ไม่มีใครกำหนดอนาคตได้ แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่ในวงการแฟชั่น

เมื่อทุกๆ ปีวงการนี้จะมีการออกเทรนด์บุ๊ก หรือหนังสือที่สำนักแฟชั่นต่างๆ มาร่วมกันกำหนดอนาคตของวงการในอีก 1 – 2 ปีข้างหน้า แล้วสรุปเป็นแนวโน้มการใช้สี ชนิดผ้า สไตล์ และรูปแบบการตัดเย็บที่นักออกแบบสามารถนำไปปรับใช้ไม่ให้ตกเทรนด์

ในอีก 2 ปีข้างหน้า เทรนด์นั้นอาจรวมไปถึงการใช้ผ้าไหมจากประเทศไทยด้วย เพราะเรากำลังจะมีเทรนด์บุ๊กที่ว่าด้วยงานหัตถศิลป์ท้องถิ่นไทยเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก

เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก

THAI TEXTILES TREND BOOK SPRING/SUMMER 2022 เป็นแนวคิดและผลงานการบรรณาธิการของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยมี ฟอร์ด-กุลวิทย์ เลาสุขศรี บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Vogue ประเทศไทย และ โจ-อัครชญ แก้วอาภรณ์ ผู้จัดการฝ่ายอาวุโสบริหารไอคอนคราฟต์ เป็นหนึ่งในกรรมการที่ปรึกษา ในการนี้พระองค์ได้เสด็จมาร่วมเปิดตัวหนังสือเทรนด์บุ๊ก นิทรรศการแฟชั่นผ้าไหมไทยโดยดีไซเนอร์ระดับประเทศ และเป็นองค์ประธานในการเสวนาวิชาการส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล ที่ Iconsiam Art and Cultural Space ชั้น 8 ไอคอนสยาม ด้วยพระองค์เอง

เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก

แม้ในงานเสวนาจะมีการเล่ารายละเอียดและกระบวนการทำงานของหนังสือเล่มนี้ไปบ้างแล้ว แต่เราก็อยากชวนทั้งฟอร์ดและโจ มาเจาะลึกถึงเส้นทางกว่าจะมาเป็นเทรนด์บุ๊ก ยาวไปถึงเรื่องราวของผ้าไหมไทยในวงการแฟชั่นระดับโลกกันอีกสักหน่อย

01

When Local Wisdom Meets Fashion

หนังสือเล่มนี้ได้แนวคิดมาจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ซึ่งได้โดยเสด็จพระราชชนนีพันปีหลวงหลายต่อหลายครั้ง เมื่อได้เห็นความสวยงามของผลงานภูมิปัญญาที่สั่งสมมาอย่างยาวนานของบรรพบุรุษ เช่น การทอผ้า คุณภาพของไหมไทยที่ยืดหยุ่นมีคุณภาพสูง การย้อมสีจากวัตถุดิบธรรมชาติของไทย ทำให้เลือกสร้างสรรค์เฉดสีออกมาได้เยอะมาก ผ้าไทยจึงเป็นสื่อที่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาและรากเหง้าทางวัฒนธรรม

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ มีดำริที่จะเริ่มสืบสาน รักษา และต่อยอดออกมาในลักษณะของการผสมผสานงานแฟชั่นและสไตล์ที่ทันสมัย เพื่อให้ราษฎรและผู้ประกอบการด้านวัฒนธรรมมีตำราที่เป็นแนวทางในการผลิต ทำให้ผลผลิตที่ออกมาสู่ตลาดมีคุณภาพและทันสมัย

เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก

จากโจทย์ดังกล่าว สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ และทีมงานต้องใช้เวลาร่วมปี เพื่อศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับสีไทยท้องถิ่น แล้วหาคำตอบว่าสีประเภทไหนคือสีพื้นฐานของไทย จนได้ข้อสรุปว่า สีไทยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทง่ายๆ คือ สีแมทแบบ Tone on Tone คล้ายสีฝุ่นสำหรับงานจิตรกรรมฝาผนัง และสีมันวาวที่พบได้ในงานผ้าทอ โดยสีทั้งหมดมีชื่อเรียกรวมๆ ว่า ‘ไทยโทน’ ซึ่งเป็นกลุ่มสีที่ตั้งชื่อโดยทีมงานจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และมีรหัสเทียบเท่ากับสี Pantone ในระบบสีสากล

“สมมติเราไปเจอสีหงสบาทหรือสีชมพูอ่อน เราก็ต้องไปเทียบว่าสีชมพูอ่อนมาจากสีธรรมชาติอะไร มันมาจากครั่ง แล้วครั่งย้อมได้กี่ครั้ง แต่ละครั้งจะให้เฉดสีแตกต่างกันอย่างไร รหัสสีสากลคืออะไร อันนี้คือตัวอย่างองค์ความรู้ที่จะอยู่ในหนังสือ

เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก

“เมื่อรีเสิร์ชแล้วจะไปสู่กระบวนการวางเลเอาต์ ซึ่งเป็นหน้าที่ของทีมแฟชั่นว่าจะเอาองค์ความรู้ที่วิชาการมากๆ มาทำยังไงให้เข้าใจง่าย อ่านรู้เรื่อง ใช้ได้ทั้งกลุ่มวิชาชีพผู้ประกอบการ เจ้าของโรงงานผลิตเส้นใย นักเรียนนักศึกษาแฟชั่น และนำไปสู่การใช้ในระบบเศรษฐกิจมหภาคได้จริง” โจขยายความ

“นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมเราต้องทำเทรนด์บุ๊ก ค.ศ. 2022 ซึ่งคืออีกสองปีข้างหน้าด้วยซ้ำ เพราะวงการแฟชั่นสากลทำงานล่วงหน้ากันนานมาก พอเราคิดจะทำเทรนด์บุ๊ก เลยต้องมาคิดว่าจะทำยังไงให้ภูมิปัญญาชาวบ้านไทยเข้าไปอยู่ในระบบแฟชั่นโลกได้จริง เราจึงต้องไปเริ่มที่ Spring/Summer 2022 เลย เพื่อผู้ผลิตจะได้มีเวลาเตรียมตัวและศึกษาข้อมูลจากเทรนด์บุ๊กก่อนออกแบบคอลเลกชันนั้น” ฟอร์ดสมทบ

02

ร้อยตำบล ร้อยผลิตภัณฑ์

นอกจากการค้นคว้าวิจัยเรื่องสีแบบไทยๆ แล้ว สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ยังเสด็จไปถึงแหล่งผ้าทอในจังหวัดลำพูน สกลนคร และนครศรีธรรมราช เพื่อศึกษาปัญหาเกี่ยวกับการทอผ้า เรียนรู้วัฒนธรรม สังเกตวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และทำความเข้าใจเอกลักษณ์ของงานผ้าทอในภูมิภาคที่แตกต่างกัน

“หลังจากลงไปรีเสิร์ชข้อมูล เราพบว่าหลายชุมชนหันมาผลิตผ้าด้วยรูปแบบและสีซ้ำๆ กัน” โจกล่าวถึงหนึ่งในสารพัดปัญหาที่เจอระหว่างลงพื้นที่

เพราะยิ่งกว่านั้น งานผ้าทอในหลายชุมชนยังมีลายที่หยาบและใหญ่ขึ้น เนื่องจากชาวบ้านเปลี่ยนมาใช้กี่กระตุก ซึ่งหากทอไม่ดีเส้นด้ายจะออกมาไม่สม่ำเสมอ ไหมบางส่วนถูกเปลี่ยนมาย้อมด้วยสีเคมีที่ใช้ง่าย และได้เฉดสีตรงกว่าสีธรรมชาติ นอกจากนี้ชาวบ้านบางส่วนยังหันมาทอผ้าเชิงสั้นและแคบลง เลิกทอผ้าลายละเอียดประณีตที่ใช้เวลานาน แล้วหาซื้อผ้าจากประเทศเพื่อนบ้านมาต่อเพื่อความรวดเร็ว

“พอเราเห็นปัญหาตรงนี้ เราก็เข้าไปช่วยไกด์ชาวบ้านว่า เขาควรทำอย่างไรจึงจะเจาะตลาดได้ เอาเทรนด์บุ๊กไปให้ลองใช้ เพราะเมื่อก่อนเวลาเราไปเจอผู้ผลิตผ้าไหมรุ่นสองรุ่นสาม เราก็จะเอาหนังสือ Vogue ไปให้เขาดูว่าคนแต่งตัวกันยังไง สีอะไรกำลังมา มันช่วยให้เขาออกแบบงานได้ในระดับหนึ่งก็จริง แต่สุดท้ายนิตยสารก็ไม่ละเอียดเท่าเทรนด์บุ๊ก

“อย่างกลุ่มอีสานใต้ที่มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกับเขมร งานผ้าทอของเขาจะมีสีเข้มและทึบ พอเราได้ลงไปคุยกับชาวบ้าน เขาก็ได้รู้ว่า จริงๆ แล้วงานผ้าของเขาทอด้วยสีที่สว่างหรือหวานขึ้นก็ได้ ไม่ใช่ว่าเราเข้าไปเปลี่ยนวัฒนธรรมเขานะ แต่เราต้องการทำให้อดีตและเอกลักษณ์ของเขาอยู่กับยุคปัจจุบันให้ได้มากที่สุด

เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก
เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก

“เทรนด์บุ๊กเล่มนี้จะทำให้เขาเห็นว่า ความจริงผ้าทอดัดแปลงได้ มีสีและลายให้เลือกใช้มากมาย จะ Redesign ลายใหม่ผสมกับลายผ้าท้องถิ่นก็ได้ หรือไซส์ผ้าประมาณไหนที่ตลาดแฟชั่นต้องการ ที่สำคัญเมื่อเขารู้ว่ามีตลาดรองรับอยู่ เขาก็ย่อมอยากผลิตสินค้าให้มีคุณค่ามากขึ้น ไม่อย่างนั้นสิบหมู่บ้านก็ทอผ้าด้วยรูปแบบและคุณภาพคล้ายกันหมด เขาก็แย่งตลาดกันเองสิ”

ใครจะรู้ ในงานสินค้า OTOP คราวหน้า เราอาจได้เห็นงานผ้าไหมจากร้อยหมู่บ้านในรูปแบบที่ไม่ซ้ำกันเลยก็ได้

03

ผ้าไหมไทยอยู่กับใครก็ได้

ไม่เพียงแค่เป็นมิตรกับผู้ผลิตสิ่งทอเท่านั้น แต่สำหรับนักออกแบบที่มีเทรนด์บุ๊กเป็นเหมือนเข็มทิศนำทาง หนังสือเล่มนี้ยังอิงกับเทรนด์แฟชั่นโลก ช่วยให้นักออกแบบทั้งไทยและเทศนำหนังสือไปใช้ได้อย่างไม่เป็นปัญหา และยิ่งง่ายเข้าไปอีกเมื่อหนังสือเล่มนี้ช่วยจัดกลุ่มผู้บริโภคให้นักออกแบบตาม 6 กลุ่มเป้าหมายแล้วเรียบร้อย อันได้แก่

