ชื่อแบรนด์: แป้งเย็นตรางู
สัญชาติ: ไทย
ปีที่ก่อตั้ง: 1947

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดของปี

บางทีเราก็อยากให้กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศเย็นแม่นยำเหมือนที่ทำกับอากาศร้อนบ้าง

ตัวเลขอุณหภูมิ 2 หลักที่คุ้นเคยมาตลอดชีวิต เรียกร้องให้เรารู้จักรักษาตัวรอดในองศาร้อนแบบนี้ น้ำหวานเย็น อุปกรณ์คลายร้อนต่างๆ พร้อมสรรพกันมาร่วมบรรเทาใจให้เย็นก่อนใครเพื่อน

จนกระทั่งเราพบภาพซองทิชชู่เย็นหน้าตาคุ้นกระจายอยู่ตามโซเชียล

และไม่ว่าใครก็คงคิดเหมือนกันว่า แค่เห็นตราสัญลักษณ์ในบรรจุภัณฑ์ล้อกันไปกับกระป๋องแป้งเย็นตรางูที่เราคิดถึง เราก็รับรู้ถึงความหนาวเย็น

เดิมเราตั้งใจไปคุยกับแบรนด์แป้งเย็นตรางู แค่เรื่องทิชชู่เย็นหน้าตาเก๋ไก๋นี้

แต่ทันทีที่เห็นบรรดาสเปรย์เย็นตรางู สบู่เย็นตรางู แป้งน้ำเย็นตรางู น้ำมันหอมระเหยเย็นตรางู และบาล์มเจลเย็นตรางู เรียงรายพร้อมกันตรงหน้า เราก็ไม่รอช้าชวน มุทิตา หลักชัยวิบูลย์ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายการตลาด และ มาศบดี มณีสะอาด ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายผลิตภัณฑ์ บริษัท บริทิช ดิสเพนซารี่ คอนซูมเมอร์ จำกัด (มหาชน) ทีมงานผู้ดูแลการสื่อสารผลิตภัณฑ์เย็นตรางูใหม่ฉบับพกพา คุยเรื่องความเย็นต้นตำรับที่เราคิดถึง และการตีโจทย์ออกมาเป็นอีกหลากหลายความเย็นที่เราปฏิเสธไม่ลง

พร้อมแล้วฉีกซองทิชชู่เย็นแล้วเดินตามเรามาเลย

แป้งเย็นตรางู

แป้งเย็นตรางู

Original

ย้อนกลับไปเมื่อร้อยกว่าปีก่อน สมัยนั้นคนไทยยังไม่ค่อยมีแหล่งช้อปปิ้งมากมายนัก จะมีก็แต่เพียงห้างขายยาที่ประหนึ่งเป็นซูเปอร์สโตร์แห่งยุค และหนึ่งในนั้นได้แก่ ห้างขายยาอังกฤษ (ตรางู) ซึ่งก่อตั้งใน พ.ศ. 2435 โดยนายแพทย์โทมัส เฮย์วาร์ด เฮย์ และ ดร. ปีเตอร์ กาแวน ก่อนจะเปลี่ยนมือมาเป็นของนายห้างคนล่าสุดซึ่งตัดสินใจย้ายถิ่นฐานกลับภูมิลำเนา จึงส่งต่อกิจการให้หมอล้วน ว่องวานิช ที่ทำงานอยู่ที่ร้าน เพราะเห็นว่าเป็นคนซื่อสัตย์ และจะสามารถดำเนินกิจการให้อยู่รอดและเติบโตได้

หากสังเกตเราจะพบว่า แบรนด์สมัยก่อนนิยมใช้สัตว์เป็นสัญลักษณ์เพื่อง่ายแก่การจดจำชื่อ เช่น ถ่านไฟฉายตรากบ ยาหม่องตราเสือ แผ่นเสียงตรากระต่าย สบู่ตรานกแก้ว แต่มากไปกว่าการจดจำได้ งูของแป้งเย็นตรางูมีความหมายที่มากมายกว่านั้นซ่อนอยู่

งูอสรพิษหางยาวแทนโรคภัยไข้เจ็บซึ่งมาพร้อมศรปักที่หัว ใช้สื่อแทนความหมายของการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ และยังเป็นตรารับประกันคุณภาพสินค้าที่มีอายุยาวนานกว่าร้อยปี

แป้งเย็นตรางู

ลด – โรค – ร้อน

ก่อนจะมาเป็นแป้งเย็นตรางูต้นตำรับแป้งเย็นเจ้าแรกของโลกอย่างทุกวันนี้

หมอล้วน ว่องวานิช เริ่มต้นจากการผลิตแป้งน้ำมโนราซึ่งเป็นเครื่องสำอางประจำยุคที่ให้ทั้งความหอมและความเย็น ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นแป้งน้ำควินนา และพัฒนาต่อเป็นแป้งเด็กเซนลุกส์ บุกเบิกตลาดผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก

จนกระทั่งวันหนึ่งใน พ.ศ. 2490 มีทนายความจากอังกฤษมาหาหมอเนื่องจากอาการผดผื่นคัน เพราะผิวหนังและร่างกายปรับรับกับสภาพอากาศเมืองไทยไม่ได้ หมอล้วนจึงคิดค้นแป้งสูตรเย็น ที่ไม่เพียงลดผดผื่นคันแต่ยังช่วยให้สบายตัว เกิดเป็นกระแสนิยมแป้งยาหรือแป้งเย็นตรางูไปทั่ว สืบมาจนปัจจุบัน

