ไม่มีใครกำหนดอนาคตได้ แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่ในวงการแฟชั่น

เมื่อทุกๆ ปีวงการนี้จะมีการออกเทรนด์บุ๊ก หรือหนังสือที่สำนักแฟชั่นต่างๆ มาร่วมกันกำหนดอนาคตของวงการในอีก 1 – 2 ปีข้างหน้า แล้วสรุปเป็นแนวโน้มการใช้สี ชนิดผ้า สไตล์ และรูปแบบการตัดเย็บที่นักออกแบบสามารถนำไปปรับใช้ไม่ให้ตกเทรนด์

ในอีก 2 ปีข้างหน้า เทรนด์นั้นอาจรวมไปถึงการใช้ผ้าไหมจากประเทศไทยด้วย เพราะเรากำลังจะมีเทรนด์บุ๊กที่ว่าด้วยงานหัตถศิลป์ท้องถิ่นไทยเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก

เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก

THAI TEXTILES TREND BOOK SPRING/SUMMER 2022 เป็นแนวคิดและผลงานการบรรณาธิการของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยมี ฟอร์ด-กุลวิทย์ เลาสุขศรี บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Vogue ประเทศไทย และ โจ-อัครชญ แก้วอาภรณ์ ผู้จัดการฝ่ายอาวุโสบริหารไอคอนคราฟต์ เป็นหนึ่งในกรรมการที่ปรึกษา ในการนี้พระองค์ได้เสด็จมาร่วมเปิดตัวหนังสือเทรนด์บุ๊ก นิทรรศการแฟชั่นผ้าไหมไทยโดยดีไซเนอร์ระดับประเทศ และเป็นองค์ประธานในการเสวนาวิชาการส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล ที่ Iconsiam Art and Cultural Space ชั้น 8 ไอคอนสยาม ด้วยพระองค์เอง

เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก

แม้ในงานเสวนาจะมีการเล่ารายละเอียดและกระบวนการทำงานของหนังสือเล่มนี้ไปบ้างแล้ว แต่เราก็อยากชวนทั้งฟอร์ดและโจ มาเจาะลึกถึงเส้นทางกว่าจะมาเป็นเทรนด์บุ๊ก ยาวไปถึงเรื่องราวของผ้าไหมไทยในวงการแฟชั่นระดับโลกกันอีกสักหน่อย

01

When Local Wisdom Meets Fashion

หนังสือเล่มนี้ได้แนวคิดมาจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ซึ่งได้โดยเสด็จพระราชชนนีพันปีหลวงหลายต่อหลายครั้ง เมื่อได้เห็นความสวยงามของผลงานภูมิปัญญาที่สั่งสมมาอย่างยาวนานของบรรพบุรุษ เช่น การทอผ้า คุณภาพของไหมไทยที่ยืดหยุ่นมีคุณภาพสูง การย้อมสีจากวัตถุดิบธรรมชาติของไทย ทำให้เลือกสร้างสรรค์เฉดสีออกมาได้เยอะมาก ผ้าไทยจึงเป็นสื่อที่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาและรากเหง้าทางวัฒนธรรม

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ มีดำริที่จะเริ่มสืบสาน รักษา และต่อยอดออกมาในลักษณะของการผสมผสานงานแฟชั่นและสไตล์ที่ทันสมัย เพื่อให้ราษฎรและผู้ประกอบการด้านวัฒนธรรมมีตำราที่เป็นแนวทางในการผลิต ทำให้ผลผลิตที่ออกมาสู่ตลาดมีคุณภาพและทันสมัย

เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก

จากโจทย์ดังกล่าว สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ และทีมงานต้องใช้เวลาร่วมปี เพื่อศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับสีไทยท้องถิ่น แล้วหาคำตอบว่าสีประเภทไหนคือสีพื้นฐานของไทย จนได้ข้อสรุปว่า สีไทยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทง่ายๆ คือ สีแมทแบบ Tone on Tone คล้ายสีฝุ่นสำหรับงานจิตรกรรมฝาผนัง และสีมันวาวที่พบได้ในงานผ้าทอ โดยสีทั้งหมดมีชื่อเรียกรวมๆ ว่า ‘ไทยโทน’ ซึ่งเป็นกลุ่มสีที่ตั้งชื่อโดยทีมงานจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และมีรหัสเทียบเท่ากับสี Pantone ในระบบสีสากล

“สมมติเราไปเจอสีหงสบาทหรือสีชมพูอ่อน เราก็ต้องไปเทียบว่าสีชมพูอ่อนมาจากสีธรรมชาติอะไร มันมาจากครั่ง แล้วครั่งย้อมได้กี่ครั้ง แต่ละครั้งจะให้เฉดสีแตกต่างกันอย่างไร รหัสสีสากลคืออะไร อันนี้คือตัวอย่างองค์ความรู้ที่จะอยู่ในหนังสือ

เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก

“เมื่อรีเสิร์ชแล้วจะไปสู่กระบวนการวางเลเอาต์ ซึ่งเป็นหน้าที่ของทีมแฟชั่นว่าจะเอาองค์ความรู้ที่วิชาการมากๆ มาทำยังไงให้เข้าใจง่าย อ่านรู้เรื่อง ใช้ได้ทั้งกลุ่มวิชาชีพผู้ประกอบการ เจ้าของโรงงานผลิตเส้นใย นักเรียนนักศึกษาแฟชั่น และนำไปสู่การใช้ในระบบเศรษฐกิจมหภาคได้จริง” โจขยายความ

“นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมเราต้องทำเทรนด์บุ๊ก ค.ศ. 2022 ซึ่งคืออีกสองปีข้างหน้าด้วยซ้ำ เพราะวงการแฟชั่นสากลทำงานล่วงหน้ากันนานมาก พอเราคิดจะทำเทรนด์บุ๊ก เลยต้องมาคิดว่าจะทำยังไงให้ภูมิปัญญาชาวบ้านไทยเข้าไปอยู่ในระบบแฟชั่นโลกได้จริง เราจึงต้องไปเริ่มที่ Spring/Summer 2022 เลย เพื่อผู้ผลิตจะได้มีเวลาเตรียมตัวและศึกษาข้อมูลจากเทรนด์บุ๊กก่อนออกแบบคอลเลกชันนั้น” ฟอร์ดสมทบ

02

ร้อยตำบล ร้อยผลิตภัณฑ์

นอกจากการค้นคว้าวิจัยเรื่องสีแบบไทยๆ แล้ว สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ยังเสด็จไปถึงแหล่งผ้าทอในจังหวัดลำพูน สกลนคร และนครศรีธรรมราช เพื่อศึกษาปัญหาเกี่ยวกับการทอผ้า เรียนรู้วัฒนธรรม สังเกตวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และทำความเข้าใจเอกลักษณ์ของงานผ้าทอในภูมิภาคที่แตกต่างกัน

“หลังจากลงไปรีเสิร์ชข้อมูล เราพบว่าหลายชุมชนหันมาผลิตผ้าด้วยรูปแบบและสีซ้ำๆ กัน” โจกล่าวถึงหนึ่งในสารพัดปัญหาที่เจอระหว่างลงพื้นที่

เพราะยิ่งกว่านั้น งานผ้าทอในหลายชุมชนยังมีลายที่หยาบและใหญ่ขึ้น เนื่องจากชาวบ้านเปลี่ยนมาใช้กี่กระตุก ซึ่งหากทอไม่ดีเส้นด้ายจะออกมาไม่สม่ำเสมอ ไหมบางส่วนถูกเปลี่ยนมาย้อมด้วยสีเคมีที่ใช้ง่าย และได้เฉดสีตรงกว่าสีธรรมชาติ นอกจากนี้ชาวบ้านบางส่วนยังหันมาทอผ้าเชิงสั้นและแคบลง เลิกทอผ้าลายละเอียดประณีตที่ใช้เวลานาน แล้วหาซื้อผ้าจากประเทศเพื่อนบ้านมาต่อเพื่อความรวดเร็ว

“พอเราเห็นปัญหาตรงนี้ เราก็เข้าไปช่วยไกด์ชาวบ้านว่า เขาควรทำอย่างไรจึงจะเจาะตลาดได้ เอาเทรนด์บุ๊กไปให้ลองใช้ เพราะเมื่อก่อนเวลาเราไปเจอผู้ผลิตผ้าไหมรุ่นสองรุ่นสาม เราก็จะเอาหนังสือ Vogue ไปให้เขาดูว่าคนแต่งตัวกันยังไง สีอะไรกำลังมา มันช่วยให้เขาออกแบบงานได้ในระดับหนึ่งก็จริง แต่สุดท้ายนิตยสารก็ไม่ละเอียดเท่าเทรนด์บุ๊ก

“อย่างกลุ่มอีสานใต้ที่มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกับเขมร งานผ้าทอของเขาจะมีสีเข้มและทึบ พอเราได้ลงไปคุยกับชาวบ้าน เขาก็ได้รู้ว่า จริงๆ แล้วงานผ้าของเขาทอด้วยสีที่สว่างหรือหวานขึ้นก็ได้ ไม่ใช่ว่าเราเข้าไปเปลี่ยนวัฒนธรรมเขานะ แต่เราต้องการทำให้อดีตและเอกลักษณ์ของเขาอยู่กับยุคปัจจุบันให้ได้มากที่สุด

เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก
เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก

“เทรนด์บุ๊กเล่มนี้จะทำให้เขาเห็นว่า ความจริงผ้าทอดัดแปลงได้ มีสีและลายให้เลือกใช้มากมาย จะ Redesign ลายใหม่ผสมกับลายผ้าท้องถิ่นก็ได้ หรือไซส์ผ้าประมาณไหนที่ตลาดแฟชั่นต้องการ ที่สำคัญเมื่อเขารู้ว่ามีตลาดรองรับอยู่ เขาก็ย่อมอยากผลิตสินค้าให้มีคุณค่ามากขึ้น ไม่อย่างนั้นสิบหมู่บ้านก็ทอผ้าด้วยรูปแบบและคุณภาพคล้ายกันหมด เขาก็แย่งตลาดกันเองสิ”

ใครจะรู้ ในงานสินค้า OTOP คราวหน้า เราอาจได้เห็นงานผ้าไหมจากร้อยหมู่บ้านในรูปแบบที่ไม่ซ้ำกันเลยก็ได้

03

ผ้าไหมไทยอยู่กับใครก็ได้

ไม่เพียงแค่เป็นมิตรกับผู้ผลิตสิ่งทอเท่านั้น แต่สำหรับนักออกแบบที่มีเทรนด์บุ๊กเป็นเหมือนเข็มทิศนำทาง หนังสือเล่มนี้ยังอิงกับเทรนด์แฟชั่นโลก ช่วยให้นักออกแบบทั้งไทยและเทศนำหนังสือไปใช้ได้อย่างไม่เป็นปัญหา และยิ่งง่ายเข้าไปอีกเมื่อหนังสือเล่มนี้ช่วยจัดกลุ่มผู้บริโภคให้นักออกแบบตาม 6 กลุ่มเป้าหมายแล้วเรียบร้อย อันได้แก่

