2 กุมภาพันธ์ 2562
42 K

ถ้าล่องเรือไปตามแม่น้ำปิง ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปราวๆ 10 กิโลเมตร คุณจะพบกับเรือนยอดต้นไม้เขียวชอุ่มขนาดมหึมาทอดตัวยาวไปตามลำน้ำปิง นี่คือที่ตั้งของหนึ่งในอาณาจักรเขียวผืนใหญ่ที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองเชียงใหม่ McKean Park

McKean Park, สวนแมคเคน

นอกเหนือจากต้นไม้เก่าแก่จำนวนนับพันต้นและสถาปัตยกรรมยุโรปอายุเกินร้อยปีที่สร้างโดยคณะมิชชันนารีของคริสต์ศาสนานิกายโปรเตสแตนท์ ซึ่งแทรกตัวอยู่อย่างกลมกลืนตามพื้นที่ส่วนต่างๆ ของสวนแล้ว

ความพิเศษประการสำคัญคือ ตั้งแต่แรกเริ่ม สวนแมคเคนแห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้คนทั่วไปเข้ามาใช้ประโยชน์ แต่ถูกสร้างเพื่อเป็นพื้นที่รองรับผู้ป่วยโรคเรื้อน หนึ่งในโรคเรื้อรังร้ายแรงที่สร้างความทุกข์ทรมานและคร่าชีวิตผู้คนทั้งเป็นในอดีต

เราเดินสวนกับชาวต่างชาติกลุ่มใหญ่ที่ปั่นจักรยานมาจากในตัวเมืองเชียงใหม่ ไกด์ชาวไทยบอกว่า ปั่นกินลมชมวิว แวะพักจุดนั้นจุดนี้มาเรื่อยๆ ไม่เกินชั่วโมงก็มาถึงสวนแมคเคนแล้ว นักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่รู้จักสวนนี้ และเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญที่ต้องมาเยี่ยมชมที่เชียงใหม่ แต่น่าแปลกใจไม่น้อยที่คนไทยไม่ค่อยรู้จักที่นี่กัน

เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจึงอยากชวนคุณมาทำความรู้จักสวนแมคเคนแห่งนี้ ตั้งแต่แรกเริ่มเมื่อ 110 ปีที่แล้ว ในยุคที่โรคเรื้อนยังคงแพร่ระบาด มาถึงวันที่การแพทย์สมัยใหม่สามารถควบคุมโรคนี้ได้อย่างอยู่หมัด และก้าวต่อไปของสวนแมคเคน เมื่อการเยียวยารักษาเปลี่ยนรูปแบบไปตามกาลเวลาที่หมุนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

McKean Park, สวนแมคเคน
1

สวนเพื่อผู้ป่วย

เราเข้าไปนั่งพูดคุยกับ วริทธิ์ อนุชิราชีวะ ผู้จัดการสถาบันผู้สูงอายุแมคเคน ชื่ออย่างเป็นทางการในปัจจุบันของสวนแมคเคน ซึ่งมีพื้นที่ที่ยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณถึง 300 ไร่

วริทธิ์เล่าให้ฟังว่า ชื่อแมคเคนนั้นมาจากนายแพทย์เจมส์ ดับบลิว แมคเคน (Dr.James W. McKean) แพทย์มิชชันนารีอเมริกันผู้เดินทางเข้ามาในเชียงใหม่

ใน พ.ศ. 2447 หมอแมคเคนริเริ่มสร้างห้องทดลองผลิตวัคซีนสำหรับปลูกฝีดาษ ซึ่งใช้เวลาถึง 10 ปีจึงสำเร็จ หมอแมคเคนให้การฝึกหัดคนปลูกฝี และส่งไปบำบัดผู้ป่วยตามหมู่บ้านที่ห่างไกล นอกจากนี้ยังนำเครื่องจักรเข้ามาผลิตยาควินินสำหรับใช้รักษาคนไข้มาลาเรียในเชียงใหม่

จากนั้นหมอแมคเคนจึงสร้างโรงพยาบาลขึ้นในเชียงใหม่ อยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง ใช้ชื่อครั้งแรกว่าโรงพยาบาลเชียงใหม่ เป็นสถานที่ผลิควัคซีนป้องกันโรคฝีดาษและใช้เป็นที่รักษาพยาบาลคนไข้อยู่กว่า 40 ปี จึงย้ายไปยังที่ตั้งแห่งใหม่และเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลแมคคอร์มิคในปัจจุบัน

McKean Park, สวนแมคเคน
McKean Park, สวนแมคเคน

ต่อมาหมอแมคเคนเกิดความสนใจในโรคเรื้อน ผู้ป่วยโรคเรื้อนในสมัยก่อนน่าสงสาร เพราะถูกสังคมรังเกียจและขับไล่ไสส่ง เนื่องจากคนยังไม่มีความรู้เรื่องโรคนี้กันมากนัก ผู้ป่วยโรคเรื้อนที่ผิวหนังเหวอะหวะ มือเท้ากุด จึงไม่สามารถประกอบอาชีพใดในสังคมได้เลย นอกจากเป็นขอทาน