“เมื่อก่อนเวลาคนพูดถึงแป้งเย็น มันคือตรางูแบรนด์เดียวเลย” ทีมการตลาดของแป้งเย็นตรางูเล่าย้อนตำนานหอมเย็นชื่นใจ แม้ตลาดแป้งเย็นในประเทศเขตร้อนจะหอมหวานจนดึงดูดคู่แข่งจากต่างประเทศเข้ามาในสนาม แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่แป้งเย็นต้นตำรับต้องเกรงกลัว เพราะตราบใดที่องศาร้อนโดยเฉลี่ยทั้งพื้นที่เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี คนไทยก็ยังคงอาบน้ำ โรยแป้งเย็นที่มาพร้อมกระป๋องเหล็กรักษาความเย็น และเป่าตัวอยู่หน้าพัดลมอย่างนั้น

จนกระทั่งการมาของเครื่องปรับอากาศและความไม่ต่อเนื่องในการสื่อสาร ทำให้แป้งเย็นตรางูเป็นเหมือนที่เพื่อนหายหน้าหายตาไปจากเรา

แป้งเย็นตรางู

พี่ชายฉันหนาว

เคยมีคนบอกว่า ประเทศไทยเรามี 3 ฤดู ได้แก่ ร้อน ร้อนมาก และร้อนมากๆ แต่น้อยคนจะรู้ว่าองศาร้อนเติบโตสวนทางกับผลประกอบการโดยรวม

“เป็นเรื่องที่ทีมงานถกเถียงมานานหลาย 10 ปีแล้วเรื่องปัญหาฤดูกาลที่ต้องยอมรับว่าปีไหนร้อนมากยอดขายก็พุ่ง ขณะที่ปีไหนไม่ค่อยร้อนยอดขายก็ตก และเวลาที่ยอดตก เราจะตกหนักกว่าเพื่อน เพราะคนรู้สึกว่าเราเย็นมากๆ” มุทิตาเล่า

โดยปกติของสินค้าประเภทแป้งเย็นจะขายดีในช่วงครึ่งปีแรก ก่อนที่แบรนด์ต่างๆ จะเปลี่ยนกลยุทธ์ไปขายครีมอาบน้ำหรือครีมบำรุงผิวในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อให้เกิดยอดขายตลอดทั้งปี

แต่แป้งเย็นตรางู เป็นสินค้าเพียงชนิดเดียวของแบรนด์

แป้งเย็นตรางู

แป้งเย็นตรางู

แทนที่จะลดทอนความเย็นเพื่อให้เป็นสินค้าที่ขายได้ตลอดทั้งปี แป้งเย็นตรางูเลือกที่จะกลับมาหาแก่นของแบรนด์

“ด้วยความที่แบรนด์แข็งแรงมากเรื่องความเย็น เพราะฉะนั้น ต่อให้เราออกสินค้าใหม่ๆ ที่ลดทอนความเย็นลง แล้วเขียนว่าเย็นสดชื่นแบบ Natural Cool คนก็ไม่เชื่ออยู่ดี คนจะรู้สึกมันเย็นเกินไป พอไม่ใช่หน้าร้อนก็ไม่ใช้” มุทิตาเล่า

เมื่อเห็นว่าจุดแข็งแรงของแบรนด์เองก็เป็นข้อเสีย สิ่งที่ตรางูทำก็คือเตรียมแผนบุกตลาดต่างประเทศในช่วงฤดูร้อนของพื้นที่นั้นๆ อย่างจริงจัง

ชาวต่างชาติเข้าใจความเย็นของแป้งเย็นตรางูอย่างไร เราถาม

มุทิตาเล่าให้ฟังว่า แม้ใครก็ตามที่ไม่เคยสัมผัสความเย็นจากแป้งเย็นมาก่อน แต่เมื่อได้ลองเขาก็มักจะติดใจแป้งคลายร้อน และเห็นดีเห็นงามตรงกันว่าเป็นของดีขึ้นชื่อที่ห้ามพลาดเมื่อมาท่องเที่ยวประเทศไทย

Make Snake Brand Great Again

จนถึงตอนนี้ ถ้าพูดถึงตรางู ใครๆ ก็รู้ว่าเป็นแบรนด์ที่เคยยิ่งใหญ่มาก่อน

“เวลาพูดถึงแบรนด์ตรางู ในด้านการสื่อสารเราแทบไม่ต้องใส่รูปน้ำแข็งลงบนแพกเกจจิ้งหรือสื่อประชาสัมพันธ์ใดๆ เลยนะ แค่มีงู มีดอกกุหลาบบนล่าง เท่านี้เย็นเลย เย็นมากๆ ด้วย” มุทิตาเล่าถึงผลรายงานความรู้สึกของผู้บริโภค ซึ่งความเย็นที่แท้แบบต้นตำรับนั้นมาจากน้ำมันหอมระเหยธรรมชาติสูตรลับเฉพาะของตรางู ผสมกับสารสกัดจากมินต์หรือ Menthol ที่ให้ความเย็นสดชื่น

