2 กุมภาพันธ์ 2562
43 K

ถ้าล่องเรือไปตามแม่น้ำปิง ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปราวๆ 10 กิโลเมตร คุณจะพบกับเรือนยอดต้นไม้เขียวชอุ่มขนาดมหึมาทอดตัวยาวไปตามลำน้ำปิง นี่คือที่ตั้งของหนึ่งในอาณาจักรเขียวผืนใหญ่ที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองเชียงใหม่ McKean Park

McKean Park, สวนแมคเคน

นอกเหนือจากต้นไม้เก่าแก่จำนวนนับพันต้นและสถาปัตยกรรมยุโรปอายุเกินร้อยปีที่สร้างโดยคณะมิชชันนารีของคริสต์ศาสนานิกายโปรเตสแตนท์ ซึ่งแทรกตัวอยู่อย่างกลมกลืนตามพื้นที่ส่วนต่างๆ ของสวนแล้ว

ความพิเศษประการสำคัญคือ ตั้งแต่แรกเริ่ม สวนแมคเคนแห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้คนทั่วไปเข้ามาใช้ประโยชน์ แต่ถูกสร้างเพื่อเป็นพื้นที่รองรับผู้ป่วยโรคเรื้อน หนึ่งในโรคเรื้อรังร้ายแรงที่สร้างความทุกข์ทรมานและคร่าชีวิตผู้คนทั้งเป็นในอดีต

เราเดินสวนกับชาวต่างชาติกลุ่มใหญ่ที่ปั่นจักรยานมาจากในตัวเมืองเชียงใหม่ ไกด์ชาวไทยบอกว่า ปั่นกินลมชมวิว แวะพักจุดนั้นจุดนี้มาเรื่อยๆ ไม่เกินชั่วโมงก็มาถึงสวนแมคเคนแล้ว นักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่รู้จักสวนนี้ และเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญที่ต้องมาเยี่ยมชมที่เชียงใหม่ แต่น่าแปลกใจไม่น้อยที่คนไทยไม่ค่อยรู้จักที่นี่กัน

เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจึงอยากชวนคุณมาทำความรู้จักสวนแมคเคนแห่งนี้ ตั้งแต่แรกเริ่มเมื่อ 110 ปีที่แล้ว ในยุคที่โรคเรื้อนยังคงแพร่ระบาด มาถึงวันที่การแพทย์สมัยใหม่สามารถควบคุมโรคนี้ได้อย่างอยู่หมัด และก้าวต่อไปของสวนแมคเคน เมื่อการเยียวยารักษาเปลี่ยนรูปแบบไปตามกาลเวลาที่หมุนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

McKean Park, สวนแมคเคน
1

สวนเพื่อผู้ป่วย

เราเข้าไปนั่งพูดคุยกับ วริทธิ์ อนุชิราชีวะ ผู้จัดการสถาบันผู้สูงอายุแมคเคน ชื่ออย่างเป็นทางการในปัจจุบันของสวนแมคเคน ซึ่งมีพื้นที่ที่ยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณถึง 300 ไร่

วริทธิ์เล่าให้ฟังว่า ชื่อแมคเคนนั้นมาจากนายแพทย์เจมส์ ดับบลิว แมคเคน (Dr.James W. McKean) แพทย์มิชชันนารีอเมริกันผู้เดินทางเข้ามาในเชียงใหม่

ใน พ.ศ. 2447 หมอแมคเคนริเริ่มสร้างห้องทดลองผลิตวัคซีนสำหรับปลูกฝีดาษ ซึ่งใช้เวลาถึง 10 ปีจึงสำเร็จ หมอแมคเคนให้การฝึกหัดคนปลูกฝี และส่งไปบำบัดผู้ป่วยตามหมู่บ้านที่ห่างไกล นอกจากนี้ยังนำเครื่องจักรเข้ามาผลิตยาควินินสำหรับใช้รักษาคนไข้มาลาเรียในเชียงใหม่

จากนั้นหมอแมคเคนจึงสร้างโรงพยาบาลขึ้นในเชียงใหม่ อยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง ใช้ชื่อครั้งแรกว่าโรงพยาบาลเชียงใหม่ เป็นสถานที่ผลิควัคซีนป้องกันโรคฝีดาษและใช้เป็นที่รักษาพยาบาลคนไข้อยู่กว่า 40 ปี จึงย้ายไปยังที่ตั้งแห่งใหม่และเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลแมคคอร์มิคในปัจจุบัน