ใน พ.ศ. 2451 หมอแมคเคนจึงขออนุญาตจากเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 8 ใช้พื้นที่บริเวณเกาะกลางแม่น้ำปิงทางทิศใต้ของสะพานนวรัฐ จัดสร้างนิคมผู้ป่วยโรคเรื้อน เป็นสถานที่ดำเนินการดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเรื้อนในเชียงใหม่ขึ้น

เมื่อกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อนรู้ข่าว ต่างก็หลั่งไหลกันเข้ามาจากทั่วทุกสารทิศ ผู้ป่วยบางคนเดินเท้ามาจากเมืองจีนและประเทศอื่นๆ เพื่อมาพึ่งพิงที่นี่

จนถึง พ.ศ. 2473 พื้นที่เกาะกลางได้รับการพัฒนามาเรื่อยๆ จนกลายมาเป็นสถานสงเคราะห์ผู้ป่วยโรคเรื้อนแมคเคน สถานพยาบาลโรคเรื้อนแห่งแรกในประเทศไทย และมีผู้ป่วยโรคเรื้อนอาศัยอยู่ที่นี่กว่าพันคน

McKean Park, สวนแมคเคน
McKean Park, สวนแมคเคน

ในช่วงเวลาเดียวกัน หมอแมคเคนและคณะแพทย์มิชชันนารีในหลายๆ ประเทศได้ทำการศึกษาและวิจัยหนทางรักษาโรคเรื้อนร่วมกัน จนในที่สุดก็สามารถหาวิธีเยียวยาและระงับการแพร่ระบาดของโรคเรื้อนได้ โดยความช่วยเหลือขององค์การอนามัยโลก (WHO)

วริทธิ์อธิบายว่า ปัจจุบันในประเทศไทยแทบไม่พบผู้ป่วยเป็นโรคเรื้อนแล้ว แต่ยังมีบางประเทศที่ยังคงพบการติดเชื้ออยู่บ้างอย่างที่อินโดนีเซียหรือพม่า และโรคเรื้อนในปัจจุบันก็ไม่ได้น่ากลัวเท่าในอดีต

โรคเรื้อนเกิดจากแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นเชื้อที่มีอยู่ทั่วๆ ไปที่คนส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกัน ดังนั้น ผู้ที่จะติดเชื้อโรคเรื้อนคือคนไม่กี่เปอร์เซ็นต์ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันที่ว่า แต่อย่างไรก็ตาม หากติดเชื้อและตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้โดยแทบไม่ส่งผลกระทบใดในชีวิตเลย

วริทธิ์เสริมว่า โรคเรื้อนมีการแสดงออกอาการทางผิวหนังได้หลากหลายลักษณะ ความแตกต่างที่สังเกตได้อย่างชัดเจนคือ หากผิวหนังเป็นผื่นแดง ด่างดวง และมีกาการคัน วินิจฉัยว่าเป็นโรคผิวหนังชนิดอื่น แต่หากแสดงอาการดังกล่าว แล้วผิวหนังบริเวณนั้นชา ไม่รับรู้ความรู้สึก ก็เข้าข่ายติดเชื้อโรคเรื้อน

ที่สมัยก่อนโรคนี้น่ากลัวเพราะความรู้เรื่องโรคเรื้อนกระจุกตัว ทำให้แม้แต่แพทย์เองยังวินิจฉัยผิดพลาดและนำไปสู่การรักษาที่ไม่ถูกวิธี และบางครั้งก็ไปเริ่มเป็นที่ผิวหนังในร่มผ้า สมัยที่โรคยังแพร่ระบาดอยู่จึงต้องมีการไปคัดกรองตามโรงพยาบาล โรงเรียน สถานที่ต่างๆ เพื่อตรวจผิวหนังอย่างละเอียด บางครั้งถึงกับต้องแก้ผ้าตรวจกันเลยทีเดียว

McKean Park, สวนแมคเคน
McKean Park, สวนแมคเคน
2

สวนเพื่อพืชพรรณและสัตว์

วริทธิ์พาเราเดินดูภาพถ่ายเก่าๆ เห็นบรรยากาศของสวนแมคเคน สมัยที่ยังมีผู้ป่วยโรคเรื้อนจำนวนมากอาศัยอยู่ด้วยกัน ที่นี่เป็นเหมือนเมืองเมืองหนึ่ง มีการทำปศุสัตว์และเกษตรกรรมเพื่อหล่อเลี้ยงคนที่อาศัยอยู่เองแบบครบวงจร แถมยังมีโรงตีเหล็ก โรงทอผ้า และเหรียญกษาปณ์สำหรับใช้จ่ายภายในพื้นที่