  • The Value of Dusit Legacy กลุ่มสีเหลือง นำเสนอความรุ่งเรืองในยุค 1920 ด้วยศิลปะแนวอาร์ตเดโค เหมาะกับกลุ่มผู้นำแฟชั่นที่ชอบเข้าสังคม มีเสน่ห์ดึงดูด
  • Holistic Elegance กลุ่มสีแดง แสดงถึงความสดใส แอคทีฟ มีพลัง เหมาะกับกลุ่มผู้ให้คุณค่ากับความงามแบบองค์รวม
  • Social Creation กลุ่มสีคราม หรือกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับปัญหาสังคมและความยั่งยืน ซึ่งเป็นกลุ่มที่กำลังขยายตัวในสังคม
  • Social Creation กลุ่มสีเขียวโศก สีที่มีความเรโทร เล่าถึงความไร้เดียงสาและความฝันของเด็กสาว
  • New Wave Ego กลุ่มสีดำ ผู้มีคาแรกเตอร์ชัดเจน มีความซับซ้อน เป็นปัจเจก
  • Change of Redemption กลุ่มสีเทา นำเสนอไลฟ์สไตล์ของเด็กรุ่นใหม่ที่สนใจเทคโนโลยี ชอบแฟชั่นแนวสตรีทและสปอร์ต
เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก

“เราเอาผ้าไหมไทยที่ดีที่สุดมาตัดเป็นต้นแบบในเล่ม พร้อมใส่ Directory สำหรับหาซื้อผ้าไหม ถ้าอยากได้ผ้าไหมเฉดนี้ ลายนี้ มีภูมิภาคไหนที่น่าไปซื้อ แล้วเราก็มีต้นแบบของงานผ้าไหมไทยให้ดูว่าแบบโบราณ แบบร่วมสมัย และแบบโมเดิร์นเป็นยังไง

“จริงๆ หนังสือเล่มนี้เป็นแค่โปรเจกต์ Kick Off ที่แจกให้หน่วยงานและสถานศึกษาซึ่งทำเรื่องงานผ้าท้องถิ่นเท่านั้น แต่มันจะเป็นจุดเริ่มต้นสู่การพัฒนาที่ละเอียดและลึกซึ้งขึ้นในอนาคต เราต้องการให้คนเห็นว่า ผ้าไหมไทยมีแนวโน้มพัฒนาไปได้ไกลและหลากหลายขนาดไหน เราเชื่อว่าสิ่งนี้จะไม่หยุดอยู่แค่งานแฟชั่นด้วย แต่สำหรับนักออกแบบในสายอื่นๆ เมื่อมาเห็นผ้าไหมสวยๆ หรือผ้าไหมที่ตัดไปอาจทำให้ลวดลายเสีย ก็ช่วยเอางานเหล่านี้ไปต่อยอดเป็นของตกแต่งบ้าน หรือเป็น Product Design อื่นๆ ได้” โจแสดงความคิดเห็น

04

From Local to Global

จาก Spring/Summer ฟอร์ดยืนยันกับเราอย่างหนักแน่นว่า ในอนาคตเทรนด์บุ๊กนี้จะมีซีซั่นอื่นๆ ตามมาอย่างแน่นอน แม้เราจะเข้าใจว่าประเทศไทยมีแค่ 3 ฤดู อย่างร้อน ร้อนมาก และร้อนสุดๆ ก็ตามที แต่ความคิดนั้นกลับผิดถนัดเมื่อเราพบว่า ศักยภาพของผ้าไทยสามารถเข้าไปอยู่ในทุกฤดูกาลทั่วโลกได้อย่างกลมกลืน

เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก

“ถ้าเราพูดตามบริบทสิ่งแวดล้อม ชาวบ้านเมื่อก่อนเวลาทอผ้า เขาจะทอตามสิ่งใกล้ตัว เช่น ช่วงหน้าหนาวหรือฤดูแล้ง ผ้าจะออกมาเป็นสีน้ำตาล สีเทา แสดงถึงความหม่นหมองของช่วงชีวิตที่ไม่มีฝน ทำอาชีพไม่ได้ ในทางกลับกันเวลาเราเข้าไปในหมู่บ้านช่วงฤดูร้อนหรือช่วงเก็บเกี่ยว ชาวบ้านจะทอผ้าสีเขียวอ่อน สีเหลือง มันคือซีซั่นที่ธรรมชาติกำหนด นี่แหละคือสินค้าตามฤดูกาลในแบบไทยๆ” โจอธิบาย

“เมื่อตลาดกว้างขึ้น เราจะทำหนังสือ Autumn/Winter ก็ยังได้ เพราะเราไม่ได้ทำขายคนไทยอย่างเดียว เรายังมีกลุ่มนักท่องเที่ยว กลุ่มชาวต่างชาติที่สนใจงานคราฟต์ของไทยอีกเยอะแยะ ชาวต่างชาติเขาถือว่าสินค้าคราฟต์ของไทยเป็นงานพรีเมี่ยม

“โดยเฉพาะดีไซเนอร์ต่างชาติจะบอกเลยว่างานผ้าไหมไทยเป็นงานแบบ One of a Kind คือเป็นงานชิ้นเดียวในโลก ทอด้วยความรัก งานพวกนี้แหละคืองานที่ดีไซเนอร์ต่างประเทศถวิลหามาก เวลาเราส่งผ้าไปให้เขาดู เขาจะรู้เลยว่างานพวกนี้เป็นงานที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านจริงๆ” ฟอร์ดเสริม

เมื่อผ้าไทยได้บุกตลาดโลก แบบนี้จะยิ่งมีราคาแพงขึ้นจนคนส่วนใหญ่เอื้อมไม่ถึงไหม-เราสงสัย

