หลังจากที่หนังสือ Makoto Marketing ออกมาได้ประมาณเดือนกว่าๆ ดิฉันได้มีโอกาสคุยกับคุณผู้อ่านหลายท่าน ส่วนใหญ่ดิฉันชอบถามว่า จำบทไหนได้บ้าง 

เท่าที่คุยแบบไม่เป็นทางการ บทหนึ่งที่คนชื่นชอบที่สุด คือบทที่เกี่ยวกับร้านหนังสือ ธุรกิจหนังสือ เป็นธุรกิจที่กำลังซบเซาในญี่ปุ่น แถมร้านที่เจอวิกฤตนั้น เป็นร้านที่อยู่ในเมืองซึ่งคนค่อยๆ อพยพออกไปตั้งถิ่นฐานที่อื่นด้วย แต่ในที่สุด ร้านหนังสือร้านนั้นก็ฝ่าฟันวิกฤตมาได้ กลายเป็นร้านหนังสือยอดนิยมที่คนต้องมาจองคิวกัน 

ดิฉันเลยนั่งคิดเล่นๆ ว่า มีอุตสาหกรรมอะไรบ้างที่เจอวิกฤต จนแทบไปไม่รอดทั้งอุตสาหกรรม หนึ่งในนั้นคือ วงการนิตยสาร

ว่าแล้ว ดิฉันก็นึกถึงบริษัททำนิตยสารแห่งหนึ่งที่มีอายุกว่า 75 ปีแล้ว มีขยายสาขามาที่เมืองไทย และเอาตัวรอดจากวิกฤตมาได้อย่างงดงาม 

บริษัทนั้น ชื่อ ‘Gakken’ 

สิ่งที่จะทำให้ชาติพัฒนาได้ 

บริษัท Gakushu Kenkyu หรือที่เรียกย่อๆ กันว่า Gakken (กักเค็ง) นั้น ก่อตั้ง ค.ศ. 1946 โดย ฮิเดโตะ ฟุรุโอกะ (Hideto Furuoka) ชื่อบริษัทแปลว่า การวิจัยการเรียนรู้ 

ฟุรุโอกะเคยเป็นครูสอนนักเรียนประถมมาก่อน เขาเห็นว่าหลังสงครามโลก สิ่งสำคัญที่แท้จริงที่จะทำให้ประเทศญี่ปุ่นพัฒนาได้อีกครั้งคือการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิชาวิทยาศาสตร์ เขาจึงทุ่มเทหาวิธีสอนเนื้อหาวิชาวิทยาศาสตร์ให้เด็กๆ เข้าใจผ่านนิตยสาร

ในช่วงแรก ฟุรุโอกะขายผ่านโรงเรียนประถม คุณครูเป็นผู้รวบรวมจำนวนเด็กที่สนใจซื้อนิตยสาร เมื่อนิตยสารเริ่มได้รับความนิยม จึงเริ่มจำหน่ายตามร้านหนังสือทั่วไป 

นิตยสารปกหนึ่งของ Gakken ที่ได้รับความนิยมมาก คือ นิตยสารชื่อ Kagaku(科学) ซึ่งแปลตรงตัวว่า “‘วิทยาศาสตร์’

นิตยสารวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นเอาตัวรอดจากวิกฤตขาดทุน ด้วยการปรับตัวเป็นธุรกิจดูแลคนในสังคมตั้งแต่อายุ 0 ถึง 100 ปี
ภาพ : micha072.blog.fc2.com
นิตยสารวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นเอาตัวรอดจากวิกฤตขาดทุน ด้วยการปรับตัวเป็นธุรกิจดูแลคนในสังคมตั้งแต่อายุ 0 ถึง 100 ปี
เล่มนี้สำหรับเด็ก ป.5 ชื่อตอน ร่างกายมนุษย์ ร่างกายปลา มีแถมโมเดลโครงกระดูกมนุษย์ขนาดจิ๋วด้วย 
ภาพ : middle-edge.jp

มีฉบับหนึ่ง ชื่อตอน ‘ตรรกะการทำอาหาร’ เล่าเรื่องโมเลกุลและวิธีปรุงอาหาร เช่น การแข็งตัวของโปรตีน ปฏิกิริยาเมลลาร์ด (การที่น้ำตาลในอาหาร ทำปฏิกิริยากับกรดอะมิโนผ่านความร้อน ทำให้เกิดรสชาติอาหารชวนหิว ลองนึกถึงกลิ่นหมูปิ้ง ไก่ย่างหอมๆ นะคะ) ย้ำว่า นี่คือนิตยสารที่ให้เด็กประถมอ่าน