ต้นไม้ที่เห็นทั้งหมดนี้ส่วนใหญ่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิมก่อนที่สวนแมคเคนจะก่อตั้งขึ้นเสียอีก ตอนนี้ที่นี่มีคนสวนอยู่ 30 คน พื้นที่สวนทั้งหมดมีขนาดใหญ่ถึง 300 ไร่ คิดง่ายๆ แสดงว่าพนักงานคนหนึ่งต้องดูแลสวนถึง 10 ไร่

McKean Park, สวนแมคเคน
McKean Park, สวนแมคเคน

เพราะเมื่อพืชพรรณสมบูรณ์ สัตว์ต่างๆ ที่มาอาศัยอยู่ก็สมบูรณ์ตามไปด้วย วริทธิ์เล่าว่า การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันระหว่างคนและสัตว์ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายในการบริหารที่นี่ สวนแมคเคนจึงชวนผู้เชี่ยวชาญจากหลายแห่งเข้ามาให้ความรู้และฝึกอบรมกับพนักงาน ทั้งรุกขกรและเจ้าหน้าที่ศูนย์พฤกษศาสตร์

ต้นไม้ใหญ่และต้นไม้เก่าแก่ทั้งหมดในสวนแมคเคน ตอนนี้เข้าทะเบียนต้นไม้ของจังหวัดเชียงใหม่ และมีป้ายเลขทะเบียนติดไว้ที่ต้นไม้แต่ละต้นเป็นที่เรียบร้อย

เราแหงนหน้ามองไปรอบๆ เจอต้นฉำฉาหรือต้นจามจุรีแผ่กิ่งก้านสาขาหลายสิบเมตร และต้นงิ้ว ซึ่งตอนนี้เริ่มออกดอกสีแสดสดใส เกสรดอกงิ้วคนเหนือนิยมเอาไปตากแห้งและต้มทำน้ำเงี้ยว ในระหว่างที่กำลังคุยกันเพลินอยู่นั้น มีคุณป้ายิ้มแย้มแจ่มใสเดินเข้ามาทักทาย พร้อมตะกร้าหวายใบใหญ่ใส่ขนมจีนน้ำเงี้ยวมาด้วย เราเลยได้ลองชิมขนมจีนน้ำเงี้ยวตำรับคนเหนือแท้ๆ จากคุณป้าผู้เคยทำงานที่สวนแมคเคนแต่ตอนนี้เกษียณอายุไปแล้ว

McKean Park, สวนแมคเคน
3

สวนเพื่อผู้ด้อยโอกาสทางสังคม

สถานสงเคราะห์ผู้ป่วยโรคเรื้อนแมคเคน เปิดดำเนินการมาจนถึง พ.ศ. 2525 ก็ถึงการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง

วริทธิ์เล่าว่า หลังจากดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเรื้อนมาเป็นระยะเวลาหนึ่งจนผู้ป่วยหายสนิท งานในส่วนต่อมาคือจะทำอย่างไรให้พวกเขาสามารถกลับไปอยู่ในสังคมได้ คนในสวนแมคเคนจึงค่อยๆ ลดจำนวนลง เพราะเมื่ออดีตผู้ป่วยหายสนิท พวกเขาก็ได้รับการสนับสนุนให้ย้ายออกไปใช้ชีวิตข้างนอกตามปกติ

บางส่วนกลับไปอยู่ในสังคมเดิม บางส่วนไปตั้งที่อยู่อาศัยใหม่ตามหมู่บ้านในชนบท บนพื้นที่ซึ่งสวนแมคเคนได้รับบริจาคมา แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีอดีตผู้ป่วยจำนวนหนึ่งซึ่งแม้จะหายขาด ไม่แพร่เชื้อแล้ว แต่ยังมีความพิการหลงเหลืออยู่ ทำให้ไม่สามารถออกไปใช้ชีวิตตามปกติข้างนอกได้

McKean Park, สวนแมคเคน

จากสถานสงเคราะห์ผู้ป่วยโรคเรื้อน จึงเปลี่ยนเป็นสถาบันแมคเคนเพื่อการฟื้นฟูสภาพในเวลาต่อมา สวนแมคเคนเริ่มรับผู้พิการจากสาเหตุอื่นๆ นอกเหนือจากผู้พิการจากโรคเรื้อนมาไว้ในความดูแล

วริทธิ์พาเราเข้าไปดูผลงานหัตกรรมที่ผู้พิการทำและส่งขายในร้านขายของที่ระลึกเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ใต้ต้นฉำฉา มีนักท่องเที่ยวต่างชาติหลายคนที่ปั่นจักรยานมาเที่ยวชมสวนแมคเคนกำลังเดินเลือกซื้อของที่ระลึกกันอยู่