“ผ้าไทยต้องราคาแพงขึ้น สมมติผ้าราคาเดิมเมตรละสามร้อยบาท เมื่อเขาพัฒนาและเพิ่มคุณค่า เปลี่ยนวิธีการย้อมสี เปลี่ยนเส้นใยและวิธีการทอแล้ว เท่ากับว่างานชิ้นนี้ผ่านการคิดมากขึ้น จากเดิมสามร้อยบาทชาวบ้านต้องขายได้ในราคาหกร้อยบาทโดยลูกค้าไม่เกิดคำถาม นี่คือไอเดียของเรา” โจคลายข้อสงสัยของเรา

ขณะเดียวกันระบบฤดูกาลยังช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของตลาดผ้า เมื่อผ้าหมดฤดูย่อมมีราคาถูกลง ทำให้นิสิตนักศึกษาหรือคนที่มีงบประมาณไม่มากนักเข้าถึงงานผ้าทอได้ง่ายขึ้น วงการแฟชั่นจึงสามารถเติบโตไปพร้อมกับตลาดผ้าที่ขยายวงกว้างขึ้นเช่นกัน

05

ผ้าไทยที่ใส่ได้ทุกวัน

ในมุมของคุณรุ่นใหม่ ผ้าไหมไทยอาจเป็นสิ่งที่ดูไกลตัว ทั้งด้วยภาพลักษณ์ของงานหัตถศิลป์ที่ผูกติดมากับภาพชุดออกงานของคุณหญิงคุณนาย หรือจะให้ทันสมัยหน่อย ผ้าไทยก็มักจะเป็นเสื้อผ้าอลังการในงานแฟชั่นวีกที่คงไม่มีใครใส่จริงๆ ในชีวิตประจำวัน เราจึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า แล้วที่ทางของผ้าไหมไทยนั้นอยู่ตรงไหนกันแน่

เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก

“เข้าใจแบบนั้นก็ถูก” โจตอบ

“ผ้าไทยมี Occasion ของมัน ชาวบ้านเองก็ไม่ได้ใส่ผ้าไหมไทยทุกวันนะ เขาใส่ในโอกาสที่สำคัญกับชีวิตของเขาเท่านั้น เพราะผ้าไหมเป็นงานที่มีมูลค่า เป็นเหมือน Aesthetic ในการใช้ชีวิต แล้วมันก็ต้องการการดูแลรักษาที่ดี

“แต่เราก็อยากเปลี่ยนความคิดนี้เหมือนกัน เราอยากให้คนเห็นว่าจริงๆ แล้วผ้าไทยมีหลายมิติ มันไม่ได้มีแค่ผ้าไหมไทยแข็งๆ ที่คุณใส่ทุกวันไม่ได้ แต่ยังมีผ้าคอตตอนออร์แกนิก ผ้าเรยอน ผ้าย้อมมือ หรือผ้าที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการย้อมสีธรรมชาติให้ดูทันสมัยก็ได้

“ในปัจจุบันกลุ่มคนทำงานหันมาใช้ผ้าไทยกันเยอะขึ้น หรือกลุ่มเด็กมหาวิทยาลัยที่ยังไม่มีโอกาสใช้ผ้าไหม แต่มีความชื่นชอบ สนใจ เจอเด็กอย่างนี้สักสองจากสิบคน เราก็คิดว่าผ้าไหมไทยไม่มีทางสูญหายแล้ว มันไม่จำเป็นต้องให้คนทั้งห้องเรียนมาใส่ผ้าไหมหรือมาชอบผ้าไหมหรอก สุดท้ายเราจะเจอคนที่มีแพสชันกับมันโดยมีเทรนด์บุ๊กเล่มนี้เป็นไกด์ช่วยให้เขาเห็นแนวทางในการต่อยอด ต่อไปเขาจะกลายเป็นเหมือนเราหรือพี่ฟอร์ดที่คอยช่วยส่งต่อสิ่งเหล่านี้ไปให้คนรุ่นต่อๆ ไปได้รู้ว่าผ้าไทยดียังไง ควรใช้ยังไง ราคาควรเป็นยังไง” โจกล่าว

“สุดท้ายถ้าเราทำให้ผ้าไหมไทยไปอยู่ในชีวิตประจำวันได้จริงๆ ก็ถือว่าเราประสบความสำเร็จ” ฟอร์ดออกความเห็น เราคิดว่าความตั้งใจของฟอร์ดเข้าใกล้จุดนั้นมากขึ้นทุกที

เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก
เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก

ไม่ต้องไปดูที่ไหนไกล แค่จากนิทรรศการแฟชั่นชุดผ้าไหมไทย ผลงานของดีไซเนอร์ระดับประเทศที่ตั้งอยู่ในบริเวณงาน เราเห็นว่าชิ้นงานส่วนใหญ่เริ่มดัดแปลงให้เข้ากับชีวิตประจำวันมากขึ้น โจขยายความให้ฟังว่าดีไซเนอร์หลายคนเลือกนำผ้าไหมไทยมาผสมกับผ้าทั่วไปหรือผ้าพิมพ์ลาย Silk Screen ที่มีลูกเล่นและสีสันสดใส แล้วใส่ลงในแบบชุดที่เราคุ้นเคย ทำให้งานดีไซน์ออกมาดูกลมกล่อมจนแยกแทบไม่ออกว่านี่คือชุดผ้าไหมไทยด้วยซ้ำ