McKean Park, สวนแมคเคน
McKean Park, สวนแมคเคน

ต่อมาหมอแมคเคนเกิดความสนใจในโรคเรื้อน ผู้ป่วยโรคเรื้อนในสมัยก่อนน่าสงสาร เพราะถูกสังคมรังเกียจและขับไล่ไสส่ง เนื่องจากคนยังไม่มีความรู้เรื่องโรคนี้กันมากนัก ผู้ป่วยโรคเรื้อนที่ผิวหนังเหวอะหวะ มือเท้ากุด จึงไม่สามารถประกอบอาชีพใดในสังคมได้เลย นอกจากเป็นขอทาน

ใน พ.ศ. 2451 หมอแมคเคนจึงขออนุญาตจากเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 8 ใช้พื้นที่บริเวณเกาะกลางแม่น้ำปิงทางทิศใต้ของสะพานนวรัฐ จัดสร้างนิคมผู้ป่วยโรคเรื้อน เป็นสถานที่ดำเนินการดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเรื้อนในเชียงใหม่ขึ้น

เมื่อกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อนรู้ข่าว ต่างก็หลั่งไหลกันเข้ามาจากทั่วทุกสารทิศ ผู้ป่วยบางคนเดินเท้ามาจากเมืองจีนและประเทศอื่นๆ เพื่อมาพึ่งพิงที่นี่

จนถึง พ.ศ. 2473 พื้นที่เกาะกลางได้รับการพัฒนามาเรื่อยๆ จนกลายมาเป็นสถานสงเคราะห์ผู้ป่วยโรคเรื้อนแมคเคน สถานพยาบาลโรคเรื้อนแห่งแรกในประเทศไทย และมีผู้ป่วยโรคเรื้อนอาศัยอยู่ที่นี่กว่าพันคน

McKean Park, สวนแมคเคน
McKean Park, สวนแมคเคน

ในช่วงเวลาเดียวกัน หมอแมคเคนและคณะแพทย์มิชชันนารีในหลายๆ ประเทศได้ทำการศึกษาและวิจัยหนทางรักษาโรคเรื้อนร่วมกัน จนในที่สุดก็สามารถหาวิธีเยียวยาและระงับการแพร่ระบาดของโรคเรื้อนได้ โดยความช่วยเหลือขององค์การอนามัยโลก (WHO)

วริทธิ์อธิบายว่า ปัจจุบันในประเทศไทยแทบไม่พบผู้ป่วยเป็นโรคเรื้อนแล้ว แต่ยังมีบางประเทศที่ยังคงพบการติดเชื้ออยู่บ้างอย่างที่อินโดนีเซียหรือพม่า และโรคเรื้อนในปัจจุบันก็ไม่ได้น่ากลัวเท่าในอดีต

โรคเรื้อนเกิดจากแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นเชื้อที่มีอยู่ทั่วๆ ไปที่คนส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกัน ดังนั้น ผู้ที่จะติดเชื้อโรคเรื้อนคือคนไม่กี่เปอร์เซ็นต์ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันที่ว่า แต่อย่างไรก็ตาม หากติดเชื้อและตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้โดยแทบไม่ส่งผลกระทบใดในชีวิตเลย

วริทธิ์เสริมว่า โรคเรื้อนมีการแสดงออกอาการทางผิวหนังได้หลากหลายลักษณะ ความแตกต่างที่สังเกตได้อย่างชัดเจนคือ หากผิวหนังเป็นผื่นแดง ด่างดวง และมีกาการคัน วินิจฉัยว่าเป็นโรคผิวหนังชนิดอื่น แต่หากแสดงอาการดังกล่าว แล้วผิวหนังบริเวณนั้นชา ไม่รับรู้ความรู้สึก ก็เข้าข่ายติดเชื้อโรคเรื้อน

ที่สมัยก่อนโรคนี้น่ากลัวเพราะความรู้เรื่องโรคเรื้อนกระจุกตัว ทำให้แม้แต่แพทย์เองยังวินิจฉัยผิดพลาดและนำไปสู่การรักษาที่ไม่ถูกวิธี และบางครั้งก็ไปเริ่มเป็นที่ผิวหนังในร่มผ้า สมัยที่โรคยังแพร่ระบาดอยู่จึงต้องมีการไปคัดกรองตามโรงพยาบาล โรงเรียน สถานที่ต่างๆ เพื่อตรวจผิวหนังอย่างละเอียด บางครั้งถึงกับต้องแก้ผ้าตรวจกันเลยทีเดียว