โดยที่มาของดอกกุหลาบบนล่างมาจากความต้องการของผู้บริหารยุคแรกที่อยากออกแบบให้บรรจุภัณฑ์ดูง่าย และให้ดอกไม้แทนความรู้สึกหอมสดชื่น แม้ต่อมาจะพยายามออกแบบให้ดอกไม้มีความหรูหราสไตล์ฝรั่งเศสมากขึ้น หรือเปลี่ยนจากกระป๋องเหล็กเป็นพลาสติก แต่ในที่สุดคนก็ยอมรับตัวตนเดิมที่แสนคลาสสิกของแป้งเย็นตรางูมากกว่า

“ครั้งหนึ่งแป้งเย็นตรางูเคยเปลี่ยนกระป๋องเป็นพลาสติกเพื่อให้ง่ายต่อการพกพา ผลก็คือ ตอนที่เปิดตัวใหม่ๆ ขายไม่ได้เลย เพราะคนเข้าใจว่าเป็นของปลอม” มุทิตาเล่า ก่อนเสริมว่าก่อนหน้านี้เข้าใจว่าคนมองแป้งเย็นตรางูว่าเชย จึงเลือกวิธีแต่งตัวใหม่ให้ทันสมัยน่าใช้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป เขาไม่ใช้แป้งแล้ว ดังนั้น ต่อให้บรรจุภัณฑ์แต่งตัวสวยแค่ไหน เขาก็จะแค่โอเคดีนะ แต่เขาไม่ได้ใช้แป้งแล้ว

ทีมการตลาดยอมรับกับเราว่าส่วนหนึ่งที่ยอดขายลดลงเป็นเพราะไม่มีกลุ่มผู้บริโภคหน้าใหม่ ซึ่งไม่นิยมหรือไม่ชินกับการใช้แป้งทาตัว หรือไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าทำไมต้องใช้แป้ง แป้งเย็นตรางูในยุคนี้จึงกลับมาพร้อมการนำเสนอความเย็นในรูปแบบอื่นๆ ตามไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปและความต้องการของคนที่หลากหลาย เกิดเป็นแคมเปญที่ชื่อว่า Make Snake Brand Great Again

แป้งเย็นตรางู

e-เย็น (ความเย็นในยุคใหม่)

แม้ปัจจุบันทุกบ้านจะมีเครื่องปรับอากาศ แต่เมื่อออกไปข้างนอกบ้าน เราก็ยังคงต้องเผชิญกับความร้อนอยู่ โจทย์ใหม่ของแป้งเย็นตรางูก็คือ ความเย็นที่พกพาได้ เกิดเป็นทิชชู่เย็นตรางู สเปรย์เย็นตรางู สบู่เย็นตรางู แป้งน้ำเย็นตรางู น้ำมันหอมระเหยเย็นตรางู และบาล์มเจลเย็นตรางู

แม้จะเป็นที่ฮือฮาในโลกโซเชียลก่อนใครเพื่อนเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่ถ้าใครเป็นแฟนแบรนด์แป้งเย็นตรางู จะรู้ว่านี่ไม่ใช่การเดบิวต์เข้าวงการความเย็นครั้งแรกของทิชชู่เย็นตรางู

หลังจากลองผิดลองถูกมาเมื่อ 2 – 3 ปีก่อน ด้วยนวัตกรรมทิชชู่สูตรเย็นซึ่งยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน ทิชชู่เย็นในวันนั้นมาในแพกเกจจิ้งสีม่วงและสีฟ้าอ่อน แต่เมื่อไม่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคมากนัก ตรางูจึงแก้เกมด้วยการออกทิชชู่เย็นสูตร Active จับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รักการออกกำลังกายด้วยความเย็น สะอาด สดชื่น แนวสปอร์ต

“เราชอบกลิ่นของคลาสสิกมากกว่า” ช่างภาพหนุ่มของเราร้องบอก หลังขออาสาพิสูจน์กลิ่นทิชชู่เย็น 2 ซองตรงหน้า

ทิชชู่เย็นตรางู

เราถามทีมงานว่าคิดอย่างไรกับเรื่องตลกที่ในโซเชียลหยอกล้อกันว่าให้ระวังอย่าใช้ทิชชู่เย็นในห้องน้ำ

ทีมงานยิ้มอย่างมีเลศนัย แล้วตอบติดตลกว่า “จริงๆ เป็นเรื่องตลกที่เรารู้กันดีว่าคนใช้แป้งตรางูทำอะไรกันบ้าง อย่างเช่นที่ผู้ชายชอบใช้ทาเฉพาะส่วน เป็นเรื่องน่าดีใจที่คนจะนึกถึงเราในทุกหน้าร้อน เรื่องใช้ทิชชู่เปียกในห้องน้ำ หลายคนก็มาเสนอขำๆ ให้เราต่อยอดผลิตภัณฑ์เป็นผ้าอนามัยหรืออื่นๆ ซึ่งในอนาคตเราก็อาจจะหยิบความคิดเห็นที่ผู้บริโภคเสนอมามาต่อยอดจริงจังก็ได้”

และจากบทเรียนที่ผ่านมา ทำให้ในตอนแรกทีมงานเกิดความไม่มั่นใจในทิชชู่เย็นหน้าตาใหม่นี้มากนัก