  • The Value of Dusit Legacy กลุ่มสีเหลือง นำเสนอความรุ่งเรืองในยุค 1920 ด้วยศิลปะแนวอาร์ตเดโค เหมาะกับกลุ่มผู้นำแฟชั่นที่ชอบเข้าสังคม มีเสน่ห์ดึงดูด
  • Holistic Elegance กลุ่มสีแดง แสดงถึงความสดใส แอคทีฟ มีพลัง เหมาะกับกลุ่มผู้ให้คุณค่ากับความงามแบบองค์รวม
  • Social Creation กลุ่มสีคราม หรือกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับปัญหาสังคมและความยั่งยืน ซึ่งเป็นกลุ่มที่กำลังขยายตัวในสังคม
  • Social Creation กลุ่มสีเขียวโศก สีที่มีความเรโทร เล่าถึงความไร้เดียงสาและความฝันของเด็กสาว
  • New Wave Ego กลุ่มสีดำ ผู้มีคาแรกเตอร์ชัดเจน มีความซับซ้อน เป็นปัจเจก
  • Change of Redemption กลุ่มสีเทา นำเสนอไลฟ์สไตล์ของเด็กรุ่นใหม่ที่สนใจเทคโนโลยี ชอบแฟชั่นแนวสตรีทและสปอร์ต
เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก

“เราเอาผ้าไหมไทยที่ดีที่สุดมาตัดเป็นต้นแบบในเล่ม พร้อมใส่ Directory สำหรับหาซื้อผ้าไหม ถ้าอยากได้ผ้าไหมเฉดนี้ ลายนี้ มีภูมิภาคไหนที่น่าไปซื้อ แล้วเราก็มีต้นแบบของงานผ้าไหมไทยให้ดูว่าแบบโบราณ แบบร่วมสมัย และแบบโมเดิร์นเป็นยังไง

“จริงๆ หนังสือเล่มนี้เป็นแค่โปรเจกต์ Kick Off ที่แจกให้หน่วยงานและสถานศึกษาซึ่งทำเรื่องงานผ้าท้องถิ่นเท่านั้น แต่มันจะเป็นจุดเริ่มต้นสู่การพัฒนาที่ละเอียดและลึกซึ้งขึ้นในอนาคต เราต้องการให้คนเห็นว่า ผ้าไหมไทยมีแนวโน้มพัฒนาไปได้ไกลและหลากหลายขนาดไหน เราเชื่อว่าสิ่งนี้จะไม่หยุดอยู่แค่งานแฟชั่นด้วย แต่สำหรับนักออกแบบในสายอื่นๆ เมื่อมาเห็นผ้าไหมสวยๆ หรือผ้าไหมที่ตัดไปอาจทำให้ลวดลายเสีย ก็ช่วยเอางานเหล่านี้ไปต่อยอดเป็นของตกแต่งบ้าน หรือเป็น Product Design อื่นๆ ได้” โจแสดงความคิดเห็น

04

From Local to Global

จาก Spring/Summer ฟอร์ดยืนยันกับเราอย่างหนักแน่นว่า ในอนาคตเทรนด์บุ๊กนี้จะมีซีซั่นอื่นๆ ตามมาอย่างแน่นอน แม้เราจะเข้าใจว่าประเทศไทยมีแค่ 3 ฤดู อย่างร้อน ร้อนมาก และร้อนสุดๆ ก็ตามที แต่ความคิดนั้นกลับผิดถนัดเมื่อเราพบว่า ศักยภาพของผ้าไทยสามารถเข้าไปอยู่ในทุกฤดูกาลทั่วโลกได้อย่างกลมกลืน

เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก

“ถ้าเราพูดตามบริบทสิ่งแวดล้อม ชาวบ้านเมื่อก่อนเวลาทอผ้า เขาจะทอตามสิ่งใกล้ตัว เช่น ช่วงหน้าหนาวหรือฤดูแล้ง ผ้าจะออกมาเป็นสีน้ำตาล สีเทา แสดงถึงความหม่นหมองของช่วงชีวิตที่ไม่มีฝน ทำอาชีพไม่ได้ ในทางกลับกันเวลาเราเข้าไปในหมู่บ้านช่วงฤดูร้อนหรือช่วงเก็บเกี่ยว ชาวบ้านจะทอผ้าสีเขียวอ่อน สีเหลือง มันคือซีซั่นที่ธรรมชาติกำหนด นี่แหละคือสินค้าตามฤดูกาลในแบบไทยๆ” โจอธิบาย

“เมื่อตลาดกว้างขึ้น เราจะทำหนังสือ Autumn/Winter ก็ยังได้ เพราะเราไม่ได้ทำขายคนไทยอย่างเดียว เรายังมีกลุ่มนักท่องเที่ยว กลุ่มชาวต่างชาติที่สนใจงานคราฟต์ของไทยอีกเยอะแยะ ชาวต่างชาติเขาถือว่าสินค้าคราฟต์ของไทยเป็นงานพรีเมี่ยม

“โดยเฉพาะดีไซเนอร์ต่างชาติจะบอกเลยว่างานผ้าไหมไทยเป็นงานแบบ One of a Kind คือเป็นงานชิ้นเดียวในโลก ทอด้วยความรัก งานพวกนี้แหละคืองานที่ดีไซเนอร์ต่างประเทศถวิลหามาก เวลาเราส่งผ้าไปให้เขาดู เขาจะรู้เลยว่างานพวกนี้เป็นงานที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านจริงๆ” ฟอร์ดเสริม

เมื่อผ้าไทยได้บุกตลาดโลก แบบนี้จะยิ่งมีราคาแพงขึ้นจนคนส่วนใหญ่เอื้อมไม่ถึงไหม-เราสงสัย

“ผ้าไทยต้องราคาแพงขึ้น สมมติผ้าราคาเดิมเมตรละสามร้อยบาท เมื่อเขาพัฒนาและเพิ่มคุณค่า เปลี่ยนวิธีการย้อมสี เปลี่ยนเส้นใยและวิธีการทอแล้ว เท่ากับว่างานชิ้นนี้ผ่านการคิดมากขึ้น จากเดิมสามร้อยบาทชาวบ้านต้องขายได้ในราคาหกร้อยบาทโดยลูกค้าไม่เกิดคำถาม นี่คือไอเดียของเรา” โจคลายข้อสงสัยของเรา

