ชื่อแบรนด์: สบู่พฤกษานกแก้ว
สัญชาติ: ไทย
ปีที่ก่อตั้ง: 1947

ถ้าเป็นคนไทย ใครๆ ก็ต้องรู้จักสบู่พฤกษานกแก้ว สบู่หอมแบบไทยแท้ๆ 100% ที่เป็นขวัญใจคนรุ่นพ่อแม่ และปู่ย่าตายาย

แต่ถ้าหากถามคนรุ่นใหม่ คนที่โตมากับสบู่เหลว น้ำหอมนับร้อย นับล้านแบบ คนที่มีไลฟ์สไตล์เข้ากับยุคดิจิทัล สนใจสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา เขาก็คงมองว่าสบู่พฤกษานกแก้วที่ห่อด้วยกระดาษแบบที่ใช้ในยุคแรกนั้นเป็นของตกยุค

ความรู้สึกแปลกๆ กับรูปลักษณ์ออริจินัลดั้งเดิม กลิ่นหอมที่เดาไม่ออก เพราะไม่เหมือนแบรนด์สบู่หอมก้อนไหน ผสมกับความรู้สึกคุ้นเคยลึกๆ ในความทรงจำ ก่อให้เกิดความไม่แน่ใจว่าจะชอบหรือไม่ชอบดี

ไม่เป็นไรนะ เราจะค่อยๆ เล่าให้คุณฟัง

ในยุคสมัยที่ใครๆ ก็ลุกขึ้นมารีแบรนด์ เปลี่ยนตัวตน ปรับภาพลักษณ์ให้ทันสมัยตามยุคตามกระแส เราก็ยังคงเห็นสบู่ก้อนหอมสูตรดั้งเดิมก้อนนี้ห่ออย่างประณีตด้วยกระดาษหน้าตาคุ้นชินและส่งกลิ่นหอมฉุย ซึ่งเป็นอัตลักษณ์และตัวตนที่ชัดเจนจนปฏิเสธไม่ได้

และเพราะรู้ถึงจุดเด่นของตัวเอง สบู่พฤกษานกแก้วจึงเลือกที่จะปฏิบัติการกู้ภาพลักษณ์เก่าแก่ให้เป็นความเก๋าที่มีอัตลักษณ์ เก๋ไก๋สไตล์ไทยๆ มากกว่าจะเปลี่ยนตัวตนที่มี มาดูกันว่า วิธีการคิดนอกกรอบที่ไฉไลและร่วมสมัยของสบู่พฤกษานกแก้วในยุคนี้เป็นอย่างไร

สบู่พฤกษานกแก้ว

สบู่พฤกษานกแก้ว กับห้องปรุงกลิ่นแห่งความลับ

ก่อนอื่นขอพาคุณย้อนกลับไปในวันหนึ่งของปี 2490

ยุคนั้นคนไทยยังมีวิถีชีวิตแสนเรียบง่าย อาบน้ำตามแม่น้ำลำคลองแบบไม่ใช้สบู่ มีบ้างเป็นส่วนน้อยที่ใช้สบู่กรด หรือสบู่ก้อนห่อกระดาษหนังสือพิมพ์โตๆ อาบน้ำรวมกับเอาไว้ใช้ล้างสารพัดสิ่งไปจนถึงซักผ้า

จนกระทั่งนักธุรกิจชาวสวิส มิสเตอร์วอลเตอร์ เลโอ ไมเยอร์ ประธานกรรมการของห้างเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ แอนด์โก ห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งยุคนั้น ที่โด่งดังมีชื่อเสียงเรื่องการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เห็นโอกาสทางธุรกิจของสบู่หอม จึงก่อตั้งโรงงานผลิตสบู่เล็กๆ เริ่มต้นด้วยการผลิตสบู่หอม ที่ผลิตด้วยมือทุกก้อน ใช้น้ำหอมนำเข้าจากฝรั่งเศสกับส่วนผสมจากธรรมชาติ เกิดเป็นสูตรลับระดับตำนานอันเลื่องลือ และส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณซอยรูเบีย ตำแหน่งที่ตั้งแรกของโรงงาน

สบู่พฤกษานกแก้ว

ความน่ารักก็คือ ชาวบ้านในย่านนั้นจะชอบมารวมตัว มุงดูกันแน่นขนัด ในทุกครั้งที่มีการทำสบู่
ที่มาของชื่อ อัตลักษณ์ และเอกลักษณ์ต่างๆ ของสบู่พฤกษานกแก้ว มาจากงานอดิเรกที่ชอบเดินป่าของมิสเตอร์วอลเตอร์ ซึ่งครั้งหนึ่งออกเดินสำรวจป่าและประทับใจความสวยงามของนกแก้วไทย จึงตั้งใจออกแบบกลิ่นของสบู่ให้ออกมาหอมกลิ่นธรรมชาติของพฤกษาและดอกไม้ป่านานาพันธุ์

ยากจะคาดเดาว่ากลิ่นหอมสดชื่นอันสุดแสนจะเป็นเอกลักษณ์นี้ ใกล้เคียงกับดอกไม้ชนิดใดในความทรงจำของเราบ้าง

และจนถึงทุกวันนี้ กลิ่นหอมในตำนานของสบู่พฤกษานกแก้วก้อนสีเขียวนั้นก็ยังคงเป็นปริศนาธรรมสำหรับเราทุกคน