“ตลาดมันเฉพาะทางมากๆ ลำพังคนใช้ทิชชู่เปียกก็เป็นคนกลุ่มเล็กๆ อยู่แล้ว กลุ่มคนที่ใช้ทิชชู่เปียกสูตรเย็นยิ่งเล็กลงไปอีก บทเรียนจากเรื่องนี้จึงบอกเราว่าแบรนด์ตรางูยังมีบารมีในตัวเองอยู่มาก คนเห็นแล้วรู้เลยว่าเย็นแน่นอน และจากที่เราเคยคิดว่าคนรุ่นใหม่คงหลงลืมแป้งเย็นตรางูไปแล้ว กลายเป็นว่าทุกคนให้ความสนใจ” ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของแบรนด์ยิ้มตอบ

เจลเย็นตรางู น้ำมันตรางู

เย็นตอแย

เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่แป้งเย็นตรางูปล่อยคลิปโปรโมตแบรนด์ครั้งแรกในรอบ 5 ปี ในแฟนเพจ เพื่อบอกทุกคนว่า แป้งเย็นตรางูกำลังกลับมาอีกครั้งพร้อมผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ภายใต้ตรางูคลาสสิก เผยให้เห็นสมาชิกใหม่อย่างสเปรย์เย็นและทิชชู่เย็น ซึ่งแม้จะปรากฏตัวเพียง 1 – 2 วินาที ทุกคนที่ได้รับชมก็จบภาพนิ่งส่งมาถามหาสเปรย์กันมากมาย

“ลดอุณหภูมิ 8 องศาฯ จากอุณหภูมิโดยรอบ ภายใน 60 วินาที” ผลทดสอบจากห้องทดลองระบุไว้ข้างกระป๋องสเปรย์ต้นแบบ ก่อนพร้อมวางจำหน่ายช่วงกลางเดือนเมษายน

“ตอนที่ทำการทดสอบ มีคนนิยามความเย็นของสเปรย์เย็นว่า เป็นความเย็นตอแย นั่นคือ ไม่เพียงทำให้คลายร้อนยังสร้างความเย็นเยือกทิ้งไว้ยาวนาน จนต้องใส่อารมณ์กับกระป๋องสเปรย์ว่า พอได้แล้ว หายร้อนแล้ว เลิกเย็นได้แล้ว” ทันทีที่ได้รับคำอธิบายจากมุทิตา ช่างภาพหนุ่มของเราก็ไม่พลาดที่จะขอทดลอง

แป้งเย็นตรางู สบู่ตรางู

“เย็นเท่าแป้งเย็นมั้ยคะ” เราถาม

“เย็นกว่าแป้งอีกนะ เพราะจริงๆ แล้วแป้งเย็นเองก็มีเคล็ดลับการใช้ ถ้าใช้ตอนผิวแห้งจะไม่ค่อยเย็น ต้องใช้ตอนตัวหมาดๆ ซึ่งในสเปรย์เย็นและทิชชู่เย็นมีความชื้นในตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้น จะเย็นทันทีที่ใช้งาน” มุทิตาเล่า ก่อนจะทิ้งท้ายว่าสิ่งที่แบรนด์แป้งเย็นตรางูตั้งใจจะสื่อในยุคนี้คือการเป็น Cool Solution ที่ไม่ว่าคุณจะต้องการความเย็นรูปแบบไหน ซึ่งในอนาคตแบรนด์ก็อาจจะนำผลิตภัณฑ์สูตรเย็นอื่นๆ ตรางูที่เคยทำในอดีตกลับมาให้หายคิดถึงอีกครั้ง

และในที่สุดแล้ว แบรนด์แป้งเย็นตรางูก็พบว่าเบื้องหลังกระแสตอบรับที่ดีนั้น คนมองข้ามเรื่องภาพลักษณ์ดีไซน์ที่ว่าเป็นกราฟิกคลาสสิกเดียวกัน แต่มองภาพรวมว่านี่คือตรางู และนี่คือความเย็น

มุทิตา หลักชัยวิบูลย์ มาศบดี มณีสะอาด

วิธีเอาชีวิตรอดสไตล์แป้งเย็นตรางู

  1. ใช้ทิชชู่เย็นตรางูเช็ดหน้าได้ แต่ให้ระวังและเว้นรอบตวงตา เพราะจะเย็นมากจนลืมตาไม่ขึ้น
  2. ลองพกทิชชู่เย็นตรางูติดไว้ในรถเวลาขับรถทางไกลแล้วรู้สึกง่วงนอน ให้นำมาปาดหน้าเลย สร่างแน่นอน
  3. สเปรย์เย็นตรางูใช้ฉีดผ่านเสื้อผ้าได้ รับรองว่าเย็นเหมือนฉีดที่ผิวโดยตรง
  4. เห็นแบบนี้ทหารหรือนักเรียน รด. ชอบใช้แป้งตรางูมาก มีคนสิงคโปร์และคนมาเลเซียมารีวิวให้ หรือบางทีเป็นทหารอเมริกันซึ่งเขาใช้แป้งเย็นตรางูแทนการอาบน้ำ
  5. ล่าสุดมีคนอินเดียส่งข้อความมาถามในเฟซบุ๊กว่าใช้แป้งเย็นตรางูแล้วทำไมไม่เย็น ซึ่งถ้าเป็นแป้งเย็นให้ใช้ตอนผิวหมาดนิดๆ แต่ถ้าเป็นทิชชู่เย็นหรือสเปรย์เย็นจะเย็นทันทีหลังใช้