เสน่ห์อย่างหนึ่งของนิตยสารฉบับนี้ คือ อุปกรณ์หรือของเล่นที่แถมมากับนิตยสาร เช่น เซ็ตทำนาฬิกาซึ่งเด็กๆ ประกอบเข็มยาว เข็มสั้น ติดกลไกได้เอง เรือลูกโป่งที่ทำจากพลาสติกสีแดง ใส่มอเตอร์ ใส่ถ่าน เรือก็จะวิ่งได้ 

นิตยสารวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นเอาตัวรอดจากวิกฤตขาดทุน ด้วยการปรับตัวเป็นธุรกิจดูแลคนในสังคมตั้งแต่อายุ 0 ถึง 100 ปี
อุปกรณ์ทดลองครบเซ็ต
ภาพ : micha072.blog.fc2.com

บรรณาธิการและนักออกแบบของ Kagaku มีความพิถีพิถันในการออกแบบของแถมนี้เป็นอย่างยิ่ง อุปกรณ์แต่ละชิ้นใช้เวลาออกแบบประมาณ 1 – 3 ปี ภายใต้ความท้าทายหลายประการ เช่น ต้นทุนต้องไม่สูงเกินไป เด็กๆ ต้องตื่นเต้นที่ได้ทดลอง อุปกรณ์ที่ประกอบต้องไม่ยากเกินไป หรือสร้างความรู้สึกไม่ดีจนเด็กๆ เกลียดวิทยาศาสตร์ 

ช่วงที่นิตยสาร Kagaku ขายดีที่สุดนั้น สามารถจำหน่ายได้ถึงเดือนละ 6.7 ล้านฉบับเลยทีเดียว (ช่วง ค.ศ. 1979) เรียกได้ว่า 2 ใน 3 ของเด็กประถมญี่ปุ่นอ่านนิตยสาร Kagaku นี้ แม้แต่ผู้กำกับหนัง Your Name อย่าง ชินไค มาโคโตะ (Shinkai Makoto) ในวัยเด็ก เขาก็เป็นแฟนคลับของ Gakken เช่นกัน 

ในช่วง ค.ศ. 1980 Gakken เริ่มขยายจากธุรกิจสิ่งพิมพ์ นิตยสาร ไปเปิดโรงเรียนกวดวิชาสำหรับเด็กประถม และขยายสาขาไปทั่วประเทศ 

จุดพลิกผัน

ในช่วงที่นิตยสารขายดีนั้น Gakken มีรายได้สูงถึง 1.7 แสนล้านเยน แต่เมื่อถึงช่วง ค.ศ. 2009 ยอดขายบริษัทกลับเหลือเพียงแค่ 7.9 หมื่นล้านเยนเท่านั้น 

ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2009 Gakken ตัดสินใจยุติการพิมพ์นิตยสาร Kagaku หลังจากเห็นยอดขายลดลงอย่างต่อเนื่องตลอด 20 ปีที่ผ่านมา 

สาเหตุหลักคือญี่ปุ่นกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง ทำให้ตลาดเล็กลงโดยปริยาย อีกสาเหตุ คือ อินเทอร์เน็ตเริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น เด็กๆ เริ่มดูสมาร์ทโฟน เล่นโซเชียลมีเดียมากขึ้น ขณะเดียวกันก็อ่านหนังสือและนิตยสารลดลง 

บริษัท Gakken ต้องประกาศขอให้พนักงานเกษียณก่อนกำหนดถึง 3 ครั้ง และขายตึกสำนักงานใหญ่ไป 

ในช่วงวิกฤตนี้ ผู้ชายคนหนึ่งที่ได้รับมอบหมายให้เข้ามากอบกู้บริษัท คือ ฮิโรอากิ มิยาฮาร่า (Hiroaki Miyahara) อดีตครูสอนโรงเรียนกวดวิชาของ Gakken ที่เห็นความสำคัญของการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง 