กลิ่นหอมรอมริบ

ความจริงเพียงหนึ่งเดียวของกลิ่นสบู่ที่เราพอเปิดเผยได้ก็คือ จะมีแค่เพียงผู้บริหารระดับสูงเท่านั้นที่ทราบสูตรลับนี้ โดยจะมีห้องลับที่ใช้ปรุงความหอม ซึ่งจะไม่เปิดเผยสูตรลับนี้แก่ใคร และทุกวันนี้ก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่
วัตถุดิบตั้งต้นยังคงเป็นไปตามสูตรดั้งเดิม

น้ำหอมนำเข้าจากต่างประเทศ ผสมกับกลิ่นสกัดจากดอกไม้และสมุนไพรไทยนานาชนิด ในขณะที่วิธีการปรุงหัวน้ำหอมจนได้กลิ่นพิเศษนี้เป็นความลับที่แม้กระทั้ง Supplier เองก็ไม่มีทางรู้

สบู่นกแก้ว

จะว่าไปแล้ว สูตรลับเรื่องกลิ่นของสบู่พฤกษานกแก้วก็ไม่ต่างจากสูตรลับรสชาติและความอร่อยของน้ำอัดลมชื่อดังระดับโลกที่ใครๆ ก็ลอกเลียนแบบรสชาติและกลิ่นไม่ได้ เพราะแม้จะมีแบรนด์ต่างชาติหลายแบรนด์พยายามแกะสูตรลับนี้ แต่ก็ยังคงไม่มีใครสามารถทำสำเร็จ

ความหอมของสบู่พฤกษานกแก้วจึงยังคงความอมตะ และเป็นไทยแท้ 100% ให้เราได้ชื่นใจมาจนถึงทุกวันนี้

 

กลุ่มก้อนทางการบ้านการเมือง

เคยได้ยินใครสักคนบอกไว้ ว่าต่อให้อาบน้ำอยู่ริมคลองแล้วทำสบู่พฤกษานกแก้วตกลงไปหลายวัน พอเก็บขึ้นมาจากน้ำ สบู่ก็ยังคงรูปก้อนดังเดิม

คุณงามความดีเรื่องก้อนสบู่ที่แข็ง เนื้อสบู่แน่น ไม่เละง่าย ใช้ไปแล้วก้อนไม่แตกไม่หักนั้น มาจากสูตรการผสมวัตุดิบทำสบู่คุณภาพสูง และเทคนิคการผลิตเฉพาะตัวที่ไม่เปิดเผยเช่นกัน

สำคัญที่สุดคือ ความซื่อสัตย์ในการรักษาคุณภาพสบู่แบบเดียวกับที่ตอนที่เป็นสบู่หอมชั้นดีตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบัน

น้อยคนจะรู้ว่า สบู่พฤกษานกแก้วการออกแบบมาเพื่อให้ใช้ได้กับน้ำทุกประเภท

ความไม่กล้วน้ำกระด้าง และการใช้ได้กับทุกสภาพน้ำ ทุกพื้นที่ในประเทศไทยนี้ ทำให้ฟองที่เกิดขึ้นสามารถชำระล้างทุกสิ่งสกปรกอย่างง่ายดาย อาบน้ำครั้งใดก็สะอาดหอมกลิ่นพฤกษา ชื่นใจและหอมติดผิว

ไม่น่าแปลกใจ ว่าทำไมคนไทยจึงเป็นชนชาติที่อาบน้ำบ่อยที่สุดในโลก

สบู่นกแก้ว

สบู่นกแก้ว

หอมสดชื่น…ติด (ตลาด) ทนนาน

เช่นเดียวกับทุกธุรกิจในอดีต สบู่พฤกษานกแก้วสร้างการจดจำผ่านโฆษณาในวิทยุ โปสเตอร์ และสิ่งพิมพ์ ก่อนจะเริ่มมีโฆษณาโทรทัศน์ ซึ่งใช้นักแสดงหรือคนดังแห่งยุคสมัยมาเป็นพรีเซนเตอร์เล่าคุณประโยชน์และสร้างการจำจด ด้วยการชูประเด็นเรื่องความหอม สะอาด สดชื่น  

ก่อนจะเพิ่มประเภทของสินค้า หลังจากขายสบู่ก้อนเดียว สีเดียว กลิ่นเดียว มาตลอด 50 ปี

เราจึงได้กลิ่นและเห็นห่อสบู่พฤกษานกแก้วสีอื่นๆ บนชั้นสินค้า รวมทั้งหมด 8 สี เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่มีความชอบหลากหลายมากขึ้น

คนรุ่นใหม่ที่อาจจะแค่คุ้นชื่อ แต่ไม่เคยได้ลอง เราเชื่อเหลือเกินว่าถ้าได้เปิดใจลองสัมผัสกลิ่นความหอมของสบู่พฤกษานกแก้ว จะต้องมีสักกลิ่นใน 8 กลิ่นนี้ที่คุณชื่นชอบแน่ๆ

สบู่พฤกษานกแก้ว สบู่นกแก้ว

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป แบรนด์ก็ไม่ปฏิเสธที่จะออกสินค้ากลุ่มใหม่ๆ อย่างครีมอาบน้ำหรือสบู่เหลว เพราะตอบโจทย์การใช้งานในยุคนี้มากกว่า แต่ก็ยังคงอัตลักษณ์ของความเป็นต้นตำรับสบู่ความงามของไทย และยืนหยัดที่จะมอบประสบการณ์การอาบน้ำหอมสดชื่นติดทนนาน