McKean Park, สวนแมคเคน
McKean Park, สวนแมคเคน

เมื่อเวลาผ่านไป เหล่าผู้พิการเริ่มแก่ตัวลง สุดท้ายกลุ่มคนที่อยู่ในสวนแมคเคนก็เป็นผู้สูงอายุ และประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่เรื่องสวัสดิการคนพิการของภาครัฐเริ่มเข้มแข็ง มี พ.ร.บ.คนพิการ มีเบี้ยเลี้ยงคนพิการ ทำให้สถาบันแมคเคนเพื่อการฟื้นฟูสภาพตัดสินใจลดบทบาทตัวเองในการดูแลผู้พิการลง เพราะผู้พิการสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมปกติได้แล้ว

McKean Park, สวนแมคเคน
McKean Park, สวนแมคเคน

ดังนั้น คนกลุ่มคนสุดท้ายที่ยังคงอยู่ที่สวนแมคเคนมาจนถึงปัจจุบันคือกลุ่มผู้สูงอายุ ถือเป็นการเปลี่ยนผ่าน จากการที่สวนแมคเคนดูแลหลายชีวิตมาอย่างยาวนานหลายสิบปี

4

สวนเพื่อสังคม

ตลอดระยะเวลากว่า 110 ปี สวนแมคเคนดูแลผู้คนไปหลายพันคน มอบโอกาสและชีวิตใหม่จากการเยียวยารักษาทั้งทางร่างกายและจิตใจ

วริทธิ์พาเราเดินมาหยุดที่พระฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จฯ มาทรงเยี่ยมเหล่าผู้ป่วยโรคเรื้อน การมาสวนแมคเคนของรัชกาลที่ 9 เปลี่ยนทัศนคติของคนไทยส่วนใหญ่ที่มีต่อโรคเรื้อนไปตลอดกาล

McKean Park, สวนแมคเคน
McKean Park, สวนแมคเคน

สถานที่ที่คนภายนอกไม่อยากเหยียบเข้ามา อดีตผู้ป่วยโรคเรื้อนที่คนไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วย เนื่องจากรังเกียจและกลัวติดเชื้อ แม้โรคเรื้อนจะหยุดแพร่ระบาดไปนานแล้ว และอดีตผู้ป่วยเหล่านั้นก็หายเป็นปกติดีแล้ว เพียงแต่ยังมีร่องรอยความพิการทางกายภาพหลงเหลืออยู่ให้ได้เห็น

รัชกาลที่ 9 ไม่เพียงเสด็จฯมาทอดพระเนตรเท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงนั่งลงมีพระราชปฏิสันถาร และทรงกุมมือกุดด้วนของผู้พิการจากโรคเรื้อนเหล่านั้น รวมถึงพระราชทานทพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 50,000 บาทในสมัยนั้น เพื่อเป็นทุนทรัพย์ให้สวนแมคเคนใช้ซ่อมแซมและดูแลเหล่าผู้พิการอีกด้วย

การหายขาดจากโรคร้ายเป็นเรื่องน่ายินดี แต่สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดสำหรับอดีตผู้ป่วยและผู้พิการคือการได้รับการยอมรับจากสังคมและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเท่าเทียมเช่นคนทั่วไปในสังคม

McKean Park, สวนแมคเคน
อ้างอิงข้อมูลในส่วนประวัตินายแพทย์เจมส์ ดับบลิว แมคเคน จาก :
บทความ การแพทย์ล้านนา โดยคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

McKean Park

ที่อยู่ : 68-69 หมู่ 8 ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงใหม่

เวลาทำการ : วันจันทร์-ศุกร์ เวลาราชการ แต่สามารถเข้ามาเยี่ยมชมสวนแมคเคน โบสถ์สันติธรรม เดินเล่น ปั่นจักรยานในพื้นที่ส่วนต่างๆ ได้ทุกวัน

รายละเอียดการเข้าใช้ : สามารถถ่ายภาพและวิดีโอได้ตามอัธยาศัย แต่ทางสวนแมคเคนขอความกรุณาผู้มาเยี่ยมชมทุกท่านไม่ถ่ายภาพผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ และหากเป็นการถ่ายภาพหรือวิดีโออย่างจริงจังด้วยกล้องขนาดใหญ่ ทางสวนแมคเคนขอความกรุณาส่งอีเมลมาแจ้งกับทางสำนักงานก่อนที่ [email protected]

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

เราใช้เวลาแห่งความสุขมากมายในวัยเยาว์ไปกับสยามสแควร์ หลายคนก็คงเช่นกัน

ทุกครั้งที่เดินผ่านไปทางถนนพญาไท ตึกหลายชั้นอย่างโบนันซ่าก็ยังตั้งอยู่ตรงนั้น บางครั้งก็เลี้ยวไปดูกางเกง บางครั้งไปเฝ้าเพื่อนเจาะหู บางครั้งใช้เป็นทางผ่านเดินไป MBK จนกระทั่งวันหนึ่งภาพที่คุ้นตาก็หายไป สยามสแควร์เริ่มเงียบเหงาด้วยสถานการณ์โรคระบาด โบนันซ่าก็กลายเป็นตึกเรียนพิเศษตึกใหม่หน้าตาไม่คุ้น มากด้วยเสียงชื่นชมและเสียงวิจารณ์ นามว่า ‘SIAMSCAPE’