การกอบกู้ 

มิยาฮาร่าเข้าทำงานที่ Gakken ตั้งแต่ ค.ศ. 1986 เขาเข้ารับตำแหน่งประธานบริษัทใน ค.ศ. 2010 มิยาฮาร่าเริ่มปรับจากสิ่งที่ Gakken มีอยู่ก่อนแล้ว คือ โรงเรียนกวดวิชา เขาปรับรูปแบบการเรียนให้อิสระและเข้ากับนักเรียนแต่ละคนยิ่งขึ้น นักเรียนสามารถเลือกเวลาที่สะดวก มีระบบเลือกเนื้อหาเรียนให้เหมาะกับความรู้ความสามารถของผู้เรียนได้ เด็กๆ อ่านหนังสือและทำแบบฝึกหัดเอง โดยมีคุณครูทำหน้าที่ให้คำปรึกษา

อีกธุรกิจหนึ่งที่มิยาฮาร่าตัดสินใจทำคือบ้านพักคนชรา ในตอนนั้น คนที่พักบ้านพักคนชราได้ต้องมีฐานะในระดับหนึ่ง เนื่องจากค่าที่พักค่อนข้างสูง หรือไม่ก็เป็นบ้านพักที่รัฐบาลท้องถิ่นดูแลในราคาจำกัดไปเลย ยังไม่มีเจ้าใดให้บริการบ้านพักคนชราในราคากลางๆ มาก่อน 

มิยาฮาร่าได้สร้างบ้านพักคนชราชื่อ ‘Cocofump’ ด้วยราคาใหม่ กล่าวคือไม่มีค่าแรกเข้า ผู้สูงอายุเสียแค่ค่าใช้จ่ายรายเดือนเท่านั้น ปัจจุบัน มี 115 สาขาทั่วประเทศญี่ปุ่น

ที่ Cocofump มีการนำความรู้ของ Gakken เดิมมาประยุกต์อย่างลงตัว มีโปรแกรมเพิ่มพลังศักยภาพทางสมอง เช่น แบบฝึกหัดเขียนตัวอักษร เพื่อให้ผู้สูงอายุไม่หลงลืมง่ายๆ นอกจากนี้ Gakken ยังร่วมมือกับบริษัทเอกชนและมหาวิทยาลัย ในการวิจัยเรื่องวิธีการค้นหาอาการป่วยอัลไซเมอร์ ตลอดจนวิธีการป้องกันอาการหลงๆ ลืมๆ อีกด้วย 

สำหรับบ้านพักคนชราบางสาขา ทางบริษัทตั้งใจไปสร้างติดกับโรงเรียนอนุบาลหรือเนอสเซอรี่ เพื่อให้คุณตาคุณยายได้เจอเด็กๆ ที่สดใสบ้าง ส่วนเด็กๆ ก็ได้เรียนรู้ภาษา คำศัพท์ วัฒนธรรมต่างๆ จากคุณตาคุณยาย 

โมเดลธุรกิจใหม่ของ Gakken นิตยสารญี่ปุ่นอายุกว่า 75 ปีที่ทำให้รอดจากวิกฤตสิ่งพิมพ์
ภาพ : business.nikkei.com

นิตยสารวิทยาศาสตร์สำหรับผู้ใหญ่

ใน ค.ศ. 2003 Gakken ออกนิตยสารใหม่ ชื่อ ‘โอโตนะ โนะ คะกักขุ’ (大人の科学マガジン) โดยให้ผู้ใหญ่สนุกกับการประดิษฐ์ของเล่นด้วยตนเอง กลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่เคยสนุกกับนิตยสาร Kagaku มาก่อนในวัยเด็ก และอยากกลับไปรำลึกความทรงจำดีๆ อีกครั้ง

เมื่อกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ใหญ่ มิใช่เด็ก ราคาก็ย่อมสูงขึ้น (ฉบับละ 3,000 กว่าเยน หรือ 1,000 กว่าบาท) แม้ Gakken ไม่ได้กำหนดช่วงเวลาที่ออกนิตยสารตายตัว แต่ทุกครั้งที่จำหน่ายก็ขายดิบขายดี 

