว ไม่ฟังคนอื่นเลย จนพังไปตั้งหลายงาน ต้องทำงานเป็นทีมและนึกถึงทุกคน เพราะเราเป็นออฟฟิศแล้ว

ภาพประกอบที่ดีของนักวาดภาพประกอบอย่างคุณนั้นเป็นยังไง

ภาพประกอบเนี่ย เรื่องกับภาพจะต้องไปด้วยกันใช่มั้ย เวลาเราดูภาพแล้วอ่านเรื่อง หรืออ่านเรื่องแล้วดูภาพ แล้วพบว่ามันไม่ไปด้วยกันเลย ถือว่าไม่ผ่าน การเล่าเรื่องด้วยภาพจะเล่าตรงๆ อ้อมๆ หรือจะไม่เล่าเลย แสดงอารมณ์ น้ำเสียง รสชาติอะไร สไตล์หรือเทคนิคแบบไหนก็แล้วแต่เลย ถ้ามันเข้ากับเรื่องที่จะเล่าก็ไม่มีปัญหา

สำหรับเรามันจะยากตรงความงามนี่แหละ ความงามในที่นี้ก็ดันมีหลากหลายอีก คุณว่างาม ผมว่าน่าเกลียด อยู่ที่จะให้ใครมองอะนะ แต่ที่ยากที่สุดคือมันต้องจับใจในแรกเห็น 

สรุป ภาพประกอบที่ดีสำหรับเรา คือภาพที่เล่าเรื่องนั้นๆ ได้อย่างเหมาะเจาะและงดงามจับใจ

ตอนนี้คุณก็ประกวดได้รางวัลจากงานออกแบบระดับโลกอย่าง Hermès แล้วก็มีบริษัทออกแบบของตัวเอง ยังมีอะไรที่คุณยังอยากทำอยู่อีกมั้ย

อยากทำอะไรที่เป็นตัวเราสุดๆ ละมั้ง มีภาพสวยๆ ในหัวเยอะก็วาดเล่นได้แค่เพลินๆ เหมือนยังขาดแรงผลักดันให้มันเข้มข้น จริงจังขึ้น เป็นแบบนี้มาตลอด จนปีนี้แหละที่มีทางออกให้มันอย่างสวยงามแล้ว

ซึ่งทางออกที่คุณว่านั้นก็คือ?

ยังบอกไม่ได้ บอกได้แค่ไม่ใช่งานนิทรรศการของตัวเองแน่ๆ (ยิ้ม)

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

17 มิถุนายน 2564
3 K

ตรงข้ามเราตอนนี้คือ ชารีฟ ลอนา ดีไซเนอร์ใหญ่แห่งสตูดิโอ Act of Kindness ผู้อยู่เบื้องหลังงานออกแบบมากมาย ทั้ง Kiatnakin Bank Boutique ตึกแถวมาดเท่ ที่ทำการธนาคารเกียรตินาคินสาขาทองหล่อ และ Magnum Cafe ผลงานชิ้นโบว์แดงที่แจ้งเกิดชารีฟในวงการ ก่อนเดินทางไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ

รวมทั้งงานดีไซน์ในนามของสตูดิโอ ตั้งแต่คลินิกทันตกรรม บ้านเซเลบดารา ไปจนถึงหน้าร้านเสื้อผ้าแบรนด์ Sretsis สาขาริมหาดหัวหิน และสาขาที่ลอนดอน โปรเจกต์ร่วมกับ House of Hackney บริษัทตกแต่งภายในระดับหรูแห่งแดนผู้ดี

ถ้าด่วนสรุปว่านักออกแบบคนนี้แสนเก่งกาจจากตัวอย่างผลงานเพียงกระผีกริ้น บอกได้เลยว่าคิดผิด 

นี่เป็นเพียงหยดเดียวของน้ำจิ้มเท่านั้น

เพราะเบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมด คืออุปสรรคที่ท้าทายและถาโถมเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า เริ่มต้นตั้งแต่การกีดกันไม่ให้เรียนศิลปะจากพ่อแม่ คำกระแนะกระแหนดูแคลนของคนรอบข้าง สังคมทำงานแสนป่วยจิต สู้ทนเก็บหอมรอมริบส่งตัวเองไปเรียนปริญญาโท ที่สกอตแลนด์ ทำทีสิสจนได้รับคัดเลือกเป็นทีสิสดีเด่นของภาควิชาโดยมหาวิทยาลัยและสภาสถาปนิกของสกอตแลนด์ จบมาก็รับงานในลอนดอนจนเกือบได้ถือหุ้นบริษัท แม้กลับไทยมาเปิดสตูดิโอจนประสบความสำเร็จ ก็ยังมองชื่อเสียงเงินทองว่าเป็นของน่ากลัว

ยังไม่รวมวิธีการทำงานที่โคตรแตกต่าง คือผสานความอ่อนน้อมถ่อมตนและจริงใจแบบคนต่างจังหวัด เข้ากับความกล้าคิดวิพากษ์แบบฝรั่ง รวมทั้งใช้ปัญหาในงานดีไซน์เป็นตัวตั้ง แทนที่แรงบันดาลใจหรือสไตล์เป็นเป้าหมาย

ไม่ขอขยายความมากไปกว่านี้ เชิญคุณผู้อ่านค่อยๆ เติบโตตามเส้นทางชีวิตและสัมผัสวิธีคิดฉบับชารีฟได้ตามอัธยาศัย

ชารีฟ ลอนา จากเด็กยะลาชายแดนใต้สู่สถาปนิกและดีไซน์ไดเรกเตอร์แห่ง Act of Kindness

01 “วัยเด็กของผมคือศิลปะเลย”

