ไม่มีใครกำหนดอนาคตได้ แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่ในวงการแฟชั่น

เมื่อทุกๆ ปีวงการนี้จะมีการออกเทรนด์บุ๊ก หรือหนังสือที่สำนักแฟชั่นต่างๆ มาร่วมกันกำหนดอนาคตของวงการในอีก 1 – 2 ปีข้างหน้า แล้วสรุปเป็นแนวโน้มการใช้สี ชนิดผ้า สไตล์ และรูปแบบการตัดเย็บที่นักออกแบบสามารถนำไปปรับใช้ไม่ให้ตกเทรนด์

ในอีก 2 ปีข้างหน้า เทรนด์นั้นอาจรวมไปถึงการใช้ผ้าไหมจากประเทศไทยด้วย เพราะเรากำลังจะมีเทรนด์บุ๊กที่ว่าด้วยงานหัตถศิลป์ท้องถิ่นไทยเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก

เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก

THAI TEXTILES TREND BOOK SPRING/SUMMER 2022 เป็นแนวคิดและผลงานการบรรณาธิการของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยมี ฟอร์ด-กุลวิทย์ เลาสุขศรี บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Vogue ประเทศไทย และ โจ-อัครชญ แก้วอาภรณ์ ผู้จัดการฝ่ายอาวุโสบริหารไอคอนคราฟต์ เป็นหนึ่งในกรรมการที่ปรึกษา ในการนี้พระองค์ได้เสด็จมาร่วมเปิดตัวหนังสือเทรนด์บุ๊ก นิทรรศการแฟชั่นผ้าไหมไทยโดยดีไซเนอร์ระดับประเทศ และเป็นองค์ประธานในการเสวนาวิชาการส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล ที่ Iconsiam Art and Cultural Space ชั้น 8 ไอคอนสยาม ด้วยพระองค์เอง

เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก

แม้ในงานเสวนาจะมีการเล่ารายละเอียดและกระบวนการทำงานของหนังสือเล่มนี้ไปบ้างแล้ว แต่เราก็อยากชวนทั้งฟอร์ดและโจ มาเจาะลึกถึงเส้นทางกว่าจะมาเป็นเทรนด์บุ๊ก ยาวไปถึงเรื่องราวของผ้าไหมไทยในวงการแฟชั่นระดับโลกกันอีกสักหน่อย

01

When Local Wisdom Meets Fashion

หนังสือเล่มนี้ได้แนวคิดมาจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ซึ่งได้โดยเสด็จพระราชชนนีพันปีหลวงหลายต่อหลายครั้ง เมื่อได้เห็นความสวยงามของผลงานภูมิปัญญาที่สั่งสมมาอย่างยาวนานของบรรพบุรุษ เช่น การทอผ้า คุณภาพของไหมไทยที่ยืดหยุ่นมีคุณภาพสูง การย้อมสีจากวัตถุดิบธรรมชาติของไทย ทำให้เลือกสร้างสรรค์เฉดสีออกมาได้เยอะมาก ผ้าไทยจึงเป็นสื่อที่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาและรากเหง้าทางวัฒนธรรม

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ มีดำริที่จะเริ่มสืบสาน รักษา และต่อยอดออกมาในลักษณะของการผสมผสานงานแฟชั่นและสไตล์ที่ทันสมัย เพื่อให้ราษฎรและผู้ประกอบการด้านวัฒนธรรมมีตำราที่เป็นแนวทางในการผลิต ทำให้ผลผลิตที่ออกมาสู่ตลาดมีคุณภาพและทันสมัย

เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก

จากโจทย์ดังกล่าว สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ และทีมงานต้องใช้เวลาร่วมปี เพื่อศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับสีไทยท้องถิ่น แล้วหาคำตอบว่าสีประเภทไหนคือสีพื้นฐานของไทย จนได้ข้อสรุปว่า สีไทยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทง่ายๆ คือ สีแมทแบบ Tone on Tone คล้ายสีฝุ่นสำหรับงานจิตรกรรมฝาผนัง และสีมันวาวที่พบได้ในงานผ้าทอ โดยสีทั้งหมดมีชื่อเรียกรวมๆ ว่า ‘ไทยโทน’ ซึ่งเป็นกลุ่มสีที่ตั้งชื่อโดยทีมงานจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และมีรหัสเทียบเท่ากับสี Pantone ในระบบสีสากล

“สมมติเราไปเจอสีหงสบาทหรือสีชมพูอ่อน เราก็ต้องไปเทียบว่าสีชมพูอ่อนมาจากสีธรรมชาติอะไร มันมาจากครั่ง แล้วครั่งย้อมได้กี่ครั้ง แต่ละครั้งจะให้เฉดสีแตกต่างกันอย่างไร รหัสสีสากลคืออะไร อันนี้คือตัวอย่างองค์ความรู้ที่จะอยู่ในหนังสือ

เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก

“เมื่อรีเสิร์ชแล้วจะไปสู่กระบวนการวางเลเอาต์ ซึ่งเป็นหน้าที่ของทีมแฟชั่นว่าจะเอาองค์ความรู้ที่วิชาการมากๆ มาทำยังไงให้เข้าใจง่าย อ่านรู้เรื่อง ใช้ได้ทั้งกลุ่มวิชาชีพผู้ประกอบการ เจ้าของโรงงานผลิตเส้นใย นักเรียนนักศึกษาแฟชั่น และนำไปสู่การใช้ในระบบเศรษฐกิจมหภาคได้จริง” โจขยายความ

“นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมเราต้องทำเทรนด์บุ๊ก ค.ศ. 2022 ซึ่งคืออีกสองปีข้างหน้าด้วยซ้ำ เพราะวงการแฟชั่นสากลทำงานล่วงหน้ากันนานมาก พอเราคิดจะทำเทรนด์บุ๊ก เลยต้องมาคิดว่าจะทำยังไงให้ภูมิปัญญาชาวบ้านไทยเข้าไปอยู่ในระบบแฟชั่นโลกได้จริง เราจึงต้องไปเริ่มที่ Spring/Summer 2022 เลย เพื่อผู้ผลิตจะได้มีเวลาเตรียมตัวและศึกษาข้อมูลจากเทรนด์บุ๊กก่อนออกแบบคอลเลกชันนั้น” ฟอร์ดสมทบ

02

ร้อยตำบล ร้อยผลิตภัณฑ์

นอกจากการค้นคว้าวิจัยเรื่องสีแบบไทยๆ แล้ว สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ยังเสด็จไปถึงแหล่งผ้าทอในจังหวัดลำพูน สกลนคร และนครศรีธรรมราช เพื่อศึกษาปัญหาเกี่ยวกับการทอผ้า เรียนรู้วัฒนธรรม สังเกตวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และทำความเข้าใจเอกลักษณ์ของงานผ้าทอในภูมิภาคที่แตกต่างกัน

“หลังจากลงไปรีเสิร์ชข้อมูล เราพบว่าหลายชุมชนหันมาผลิตผ้าด้วยรูปแบบและสีซ้ำๆ กัน” โจกล่าวถึงหนึ่งในสารพัดปัญหาที่เจอระหว่างลงพื้นที่

เพราะยิ่งกว่านั้น งานผ้าทอในหลายชุมชนยังมีลายที่หยาบและใหญ่ขึ้น เนื่องจากชาวบ้านเปลี่ยนมาใช้กี่กระตุก ซึ่งหากทอไม่ดีเส้นด้ายจะออกมาไม่สม่ำเสมอ ไหมบางส่วนถูกเปลี่ยนมาย้อมด้วยสีเคมีที่ใช้ง่าย และได้เฉดสีตรงกว่าสีธรรมชาติ นอกจากนี้ชาวบ้านบางส่วนยังหันมาทอผ้าเชิงสั้นและแคบลง เลิกทอผ้าลายละเอียดประณีตที่ใช้เวลานาน แล้วหาซื้อผ้าจากประเทศเพื่อนบ้านมาต่อเพื่อความรวดเร็ว

“พอเราเห็นปัญหาตรงนี้ เราก็เข้าไปช่วยไกด์ชาวบ้านว่า เขาควรทำอย่างไรจึงจะเจาะตลาดได้ เอาเทรนด์บุ๊กไปให้ลองใช้ เพราะเมื่อก่อนเวลาเราไปเจอผู้ผลิตผ้าไหมรุ่นสองรุ่นสาม เราก็จะเอาหนังสือ Vogue ไปให้เขาดูว่าคนแต่งตัวกันยังไง สีอะไรกำลังมา มันช่วยให้เขาออกแบบงานได้ในระดับหนึ่งก็จริง แต่สุดท้ายนิตยสารก็ไม่ละเอียดเท่าเทรนด์บุ๊ก

“อย่างกลุ่มอีสานใต้ที่มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกับเขมร งานผ้าทอของเขาจะมีสีเข้มและทึบ พอเราได้ลงไปคุยกับชาวบ้าน เขาก็ได้รู้ว่า จริงๆ แล้วงานผ้าของเขาทอด้วยสีที่สว่างหรือหวานขึ้นก็ได้ ไม่ใช่ว่าเราเข้าไปเปลี่ยนวัฒนธรรมเขานะ แต่เราต้องการทำให้อดีตและเอกลักษณ์ของเขาอยู่กับยุคปัจจุบันให้ได้มากที่สุด

เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก
เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก

“เทรนด์บุ๊กเล่มนี้จะทำให้เขาเห็นว่า ความจริงผ้าทอดัดแปลงได้ มีสีและลายให้เลือกใช้มากมาย จะ Redesign ลายใหม่ผสมกับลายผ้าท้องถิ่นก็ได้ หรือไซส์ผ้าประมาณไหนที่ตลาดแฟชั่นต้องการ ที่สำคัญเมื่อเขารู้ว่ามีตลาดรองรับอยู่ เขาก็ย่อมอยากผลิตสินค้าให้มีคุณค่ามากขึ้น ไม่อย่างนั้นสิบหมู่บ้านก็ทอผ้าด้วยรูปแบบและคุณภาพคล้ายกันหมด เขาก็แย่งตลาดกันเองสิ”