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

21 พฤศจิกายน 2565
2 K

อากาศเปลี่ยนนิดหน่อยผิวก็เริ่มลอกแห้ง ล้างหน้ากับน้ำที่ไม่คุ้นผื่นคันก็ถามหา หลายคนอาจไม่เชื่อว่าอาการผิวแค่นี้ก็กระทบชีวิตคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้จริง ๆ แถมไม่ได้กระทบเพียงเปลือกนอกอย่างร่างกาย แต่ทำลายความรู้สึกถึงภายใน

ใครไม่เชื่อ แต่ ‘Cetaphil’ เชื่อ เชื่อตั้งแต่ 75 ปีที่แล้วที่ผลิตภัณฑ์แรกอย่าง Cetaphil Gentle Skin Cleanser ถือกำเนิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้คนสมัยนั้น ทั้งยังเชื่อเสมอว่า ต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อให้คนผิวบอบ บางแพ้ง่าย ใช้ชีวิตตามปกติได้เช่นคนอื่น ๆ 

ไม่แปลกใจหากนี่จะเป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศแนะนำ แถมยังวางจำหน่ายกว่า 70 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย แต่ตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้แบรนด์หยุดพัฒนา ยังคงมุ่งมั่นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอยู่เสมอ 

เพราะแบบนี้เอง ในโอกาสครบรอบ 75 ปี บริษัทจึงปรับโฉมตัวเองครั้งใหญ่ ไม่ได้ปรับเพียงแค่สูตรผลิตภัณฑ์ตามเทรนด์ผิวและเป็นมิตรกับผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย เท่านั้น แต่ยังเป็นมิตรต่อโลก ทั้งในระดับใหญ่อย่างแพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึงระดับอณูอย่างวัตถุดิบและกระบวนการผลิต

วันนี้เราได้มีโอกาสพบกับ หนุ่ม-ธวัชชัย บุญทวีกิจ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด และ ตุ่ม-ทัศนีย์ บุญไกรลาส ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ เพื่อพาเราไปย้อนรอยแบรนด์เวชสำอางถึงอดีต เดินทางกลับมายังปัจจุบัน และพูดถึงเรื่องราวในอนาคตที่คาดหวัง

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

1. Cetaphil เกิดขึ้นพร้อมกับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรก

ถ้ามองจากรูปลักษณ์ภายนอก ทุกคนคิดว่า Cetaphil อายุเท่าคนรุ่นไหน 

เราขอเฉลยตรงนี้ว่า แม้จะมีภาพลักษณ์ทันสมัย แต่ความจริงแล้วแบรนด์นี้มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1947 หรือเมื่อ 75 ปีมาแล้ว 

เรื่องของเรื่องคือในสมัยนั้นยังไม่มีผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย เภสัชกรชาวอเมริกันในรัฐเท็กซัสคนหนึ่งเลยคิดค้นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ช่วยให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ และกลับมาใช้ชีวิตแฮปปี้ได้แบบเดิม

ถ้าเทียบกับเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ของโลก Cetaphil ก็เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟในการโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรกเลยทีเดียว!

2. ก่อนปรับปรุงสูตรครบรอบ 75 ปี ผลิตภัณฑ์ตัวแรกยังคงสูตรเดิมมาตลอด 

สำหรับคนผิวแพ้ง่าย หลายคนอาจคิดว่ายิ่งต้องลงทุนกับเซรั่มหรือครีมเพื่อคงความชุ่มชื้นแบบเต็มแม็กซ์ แต่ Cetaphil ที่เริ่มต้นบริษัทด้วยผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดผิวหน้า และยังคงยืนหนึ่งเรื่องนี้เสมอมา บอกว่าเราอาจต้องกลับไปทำความเข้าใจการดูแลผิวใหม่ตั้งแต่ต้น

“สิ่งแรกที่เราควรให้ความสำคัญ คือการทำความสะอาดผิวหน้าให้คงความชุ่มชื้นอยู่เสมอ แล้วถึงจะไปเติมความชุ่มชื้นในสเต็ปถัดไป ไม่ใช่ว่าล้างหน้าเสร็จปุ๊บ ผิวก็เอี๊ยดปั๊บ ซึ่งอาจจะดีในคนบางกลุ่ม แต่สำหรับคนที่ผิวบอบบางมาก ๆ นี่คือการทำให้วงจรผิวยิ่งแย่ลง” ตุ่มอธิบาย

แม้ในปี 1947 ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าตัวแรกอย่าง ‘Cetaphil Cleasing Lotion’ หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ ‘Cetaphil Gentle Skin Cleanser’ จะเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ก็ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว เพราะปลอบประโลมผิวและฟื้นฟูผิวบอบบาง แพ้ง่าย ให้แข็งแรงขึ้นได้จริง เป็นผลิตภัณฑ์ที่หายากในท้องตลาดสมัยนั้น 

ความน่าสนใจและแสดงให้เห็นว่าสูตรตั้งต้นนั้นเจ๋งและแจ๋ว คือก่อนจะปรับปรุงวัตถุดิบตั้งต้นในรอบ 75 ปี Cetaphil Gentle Skin Cleanser ยังคงใช้สูตรดั้งเดิมที่คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย คนแรกของโลกได้ทดลองใช้ และสูตรที่ว่าก็ยังเป็นหนึ่งในสูตรที่ขายดีตลอดกาลอีกด้วย