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

SIAMSCAPE เป็นความร่วมมือกันของทีม ‘ICES’ นำโดย East Architects ผู้รวมทีมสถาปนิกรุ่นใหม่อันประกอบไปด้วย Integrated Field, Creative Crews, และ Shma ในการทำโปรเจกต์ครั้งนี้

คอลัมน์ Public Space คราวนี้เราจะมาคุยกับหนึ่งในทีมออกแบบ อย่าง ประพันธ์ นภาวงศ์ดี และ วรวีร์ แจ่มสมบูรณ์ จากออฟฟิศภูมิสถาปนิก Shma เกี่ยวกับสวนดาดฟ้า Sky Scape พื้นที่ 1,160 ตารางเมตร ซึ่งเป็นส่วนที่พวกเขารับผิดชอบ

เราจะมาฟัง 2 ภูมิสถาปนิกผู้มีประสบการณ์เล่าไปพร้อมกันว่า สวนดาดฟ้าแห่งนี้มีแนวคิดในการออกแบบอย่างไร จะมีบทบาทอะไรในฐานะ Public Space ‘อีกเลเยอร์’ ของสยามสแควร์นอกเหนือไปจาก Walking Street ด้านล่าง ในช่วงเวลานี้ที่ทั้งย่านกำลังคืนชีพกลับมามีชีวิตชีวา และในอนาคตที่จะมาถึง

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

โบนันซ่าเลเวลอัป

“ตอนแรกเลย เขาต้องการจะอัปเดตโบนันซ่าเก่าให้กลายเป็นพื้นที่การเรียนรู้แห่งใหม่” ประพันธ์เริ่มเล่า หลังจากที่พวกเราตัดสินใจนั่งลงบนสเต็ปใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ท่ามกลางกลุ่มวัยรุ่นรายรอบ

สยามสแควร์แบ่งพื้นที่เป็นบล็อก บล็อกที่เราอยู่กันตอนนี้คือบล็อก H ซึ่งสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ PMCU ตั้งใจให้เป็นพื้นที่ของโรงเรียนพิเศษ และเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการศึกษา ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป สถาปนิกที่ร่วมทำโปรเจกต์นี้จึงใช้เวลากันไม่น้อยในการตีโจทย์ ‘การเรียนพิเศษในยุคถัดไป’ ขึ้นมาใหม่ ที่การออกแบบสเปซคงจะเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว

การเรียนพิเศษเป็นฟังก์ชันหลักของอาคาร ทว่าด้วยความใหญ่โตของ SIAMSCAPE ที่จะสร้าง จึงต้องมีฟังก์ชันอื่นมาเติมความสมเหตุสมผล อย่างการเป็นอาคารจอดรถ เป็นร้านรวงต่าง ๆ และเป็นพื้นที่ของสำนักงานด้วย

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

“ทีม ICES คิดว่าอยากเปิด Public Space ที่อยู่ข้างบนสักอย่างหนึ่ง” ประพันธ์อธิบายที่มาก่อนจะมาเป็น Sky Scape “เราก็ลองมาหลายทางเลือกเลย มีตั้งแต่ทางเดินล้อมตึก หรือว่ามีหลาย ๆ ชั้น เหวี่ยงขึ้นมาจากข้างล่าง แต่ไป ๆ มา ๆ เมื่อปรับให้เข้ากับความเป็นจริงก็เหลือพื้นที่ประมาณนี้ ซึ่งเรามองว่าจะทำทั้งที ก็อยากให้พื้นที่เป็น Public Space ที่ดีให้กับเมืองมาใช้สอยได้”

PMCU อยากให้พื้นที่นี้รองรับกิจกรรมอันหลากหลายของคนเมือง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่มาเรียนพิเศษและนิสิตนักศึกษาที่มาเดินเล่น ไม่ว่าจะเป็นอีเวนต์ ตลาด หรือกิจกรรมฮิตตอนนี้อย่างมินิคอนเสิร์ต ทาง Shma จึงออกแบบให้ที่นี่เป็น Hardscape ประกอบไปด้วยพื้นที่ราบสำหรับกิจกรรม และพื้นที่ที่ยกเป็นสเต็ป มีต้นไม้ร่มรื่นสำหรับให้คนมานั่งกิน นั่งเล่น นั่งดูดนตรีได้สบายอารมณ์ โดยพวกเขาเลือกให้ที่พื้นมีแพตเทิร์นลายทางยาวต่อมาจากเส้นตั้งบนอาคาร เพื่อให้รู้สึกถึงอาคารได้ชัดขึ้น

“ที่ทางเลือกอื่น ๆ หายไปก็เพราะเรื่องทุนในการก่อสร้างด้วย ยิ่ง Public Space มันเป็นที่ที่ขายไม่ได้ เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องบาลานซ์ให้พอดี” นักออกแบบชี้แจงอย่างจริงใจ