ขณะเดียวกันระบบฤดูกาลยังช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของตลาดผ้า เมื่อผ้าหมดฤดูย่อมมีราคาถูกลง ทำให้นิสิตนักศึกษาหรือคนที่มีงบประมาณไม่มากนักเข้าถึงงานผ้าทอได้ง่ายขึ้น วงการแฟชั่นจึงสามารถเติบโตไปพร้อมกับตลาดผ้าที่ขยายวงกว้างขึ้นเช่นกัน

05

ผ้าไทยที่ใส่ได้ทุกวัน

ในมุมของคุณรุ่นใหม่ ผ้าไหมไทยอาจเป็นสิ่งที่ดูไกลตัว ทั้งด้วยภาพลักษณ์ของงานหัตถศิลป์ที่ผูกติดมากับภาพชุดออกงานของคุณหญิงคุณนาย หรือจะให้ทันสมัยหน่อย ผ้าไทยก็มักจะเป็นเสื้อผ้าอลังการในงานแฟชั่นวีกที่คงไม่มีใครใส่จริงๆ ในชีวิตประจำวัน เราจึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า แล้วที่ทางของผ้าไหมไทยนั้นอยู่ตรงไหนกันแน่

เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก

“เข้าใจแบบนั้นก็ถูก” โจตอบ

“ผ้าไทยมี Occasion ของมัน ชาวบ้านเองก็ไม่ได้ใส่ผ้าไหมไทยทุกวันนะ เขาใส่ในโอกาสที่สำคัญกับชีวิตของเขาเท่านั้น เพราะผ้าไหมเป็นงานที่มีมูลค่า เป็นเหมือน Aesthetic ในการใช้ชีวิต แล้วมันก็ต้องการการดูแลรักษาที่ดี

“แต่เราก็อยากเปลี่ยนความคิดนี้เหมือนกัน เราอยากให้คนเห็นว่าจริงๆ แล้วผ้าไทยมีหลายมิติ มันไม่ได้มีแค่ผ้าไหมไทยแข็งๆ ที่คุณใส่ทุกวันไม่ได้ แต่ยังมีผ้าคอตตอนออร์แกนิก ผ้าเรยอน ผ้าย้อมมือ หรือผ้าที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการย้อมสีธรรมชาติให้ดูทันสมัยก็ได้

“ในปัจจุบันกลุ่มคนทำงานหันมาใช้ผ้าไทยกันเยอะขึ้น หรือกลุ่มเด็กมหาวิทยาลัยที่ยังไม่มีโอกาสใช้ผ้าไหม แต่มีความชื่นชอบ สนใจ เจอเด็กอย่างนี้สักสองจากสิบคน เราก็คิดว่าผ้าไหมไทยไม่มีทางสูญหายแล้ว มันไม่จำเป็นต้องให้คนทั้งห้องเรียนมาใส่ผ้าไหมหรือมาชอบผ้าไหมหรอก สุดท้ายเราจะเจอคนที่มีแพสชันกับมันโดยมีเทรนด์บุ๊กเล่มนี้เป็นไกด์ช่วยให้เขาเห็นแนวทางในการต่อยอด ต่อไปเขาจะกลายเป็นเหมือนเราหรือพี่ฟอร์ดที่คอยช่วยส่งต่อสิ่งเหล่านี้ไปให้คนรุ่นต่อๆ ไปได้รู้ว่าผ้าไทยดียังไง ควรใช้ยังไง ราคาควรเป็นยังไง” โจกล่าว

“สุดท้ายถ้าเราทำให้ผ้าไหมไทยไปอยู่ในชีวิตประจำวันได้จริงๆ ก็ถือว่าเราประสบความสำเร็จ” ฟอร์ดออกความเห็น เราคิดว่าความตั้งใจของฟอร์ดเข้าใกล้จุดนั้นมากขึ้นทุกที

เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก
เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก

ไม่ต้องไปดูที่ไหนไกล แค่จากนิทรรศการแฟชั่นชุดผ้าไหมไทย ผลงานของดีไซเนอร์ระดับประเทศที่ตั้งอยู่ในบริเวณงาน เราเห็นว่าชิ้นงานส่วนใหญ่เริ่มดัดแปลงให้เข้ากับชีวิตประจำวันมากขึ้น โจขยายความให้ฟังว่าดีไซเนอร์หลายคนเลือกนำผ้าไหมไทยมาผสมกับผ้าทั่วไปหรือผ้าพิมพ์ลาย Silk Screen ที่มีลูกเล่นและสีสันสดใส แล้วใส่ลงในแบบชุดที่เราคุ้นเคย ทำให้งานดีไซน์ออกมาดูกลมกล่อมจนแยกแทบไม่ออกว่านี่คือชุดผ้าไหมไทยด้วยซ้ำ

“เราอยากให้คนเห็นว่าชุดผ้าไหมไทยไม่ได้แก่เสมอไป ถ้าไปเห็นที่อื่นผู้บริโภคอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่คือผ้าไหม แถมยังเป็นงานผ้าไหมที่ตามเทรนด์แฟชั่นด้วย นี่แหละคือ Fashion System ที่ผ้าไทยจะถูกกลืนเขากับกระแสนิยมโดยที่เราไม่รู้ตัว นั่นไม่ได้หมายความว่าถ้าผ้าไหมจะ Blend in กับชีวิตประจำวัน ทุกคนต้องหันมาใส่ผ้าไหมทั้งตัวนะ แต่เราเลือกใส่ได้ ใส่เข็มขัด ต่างหู หรือจะเอาผ้าไหมไปผสมกับสูท กับเสื้อปกติก็ได้ เดี๋ยวเราก็จะค่อยๆ ซึมซับมันเข้าไปในชีวิตประจำวันเอง