ดังเช่น ฉบับท้องฟ้าจำลองที่มียอดขายสูงถึง 6 แสนฉบับนั้น นิตยสารแถมโคมไฟกับหลอดไฟ ที่เมื่อประกอบและเปิดสวิตช์แล้ว จะกลายเป็นดวงดาวนับหมื่นดวงรอบห้อง โดยดวงดาวนั้นมีตำแหน่งตามตำแหน่งจริงในจักรวาล 

โมเดลธุรกิจใหม่ของ Gakken นิตยสารญี่ปุ่นอายุกว่า 75 ปีที่ทำให้รอดจากวิกฤตสิ่งพิมพ์
สนนราคาเพียง 3,000 เยน (หรือ 1,000 บาทเท่านั้น) 
ภาพ : prtimes.jp

ผู้อ่านเลือกได้ว่า อยากเห็นท้องฟ้าของสถานที่ไหน (เลือกได้แค่ในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น) ช่วงฤดูใด ช่วงเวลาใด 

ส่วนฉบับแผ่นเสียงนั้น มีที่เล่นแผ่นเสียงและแผ่นเสียงให้อีก 5 แผ่น แผ่นเสียง 1 แผ่นสามารถบันทึกเสียงได้ประมาณ 3 – 4 นาที ลูกค้าอัดเสียงหรืออัดเพลงผ่านโทรศัพท์มือถือ และบันทึกลงแผ่นเสียงได้ เวลาฟังก็จะได้อารมณ์เพลงแบบฟังจากแผ่นเสียงจริงๆ กล่าวคือ ไม่ใช่เสียงคมชัดไร้ที่ติแบบดิจิทัล แต่มีกลิ่นอายโบราณๆ เสียงซ่าๆ เล็กน้อย ได้อารมณ์ไปอีกแบบดี 

โมเดลธุรกิจใหม่ของ Gakken นิตยสารญี่ปุ่นอายุกว่า 75 ปีที่ทำให้รอดจากวิกฤตสิ่งพิมพ์
ภาพ : jp.techcrunch.com
โมเดลธุรกิจใหม่ของ Gakken นิตยสารญี่ปุ่นอายุกว่า 75 ปีที่ทำให้รอดจากวิกฤตสิ่งพิมพ์
ภาพ : gkp-koushiki.gakken.jp

ในเซ็ตอุปกรณ์ยังมีกระดาษลายต่างๆ ให้ตัดแต่งทำเป็นปกแผ่นเสียงเองได้ บางคนก็อัดเสียงลูกร้องเพลงใส่ไว้ในแผ่นเสียง แล้วเปิดฟังซ้ำไปซ้ำมา 

นิตยสารฉบับเครื่องทำแผ่นเสียงนี้ มียอดพรีออเดอร์ถล่มทลาย และขึ้นเป็นอันดับ 1 ในเว็บ E-commerce ในช่วงนั้นทีเดียว

ดูแลคนในสังคมตั้งแต่ 0 ถึง 100 ปี

จากการปรับโมเดลธุรกิจ แต่ยังยึดอยู่กับการสร้างและนำเสนอเนื้อหาทางการศึกษา ประธานมิยาฮาร่าสามารถทำให้ Gakken มียอดขายสูงขึ้นติดต่อกัน 11 ปี นับตั้งแต่เกิดวิกฤตขาดทุน 

ปัจจุบัน บริษัท Gakken มีโรงเรียนเนอสเซอรี่ เพื่อช่วยเลี้ยงลูกแทนคุณแม่ที่ต้องทำงาน

มีโรงเรียนกวดวิชา ที่สอนทักษะต่างๆ ให้กับเด็กๆ ตั้งแต่ชั้นประถมถึงมัธยม

มี Academy สอนวิธีการดูแลผู้สูงอายุ ทั้งเรื่องโภชนาการ ตลอดจนโรคอัลไซเมอร์ 

มีบ้านพักคนชราและศูนย์ดูแลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์โดยเฉพาะ

แนวทางการเติบโตของ Gakken ในตอนนี้ คือการเข้าไปดูแลชุมชน ตั้งแต่อายุ 0 ขวบ จนถึง 100 ปี โดยร่วมมือกับรัฐบาลท้องถิ่นและหน่วยงานต่างๆ ในชุมชน 

ภาพด้านล่างนี้ คือภาพที่ Gakken ใส่ไว้ในเว็บไซต์ ตรงส่วนของ Mission Vision บริษัท 