เดาไม่ยากว่าชารีฟเป็นมุสลิม

แต่ที่เดายากคือภูมิลำเนาท้องถิ่นดั้งเดิมของเขาอยู่ที่อำเภอยะหา จังหวัดยะลา บอกใครคงไม่เชื่อว่านักออกแบบหนุ่มมาดเนี้ยบ เจ้าของดีกรีปริญญาโทจากสกอตแลนด์ ใช้ชีวิตในวัยเด็กกลางทุ่งริมท่า เติบโตในสังคมอิสลามสามจังหวัดชายแดนใต้ ที่แม้กรอบแนวคิดเรื่องรัฐชาติได้นิยามว่าเป็นดินแดนประเทศไทย แต่วัฒนธรรมกลับคล้ายคลึงประเทศเพื่อนบ้านมาเลเซียราวกับว่าเป็นจังหวัดหนึ่ง แวดล้อมไปด้วยอบายมุขสารพัด

แต่เพราะมีพ่อแม่เป็นครูนักบุกเบิกประจำชุมชนผู้มองการณ์ไกล ยักย้ายชารีฟและพี่สาวน้องชายออกมาอยู่ห่างจากกลางหมู่บ้าน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมให้พร้อมแก่การเรียน เด็กชายชารีฟจึงมีชีวิตแตกต่างจากเพื่อนละแวกใกล้เคียง

“ตั้งแต่จำความได้ วัยเด็กของผมคือศิลปะเลย” ดีไซเนอร์คนเก่งเท้าถึงตัวเองในวัยเยาว์

“ต้องวาดรูปเล่นอยู่บ้านเพราะไม่มีเพื่อน รู้ตัวแต่แรกว่าเป็นคนมี Aesthetic มากๆ ดื่มด่ำกับการตื่นเช้าแล้วได้ยินเสียงนก หมอกลง ฝนตก ทุ่งนา เล่นว่าวในฤดูร้อน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไปเรียนหนังสือในตัวจังหวัด ได้สัมผัสความเจริญของสังคมเมือง โดยมีความบ้านนอกคอยเตือนไม่ให้หลงไปกับวัตถุ โดยเฉพาะการได้เรียนทั้งภาษาอังกฤษจากโรงเรียนคริสต์ เรียนอาหรับ และไทยกลาง ทำให้ผมเข้าใจความหลากหลายและเชื่อในศิลปะที่ขับเคลื่อนวัฒนธรรมตั้งแต่เด็ก”

02 Gift from God

“ณ เวลานั้น ศิลปะเป็นเรื่องของคนเมือง ทุกคนเข้าใจว่าศิลปินต้องไส้แห้ง” เขาเผยความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้

เด็กชายชารีฟทู่ซี้ทำกิจกรรมด้านศิลปะมาตลอดวัยเรียน แม้ไม่เคยได้รับการสนับสนุนจากผู้ปกครอง แน่นอนว่าพอจะเข้ามหาวิทยาลัยก็ไม่พ้นถูกบังคับให้เรียนต่อในคณะสายวิทยาศาสตร์ ระบบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยครั้งแรกพาไปพบกับคำตอบสุดท้ายว่านี่ไม่ใช่ตำแหน่งแห่งที่ของเขา

“ทรมานมาก ขังตัวเองอยู่ในหอเพราะไม่อยากร่วมกิจกรรม แต่ผมล้อเล่นกับสิ่งที่รักไม่ได้ ถ้าอยากได้ก็ต้องลงมือทำ ระหว่างรอสอบใหม่เลยฝึกวาด Perspective เอง ผลงานบิดเบี้ยวแต่ก็สำเร็จได้ตามประสา เอาหนังสือจากอาที่เป็นสถาปนิกมาอ่าน เลิกเรียนไปเดินดูหนังสือ บ้านและสวน สอบใหม่ก็ติดหลายที่แต่ไม่ได้ไป ทะเลาะกันบ้านแทบแตก” นักอยากศึกษาสถาปัตย์เล่าเรื่องวันวานอย่างออกรส

“คงเพราะพี่สาวผมเรียนสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ และช่วงนั้นต้มยำกุ้ง จึงพอเข้าใจได้ว่าในฐานะข้าราชการต่างจังหวัด การส่งเรามาเรียนอาจดูไม่คุ้มค่า จนสุดท้ายพี่สาวช่วยพูดให้ ‘ทำไมไม่มองว่านี่คือพรสวรรค์จากพระเจ้า อย่าไปกีดขวางเลย คนประสบความสำเร็จไม่จำเป็นต้องเก่งในสายวิทยาศาสตร์เสมอไป’ พ่อแม่ถึงใจอ่อนยอมให้เรียน”

แต่กว่าถั่วจะสุกงอม งาก็ชิงไหม้ไปก่อน เพราะเลยช่วงรับสมัครเข้าศึกษาต่อของมหาวิทยาลัยรัฐไปแล้ว มาจบที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งขณะนั้นไม่มีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่ชารีฟเล็งไว้

“ผมเลยเลือกเรียนออกแบบภายในซึ่งยังถือว่าอยู่ในความสนใจอยู่ ตอนสอบเข้าเขาให้ออกแบบ Kiosk ริมทะเล ก็เข้าทางเด็กใต้อย่างเราเลย จนพอเข้าไปเรียนปีหนึ่ง เพื่อนที่สอบพร้อมกันมาทักว่ามึงโคตรโง่เลย ลงไปวาดกับพื้นทำไม คนอื่นแอบดูกันหมด เราไม่รู้ไม่สนใจเพราะมัวแต่โฟกัสสิ่งที่ทำ”