“ตั้งแต่อยู่ Vogue มา ทุกปีเราจะเห็นดีไซเนอร์หน้าใหม่เรื่อยๆ ทุกครั้งที่เราพูดถึงผ้าไหมไทยหรือเวลาเราพาเด็กๆ ไปลงชุมชน กลับมาทุกคนจะหลงเสน่ห์ไหมไทยกันหมด เขาจะค่อยๆ หันมาดัดแปลง หยิบผ้าไหมมาใช้ในชีวิตประจำวัน มาทำเป็นขลิบที่แขนเสื้อ ทำปกเสื้อ สิ่งนี่แหละที่ทำให้เราเชื่อว่าเราเดินมาถูกทางแล้ว” ฟอร์ดทิ้งท้าย

เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก

Writer

เอม มฤคทัต

นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ที่อยากจะลองทำงานเขียน หลงรักทุกอย่างที่เป็นสีพีชและภาพยนตร์จิบลิ มีความสามารถพิเศษในการกินข้าววันละ 5 มื้อ

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ปตท. คือบริษัทพลังงานแห่งชาติ หลายคนทราบกันดี

แต่ปัจจุบันภารกิจหลักของ ปตท. ไม่ได้มีเพียงเรื่องการสร้างความมั่นคงทางพลังงานเท่านั้น แต่ยังมีภารกิจที่คำนึงถึงสังคมส่วนรวมที่กว้างกว่าแค่เพียงธุรกิจตัวเอง เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในด้านต่างๆ ตามวิสัยทัศน์ปัจจุบันที่ว่า ‘Powering Life with Future Energy and Beyond’ 

เมื่อธุรกิจไม่อาจดำรงอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียวอีกต่อไป แต่ต้องดูแลรับผิดชอบสังคมของทุกคนร่วมกัน และควรวางแผนให้เกิดความยั่งยืนจริง ปตท. ในฐานะองค์กรใหญ่ที่เกี่ยวโยงกับชีวิตผู้คนมากมาย เห็นความสำคัญของเรื่องนี้และจัดตั้งทีมที่คอยดำเนินการอย่างจริงจัง

The Cloud นัดหมายพูดคุยกับ คุณดวงพร เที่ยงวัฒนธรรม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กำกับดูแลองค์กรและกิจการสัมพันธ์ ของ ปตท. เพื่อสอบถามแนวคิดและทิศทางการทำงานเพื่อสังคมของธุรกิจที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศและพนักงานประจำหลายพันคน

หลังจากทำงานในสายธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นเป็นเวลานาน ผู้บริหารหญิงคนนี้พลิกบทบาทมาดูแลหนึ่งในหน่วยงานสำคัญที่ช่วยสร้างผลกระทบต่อสังคมควบคู่ไปกับการเติบโตของธุรกิจ

“ปตท. มีวิสัยทัศน์ว่า องค์กรต้องเติบโตควบคู่ไปกับการดูแลชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกฝ่ายมีคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืนขึ้น ด้วยความเชื่อว่าเราอยู่คนเดียวไม่ได้ ถ้าเกิดสังคมและสิ่งแวดล้อมรอบข้างไม่ดี เราก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน” คุณดวงพรกล่าว 

แม้จะอยู่ในสถานการณ์วิกฤตอย่างโควิด-19 ที่เศรษฐกิจฝืดเคือง แต่ ปตท. กลับตัดสินใจจ้างงานเพิ่ม และฝึกฝนทักษะความรู้ให้คนนับหมื่น เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น

และนอกจากดูแลงานด้านกิจการเพื่อสังคมแล้ว อีกหน้าที่สำคัญของหน่วยงานนี้ คือการกำกับดูแลภายในองค์กร จัดการเรื่อง GRC (Governance, Risk Management, Compliance) ให้บริษัทดำเนินการไปอย่างมีธรรมาภิบาล โปร่งใส ปฏิบัติตามมาตรฐานและกฎข้อบังคับต่างๆ 

ดูแลทั้งภายในและภายนอก สอดคล้องไปกับค่านิยม ‘SPIRIT + D’ ที่แทนการผลักดันให้พนักงานเป็นคนเก่ง คนดี มีคุณธรรม พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาขับเคลื่อนองค์กร

ธุรกิจพลังงานชั้นนำคิดเรื่องสังคมและมีวิธีการขับเคลื่อนการดำเนินการต่างๆ อย่างไร สร้างผลกระทบได้มากน้อยแค่ไหน เราขอชวนคุณมาสำรวจจิตวิญญาณของ ปตท. ไปด้วยกัน

ภารกิจเพื่อสังคมของ ปตท. ธุรกิจพลังงานที่ทำงานการศึกษาและจ้างงานนับหมื่นในยุคโควิด-19

For People & Planet

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ปตท. ดำเนินงานด้านกิจการเพื่อสังคมในหลากหลายเรื่อง แต่ช่วงปีที่ผ่านมา ทีมงานของคุณดวงพรเลือกวางแผนและปฏิบัติงานเฉพาะด้านให้ชัดเจนขึ้น เพื่อให้เกิดประสิทธิผลที่ชัดเจน 

“เรามองว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่เรามุ่งเน้นแล้วจะเกิดผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและประเทศได้มากที่สุด จนตอนนี้มีความชัดเจนขึ้นว่าคือเรื่องการศึกษา เพราะเป็นการลงทุนในมนุษย์ (People) และสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาโลก (Planet)” คุณดวงพรเล่าสองประเด็นสำคัญที่หยิบยกเป็นเรื่องหลักขององค์กร