“เราอยากให้คนเห็นว่าชุดผ้าไหมไทยไม่ได้แก่เสมอไป ถ้าไปเห็นที่อื่นผู้บริโภคอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่คือผ้าไหม แถมยังเป็นงานผ้าไหมที่ตามเทรนด์แฟชั่นด้วย นี่แหละคือ Fashion System ที่ผ้าไทยจะถูกกลืนเขากับกระแสนิยมโดยที่เราไม่รู้ตัว นั่นไม่ได้หมายความว่าถ้าผ้าไหมจะ Blend in กับชีวิตประจำวัน ทุกคนต้องหันมาใส่ผ้าไหมทั้งตัวนะ แต่เราเลือกใส่ได้ ใส่เข็มขัด ต่างหู หรือจะเอาผ้าไหมไปผสมกับสูท กับเสื้อปกติก็ได้ เดี๋ยวเราก็จะค่อยๆ ซึมซับมันเข้าไปในชีวิตประจำวันเอง

“ตั้งแต่อยู่ Vogue มา ทุกปีเราจะเห็นดีไซเนอร์หน้าใหม่เรื่อยๆ ทุกครั้งที่เราพูดถึงผ้าไหมไทยหรือเวลาเราพาเด็กๆ ไปลงชุมชน กลับมาทุกคนจะหลงเสน่ห์ไหมไทยกันหมด เขาจะค่อยๆ หันมาดัดแปลง หยิบผ้าไหมมาใช้ในชีวิตประจำวัน มาทำเป็นขลิบที่แขนเสื้อ ทำปกเสื้อ สิ่งนี่แหละที่ทำให้เราเชื่อว่าเราเดินมาถูกทางแล้ว” ฟอร์ดทิ้งท้าย

เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก

Writer

เอม มฤคทัต

นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ที่อยากจะลองทำงานเขียน หลงรักทุกอย่างที่เป็นสีพีชและภาพยนตร์จิบลิ มีความสามารถพิเศษในการกินข้าววันละ 5 มื้อ

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

29 พฤศจิกายน 2565

“เรื่องนี้เราจะไม่รอ”

เป็นคำพูดที่ นายกฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการของธนาคารกสิกรไทยเน้นย้ำกับ The Cloud เพื่อแสดงเจตนาที่แน่วแน่ในการร่วมเปลี่ยนผ่านสังคมธุรกิจของประเทศไทยไปสู่กระบวนการที่ยั่งยืน แม้เรื่องนี้จะไม่ง่าย แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่ก็ยินดีที่จะก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อชวนทุกคนเดินไปด้วยกัน

เป้าหมายที่ทุกองค์กรทั่วโลกตั้งใจทำให้สำเร็จ คือเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของมนุษยชาติ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด แนวทางการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลที่ดี หรือ ESG ถูกหยิบยกมาใช้บ่อยขึ้น และกำลังจะกลายเป็นขอบเส้นของมาตรฐานการทำธุรกิจในบริบทใหม่ที่ทุกคนต้องเดินตาม

เปลี่ยนวันนี้ ก่อนจะไม่มีโอกาสได้เปลี่ยน และธนาคารกสิกรไทยก็เริ่มต้นมาได้สักพักแล้ว

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

เริ่มต้นที่ตัวเรา

สิ่งสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน คือการชี้วัดอย่างเป็นรูปธรรมของผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด เริ่มจากกระบวนการทำงานภายในองค์กรที่ทำได้ทันที จากนั้นเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้า ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ ส่วนที่ยากที่สุดคือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่อยู่ปลายทาง ซึ่งต้องนำมาพิจารณาด้วย

การจัดการภายในจึงเป็นสิ่งที่เริ่มได้เร็วกว่าทางอื่น

“เรามองมาที่การทำงานของเรา ว่าอะไรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะบ้าง นั่นก็คือรถยนต์ที่เราใช้ เรามีรถเป็นพันคัน สองคือการใช้ไฟฟ้า แม้เราจะไม่ใช่โรงงาน แต่ก็มีสาขา มีสำนักงานขนาดใหญ่ทั่วประเทศถึง 7 อาคาร ซึ่งใช้ไฟฟ้าพอสมควร

“ถามว่าจะไม่ใช้รถหรือไฟฟ้าได้ไหม ก็ไม่ได้ เราพยายามปรับไปใช้น้ำมัน E85 ก็ช่วยลดคาร์บอนได้บ้าง สุดท้ายเราจะเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในอนาคต ดังนั้น รถหมดสัญญาแล้วก็จะทยอยเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าครับ ส่วนเรื่องการใช้ไฟฟ้า เราติดโซลาร์เซลล์ตามสาขาต่าง ๆ คิดว่าน่าจะประมาณ 200 – 300 สาขาที่ธนาคารเป็นเจ้าของพื้นที่และมีศักยภาพในการติดตั้งได้ จากทั้งหมด 800 สาขาที่มี ก็ช่วยลดค่าไฟได้ 10 – 20% ที่เหลือก็ต้องหักล้างเรื่องคาร์บอนเครดิตเอาอีกที” 

ทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีร่องรอยของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

Green Transition การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่เป็นไปได้

เป้าหมายที่สำคัญของธนาคารกสิกรไทยในการผลักดันเรื่องความยั่งยืนที่สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย โดยธนาคารมีความตั้งใจจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จากการดำเนินงานของธนาคาร ใน พ.ศ. 2573 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในพอร์ตโฟลิโอของธนาคารตามทิศทางของประเทศ ด้วยชุดความคิดที่เป็นไปได้และทำได้จริงมากกว่าการประกาศเป้าหมายเท่ ๆ