McKean Park, สวนแมคเคน
McKean Park, สวนแมคเคน
2

สวนเพื่อพืชพรรณและสัตว์

วริทธิ์พาเราเดินดูภาพถ่ายเก่าๆ เห็นบรรยากาศของสวนแมคเคน สมัยที่ยังมีผู้ป่วยโรคเรื้อนจำนวนมากอาศัยอยู่ด้วยกัน ที่นี่เป็นเหมือนเมืองเมืองหนึ่ง มีการทำปศุสัตว์และเกษตรกรรมเพื่อหล่อเลี้ยงคนที่อาศัยอยู่เองแบบครบวงจร แถมยังมีโรงตีเหล็ก โรงทอผ้า และเหรียญกษาปณ์สำหรับใช้จ่ายภายในพื้นที่

ต้นไม้ที่เห็นทั้งหมดนี้ส่วนใหญ่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิมก่อนที่สวนแมคเคนจะก่อตั้งขึ้นเสียอีก ตอนนี้ที่นี่มีคนสวนอยู่ 30 คน พื้นที่สวนทั้งหมดมีขนาดใหญ่ถึง 300 ไร่ คิดง่ายๆ แสดงว่าพนักงานคนหนึ่งต้องดูแลสวนถึง 10 ไร่

McKean Park, สวนแมคเคน
McKean Park, สวนแมคเคน

เพราะเมื่อพืชพรรณสมบูรณ์ สัตว์ต่างๆ ที่มาอาศัยอยู่ก็สมบูรณ์ตามไปด้วย วริทธิ์เล่าว่า การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันระหว่างคนและสัตว์ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายในการบริหารที่นี่ สวนแมคเคนจึงชวนผู้เชี่ยวชาญจากหลายแห่งเข้ามาให้ความรู้และฝึกอบรมกับพนักงาน ทั้งรุกขกรและเจ้าหน้าที่ศูนย์พฤกษศาสตร์

ต้นไม้ใหญ่และต้นไม้เก่าแก่ทั้งหมดในสวนแมคเคน ตอนนี้เข้าทะเบียนต้นไม้ของจังหวัดเชียงใหม่ และมีป้ายเลขทะเบียนติดไว้ที่ต้นไม้แต่ละต้นเป็นที่เรียบร้อย

เราแหงนหน้ามองไปรอบๆ เจอต้นฉำฉาหรือต้นจามจุรีแผ่กิ่งก้านสาขาหลายสิบเมตร และต้นงิ้ว ซึ่งตอนนี้เริ่มออกดอกสีแสดสดใส เกสรดอกงิ้วคนเหนือนิยมเอาไปตากแห้งและต้มทำน้ำเงี้ยว ในระหว่างที่กำลังคุยกันเพลินอยู่นั้น มีคุณป้ายิ้มแย้มแจ่มใสเดินเข้ามาทักทาย พร้อมตะกร้าหวายใบใหญ่ใส่ขนมจีนน้ำเงี้ยวมาด้วย เราเลยได้ลองชิมขนมจีนน้ำเงี้ยวตำรับคนเหนือแท้ๆ จากคุณป้าผู้เคยทำงานที่สวนแมคเคนแต่ตอนนี้เกษียณอายุไปแล้ว

McKean Park, สวนแมคเคน
3

สวนเพื่อผู้ด้อยโอกาสทางสังคม

สถานสงเคราะห์ผู้ป่วยโรคเรื้อนแมคเคน เปิดดำเนินการมาจนถึง พ.ศ. 2525 ก็ถึงการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง

วริทธิ์เล่าว่า หลังจากดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเรื้อนมาเป็นระยะเวลาหนึ่งจนผู้ป่วยหายสนิท งานในส่วนต่อมาคือจะทำอย่างไรให้พวกเขาสามารถกลับไปอยู่ในสังคมได้ คนในสวนแมคเคนจึงค่อยๆ ลดจำนวนลง เพราะเมื่ออดีตผู้ป่วยหายสนิท พวกเขาก็ได้รับการสนับสนุนให้ย้ายออกไปใช้ชีวิตข้างนอกตามปกติ

บางส่วนกลับไปอยู่ในสังคมเดิม บางส่วนไปตั้งที่อยู่อาศัยใหม่ตามหมู่บ้านในชนบท บนพื้นที่ซึ่งสวนแมคเคนได้รับบริจาคมา แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีอดีตผู้ป่วยจำนวนหนึ่งซึ่งแม้จะหายขาด ไม่แพร่เชื้อแล้ว แต่ยังมีความพิการหลงเหลืออยู่ ทำให้ไม่สามารถออกไปใช้ชีวิตตามปกติข้างนอกได้

McKean Park, สวนแมคเคน

จากสถานสงเคราะห์ผู้ป่วยโรคเรื้อน จึงเปลี่ยนเป็นสถาบันแมคเคนเพื่อการฟื้นฟูสภาพในเวลาต่อมา สวนแมคเคนเริ่มรับผู้พิการจากสาเหตุอื่นๆ นอกเหนือจากผู้พิการจากโรคเรื้อนมาไว้ในความดูแล

