ครั้งหนึ่งเราเดินทางไปต่างประเทศ เห็นที่นั่งสาธารณะ หรือ Urban Furniture อยู่ชิ้นหนึ่ง หน้าตาของมันเรียบง่ายมาก เป็นแท่งสี่เหลี่ยมผืนผ้า มองผ่าน ๆ ก็เหมือนม้านั่งธรรมดาที่ใช้เหล็กตีช่องห่างเป็นซี่ ๆ เมื่อมีคนจูงจักรยานเข้ามาเสียบในช่องนั้นแล้วนั่งลง ถึงได้เข้าใจที่มาที่ไปของการออกแบบนั้นอย่างถ่องแท้ ซึ่งเราอาจไม่ได้พบเจองานออกแบบเหล่านี้ในไทยมากนัก

แต่พอรู้ข่าวว่ากำลังจะมีงานประกวด One Bangkok Urban Furniture Competition 2022 ภายใต้โจทย์การออกแบบ ‘Seatscape & Beyond’ จัดโดยโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ครบวงจรและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และหลังจากการประกวดผลงานที่ได้รับคัดเลือก 10 ชิ้น จะได้ติดตั้งจริงในพื้นที่สาธารณะสีเขียว ซึ่งอยู่ใจกลางโครงการและบริเวณโดยรอบ ก็รอได้เห็นการออกแบบที่นั่งที่จะเกิดขึ้นอย่างใจจดใจจ่อ

ขอเล่าอย่างย่นย่อก่อนว่า ภายในโครงการ One Bangkok นอกจากจะมีพื้นที่เชิงพาณิชย์ มีโรงแรม ออฟฟิศ ห้างสรรพสินค้า ยังมีพื้นที่สาธารณะโดยเอกชน (POPS) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของโครงการเพื่อให้ผู้คนได้เข้ามาใช้งาน โดยตั้งใจให้เป็น Place for All หรือพื้นที่สำหรับทุกคน ไม่ใช่แค่ในแง่ของคนใช้งาน แต่รวมถึงคนที่สร้างงานด้วย การประกวดที่ว่านี้จึงเกิดขึ้นเพื่อหา Urban Furniture ฝีมือนิสิตนักศึกษาผู้จะก้าวสู่การเป็นนักออกแบบมืออาชีพไปเติมเต็ม โดยจะจัดขึ้นทุก ๆ 2 ปี เริ่มต้นปีแรกด้วยการออกแบบที่นั่ง และต่อไปจะแตกแขนงไปยัง Urban Furniture แบบอื่น ๆ

“ตอนนี้เราเริ่มเห็นว่ามีพื้นที่สีเขียวในเมืองเกิดขึ้นมาก เอาพื้นที่ที่ไม่ถูกใช้งาน พื้นที่รกร้างมาทำเป็นพื้นที่สีเขียว เอกชนเองก็เริ่มใส่ใจพื้นที่สีเขียว พื้นที่ที่เป็นสาธารณะมากกว่าพื้นที่เชิงการค้า ของเราเป็นพื้นที่แบบกึ่ง Private กึ่ง Public เพราะฉะนั้นมันเป็นหนึ่งบทบาทของเอกชนที่ให้บางอย่างคืนสู่เมือง โดยที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้เอกชนเป็นส่วนหนึ่งของเมือง อยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน คนกล้าเข้ามาใช้งาน คนในพื้นที่เปิดรับคนนอก คนนอกก็เคารพเจ้าของพื้นที่ 

“มันเป็นการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน นักออกแบบหรือศิลปินเรียนรู้พฤติกรรมของคน คนรู้วิธีการใช้งาน อยากทำให้เขาเข้ามาใช้ชีวิต และทำให้เห็นว่างานศิลปะ งานออกแบบ ก็เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราทุกคน มันเข้าถึงได้ ไม่น่ากลัว ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้นักศึกษาทำงานกับมืออาชีพและมีเอกชนสนับสนุน ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ อันนี้คือความสนุกและคือหัวใจของโครงการ”

10 ที่นั่งสาธารณะทั่วโลก แนวคิดเหนือชั้นที่ใช้งานออกแบบและศิลปะต่อยอดความสร้างสรรค์

จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย หัวหน้าภัณฑารักษ์และผู้บริหารฝ่ายศิลปะและวัฒนธรรม โครงการ วัน แบงค็อก เล่าถึงที่มาที่ไปให้ฟัง ก่อนชวน ปภพ เกิดทรัพย์ ผู้ดูแลโครงการประกวด พลอยพรรณ ธีรชัย และ เดชา อรรจนานันท์ สองนักออกแบบผู้ก่อตั้ง THINKK Studio หนึ่งในคณะกรรมการรวมถึงเป็นที่ปรึกษาด้านการออกแบบให้กับทีมผู้เข้ารอบ มาจัดคลาสเลกเชอร์ขนาดสั้น ว่าด้วยการเล่าถึงงานออกแบบที่นั่งสาธารณะเจ๋ง ๆ จากทั่วโลก เพื่อเป็นไอเดียสำหรับต่อยอดความคิดสร้างสรรค์

10 ที่นั่งสาธารณะทั่วโลก แนวคิดเหนือชั้นที่ใช้งานออกแบบและศิลปะต่อยอดความสร้างสรรค์

ต่อไปนี้คือตัวอย่าง 10 ที่นั่งสาธารณะที่เป็นมากกว่าที่นั่งจากทั้ง 4 คน

01
The Public Purse (1994), Simon Perry

10 ที่นั่งสาธารณะทั่วโลก แนวคิดเหนือชั้นที่ใช้งานออกแบบและศิลปะต่อยอดความสร้างสรรค์
10 ที่นั่งสาธารณะทั่วโลก แนวคิดเหนือชั้นที่ใช้งานออกแบบและศิลปะต่อยอดความสร้างสรรค์
ภาพ : จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย 