คงไม่น่าแปลกใจถ้าชีวิตมหาลัยของชารีฟจะมีความกดดันเป็นเพื่อนสนิท เพราะรู้กันดีว่าค่าเทอมมหาวิทยาลัยเอกชนไม่ค่อยเป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์ผู้ปกครอง แต่เพราะได้เรียนสิ่งที่รัก เขาจึงทุ่มเทให้การเรียนอย่างสุดตัว

“พี่สาวสอนไว้ว่าถ้าคิดจะทำชั่วต้องฉลาด ถ้ารักจะออกนอกกรอบต้องรู้จักใช้ชีวิต ผมเลยไม่ลืมที่จะใช้ชีวิตอย่างสุดเหวี่ยง แต่ก็โฟกัสกับผลงาน กระหายวิชา และอยากเรียนรู้พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ทำให้การเรียนไม่ตกเลย

“จนพอเข้าปีสองปีสาม พ่อแม่ก็เริ่มเข้าใจ เหมือนเขาเห็นเราอยู่กับสิ่งที่รักข้ามวันข้ามคืนได้อย่างไม่ท้อ และทำออกมาได้ดี แต่กลายเป็นห่วงว่าจะมีงานทำไหม หรือจบมาเจอโลกจริงจะถูกเอาเปรียบหรือเปล่ามากกว่า เพราะเราบ้านนอกและเรียบร้อยมาก แล้วพวกเขาไม่มีความรู้ในวงการนี้เลย เลยไม่รู้ว่าสังคมจริงเป็นอย่างไร”

ชารีฟ ลอนา จากเด็กยะลาชายแดนใต้สู่สถาปนิกและดีไซน์ไดเรกเตอร์แห่ง Act of Kindness
ชารีฟ ลอนา จากเด็กยะลาชายแดนใต้สู่สถาปนิกและดีไซน์ไดเรกเตอร์แห่ง Act of Kindness

03 Be Humble

“ผมมีคำถามในใจตอนเรียนจบปริญญาตรี”

บอกใบ้ว่านี่เป็นอีกหนึ่งฉากสำคัญในชีวิต

“ทีสิสผมคือการตั้งคำถามว่าทำไมการออกแบบโรงละครบ้านเราจึงไม่เอื้อให้วงการเฟื่องฟู หาคำตอบจนพบว่าเรารับ Grandiosity แบบฝรั่งเศสเข้ามาซึ่งขัดกับวัฒนธรรมไทย เราดูลิเกกันอย่างใกล้ชิด เวทีมัน Humble มาก จึงออกแบบ Humble Theatre ที่เข้ากับนิสัยคนไทยขึ้นมา

“ปรากฏว่าผลงานออกไป ผมโดนสบประมาทว่าคุณตั้งใจทำใหญ่แบบนี้เพื่อจะเอาชนะเพื่อน จบไปไม่มีใครรับเข้าทำงานหรอก ในขณะที่อาจารย์ที่ปรึกษาชมเชยว่าเรามีศักยภาพเรียนต่อด้านนี้ที่ต่างประเทศ แต่ความจริงผมแค่อยากพิสูจน์ให้พ่อแม่เห็นเลยใส่พลังไปเต็มร้อย”

ทำไมไม่มีที่ทางสำหรับเราในประเทศนี้ คำถามกระตุ้นให้ชารีฟอยากเรียนต่อปริญญาโททันทีที่เรียนจบ เขาได้รับแรงสนับสนุนจากคนรอบข้างอย่างเต็มกำลัง จึงจัดแจงขอทุนจากมหาวิทยาลัย แต่พอคำนวณเวลาใช้ทุน ปรากฏว่าอาจต้องรับอาชีพอาจารย์ยาวนานถึง 9 ปี เจ้าตัวไม่สบายใจกับเงื่อนไขนี้ เป็นอันว่าจำต้องปัดตกไปโดยปริยาย

“แต่สาเหตุอีกอย่างคือครอบครัว” เขาเฉลย

“ผมเป็นเหมือนนกที่เคยถูกขังอยู่ในกรง วันหนึ่งแข็งแรงมากพอจะออกบิน พ่อแม่จึงกลัวว่าเราจะไม่กลับมาอีกเพราะมีบาดแผลที่เขาเคยทำไว้ แต่ผมไม่ได้มองว่าเป็นบาดแผลเลยนะ ไม่เคยคิดว่านั่นคือสิ่งที่พ่อแม่ไม่หวังดีกับเรา”

จากนั้น บัณฑิตหนุ่มจึงบ่ายหน้าสู่วงวิชาชีพนักออกแบบไทยอย่างเต็มกำลัง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือเก็บเงินไว้ส่งตัวเองเรียนเมืองนอกให้ได้เร็วที่สุด

04 ราคาที่ต้องจ่าย

“ผมไม่ทำบริษัทไทย เพราะต้องการเอาตัวเองไปอยู่ในที่ที่ยอมรับความคิดเราได้”

ปมปัญหาเดิมยังคงทำงานในใจอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ เจ็บปวด ทว่าเป็นแรงผลักดันอันงดงาม

“ช่วงแรกที่ทำไม่มีใครสอนงานหรือช่วยเหลือเลย ทุกคนกลับบ้านกันหมดแล้ว แต่ผมยังต้องนั่งงมหาวิธีการอยู่คนเดียว ใช้ความอดทนจนสุดท้ายก็ผ่านมาได้ อย่างโปรเจกต์ออกแบบ World Bank สาขาฮานอย ปาปัวนิวกินี และออสเตรเลีย งานออกแบบออฟฟิศที่เป็นยาขม เพราะเนื้องานน่าเบื่อมาก ไม่มีใครรับทำ แต่ผมรับเพราะเชื่อว่าดีไซน์ของสำนักงานควรเปลี่ยนได้แล้ว ต้องการสลัดขนบเดิมๆ ออก จนเจ้านายเห็นศักยภาพว่าเรานำเสนอสิ่งใหม่ๆ ได้”