ว่ากันตามตรง เราก็แอบเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้เห็นทางเลือกอื่น ๆ ที่ประพันธ์เล่ามาถูกสร้างขึ้นจริง คงจะเป็นอีกมิติหนึ่งของลานสยามสแควร์ แต่เมื่อนึกถึงปัจจัยเรื่องทุนที่ต้องพิจารณาด้วยแล้ว Sky Scape เวอร์ชันปัจจุบันนี้ก็เป็นพื้นที่ของการพักผ่อนที่น่าสนใจไม่น้อย

พื้นที่สีเขียวที่มุมกระดาษ

สเต็ปที่ Shma ออกแบบมา ไม่ได้เป็นเพียงให้อัฒจันทร์อลังการไปเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสให้ใส่ Soil Bed เพื่อปลูกต้นไม้ใหญ่สร้างความร่มรื่นลงไปได้ด้วย

“เรารู้แหละว่ามันจะร้อน เราก็ต้องสร้างร่มไม้ให้จุดที่คนมานั่งเยอะที่สุด” วรวีร์พูดบ้าง มือก็ชี้ดงสีเขียวให้เราดู “มองไปด้านหลังจะเห็นเลยว่าเป็นป่าล้อมอยู่ เหมือนยกมุมกระดาษให้สูงขึ้นมาแล้วปลูกต้นไม้”

เพราะอยากให้สยามสแควร์อุดมไปด้วยพื้นที่สีเขียว มีต้นไม้ที่ดูแลรักษาง่าย Shma จึงทำให้ดาดฟ้านี้กลายเป็น Eco Forest ที่มีการผสมผสานระหว่างพืชหลายสปีชีส์ ทั้งไม้ยืนต้นและไม้พุ่ม

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

“ตอนนี้เขากำลังพูดกันนะครับว่า เราจะคืนธรรมชาติสู่เมืองได้ยังไงบ้าง” ประพันธ์เล่าให้เราฟัง “บางช่วงเทรนด์ก็จะเป็นต้นไม้ฟอร์มสวยชนิดเดียวทั้งหมด แต่เราคิดว่าถ้าทำจริงจะไม่เหมาะสม เพราะว่าในธรรมชาติไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันคือการรวมตัวกันของสปีชีส์ที่หลากหลาย”

ที่นี่มีทั้งไม้ยืนต้น 8 ชนิด และไม้พุ่มขนาดต่าง ๆ อีกรวม 12 ชนิด ภายในพื้นที่สีเขียว 555 ตารางเมตร

“ถ้าเกิดมีต้นหนึ่งติดโรค แล้วปลูกเหมือนกันหมดก็จะติดกันไปหมด แต่ว่าถ้ามีหลายสปีชีส์ อีกต้นหนึ่งอาจจะไม่อ่อนแอกับโรคนั้น ๆ ทำให้ไม่ติดตามไป” กล่าวโดยสรุปก็คือ หากมองระบบนิเวศในภาพใหญ่ ยิ่งหลากหลาย ยิ่งยั่งยืนนั่นแหละ

“Roof Garden นี้ช่วยลดอุณหภูมิด้วยนะ” วรวีร์เสริมขึ้นมาถึงข้อดี “หลังคาทั่วไปที่ไม่มีพื้นที่สีเขียวเลยจะสะท้อนความร้อนออกมา แต่ถ้าเรามีต้นไม้ ก็จะซับความร้อนได้เยอะพอสมควร”

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์
Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

แต่เรื่องราวก็ไม่ได้ง่ายอย่างการปลูกต้นไม้ใส่กระถาง อย่าลืมว่านี่คือสวนบนชั้น 10 ของอาคาร และโครงสร้างอาคารก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น โดยเฉพาะเมื่อชั้นล่างของ Sky Scape เป็นโถงกิจกรรมขนาดใหญ่ที่ไม่มีเสาคั่นกลาง (Long Span) ซึ่งเป็นส่วนรับผิดชอบของออฟฟิศอื่น

“ตอนแรกเราต้องการให้มีพื้นที่สีเขียวเยอะที่สุด มีต้นไม้ใหญ่เยอะที่สุด แต่ถ้าเราทำเป็นพื้นที่สีเขียวกระจาย น้ำหนักที่กดลงไปแต่ละจุดก็เยอะไปหน่อย เลยกระจุกตัวน้ำหนักดินให้มันอยู่เป็นที่ ๆ ไป”

น้ำหนักของ Roof Garden มากกว่าหลังคาหรือดาดฟ้าทั่วไปนัก เพราะต้นไม้หนึ่งต้นต้องเผื่อน้ำหนักไว้ประมาณ 1.5 ตันเลยทีเดียว