โมเดลธุรกิจใหม่ของ Gakken นิตยสารญี่ปุ่นอายุกว่า 75 ปีที่ทำให้รอดจากวิกฤตสิ่งพิมพ์
ภาพ : ghd.gakken.co.jp

Gakken มุ่งสร้างคนที่เรียนรู้ตลอดชีวิต มีแพสชัน เป็นผู้ที่คิดดี ปรารถนาดีต่อคนอื่น หากสร้างคนเช่นนี้ได้มากๆ พวกเขาจะได้มาเจอกัน มารวมกลุ่มกัน ช่วยกันทำอะไรดีๆ และสนุกไปกับการเรียนรู้ร่วมกันต่อไป

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

ในญี่ปุ่น มีบริษัทที่อายุยืนเกิน 100 ปีกว่า 20,000 บริษัท ที่น่าตกใจคือ กว่าร้อยละ 98 เป็นธุรกิจครอบครัว อาจจะเป็นร้านมิโสะเก่าแก่ ร้านชาขึ้นชื่อ หรือร้านขนมญี่ปุ่นที่คนนิยมซื้อไปฝากเป็นของฝากติดไม้ติดมือกัน 

ครั้งนี้ ดิฉันมีธุรกิจครอบครัวญี่ปุ่นรายหนึ่งที่อายุยืน 100 ปีพอดี และมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ในตลาดซอสโอโคโนมิยากิ (พิซซ่าญี่ปุ่น) รวมถึงมีผลิตภัณฑ์จำหน่ายในไทยด้วย นั่นคือ บริษัท โอตาฟุกุโฮลดิ้งส์ 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200
โอโคโนมิยากิ

กลุ่มผู้บริหารบริษัทนี้มองการณ์ไกลไปอีก 100 ปีข้างหน้า จะทำอย่างไรให้บริษัทอยู่ไปได้ถึง 200 ปี จากนั้นก็ตัดสินใจเริ่มทำธรรมนูญครอบครัว  

เชิญติดตามอ่านการบริหารครอบครัวและการบริหารธุรกิจฉบับบริษัทซอส 100 ปีได้ ณ บัดนี้

บริษัทที่ไม่โฆษณาเลย

โอตาฟุกุก่อตั้งขึ้นในปี 1922 โดยเริ่มจากการจำหน่ายซีอิ๊วและเหล้าสาเกในเมืองฮิโรชิม่า ทางร้านมีซีอิ๊วสูตรต่าง ๆ ที่นำเสนอแตกต่างตามความชอบของลูกค้า จากนั้นก็เริ่มผันตัวมาเป็นผู้ผลิตน้ำส้มสายชู

ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มมีกระแสการรับประทานอาหารตะวันตก กอปรกับเมืองฮิโรชิม่าขึ้นชื่อด้านอาหารโอโคโนมิยากิ ตอนนั้นซอสที่ทายังเป็นซอสเหลวใส ทางบริษัทจึงพยายามคิดสูตรซอสที่เข้ากับแป้ง กะหล่ำ หมูในโอโคโนมิยากิยิ่งขึ้นไปอีก และกลายเป็นเจ้าแรกที่ผลิตซอสข้น รสกลมกล่อม เป็นเจ้าแรกในญี่ปุ่น

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

โอตาฟุกุ ไม่ใช้สื่อโฆษณาหลักเลย แต่เน้นไปที่การสร้างแฟนคลับและการบอกปากต่อปาก โดยการออกบูทตามซูเปอร์มาร์เก็ต หรือนำเสนอร้านโอโคโนมิยากิต่าง ๆ ให้ลองใช้ ทางบริษัทให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับลูกค้าโดยตรงมากกว่า เมื่อสินค้าดี รสชาติโดนใจ ลูกค้าก็จะชี้ชวนกันให้ซื้อซอสโอตาฟุกุเอง 

แม้ธุรกิจจะดำเนินมา 100 ปี ปัจจุบัน โอตาฟุกุก็ยังพัฒนาสินค้าใหม่เสมอ โดยมีสินค้ากว่า 2,336 อย่างแล้ว (สินค้าใหม่ออกเฉลี่ยปีละประมาณ 100 กว่าชนิด) เช่น แป้งสำหรับทำชิจิมิ (พิซซ่าเกาหลี) ซอสโอโคโนมิยากิสำหรับเด็กหย่านม (ส่วนผสมปลอดภัยและรสชาติไม่จัดเกินไป) 