วริทธิ์พาเราเข้าไปดูผลงานหัตกรรมที่ผู้พิการทำและส่งขายในร้านขายของที่ระลึกเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ใต้ต้นฉำฉา มีนักท่องเที่ยวต่างชาติหลายคนที่ปั่นจักรยานมาเที่ยวชมสวนแมคเคนกำลังเดินเลือกซื้อของที่ระลึกกันอยู่

McKean Park, สวนแมคเคน
McKean Park, สวนแมคเคน

เมื่อเวลาผ่านไป เหล่าผู้พิการเริ่มแก่ตัวลง สุดท้ายกลุ่มคนที่อยู่ในสวนแมคเคนก็เป็นผู้สูงอายุ และประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่เรื่องสวัสดิการคนพิการของภาครัฐเริ่มเข้มแข็ง มี พ.ร.บ.คนพิการ มีเบี้ยเลี้ยงคนพิการ ทำให้สถาบันแมคเคนเพื่อการฟื้นฟูสภาพตัดสินใจลดบทบาทตัวเองในการดูแลผู้พิการลง เพราะผู้พิการสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมปกติได้แล้ว

McKean Park, สวนแมคเคน
McKean Park, สวนแมคเคน

ดังนั้น คนกลุ่มคนสุดท้ายที่ยังคงอยู่ที่สวนแมคเคนมาจนถึงปัจจุบันคือกลุ่มผู้สูงอายุ ถือเป็นการเปลี่ยนผ่าน จากการที่สวนแมคเคนดูแลหลายชีวิตมาอย่างยาวนานหลายสิบปี

4

สวนเพื่อสังคม

ตลอดระยะเวลากว่า 110 ปี สวนแมคเคนดูแลผู้คนไปหลายพันคน มอบโอกาสและชีวิตใหม่จากการเยียวยารักษาทั้งทางร่างกายและจิตใจ

วริทธิ์พาเราเดินมาหยุดที่พระฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จฯ มาทรงเยี่ยมเหล่าผู้ป่วยโรคเรื้อน การมาสวนแมคเคนของรัชกาลที่ 9 เปลี่ยนทัศนคติของคนไทยส่วนใหญ่ที่มีต่อโรคเรื้อนไปตลอดกาล

McKean Park, สวนแมคเคน
McKean Park, สวนแมคเคน

สถานที่ที่คนภายนอกไม่อยากเหยียบเข้ามา อดีตผู้ป่วยโรคเรื้อนที่คนไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วย เนื่องจากรังเกียจและกลัวติดเชื้อ แม้โรคเรื้อนจะหยุดแพร่ระบาดไปนานแล้ว และอดีตผู้ป่วยเหล่านั้นก็หายเป็นปกติดีแล้ว เพียงแต่ยังมีร่องรอยความพิการทางกายภาพหลงเหลืออยู่ให้ได้เห็น

รัชกาลที่ 9 ไม่เพียงเสด็จฯมาทอดพระเนตรเท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงนั่งลงมีพระราชปฏิสันถาร และทรงกุมมือกุดด้วนของผู้พิการจากโรคเรื้อนเหล่านั้น รวมถึงพระราชทานทพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 50,000 บาทในสมัยนั้น เพื่อเป็นทุนทรัพย์ให้สวนแมคเคนใช้ซ่อมแซมและดูแลเหล่าผู้พิการอีกด้วย

การหายขาดจากโรคร้ายเป็นเรื่องน่ายินดี แต่สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดสำหรับอดีตผู้ป่วยและผู้พิการคือการได้รับการยอมรับจากสังคมและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเท่าเทียมเช่นคนทั่วไปในสังคม

McKean Park, สวนแมคเคน
อ้างอิงข้อมูลในส่วนประวัตินายแพทย์เจมส์ ดับบลิว แมคเคน จาก :
บทความ การแพทย์ล้านนา โดยคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

McKean Park

ที่อยู่ : 68-69 หมู่ 8 ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงใหม่

เวลาทำการ : วันจันทร์-ศุกร์ เวลาราชการ แต่สามารถเข้ามาเยี่ยมชมสวนแมคเคน โบสถ์สันติธรรม เดินเล่น ปั่นจักรยานในพื้นที่ส่วนต่างๆ ได้ทุกวัน