“สิ่งที่ท้าทายคือ พอร์ตสินเชื่อของเรามีถึง 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่มาก เราต้องดูว่าจะเริ่มตรงไหน จบตรงไหน ทำได้จริงแค่ไหน ซึ่งเราทำคนเดียวไม่ได้ ขึ้นกับว่าลูกค้าเอากับเราด้วยไหม เราก็ต้องไปเฟ้นหาว่าลูกค้ากลุ่มไหนจะไปด้วยกันต่อ เราเพิ่งจ้างที่ปรึกษาระดับโลกมาวิเคราะห์พอร์ตสินเชื่อของเรา ดูเป็นรายอุตสาหกรรมเลย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มที่เราจะเน้น โดยประเมินออกมาเป็น 3 เซกเตอร์ที่มีบทบาทมากที่สุดคือ 27% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา ส่วนอีก 2 อันคิดเป็นสัดส่วน 13% ถ้าทำทั้งหมด 5 กลุ่มนี้ ก็จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา อย่างธุรกิจพลังงาน โรงไฟฟ้าเป็นพอร์ตที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐทั้งเรื่องพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้าด้วย เรื่องนี้เราจับตามองอยู่ แต่เราก็ไม่รอนะ เราคุยกับลูกค้าไปเลยว่าพอจะเปลี่ยนตรงไหน อย่างไรได้บ้าง”

บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่างเข้าใจและรู้ถึงความสำคัญของ ESG รวมทั้งรายงานต่าง ๆ ที่ต้องจัดทำเพื่อให้สอดคล้องกับการกำกับดูแล คุณกฤษณ์มองว่านี่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“สุดท้ายเราต้องพูดเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ อย่างพวกถ่านหิน เราก็ไม่ปล่อยกู้ให้โรงไฟฟ้าถ่านหินโรงใหม่ เราทำแบบนี้มาได้สักปีหนึ่งแล้ว คือของเดิมที่มีอยู่ แต่ถ้าเขาจะปรับปรุงเพื่อลดการใช้ถ่านหินลง เราก็พร้อมคุย เพราะว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ถึงยังไงผมก็ไม่คิดว่าเราจะตัดพวกเขาออกไปได้ เพราะว่าเวลาลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าไปแล้ว เราก็ต้องอยู่กับเขาไปอีก 20 ปี สมมติสร้างโรงงานมา 5 พันล้านแล้ว จะมีใครมาปิดมันง่าย ๆ ดังนั้น ต้องช่วยกันคิดที่จะปรับเปลี่ยนตัวเอง

“ช่วงที่ผ่านมามีประชุมกับกลุ่มนักลงทุนตลอด ล่าสุดมีกลุ่มที่เข้ามาขอคุยเรื่อง ESG อย่างเดียวเลย ดูว่าเราเป็นอย่างไร อันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้ เราก็รู้สึกดี ผมเองไม่ได้มีคำตอบให้เขาทุกอย่าง แต่เราบอกเขาเรื่อง KBank Way คือ Walk the Talk พูดแล้วก็ทำ ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด”

เรียบง่ายแต่หนักแน่นเอาเรื่อง สำคัญวิถีของธนาคารกสิกรไทย

ความยั่งยืนทำคนเดียวไม่ได้

สิ่งที่เป็นอุปสรรคและความท้าทายของธนาคารคือ การชวนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กมาร่วมเปลี่ยนผ่านกระบวนการทางธุรกิจไปด้วยกัน ซึ่งกลุ่มนี้อาจต้องใช้ทั้งแรงผลักและแรงจูงใจมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่

“ความท้าทายของเราคือลูกค้าขนาดที่เล็กลงมา ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เขาจะมองว่าพอต้องใช้เงินลงทุนที่มากขึ้น แต่ผลตอบแทนหรือกำไรที่ได้อาจจะลดลง แล้วแบบนี้แรงจูงใจที่จะให้เขาทำคืออะไร อย่างลงทุนทำโรงงานสีเขียว 100 ล้านบาท ถ้าเราเป็นผู้ประกอบการก็จะคิดว่าทำไปทำไม อย่างแรกเราต้องมีแรงจูงใจ เราเองต้องไปชวนลูกค้าคุย เอาตัวเลขไปเสนอเพื่อประกอบการตัดสินใจ อันที่สองผมว่าภาครัฐก็ต้องเข้ามาช่วยด้วย ผมคิดว่าภาครัฐควรทำเป็นรายอุตสาหกรรมไป ไม่ต้องทำผ่านระบบธนาคาร บอกไปเลยว่าถ้าใครเดินมาทางนี้ จะได้แบบนี้ ถ้าใครไม่ทำตามนี้ ก็จะเกิดผลแบบนี้ ภาครัฐก็ต้องเล่น 2 บทด้วย” 

ล่าสุด ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการกำหนดนิยามและจัดหมวดหมู่โครงการหรือกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย (Thailand Taxonomy) ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำนิยามและหมวดหมู่ เพื่อให้ภาครัฐ ธนาคาร และกลุ่มธุรกิจ มีความเข้าใจตรงกันและมีจุดที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดแผนและนโยบายต่าง ๆ ขององค์กร ซึ่งสถาบันการเงินต้องประเมินความเสี่ยง รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอีกก้าวของการร่วมมือกันในวงที่กว้างขึ้น

“ในต่างประเทศเขาบังคับผ่านกฎหมายเป็นรายอุตสาหกรรมเลยนะ เริ่มจากการวัดคาร์บอนก่อน พิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรมไป ซึ่งปัจจุบันบ้านเรายังไม่มีเรื่องพวกนั้น ตอนนี้เริ่มแล้วแต่ยังเป็นภาพกว้าง ๆ อยู่ ผมว่าการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เห็นคือ เราเอาสิ่งนั้นมาเชื่อมกับธุรกิจเยอะขึ้น ผมเป็นกรรมการผู้จัดการที่ดูแลด้านเป้าหมายสินเชื่อและด้านความเสี่ยง ดูว่าเป็นอย่างไร รายได้มาจากทางไหน เสี่ยงอย่างไร ผมก็เอาเรื่อง ESG ใส่ไปด้วย มันยากขึ้นคือเป้าสินเชื่อก็ต้องทำให้ได้ เรื่อง ESG ก็ต้องทำให้ชัดว่าพอร์ตสินเชื่อเราจะวิ่งไปทางไหน และทำไมต้องเป็นทางนั้น นี่เป็นโจทย์ทางธุรกิจไปแล้ว