การบริหารแบบญี่ปุ่น

ผู้บริหารบริษัทโอตาฟุกุกล่าวอย่างชัดเจนว่า บริษัทตนดำเนินการบริหารแบบญี่ปุ่น 

“บริษัทเราเป็นผู้ผลิต สิ่งสำคัญของบริษัทผู้ผลิตอย่างเรา คือคนครับ สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้พนักงานทำงานกับเรานาน ๆ และทำให้พวกเขายิ่งเก่งขึ้น” ชิเกขิ ซาซากิ ท่านประธานรุ่นที่ 6 กล่าว 

การที่พนักงานทำงานกับบริษัทนาน ๆ ข้อดีคือไม่ต้องสื่อสารกันมาก ทำงานรู้ใจกัน ไม่ต้องเสียเวลาอบรมพนักงานใหม่ แต่ข้อเสียที่มักเกิดขึ้นกับองค์กรทั่วไป คือพนักงานอาจขาดความกระตือรือร้น ทำงานไปเรื่อย ๆ 

ทางผู้บริหารไม่เห็นด้วยกับแนวทางการพยายามสร้างผลงานหรือสร้างการแข่งขันให้เกิดขึ้นในองค์กร สิ่งที่โอตาฟุกุพยายามสร้าง คือทำให้พนักงานเห็นคุณค่าของตนเอง เห็นคุณค่าของงาน และมีใจเอื้อเฟื้อแก่ผู้อื่น 

โอตาฟุกุ จึงมักพาพนักงานไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่แตกต่างไปจากชีวิตการทำงานเดิม ๆ เช่น ไปอบรมนอกสถานที่ ไปเที่ยวสถานที่ทางประวัติศาสตร์ แล้วร่วมแลกเปลี่ยนความคิดและความประทับใจกัน 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

นอกจากนี้ โอตาฟุกุ ยังมีกิจกรรมสำคัญกิจกรรมหนึ่ง คือกิจกรรมแบ่งปัน Mission เป็นการให้พนักงานต่างแผนก ต่างโปรเจกต์ มานั่งพูดคุยกันถึงปรัชญาและพันธกิจของบริษัท เพื่อให้พนักงานเข้าใจถึงความสำคัญของบริษัท รวมถึงคุณค่าของงานที่ตนทำ

กิจกรรมนี้จะจัดขึ้นที่อาคารพิเศษชื่อ ‘เซรินคัง’​ ซึ่งห่างจากออฟฟิศ บริเวณห้องโถงตรงกลางมีโต๊ะเรียงยาว ตรงกลางเป็นพื้นที่เตาเล็ก ๆ เสียบปลาหรือเนื้อย่างได้ ให้บรรยากาศล้อมวงทานข้าวกัน 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200
Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

บรรยากาศเช่นนี้ทำให้พนักงานเปิดใจกันคุยเรื่อง Mission องค์กร และจดจำได้ง่ายขึ้น 

นอกจากนี้ บริษัทยังสนับสนุนให้พนักงานสอบ ‘วุฒิโอโคโนมิยากิ’ โดยพนักงานจะได้เรียนเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานในการทำโอโคโนมิยากิ ประเภทของโอโคโนมิยากิ ตลอดจนวิธีการบริหารร้าน ที่สำคัญ มีการตั้งแผนกที่รับผิดชอบเรื่องการกระตุ้นให้พนักงานสอบวุฒิโดยเฉพาะ ชื่อแผนก ‘โอโคโนมิยากิ’ 

วุฒินี้มี 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับ Instructor, Coordinator จนถึง Meister (อย่างเช่น ระดับกลาง ระดับ Coordinator จะต้องทำโอโคโนมิยากิ 3 จานพร้อมกันได้) 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

ปัจจุบัน พนักงานบริษัทโอตาฟุกุกว่าร้อยละ 70 มีวุฒิการทำโอโคโนมิยากินี้ 

ธรรมนูญครอบครัว

กิจการโอตาฟุกุ ดำเนินมาอย่างราบรื่นตลอด จน ชิเกขิ ซาซากิ ท่านประธานรุ่นที่ 6 ได้เข้าฟังสัมมนาการบริหารธุรกิจครอบครัว 