ใครจะรู้ ในงานสินค้า OTOP คราวหน้า เราอาจได้เห็นงานผ้าไหมจากร้อยหมู่บ้านในรูปแบบที่ไม่ซ้ำกันเลยก็ได้

03

ผ้าไหมไทยอยู่กับใครก็ได้

ไม่เพียงแค่เป็นมิตรกับผู้ผลิตสิ่งทอเท่านั้น แต่สำหรับนักออกแบบที่มีเทรนด์บุ๊กเป็นเหมือนเข็มทิศนำทาง หนังสือเล่มนี้ยังอิงกับเทรนด์แฟชั่นโลก ช่วยให้นักออกแบบทั้งไทยและเทศนำหนังสือไปใช้ได้อย่างไม่เป็นปัญหา และยิ่งง่ายเข้าไปอีกเมื่อหนังสือเล่มนี้ช่วยจัดกลุ่มผู้บริโภคให้นักออกแบบตาม 6 กลุ่มเป้าหมายแล้วเรียบร้อย อันได้แก่

  • The Value of Dusit Legacy กลุ่มสีเหลือง นำเสนอความรุ่งเรืองในยุค 1920 ด้วยศิลปะแนวอาร์ตเดโค เหมาะกับกลุ่มผู้นำแฟชั่นที่ชอบเข้าสังคม มีเสน่ห์ดึงดูด
  • Holistic Elegance กลุ่มสีแดง แสดงถึงความสดใส แอคทีฟ มีพลัง เหมาะกับกลุ่มผู้ให้คุณค่ากับความงามแบบองค์รวม
  • Social Creation กลุ่มสีคราม หรือกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับปัญหาสังคมและความยั่งยืน ซึ่งเป็นกลุ่มที่กำลังขยายตัวในสังคม
  • Social Creation กลุ่มสีเขียวโศก สีที่มีความเรโทร เล่าถึงความไร้เดียงสาและความฝันของเด็กสาว
  • New Wave Ego กลุ่มสีดำ ผู้มีคาแรกเตอร์ชัดเจน มีความซับซ้อน เป็นปัจเจก
  • Change of Redemption กลุ่มสีเทา นำเสนอไลฟ์สไตล์ของเด็กรุ่นใหม่ที่สนใจเทคโนโลยี ชอบแฟชั่นแนวสตรีทและสปอร์ต
เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก

“เราเอาผ้าไหมไทยที่ดีที่สุดมาตัดเป็นต้นแบบในเล่ม พร้อมใส่ Directory สำหรับหาซื้อผ้าไหม ถ้าอยากได้ผ้าไหมเฉดนี้ ลายนี้ มีภูมิภาคไหนที่น่าไปซื้อ แล้วเราก็มีต้นแบบของงานผ้าไหมไทยให้ดูว่าแบบโบราณ แบบร่วมสมัย และแบบโมเดิร์นเป็นยังไง

“จริงๆ หนังสือเล่มนี้เป็นแค่โปรเจกต์ Kick Off ที่แจกให้หน่วยงานและสถานศึกษาซึ่งทำเรื่องงานผ้าท้องถิ่นเท่านั้น แต่มันจะเป็นจุดเริ่มต้นสู่การพัฒนาที่ละเอียดและลึกซึ้งขึ้นในอนาคต เราต้องการให้คนเห็นว่า ผ้าไหมไทยมีแนวโน้มพัฒนาไปได้ไกลและหลากหลายขนาดไหน เราเชื่อว่าสิ่งนี้จะไม่หยุดอยู่แค่งานแฟชั่นด้วย แต่สำหรับนักออกแบบในสายอื่นๆ เมื่อมาเห็นผ้าไหมสวยๆ หรือผ้าไหมที่ตัดไปอาจทำให้ลวดลายเสีย ก็ช่วยเอางานเหล่านี้ไปต่อยอดเป็นของตกแต่งบ้าน หรือเป็น Product Design อื่นๆ ได้” โจแสดงความคิดเห็น

04

From Local to Global

จาก Spring/Summer ฟอร์ดยืนยันกับเราอย่างหนักแน่นว่า ในอนาคตเทรนด์บุ๊กนี้จะมีซีซั่นอื่นๆ ตามมาอย่างแน่นอน แม้เราจะเข้าใจว่าประเทศไทยมีแค่ 3 ฤดู อย่างร้อน ร้อนมาก และร้อนสุดๆ ก็ตามที แต่ความคิดนั้นกลับผิดถนัดเมื่อเราพบว่า ศักยภาพของผ้าไทยสามารถเข้าไปอยู่ในทุกฤดูกาลทั่วโลกได้อย่างกลมกลืน

เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก

“ถ้าเราพูดตามบริบทสิ่งแวดล้อม ชาวบ้านเมื่อก่อนเวลาทอผ้า เขาจะทอตามสิ่งใกล้ตัว เช่น ช่วงหน้าหนาวหรือฤดูแล้ง ผ้าจะออกมาเป็นสีน้ำตาล สีเทา แสดงถึงความหม่นหมองของช่วงชีวิตที่ไม่มีฝน ทำอาชีพไม่ได้ ในทางกลับกันเวลาเราเข้าไปในหมู่บ้านช่วงฤดูร้อนหรือช่วงเก็บเกี่ยว ชาวบ้านจะทอผ้าสีเขียวอ่อน สีเหลือง มันคือซีซั่นที่ธรรมชาติกำหนด นี่แหละคือสินค้าตามฤดูกาลในแบบไทยๆ” โจอธิบาย

“เมื่อตลาดกว้างขึ้น เราจะทำหนังสือ Autumn/Winter ก็ยังได้ เพราะเราไม่ได้ทำขายคนไทยอย่างเดียว เรายังมีกลุ่มนักท่องเที่ยว กลุ่มชาวต่างชาติที่สนใจงานคราฟต์ของไทยอีกเยอะแยะ ชาวต่างชาติเขาถือว่าสินค้าคราฟต์ของไทยเป็นงานพรีเมี่ยม

“โดยเฉพาะดีไซเนอร์ต่างชาติจะบอกเลยว่างานผ้าไหมไทยเป็นงานแบบ One of a Kind คือเป็นงานชิ้นเดียวในโลก ทอด้วยความรัก งานพวกนี้แหละคืองานที่ดีไซเนอร์ต่างประเทศถวิลหามาก เวลาเราส่งผ้าไปให้เขาดู เขาจะรู้เลยว่างานพวกนี้เป็นงานที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านจริงๆ” ฟอร์ดเสริม

เมื่อผ้าไทยได้บุกตลาดโลก แบบนี้จะยิ่งมีราคาแพงขึ้นจนคนส่วนใหญ่เอื้อมไม่ถึงไหม-เราสงสัย

“ผ้าไทยต้องราคาแพงขึ้น สมมติผ้าราคาเดิมเมตรละสามร้อยบาท เมื่อเขาพัฒนาและเพิ่มคุณค่า เปลี่ยนวิธีการย้อมสี เปลี่ยนเส้นใยและวิธีการทอแล้ว เท่ากับว่างานชิ้นนี้ผ่านการคิดมากขึ้น จากเดิมสามร้อยบาทชาวบ้านต้องขายได้ในราคาหกร้อยบาทโดยลูกค้าไม่เกิดคำถาม นี่คือไอเดียของเรา” โจคลายข้อสงสัยของเรา

ขณะเดียวกันระบบฤดูกาลยังช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของตลาดผ้า เมื่อผ้าหมดฤดูย่อมมีราคาถูกลง ทำให้นิสิตนักศึกษาหรือคนที่มีงบประมาณไม่มากนักเข้าถึงงานผ้าทอได้ง่ายขึ้น วงการแฟชั่นจึงสามารถเติบโตไปพร้อมกับตลาดผ้าที่ขยายวงกว้างขึ้นเช่นกัน

05

ผ้าไทยที่ใส่ได้ทุกวัน

ในมุมของคุณรุ่นใหม่ ผ้าไหมไทยอาจเป็นสิ่งที่ดูไกลตัว ทั้งด้วยภาพลักษณ์ของงานหัตถศิลป์ที่ผูกติดมากับภาพชุดออกงานของคุณหญิงคุณนาย หรือจะให้ทันสมัยหน่อย ผ้าไทยก็มักจะเป็นเสื้อผ้าอลังการในงานแฟชั่นวีกที่คงไม่มีใครใส่จริงๆ ในชีวิตประจำวัน เราจึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า แล้วที่ทางของผ้าไหมไทยนั้นอยู่ตรงไหนกันแน่

เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก

“เข้าใจแบบนั้นก็ถูก” โจตอบ

“ผ้าไทยมี Occasion ของมัน ชาวบ้านเองก็ไม่ได้ใส่ผ้าไหมไทยทุกวันนะ เขาใส่ในโอกาสที่สำคัญกับชีวิตของเขาเท่านั้น เพราะผ้าไหมเป็นงานที่มีมูลค่า เป็นเหมือน Aesthetic ในการใช้ชีวิต แล้วมันก็ต้องการการดูแลรักษาที่ดี

“แต่เราก็อยากเปลี่ยนความคิดนี้เหมือนกัน เราอยากให้คนเห็นว่าจริงๆ แล้วผ้าไทยมีหลายมิติ มันไม่ได้มีแค่ผ้าไหมไทยแข็งๆ ที่คุณใส่ทุกวันไม่ได้ แต่ยังมีผ้าคอตตอนออร์แกนิก ผ้าเรยอน ผ้าย้อมมือ หรือผ้าที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการย้อมสีธรรมชาติให้ดูทันสมัยก็ได้