“เรามี Climate Pillar เป็นเสาหลักอันใหม่ขึ้นมา คือรวมโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาไว้ด้วยกัน แล้วทางนี้ก็จะเอามาตั้งเป็นเป้า เราอยากเป็นผู้นำด้าน ESG ของภูมิภาคก็ต้องออกมาทำก่อน ทั้งการตั้งเป้าหมาย มีคำมั่นสัญญา ผู้นำในความหมายของเราไม่ใช่ผู้นำที่ทิ้งคนอื่นนะ แต่เป็นผู้นำที่ชวนคนอื่นเข้ามาทำด้วย มีคนถามว่ากลัวคนอื่นมาแข่งมั้ย ผมตอบว่าผมชอบเลย มาแข่งเรื่อง ESG ถือว่าดี ใครมีวิธีดี ๆ หรือเทคโนโลยีอย่างไรก็มาแชร์กัน เรื่องนี้อยากชวนมาแข่งนะ เพื่อทำให้เป็นรูปธรรม จับต้องได้มากขึ้น ตอนนี้เราพยายามสร้างมาตรฐานใหม่และคุยกับแบงก์ชาติ แต่ต้องบอกว่าเรื่องนี้ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือกัน ถ้าลูกค้าไม่เอาด้วยก็จะเกิดช้าครับ”

การเปลี่ยนแปลงที่มีผลในวงกว้าง จะฉายเดี่ยวไม่ได้

เป้าหมายความยั่งยืนที่ชี้วัดได้

แล้วตอนนี้ธนาคารกสิกรไทยมีสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านและความยั่งยืนอยู่เท่าไหร่ 

นี่คือคำตอบ

“ประมาณ 1 – 2 % ของสินเชื่อทั้งหมดครับ เมื่อก่อนมีความท้าทายเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสีเขียวว่าวัดยังไง ปีนี้เราเริ่มนับแล้ว ตอนนี้จะชัดขึ้นว่าอันไหนได้หรือไม่ได้ อาคารสร้างขึ้นมาแบบประหยัดพลังงานหรือเปล่า สร้างอย่างไร เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกอันที่เราเน้น เนื่องจากปล่อยคาร์บอนเยอะ ต้องมีกระบวนการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนการพิจารณาเครดิต เราทำมาหลายปีแล้ว อย่างเช่น ลูกค้าอยากทำโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะ ฟังดูน่าจะกระทบกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน เราก็ดูว่าเขากู้เงินไปแล้วจะใช้ทำอะไรบ้าง คืนอะไร อย่างไร มาตรฐานสากลของสิ่งนั้นคืออะไร ปล่อยมลพิษไปแล้วกระทบอะไรมั้ย เทคโนโลยีที่ใช้คืออะไร ถ้าผ่านตามมาตรฐานหมด ก็จะเข้าไปคณะกรรมการของธนาคาร ถ้าเขาไฟเขียวถึงจะเอามาดูต่อ แปลว่าถ้าไม่ได้ตามมาตรฐาน เราก็จะไปคุยถึงปัญหา หา Solution ให้ลูกค้า แต่ถ้ายังทำไม่ได้เราไม่คุยด้วย

“ตอนนี้เราตั้งเป้าเพิ่มสินเชื่อและการลงทุนสีเขียวเข้าไปในระบบอีกสัก 2 แสนล้านบาท เราอยากชวนธุรกิจมาทำกันเพิ่ม เรื่องความยั่งยืนนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ยังไงก็จุดติด แต่ว่าสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กและขนาดกลางจะยากหน่อย ส่วนประชาชนทั่วไปก็เป็นเรื่องวิถีชีวิต อย่างรถหรือบ้านที่ประหยัดพลังงาน ก็ต้องปรับเปลี่ยน เราอยากเป็นต้นแบบเรื่องความยั่งยืนให้พวกเขา

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

“ส่วนการตรวจสอบมันก็จะมีกระบวนการอยู่ เราดูว่าเครื่องจักรเขาเป็นไปตามที่กำหนดมั้ย มีทีมลงไปดู มีกระบวนการทบทวนวงเงิน เวลาเราให้เงินใครไป เราก็ต้องไปติดตามและดูแล ถือเป็นความท้าทายเวลาที่เราจะทำเรื่องความยั่งยืนให้ใหญ่ขึ้น บางอย่างอาจต้องมีองค์กรภายนอกเข้ามาช่วย สุดท้ายก็จะเกิดการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องตามมาด้วย” 

ธนาคารกสิกรไทยประกาศตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนที่ 2.5 หมื่นล้านบาทต่อปี รวมเป็นวงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ภายใน พ.ศ. 2573 แม้ใน 3 ไตรมาสแรกของ พ.ศ. 2565 ตัวเลขจะยังไปไม่ถึงจุดที่หวัง ซึ่งธนาคารได้ให้สินเชื่อไปแล้วกว่า1.6 หมื่นล้านบาท แต่ก็ยังคงผลักดันต่อและคาดว่าขนาดของสินเชื่อใน พ.ศ. 2566 น่าจะโตได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