ช่วงนั้น งานชิ้นไหนสำคัญที่สุด-เราชิงแทงกลางปล้องด้วยความสงสัย

“โปรเจกต์ Me by TMB” เขายิ้มภูมิใจตอนเฉลย

“เป็นการออกแบบอัตลักษณ์องค์กรใหม่ทั้งหมด แนวคิดคือธนาคารควรจะปรับแต่งได้ ทุกคนต้องมีธนาคารเป็นของตัวเอง และเลือกวิธีการทำธุรกรรมได้อย่างอิสระ เพราะเป็นยุคที่มีสมาร์ทโฟนกันหมดแล้ว งานนี้สร้างความสำเร็จให้องค์กรอย่างมากจนได้เลื่อนตำแหน่ง แม้มีคนคอยซัพพอร์ต แต่ก็ยังมีหลายคนคิดสงสัย ทั้งๆ ที่เราพยายามและทุ่มเทอย่างมาก และเป็นงานที่ไม่มีใครอยากทำด้วยซ้ำ”

นอกจากงานประจำซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก ชารีฟยังรับงานนอกอีกสารพัด ตั้งแต่รับจ้างออกแบบไปจนถึงเขียนบทความด้านดีไซน์ลง Free Magazine ไม่หมิ่นเงินน้อย ไม่คอยวาสนา เก็บเบี้ยใต้ถุนร้านอย่างไม่เหน็ดหน่าย

นักออกแบบหนุ่มมุ่งมั่นสะสมทุนรอนได้พอสมควรจากการบากบั่นทำงานตลอดเกือบ 2 ปี ก่อนตัดสินใจเดินทางไปเยี่ยมเพื่อนที่ประเทศอังกฤษ และถือโอกาสไล่เยี่ยมชมตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ตั้งแต่ลอนดอนถึงสกอตแลนด์

“ไปจบตรงหลักสูตรปริญญาโทด้านสถาปัตยกรรมผังเมืองที่ Glasgow School of Art เพราะประทับใจวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยที่ตั้งใจสร้างบัณฑิตเพื่อชาเลนจ์วงการอุตสาหกรรม ไม่ได้ผลิตฟันเฟืองป้อนบริษัท และระหว่างทางก็พยายามช่วยให้นักศึกษาค้นหาตัวตนตัวเองให้เจอ ไม่จำเป็นต้องจบไปแล้วเหมือนมาจากพิมพ์เดียวกัน 

“อีกอย่างที่ชอบคือคาแรกเตอร์ของเมืองยุควิกทอเรียนที่หล่อมาก ตึกเก่าแบบเมืองในยุโรปแต่สูงกว่า ผังเมืองแบบกริดเหมือนนิวยอร์ก มีเขม่าควันจากสงครามโลกครั้งที่สองติดตามบ้านช่อง ดูเป็นเรามากที่สุด” เขาเล่าความประทับใจต่อว่าที่บ้านหลังที่สอง

ชารีฟเดินดุ่มๆ เพื่อไปกรอกใบสมัคร ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ไล่กลับมาส่งอีเมลตามขั้นตอน เด็กไทยรายนี้จึงใช้ลูกตื๊อลูกอ้อนจนได้พบคณบดี และพรีเซนต์ตัวเองแบบจัดเต็มจนได้ตอบรับเข้าเรียนต่อ ด้วยเงื่อนไขว่าต้องจัดการเอกสารมาให้ครบ เขาจึงเร่งกลับมาตุภูมิ รีบจัดแจงสรรพสิ่ง ตั้งแต่เคลียร์งานจนถึงสอบภาษาอังกฤษให้เรียบร้อยภายใน 3 เดือน เป็นช่วงฉุกละหุกมากที่สุดในชีวิตเพราะความฝันได้เดินทางมาถึงหน้าประตู แม้ทุนยังไม่ถึงเป้าที่วางไว้และยังไม่ได้บอกลาพ่อแม่สักคำก็ต้องไป เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่โอกาสจะยูเทิร์นกลับมาหาอีก

“ขึ้นเครื่องบินไปนี่ปล่อยโฮเลยทั้งๆ ที่เกิดมาไม่เคยร้อง เพราะรู้สึกว่าเราทำได้แล้ว มันมีราคาที่ต้องจ่ายเยอะมาก ทั้งความลำบากอดทน การไม่ได้ถูกเอาใจ การทำให้พ่อแม่ผิดหวัง นี่มันเหมือนฝันเลย”

ชารีฟ ลอนา จากเด็กยะลาชายแดนใต้สู่สถาปนิกและดีไซน์ไดเรกเตอร์แห่ง Act of Kindness

05 วัดเส้าหลิน

ชารีฟปักหลักเรียนพื้นฐานภาษาอังกฤษที่ลอนดอน 2 สัปดาห์ก่อนเดินทางสู่กลาสโกว

“ทุกคนสงสัยว่าทำไมไปถึงสกอตแลนด์ เรียนลอนดอนจบมาได้คอนเนกชันชัวร์ๆ แต่ตอนนั้นผมอยากเจอตัวเองเพราะรู้สึกว่ายังมีอะไรข้างในที่ปริญญาตรีสี่ปียังเค้นออกมาไม่ได้ และรู้สึกว่าอยากโฟกัสการเรียนจริงๆ กลาสโกวเป็นเหมือนวัดเส้าหลินของเรา ลอนดอนเหมาะจะเป็นเวทีแสดงผลงานมากกว่า