“ในปัจจุบันกลุ่มคนทำงานหันมาใช้ผ้าไทยกันเยอะขึ้น หรือกลุ่มเด็กมหาวิทยาลัยที่ยังไม่มีโอกาสใช้ผ้าไหม แต่มีความชื่นชอบ สนใจ เจอเด็กอย่างนี้สักสองจากสิบคน เราก็คิดว่าผ้าไหมไทยไม่มีทางสูญหายแล้ว มันไม่จำเป็นต้องให้คนทั้งห้องเรียนมาใส่ผ้าไหมหรือมาชอบผ้าไหมหรอก สุดท้ายเราจะเจอคนที่มีแพสชันกับมันโดยมีเทรนด์บุ๊กเล่มนี้เป็นไกด์ช่วยให้เขาเห็นแนวทางในการต่อยอด ต่อไปเขาจะกลายเป็นเหมือนเราหรือพี่ฟอร์ดที่คอยช่วยส่งต่อสิ่งเหล่านี้ไปให้คนรุ่นต่อๆ ไปได้รู้ว่าผ้าไทยดียังไง ควรใช้ยังไง ราคาควรเป็นยังไง” โจกล่าว

“สุดท้ายถ้าเราทำให้ผ้าไหมไทยไปอยู่ในชีวิตประจำวันได้จริงๆ ก็ถือว่าเราประสบความสำเร็จ” ฟอร์ดออกความเห็น เราคิดว่าความตั้งใจของฟอร์ดเข้าใกล้จุดนั้นมากขึ้นทุกที

เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก
เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก

ไม่ต้องไปดูที่ไหนไกล แค่จากนิทรรศการแฟชั่นชุดผ้าไหมไทย ผลงานของดีไซเนอร์ระดับประเทศที่ตั้งอยู่ในบริเวณงาน เราเห็นว่าชิ้นงานส่วนใหญ่เริ่มดัดแปลงให้เข้ากับชีวิตประจำวันมากขึ้น โจขยายความให้ฟังว่าดีไซเนอร์หลายคนเลือกนำผ้าไหมไทยมาผสมกับผ้าทั่วไปหรือผ้าพิมพ์ลาย Silk Screen ที่มีลูกเล่นและสีสันสดใส แล้วใส่ลงในแบบชุดที่เราคุ้นเคย ทำให้งานดีไซน์ออกมาดูกลมกล่อมจนแยกแทบไม่ออกว่านี่คือชุดผ้าไหมไทยด้วยซ้ำ

“เราอยากให้คนเห็นว่าชุดผ้าไหมไทยไม่ได้แก่เสมอไป ถ้าไปเห็นที่อื่นผู้บริโภคอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่คือผ้าไหม แถมยังเป็นงานผ้าไหมที่ตามเทรนด์แฟชั่นด้วย นี่แหละคือ Fashion System ที่ผ้าไทยจะถูกกลืนเขากับกระแสนิยมโดยที่เราไม่รู้ตัว นั่นไม่ได้หมายความว่าถ้าผ้าไหมจะ Blend in กับชีวิตประจำวัน ทุกคนต้องหันมาใส่ผ้าไหมทั้งตัวนะ แต่เราเลือกใส่ได้ ใส่เข็มขัด ต่างหู หรือจะเอาผ้าไหมไปผสมกับสูท กับเสื้อปกติก็ได้ เดี๋ยวเราก็จะค่อยๆ ซึมซับมันเข้าไปในชีวิตประจำวันเอง

“ตั้งแต่อยู่ Vogue มา ทุกปีเราจะเห็นดีไซเนอร์หน้าใหม่เรื่อยๆ ทุกครั้งที่เราพูดถึงผ้าไหมไทยหรือเวลาเราพาเด็กๆ ไปลงชุมชน กลับมาทุกคนจะหลงเสน่ห์ไหมไทยกันหมด เขาจะค่อยๆ หันมาดัดแปลง หยิบผ้าไหมมาใช้ในชีวิตประจำวัน มาทำเป็นขลิบที่แขนเสื้อ ทำปกเสื้อ สิ่งนี่แหละที่ทำให้เราเชื่อว่าเราเดินมาถูกทางแล้ว” ฟอร์ดทิ้งท้าย

เทรนด์บุ๊กผ้าไทย SPRING/SUMMER 2022 คู่มือแฟชั่นที่แปลงหัตถศิลป์พื้นบ้านเข้าตลาดแฟชั่นโลก

Writer

เอม มฤคทัต

นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ที่อยากจะลองทำงานเขียน หลงรักทุกอย่างที่เป็นสีพีชและภาพยนตร์จิบลิ มีความสามารถพิเศษในการกินข้าววันละ 5 มื้อ

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในช่วงหลายปีมานี้ หลายธุรกิจเล็กใหญ่หันมาให้ความสำคัญกับผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในขณะที่เซ็นทรัลพัฒนาได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาโดยตลอด และนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานและพัฒนาทุก ๆ โครงการเรื่อยมา

“เราอยากมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้คน ชุมชน และสังคมที่เราอยู่” คุณโอ-ชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล กรรมการบริหารและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจและโครงการ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) บอกทันทีที่บทสนทนาเริ่มต้น ทำให้รู้ว่าการปรับแบรนด์ดิ้งขององค์กร บนแนวคิด Imagining better futures for all ไม่ได้แค่เพียงเปลี่ยน Identity ใหม่ให้สะดุดตาและเข้าถึงท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น แต่ตอกย้ำหัวใจสำคัญในการทำธุรกิจที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยตลอด 40 ปี นับแต่วันแรกที่ คุณสัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ ตั้งใจจะทำศูนย์การค้าที่ดีที่สุดในประเทศไทยเพื่อคนไทย

“ลูกค้า คู่ค้า พนักงาน และคนไทยทุกคน คือสิ่งสำคัญมาตั้งแต่วันแรก” และเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานหรือริเริ่มโครงการใหม่ทุกครั้ง เพราะเชื่อว่าคุณภาพชีวิต คือจุดเริ่มต้นของการพัฒนา หากผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น ชุมชนจะดีขึ้น เมืองจะดีขึ้น และประเทศก็จะดีขึ้น

PURPOSE

ย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีก่อน บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ได้พัฒนาโครงการแบบครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย คือ เซ็นทรัล ลาดพร้าว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของรูปแบบศูนย์การค้าที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน

เวลาล่วงเลยไป 40 ปี นอกจากศูนย์การค้าเซ็นทรัล ที่อยู่ในใจคนไทยแล้ว เซ็นทรัลพัฒนายังขยายเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือกลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยมีศูนย์การค้าเป็นธุรกิจหลัก 37 แห่ง รวมถึงโครงการที่อยู่อาศัย 22 แห่ง โรงแรม 2 แห่ง และออฟฟิศชั้นนำอีก 10 แห่ง

“บริษัทเรายึดมั่นและดำเนินการในเจตนารมณ์ที่ชัดเจนและแน่วแน่มาโดยตลอด ที่จะทำให้มาตรฐานคุณภาพชีวิตให้คนและชุมชน รวมทั้งสร้างเศรษฐกิจให้ดีขึ้น เพราะสองเรื่องนี้แยกออกจากกันไม่ได้”

คุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับเซ็นทรัลพัฒนา คือ การสร้างสถานที่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าและความสัมพันธ์ ให้ผู้คนได้มาพักผ่อน พบปะกัน รวมถึงเป็นพื้นที่สำหรับส่งเสริมผู้ประกอบการทั้งระดับโลกและระดับท้องถิ่นให้เติบโตร่วมกัน สร้างอาชีพและรายได้ ปลุกสำนึกรักบ้านเกิด จ้างตำแหน่งงานที่ทำงานใกล้บ้านและชุมชนของตัวเองได้

คุณโอเล่าต่อว่า บริษัทเติบโตขึ้นทุกวัน มีธุรกิจในเครือเกิดขึ้นใหม่มากมาย มีพนักงาน ผู้ประกอบการ และร้านค้าอีกนับไม่ถ้วน แต่ยังคงยึดมั่นในจุดยืนเดิมที่ชัดเจน ด้วยเป้าหมายที่สร้างอิมแพคให้กับประเทศมากขึ้น โดยสื่อสารผ่านแคมเปญแบรนด์ดิ้งให้นักลงทุน คู่ค้า พนักงาน และลูกค้า เห็นภาพใหญ่ภาพเดียวกัน และใช้โอกาสครบรอบ 40 ปีปรับเปลี่ยน Brand Identity ของบริษัท คือ เซ็นทรัลพัฒนา รวมถึงโลโก้ของแต่ละสาขาด้วย

IDENTITY

“ผมภูมิใจที่เราตั้งใจทำสิ่งนี้มาตลอด 40 ปี”

ความยั่งยืนเป็นเรื่องที่องค์กรไม่ว่าใหญ่หรือเล็กหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป และเซ็นทรัลพัฒนาเองก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาเนิ่นนาน

“ผมว่าทุกคนสามารถมีบทบาทได้ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรใหญ่หรือเล็ก บางคนมีส่วนร่วมได้ แต่ถ้าคุณเป็นองค์กรใหญ่ ก็ควรจะสร้างอิมแพคได้มากและนาน”

Imagining better futures for all คือแนวคิดของเซ็นทรัลพัฒนาในวันนี้

อนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน คือการได้ส่งต่อโอกาสให้กับคน สร้างสถานที่ดี ๆ ให้ชุมชน ที่จะส่งผลต่อคุณภาพการใช้ของทุกชีวิตในสังคม

FOR EVERYONE

นับแต่วันแรก เซ็นทรัลพัฒนา พัฒนาพื้นที่และประสบการณ์ที่สร้างความสุขให้กับทุกความสัมพันธ์ที่มีความหมาย​และมีคุณค่า​ พร้อมกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ในการใช้ชีวิต ทำงาน พบปะ เรียนรู้ และสัมผัสประสบการณ์​แห่งความสุขร่วมกัน