ข้อดีของธุรกิจครอบครัว คือการตัดสินใจที่ฉับไวและปรับตนเองให้เข้ากับยุคสมัยได้อย่างรวดเร็ว แต่ข้อเสียคือหากวางโครงสร้างองค์กรไม่ดี พนักงานในบริษัทอาจขาดแรงจูงใจในการทำงานได้ เพราะคิดว่าไม่ว่าตนจะมีความสามารถอย่างไร ก็คงสู้ทายาทในตระกูลในการดำรงตำแหน่งประธานบริษัทหรือผู้บริหารระดับสูงไม่ได้

ชิเกขิเริ่มสนใจแนวคิดการสร้างธรรมนูญครอบครัว และเชิญผู้เชี่ยวชาญมาที่บริษัทเดือนละครั้ง ครั้งละครึ่งวัน แต่ละครั้ง สมาชิกครอบครัวซาซากิที่บริหารจะร่วมกันหารือและตกลงประเด็นต่าง ๆ แน่นอนว่าเกิดการถกเถียงในรายละเอียดปลีกย่อยตลอดทุกครั้ง 

“ตอนแรกทุกคนในบ้านถามผมว่า ทำไมต้องทำล่ะ ทำไมต้องสร้างกฎในตระกูล พวกเรารักกันดี กิจการก็ไปได้ดี แต่ผมก็พยายามอธิบายและชี้ให้เห็นว่า ควรกันก่อนแก้ ควรวางรากฐานก่อนจะเกิดปัญหา เช่น ตอนเปลี่ยนผู้บริหารหรือการสืบทอดกิจการ” 

ตระกูลซาซากิเริ่มคุยเรื่องธรรมนูญครอบครัวเมื่อปี 2013 และทำเสร็จในปี 2015 ใช้เวลา 2 ปีเต็มในการหารือรายละเอียดต่าง ๆ 

ตัวอย่างธรรมนูญครอบครัว มีตั้งแต่เรื่องกิจกรรมในตระกูลที่จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ของสมาชิก เช่น จัดงานเลี้ยงทานข้าวหรือสัมมนาเพื่อการเรียนรู้ปีละ 4 ครั้ง ช่วงเทศกาลโอบ้ง การไปเที่ยวพร้อมหน้าพร้อมตา 3 วัน 2 คืน จัดการแข่งขันตีกอล์ฟ 

นอกจากนี้ ยังระบุวิธีแบ่งหุ้น ค่าตอบแทน ตลอดจนวิธีเลือกผู้สืบทอดกิจการด้วย 

ตระกูลซาซากิมีทั้งหมด 8 ครอบครัว มีการกำหนดกฎขึ้นมาว่า ทุกครอบครัวส่งตัวแทนมาบริหารบริษัทได้เพียงครอบครัวละ 1 คนเท่านั้น และยังมีกฎโหดว่า หากใครถือหุ้น ต้องเป็นพนักงานบริษัทด้วย ไม่มีการให้ถือหุ้นและรับเงินปันผลเฉย ๆ ผู้ถือหุ้นจากตระกูลต้องเข้ามาทำงานในบริษัท เป็นการป้องกันบางครอบครัวที่อยากขายหุ้นส่วนของตนเองออกไป 

ในธรรมนูญครอบครัวยังกำหนดจำนวนกรรมการบริหารว่า ห้ามมีคนจากตระกูลซาซากิเกินครึ่ง เพื่อให้เกิดความหลากหลายและมีการบริหารอย่างเหมาะสม กฎอีกข้อคือ คนในครอบครัวทำงานได้ถึงอายุ 65 ปี จากนั้นถึงค่อยเป็นที่ปรึกษา 

ส่วนเงินเดือนแยกเป็น 2 ส่วน คือ เงินเดือนพื้นฐานที่ทุกคนไม่ว่าตำแหน่งใดก็ได้เท่ากัน กับเงินประจำตำแหน่ง ซึ่งสัดส่วนเป็นไปตามตำแหน่งและเนื้องาน 

หากมีสิ่งใดที่ต้องตกลงกันในตระกูล ห้ามใช้เสียงข้างมากตัดสิน ต้องหารือกันจนทุกคนเห็นด้วยทั้งหมด 

