หากลองจินตนาการถึงการเดินเข้าป่า คุณนึกถึงอะไรบ้าง

สำหรับผมคงเป็นภาพคนแบกกระเป๋าใบใหญ่ แต่งกายทะมัดทะแมง สวมหมวกปีกกว้าง รองเท้าหุ้มข้ออย่างดี มีบรรยากาศของป่าดงดิบ อุดมด้วยสัตว์น้อยใหญ่ที่มาพร้อมความสวยงามและพิษร้ายเป็นฉากหลัง ไหนจะแมลงตัวจ้อยที่ซ่อนตัวตามซอกหิน สายตาสอดส่องระวังภัย หูคอยระแวดระวังฟังเสียงแหล่งน้ำ ฟังดูตื่นเต้นและน่ากลัวในคราวเดียว

Jocho Sippawat, โจโฉ หนุ่มม้งที่ทำช่อง YouTube ด้วยแมลงและความกลัว เพื่อให้คนเข้าใจธรรมชาติและสัตวป์า

สำหรับ โจโฉ-ทรงธรรม สิปปวัฒน์ ยูทูเบอร์ชาติพันธุ์ม้งที่ตั้งใจทำแชนเนล Jocho Sippawat เพื่อลบภาพจำอันโหดร้ายที่คนมักมีต่อป่าและสัตว์ป่า ด้วยการนำเสนอวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งในบ้านเกิด ผ่านการทำคลิปวิดีโอเดินป่า เยี่ยมชมบ้านของสัตว์ตัวน้อยที่เรามองว่าอันตรายและมีพิษสง เปิดโลกอาหารด้วยผลไม้ป่าและสารพัดเมนูสุดว้าว ตลอดจนการดำรงชีวิตและการเอาตัวรอดเมื่อต้องอาศัยอยู่ในป่า แถมมีคนคลิกชมวิดีโอของเขากว่า 93 ล้านครั้งภายในระยะเวลาเพียง 1 ปีเศษ และใครจะเชื่อว่าเรื่องราวทั้งหมดเกิดจาก ‘แมลง’ และ ‘ความกลัว’ ของเขาทั้งสิ้น

*บทความนี้มีภาพสัตว์และแมลงหลายชนิด*

หนุ่มผู้เติบโตท่ามกลางธรรมชาติ

Jocho Sippawat, โจโฉ หนุ่มม้งที่ทำช่อง YouTube ด้วยแมลงและความกลัว เพื่อให้คนเข้าใจธรรมชาติและสัตวป์า

หลายคนอาจคิดว่าโจโฉเรียนจบด้านระบบนิเวศหรือกีฏวิทยา ผมประหลาดใจเมื่อเขาตอบกลับว่า เรียนจบวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา จังหวัดตาก และเก็บเกี่ยววิชาชีวิตจากป่าและธรรมชาติในพื้นที่ที่เขาเติบโต

“ตอนเด็กผมยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ผมเรียนคณิตเก่งมาก มีคนบอกว่าถ้าเราเรียนคณิตดี เราควรเรียนวิศวะ เงินเดือนสูงนะ อนาคตเราจะดี ครอบครัวเลยส่งเสริมให้ผมเรียนด้านนี้ แต่ผมมารู้ทีหลังว่าผมไม่ชอบคณิตเลย

“ผมชอบเดินป่า สมัยมอต้นผมเข้าป่าตลอด เป็นคนชอบธรรมชาติ จนเรียนมหาลัยก็คลุกคลีกับสัตว์ ศึกษาเกี่ยวกับสัตว์มากขึ้น ช่วงที่ผมเรียนวิศวะ ผมเป็นนักสำรวจแมลง สำรวจสัตว์สายพันธุ์ใหม่ และรับงานพานักท่องเที่ยวเดินป่า 

“ตอนนั้นเป็นจุดเปลี่ยนเลย ผมมีความสุขกับการเข้าป่า ผมมีความตั้งใจว่าจะเรียนแค่ให้จบ แต่งานที่ผมจะทำต้องเกี่ยวกับธรรมชาติ เกี่ยวกับป่า เกี่ยวกับแมลง มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่คนทั่วไปไม่ได้สนใจเท่าไหร่” เขาเล่าเจือเสียงหัวเราะ

หนุ่มที่มาพร้อมผมฟูอันเป็นเอกลักษณ์เริ่มศึกษาเรื่องสัตว์ป่า แมลง และธรรมชาติอย่างจริงจัง ทั้งหาหนังสือมาอ่านกองเท่าภูเขา แถมโชคดีมากที่เขามีป่าให้เดินสำรวจถึงหน้าบ้าน โจโฉได้เห็น ได้สัมผัส จนสะสมวิชาติดตัวมากมาย

Jocho Sippawat, โจโฉ หนุ่มม้งที่ทำช่อง YouTube ด้วยแมลงและความกลัว เพื่อให้คนเข้าใจธรรมชาติและสัตวป์า