“เยาวชนคืออนาคตของประเทศชาติ และในทางเศรษฐกิจ ประเทศเราจำเป็นต้องเปลี่ยนจาก Resource-based หรือการมุ่งเน้นใช้ทรัพยากรให้เกิดผลิตภัณฑ์ กลายเป็น Knowledge-based ที่คิดค้นอะไรที่สร้างคุณค่าใหม่และนวัตกรรม จึงต้องบ่มเพาะพวกเขาด้วยทักษะที่ทำให้สามารถดำเนินชีวิตในอนาคต” 

ภารกิจเพื่อสังคมของ ปตท. ธุรกิจพลังงานที่ทำงานการศึกษาและจ้างงานนับหมื่นในยุคโควิด-19
ภารกิจเพื่อสังคมของ ปตท. ธุรกิจพลังงานที่ทำงานการศึกษาและจ้างงานนับหมื่นในยุคโควิด-19

เพื่อดำเนินการตามแนวคิดนี้ เมื่อ พ.ศ. 2558 ปตท. จึงก่อตั้ง ‘โรงเรียนกำเนิดวิทย์​ (KVIS)’ โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มุ่งเน้นด้านวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะ และ ‘สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC)’ ศูนย์รวมของนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญหลากหลายแขนง เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางการวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้แก่ประเทศ

รวมถึงช่วยพัฒนาหลักสูตรร่วมกับโรงเรียนในเครือข่ายทั้งหมด 204 โรงเรียนใน 17 จังหวัด โดยเน้นสอดแทรก 4E ที่จำเป็นคือ

‘Energy Literacy’ หรือความเข้าใจด้านพลังงาน เพราะทุกธุรกิจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทั้งสิ้น คนควรทราบว่าต้องใช้พลังงานในรูปแบบใดให้เหมาะสมและประหยัดที่สุด

‘Environmental Awareness’ หรือการตระหนักรู้และสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม ที่เราต้องเร่งรักษาไว้ร่วมกัน

‘Entrepreneurship’ หรือความเป็นผู้ประกอบการ เพื่อให้เมื่อมีไอเดีย พวกเขาสามารถสร้างธุรกิจของตัวเองให้อยู่รอด

และ ‘Ethics and Growth Mindset’ หรือจริยธรรมและการคิดถึงสังคมส่วนรวม เพราะคนควรจะเก่งและดีไปควบคู่กัน

ข้อดีคือ หลักสูตรในโรงเรียนเหล่านี้เกิดขึ้นจากการถ่ายทอดวิชาและประสบการณ์ของผู้คนในแวดวงธุรกิจที่ปฏิบัติงานจริงๆ ทำให้สะท้อนความเป็นจริงของโลกได้เป็นอย่างดี ส่งเสริมศักยภาพของผู้เรียนให้พร้อมกับการทำงานในอนาคต

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

ส่วนในด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานยังจำเป็นต้องปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างทาง ปตท. พยายามปรับเปลี่ยนกระบวนการต่างๆ ให้เป็นมิตรต่อสรรพสิ่งร่วมโลกมากยิ่งขึ้นเสมอมา และแสวงหาหนทางการดูดซับ กักเก็บก๊าซเรือนกระจกเหล่านั้น เพื่อมุ่งสู่บริษัทที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero Carbon)

หนึ่งในวิธีที่ ปตท. เลือกใช้คือการสร้างพื้นที่สีเขียว อาจฟังดูเป็นทางออกทั่วไป แต่พวกเขาทำอย่างจริงจัง ตั้งแต่ พ.ศ. 2537 โดยปลูกต้นไม้และฟื้นฟูป่าที่ถูกทำลายรวมแล้วมากกว่า 1 ล้านไร่ทั่วภูมิภาค ได้รับการดูแลมาอย่างต่อเนื่องจากการร่วมมือกับเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อม ก่อนต่อยอดด้วยการจัดตั้งเป็น สถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ ปตท. และศูนย์เรียนรู้ 3 แห่ง ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระยอง และกรุงเทพมหานคร ทำงานกับชุมชนเพื่อพิทักษ์ผืนป่าและส่งต่อความรู้ให้ประชาชน

นอกเหนือจาก 2 เรื่องหลักด้านบนแล้ว ปตท. ยังมุ่งเน้นการพัฒนาชุมชนแบบไม่เน้นการบริจาคเงิน แต่สร้างความยั่งยืนผ่านการหาโอกาสทางธุรกิจให้ชุมชนอย่างมีเป้าหมาย เพราะสุดท้ายแล้ว ชุมชนต้องยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวเอง

“เมื่อไปทำธุรกิจบนพื้นที่ใกล้เคียงกับชุมชน ต้องช่วยให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเจริญเติบโตไปพร้อมกัน ไม่ทำลายหรือสร้างผลกระทบแก่เขา” คุณดวงพรเน้นย้ำความตั้งใจขององค์กร โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้คือ ‘สานพลังวิสาหกิจ’ หน่วยงานด้านวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ของ ปตท. ที่ตั้งขึ้นมาขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยตรง

และเมื่อเกิดวิกฤตใหญ่อย่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 ปตท. และบริษัทในกลุ่ม มีส่วนร่วมสนับสนุนหน่วยงานทางการแพทย์ ทั้งด้านเครื่องมือ ทุนทรัพย์ และความสามารถ ตั้งแต่เริ่มการระบาดจนถึงปัจจุบัน มูลค่ารวมแล้วกว่า 1,700 ล้านบาท

ทั้งหมดนี้คือความตั้งใจส่วนหนึ่งของ ปตท. ที่อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับด้านพลังงานโดยตรง แต่ดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนสังคมไปพร้อมๆ กัน

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน
ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