“ประติมากรรมและที่นั่งในย่านช้อปปิ้ง โดย Simon Perry ศิลปินชาวอังกฤษที่อยู่ออสเตรเลีย เขามีชื่อเสียงด้านการทำงานประติมากรรมสาธารณะชิ้นใหญ่ ๆ โดยคำนึงถึงบริบทโดยรอบ ตอนแรกเราแปลง่าย ๆ ว่า Purse ในที่นี้คือกระเป๋าเก็บเงิน แต่คอนเซ็ปต์ที่ลึกไปกว่านั้นคือ มันเป็นงานประติมากรรมในโครงการ Percent for Art แคมเปญของรัฐที่หัก 1 เปอร์เซ็นต์ จากทุกการสร้างอาคารใหม่มูลค่าเกิน 2 ล้านดอลลาร์ มาบริจาคให้กับศิลปินเพื่อทำ Public Art ดังนั้น คำว่า Public Purse ที่ศิลปินตั้งใจไว้ก็คือ เป็นกระเป๋าเงินของประชาชน 1 เปอร์เซ็นต์ที่เกิดเป็นงานศิลปะให้กับชุมชน เป็นที่นั่งที่ไม่มีแม้แต่ขาเก้าอี้ ไม่มีพนัก แต่อยู่กับบริบทพื้นที่ได้แบบไม่เคอะเขิน”

02
Public Seating, Unknown Designer

10 ที่นั่งสาธารณะทั่วโลก แนวคิดเหนือชั้นที่ใช้งานออกแบบและศิลปะต่อยอดความสร้างสรรค์
10 ที่นั่งสาธารณะทั่วโลก แนวคิดเหนือชั้นที่ใช้งานออกแบบและศิลปะต่อยอดความสร้างสรรค์
ภาพ : จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย 

“เก้าอี้เอาต์ดอร์หน้าตาธรรมดา ตั้งใจจับกันเป็นกลุ่มเหมือนหันหน้าคุยกัน แล้วก็ฝังกับพื้นที่จัตุรัสกลางเมืองปอร์โต ประเทศโปรตุเกส และบริเวณป้ายรถเมล์ ซึ่งจัตุรัสโบราณเล็ก ๆ รอบ ๆ มีร้านค้า ร้านกาแฟ และโรงแรม เป็นพื้นที่สาธารณะที่คนมาเจอกัน คุยกัน เก้าอี้เหมือนถูกออกแบบมาอย่างไม่ตั้งใจ แต่สำหรับเรามันคือ Urban Furniture อย่างอันแรกมีความเป็นศิลปะ มีการพูดคุย มีการเล่าอะไรบางอย่าง ซึ่งฟังก์ชันมันง่ายและธรรมชาติมาก เข้ากับพื้นที่เมือง และจังหวะองศาการวางกำลังสวยเลย อยู่กระจาย แต่ไม่ได้ใกล้ชิดจนเกินไป”

03
Rely Protective Public Seating (2019), Joe Doucet x Partners

10 ที่นั่งสาธารณะทั่วโลก แนวคิดเหนือชั้นที่ใช้งานออกแบบและศิลปะต่อยอดความสร้างสรรค์
ภาพ : joedoucet.com 

“ชอบวิธีแก้ปัญหาที่ทำให้มันเป็นมากกว่าเก้าอี้ คือช่วงนั้นที่นิวยอร์กมีเหตุการณ์รถชนคนโดยผู้ก่อการร้าย ดีไซเนอร์เลยออกแบบโดยคิดว่า จะทำอย่างไรให้ที่นั่งสาธารณะป้องกันการเกิดอุบัติเหตุบางอย่างได้ เลยมีการออกแบบทางวิศวกรรมให้ตัวข้อต่อรับแรงกระแทกได้ พร้อมเป็นแบริเออร์ให้คนที่นั่งอยู่ปลอดภัย ซึ่งไม่ได้ดูดีไซน์เยอะ แต่เก็บรายละเอียดหลายอย่างไว้ได้”

04
Modified Social Benches NY (2015), Jeppe Hein

10 ที่นั่งสาธารณะทั่วโลก แนวคิดเหนือชั้นที่ใช้งานออกแบบและศิลปะต่อยอดความสร้างสรรค์
ภาพ : jeppehein.net

“งานชินนี้ ศิลปินสนใจเรื่องการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คน เขาเลยพยายามตีความระยะห่าง ว่าแค่ไหนที่คนจะมีปฏิสัมพันธ์กันได้ โดยการเอาม้านั่งในสวนปกติมาบิดให้มีฟังก์ชันอื่น ๆ ทั้งหมด 16 ชิ้น เช่น แบบที่นั่งคนเดียวได้ นั่งแยกกันก็ได้ ที่นั่งคนละฝั่ง มีที่วางจักรยาน มีชิ้นที่เล่นกับบริบทเดิม คือทะลุผ่าน ใช้ต้นไม้กั้น มีที่เป็นทรงลูปให้นั่งได้หลายแบบ นอนก็ได้ ส่วนชิ้นนี้น่ารักตรงที่ให้นั่งหันหน้าเข้าหากัน แต่สับหว่างกัน จริง ๆ ก็คือ Social Distancing เลยนะ แต่คิดล่วงหน้าก่อนมีโควิด-19 5 ปี”

10 ที่นั่งสาธารณะทั่วโลก แนวคิดเหนือชั้นที่ใช้งานออกแบบและศิลปะต่อยอดความสร้างสรรค์
10 ที่นั่งสาธารณะทั่วโลก แนวคิดเหนือชั้นที่ใช้งานออกแบบและศิลปะต่อยอดความสร้างสรรค์
ภาพ : jeppehein.net

“เรารู้สึกว่ามันคือความเป็น Seatscape & Beyond ที่แท้จริง ถึงหน้าตาจะดูเหมือนม้านั่ง แต่เขามาด้วยคอนเซ็ปต์บางอย่างที่ต้องการหาคำตอบและแสดงออกมาแบบศิลปิน”

05
Corner Chair (2020), Takuya Aramata

10 ที่นั่งสาธารณะทั่วโลก แนวคิดเหนือชั้นที่ใช้งานออกแบบและศิลปะต่อยอดความสร้างสรรค์
10 ที่นั่งสาธารณะทั่วโลก แนวคิดเหนือชั้นที่ใช้งานออกแบบและศิลปะต่อยอดความสร้างสรรค์
ภาพ : Takuya Aramata