การยืนหยัดในอัตลักษณ์และรักษาสิ่งที่เชื่อมั่นถือเป็นการคงคุณค่าแก่นแท้ของแบรนด์อย่างยั่งยืน แบบเดียวกับที่แบรนด์เครื่องสำอางระดับโลกอย่าง La Mer, Sisley, SK-II รักษาคุณค่าในผลิตภัณฑ์ระดับตำนานของตัวเอง
จะว่าไป สบู่พฤกษานกแก้วก้อนสีเขียวก็ไม่ต่างจาก Jo Malone แบรนด์น้ำหอมชื่อดังของอังกฤษที่ต่อให้ออกแบบกลิ่นธรรมชาตินับร้อยนับพัน แฟนๆ ก็ยังคงจะจดจำกลิ่นหอมหลักได้มากกว่า

และด้วยคุณลักษณะพิเศษทั้งหมดนี้ สบู่พฤกษานกแก้วจึงยังเป็นสบู่ก้อนยอดนิยมอันดับหนึ่งของเมืองไทย ด้วยยอดขายมากกว่า 40 ล้านก้อนต่อปี

ใครที่เคยคิดว่า ยุคนี้ไม่มีใครใช้สบู่พฤกษานกแก้วคงต้องมองสบู่ก้อนหอมสีเขียวนี้เสียใหม่ เพราะสบู่พฤกษานกแก้วไม่ได้ขายดีแต่ที่บ้านเรา

ภูมิใจทุกครั้งที่รู้ว่าแบรนด์สัญชาติไทยแบรนด์นี้ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่สนใจในอัตลักษณ์พิเศษ ทั้งกลิ่นพฤกษาที่หาจากไหนในโลกไม่ได้ และงานออกแบบบนกระดาษห่อสบู่ ดังจะเห็นในร้านค้าคัดสรรของเก๋ๆ ทั่วโลก ในหลายๆ ประเทศ เช่น สวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกา

หนึ่งในแบรนด์ไทยๆ จากไม่กี่แบรนด์ที่ยืดหยัดในตัวตนและอัตลักษณ์ ข้ามผ่านกาลเวลาและสถานที่ จนไปไกลและไกลได้อีกขนาดนี้

สบู่พฤกษานกแก้ว

เรียกพี่ได้มั้ย

ถึงกระนั้น ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังเข้าใจว่าสบู่พฤกษานกแก้วเป็นของหลงยุค หรือเป็นของที่ไม่มีใครใช้แล้ว

ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะที่ผ่านมาแบรนด์ห่างหายจากการสื่อสารกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ไปบ้าง

คำถามก็คือ แล้วแบรนด์ออริจินัลอย่างสบู่พฤกษานกแก้วผู้เชื่อมั่นในสิ่งที่ทำและมีความจริงใจมอบสินค้าดีมีคุณค่า มีวิธีการสื่อสารและต่อติดกับเด็กรุ่นใหม่ ผู้เติบโตในยุคที่มีสบู่และน้ำหอมให้เลือกมากมาย จนรู้สึกว่ากลิ่นหอมเย็นแนวพฤกษาที่มีเอกลักษณ์แบบไทยจ๋าเป็นสิ่งที่ไม่เข้ากับพวกเขานี้อย่างไร

รีแบรนด์ เมกโอเวอร์ อาจจะเป็นคำแรกๆ ที่ทุกคนคิดถึง

แต่ไม่ใช่กับสบู่พฤกษานกแก้ว

สบู่นกแก้ว

หอมออริจินัล

ในยุคที่ใครๆ ก็รีแบรนด์ ลบและเปลี่ยนภาพจำให้ทันสมัยกับยุค 4.0 จนลืมตัวตนที่มีมาหมดสิ้น

เราตั้งคำถามถึงความท้าทายในการสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ โดยที่เลือกจะไม่รีแบรนด์ตามสมัยนิยม จนเมื่อได้พบกับคำตอบในงานล่าสุดของสบู่พฤกษานกแก้ว

สบู่พฤกษานกแก้วเลือกที่จะแตกต่างอย่างที่เป็นมา และสร้างความรู้สึกภูมิใจในความเป็นนกแก้วที่อยู่คู่คนไทยมานานรุ่นสู่รุ่น  

บทเรียนจากนกแก้วบอกเราว่า สิ่งสำคัญก็คือ ใครเป็นคนให้ค่าว่าการห่อสบู่ด้วยกระดาษนั้นเชยหรือไม่เชย และอะไรคือเหตุผลที่เราต้องทำตามที่สิ่งที่ใครเขาเชื่อกัน เพราะถ้ามองให้ดี ความขลังนี้ไม่ต่างจากการเลือกดื่มน้ำอัดลมในขวดแก้วหรือขวดพลาสติก ล้วนเป็นอรรถรสจากประสบการณ์ที่ผู้บริโภคเลือกได้เอง

เหมือนที่เราเห็นสบู่ความงามชั้นสูงของยุโรปหลายแบรนด์ก็ยังคงห่อด้วยกระดาษ ขายในร้านหรูหราด้วยราคาที่สูงลิบ

คงเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมกับสบู่พฤกษานกแก้วเท่าไหร่

ถ้าพวกเราคนรุ่นใหม่ตั้งคำถามว่า ‘ใครจะใช้’ หรือ ‘ใครยังใช้’ สบู่แบรนด์นี้อยู่ เพราะยังมีคนไม่น้อยที่ยังใช้และภูมิใจในสิ่งที่เลือกแล้วนี้

ถ้าเปรียบเป็นคน ก็คงเป็นคนที่มีสไตล์และเป็นตัวของตัวเอง เพราะไม่ว่าโลกจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปอย่างไร สบู่พฤกษานกแก้วก็ยังคงยืนยันว่า ฉันจะยังเป็นสบู่หอมพฤกษาที่ห่อด้วยกระดาษ