“ผมอยู่กับป่ามาทั้งชีวิต อยู่กับสัตว์และแมลงมาตลอด ตอนเด็กผมไม่มีความรู้เรื่องแมลงเลย จนเรียนในเมือง ได้อ่านหนังสือมากขึ้น ถึงได้รู้ว่าคำสอนของคนเฒ่าคนแก่บนดอยกับหนังสือวิชาการมันไม่ตรงกัน” เขาตั้งคำถาม

โจโฉเล่าเรื่องที่คนเฒ่าคนแก่ว่ากันว่าให้ผมฝัง ส่วนใหญ่มักไม่เป็นความจริง แต่กลับสะท้อนความเชื่อของชาติพันธุ์ม้งที่ส่งผลต่อวิถีชีวิตและการอยู่ร่วมกันกับป่า อย่างงูแสงอาทิตย์ ว่ากันว่าถ้าโดนกัดจะเสียชีวิตทันทีเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะนักวิชาการทำวิจัยมาแล้วว่างูแสงอาทิตย์ไม่มีพิษ แต่สาเหตุการเสียชีวิตอาจเกิดจากบาดแผลติดเชื้อ

“ตุ๊กแกกัดไม่ปล่อยจริงหรือเปล่า” ผมถาม

“สัตว์ตระกูลตุ๊กแก กิ้งก่า เวลากัดแล้วเราบีบหรือจับตัวเขา เขาจะกัดไม่ปล่อย ยิ่งเราตกใจ เขายิ่งกัดแรง ถ้าเราปล่อยตัวเขา เขาจะปล่อยเราและวิ่งหนีไปเอง แต่เขาจะวิ่งก็ต่อเมื่อขามีสิ่งยึดเกาะ สมมติตุ๊กแกกัดนิ้วเรา แล้วเราปล่อยให้เขาห้อยโตงเตง เขาจะไม่ปล่อย เพราะเขารู้สึกว่าเรายังทำร้ายเขาอยู่ ส่วนตุ๊กแกกัดแล้วรอฟ้าร้องถึงจะปล่อย อันนี้ก็ไม่จริง

Jocho Sippawat, โจโฉ หนุ่มม้งที่ทำช่อง YouTube ด้วยแมลงและความกลัว เพื่อให้คนเข้าใจธรรมชาติและสัตวป์า

“เราต้องศึกษาก่อนว่าสัตว์ทำอะไรได้บ้าง พฤติกรรมเขาเป็นยังไง อย่างกิ้งกือกัดคน มันกัดผิวหนังของเราไม่เข้า แต่คนกลัวไปก่อนแล้วโดยที่เขาไม่ได้ศึกษาว่ามันกัดได้จริงหรือเปล่า” เขายิ้มก่อนจะเสริมว่า “ผมชอบอ่านหนังสือมากเลยนะ เวลาอ่านแล้วข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง ผมจะรู้สึกหงุดหงิด ถ้าคนไม่มีประสบการณ์ด้านนี้เขามาอ่านผมว่าเขาต้องเชื่อแน่นอน ผมเลยรู้สึกว่าถ้าผมได้ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ได้สัมผัสพวกเขาโดยตรง มันจะทำให้ผมกลายเป็นคนรู้จริง” โจโฉอธิบาย

ความรู้จริงของเขาเริ่มกลายมาเป็นเรื่องราวที่ถ่ายทอดบน YouTube ราวปีก่อน เมื่อตอนที่เขาลองพกกล้องเข้าป่าและลองถ่ายทำอย่างง่ายด้วยตนเอง ด้วยความตั้งใจเล็กจิ๋วที่อยากให้คนรู้จักสัตว์มากขึ้น และเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงว่ายังมีชายหนุ่มที่อินเรื่องธรรมชาติอย่างเขาพร้อมที่จะพาคนอินเรื่องเดียวกันเดินเข้าป่าไปสำรวจโลกของสัตว์ แมลง และพันธุ์พืช

“ความตั้งใจแรกที่สร้างช่องขึ้นมาผมอยากพูดเกี่ยวกับธรรมชาติ สัตว์ และแมลงมีพิษ ให้คนเข้าใจเรื่องสัตว์มีพิษมากขึ้น เพราะบางทีสัตว์ที่คนเกลียดหรือกลัว มีทั้งเป็นอันตรายและไม่เป็นอันตราย ผมอยากสร้างการรับรู้เรื่องพวกนี้”

Jocho Sippawat, โจโฉ หนุ่มม้งที่ทำช่อง YouTube ด้วยแมลงและความกลัว เพื่อให้คนเข้าใจธรรมชาติและสัตวป์า