“ชิ้นนี้เป็นที่นั่งพักแบบหย่อนโดยนักออกแบบชาวญี่ปุ่น ทำเป็นท่อเหล็กขึ้นมาแล้วเอาไปเกาะกับมุมตึก หน้าตาคล้าย Sculpture ให้คนนั่งได้เร็ว ๆ เดินมาอยากพักก็ทำได้เลย ตั้งไว้ได้ทุกที่ เป็นการแฮกพื้นที่เมืองง่าย ๆ ซึ่งอีกข้อหนึ่งของการเป็น Urban Furniture คืออยากให้คนกล้าใช้งาน ไม่กลัวแม้เป็นงานศิลปะในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งประโยชน์สูงสุดมันจะไม่ได้ผ่านแค่ตาหรือฟังศิลปินเล่า ต้องเกิดประสบการณ์ร่วมกับมันด้วย แล้วก็ผลิตเยอะ ๆ ได้”

06
The Rocker, The Slider & The Wobbler (2018), LLAQTA Design x HR Groep

ภาพ : Magdalena Wierzbicka and Miarka Webb

“โปรเจกต์กึ่งทดลองว่าคนเราจะมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันรูปแบบใดในพื้นที่สาธารณะบ้าง โดยใช้ของเดิมที่มีอยู่อย่างหัวเสาข้างถนนธรรมดา แล้วออกแบบสิ่งที่จะมาเติมให้เกิดกิจกรรมที่หลากหลายกว่าการเป็นเฟอร์นิเจอร์ปกติ เช่น เป็นที่ให้คนนั่ง เป็นเครื่องเล่นไม้กระดกหรือชิงช้า ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลองสังเกตหรือจินตนาการจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว ว่ามาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างไรได้บ้าง”

07
OPEN! FURNITURE (2019), TORAFU ARCHITECTS

ภาพ : Ryuichiro Suzuki, TORAFU ARCHITECTS

“เซ็ตเฟอร์นิเจอร์ในพื้นที่สาธารณะที่ทำให้คนในชุมชนมารวมตัวกัน โดยนำไม้สนสีธรรมชาติมาประกอบกัน เกิดเป็นเก้าอี้ โต๊ะ ที่นั่งลอยตัว แต่เป็นลักษณะของการใช้ชั่วคราว เคลื่อนย้ายได้ โดยเอาบริบทของที่ที่มีขั้นบันได มีขอบรั้ว ราวระเบียง กระถางต้นไม้ กระบะต้นไม้ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น ใช้ขั้นบันไดเสริมความสูงขึ้นมาเป็นเก้าอี้ แล้วใช้ระดับบันได 2 ขั้นเป็นฐานโต๊ะ ทำให้พื้นที่ที่คนเคยเดินผ่านขึ้นลงเฉย ๆ กลายเป็นคอมมูนิตี้ขึ้นมา เราชอบความง่ายที่ไม่ต้องทำอะไรซับซ้อน แต่มันเห็นความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างชัด ในแง่ของการเกิดฟังก์ชันและพฤติกรรมที่เสริมเข้ามาในพื้นที่เดิมที่มีอยู่”

08
Skinny Playscape (2013), JDS Architects

“เขาใช้แค่แผ่นระนาบบาง ๆ เปลี่ยนระดับไปเรื่อย ๆ เป็นแนวยาว ทำให้เกิด Movement & Function การเล่นที่แตกต่างกัน เป็นที่มาของการตั้งชื่อว่า Skinny Playscape ตั้งแต่การไต่ระดับ การลอดช่องอุโมงค์ บาร์โหน อันนี้ไม่ได้ทำให้ดูกลืนกับพื้นที่ แต่เป็นประติมากรรมตกแต่งสถานที่แบบมีฟังก์ชันและเรียกร้องความสนใจ แล้วก็เป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งที่ดึงให้เด็กหรือคนในครอบครัวออกมาใช้พื้นที่สาธารณะริมแม่น้ำในวันหยุด”

ภาพ : Julien lanoo

“ในแง่การออกแบบก็น่าสนใจ เขาใช้เพียงเส้นตรงเส้นเดียวสร้างพฤติกรรมที่หลากหลายได้ ในขณะเดียวกันก็ทำให้สิ่งที่เด่นยังคงเด่นได้อยู่ เพราะถึงแม้มันจะวางขนานไป แต่ก็ยังมองเห็นแม่น้ำเต็ม ๆ ได้ และที่ดูเหมือนง่ายแต่ใช้เทคโนโลยีการผลิตซับซ้อนมาก คือการพับจากแผ่นเดียวให้เป็นรูปทรงต่าง ๆ ที่มีความแข็งแรง ต้องมีเรื่องของวิศวกรรมแน่ ๆ”

09
Superkilen Park (2012) ,Bjarke Ingels Group, Superflex, Topotek 1

ภาพ : Iwan Baan

“เป็นพื้นที่สาธารณะในโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ที่ตั้งใจให้คนเข้ามาใช้ประโยชน์เพื่อให้เกิดการรวมตัวและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไปด้วย ในนั้นมีที่นั่งสาธารณะแฝงตัวอยู่ ซึ่งได้รับการออกแบบมาพร้อมกับพื้นที่เลย ทั้งรูปร่าง รูปทรง หรือตำแหน่ง ล้อไปด้วยกันหมด เป็นตัวอย่างการออกแบบที่ทำไปพร้อมกับพื้นที่ มันเลยกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้คนหรือนักท่องเที่ยวอยากเข้าไปดูงานในพื้นที่นั้น อยากเข้าไปถ่ายรูป ไปนั่งพักผ่อน ทำให้คนในชุมชนบริเวณนั้นมีรายได้ ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม”

10
Rendezvous Steps (2022), THINKK Studio

“เราเอา 4 โหมดการนั่งจากโจทย์การประกวด คือ Sit to Linger, Sit to Transfer, Sit to Play, Sit to Gather มาจำลองเป็น Installation ลงในพื้นที่ของงาน Bangkok Design Week 2022 โดยใช้บริบทพื้นที่บริเวณขั้นบันไดของอาคาร ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเทศกาล จับกับบริบทของคนที่มางาน ออกแบบที่นั่งในจุดนัด อย่างพื้นที่ที่เป็น Sit to Transfer ให้คนมานั่งครู่เดียว เช็กแผนที่ หรือนัดเจอคนรู้จักแล้วก็ไปต่อ เลยเป็นม้านั่งยาว ๆ ที่อาจไม่สบายมาก แต่มีคาแรกเตอร์น่าสนใจ คือ จุดหมุนปรับเปลี่ยนทิศทางการนั่งได้ และเป็นโต๊ะวางของได้ด้วย