Restart Thailand

สถานการณ์โควิด-19 ทำให้หลายบริษัทต้องชะลอการจ้างงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เมื่อเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจและสังคม ปตท. ซึ่งพอมีทรัพยากรอยู่จึงตัดสินใจไม่นิ่งเฉย จัดตั้งโครงการ ‘Restart Thailand’ เพื่อสร้างโอกาสทางการงานรวมกว่า 25,000 อัตรา ตั้งแต่เมื่อปีก่อน เปิดรับแรงงานทั้งในโครงการก่อสร้าง พนักงานประจำเพิ่มเติม และนักศึกษาจบใหม่ระดับอาชีวศึกษาและปริญญาตรีที่อยากพัฒนาภูมิลำเนาของตนให้ดียิ่งขึ้น

“เรายังคงดำเนินโครงการลงทุนเพื่อสร้างเศรษฐกิจประเทศและสร้างงานในสภาวะเศรษฐกิจถดถอย การจ้างงานจะช่วยให้คนที่ตกงานจากสถานการณ์ยังคงได้พัฒนาตัวเอง เมื่อสถานการณ์ฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติ เขาจะมีประสบการณ์และองค์ความรู้ที่จะไปทำงานอื่นต่อ และโครงการของเราก็ดำเนินการต่อได้เลย” 

ในจำนวนการจ้างงานนี้ กว่า 900 คนคือกำลังสำคัญที่เข้ามาช่วยผลักดันโครงการ ‘นวัตกรรมสร้างรอยยิ้ม’ มุ่งเน้นการใช้ศักยภาพและเทคโนโลยีของ ปตท. ไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจชุมชนแต่ละพื้นที่อย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 2 ด้านหลักๆ คือ Smart Farming และ Smart Marketing

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน
ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

“ชุมชมส่วนใหญ่ในเครือข่ายเป็นภาคเกษตรกรรมที่ยังทำงานแบบเดิมอยู่ แต่เขาสามารถเอานวัตกรรมที่เรามีไปใช้ในงานเกษตร มาปรับปรุงประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และทำให้เกิดผลิตผลที่ดีขึ้น สิ่งที่ทำคือการคัดเลือกและจ้างนักศึกษาจบใหม่พื้นที่เข้าโครงการ Restart Thailand มาอบรมให้ความรู้ในเรื่องนวัตกรรม อุปกรณ์ต่างๆ ที่สามารถนำไปใช้พัฒนาการเกษตรได้ สอนการวิเคราะห์ความคุ้มทุน จากนั้นก็ทำให้เขาลงไปวิเคราะห์พื้นที่จริงและนำเสนอโปรเจกต์ ว่าต้องการลงทุนในอุปกรณ์อะไร เพื่อพัฒนาผลิตผลในด้านไหน คุ้มค่าการลงทุนหรือไม่

“โดยมีพนักงานกลุ่ม ปตท. ในพื้นที่คอยให้คำแนะนำและประสานงานด้วย” คุณดวงพรเล่าถึงงานด้าน Smart Farming ที่ริเริ่มในยี่สิบห้าพื้นที่นำร่องที่กลุ่ม ปตท. ดูแลอย่างใกล้ชิดและขับเคลื่อนงานตามบริบทของชุมชนที่เป็นอยู่

เช่น บางพื้นที่ต้องจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจขึ้นมาใหม่ เพื่อการบริหารจัดการระยะยาว แต่บางพื้นที่มีความพร้อม เริ่มติดตั้งนวัตกรรมใหม่ๆ ของกลุ่ม ปตท. อย่างโรงเรือนอัจฉริยะที่ตั้งเวลารดน้ำอัตโนมัติด้วยระบบ IoT (Internet of Things) ระบบโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ หรือโดรนการเกษตร เพื่อใช้งาน ลองปลูกพืชใหม่ๆ และขยายการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ปตท. ไม่ได้ทำเพียงหน่วยงานเดียว แต่ยังจับมือกับภาคส่วนต่างๆ เช่น กรมพัฒนาที่ดิน สำหรับการตรวจวิเคราะห์สภาพดิน และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA สำหรับงบประมาณสนับสนุนโครงการ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนจริง 

“เราไม่ได้เชี่ยวชาญทุกเรื่อง หลายๆ งานทำคนเดียวอาจจะยาก จึงร่วมมือเป็นพันธมิตรกับพาร์ตเนอร์ที่มีทักษะและองค์ความรู้ที่แตกต่างกัน เปิดรับการทำงานกับพาร์ตเนอร์ที่มีพันธกิจสอดคล้อง เพื่อให้เกิดอิมแพคที่กว้างขึ้น”

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคม ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน
ทิศทางการขับเคลื่อนสังคม ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

ส่วนทางด้าน Smart Marketing เป็นการเสริมศักยภาพด้านการขายผลิตภัณฑ์ของชุมชน รวมไปถึงแหล่งท่องเที่ยว แม้จะมีสินค้าหรือสถานที่น่าท่องเที่ยวเพียงใด แต่หากขาดกลยุทธ์การขายและประชาสัมพันธ์ในช่องทางที่เหมาะสม ให้คนได้สัมผัสเอกลักษณ์และเสน่ห์ประจำพื้นที่ ก็คงไปไม่ได้ไกล

วิธีการทำงานเรื่องนี้คล้ายกับ Smart Farming คือการให้ความรู้คนในพื้นที่จากโครงการ Restart Thailand ในเรื่องการตลาด จากนั้นให้เขาลงพื้นที่เพื่อสำรวจผลิตภัณฑ์ชุมชน และเสนอผลิตภัณฑ์ที่จะพัฒนา

ทาง ปตท. ยังสร้าง Online Market Platform ‘ชุมชนยิ้มได้’ เพื่อเพิ่มตัวเลือกช่องทางการขายและจัดส่ง สำหรับผลิตภัณฑ์ในโครงการที่ผ่านการคัดสรรมาแล้วโดยเฉพาะ