“พอมาเรียนจริง เรากลายเหมือนเป็นประชากรโลกที่สาม จำได้ว่าวิชา Design Method ในคลาสเถียงกันเรื่องสีแดงสวยไม่สวย เราไม่เคยถูกสอนแบบนี้เลย เวลาอาจารย์คอมเมนต์ก็บอกแค่ว่าใช้สีแดงแบบนี้มันเห่ย ไม่อธิบายเพิ่ม ความจริงสีแดงไม่ได้มีความผิด แต่สีแดงบางเฉดผิดในบริบทที่ไม่ถูกกับมันเท่านั้น”

นอกจากวิธีการสอนแตกต่างจาก อีกสิ่งที่ทำให้เขาหลงใหลแวดวงออกแบบเมืองนอกคือ Design Community

“ที่นี่ซัพพอร์ตกันมาก ไม่ใช่ว่าคุณทำงาน Luxury แล้วเหนือกว่าคนอื่น ดีไซเนอร์ นอกจากต้องวิพากษ์วิจารณ์เป็น วันหนึ่งที่เพื่อนร่วมวงการประสบความสำเร็จ ก็ต้องแสดงความยินดีและให้กำลังใจเป็นด้วย นี่คือสิ่งหนึ่งที่หล่อเลี้ยงเราให้เข้มแข็ง มองปัญหาทั้งหมดเป็นเรื่องบททดสอบ”

ชารีฟใช้ชีวิตอย่างสมถะเพื่อให้อยู่ตลอดรอดฝั่ง กระทั่งเรียนจบมาได้อย่างเก่งกาจด้วยทีสิสที่เขาสุดแสนจะภูมิใจ โดดเด่นจนคณาจารย์ออกปากชม และได้รับคัดเลือกให้เป็นทีสิสที่ดีที่สุดของสกอตแลนด์จากสภาสถาปนิกแห่งสหราชอาณาจักร แต่เหนือกว่ารางวัลสรรเสริญ คือวิธีคิดอันล้ำค่าที่ไม่มีใครขโมยไปจากเขาได้

“ตอนเรียนจบก็นั่งตกตะกอนกับอาจารย์ จนพบว่าเราเปลี่ยนแปลงไปเยอะเลยในเชิงวิธีคิด แต่ตัวตนกลับยังอยู่ที่เดิม ไม่ไปไหน อาจารย์บอกว่าโลกตะวันตกกำลังจะเปลี่ยนมาถ่อมตัวแบบเอเชีย เลยอยากให้เราเก็บวิธีการทำงานที่อ่อนน้อมแบบนี้ไว้ มันทำให้เราอยู่ที่ไหนก็ได้ และจงใช้ทักษะการวิพากษ์แบบยุโรปควบคู่ไปด้วย จึงจะอยู่รอดในวงการนี้”

ชารีฟ ลอนา จากเด็กยะลาชายแดนใต้สู่สถาปนิกและดีไซน์ไดเรกเตอร์แห่ง Act of Kindness
เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของ ‘ชารีฟ ลอนา’ จากเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

06 Before Glory

“จำได้ว่าสองเดือนแรกเร่ร่อนไร้ที่อยู่”

เขาเผยจุดหักมุมอีกครั้งในชีวิต หลังจากตัดสินใจรับงานเป็นสถาปนิกในบริษัทหนึ่งกลางกรุงลอนดอนทันทีหลังเรียนจบ

“เพราะทำงานแล้วเงินเดือนยังไม่ออก โชคดีได้อาศัยอยู่หอเพื่อน แต่ก็ต้องแอบยามเวลาเข้า-ออก เดี๋ยวนี้เพื่อนยังแซวเลยว่าเป็นคุณชารีฟแล้วนะ แต่ก่อนยังนอนใต้เตียงกูอยู่เลย (หัวเราะ) จนได้อยู่ห้องพักจากเพื่อนชาวเกาหลีที่มาเช่าไว้แล้วต้องกลับไปเกณฑ์ทหาร ผมได้รับความช่วยเหลือมาตลอดเลยเข้าใจดีว่าชีวิตคือการให้โอกาส”

สถาปนิกไทยผู้นี้ไม่ย่อหย่อนต่ออุปสรรค ทุ่มเททุกทักษะ ทำงานจนฉายแววเข้าตาเจ้านาย บอสจึงชวนไปอยู่ที่บ้านที่ริชมอนด์ ย่านคนมีอันจะกินในลอนดอนด้วย เพื่อประหยัดค่าที่พัก วันเวลาล่วงไปพร้อมๆ กับพัฒนาการของชารีฟในสายอาชีพ เขาได้รับมอบหมายภาระงานที่ใหญ่ขึ้น จากพนักงานที่ต้องทำตามคำสั่งสู่ผู้ช่วยบริหารงานออฟฟิศ

“คงเพราะผมทำงานหนึ่งจนได้เรื่อง” -นั่นไง

“ตอนนั้นเป็นยุคที่บรรดาร้านแบรนด์เนมบน Regent Street ให้ดีไซเนอร์ทำ Window Display แข่งกัน ซึ่งเป็นเวทีแจ้งเกิดให้นักออกแบบหลายคน เช่น Faye Toogood ตอนนั้นออฟฟิศผ่านการคัดเลือก ผมเลยเปลี่ยนคาแรกเตอร์ของงานดีไซน์ทั้งหมด ใส่ความเป็นอาร์ตลงไปด้วย ไม่สถาปัตย์จ๋าๆ งานนี้สร้างชื่อเสียงมากจนเจ้านายเสนอให้ผมร่วมหุ้น