“Sit to Gather เราใช้เฟอร์นิเจอร์เปลี่ยนทิศทางการนั่งที่ขั้นบันได ซึ่งเป็นการมองไปข้างหน้าทางเดียว ให้หันหน้าเข้าหากันมากขึ้น เพื่อให้คนมาเจอกัน พูดคุยอัปเดตกันในพื้นที่บริเวณนี้ได้ ส่วน Sit to Play ใช้ประโยชน์จากขั้นบันไดต่างระดับเป็นที่นั่งสนุก ๆ ที่สไลด์ตัวลงมาได้

“อันสุดท้าย Sit to Linger ตั้งใจให้เป็นที่นั่งผ่อนคลายจากการเดินที่เหนื่อยล้า มีมุมสงบพักผ่อน มีต้นไม้ ทำให้รับรู้ถึงธรรมชาติ ข้างบนก็จะมีผ้าพลิ้ว ๆ ไว้ให้รับรู้ความมีอยู่ของลมบนที่นั่งแบบเปล”

ถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้ และกำลังเตรียมตัวก้าวเข้าสู่เวทีการประกวด One Bangkok Urban Furniture Competition 2022 ‘Seatscape & Beyond’ เราขอสมนาคุณ ถอดรหัสคำแนะนำจากทั้ง 4 คนมาบอก

01 ตีโจทย์ให้แตก

จากโจทย์การออกแบบ Seatscape & Beyond ที่นั่งที่เป็นมากกว่าที่นั่ง ผ่านการตีความบริบทการนั่ง 4 รูปแบบ ให้ลองถามตัวเองว่าถ้าเราทำที่นั่งในที่สาธารณะ เราจะนั่งในที่แบบไหน แล้วที่นั่งเราต้องเหมือนเดิมไปตลอดหรือเปล่า หรือลองเสนอวิธีแก้ปัญหาบางอย่างให้กับการใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะแบบที่นึกไม่ถึง และอย่าลืมว่ามากกว่าการออกแบบ คือการแก้ไขปัญหาเพื่อตอบโจทย์การใช้งาน

ฉะนั้น ขอแอบเผยสูตรการเหลาแบบให้แหลมคมที่ประกอบด้วย 5 แกนไว้ตรงนี้ 

อย่างแรกคือ Objective สิ่งที่ออกแบบนั้นมีวัตถุประสงค์อะไร สอง Location พื้นที่เชิงกายภาพ การใช้งานสอดคล้องกับบริบทในลักษณะไหน สาม มี User ใครใช้งาน อายุเท่าไร มีความต้องการอะไร และ สี่ Technology คือผลิตอย่างไร เพื่อให้สอดคล้องการใช้งานหรือระยะเวลา สุดท้ายคือ Situation ว่าไปอยู่ในสถานการณ์ลักษณะไหน เช่น ปัจจุบันอยู่ในสถานการณ์โควิด-19 หรือ Green Sustainability เป็นต้น

02 ศึกษาบริบทให้แม่น

สิ่งสำคัญที่ต้องศึกษาและลงไปดูพื้นที่จริง ตั้งแต่พื้น ผนังในบริเวณนั้น จนไปถึงชุมชนโดยรอบ ต้องรู้ว่าคนที่จะเข้ามาใช้คือใคร แล้วคนกลุ่มนั้นเขากำลังมองหาอะไรบ้าง รู้ว่าเขาจะมาใช้งานเพราะอะไรหรือเพื่ออะไร เราจะปฏิสัมพันธ์กับชุมชนตรงนั้นด้วยวิธีการไหน และต้องคิดในเรื่องของ Pain Point ว่า ถ้ามีที่นั่งสาธารณะขึ้นมาแล้วมันจะช่วยให้เกิดอะไรขึ้นไหม เช่น การพบปะ การพูดคุย หรือการให้คนมาออกกำลังกาย

03 หยิบความชอบมาใส่ฟังก์ชัน

ในการลงมือออกแบบ ลองมองความถนัดและความชอบของตัวเอง หาคาแรกเตอร์ของตัวเอง และนำมาจับกับโจทย์ที่เราทำอยู่ ลองแยกเรื่องงานประกวดออกเป็น 2 เรื่องหลัก หนึ่ง คือเรื่องฟังก์ชัน ความเป็นเหตุเป็นผล การวิเคราะห์บริบทต่าง ๆ นี่คือสิ่งที่ต้องมีและทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกส่วนคือความคิดสร้างสรรค์ที่เปิดกว้าง จะหยิบเรื่องอะไรจับกับฟังก์ชัน เช่น ศิลปะ ประวัติศาสตร์ในอดีต ความล้ำสมัย เทคโนโลยี หรือเรื่องราวอะไรน่าสนใจอะไรมาเล่าและส่งเสริมให้สิ่งที่ออกแบบดีขึ้น

04 จับกลุ่ม เสริมทีม

การประกวดครั้งนี้เป็นโอกาสดีและหาไม่ง่ายของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่จะได้ทำงานออกแบบและได้ผลิตใช้จริงในโครงการ One Bangkok รวมถึงเข้าร่วมได้ทุกสาขาวิชา ไม่ได้จำกัดเฉพาะสาขาออกแบบหรือสถาปัตยกรรมเท่านั้น

หากได้ลองจับกลุ่มทำงานกับคนที่มีความถนัดแตกต่างกัน ก็น่าสนใจที่จะได้ไอเดียและศาสตร์ความรู้ใหม่ ๆ หลากหลายจากเพื่อนต่างสาขา และถือโอกาสฝึกการทำงานเป็นทีมไปในตัว ฟังทั้งหมดแล้วชักน่าสนุกและตื่นเต้นแทนคณะกรรมการที่จะได้เห็นความคิดสร้างสรรค์นี้ก่อนใคร ซึ่งถ้าใครพร้อมก็ส่งผลงานได้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 30 มิถุนายน 2565 ที่ https://bit.ly/3voyYIT และช่องทางสื่อสารอื่น ๆ ของโครงการได้เลย