รายละเอียดการเข้าใช้ : สามารถถ่ายภาพและวิดีโอได้ตามอัธยาศัย แต่ทางสวนแมคเคนขอความกรุณาผู้มาเยี่ยมชมทุกท่านไม่ถ่ายภาพผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ และหากเป็นการถ่ายภาพหรือวิดีโออย่างจริงจังด้วยกล้องขนาดใหญ่ ทางสวนแมคเคนขอความกรุณาส่งอีเมลมาแจ้งกับทางสำนักงานก่อนที่ [email protected]

Writer

Avatar

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

1 กุมภาพันธ์ 2566
2 K

สวนลุมพินีคือสวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย เป็นสวนอเนกประสงค์ ผู้คนนิยมเข้ามาทำกิจกรรมอย่างออกกำลังกาย หรือบางครั้งก็เป็นสถานที่จัดงานเฉลิมฉลอง แต่มี 1 อาคารที่หลายคนเกือบหลงลืมไปจากความทรงจำ นั่นคือ ‘ลุมพินีสถาน’ 

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

อาคารหลังนี้ตั้งตระหง่านอยู่ในสวนลุมพินี สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นโรงลีลาศโดยเฉพาะ และถือเป็นโรงเต้นรำที่ทันสมัยที่สุดในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 

ทั้ง ๆ ที่เป็นอาคารที่มีความสำคัญมากในยุคหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป สภาพสังคมเปลี่ยน ลีลาศกลายเป็นความสนใจของคนเฉพาะกลุ่มมากขึ้น มีอาคารจัดงานที่ทันสมัยและใหญ่กว่าผุดขึ้นมาหลายที่ ลุมพินีสถานก็เงียบเหงาลงและปิดไม่ให้ใช้งานในที่สุด จนสภาพทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา

คอลัมน์ Public Space ครั้งนี้ พา ศาสตราจารย์ ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ หัวหน้าโครงการลุมพินีสถานฯ มาพูดคุยเรื่องราวของตัวอาคารก่อนถูกทิ้งร้างนานกว่า 10 ปี และแนวคิด Learning from The Past to Create the Future ที่ทำให้เกิดงาน ‘ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s’ ที่จะปลุกให้ผู้คนได้ร่วมคิดต่อยอดการใช้งานอาคารให้เหมาะสมกับปัจจุบัน ในวันที่ 4 – 5 กุมภาพันธ์นี้ 

โรงเต้นรำ

ในอดีต ลุมพินีสถานเคยเป็นโรงลีลาศกลางพระนคร แต่แปลกที่ประวัติไม่มีการบันทึกไว้แน่ชัดว่าก่อสร้างเมื่อไหร่ “ส่วนตัวผมประเมินว่าอาคารหลังนี้เริ่มสร้างประมาณ พ.ศ. 2495 แล้วเสร็จ พ.ศ. 2498” อาจารย์ชาตรีเริ่มต้นเล่าประวัติให้เราฟัง อาคารหลังนี้ปูพื้นด้วยไม้ปาร์เกต์ ซึ่งว่ากันว่าเป็นไม้ที่เหมาะกับการเต้นลีลาศมากที่สุด 

ในช่วงรุ่งเรืองของอาคารหลังนี้ ที่นี่มีลีลาศทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละครั้ง เป็นการพบปะสังสรรค์ของหนุ่มสาว ในยุคนั้นลีลาศเป็นการเต้นที่นิยมมากที่สุด ซึ่งวงดนตรีที่คู่เคียงมากับลีลาศอย่าง ‘สุนทราภรณ์’ ก็แจ้งเกิดทั้งนักลีลาศและนักร้องหลายคน

“ไฮไลต์ที่สำคัญที่สุดคือเวทีกลม มันหมุนได้” อาจารย์ชาตรีนำเสนอ

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

สิ่งนี้สร้างเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักดนตรี และเพื่อไม่ให้ดนตรีขาดช่วงตอนเปลี่ยนวงดนตรี เมื่อวงแรกกำลังจะเล่นจบ วงที่ 2 ก็เตรียมตัวอยู่บนเวทีอีกด้านและบรรเลงเพลงไปพร้อมกับวงแรก จากนั้นเวทีก็หมุนพาวงที่ 2 มาอยู่ด้านหน้าแทน สิ่งนี้ทำให้เสียงดนตรีไม่ขาดช่วง และนักเต้นลีลาศก็จะเต้นต่อได้โดยไม่ต้องหยุด ไม่มีประวัติแน่ชัดว่าสถาปนิกหรือวิศวกรคนไหนเป็นผู้ออกแบบเวทีกลมนี้ 