“ผมกลับมาคิดหนักมาก เพราะไม่ได้ชอบกรุงเทพฯ แต่เมืองนี้เลี้ยงเราได้ดี เหมือนปลูกต้นไม้ในดินที่พร้อม ขณะเดียวกันก็ไม่แน่ใจว่าจะพยุงธุรกิจนี้ไปต่อได้นานแค่ไหน เพราะอังกฤษกำลังจะออกจากสมาชิกสหภาพยุโรป หลายบริษัทล้มละลาย ดีไซเนอร์จบใหม่ตกงานระนาว แล้วถ้าอยู่ที่นั่น ผมปฏิเสธสถานะการเป็นพลเมืองชั้นสองไม่ได้ ระหว่างสิ่งที่อยากทำกับสิ่งที่จำเป็นต้องทำ ผมเลือกสิ่งที่จำเป็นต้องทำ คือทำให้พ่อแม่มีชีวิตที่ดีขึ้น เลยตัดสินใจกลับไทย”

นั่นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือเปล่า-เราถาม

“กำกวม ในแง่ความสำเร็จทางอาชีพ มันอาจเป็นการตัดสินใจที่ถูกที่กลับมานี่ แต่ในแง่วิถีชีวิตดีไซเนอร์ กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ไม่ให้แรงบันดาลใจเลย ผมไม่ได้สัมผัสวิถีชีวิตดีไซเนอร์จริงๆ ที่นี่ พอมีชื่อเสียงหรือประสบความสำเร็จ ทุกคนทรีตเราเปลี่ยนไป ทำให้ผมอึดอัด แต่อยู่โน่นไม่มีชนชั้นวรรณะ คนมองเราที่ผลงานและหน้าที่มากกว่า

“ช่วงแรกที่กลับมาผมไม่ให้สัมภาษณ์เลย เพราะกลัวอะไรๆ จะทำให้คนอื่นมองเราผิดไป ถ้าไม่รู้จักกันคงคิดว่าผมเป็นลูกคนมีเงินที่พ่อแม่ส่งไปเรียนเมืองนอกสบายๆ ความจริง สิ่งเหล่านี้คืออนุสาวรีย์ที่สร้างมาอย่างลำบาก Work Before Glory จริงๆ ผมไม่เคยสำเร็จโดยไม่ขยับตัวหรือมีกลีบกุหลาบโรยไว้ เลยกลัวเพลิดเพลินกับชื่อเสียงแล้วหลงลืมความเป็นเด็กบ้านนอกที่มีความใฝ่ฝันนี้และทุ่มเทกับมันจนสุดตัว กลัวความสำเร็จจะพรากไฟในการทำงานไป”

07 Act of Kindness

แปลว่าตอนนี้ความเป็นเด็กคนนั้นยังอยู่?

“ยังอยู่ครบ และนี่คือวิธีการทำงานของออฟฟิศผม”

หลังจากกลับมาไทยไม่นาน ฝีไม้ลายมือที่ชารีฟฝากไว้ในวงการก่อนไปเรียนต่อ พางานถาโถมเข้ามาหานักออกแบบหนุ่มนักเรียนนอกได้อย่างสมศักดิ์ศรี จนต้องเปิดสตูดิโอ Act of Kindness ฟอร์มทีมยอดมนุษย์ขึ้นมาช่วย

เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

“ผมพยายามอยู่กับงานในสเกลเล็กๆ ที่ยังมีส่วนร่วมกับทุกอย่างและควบคุมคุณภาพของงานได้เต็มที่ ไม่ต้องการเป็นผู้บริหารที่ชี้นิ้วสั่ง เพราะรู้สึกว่าเราเกิดมาต้องทำงานหนักเพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่าง

“อย่างหนึ่งที่ผมเชื่อ” เขาพักจังหวะ จิบกาแฟเย็น ระยะเวลาพอให้ความสงสัยของเราทำงาน

“การทำงานบนแรงบันดาลใจ เป็นเรื่องคลีเช่ในวงการดีไซน์ การเอาแรงบันดาลใจมาเป็นตัวตั้ง หลายครั้งผลลัพธ์ไม่ได้วิ่งกลับไปสู่แรงบันดาลใจนั้นเลยด้วยซ้ำ คุณแค่เอาแรงบันดาลใจมาสร้างสตอรี่ทำให้เกิด Aesthetic Quality เท่านั้น ผมทำลายโครงสร้างวิธีการทำงานแบบนี้ไปเลยเพราะเราเป็นสถาปนิก คิดเป็นวิทยาศาสตร์ มองอะไรเป็นขั้นตอนเสมอ”

แล้วถ้าไม่เอาแรงบันดาลใจเป็นตัวตั้ง แล้วเอาอะไร-เราข้องใจ

“เอาปัญหาหรือคำถามเป็นตัวตั้ง เพราะงานดีไซน์เกิดขึ้นมาจากสิ่งนี้ อันดับแรกผมจึงพยายามหาคำถามให้เจอก่อน แล้วปล่อยให้ตัวเองสนุกกับการหาคำตอบ ประสบการณ์ระหว่างนั้นจะค่อยๆ เฉลยมาทีละนิด อย่าบังคับให้ตัวเองเห็นคำตอบเดียวเพียง เพราะมีแรงบันดาลใจอันใดอันหนึ่ง เพราะมันคือการหลอกตัวเอง”