“ตัวเลขพวกนี้จะสะท้อนว่าเราทำได้และทำจริงมั้ย ปล่อยไปแล้วเป็นไง ติดข้อจำกัดอะไรบ้าง อีกเรื่องคือแผนที่วางไว้ ลูกค้าเดินด้วยกับเราหรือเปล่า เรามีองค์ความรู้ที่จะขยายไปอุตสาหกรรมอื่นมั้ย ซึ่งโจทย์พวกนี้ต้องรวมไว้ใน Climate Pillar ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายของทีมขายไปแล้ว พวกเขาก็รับโจทย์ไป ผมเองก็ถูกคาดหวังให้รายงานตัวเลขพวกนี้ตลอดกับบอร์ดและสื่อมวลชน ผมเชื่อว่าการที่เราแชร์เรื่องพวกนี้ได้ เป็นการตอกย้ำว่าเราทำตามที่สัญญาและเห็นว่ามันสำคัญ”

เมื่อ The Cloud ถามคุณกฤษณ์ว่าเป้าหมายที่ประกาศออกมาดูจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวา ถือว่าธนาคารระวังตัวไปหน่อยหรือไม่ คำตอบที่ได้น่าสนใจทีเดียว

“ผมว่าบางเรื่องเราทำคนเดียวไม่ได้ จะมาประกาศว่าจะไม่ปล่อยกู้ให้พวกธุรกิจพลังงานเลย หยุดปล่อยกู้หมดถ้าไม่ใช่ธุรกิจสีเขียว ทำแบบนี้เท่ากับเราทิ้งลูกค้านะ ซึ่งไม่ใช่การตัดสินใจที่มีเหตุผล เพราะว่าลูกค้ากับเราต้องไปด้วยกันต่างหาก ผมว่าเราต้องคำนวณเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ ถ้าเหมาะสมเราก็จะทำ ถ้าอันไหนทำได้เราก็จะให้คำมั่นสัญญา สิ่งที่เราทำคือ Walk the Talk อันไหนเราสัญญาจะทำ เราทำ แต่สิ่งที่เราจะไม่ทำคือเราจะไม่รอ บางคนบอกว่าเรื่องนี้รอได้ รอคนอื่นทำไปก่อน แต่ที่กสิกรไทยเราไม่รอครับ”

พูดแล้วทำ อันไหนไม่ทำก็ไม่พูด

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

ยั่งยืนที่วิถีชีวิตและโอกาสเติบโต

สิ่งที่แยกจากกันไม่ได้สำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งใหม่ คือการพาทุกคนไปข้างหน้าด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เรื่องการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนก็เช่นกัน สิ่งที่ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยเป็นห่วงคือภาคเกษตรกรรม ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนทางออกสำหรับเกษตรกรที่อยู่ในระบบนับล้านรายจะยังไม่ชัดเจนนัก ซึ่งเกษตรกรเองอาจจะยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ รวมทั้งเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องก็ยังมีราคาสูง บทบาทของภาครัฐจึงสำคัญมากในการออกนโยบายและมาตรการจูงใจเพื่อสร้างจุดเริ่มต้นให้เกิดขึ้น

ชุดความคิดใหม่ ๆ นอกกรอบจึงต้องนำมาใช้กับกระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งที่ดีให้ผู้บริโภคปรับตัวได้เร็วขึ้น

“เรามีโครงการ SolarPlus คือคิดว่าถ้าเราสามารถคุยกับลูกบ้านในหมู่บ้านต่าง ๆ ให้พวกเขาอนุญาตให้ติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โดยที่เราออกเงินให้ เขาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ลูกบ้านได้ประหยัดค่าไฟ โดยที่ธนาคารปล่อยกู้ให้กับบริษัทที่ติดตั้ง สุดท้ายแล้วลูกบ้านไม่ต้องใช้เงินลงทุน บริษัทติดตั้งก็ได้ธุรกิจเพิ่ม ธนาคารเราได้เรื่องคาร์บอนเครดิต แต่จะยากตรงการขออนุญาตและกระบวนการนี่ล่ะครับที่ต้องผลักดันกันต่อไป นี่เป็นวิธีคิดที่ออกมานอกกรอบ หรืออย่างโครงการส่งเสริมการเช่าจักรยานยนต์ไฟฟ้าแล้วให้มาเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่สาขาธนาคารได้ นี่ก็เริ่มแล้วและจะขยายต่อไป

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

“นอกจากมิติของสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ธนาคารเราทำได้มากคือมิติด้านสังคม ผ่านโจทย์สำคัญเรื่องความครอบคลุมทางการเงิน ปัจจุบันคนใช้ K PLUS มีประมาณ 20 ล้านรายแล้ว แต่ก็ยังมีรายย่อยที่เข้าถึงบริการสินเชื่อยากลำบาก เราก็พยายามทำให้พวกเขาเข้าถึงเงินได้มากขึ้น ปีที่ผ่านมาเราทำให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มได้ 5 – 6 แสนราย ปีหน้าก็จะไปต่อ เรื่องนี้ต้องดูควบคู่กับปัญหาหนี้ครัวเรือนด้วยนะ ถ้าดันให้สินเชื่อโตมากเกินไป ก็เหมือนธนาคารทำบาป เพราะต้องดูเรื่องความสามารถในการชำระด้วย หนี้กับรายได้ต้องโตคู่กัน หน้าที่เราคือต้องให้กู้กับคนที่เขาชำระหนี้คืนได้ ไม่ใช่ปล่อยให้กับคนที่เขาใช้หนี้แล้วไม่เหลือเงินกินใช้เลย การไปไล่เติมหนี้ฝั่งเดียวมันทำได้ชั่วครั้งชั่วคราว ต้องทำให้เขาเติบโตขึ้นด้วย การทำให้เข้าถึงแหล่งเงินเป็นแค่การเปิดประตู แต่การทำให้เขาเติบโตต่างหากคือสิ่งที่ยั่งยืน”

ปรับที่วิธีคิด เปลี่ยนที่กระบวนการ 

นี่คือก้าวใหม่ที่น่าจับตาของธนาคารกสิกรไทย

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load