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

ชีวิตชีวาที่เชื่อมถึงกัน

ทีมออกแบบตั้งใจให้ที่นี่เป็น ‘ลานคนเมือง’ แห่งใหม่ของสยามสแควร์

“ตอนแรกนึกว่าเด็ก ๆ จะมามากกว่า แต่พอเปิดคนที่สยามก็มาด้วย ถ้ามาเสาร์-อาทิตย์นี่จะเห็นว่าคนยืนเต็มเลย” ประพันธ์พูดอย่างดีใจ ขณะที่เรานั่งคุยกันอยู่นี้ แม้จะเป็นวันธรรมดาแต่คนก็มามากเหมือนกัน

พวกเขามองว่าสยามสแควร์แทบจะไม่มีพื้นที่โล่ง ๆ แบบนี้เลย หรือถึงมี บรรยากาศก็ไม่ได้ผ่อนคลาย นั่งใต้ร่มไม้ได้แบบนี้

“ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทาง คุณต้องตั้งใจมานั่ง” วรวีร์ให้ความเห็น ที่นี่ไม่ได้เข้าถึงง่ายเท่าไหร่ ผู้คนต้องรอลิฟต์หรือขึ้นบันไดเลื่อนมาถึง 10 ชั้น จุดหมายปลายทางจึงต้องคุ้มค่าพอที่จะเสียเวลาเดินทาง

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

เราถามภูมิสถาปนิกทั้งสองว่า พวกเขาตั้งใจวางส่วนต้นไม้ไว้ด้านนี้เพื่อให้คนมาชมวิวถนนพญาไทรึเปล่า ทั้งคู่ก็ตอบว่า จริง ๆ แล้วลองมาแล้วทุกมุม แต่สุดท้ายที่มาจบที่แบบนี้ เป็นเพราะหากวางไว้ที่ทิศตะวันตก ต้นไม้จะช่วยสร้างร่มเงาให้ดาดฟ้า รวมถึงพวกเขาอยากจะให้เดินออกมาจากอาคารแล้วถึงลานอีเวนต์ก่อน แล้วจึงเห็นต้นไม้เป็นพื้นหลัง ซึ่งบริเวณสเต็ปสูงที่สุดของสวนต้นไม้ก็เป็นจุดชมวิวกรุงเทพมหานครได้

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

“อย่างญี่ปุ่น เมืองเขาเป็น Verticle มาก ๆ เขามี Public Space เหล่านี้อยู่ตามที่ติดรถไฟฟ้า เขามีตึกที่ขึ้นมาแล้วมีคาเฟ่ให้คนไปนั่งอยู่ข้างบน เป็น Public Space ที่ดีนะ เราก็ได้ไอเดียมาจากตรงนั้นด้วย” ประพันธ์พูดถึงการพัฒนาเมืองของต่างประเทศ 

“ตอนนี้สยามกำลังพัฒนาใหม่ ลองนึกภาพว่าทุกตึกทำประมาณนี้หมด แล้วมี Skybridge เชื่อมระหว่างอาคารหนึ่งไปอีกอาคารหนึ่ง มันก็จะมีพื้นที่สาธารณะลอยอยู่หลาย ๆ ที่”

ทีมออกแบบไม่ได้รู้ละเอียดนักว่าแผนพัฒนาพื้นที่สยามสแควร์เป็นอย่างไร พวกเขาเพียงแต่คิดตามรูปแบบการพัฒนาในยุคปัจจุบันว่า จะต้องมีพื้นที่ว่างและพื้นที่สีเขียวบนอาคารให้ได้มาตรฐาน และคิดต่อยอดไปว่า หากมองให้เป็นระบบมากขึ้น จะเชื่อมพื้นที่สาธารณะเข้าด้วยกันได้

“วันนั้นพี่เพิ่งมาดูดนตรีที่สยามฯ เด็ก ๆ สมัยนี้เล่นกันดีมากเลย สร้างชีวิตชีวาให้กับเมืองได้มาก” เขาเอ่ยถึงปรากฏการณ์ของ พ.ศ. 2565 นี้ ที่ Walking Street เปิดใช้งานแล้วมีวงดนตรีมัธยมมาทำการแสดงกัน จนหลายวงถึงกับแจ้งเกิดจากที่นี่ “แต่อย่างที่อย่างที่บอก Public Space ไม่จำเป็นต้องเป็น Main Street อันเดียวแล้วจบ เราแยกย่อยออกมาตามการใช้งานได้หลากหลายมาก”

ประพันธ์นึกถึงภาพ Highline ที่ผู้คนเดินไปได้ตลอด และแต่ละจุดมีฟังก์ชันที่ต่างกัน ตรงนี้เห็นวิวเมืองก็จะทำที่นั่งแบบหนึ่ง ตรงนั้นเห็นวิวถนนก็จะทำเป็นสเตเดี้ยมให้คนมองรถวิ่งไปวิ่งมา หากมีแม่น้ำก็จะทำพื้นที่ดูแลวิวแม่น้ำได้ด้วย