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

3. ถ้าไม่มีวิทยาศาสตร์ ไม่ถือเป็น Cetaphil

แม้จะตั้งต้นจากเภสัชกรที่ห่วงใยคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ก็จริง แต่แกนหลักอีกแกนที่ทำให้แบรนด์อยู่ยั้งยืนยงจนปัจจุบันได้ขนาดนี้ คือการคิดค้น วิจัย และการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ 

ถ้าใครสงสัยว่า Cetaphil เป็นแบรนด์สายวิทย์แค่ไหน? ตุ่มเล่าให้ฟังว่าตลอดระยะเวลาการวิจัยที่ผ่านมาของ Cetaphil ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจะต้องศึกษาวิจัยมากกว่า 550 ครั้งกับอาสาสมัครมากกว่า 32,000 ราย อีกทั้งในแต่ละผลิตภัณฑ์ยังต้องเน้นการวิจัยเพื่อช่วยเรื่องผิวบอบบาง คนแพ้ง่ายใช้ได้จริง คงความชุ่มชื้น และไม่ทำลายโครงสร้างผิว

นอกจากนั้น วัตถุดิบที่คัดสรรก็ต้องมีใบรับรองและผ่านการทดสอบมาแล้วว่าไม่เป็นภัยกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย และแม้บางครั้งการใส่วัตถุดิบที่สุ่มเสี่ยงอาจทำให้เกิดผลลัพธ์กับลูกค้าแบบทันตาเห็น แต่แบรนด์ก็เลือกที่จะไม่ทำ

“เราไม่ได้ใส่ใจเรื่องการอ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แค่เฉพาะในขั้นตอนการผลิต แต่กับการสื่อสารแบรนด์ออกไปยังตลาด เราก็ใส่ใจเรื่องวิทยาศาสตร์เหมือนกัน เช่น ถ้าเราจะพูดว่าผลิตภัณฑ์ของเราคงความชุ่มชื้นกี่เปอร์เซ็นต์ เราจะต้องอ้างอิงงานวิจัยเสมอ เพื่อให้ข้อมูลที่ออกไปถูกต้องและไม่เกินความจริงจนเกินไป” ตุ่มยืนยันถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ฝังรากลึกในทุกอณูของ Cetaphil

4. โจทย์หลักในการผลิตสินค้า คือการเป็นทางออกให้ผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย

เมื่อนึกถึง Cetaphil หลายคนคงนึกถึงผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เราเล่าไปแล้ว แต่รู้หรือเปล่าว่าที่จริงแล้วยังมีสินค้าอีกมากที่คิดค้นขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกคน ทุกวัย ทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะสินค้าสำหรับทารกแรกเกิด ไปจนกระทั่งสินค้าสำหรับกู้ผิวแพ้ง่าย ผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ สิว และผู้ที่เป็นผื่นแพ้ผิวหนัง แห้งคันอีกด้วย

แม้มีสินค้าหลากหลาย แต่แก่นแกนที่แท้จริงยังอยู่ นั่นคือการผลิตสินค้าเพื่อให้คนที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ 

“ลูกค้าจำนวนมากมีผิวบอบบาง แพ้ง่าย แต่ก็อยากได้ผิวกระจ่างใสด้วย พอสินค้าในตลาดส่วนใหญ่โฟกัสแค่เรื่องความกระจ่างใสอย่างเดียว ลูกค้ากลุ่มนี้ใช้ก็แพ้ทันที ต่างจาก Cetaphil ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนที่มีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เวลาจะผลิตสินค้าชิ้นใหม่ เราจึงต้องเอาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เป็นที่ตั้ง แล้วค่อยโยงออกไปว่าลูกค้าต้องการให้ช่วยแก้ไขปัญหาผิวอะไรอีกบ้าง” หนุ่มอาสาตอบ ก่อนที่ตุ่มจะเสริมถึงแก่นสำคัญ 

“อีกหัวใจสำคัญคือ ลูกค้าต้องใช้สินค้าของเราได้ในระยะยาว โดยไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างหรืออันตรายกับผิว เราจะไม่ทำสินค้าที่ทาแล้วขาวเดี๋ยวนี้ แต่เราจะทำสินค้าที่ทำให้ผิวค่อย ๆ กระจ่างใสขึ้น และค่อย ๆ ดีขึ้นในองค์รวม ไม่อย่างนั้นเราคงไม่สามารถอยู่กับคนแพ้ง่ายมาได้นานถึง 75 ปี” 

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

5. เพราะเทรนด์ผิวที่เปลี่ยนไป ถึงเวลาปรับ 3 ส่วนผสมใหม่ให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้กว่าเดิม

ถ้าเทียบกับคน อายุอานาม 75 ปีก็เป็นรุ่นยายรุ่นทวดได้แล้ว แต่แบรนด์สัญชาติอเมริกันนี้ก็ไม่ได้หยุดพัฒนาตัวเองแม้แต่น้อย Cetaphil ยังคงเป็นวัยรุ่นที่พัฒนาตัวเองและตามเทรนด์ตลอดเวลา หลังจากผลิตภัณฑ์แรกเดินทางด้วยสูตรดั้งเดิมมานาน ฉลองครบรอบ 75 ปีครั้งนี้ จึงหยิบจับเอาเทรนด์ผิวในปัจจุบันมาปรับปรุงสูตรให้ทันสมัยกว่าเดิม 