แล้วเวทีนี้ยังหมุนได้ไหม – เราถาม

“หมุนไม่ได้แล้ว แต่ผมเชื่อว่าถ้าบูรณะ เครื่องจักรข้างล่างนี้อาจกลับมาหมุนได้อีกครั้ง” หลังจากเล่าเรื่องเวทีจบ อาจารย์พาเราเดินลงไปที่ห้องใต้ดินที่มีเครื่องจักรอยู่ด้านล่าง เมื่อได้เห็นเครื่องจักร เรารู้สึกประหลาดใจมากว่าในสมัยนั้นทำได้ขนาดนี้ ถือว่าทันสมัยจริงอย่างที่อาจารย์เล่า

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

“พ.ศ. 2499 Benny Goodman ราชาเพลงสวิงเดินทางมาเล่นคอนเสิร์ตที่ประเทศไทย แต่เขาไม่ได้มาทัวร์คอนเสิร์ตเหมือน BLACKPINK สมัยนี้นะ มันมีนัยทางการเมือง”

เขาเข้ามาโดยการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในยุคสงครามเย็น เพราะต้องการใช้ดนตรีเป็นสื่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสื่อถึงความเป็น ‘โลกเสรี’ ด้วยดนตรีแจ๊สที่มีความลื่นไหล ไม่ต้องเล่นตามโน้ต และอิมโพรไวส์ได้ตามใจชอบ

ราวหลังทศวรรษ 2520 แม้จะยังเป็นที่เต้นลีลาศเรื่อยมา แต่ความนิยมก็ค่อย ๆ ลดน้อยลง จากนั้นบริเวณชั้นลอยของลุมพินีสถานก็ถูกเปลี่ยนเป็นนิทรรศการสัตว์สตัฟฟ์ และในช่วงหลังกลายเป็นห้องจัดงานเลี้ยง ฟังก์ชันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามยุคสมัย จนมาถึงยุคที่มีกลุ่มชุมนุมทางการเมืองที่ใช้สวนลุมพินีเป็นพื้นที่หลัก รวมถึงเข้ามาใช้ลุมพินีสถานในการทำกิจกรรม จึงเกิดความเสียหายในหลาย ๆ จุด

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ท้ายที่สุดใน พ.ศ. 2556 เมื่อมีการตรวจสอบโครงสร้างข้างใต้ พบว่าบางส่วนได้เสื่อมสภาพ สุดท้าย กทม. จึงตัดสินใจระงับการใช้ตึกนี้ใน พ.ศ. 2557 และถูกทิ้งร้างจนถึงปัจจุบัน เป็นการปิดตำนานลุมพินีสถาน สถานที่เข้าสังคมของหนุ่มสาวยุคก่อนไปอย่างน่าเสียดาย

อาคารสงครามเย็น 

ก่อนมาที่นี่ เราได้รู้มาว่าอาคารนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบทันสมัยยุคสงครามเย็น จึงถามอาจารย์ชาตรีว่าในยุคนั้นอาคารเป็นประมาณนี้หมดเลยไหม 

“เป็นลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ Modern Architecture” เขาตอบ ในยุคสงครามเย็น วัฒนธรรมอเมริกันเข้ามามีอิทธิพลมากต่อวัฒนธรรมไทย ทั้งในแง่ดนตรี ภาพยนตร์ วัฒนธรรม การแต่งกาย และสถาปัตยกรรม ซึ่งการสร้างพื้นที่วัฒนธรรมบันเทิงก็เป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่วัฒนธรรมอเมริกันเช่นกัน

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ลุมพินีสถานเป็นอาคาร 2 ชั้น รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก พื้นที่ใช้สอยประมาณ 5,500 ตารางเมตร พื้นที่บริเวณชั้น 1 สร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นฟลอร์เต้นลีลาศและจัดกิจกรรมต่าง ๆ ส่วนบริเวณชั้น 2 มีลักษณะเป็นชั้นลอยรอบอาคาร กั้นห้องขนาดใหญ่ 6 ห้อง

“จะสังเกตว่าผมไม่ได้พูดถึงความสวยงามเลย เพราะอาคารนี้เน้นฟังก์ชันมากกว่า” ถึงไม่ได้เน้นความสวย แต่มี Ornament ที่สำคัญ คือเวทีหมุนและป้ายลุมพินีสถานที่มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษขนาบอยู่ทั้งสองข้าง เป็นฟอนต์ตามเอกลักษณ์ของยุคนั้น ซึ่งป้ายก็เป็นอีกสิ่งสำคัญที่ควรเก็บรักษา

ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s

“จริง ๆ เป้าหมายไม่ได้กำหนดอยู่ที่นี่” อาจารย์ชาตรีเล่าให้ฟังว่า เขาเริ่มทำวิจัย ‘ศิลปะกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในทศวรรษ 2470 – 2520’ ตัวงานวิจัยจะเลือกผลงานศิลปะ โดยศิลปะในที่นี้อาจเป็น Art Objects สถาปัตยกรรม หรือดนตรีในยุคนี้ขึ้นมา 50 ชิ้น ไปจัดเป็นนิทรรศการว่าด้วยประวัติศาสตร์ สังคม วัตถุ และสิ่งของ แต่ความมุ่งมั่นของอาจารย์ที่ทำวิจัยเสนอว่า ในวัตถุที่เลือกมา 50 ชิ้น จะดึงมาสักอันที่เป็นงานสถาปัตยกรรมซึ่งอาจถูกทิ้งร้างหรือหลงลืมไปในสังคมไทย เพื่อนำมาจัดกิจกรรมสาธารณะที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะและผู้คนในสังคม

สุดท้ายแล้ว เขาตัดสินใจเลือกลุมพินีสถาน เพราะคิดว่าที่นี่มีศักยภาพและมีความสำคัญต่อสังคม ซึ่งงานนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความสนใจแรกเริ่มที่มีต่อลีลาศ แต่เป็นเพราะตัวตึกที่นำพามาสู่ลีลาศ งานที่เกิดขึ้นจึงมีความพิเศษ เหมือนได้ย้อนกลับไปในยุคที่วัฒนธรรมรุ่งเรืองผ่านตัวอาคารลุมพินีสถาน

“Jim Thompson Art Center ยินดีให้ผมนำชุดผ้าไหมของ Jim Thompson มาให้เราใช้งาน” จิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) เป็นคนที่ทำให้ผ้าไหมไทยโด่งดังไปทั่วโลก และอาจารย์ก็ได้ประสานไปยังพี่เจี๊ยบ กฤติยา กาวีวงศ์ ผู้อำนวยการ Jim Thompson Art Center ซึ่งได้รับการช่วยเหลือเป็นอย่างดี จนสุดท้ายจึงได้เสื้อผ้าในคอลเลกชันยุคแรกที่เป็นชุดผ้าไหมในดีไซน์ยุค 50 – 60 มา และตัดสินใจให้วงสุนทราภรณ์ได้สวมใส่ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2566 พร้อมกับทีมงานบางคนที่คัดเลือกมา

นอกจากนี้ ภายในงานจะมีการสร้างบรรยากาศด้วยการนำรถคลาสสิกในยุคนั้นมาจอดโชว์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย

งานวันแรก วันที่ 4 กุมภาพันธ์ จะพูดถึงคุณค่า ความทรงจำ สิ่งที่ไม่ควรลืมของพื้นที่ส่วนนี้ กับกิจกรรม ‘Walking Tour’ มีการเล่าถึงอดีตและอนาคตของลุมพินีสถานผ่านแสงและมัลติมีเดีย ในกิจกรรม ‘A Walk Through Time’ รวมถึงรื้อฟื้นความทรงจำไปกับราชาลีลาศเมืองไทย ‘บุญเลิศลีลาศ’ และ สุนทราภรณ์ บนเวทีที่สร้างขึ้นใหม่เพื่องานนี้โดยเฉพาะ หน้าอาคารลุมพินีสถาน

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ส่วนวันที่ 5 กุมภาพันธ์ จะเป็นการส่งต่ออนาคตของพื้นที่ เปิดเวทีระดมความเห็นว่าประชาชนอยากให้อาคารหลังนี้เป็นอย่างไร มีการแสดงดนตรีโดย ป๊อด โมเดิร์นด็อก ร่วมกับวงดนตรีบิ๊กแบนด์จากคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และปิดท้ายด้วยการเต้น Stumbling Swingout ที่มาพร้อมครูสอนเต้น (สำหรับใครที่ไม่เคยเต้นมาก่อน) จาก Jelly Roll Dance Club

รื้อทิ้งหรือรื้อฟื้น 

“ส่วนตัวผมอยากให้รีโนเวตแบบ Adaptive Reuse” เขาอยากให้มีฟังก์ชันเหมาะกับคนรุ่นใหม่ และมีพื้นที่ให้ผู้สูงวัยได้แสดงออก ด้วยความที่ลุมพินีสถานมีประวัติน้อย ทำให้หลายคนเชื่อว่าฐานรากของอาคารเป็นไม้ทั้งหมด ดังนั้นจินตนาการถึงอนาคตของตึกนี้จึงมีข้อจำกัดมากเพราะความเชื่อดังกล่าว แต่อาจารย์ชาตรีบอกว่า ถ้าดูจากรูปแบบของอาคารและหลักฐานแวดล้อมทางประวัติศาสตร์อื่น ๆ ประกอบ เขาเชื่อว่ามันไม่ได้เก่าขนาดนั้น และฐานรากไม่น่าจะเป็นไม้ แต่ถ้าไม่ได้ขุดสำรวจก็ไม่มีหลักฐานแน่ชัด