ปัจจุบัน มีร้านค้าอยู่บนแพลตฟอร์มราว 195 ร้าน รวมกว่า 672 ผลิตภัณฑ์ ทั้งอาหารแปรรูป ผ้าและเครื่องแต่งกาย ของตกแต่งและของใช้ สมุนไพรแปรรูป และเครื่องดื่ม

หากใครเป็นสายช้อป อยากสนับสนุนชุมชน ขอชวนลองแวะเวียนไปอุดหนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนบนเว็บไซต์ www.ชุมชนยิ้มได้.com กันได้เลย

“ต่อไปจะมีผลิตภัณฑ์บนแพลตฟอร์มมากขึ้น และหลายพื้นที่จะใช้เทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่มากขึ้น แม้โควิด-19 จะทำให้เกิดอุปสรรคเรื่องการเดินทางและสื่อสารบ้าง แต่ทางทีมที่ทำงานยังมุ่งมั่นเหมือนเดิม” ผู้บริหารหญิงกล่าวถึงความตั้งใจและทุ่มเทของพนักงาน ที่ช่วยประคับประคอง ดูแลกัน เพื่อผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปให้ได้ด้วยกัน

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคม ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

ดูแลทั้งภายนอกและภายใน

แม้ ปตท. จะมีผู้บริหารและทีมที่ดูแลงานด้านกิจการสังคมโดยเฉพาะ แต่หากอยากขับเคลื่อนให้เกิดผลในวงกว้างจริง ความร่วมมือกันของคนทั้งองค์กรเป็นเรื่องสำคัญ

โชคดีที่พนักงานปัจจุบันของ ปตท. มีความสนใจและพร้อมช่วยเหลือเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ภารกิจนี้จึงไม่ยากเกินเอื้อมไปนัก 

“เราสังเกตเห็นว่าคนในองค์กรมีใจช่วยเหลือสังคมและจิตสาธารณะอยู่แล้ว จากการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่ผ่านมา แต่อาจมีข้อจำกัดบ้าง เช่น งานเยอะ ไม่มีเวลา แต่ถ้าว่างเมื่อไรก็สนใจที่จะทำ สิ่งที่ทีมเราทำได้ คือการออกแบบและอำนวยความสะดวกให้เขามีโอกาสเข้าถึงกิจกรรมเหล่านี้มากขึ้น” คุณดวงพรกล่าว การสร้างพื้นที่ให้เข้าถึงง่ายและหลากหลาย จะช่วยให้คนในองค์กรได้ช่วยเหลือตามความถนัดและเหมาะสม

นอกจากผลักดันการทำงานเพื่อสังคมรอบข้างแล้ว สิ่งสำคัญไม่แพ้กันที่ต้องทำในการบริหารองค์กรที่ดี คือการกำกับดูแลธรรมาภิบาลขององค์กร ให้ปฏิบัติตามข้อบังคับอย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งเป็นหนึ่งในหน้าที่สำคัญที่คุณดวงพรต้องดูแลด้วยเช่นกัน

ถ้าภายนอกดูดี แต่ภายในมีข้อขัดข้อง ก็คงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไรนัก

“เราต้องดูให้กระบวนการทำงานตั้งแต่หน้างานจนถึงระดับผู้บริหารมีประสิทธิภาพ และไม่เกิดช่องว่างให้คนทุจริต ต้องมีการตรวจสอบกันและกันในกระบวนการตัดสินใจทั้งหมด เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด” คุณดวงพรเล่าถึงหน้าที่อีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กัน เพื่อให้ ปตท. เป็นบริษัทที่รับผิดชอบต่อสังคม

ความท้าทายคือ ปตท. เป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งยังอยู่ภายใต้ระเบียบราชการบางส่วน เดิมมีวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ค่อยกล้าทำในสิ่งที่แตกต่าง แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว มีการแข่งขันสูง ปตท. ต้องหาวิธีปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยยังรักษาธรรมาภิบาลไว้ครบถ้วน เปิดพื้นที่ให้คนได้ทดลองเสี่ยงหรือทำอะไรที่นอกกรอบเดิมมากขึ้น บนกระบวนการทำงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน

ถือเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้บริหารหญิงคนนี้ต้องทำงาน เพื่อขับเคลื่อนให้ ปตท. ดูแลผู้คนรอบข้างทั้งภายนอกและภายในองค์กรได้อย่างสมบูรณ์

แต่อย่างน้อย เราพอจะวางใจได้ว่า ปตท. จะคำนึงถึงสิ่งนี้อยู่ในกระบวนการของธุรกิจตลอดเวลา

Future and Beyond

ในอนาคต ปตท. ตั้งเป้าไว้ว่า จะไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจพลังงานอย่างที่หลายคนคุ้นเคย แต่ครอบคลุมไปถึงธุรกิจด้านไลฟ์สไตล์ที่เข้าถึงผู้บริโภคหลากหลายมากขึ้น ทำให้หน่วยงานที่ดูแลกำกับดูแลองค์กรและกิจการสัมพันธ์ต้องพร้อมปรับตัวให้สอดคล้องกับธุรกิจ โดยไม่หลงลืมที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคมอย่างรอบด้านมากกว่าเดิมด้วย

ประเทศไทยยังมีปัญหาอีกหลายมิติที่ต้องได้รับการพัฒนา องค์กรขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรถือเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญที่สามารถช่วยเหลือและรับผิดชอบต่อสังคม น่าติดตามว่าก้าวเดินต่อไปของ ปตท. และองค์กรขนาดใหญ่อีกหลายแห่ง จะมีทิศทางการดูแลส่วนรวมร่วมกันอย่างไร

ถ้าทุกคนทำงานอย่างมีธรรมาภิบาลและช่วยเหลือกัน เราจะรีสตาร์ทกลับคืนสู่สภาวะปกติได้ในเร็ววันนี้ และสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตได้ร่วมกัน

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจพลังงานที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

ขอบคุณภาพบางส่วนจาก ปตท.

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load