“ผมสอนวิธีคิดแบบนี้ให้น้องในทีมเสมอ ตอนแรกๆ เขาก็งงกันนะ เพราะไม่เคยถูกสอนให้คิดวิพากษ์ ปลูกฝังจนกลายมาเป็นวัฒนธรรมการทำงานของเรา”

08 Never Take It for Granted

ชารีฟขยายความต่อทันทีว่า Act of Kindness คือสตูดิโอออกแบบอายุ 6 ขวบ ที่ยึดมั่นในสหวิทยาการ รวบรวมเอาสมาชิกผู้สนใจงานออกแบบหลากหลายแขนงเข้ามาประสานพลังกันทำงาน

“ถ้าเป็นคน ก็คงน่าจะรุ่นพวกผมนี่แหละ สามสิบต้นๆ” ดีไซน์ไดเรกเตอร์เล่าถึงสตูดิโอของเขาโดยใช้ความเปรียบ

“ยังไม่เป็นผู้ใหญ่มาก มีบุคลิกบางอย่างเฉพาะ หวนหาความงามในอดีต แต่ก็พร้อมปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงโดยไม่เปลี่ยนตัวตน ไม่ต่อต้านความเป็นไปของสังคม แต่ฉลาดเลือกดึงความเป็นตัวเองเข้ามาผสมยุคสมัยอย่างสนุกขึ้น Re-invent ไปได้เรื่อยๆ”

ปัจจุบัน Act of Kindness ให้บริการดูแล Design Service ครบวงจร ผลงานที่ผ่านมามีทั้งพื้นที่เพื่อการพาณิชย์และที่อยู่อาศัยส่วนบุคคล ตั้งแต่บ้านเซเลบดาราไปจนถึงร้านค้า คลินิกทันตกรรม และออฟฟิศธนาคาร

“ผมเชื่อว่าการทำงานตามโจทย์ลูกค้ามันลดทอนความเป็นตัวตนของนักออกแบบ ทุกปีผมจึงมีโปรเจกต์พิเศษให้ทีมได้ออกมาจากโต๊ะทำงานที่จำเจ เช่น ทำเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งตอนแรกไม่คิดว่าจะประสบความสำเร็จมากมาย แต่ปรากฏว่าได้ไปออกงานแฟร์ต่างประเทศ และได้รับคัดเลือกเป็น New Wave Asian Designer 

“การตั้งเป้าสิ่งใหม่ๆ และอนุญาตตัวเองให้มีความเสี่ยงบ้าง ทำให้เราไม่หมดไฟและพร้อมเรียนรู้ใหม่เสมอ ที่สำคัญคือเพื่อเตือนตัวเองไม่ให้ Take it for granted ว่าเราชนเพดานแล้ว สำเร็จแล้ว พอแล้ว”

เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

ไดเรกเตอร์มากความสามารถเล่าต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า หัวใจของการออกแบบสำหรับเขาคือ Kindness หรือความอ่อนน้อมถ่อมตนที่ปลูกฝังมาจากการเป็นเด็กต่างจังหวัด ยิ่งไปกว่านั้นคือความจริงใจและโอนอ่อนกับสิ่งที่ตัวเองทำเสมอ นี่คือกุญแจซึ่งคอยหล่อเลี้ยงความฝันให้ยังมีแรงขับทะยานไปข้างหน้าได้

“อยากเห็นประเทศเรามียุคทางดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ” เขาเล่าถึงความฝันลึกๆ 

“ในเยอรมนีมี Bauhaus สิงคโปร์มียุค Tropical บ้านเราไม่ใช่ว่าเอาความเป็นไทยมาแปลใหม่เฉยๆ ผมว่ามันควร นิยามความเป็นไทยในรูปแบบใหม่ได้แล้ว อุตสาหกรรมควรขับเคลื่อนไปไกลกว่านี้ พอผมกลับไปสอนนักเรียนจึงถ่ายทอดวิชาอย่างหมดเปลือกเลย อยากให้เขาสร้างการเปลี่ยนแปลง” ชารีฟในบทบาทอาจารย์พิเศษแสดงความคิดเห็น

“สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นในวงการการศึกษาแล้วอยากเปลี่ยนแปลงคือทัศนคติของอาจารย์ เด็กคือกระดาษขาว ถ้าบุคลากรยังจำกัดให้เขาอยู่ในกรอบที่คุณเคยทำมาเมื่อหกสิบปีก่อน สอนให้ซาบซึ้งกับโลก แต่คุณยังบังคับจำกัดทุกอย่างต้องอยู่ใน A2 มีหัวกระดาษ ชื่อ วันที่ ตัดสินด้วยวิธีการที่เราเคยเรียนมาในอดีต ก็ไม่ต่างอะไรกับการผลิตสกรูน็อต ไม่ได้ผลิตคอมพิวเตอร์สมองกลอย่างแท้จริง” ชารีฟยกกาแฟขึ้นมาจิบดื่มครั้งที่ 2 ส่งสัญญาณว่าตอบคำถามจบแล้ว

09 คำถามสุดท้าย

บทสนทนาดำเนินมาถึงท้ายชั่วโมงที่ 2 

สถาปนิกและนักออกแบบดูจะเป็นความฝันอันยิ่งใหญ่และความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่งของคู่สนทนาเราอย่างเห็นได้ชัด ความสุขเคล้าความเศร้า สำเร็จเจือผิดหวัง ตามคาดสลับเหนือคาด ชีวิตอันโชกโชนนี้ได้รับอะไรจากอาชีพที่คุณยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้มาบ้าง-เราถามคำถามสุดท้ายออกไปอย่างไม่ลังเล