“ถ้าเป็นอย่างที่ผมคิดจริง ทางเลือกในการปรับปรุงอาคารจะเปิดกว้างมากขึ้น” อาจารย์บอกว่าสิ่งที่ควรให้ความสำคัญและควรเก็บ คือเวทีกลมและเครื่องจักรด้านล่าง เพราะเป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และความทรงจำ สะท้อนถึงความทันสมัยในอดีต หลายคนอาจมีความเห็นว่าอายุแค่ 60 ปีเอง ไม่เห็นเก่าเลย แต่สำหรับอาจารย์ชาตรีผู้รักตึกเก่า อีกไม่นานลุมพินีสถานจะครบ 100 ปี พอถึงเวลานั้น สิ่งนี้จะมีคุณค่ามากขนาดไหน

คืนชีพ 'ลุมพินีสถาน' อาคารเก่ายุค 50 ย้อนบรรยากาศวันวาน และเปิดพื้นที่ระดมความคิดให้คนมีส่วนร่วมในการพัฒนา

ช่วง 10 ปีที่อาคารถูกทิ้งร้าง ทำให้เกิดหลายความเห็นต่ออาคารหลังนี้ บางความเห็นอ้างรายงานการสำรวจความเสียหายที่ทำขึ้นใน พ.ศ. 2556 ว่าโครงสร้างเสื่อมโทรมแล้ว ควรรื้อทิ้งไปดีกว่า แล้วสร้างอาคารใหม่ขึ้นมาแทน หลายคนที่เชื่อว่ารากฐานเป็นไม้ ก็มีความเห็นว่ารื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่ให้คล้ายเดิม แต่หากคิดว่าสถานที่นี้คือประวัติศาสตร์ “ผมว่ามันแข็งแรงกว่าที่คิด ควรเก็บอะไรได้มากกว่านั้น”

อาจารย์คิดอย่างไรกับเหล่าอาคารยุคโมเดิร์นที่ผู้คนถกเถียงกันว่าทุบหรือไม่ – เราถาม

“ผมเป็นหนึ่งในคนที่รณรงค์เรื่องตึกโมเดิร์นมานาน เพราะมันเป็นตึกกลางเก่ากลางใหม่ที่ถึงเวลาแล้วสำหรับการต้องเริ่มคิดเก็บรักษาเอาไว้” อาจารย์ตอบเราด้วยความมั่นใจและให้เหตุผลอีกว่า ตึกโมเดิร์นยุคนี้เป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ของโลกจากยุคโบราณสู่ยุคโมเดิร์น ซึ่งเราก็เห็นด้วย เพราะตึกยุคโมเดิร์นเป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งความเปลี่ยนแปลง

คืนชีพ 'ลุมพินีสถาน' อาคารเก่ายุค 50 ย้อนบรรยากาศวันวาน และเปิดพื้นที่ระดมความคิดให้คนมีส่วนร่วมในการพัฒนา

ที่ผ่านมา หลายคนที่วิ่งออกกำลังกายในสวนลุมอาจผ่านลุมพินีสถานไปโดยไม่ทันสังเกต ทั้งที่อาคารทิ้งร้างแห่งนี้มีประวัติ เหตุการณ์ รวมถึงคุณค่าทางสถาปัตยกรรมมากมายให้ได้เรียนรู้ เช่นเดียวกับเราที่จินตนาการถึงความรุ่งเรืองของอาคารนี้ในอดีตตลอดเวลาที่เข้าไปเดินชมอาคาร 

วันที่ 4 – 5 กุมภาพันธ์นี้ งาน ‘ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s’ จึงเป็นโอกาสดีที่ทุกคนจะได้ปลุกความทรงจำในอดีตขึ้นมาอีกครั้ง รวมทั้งคิดถึงอนาคตของอาคารแห่งนี้ร่วมกันด้วย

ภาพ : foto_momo

Writers

ธนพร ท้าวลา

ธนพร ท้าวลา

นิสิตปรัชญาปี 4 กำลังค้นหาตัวตนด้วยการเขียน หลงรักฤดูฝนในวันที่ไม่ต้องไปไหน ไม่ถูกกับอากาศหนาว งานอดิเรกเต้นยับ เป็นอาร์มี่หัวใจสีม่วง

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

วีระพล สิงห์น้อย

ช่างภาพสถาปัตยกรรม และเจ้าของเพจภาพถ่ายอาคารเปี่ยมเสน่ห์ชื่อ FOTO_MOMO

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load