ถ้าเป็นสบู่หอมไม่จริงกลิ่นก็คงหายไปหมด เราคิดในใจขณะยกสบู่พฤกษานกแก้วก้อนสีเขียวขึ้นมาสัมผัสกลิ่น พิสูจน์มนต์อำนาจความหอมอมตะ ครั้งแล้วครั้งเล่า

สบู่พฤกษานกแก้ว

ขอให้เหมือนเดิม

ถ้าสบู่พฤกษานกแก้วเปลี่ยนหน้าตาจากห่อกระดาษไปใส่กล่องสวยๆ หรือแม้แต่เปลี่ยนรูปนกแก้วออกเราจะมีความรู้สึกต่อสิ่งนี้อย่างไร

คำตอบของคนในจำนวนร้อยทั้งร้อยทั้งใกล้ตัวและไกลตัว เห็นตรงกันว่าอย่างไรก็คงไม่ชิน

และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ขอให้มีรูปนกแก้วบนโลโก้ บนสินค้า เพราะเป็นเครื่องการันตีคุณภาพและความเชื่อใจที่มีต่อกัน

สิ่งที่แบรนด์สบู่พฤกษานกแก้วเลือกทำ จึงไม่ใช่การ Repackaging หรือการรื้อภาพ แต่เป็นการนำเสนอแก่นสารและความรู้สึกในแบบที่เราเรียกว่าการทำ Art Marketing

นกแก้ว

ศิลปะการตลาด

นอกจากเรื่อง Rebranding ในโลกธุรกิจสร้างสรรค์มีสิ่งที่เรียกว่า Co-branding

ดังที่เราจะเห็นการทำ Co-branding ของแบรนด์ระดับโลก อย่างแบรนด์น้ำดื่ม Evian กับศิลปินต่างๆ หรือล่าสุด การร่วมกันระหว่างแบรนด์เก่าแก่อย่าง LOUIS VUITTON กับ Jeff Koons ศิลปินป๊อปอาร์ตชื่อดัง ออกมาเป็นคอลเลกชันที่ชื่อว่า Masters ที่จับผลงานศิลปะของศิลปินชั้นครูมาอยู่บนกระเป๋าแบรนด์หรู โดยไม่ทิ้งตัวตนของแบรนด์และศิลปินแต่อย่างไร

เพราะการสื่อสารด้วยศิลปะเป็นเรื่องที่ไม่ต้องการคำอธิบาย เป็นภาษาสากลที่สื่อสารออกไปในวงกว้างได้มากกว่า

เพียงแค่เห็นก็สามารถถ่ายทอดความรู้สึก เรื่องราวกินใจได้ครบถ้วน

Art Marketing ของสบู่พฤกษานกแก้วเกิดจากการมอบโจทย์ให้ศิลปินเป็นคนบอกเล่าเรื่องราวตัวตนของพฤกษานกแก้วในรูปแบบงานศิลป์ โดยขอให้คงตัวตน คุณค่าของแบรนด์ และให้ความงามของศิลปะเป็นตัวเชื่อมการบอกเล่าเรื่องราวสู่คนรุ่นใหม่ที่ให้ความสนใจในงานศิลป์

ซึ่งถ้าคุณเป็นแฟน The Cloud คุณคงกำลังคิดถึงศิลปินคนเดียวกัน

เก๋ไก๋ ไฉไล สไตล์พฤกษานกแก้ว นักรบ มูลมานัส นักรบ มูลมานัส

ใช่แล้ว สบู่พฤกษานกแก้วเลือก นักรบ มูลมานัส ศิลปินคอลลาจดาวรุ่งที่มีสายตาเข้มข้นทั้งอัตลักษณ์แบบไทยๆ และความเก๋ไก๋ที่ร่วมสมัยแบบสากล

ภายใต้แคมเปญที่ชื่อว่า ‘เก๋ไก๋ ไฉไล สไตล์พฤกษานกแก้ว’ นี้ ประกอบด้วยงานศิลปะที่มีกลิ่นอายไทยๆ จากการตีโจทย์ความเป็นไทยผ่านเอกลักษณ์ของสบู่ทั้ง 8 สี 8 กลิ่น โดยสบู่พฤกษานกแก้วจะใช้ผลงานของนักรบสื่อสารไปยังคนรุ่นใหม่ผ่านทางกิจกรรมเยอะแยะมากมายของแบรนด์ ทั้งทางโซเชียลมีเดีย และการออกของพรีเมียมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

เก๋ไก๋ ไฉไล สไตล์พฤกษานกแก้ว เก๋ไก๋ ไฉไล สไตล์พฤกษานกแก้ว

นกแก้ว นักรบ

เป็นความลงตัวระหว่างแบรนด์กับศิลปินที่ทั้งน่าอิจฉาและจับตามอง

ศิลปะบางแขนงเข้าถึงยากมาก แต่งานของนักรบเข้าใจและเข้าถึงง่าย เทคนิคการทำงานศิลปะและแนวทางที่นำเสนอ ภาพตัด-ปะ-จัดวาง จับของหลายสิ่งที่แตกต่างกันน้อยเรียงไปมาก และเก่าเรียงมาใหม่ รวมถึงเสน่ห์และสไตล์ไทยที่เป็นเอกลักษณ์ยากจะเลียนแบบ

แบรนด์สบู่พฤกษานกแก้วก็เช่นกัน เพราะเป็นสินค้าที่เข้าถึงไม่ยาก จริงใจและตรงๆ ไม่ซับซ้อนและลึกซึ้งจนเกินไป