“โดยการพัฒนาศูนย์การค้าของเรา เรามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความต้องการ​ของลูกค้าทุกแห่ง สามารถนำเสนอสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ผู้คนที่หลากหลาย ​รวมไปถึงการผสมผสานส่วนผสมอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ท้องถิ่น และร่วมมือร่วมใจในการพัฒนาไปพร้อมกับชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น”

หากยกตัวเลขให้เห็นภาพมากขึ้น เซ็นทรัลพัฒนามีส่วนช่วยสร้างเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจและสร้างการจ้างงานมากกว่า 150,000 ตำแหน่ง รวมถึงการให้พื้นที่ศูนย์การค้า เปิดตลาดเพื่อช่วยเหลือผู้คนอย่างต่อเนื่อง อาทิ การทำโซน Hug Thai ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งเป็นการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นจากภูมิภาคต่าง ๆ และตลาดจริงใจของโครงการเซ็นทรัลทำ (Central Tham) ซึ่งอยู่ในเครือกลุ่มเซ็นทรัล เริ่มต้นจากการช่วยเกษตรกรขายผัก ผลไม้ ส่วนหนึ่งขายในท้องถิ่น อีกส่วนกระจายไปทั่วประเทศโดยเซ็นทรัลฟู้ดรีเทล และมีช่องทางการขายที่ตั้งอยู่ในศูนย์การค้าของเซ็นทรัลพัฒนาหลายแห่งทั่วประเทศ

ภายในองค์กรยังให้ความสำคัญกับคุณค่าทางสากล ทั้งเรื่องสิทธิส่วนบุคคล ความเท่าเทียม และความแตกต่าง ถ้าสังเกตจะเห็นว่าเซ็นทรัลพัฒนามีพนักงานหลากหลาย ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเพศหรือความบกพร่องทางร่างกาย และที่ผ่านมาก็มีผู้บริหารระดับสูงหลายท่านเป็นผู้หญิง เช่นเดียวกับ คุณวัลยา จิราธิวัฒน์ ซีอีโอหญิงคนปัจจุบัน

เรื่องสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่เซ็นทรัลพัฒนาให้ความสำคัญ เหมือนที่คุณโอบอกว่า “คนเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อม ธุรกิจก็เช่นเดียวกัน เราจะเป็นแบรนด์ที่ดีได้ ก็ต่อเมื่อเราใส่ใจในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม”

เซ็นทรัลพัฒนาตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นองค์กร Mixed-use Developer รายแรกที่เข้าสู่ Net Zero Carbon Emission ให้ได้ภายในปี 2050 โดยมีแผนงานโร้ดแม็ปลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมลพิษจากธุรกิจสุทธิเป็นศูนย์ ในธุรกิจศูนย์การค้า ที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน และโรงแรมทั่วประเทศ ผ่านการลดการใช้พลังงานให้ได้ 50 เปอร์เซ็นต์ ลดการใช้ CFC และสารที่ทำลายชั้นบรรยากาศ และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดหรือ Clean Energy  ให้ได้อีก 50 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียวทั้งภายในและภายนอกโครงการให้ได้ถึง 1 ล้านต้นโดยเร็วอีกด้วย

LOGOS

หลังจากเปลี่ยนแบรนด์ให้เป็น CPN เมื่อหลายปีก่อน เซ็นทรัลพัฒนาเลือกที่จะกลับมาใช้ชื่อเต็มเป็น Central Pattana อีกครั้ง เพราะคำว่า ‘พัฒนา’ คือดีเอ็นเอที่แท้จริงของธุรกิจ

นอกจากนี้ ยังนำเลขไทยมาใช้เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของภาษา แสดงถึง Local Spirit ได้ดี

ถ้าก่อนหน้านี้ผู้อ่านได้เห็นข่าวเปิดตัวโลโก้ใหม่ของทุกทั่วประเทศ และเปลี่ยนชื่อจากเดิมที่เคยต่อท้ายด้วยคำว่า ‘พลาซา’ หรือ ‘เฟสติวัล’ ให้เป็นชื่อเรียกตามที่คนในชุมชนเรียกกัน อย่างเซ็นทรัลเชียงใหม่ เซ็นทรัล อุบล หรือเซ็นทรัล นครศรี

การรีแบรนด์เซ็นทรัลพัฒนาที่ตั้งใจเข้าถึงชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างอนาคตที่ดีขึ้น

“เพราะเราเชื่อเรื่อง Customer Champions เรายกให้ลูกค้าเป็นหัวใจในการทำงาน ในการพัฒนาโครงการอะไรก็ตาม เราจะเริ่มต้นที่ลูกค้าเสมอ

“แม้แต่โลโก้ของแต่ละสาขา ก็มาจากแนวคิดที่แสดงอัตลักษณ์และความภูมิใจของท้องถิ่น นำมาผสมกับความเรียบและโมเดิร์น เราอยากให้คนท้องที่ภูมิใจกับเมืองของเขา”