“เรามั่นใจว่าสูตรที่ผ่านมาของเราดี แต่สภาพแวดล้อมในปัจจุบันมันเปลี่ยนไป มลภาวะทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวแพ้ง่ายก็มีมากขึ้น ที่เห็นได้ชัด ๆ คือ ถ้าวันไหนค่าฝุ่น PM 2.5 สูง แค่จับหน้าก็รู้แล้วว่าหน้าเราไม่ปกติ” ตุ่มเกริ่นถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

เพราะแบบนี้เอง หลังจากเก็บข้อมูลได้ว่าคนในปัจจุบันมีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ Cetaphil จึงสรุปออกมาเป็น 5 สัญญาณผิวแพ้ง่ายที่ให้ชาวเราหมั่นสังเกต ไม่ว่าจะผิวแห้งกร้าน ผิวระคายเคืองง่าย ผิวไม่เรียบเนียน ผิวแน่นตึง และเกราะป้องกันผิวอ่อนแอ จากนั้นจึงนำสัญญาณผิวเหล่านี้ไปคิดค้นและพัฒนา จนได้สูตรปรับปรุงใหม่ของ 4 ผลิตภัณฑ์ขายดีตลอดกาล ทั้ง Cetaphil Gentle Skin Cleanser, Cetaphil Oily Skin Cleanser, Cetaphil Moisturising Lotion และ Cetaphil Moisturising Cream 

สูตรปรับปรุงใหม่ที่ว่าเน้นการปรับปรุงต้นทางของวัตถุดิบและการคัดสรร Skin Power Solution หรือ 3 วัตถุดิบสำคัญให้ดียิ่งขึ้น นั่นคือวิตามินบี 3 (Niacinamide) โปรวิตามินบี 5 (Panthenol) และกลีเซอรีน (Glycerin) ซึ่งช่วยคงความชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิว ช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรง และทำให้ผิวมีสุขภาพดี 

“หลายคนอาจบอกว่าวัตถุดิบเหล่านี้ก็มีมานานแล้วนี่ แต่มันไม่ใช่แบบนั้น การคิดค้นสูตรไม่ได้ผลลัพธ์แบบ 1 + 1 เท่ากับ 2 แต่ต้องดูว่าสารตัวไหนมารวมกับสารตัวไหนแล้วจะทำหน้าที่ได้ดีกว่า เช่น ตัว Oily Skin Cleanser ต้องมีสารลดความมันมากกว่าตัวอื่น แต่นักวิจัยจะทำยังไงให้ลดความมันได้แต่ต้องไม่ระคายเคืองผิวด้วย” ตุ่มอธิบาย

6. 75 ปีทั้งที Cetaphil ยังปรับแพ็กเกจจิ้งใหม่ให้ใส่ใจโลกมากกว่าเดิม

เพราะเชื่อว่าสภาพผิวของผู้คนสะท้อนสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ได้ Cetaphil จึงมีอีกขาสำคัญอย่าง Clear Skies ที่พยายามใส่ใจโลกมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งใหม่เป็น Smart Packaging ที่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนลุคธรรมดา ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนเพื่อโลก 

อย่างที่หลายคนรู้ว่าวัสดุบางชิ้นรีไซเคิลไม่ได้ เพราะวัสดุนั้น ๆ ประกอบขึ้นจากวัสดุหลายประเภท แบรนด์จึงหันมาเลือกใช้หีบห่อและวัสดุปิดที่ทำจากวัสดุประเภทเดียวกัน ทั้งยังแยกชิ้นส่วนได้ เพื่อส่งเสริมการแยกขยะ และเพื่อให้วัสดุเหล่านี้ส่งไปรีไซเคิลที่โรงงานรีไซเคิลทั่วไปได้ ไม่ต้องปวดหัว ความน่ารักอีกข้อคือ บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษก็ผลิตขึ้นจากวัสดุหมุนเวียน ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติด้วยนะ 

7. ไม่ได้ใส่ใจแค่แพ็กเกจจิ้ง แต่เป็นมิตรกับโลกระดับอณู

ในโปรเจกต์ Clear Skies ที่ทำ แบรนด์ยังมองลงไปถึงระดับอณูว่า นักวิจัยในมือจะทำยังไงให้วัตถุดิบทั้งหลายเป็นมิตรกับโลกด้วย พร้อมหันมาเลือกใช้วัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติมากขึ้น ไร้พาราเบน ซัลเฟต และส่วนผสมจากสัตว์มากวนใจ 

ความปังคือในฟากการผลิต ธุรกิจยังลดการใช้น้ำได้ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ต่อการผลิตสินค้า 1 ตัน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานเฉลี่ยทั้งปีได้มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เพราะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 95 เปอร์เซ็นต์ และลดการสร้างขยะฝังกลบจนเหลือศูนย์ 