นกแก้ว นกแก้ว นกแก้ว

เป็นวิธีคิดนอกกรอบที่ตอบโจทย์การรักษาและบอกเล่าคุณค่าของแบรนด์ ผ่านงานศิลปะที่เปลี่ยนความเป็นไทยให้ดูตื่นตาตื่นใจ และการให้ศิลปินเป็นตัวกลางเชื่อมต่อแบรนด์และคนรุ่นใหม่เข้าหากัน

จนถึงตอนนี้ รู้ตัวอีกทีเราก็มายืนอยู่หน้าชั้นวางสินค้า เลือกๆ ดมๆ ชื่นใจและตื่นเต้นไปกับกลิ่นไทยๆ ก่อนตัดสินใจเลือกหยิบห่อกระดาษสีน้ำเงินกลับบ้าน

คิดเผื่อไปไกลว่า นอกจากไว้อาบน้ำ น่าจะลองเอาไปใส่ตู้เสื้อผ้า ไว้ในรถแม่ และใช้อีกก้อนทำอะไรดี แต่ที่แน่ๆ เราติดใจในความหอมสไตล์นกแก้วซะแล้วสิ

Parrot Natural

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

21 พฤศจิกายน 2565
2 K

อากาศเปลี่ยนนิดหน่อยผิวก็เริ่มลอกแห้ง ล้างหน้ากับน้ำที่ไม่คุ้นผื่นคันก็ถามหา หลายคนอาจไม่เชื่อว่าอาการผิวแค่นี้ก็กระทบชีวิตคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้จริง ๆ แถมไม่ได้กระทบเพียงเปลือกนอกอย่างร่างกาย แต่ทำลายความรู้สึกถึงภายใน

ใครไม่เชื่อ แต่ ‘Cetaphil’ เชื่อ เชื่อตั้งแต่ 75 ปีที่แล้วที่ผลิตภัณฑ์แรกอย่าง Cetaphil Gentle Skin Cleanser ถือกำเนิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้คนสมัยนั้น ทั้งยังเชื่อเสมอว่า ต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อให้คนผิวบอบ บางแพ้ง่าย ใช้ชีวิตตามปกติได้เช่นคนอื่น ๆ 

ไม่แปลกใจหากนี่จะเป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศแนะนำ แถมยังวางจำหน่ายกว่า 70 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย แต่ตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้แบรนด์หยุดพัฒนา ยังคงมุ่งมั่นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอยู่เสมอ 

เพราะแบบนี้เอง ในโอกาสครบรอบ 75 ปี บริษัทจึงปรับโฉมตัวเองครั้งใหญ่ ไม่ได้ปรับเพียงแค่สูตรผลิตภัณฑ์ตามเทรนด์ผิวและเป็นมิตรกับผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย เท่านั้น แต่ยังเป็นมิตรต่อโลก ทั้งในระดับใหญ่อย่างแพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึงระดับอณูอย่างวัตถุดิบและกระบวนการผลิต

วันนี้เราได้มีโอกาสพบกับ หนุ่ม-ธวัชชัย บุญทวีกิจ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด และ ตุ่ม-ทัศนีย์ บุญไกรลาส ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ เพื่อพาเราไปย้อนรอยแบรนด์เวชสำอางถึงอดีต เดินทางกลับมายังปัจจุบัน และพูดถึงเรื่องราวในอนาคตที่คาดหวัง

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

1. Cetaphil เกิดขึ้นพร้อมกับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรก

ถ้ามองจากรูปลักษณ์ภายนอก ทุกคนคิดว่า Cetaphil อายุเท่าคนรุ่นไหน 

เราขอเฉลยตรงนี้ว่า แม้จะมีภาพลักษณ์ทันสมัย แต่ความจริงแล้วแบรนด์นี้มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1947 หรือเมื่อ 75 ปีมาแล้ว 

เรื่องของเรื่องคือในสมัยนั้นยังไม่มีผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย เภสัชกรชาวอเมริกันในรัฐเท็กซัสคนหนึ่งเลยคิดค้นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ช่วยให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ และกลับมาใช้ชีวิตแฮปปี้ได้แบบเดิม

ถ้าเทียบกับเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ของโลก Cetaphil ก็เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟในการโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรกเลยทีเดียว!

2. ก่อนปรับปรุงสูตรครบรอบ 75 ปี ผลิตภัณฑ์ตัวแรกยังคงสูตรเดิมมาตลอด 

สำหรับคนผิวแพ้ง่าย หลายคนอาจคิดว่ายิ่งต้องลงทุนกับเซรั่มหรือครีมเพื่อคงความชุ่มชื้นแบบเต็มแม็กซ์ แต่ Cetaphil ที่เริ่มต้นบริษัทด้วยผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดผิวหน้า และยังคงยืนหนึ่งเรื่องนี้เสมอมา บอกว่าเราอาจต้องกลับไปทำความเข้าใจการดูแลผิวใหม่ตั้งแต่ต้น

“สิ่งแรกที่เราควรให้ความสำคัญ คือการทำความสะอาดผิวหน้าให้คงความชุ่มชื้นอยู่เสมอ แล้วถึงจะไปเติมความชุ่มชื้นในสเต็ปถัดไป ไม่ใช่ว่าล้างหน้าเสร็จปุ๊บ ผิวก็เอี๊ยดปั๊บ ซึ่งอาจจะดีในคนบางกลุ่ม แต่สำหรับคนที่ผิวบอบบางมาก ๆ นี่คือการทำให้วงจรผิวยิ่งแย่ลง” ตุ่มอธิบาย