ท่านประธานชิเกขิยังมองการณ์ไกล จัดตั้งนิติบุคคลเพื่อเข้ามาดูแลตระกูล หน้าที่คืออบรมและเผยแพร่ปรัชญาบริษัท ตลอดจนประวัติศาสตร์ให้แก่คนในตระกูล อบรมทายาทผู้สืบทอด รวมถึงการบริหารทรัพย์สินของตระกูล 

“ธุรกิจครอบครัวมักมีความสัมพันธ์ที่ดีกับท้องถิ่น บางทีพนักงานอาจจะไม่เข้าใจว่า ทำไมเราต้องบริจาคเงินเพื่อช่วยวัดหรือศาลเจ้ามากขนาดนั้น ซึ่งตรงนี้ นิติบุคคลของตระกูลจะเข้ามาช่วยรับบทบาทในการสานความสัมพันธ์กับท้องถิ่นแทน” 

เห็นได้ว่าธรรมนูญครอบครัวฉบับนี้ช่วยรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัว ขณะเดียวกันก็พยายามลดข้อขัดแย้งหรือข้อกังขาจากฝั่งพนักงานบริษัท อีกทั้งป้องกันมิให้คนในตระกูลบริหารตามอำเภอใจเพียงอย่างเดียว 

การสืบทอดประธาน

สำหรับบริษัทโอตาฟุกุ สิ่งสำคัญอีกประการ คือการกำหนดผู้สืบทอดกิจการ 

ทางตระกูลมีเกณฑ์พิจารณาดังต่อไปนี้ 

หนึ่ง บุคคลนั้น ๆ ได้ริเริ่มทำอะไรบ้าง 

สอง บุคคลนั้น ๆ ได้เปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

สาม บุคคลนั้น ๆ ได้ทำให้ใครเติบโตหรือสอนงานใครอย่างไรบ้าง 

แม้ว่าประธานคนปัจจุบัน (รุ่นที่ 8) ยังเป็นคนในตระกูลอยู่ แต่ในอนาคต ทางกรรมการก็จะพิจารณาคนนอกตระกูลให้ขึ้นเป็นประธานบริหารด้วย โดยยึดถือตามเกณฑ์ 3 ข้อข้างต้น

หากมองเผิน ๆ สิ่งที่ประธานบริษัทโอตาฟุกุทำ อาจเป็นการลดผลตอบแทนหรืออำนาจของคนในตระกูล ไม่ว่าจะเป็นการจำกัด 1 ครอบครัว 1 ตัวแทนบริหาร หรือการบังคับให้ผู้ถือหุ้นต้องเป็นพนักงานบริษัทด้วย 

“ผมขึ้นมาเป็นประธานตอนอายุ 46 ปี และผมคิดไว้ตั้งแต่ตอนนั้นว่า จะดำรงตำแหน่งนี้เพียงแค่ 10 ปีเท่านั้น เหตุผลประการแรก คือ พ่อผมเสียตอนอายุ 55 ปี ผมคิดว่าผมอาจจะมีโอกาสจากโลกนี้ไปในวัยเดียวกันก็ได้ นั่นคืออีก 10 ปีข้างหน้า เหตุผลข้อสอง คือ ประธานบริษัทเป็นตำแหน่งที่ไม่มีการย้ายไปทำงานแผนกอื่นหรือเมืองอื่น อยู่สภาพเดิมตลอด ผมเกรงว่าผมจะไม่มีแรงบันดาลใจในการริเริ่มทำอะไรใหม่ ๆ ครับ” 

หากเหลือเวลาแค่ 10 ปี ในฐานะผู้นำองค์กร ตนเองจะทำอะไรบ้าง…

คำถามนี้ทำให้ ชิเกขิ ซาซากิ ตัดสินใจเริ่มทำธรรมนูญครอบครัว มุ่งมั่นปลูกฝังแนวคิดและปรัชญาดี ๆ ให้กับคนในครอบครัวและพนักงานบริษัท ตลอดจนทุ่มเทวางรากฐานโครงสร้างองค์กรให้เป็นระบบ ซึ่งนั่นทำให้เขาพาธุรกิจครอบครัวไปสู่ความมั่นคงยิ่งขึ้น เป็นมืออาชีพมากขึ้น และพร้อมจะก้าวเข้าสู่การเป็นบริษัท 200 ปี

ภาพ : www.otafuku.co.jp

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load