“เราคือบริษัทที่มีเป้าหมายช่วยให้คนมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้นก็จริง แต่สมัยนี้ก็มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยให้สภาวะโลกร้อนดีขึ้น ในเมื่อทำได้ ก็ต้องมาดูว่าจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ของเรายังไง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราไปด้วยกันกับโลก” หนุ่มอธิบายถึงปณิธานของ Cetaphil และบริษัท Galderma

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

8. เป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดสอบผลิตภัณฑ์กับสัตว์

เห็นข้อนี้แล้วอดตื่นเต้นไม่ได้ 

นอกจากจะเป็นมิตรกับโลก Cetaphil ยังเป็นมิตรกับเพื่อนร่วมโลกอย่างเจ้าสัตว์ทดลอง เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าหลายปีมานี้ ประเด็นการทดลองสารพัดของอุปโภคบริโภคกับสัตว์กำลังเป็นที่ถกเถียง ถึงขนาดที่แบรนด์ใหญ่ ๆ หลายแบรนด์ต้องหันมาปรับเปลี่ยนตัวเองกันยกใหญ่ แต่ Cetaphil ถือเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์ ก่อนที่หลายประเทศจะออกกฎหมายข้อนี้อีกนะ ยกเว้นก็แต่ในบางประเทศที่มีกฎหมายกำชับว่า ยังไงก็ตาม สินค้าที่นำมาขายต้องทดลองกับสัตว์ด้วย แต่ก็ต้องอ้างอิงตามกฎหมายของแต่ละประเทศกันไป เพื่อให้ถูกต้องตามกฎของแต่ละที่

9. การตลาดแบบไม่ได้อยู่แค่วันนี้

“บอกตามตรงว่า ตลาดบ้านเราเป็นตลาดที่ไม่ง่าย” ตุ่มเกริ่น 

ที่ว่าไม่ง่าย ตุ่มขยายความว่า โดยธรรมชาติของคนเอเชียนั้นรักสวยรักงามมากกว่าคนทวีปอื่น ๆ นอกจากนั้น ตลาดเมืองไทยยังวิ่งเร็ว มีตัวเลือกให้ลูกค้าหลากหลายแบบ ทั้งในเชิงวัตถุดิบและราคา ที่สำคัญ คนไทยถือเป็นลูกค้าที่มีองค์ความรู้เยอะและทำการบ้านก่อนซื้อของเสมอ แต่ถึงจะยากยังไง ตุ่มก็ยืนยันว่า พวกเขาจะไม่ยอมทำการตลาดแบบหวือหวา

“เราพยายามทำการตลาดแบบยั่งยืน และพยายามทำการตลาดที่ไม่ได้อยู่แค่วันนี้ เพราะเราอยากเป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ ราคาสมเหตุสมผล และลูกค้าไม่ต้องคิดเยอะ”

ตุ่มยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในการโฆษณาของ Cetaphil จะไม่มีคำว่าขาวอย่างรวดเร็วสักครั้งเดียว เพราะพวกเขาเชื่อในความกระจ่างใสของสีผิว ผิวสุขภาพดีตามธรรมชาติ และความเร็วระดับกลางที่ปลอดภัยกับผิวมากกว่า

10. มากกว่ายอดขาย คือผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้กลับมาใช้ชีวิต 

ปัจจุบัน Cetaphil เป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกแนะนำ วางจำหน่ายใน 70 ประเทศทั่วโลก ทั้งยังเป็นแบรนด์ที่ทำงานร่วมกับหมอทั้งในโรงพยาบาลและคลินิกมายาวนาน เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จหนึ่งของแบรนด์ที่น่าภาคภูมิใจ

แต่ยอดขายไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวที่แบรนด์อยากได้ มากกว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่บริษัท เสียงตอบรับจากลูกค้าต่างหากที่ทำให้มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีกว่าเดิม

“ผมเคยเจอคนที่ผิวแพ้แบบรุนแรงมาก เขาดูไม่มีความมั่นใจเลย และเขาก็มองโลกด้วยความสิ้นหวัง เวลาจะพูด จะเดิน หรือจะทำอะไร มันดูหดหู่ไปหมด แต่เมื่อเขาได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา มุมมองที่เขามีต่อโลกก็สดใสขึ้น เห็นมั้ยว่าไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ทางกายอย่างเดียวนะ แต่มันคือผลลัพธ์ทางใจด้วย

“ในฐานะของแบรนด์ที่มุ่งเน้นเรื่องสุขภาพผิว เรารู้สึกดีว่ามากกว่ารายได้คือเราทำให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งก็ตรงกับเป้าหมายหลักของทั้งบริษัท Galderma และ Cetaphil ว่าไม่ว่ายังไง เราขอเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้น” หนุ่มเล่าประสบการณ์ที่เขาเจอกับตัวเอง

“เหมือนกับสโลแกนใหม่ของเราว่า We do skin, you do skin ที่เราตั้งใจอยากบอกผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ว่าคุณไม่ต้องกลัวนะ ถ้าเป็นเรื่องผิว เราจะช่วยให้คุณกลับไปใช้ชีวิตที่คุณต้องการให้ได้” ตุ่มทิ้งท้ายความตั้งใจ

เพราะผิวแพ้ง่ายบอบบางมีอยู่จริง สนทนากับ Cetaphil ประเทศไทย ถึง 75 ปีที่ผ่านมาและการเปลี่ยนแปลงนับจากนี้ต่อไป

Writer

Avatar

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load