แม้ในปี 1947 ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าตัวแรกอย่าง ‘Cetaphil Cleasing Lotion’ หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ ‘Cetaphil Gentle Skin Cleanser’ จะเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ก็ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว เพราะปลอบประโลมผิวและฟื้นฟูผิวบอบบาง แพ้ง่าย ให้แข็งแรงขึ้นได้จริง เป็นผลิตภัณฑ์ที่หายากในท้องตลาดสมัยนั้น 

ความน่าสนใจและแสดงให้เห็นว่าสูตรตั้งต้นนั้นเจ๋งและแจ๋ว คือก่อนจะปรับปรุงวัตถุดิบตั้งต้นในรอบ 75 ปี Cetaphil Gentle Skin Cleanser ยังคงใช้สูตรดั้งเดิมที่คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย คนแรกของโลกได้ทดลองใช้ และสูตรที่ว่าก็ยังเป็นหนึ่งในสูตรที่ขายดีตลอดกาลอีกด้วย

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

3. ถ้าไม่มีวิทยาศาสตร์ ไม่ถือเป็น Cetaphil

แม้จะตั้งต้นจากเภสัชกรที่ห่วงใยคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ก็จริง แต่แกนหลักอีกแกนที่ทำให้แบรนด์อยู่ยั้งยืนยงจนปัจจุบันได้ขนาดนี้ คือการคิดค้น วิจัย และการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ 

ถ้าใครสงสัยว่า Cetaphil เป็นแบรนด์สายวิทย์แค่ไหน? ตุ่มเล่าให้ฟังว่าตลอดระยะเวลาการวิจัยที่ผ่านมาของ Cetaphil ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจะต้องศึกษาวิจัยมากกว่า 550 ครั้งกับอาสาสมัครมากกว่า 32,000 ราย อีกทั้งในแต่ละผลิตภัณฑ์ยังต้องเน้นการวิจัยเพื่อช่วยเรื่องผิวบอบบาง คนแพ้ง่ายใช้ได้จริง คงความชุ่มชื้น และไม่ทำลายโครงสร้างผิว

นอกจากนั้น วัตถุดิบที่คัดสรรก็ต้องมีใบรับรองและผ่านการทดสอบมาแล้วว่าไม่เป็นภัยกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย และแม้บางครั้งการใส่วัตถุดิบที่สุ่มเสี่ยงอาจทำให้เกิดผลลัพธ์กับลูกค้าแบบทันตาเห็น แต่แบรนด์ก็เลือกที่จะไม่ทำ

“เราไม่ได้ใส่ใจเรื่องการอ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แค่เฉพาะในขั้นตอนการผลิต แต่กับการสื่อสารแบรนด์ออกไปยังตลาด เราก็ใส่ใจเรื่องวิทยาศาสตร์เหมือนกัน เช่น ถ้าเราจะพูดว่าผลิตภัณฑ์ของเราคงความชุ่มชื้นกี่เปอร์เซ็นต์ เราจะต้องอ้างอิงงานวิจัยเสมอ เพื่อให้ข้อมูลที่ออกไปถูกต้องและไม่เกินความจริงจนเกินไป” ตุ่มยืนยันถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ฝังรากลึกในทุกอณูของ Cetaphil

4. โจทย์หลักในการผลิตสินค้า คือการเป็นทางออกให้ผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย

เมื่อนึกถึง Cetaphil หลายคนคงนึกถึงผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เราเล่าไปแล้ว แต่รู้หรือเปล่าว่าที่จริงแล้วยังมีสินค้าอีกมากที่คิดค้นขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกคน ทุกวัย ทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะสินค้าสำหรับทารกแรกเกิด ไปจนกระทั่งสินค้าสำหรับกู้ผิวแพ้ง่าย ผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ สิว และผู้ที่เป็นผื่นแพ้ผิวหนัง แห้งคันอีกด้วย

แม้มีสินค้าหลากหลาย แต่แก่นแกนที่แท้จริงยังอยู่ นั่นคือการผลิตสินค้าเพื่อให้คนที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ 

“ลูกค้าจำนวนมากมีผิวบอบบาง แพ้ง่าย แต่ก็อยากได้ผิวกระจ่างใสด้วย พอสินค้าในตลาดส่วนใหญ่โฟกัสแค่เรื่องความกระจ่างใสอย่างเดียว ลูกค้ากลุ่มนี้ใช้ก็แพ้ทันที ต่างจาก Cetaphil ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนที่มีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เวลาจะผลิตสินค้าชิ้นใหม่ เราจึงต้องเอาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เป็นที่ตั้ง แล้วค่อยโยงออกไปว่าลูกค้าต้องการให้ช่วยแก้ไขปัญหาผิวอะไรอีกบ้าง” หนุ่มอาสาตอบ ก่อนที่ตุ่มจะเสริมถึงแก่นสำคัญ 

“อีกหัวใจสำคัญคือ ลูกค้าต้องใช้สินค้าของเราได้ในระยะยาว โดยไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างหรืออันตรายกับผิว เราจะไม่ทำสินค้าที่ทาแล้วขาวเดี๋ยวนี้ แต่เราจะทำสินค้าที่ทำให้ผิวค่อย ๆ กระจ่างใสขึ้น และค่อย ๆ ดีขึ้นในองค์รวม ไม่อย่างนั้นเราคงไม่สามารถอยู่กับคนแพ้ง่ายมาได้นานถึง 75 ปี” 