One Bangkok Urban Furniture Competition 2022 ‘Seatscape & Beyond’ เป็นการประกวดแข่งขันระดับอุดมศึกษาทุกสาขาวิชา ด้วยโจทย์ที่เปิดพื้นที่ให้กับความคิดสร้างสรรค์อันหลากหลายของการออกแบบที่นั่งสาธารณะที่เป็นไปได้มากกว่าแค่ที่นั่งทั่วไป ชิงรางวัลมูลค่ารวมกว่า 500,000 บาท ผ่านการตีความบริบทการนั่ง 4 รูปแบบ ได้แก่

  • Sit to Linger : การนั่งที่ทำให้ได้เอื่อยเฉื่อยอยู่กับตัวเอง และได้ใช้เวลาที่มีปล่อยใจออกไปสำรวจสิ่งรอบตัว ค้นพบแรงบันดาลใจที่วิ่งเข้ามาแม้จะไม่ได้ลุกเดินออกไปไหน
  • Sit to Play : การนั่งที่ไม่ใช่แค่การหยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่มีองค์ประกอบที่กระตุ้นให้ร่างกายได้เล่นและตอบสนองอย่างสนุกสนานระหว่างเพื่อน ครอบครัว หรือคนแปลกหน้า
  • Sit to Gather : การนั่งที่เชื้อเชิญให้ผู้คนมารวมตัวและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ไม่ว่าจะผ่านทั้งบทสนทนาที่เต็มไปด้วยรสชาติ หรือผ่านมื้ออาหารที่เต็มไปด้วยเรื่องราว
  • Sit to Transfer : การนั่งที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ในระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งอย่างมีเป้าหมาย เป็นที่นั่งรอที่มากกว่าแค่ใช้รอคอย แต่ต้องต้อนรับและบอกลา

ผลงานที่ส่งเข้าประกวดจะได้รับการคัดเลือกให้เข้ารอบ 20 ผลงาน โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจาก One Bangkok, THINKK Studio และอื่น ๆ 

ผู้ผ่านการคัดเลือก 10 ผลงานจะได้ร่วมกิจกรรมเวิร์กชอปกับนักออกแบบมืออาชีพชั้นนำของไทย และพัฒนาผลงานเพื่อติดตั้งในพื้นที่สาธารณะของ One Bangkok

รายละเอียดเพิ่มเติม 

Website : https://bit.ly/3voyYIT

Facebook : onebangkokth

Email : [email protected]

โทรศัพท์ : 0 2081 3700

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในชั่วโมงนี้ หันไปทางไหนก็คงจะไม่มีใครไม่เคยเต้นรับบท TikTok Creator หรือร้องเพลงฮิตใน TikTok Challenge ที่สุดแสนจะติดหูไปทั้งวัน

แต่แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้มีเพียงแค่คอนเทนต์เอ็นเตอร์เทนเมนต์ แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นนี้ยังโดดเด่นด้านการศึกษาที่เติบโตขึ้นมาเกือบ 400 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 1 ปี หรือจริง ๆ สามารถพูดได้ว่า คอนเทนต์การศึกษาบนแพลตฟอร์มนี้ คือ ‘การเรียนรู้คู่ความสนุก’ แบบที่เราไม่รู้สึกว่ากำลังเรียนอยู่

เป็นโอกาสดีครบรอบ 2 ปีของ #TikTokUni ที่เราจะมาพูดคุยกับ กานจิ-สิริประภา วีระไชยสิงห์ Campaign and Content Operations Lead จาก TikTok แบบหมดเปลือก ว่าด้วยเรื่องการเรียนรู้บน TikTok ที่เสพง่าย แปลกใหม่ และน่าจับตาว่าวัฒนธรรมการเรียนรู้สมัยใหม่นี้จะมาเปลี่ยนแปลงวงการการศึกษาหรือบุคคลธรรมดาได้อย่างไร

ถึงแม้บทความนี้จะเล่าเรื่องราวทั้งหมดไม่จบในวิดีโอสั้นเหมือนบนแพลตฟอร์ม แต่หลังจากจบบทความนี้ เวลาบน TikTok ของคุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

TikTok เติบโต

TikTok เริ่มเข้ามาในประเทศไทยช่วงปี 2018 ด้วยลักษณะเนื้อหาที่กระชับและเป็นวิดีโอสั้น จึงดึงดูดความสนใจได้อยู่หมัด แค่กดดู ก็สามารถเข้าใจเนื้อหาได้เลยทันที จึงไม่ใช่แพลตฟอร์มแค่ของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งอย่างเดียว แต่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในผู้ใช้งานทุก ๆ วัย 

“ที่ลักษณะคอนเทนต์กว้างขึ้น เพราะว่าเครื่องมือของเราง่าย ใคร ๆ ก็ทำได้ ไม่ยุ่งยาก ถ่ายเสร็จแล้วสามารถลงได้เลย กลายเป็น 1 คอนเทนต์” 

โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านมา เราต้องอยู่บ้านเป็นส่วนใหญ่ ผู้คนต่างมองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ การพัฒนาตนเอง แต่ไม่รู้จะไปไหน ไม่ว่าหันไปทางไหนเราจะเห็นน้อง ๆ มัธยมเต้นกันอย่างสนุกสนาน เหมือนกับที่คุณลุงคุณป้ามาแชร์เทคนิคการปลูกต้นไม้ใหม่ ๆ ในบ้านอย่างเพลิดเพลิน

เราจะเห็นคอนเทนต์หลากหลายประเภท ตั้งแต่การร้องเล่นเต้นรำ ขายของ ละครสั้น พากย์เสียง แต่งหน้า พากิน หรือแม้กระทั่งคอนเทนต์ในเชิงการศึกษา อย่างภาษา วิทยาศาสตร์ และความรู้รอบตัว

“เวลาคนนึกถึงคอนเทนต์ใน TikTok เชิงความรู้จะนึกถึงอะไร นึกถึงสอนภาษา บทสนทนาในชีวิตประจำวัน ภาษาเกาหลีที่แปลจากซีนละคร”

ปีที่ผ่านมาคอนเทนต์เชิงการศึกษาโตขึ้น 385 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก เป็นตัวเลขที่บอกนัยยะได้ว่า การเรียนรู้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันผู้คนไปแล้ว