“ระดับหยาบที่สุดคือผมมีชีวิตที่ดีขึ้นในทุกทาง มีเงินทอง ได้เจอคนดีๆ ได้ออกไปเจอโลกกว้าง แต่ในระดับที่ละเอียดขึ้น ผมได้เป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนอื่น ผู้ที่อาจไม่มีโอกาสมากมายอยู่ตรงหน้าเหมือนผม ผู้ที่อาจกำลังตั้งคำถามต่อแนวทางงานดีไซน์ของตัวเองหรือเผชิญอุปสรรคใหญ่เหมือนผม 

“ในระดับละเอียดที่สุด ผมได้เห็นคุณค่าของชื่อเสียง ซึ่งเป็นสิ่งที่ปฏิเสธมาตลอด ในสถานการณ์โรคระบาดที่ผ่านมา ผมใช้มันช่วยคนอื่นได้จริง เราไม่ได้รับใช้ทุนนิยมหรือตอบสนองวงการอย่างเดียว เหตุการณ์นี้พิสูจน์ว่าดีไซเนอร์ก็คือมนุษย์ปุถุชน ทำงานเพื่อหาเงิน และช่วยเหลือสังคมได้ด้วย ไม่ได้อยู่กับความสวยงามอย่างเดียวเหมือนที่หลายคนคิด”

เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือชีวิตที่แสนสนุกครบรส เป็นบทสนทนาอันวิเศษมากครั้งหนึ่ง

แต่เหนือไปกว่านั้น เราได้เห็นเส้นทางที่สุดแสนขรุขระเต็มไปด้วยขวากหนาม เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าความมุ่งมั่นตั้งใจและความอ่อนน้อม (Kindness) สมชื่อสตูดิโอเป็นของมีคุณ ทำให้นักออกแบบตรงหน้าคนนี้ อยู่ร่วมกับความสำเร็จอันแสนน่ากลัวได้อย่างแล้วรอดปลอดภัย

5 ผลงานออกแบบที่ชารีฟอยากเล่าให้เราฟัง

01 Magnum Cafe

เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

“เป็นโปรเจกต์สุดท้ายที่ทำก่อนบินไปเรียนต่อ แล้วทำให้เกิดข้อขัดแย้ง เพราะในขณะที่เรามีชื่อเสียงมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ใช้ชีวิตอู้ฟู่ได้ แต่พ่อแม่ยังกินข้าวยำอยู่เลย เลยตัดสินใจทิ้งวงการแล้วไปเรียนต่อ เพราะอยากตัดบท กลัวตัวเองหลงระเริงกับชื่อเสียง ในเชิงวิธีคิด ผลงานนี้เกิดขึ้นจากคำถามที่ตั้งขึ้นมาว่าไอศกรีมอยู่กับศิลปะได้ไหม สรุปว่าได้ เราใช้ดีไซน์ทำให้เกิด Artistic Value ให้แก่แบรนด์ ผสานศาสตร์อื่นมาอีกหลายแขนง เป็นหลักฐานว่าแนวทางเราไม่ผิด”

02 Fun Factory

เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

“ชิ้นนี้เป็นทีสิสของเรา ศึกษาเมืองกลาสโกวว่าทำไมประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจ แต่มีสถิติการฆ่าตัวตายสูง และใช้ศาสตร์ Socio-Urban มาวิเคราะห์ เล่นกับวัฒนธรรมการทำงาน เป็นโปรเจกต์ที่อาจารย์ชอบและได้ตีพิมพ์ในสหรัฐอเมริกาด้วย เป็นจุดเปลี่ยนที่อาจารย์เข้ามาบอกว่า จากเด็กเอเชียที่ตามเพื่อนไม่ทันตอนแรก มีมุมมองความคิดเปลี่ยนไปอย่างก้าวกระโดด จนตั้งคำถามกับวัฒนธรรมที่ย้อนแย้งและเสนอวิธีแก้ปัญหาได้”

03 Studio Act of Kindness

เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

“ออฟฟิศนี้สะท้อนความเป็นตัวเราจริงๆ ด้วยสไตล์ คาแรกเตอร์ และอารมณ์ในการออกแบบ” 

04 Whale House

เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

“นี่คือโปรเจกต์บ้าน พี่โต๋ (นุติ์ นิ่มสมบุญ) ที่สนุกมาก เพราะพี่โต๋ไปทางโมเดิร์น แต่ภรรยาเขาชอบทางยุโรป ผมเลยบิดความแข็งอ่อนจากสองสไตล์ออกมาเป็นองค์ประกอบต่างๆ จนนิยามไม่ได้ว่าเป็นสไตล์อะไรกันแน่ งานนี้ขุดสกิลล์มาใช้เยอะมาก เพราะมีแต่คำถามเต็มไปหมด (หัวเราะ)”

05 Monsoon House

เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

“ชิ้นสุดท้ายขอเลือกบ้านของตัวเอง ผมคงไม่ได้ฝันอะไรไปมากกว่านี้แล้ว Monsoon House เป็นบ้านที่มีคาแรกเตอร์ที่เราคิดขึ้นมา อาจไม่ได้แปลกแต่ว่ามีความหนักหน่วงอยู่ เช่น ผมตั้งใจทำให้ทุกห้องรู้สึกว่าฝนตกตลอด เพราะผมผ่านความเจ็บปวดมาเยอะ ถ้าชีวิตเรียบง่ายจะไม่มีแรงขับเคลื่อน บ้านหลังนี้อาจเป็นตัวปิดท้ายในบทความที่ดี เพราะมันคือแบบจำลองความเป็นเรา ตั้งแต่อ่อนแอที่สุดไปจนถึงสำเร็จที่สุด”

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

beautiful and bittersweetly

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load