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

5. เพราะเทรนด์ผิวที่เปลี่ยนไป ถึงเวลาปรับ 3 ส่วนผสมใหม่ให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้กว่าเดิม

ถ้าเทียบกับคน อายุอานาม 75 ปีก็เป็นรุ่นยายรุ่นทวดได้แล้ว แต่แบรนด์สัญชาติอเมริกันนี้ก็ไม่ได้หยุดพัฒนาตัวเองแม้แต่น้อย Cetaphil ยังคงเป็นวัยรุ่นที่พัฒนาตัวเองและตามเทรนด์ตลอดเวลา หลังจากผลิตภัณฑ์แรกเดินทางด้วยสูตรดั้งเดิมมานาน ฉลองครบรอบ 75 ปีครั้งนี้ จึงหยิบจับเอาเทรนด์ผิวในปัจจุบันมาปรับปรุงสูตรให้ทันสมัยกว่าเดิม 

“เรามั่นใจว่าสูตรที่ผ่านมาของเราดี แต่สภาพแวดล้อมในปัจจุบันมันเปลี่ยนไป มลภาวะทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวแพ้ง่ายก็มีมากขึ้น ที่เห็นได้ชัด ๆ คือ ถ้าวันไหนค่าฝุ่น PM 2.5 สูง แค่จับหน้าก็รู้แล้วว่าหน้าเราไม่ปกติ” ตุ่มเกริ่นถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

เพราะแบบนี้เอง หลังจากเก็บข้อมูลได้ว่าคนในปัจจุบันมีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ Cetaphil จึงสรุปออกมาเป็น 5 สัญญาณผิวแพ้ง่ายที่ให้ชาวเราหมั่นสังเกต ไม่ว่าจะผิวแห้งกร้าน ผิวระคายเคืองง่าย ผิวไม่เรียบเนียน ผิวแน่นตึง และเกราะป้องกันผิวอ่อนแอ จากนั้นจึงนำสัญญาณผิวเหล่านี้ไปคิดค้นและพัฒนา จนได้สูตรปรับปรุงใหม่ของ 4 ผลิตภัณฑ์ขายดีตลอดกาล ทั้ง Cetaphil Gentle Skin Cleanser, Cetaphil Oily Skin Cleanser, Cetaphil Moisturising Lotion และ Cetaphil Moisturising Cream 

สูตรปรับปรุงใหม่ที่ว่าเน้นการปรับปรุงต้นทางของวัตถุดิบและการคัดสรร Skin Power Solution หรือ 3 วัตถุดิบสำคัญให้ดียิ่งขึ้น นั่นคือวิตามินบี 3 (Niacinamide) โปรวิตามินบี 5 (Panthenol) และกลีเซอรีน (Glycerin) ซึ่งช่วยคงความชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิว ช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรง และทำให้ผิวมีสุขภาพดี 

“หลายคนอาจบอกว่าวัตถุดิบเหล่านี้ก็มีมานานแล้วนี่ แต่มันไม่ใช่แบบนั้น การคิดค้นสูตรไม่ได้ผลลัพธ์แบบ 1 + 1 เท่ากับ 2 แต่ต้องดูว่าสารตัวไหนมารวมกับสารตัวไหนแล้วจะทำหน้าที่ได้ดีกว่า เช่น ตัว Oily Skin Cleanser ต้องมีสารลดความมันมากกว่าตัวอื่น แต่นักวิจัยจะทำยังไงให้ลดความมันได้แต่ต้องไม่ระคายเคืองผิวด้วย” ตุ่มอธิบาย

6. 75 ปีทั้งที Cetaphil ยังปรับแพ็กเกจจิ้งใหม่ให้ใส่ใจโลกมากกว่าเดิม

เพราะเชื่อว่าสภาพผิวของผู้คนสะท้อนสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ได้ Cetaphil จึงมีอีกขาสำคัญอย่าง Clear Skies ที่พยายามใส่ใจโลกมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งใหม่เป็น Smart Packaging ที่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนลุคธรรมดา ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนเพื่อโลก 

อย่างที่หลายคนรู้ว่าวัสดุบางชิ้นรีไซเคิลไม่ได้ เพราะวัสดุนั้น ๆ ประกอบขึ้นจากวัสดุหลายประเภท แบรนด์จึงหันมาเลือกใช้หีบห่อและวัสดุปิดที่ทำจากวัสดุประเภทเดียวกัน ทั้งยังแยกชิ้นส่วนได้ เพื่อส่งเสริมการแยกขยะ และเพื่อให้วัสดุเหล่านี้ส่งไปรีไซเคิลที่โรงงานรีไซเคิลทั่วไปได้ ไม่ต้องปวดหัว ความน่ารักอีกข้อคือ บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษก็ผลิตขึ้นจากวัสดุหมุนเวียน ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติด้วยนะ 

7. ไม่ได้ใส่ใจแค่แพ็กเกจจิ้ง แต่เป็นมิตรกับโลกระดับอณู

ในโปรเจกต์ Clear Skies ที่ทำ แบรนด์ยังมองลงไปถึงระดับอณูว่า นักวิจัยในมือจะทำยังไงให้วัตถุดิบทั้งหลายเป็นมิตรกับโลกด้วย พร้อมหันมาเลือกใช้วัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติมากขึ้น ไร้พาราเบน ซัลเฟต และส่วนผสมจากสัตว์มากวนใจ 

ความปังคือในฟากการผลิต ธุรกิจยังลดการใช้น้ำได้ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ต่อการผลิตสินค้า 1 ตัน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานเฉลี่ยทั้งปีได้มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เพราะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 95 เปอร์เซ็นต์ และลดการสร้างขยะฝังกลบจนเหลือศูนย์ 