การเรียนรู้ที่สอดไส้มาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวนี้เอง ที่ทำให้การได้ท่องไปแพลตฟอร์มนี้น่าเพลิดเพลินและกระตุ้นความสงสัยใคร่รู้ในตัวเรา

เมื่อเทียบกับปี 2021 แล้ว ผู้คนใช้เวลาบนแพลตฟอร์มมากขึ้นถึง 71 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็น 52 นาทีต่อคนต่อวัน ระบบนิเวศของ TikTok กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด และมีแนวโน้มการเติบโตของคอนเทนต์เชิงการศึกษา 3 ส่วน

ส่วนแรก ความกระชับ (Conciseness) หากผู้ใช้อยากเรียนรู้เรื่องเศษส่วน ก็ดูคอนเทนต์เรื่องเศษส่วนเลย หรือว่ามีปัญหาภาษาอังกฤษ สั่ง Starbucks ยังไง ต้องเข้าเรื่องการสั่งเป็นภาษาอังกฤษเลย นี่คือความกระชับของคอนเทนต์ที่หาที่ไหนไม่ได้มาก่อน

ส่วนที่สอง ความสร้างสรรค์ (Creativity) คือความสร้างสรรค์ในการถ่ายทอด และความครีเอทีฟของคนที่อยู่ในแพลตฟอร์มที่ทำให้เราทึ่ง พร้อมทั้งเครื่องมือตัดต่อที่ทุกคนใช้งานได้ง่าย ๆ ซึ่งมีส่วนช่วยทำให้การเล่าเรื่องไม่ธรรมดาอีกต่อไปด้วย Effects, Stickers หรือการ Duet และ Stitch ที่ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับบทเรียนนั้น ๆ ได้เพิ่มขึ้นไปอีก

ส่วนสุดท้าย ความบันเทิง (Entertainment) ทุก ๆ คอนเทนต์ ไม่ว่าจะ Foodtainment หรือ Shoppertainment ต่างมีความเป็น ‘-tainment’ อยู่ในนั้น เพราะการเรียนรู้อยู่คู่ความสนุกได้จริง ๆ ซึ่งเป็นจุดเด่นและดีเอ็นเอสำคัญของคอนเทนต์เชิงความรู้บนแพลตฟอร์มนี้

TikTok Culture

เราอยู่ในยุคสมัยที่เทรนด์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการแต่งหน้า แต่งตัว เพลงฮิต หรือการกินราเม็ง ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจาก TikTok ก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ได้มาจากชาติใดชาติหนึ่ง แต่เป็น ‘วัฒนธรรม TikTok’

วัฒนธรรมที่ทุกคนสามารถเป็นตัวเอง จุดประกายความคิด และนำความสุขสนุกมาให้กับคนอื่น ๆ ซึ่งสิ่งนี้เป็นภาพสะท้อนมาจากภายในองค์กรโดยตรง

บทสนทนาแรกทุกเช้าในออฟฟิศของ TikTok อาจจะไม่ใช่ ‘กินข้าวมาหรือยัง’ แต่เป็น ‘เล่นไวรัลอันนี้หรือยัง’

“สิ่งสำคัญคือ เราก็อยากพัฒนาให้ผู้ใช้มีประสบการณ์ที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเราจึงต้องเอาตัวเองเข้าไปเป็นผู้ใช้คนหนึ่ง เวลาเจอกัน เราจะเห็นทีมงานถ่ายไวรัลเหมือนกันกับทุกคนนี่แหละค่ะ” กานจิหัวเราะ

เธอเล่าต่อว่า กว่าจะออกมาเป็น 1 แคมเปญต้องประกอบด้วย Creativity, Entertainment และ Innovation กลายเป็นสิ่งใหม่ ๆ ที่คาดไม่ถึง และสร้างผลกระทบเชิงบวกกับผู้ใช้หรือคนในสังคม ซึ่งสิ่งนี้เป็น Vision และ Mission ของคนที่นี่

เมื่อสิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาเป็นวัฒนธรรมเชิงบวก เราจึงได้เห็นคอนเทนต์เชิงการศึกษาที่ไม่ได้มีเพียงคุณครูมาสอน แต่ทุก ๆ คนมาเล่าเรื่องผ่านประสบการณ์ และเป็นตัวเองได้โดยไม่มีใครมาตัดสิน เพราะใจความสำคัญคือการส่งต่อสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับคอมมูนิตี้ และเมื่อส่งต่อไปเรื่อย ๆ ก็กลายเป็นการสร้าง Know-how บางอย่างให้คนอื่นโดยไม่รู้ตัว

“มี TikTok Creator เป็นคุณน้ากวาดถนนของ กทม. เขาจะบอกวันนี้เขากวาดพื้นที่ตรงนี้ เล่าอย่างแฮปปี้ในสิ่งที่เขาทำงาน เช่น ‘ทุกคน รู้ไหมว่าตัวการที่ทำให้ขยะตันคืออะไร’ หรือ ‘ป้าอยู่หน้างานเจอเหตุการณ์แบบนี้’

“กลายเป็นว่าเราเจออะไรแบบนี้จากคนที่รู้จริง คนที่มีประสบการณ์แล้วมาเล่าต่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราก็ไม่เคยรู้มาก่อนเหมือนกัน”

หรือแม้แต่การ ‘สวัสดีวันจันทร์’ ในยุคนี้ ก็ถูกเปลี่ยนไปในรูปแบบของการส่งวิดีโอดูแลสุขภาพ แชร์วิดีโอนักกายภาพบำบัด แทนคำทักทายในรูปดอกไม้เป็นความห่วงใยให้คนที่เรารักไม่ปวดคอ บ่า ไหล่

ยินดีต้อนรับทุกคนสู่ TikTok Culture ณ บัดนี้

เรียนรู้คู่ TikTok

เมื่อการเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่รวมถึงการเลื่อนหน้าจอดูวิดีโอสั้น การ ‘เรียนรู้คู่ความสนุก’ จึงเป็นคอนเซ็ปต์ที่ทีมปรินต์แปะไว้เตือนใจข้างฝาบ้าน