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

“ในสยามฯ เป็นไปได้มากที่สุดเลย ด้วยความที่เป็นเจ้าของเดียวกันทั้งหมด เราก็น่าจะคิด Master Plan ในการเชื่อมโยง Public Space ด้านบนได้ด้วย เหมือนที่เราพยายามจะทำกับตึกนี้ในตอนแรก เราพยายามคิดให้มันไล่ขึ้นมาจากข้างล่างไปสู่ข้างบน

“ถ้าเป็นอาคารนอกสยามฯ จะเป็น Property แยกกัน ทำยากหน่อย” ในขณะที่ต่างประเทศเป็นเรื่องปกติที่จะทำ Master Plan มาก่อน แล้วแบ่งให้แต่ละฝ่ายทำ ประเทศเรากลับยังทำแบบนั้นไม่ได้เท่าไรนัก

“เซ็นเตอร์พอยท์ที่ฮิตมาก ๆ ในรุ่นพี่ นั่นคือมินิมากนะ เป็นแค่หนึ่งเวิ้งเอง แต่คนยุคนั้นก็ดีใจมากแล้ว” ประพันธ์เริ่มอธิบาย เมื่อเราถามว่าการออกแบบพื้นที่สาธารณะของสยามสแควร์ต่อจากนี้เป็นต้นไป ต้องต่างจากยุคก่อน ๆ ยังไงบ้าง

วรวีร์คิดว่าพฤติกรรมผู้คนในย่านเปลี่ยนไปจากเดิม เจนเนอเรชันก่อนอาจมาเพื่อจุดประสงค์ที่เจาะจง เช่น หากพี่เบิร์ดมาเล่นที่ลานน้ำพุ ผู้คนก็จะพุ่งตัวไปที่ลานน้ำพุเพื่อดูพี่เบิร์ด แต่ปัจจุบันที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางก้อนใหญ่ ๆ เหล่าวัยรุ่นมาเพื่อดื่มด่ำบรรยากาศที่คนมารวมตัวกัน ดังนั้นจึงต้องคิดเรื่อง Flow อย่างละเอียดลออกว่าเดิม

“ปัจจุบันมันคือเรื่องการเชื่อมโยงของ Dot ของ Open Space เหล่านั้นให้เป็น Network มากขึ้น” ประพันธ์ยกตัวอย่างถึงประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง ว่าที่นั่นเชื่อมกันเป็น Network ที่เป็นมิตรต่อผู้คน (Citizen Friendly) หากไปเที่ยวย่านหนึ่งก็เดินสนุกได้ทั้งวัน “แล้วเราก็อยากให้ทางเดินเท้าเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง เป็นย่านที่ไม่มีรถเข้าไปเลย”

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

อีกเรื่องที่ทั้งคู่ฝากไว้ คือความร่มรื่นของพื้นที่ ว่าเราจะต้องดึงธรรมชาติกลับมาให้ได้ และสร้าง Micro Climate ที่ดี เหมาะกับสภาพอากาศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“อย่างสิงคโปร์ เขาจะเชื่อมต่อหลังคากัน มีไกด์ไลน์ว่าอาคารนี้ควรยื่นออกมาอย่างนี้ เพื่อให้คนเดินต่อไปได้ นอกจากนี้ก็เรื่อง Verticle Green ต่าง ๆ ที่ทำให้พื้นที่สาธารณะมีระบบนิเวศที่ดี”

คิดว่าในประเทศไทยควรมีลานแบบนี้เยอะ ๆ ไหม – เราถามนักออกแบบทั้งคู่

“ลานคือที่ที่มีกิจกรรม ลานส่งเสริมการแสดงออกได้เยอะ คนรุ่นใหม่ชอบมากเลย เราก็อิจฉาเหมือนกันเพราะรุ่นเราไม่มีพื้นที่ทำกิจกรรมแบบนี้” ประพันธ์ตอบ เขาบอกว่าถ้าเป็นก่อนหน้านี้คงนึกถึงหน้าลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ที่คนมาจัดกิจกรรมกันเยอะ “เราต่างพ่อต่างแม่ มีความต้องการพื้นที่ที่ต่างกัน บางคนอาจจะอยากได้มุมสงบเงียบ ๆ บางคนอาจจะอยากได้ผู้คนเดินผ่านมาผ่านไป ต้องพัฒนาให้มีความหลากหลาย ลานสำคัญสำหรับ Public Space นะ”

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

เราเอนกาย เลื่อนข้อศอกไปวางไว้บนสเต็ปที่นั่ง มองไปยังกลุ่มวัยรุ่นที่กำลังถ่ายรูปวิวเมืองกันอย่างสนุกสนาน พลางคิดว่าถ้าอนาคตแต่ละลานเชื่อมถึงกันอย่างไหลลื่น คงจะเกิดกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย แล้วสยามสแควร์ก็คงเกิดสีสันใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนแน่นอน

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load