โฉมใหม่ของโลโก้นี้เป็นฝีมือระดับอินเตอร์และเป็น Exclusive Collaboration ระหว่างเซ็นทรัลพัฒนา และ North สตูดิโอออกแบบจากสหราชอาณาจักร โกลบอลเอเจนซี่ระดับโลก นำทีมโดย Jeremy Coysten ผู้ทำงานกับเซ็นทรัลพัฒนามากว่าสิบปีแล้ว

แนวคิดในการออกแบบคือ Central + Location เป็นการทำให้ Central เข้าไปผสมผสานในทุก ๆ ท้องถิ่น ด้วยแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรม ภูมิทัศน์ และประวัติศาสตร์อันยาวนานของแต่ละท้องถิ่น มาร้อยเรียงเป็นโลโก้ใหม่ อาทิ

เซ็นทรัล อยุธยา ใช้รูปทรงของเจดีย์มาวาดลวดลาย

เซ็นทรัล เชียงใหม่ เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต และเซ็นทรัล เชียงราย นำภูมิทัศน์ของไร่นา เส้นโค้งของไร่ชาบนภูเขาทางภาคเหนือมาเป็นแรงบันดาลใจ

การตีความลวดลายของเครื่องปั้นดินเผาและอักษรโบราณให้ออกมาเป็นโลโก้ของสาขาภาคอีสาน อย่างเซ็นทรัล อุดร และเซ็นทรัล ขอนแก่น

หรือสาขาล่าสุดเซ็นทรัล จันทบุรี ที่ออกแบบจากอัตลักษณ์อันโดดเด่นของจันทบุรี ชุมชนริมน้ำจันทบูร และลวดลายของเสื่อกกจันทบูร เป็นต้น

การรีแบรนด์ในวาระครบรอบ 40 ปีเซ็นทรัลพัฒนา ด้วยเป้าหมายเพื่อเข้าถึงชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างอนาคตที่ดีขึ้น

เจเรมี่เล่าว่า ความท้าทายของโครงการนี้คือการแตกแขนงแบรนดิ้งจากเดิมที่มีแค่ ‘พลาซา’ และ ‘เฟสติวัล’ ไปเป็นมากกว่า 30 แบรนด์ โดยแต่ละสาขาต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเอง ในเวลาเดียวกันก็ต้องเป็นหนึ่งเดียวกับสาขาอื่น ๆ ด้วย

Imagining better futures for all

หลายธุรกิจรีแบรนด์เพื่อตอบรับลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ ขณะที่แนวคิดของเซ็นทรัลพัฒนามีความตั้งใจอยู่แล้วว่า for All นั้นหมายถึง จะไม่ทิ้งคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไว้ข้างหลัง

จากการวิจัยพบว่าแบรนด์ที่มีเจตจำนงและคาแรกเตอร์ชัดเจนจะเติบโตขึ้น 2 เท่า และ 90 เปอร์เซ็นต์ของคนกลุ่มมิลเลนเนียลมีแนวโน้มจะเลือกบริโภคธุรกิจที่มีบรรษัทภิบาลที่ดี มองธุรกิจมากกว่าผลกำไร แต่ต้องการสร้างคุณค่าให้ตัวเอง ผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมโลก

“เรายังทำเพื่อทุก Stakeholder พอเป็นองค์กรใหญ่ก็มีผู้เกี่ยวข้องเยอะ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า ผู้เช่า ผู้ประกอบการ พนักงาน แล้วอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ก็ต้องมีนักลงทุนด้วย ดังนั้น Sense of Purpose ของเรายังเป็นสำหรับคนทุกกลุ่ม แต่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับจุดยืนของธุรกิจต่าง ๆ มาก จุดยืนขององค์กรคืออะไร ตรงกับจุดยืนของเขาไหม เวลาเขาเลือกองค์กรที่จะเข้าไปทำงาน ก็จะมีความคิดความอ่านที่ลึกขึ้น

“แต่ไม่ใช่แค่คนที่จะเข้ามาร่วมงานกับเราและอยากสร้างอิมแพคให้กับสังคม เราหวังว่าลูกค้า ผู้เช่า เขาจะเห็นความตั้งใจ เข้าใจ และอยากเข้ามามีส่วนร่วมเช่นกัน โดยหวังว่าจะทำให้ Loyalty ที่เหนียวแน่น เป็น Ecosystem ครบถ้วนยิ่งขึ้น”

ในขวบปีที่ 40 เซ็นทรัลพัฒนายังคงตั้งใจสร้างอิมแพคครั้งใหญ่ และมีแผนขยายไปในอีก 30 จังหวัดทั่วประเทศ แต่สังคมอาจจะไม่เปลี่ยนแปลงได้ด้วยมือของใครคนใดคนหนึ่ง เหมือนที่คุณโอทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “สุดท้าย เราต้อง ‘ร่วมแรง ร่วมใจ’ สร้างคุณค่าและมูลค่าให้กับสังคมและเศรษฐกิจไปด้วยกันกับทุกคน”

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load