นิยามของการเรียนรู้สำหรับพวกเขา คือการได้นำเสนอประสบการณ์ใหม่ ๆ และการบอกต่อ ส่งต่อข้อมูล ทั้งที่เป็นข้อมูลข่าวสารและข้อมูลความรู้ ให้กับผู้คนโดยที่เขาไม่เคยได้รับรู้เรื่องราวนั้นมาก่อน

รวมไปถึงการสร้างนิสัยหรือทักษะใหม่ ๆ ให้ทุก ๆ คนนำไปต่อยอดในชีวิตประจำวันได้ 

“บางคนเข้ามาเรียนรู้แบบอยู่ดี ๆ รู้เรื่องนี้ได้ยังไงนะ อันนี้คือทางอ้อม หรือบางคนตั้งใจเข้ามาค้นหาการเรียนเรื่องนี้ หาคำตอบ

 “เดี๋ยวนี้คนใช้ TikTok ค้นหา How-to ในอัตราที่เพิ่มขึ้นเยอะมาก เช่น ล็อกประตูยังไงให้ปลอดภัย เพราะคนอาจจะเคยเห็นในฟีดว่า วิธีป้องกันโจรเวลาไปพักที่ต่างจังหวัดมักจะเป็นแบบนี้ เป็นต้น”

ซึ่งการจะไปสู่ภาพการเรียนรู้เปิดกว้างที่วาดเอาไว้ จะต้องพัฒนาแพลตฟอร์มให้ยืดหยุ่นและเอื้อต่อหลากหลายรูปแบบการเรียน

เรียนต่อไม่สะดุด – หลาย ๆ คนอาจจะคุ้นเคยกับวิดีโอขนาดสั้น แต่ตอนนี้โพสต์วิดีโอได้ยาวถึง 10 นาที เพื่อรองรับแนวโน้มของคอนเทนต์ที่เติบโตมากขึ้น เช่น How-to และ Tutorial เพราะในทุก ๆ รูปแบบของคอนเทนต์ล้วนมีความเหมาะสมในเรื่องของความยาวและรูปแบบแตกต่างกัน

เป็นมิตรต่อการเรียนรู้ – เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่ทุกเพศทุกวัยเข้ามาใช้ จึงมีทีม Content Moderator คอยดูแลตรวจสอบ ใช้ Algorithm คัดกรองคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสมในด่านแรก และมีหน่วย Human Review เป็นด่านที่สองเพิ่มความรัดกุมในการคัดกรอง

การเรียนรู้ไม่มีขีดจำกัด – ด้วยพื้นฐานการเป็นแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนโดยคอมมูนิตี้ เหล่า Creator จึงเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ผู้คนได้มาเจอคอนเทนต์ที่ตัวเองกำลังมองหา ต้องการเรียนรู้ หรือหากไม่ได้ต้องการเรียนรู้ ก็จะได้คำตอบอะไรบางอย่างกลับไป แม้แต่โฆษณาบนแพลตฟอร์มเองก็มาในรูปแบบคอนเทนต์เชิงการศึกษา อย่างข้อคิดจากหนัง หรือ วิธีการถ่ายภาพเจ๋ง ๆ จากกล้องโทรศัพท์

พื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ – การเรียนรู้ที่ดีเกิดจากการที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัย

“Mission ของ TikTok คืออยากให้พื้นที่นี้เป็น Trusted Entertainment Platform เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนที่จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจและความสุข

“ถ้าเขาเกิดรู้สึกไม่ปลอดภัย รู้สึกไม่สบายใจที่จะแชร์ ก็จะไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์เลย ทั้ง ๆ ที่เป็นดีเอ็นเอและพื้นฐานสำคัญของแพลตฟอร์มเรา”

ทีมจึงต้องร่วมกันสร้างพื้นที่ที่ลดระดับความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นคอมเมนต์หรือคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการขยาย Creator Ecosystem และสร้าง Digital Literacy ให้กับทั้งแพลตฟอร์มเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูลหรือผลกระทบของคอนเทนต์ เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

#สอนให้รู้ว่า…

ตลอด 2 ปีของ #TikTokUni เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้บนแพลตฟอร์มนี้

ทุก ๆ เดือนจะมีแคมเปญต่าง ๆ กระตุ้นให้คนออกมาแชร์ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นภาษา ความรู้รอบตัว วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเนื้อหาที่เป็นประโยชน์อีกมากมาย ซึ่งในโอกาสครบรอบ 2 ปีนี้ TikTok มาในธีม #สอนให้รู้ว่า

“ไม่ใช่แค่ TikTokUni สอนให้รู้ว่าอะไร แต่เราต้องการให้แรงบันดาลใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ” หรืออีกนัยหนึ่งก็เปรียบเหมือนการตั้งโจทย์ให้เราลองถามตัวเอง แล้วมองไปรอบ ๆ ตัวว่า สิ่งต่าง ๆ หรือเรื่องราวเหล่านี้ส่งผลกระทบกับเรายังไงบ้าง

ตัวอย่างเรื่องใกล้ตัวอย่างการบริการประชาชนของภาครัฐ อย่างที่กระทรวงต่างประเทศจัดทำวิดีโอสอนทำพาสปอร์ตที่มาบุญครองภายใน 10 นาที หรือการประชาสัมพันธ์พาสปอร์ต 10 ปี คอนเทนต์นี้คว้ายอดวิวสูงถึง 5 ล้านวิว โดยไม่ต้องพึ่งบูสต์หรือยิง Ads ใด ๆ 

“อันนี้เป็นจุดที่ถูกทาง เหมือน Right tool, Right content ที่คนมองหา แล้วเป็นเรื่องที่เราช่วยให้ข้อมูลหรือความรู้เขาในรูปแบบใหม่ ทำให้เห็นว่ายังมีอีกหลากหลายวิธีในการบริการข้อมูลให้กับประชาชน” 

นอกจากนี้ TikTok ร่วมมือกับหลายภาคส่วน ทั้งพิพิธภัณฑ์ ภาคการศึกษา และหน่วยงานรัฐเพื่อสร้างปรากฏการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ ในการทลายข้อจำกัดการเรียนรู้รูปแบบเดิม ๆ TikTok ทำงานร่วมกันกับมิวเซียม 3 แห่งในไทย คือ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ มิวเซียมสยาม และ TK Park