“เราคือบริษัทที่มีเป้าหมายช่วยให้คนมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้นก็จริง แต่สมัยนี้ก็มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยให้สภาวะโลกร้อนดีขึ้น ในเมื่อทำได้ ก็ต้องมาดูว่าจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ของเรายังไง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราไปด้วยกันกับโลก” หนุ่มอธิบายถึงปณิธานของ Cetaphil และบริษัท Galderma

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

8. เป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดสอบผลิตภัณฑ์กับสัตว์

เห็นข้อนี้แล้วอดตื่นเต้นไม่ได้ 

นอกจากจะเป็นมิตรกับโลก Cetaphil ยังเป็นมิตรกับเพื่อนร่วมโลกอย่างเจ้าสัตว์ทดลอง เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าหลายปีมานี้ ประเด็นการทดลองสารพัดของอุปโภคบริโภคกับสัตว์กำลังเป็นที่ถกเถียง ถึงขนาดที่แบรนด์ใหญ่ ๆ หลายแบรนด์ต้องหันมาปรับเปลี่ยนตัวเองกันยกใหญ่ แต่ Cetaphil ถือเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์ ก่อนที่หลายประเทศจะออกกฎหมายข้อนี้อีกนะ ยกเว้นก็แต่ในบางประเทศที่มีกฎหมายกำชับว่า ยังไงก็ตาม สินค้าที่นำมาขายต้องทดลองกับสัตว์ด้วย แต่ก็ต้องอ้างอิงตามกฎหมายของแต่ละประเทศกันไป เพื่อให้ถูกต้องตามกฎของแต่ละที่

9. การตลาดแบบไม่ได้อยู่แค่วันนี้

“บอกตามตรงว่า ตลาดบ้านเราเป็นตลาดที่ไม่ง่าย” ตุ่มเกริ่น 

ที่ว่าไม่ง่าย ตุ่มขยายความว่า โดยธรรมชาติของคนเอเชียนั้นรักสวยรักงามมากกว่าคนทวีปอื่น ๆ นอกจากนั้น ตลาดเมืองไทยยังวิ่งเร็ว มีตัวเลือกให้ลูกค้าหลากหลายแบบ ทั้งในเชิงวัตถุดิบและราคา ที่สำคัญ คนไทยถือเป็นลูกค้าที่มีองค์ความรู้เยอะและทำการบ้านก่อนซื้อของเสมอ แต่ถึงจะยากยังไง ตุ่มก็ยืนยันว่า พวกเขาจะไม่ยอมทำการตลาดแบบหวือหวา

“เราพยายามทำการตลาดแบบยั่งยืน และพยายามทำการตลาดที่ไม่ได้อยู่แค่วันนี้ เพราะเราอยากเป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ ราคาสมเหตุสมผล และลูกค้าไม่ต้องคิดเยอะ”

ตุ่มยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในการโฆษณาของ Cetaphil จะไม่มีคำว่าขาวอย่างรวดเร็วสักครั้งเดียว เพราะพวกเขาเชื่อในความกระจ่างใสของสีผิว ผิวสุขภาพดีตามธรรมชาติ และความเร็วระดับกลางที่ปลอดภัยกับผิวมากกว่า

10. มากกว่ายอดขาย คือผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้กลับมาใช้ชีวิต 

ปัจจุบัน Cetaphil เป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกแนะนำ วางจำหน่ายใน 70 ประเทศทั่วโลก ทั้งยังเป็นแบรนด์ที่ทำงานร่วมกับหมอทั้งในโรงพยาบาลและคลินิกมายาวนาน เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จหนึ่งของแบรนด์ที่น่าภาคภูมิใจ

แต่ยอดขายไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวที่แบรนด์อยากได้ มากกว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่บริษัท เสียงตอบรับจากลูกค้าต่างหากที่ทำให้มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีกว่าเดิม

“ผมเคยเจอคนที่ผิวแพ้แบบรุนแรงมาก เขาดูไม่มีความมั่นใจเลย และเขาก็มองโลกด้วยความสิ้นหวัง เวลาจะพูด จะเดิน หรือจะทำอะไร มันดูหดหู่ไปหมด แต่เมื่อเขาได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา มุมมองที่เขามีต่อโลกก็สดใสขึ้น เห็นมั้ยว่าไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ทางกายอย่างเดียวนะ แต่มันคือผลลัพธ์ทางใจด้วย

“ในฐานะของแบรนด์ที่มุ่งเน้นเรื่องสุขภาพผิว เรารู้สึกดีว่ามากกว่ารายได้คือเราทำให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งก็ตรงกับเป้าหมายหลักของทั้งบริษัท Galderma และ Cetaphil ว่าไม่ว่ายังไง เราขอเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้น” หนุ่มเล่าประสบการณ์ที่เขาเจอกับตัวเอง

“เหมือนกับสโลแกนใหม่ของเราว่า We do skin, you do skin ที่เราตั้งใจอยากบอกผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ว่าคุณไม่ต้องกลัวนะ ถ้าเป็นเรื่องผิว เราจะช่วยให้คุณกลับไปใช้ชีวิตที่คุณต้องการให้ได้” ตุ่มทิ้งท้ายความตั้งใจ

เพราะผิวแพ้ง่ายบอบบางมีอยู่จริง สนทนากับ Cetaphil ประเทศไทย ถึง 75 ปีที่ผ่านมาและการเปลี่ยนแปลงนับจากนี้ต่อไป

Writer

Avatar

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load