“ในฝั่งของแหล่งการเรียนรู้ข้างต้น เขาอาจจะมีข้อจำกัดในการพัฒนา Innovation ทำยังไงให้มีความตื่นตาตื่นใจ สามารถชักชวนคนรุ่นใหม่เข้ามา Join ได้บ้าง ก็ตรงกับสิ่งที่เราทำพอดี”

เมื่อโจทย์ที่มีมาลงตัวกับรูปแบบคอนเทนต์ที่ทั้งกระชับ สร้างสรรค์ และสนุกโดนใจวัยรุ่น จึงเกิดเป็นการร่วมงานกับ Top Creator มากกว่า 20 – 30 คน มาร่วมเล่าเรื่องแบบใหม่ในมิวเซียม เหมือนมีเพื่อนมาเล่าให้ฟังระหว่างเดินชมพิพิธภัณฑ์ แม้สิ่งนี้อาจเคยเกิดขึ้นแล้วในพิพิธภัณฑ์ระดับโลกอย่าง Lourve หรือ The Met แต่ก็เป็นก้าวแรกของมิวเซียมในไทยที่จะสร้างภาพการเรียนรู้ใหม่ ๆ และออกจากกรอบที่เคยมี

หรือแคมเปญสนุก ๆ ที่ร่วมมือกับ TK Park เปิดตำราวิชาแนะให้แนว ชวนเหล่าวัยรุ่นมาค้นหาคำถามที่ใช่กับตัวเอง เพื่อหาเส้นทางอาชีพในอนาคต ผ่าน #TikTokแนะแนว ตอบคำถามโดยรุ่นพี่หลากสายอาชีพด้วยเครื่องมือของ TikTok ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะอย่าง Q&A Feature ชวนทุกคนมาร่วมแชร์ประสบการณ์ให้น้อง ๆ ผ่านวิดีโอ

และเพื่อเริ่มเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทย ก็ยังจับมือกับ InsKru และ กสศ. ในกิจกรรมเวิร์กชอปให้คุณครูกว่า 400 คน จากทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยให้ครูกลุ่มนี้เป็นเหมือน Teacher Changemaker ในการนำเสนอวิธีการสอนแบบใหม่ ๆ และจุดประกายกลุ่มครูด้วยกัน ขยายผลไปสู่โรงเรียนในทุก ๆ ตำบล ทุก ๆ จังหวัด

“เราพยายามอย่างเต็มที่ในการร่วมมือกับหลาย ๆ ภาคส่วน เพื่อช่วยให้ระบบการศึกษาค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง อาจไม่ใช่ทั้งโครงสร้าง แต่อย่างน้อยในคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แล้วสร้างผลกระทบทางอ้อมให้แผ่ออกไปเป็นวงกว้าง ให้สิ่งที่เราทำไปได้ไกลมากขึ้น”

Lifelong Learning สำหรับทุกคน

#TikTokUni ทำให้ทิศทางการเรียนรู้บนแพลตฟอร์มนี้แตกย่อยได้มากขึ้น ทั้งแนวนอนและแนวตั้ง ทั้งยังสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบใหม่ ๆ ให้กับผู้คน

“เราจะพยายามถามตัวเองอยู่เสมอว่า นอกจากเรียนรู้คู่ความสนุกแล้ว เราสร้างอิมแพ็คให้การศึกษาไทยยังไงบ้าง”

ถึงจะผ่านมาแค่ 2 ปี แต่ผลกระทบของโครงการนี้ก็เริ่มออกดอกออกผลในวงการการศึกษาไทย แม้อาจยังไม่ใช่ระดับโครงสร้างหรือนโยบาย แต่คนหน้างานอย่างคุณครูและนักเรียนกำลังได้เรียนรู้และเก็บเกี่ยวจากแพลตฟอร์ม คุณครูได้เกร็ดความรู้ในการสอน การเข้าถึงเด็กรุ่นใหม่ จากการแบ่งปันประสบการณ์ในคอมมูนิตี้ของครูทั่วโลก นักเรียนเองก็ได้เห็นช่องทางในการพัฒนาตน โยงไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนในห้อง เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของพวกเขาในอนาคต

ในระยะยาว โจทย์สำคัญในการขยายการเรียนรู้จึงไม่ใช่แค่เพียงเพิ่มจำนวนผู้ใช้ แต่รวมไปถึงการทำให้คอนเทนต์ขยายแผ่กิ่งก้านสาขา เพื่อนิสิตนักศึกษา บัณฑิตที่จบมาแล้ว คนทำงาน พ่อแม่ และคนทุก ๆ วัย เกิดเป็น Lifelong Learning บนแพลตฟอร์มอย่างแท้จริง

“สุดท้ายแล้ว เรามองว่าจุดหนึ่งที่เติมเต็มการทำงานของเราคือ เวลาที่มีคนคนหนึ่งมาบอกว่า ‘พี่ หนูได้งานจากการพัฒนาตัวเอง การเรียนภาษาผ่าน TikTok และ การทำ Resume’

“หรืออีกคนบอกว่า เขาสามารถดูแลตัวเองได้ในช่วงที่เขาติดโควิด-19 ผ่านการดูคอนเทนต์ของคุณหมอคนหนึ่งบนแพลตฟอร์มของเรา”

การได้สร้างอิมแพ็คในเชิงการใช้ชีวิตของผู้คนให้ดียิ่งขึ้น ทำให้ผู้คนได้พัฒนาตัวเองในแบบที่ดีขึ้นในทุก ๆ ด้าน หรือการได้เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่จะมาร่วมผลักดันและเปลี่ยนแปลงวงการการศึกษาไทยให้ก้าวไปข้างหน้า เป็นสิ่งที่ทีมงานภูมิใจและมุ่งผลักดันให้ TikTok เป็นอีกหนึ่ง Tools สำหรับการเรียนรู้และสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้เชิงบวก เพื่อให้ TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่ส่งเสริม Lifelong Learning ให้กับทุกคนอย่างแท้จริง

Writer

ธฤดี อุดมธนะไพบูลย์

นักคิดเต็มเวลา นักเขียนบางเวลา รักวิทยาศาสตร์ ภาษา ศิลปะ และการได้นั่งคุยกับผู้คนในวันฝนตก

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load