ป่าคือทั้งชีวิต

ก่อนจะสนทนากัน โจโฉบอกว่าเขาเพิ่งเดินกลับออกมาจากป่า ผมเลยถือโอกาสถามถึงวิธีการเก็บเกี่ยวเรื่องราวน่าตื่นเต้นที่เขาพบเจอระหว่างทาง และนำออกมาถ่ายทอดเป็นคอนเทนต์สุดเร้าใจที่ทำเอาหลายคนกดกระดิ่งรอติดตาม

“ปกติผมเดินดุ่มเข้าป่าไปเลย ดูว่ามีอะไรน่าสนใจบ้างแล้วค่อยถ่ายกันหน้างาน ไม่มีการวางแผนล่วงหน้าว่าจะถ่ายอะไร แบบนี้มันดูเป็นชีวิตจริงมากกว่า เพราะป่าไม่มีอะไรที่ผมคาดเดาได้ ผมเลยอยากถ่ายทอดชีวิตแบบนั้นออกไป”

โจโฉไม่เพียงรู้เกี่ยวกับป่าที่อยู่ละแวกบ้านตัวเองเท่านั้น แต่ยังรู้ถึงพื้นที่ป่าในภูมิภาคอื่นของประเทศไทยด้วย

Jocho Sippawat, โจโฉ หนุ่มม้งที่ทำช่อง YouTube ด้วยแมลงและความกลัว เพื่อให้คนเข้าใจธรรมชาติและสัตวป์า

“แถวบ้านผมเป็นป่าดิบเขา ป่าภาคใต้เป็นป่าร้อนชื้นและป่าดิบฝน ภาคเหนือเป็นป่าเบญจพรรณและป่าดิบเขา อย่างภาคอีสานจะเป็นป่าเต็งรัง เป็นป่าที่อากาศค่อนข้างร้อน เฉพาะในประเทศไทยก็มีหลายสภาพป่า ต้นไม้และสัตว์ที่เจอก็น่าสนใจแตกต่างกัน เพราะมันต้องใช้ชีวิตและมีวิวัฒนาการให้อยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้นแตกต่างกันตามไปด้วย”

“ถ้าหลงป่าควรทำอะไรเป็นอันดับแรก” ผมโยนคำถามลงกลางป่า

Jocho Sippawat, โจโฉ หนุ่มม้งที่ทำช่อง YouTube ด้วยแมลงและความกลัว เพื่อให้คนเข้าใจธรรมชาติและสัตวป์า
Jocho Sippawat, โจโฉ หนุ่มม้งที่ทำช่อง YouTube ด้วยแมลงและความกลัว เพื่อให้คนเข้าใจธรรมชาติและสัตวป์า

“ต้องหาแหล่งน้ำ การหาแหล่งน้ำในป่าประเทศไทยไม่ใช่ปัญหาเลยครับ หาง่ายมาก มีเกือบทุกสภาพพื้นที่ป่า ส่วนอาหารไม่น่ากังวลสักเท่าไหร่ เพราะต้นพืชที่ขึ้นในไทยกินได้เยอะมาก แต่เรื่องควรระวังคือสัตว์และแมลง ยิ่งเจอสัตว์ใหญ่จะยิ่งเป็นอันตรายกับชีวิตเรามาก ผมมองว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการเข้าป่าคือไฟ ควันไฟจะไล่สัตว์ใหญ่ได้ ส่วนสัตว์ตัวเล็กเราแค่เคลียร์พื้นที่ให้โล่ง อย่างงูถ้าเจอที่โล่งเขาจะเลี้ยวกลับทันที อีกอย่างอย่าเดินมั่ว จะยิ่งหลง ควรปักหลักอยู่ที่เดิม

“คนเราอยู่ได้ประมาณหนึ่งอาทิตย์โดยไม่กินอะไร ผมคิดว่าหนึ่งอาทิตย์ก็น่าจะมีคนตามหาเราแล้ว” 

คำตอบสุดท้ายของโจโฉช่างจริงใจและเรียกเสียงหัวเราะให้ผมได้มากโข

Jocho Sippawat, โจโฉ หนุ่มม้งที่ทำช่อง YouTube ด้วยแมลงและความกลัว เพื่อให้คนเข้าใจธรรมชาติและสัตวป์า

ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

เด็กหนุ่มชาวม้งที่อยู่กับป่ามาทั้งชีวิตเลือกเดินตามเส้นทางที่เขาเลือกเอง

วันที่ตัดสินใจเดินเข้าป่าเพื่อท่องโลกของสัตว์และแมลง เขาเผชิญกับ ‘ความกลัว’ 

“ผมกลัวงู กลัวตะขาบ กลัวมาก มีคนเคยบอกผมว่างูเป็นสัตว์น่ารัก ตอนนั้นผมฟังไม่ขึ้น”

“แล้วอะไรทำให้คุณเลิกกลัวสัตว์พวกนี้” ผมสงสัย

“เลี้ยงครับ” เขาตอบทันที

Jocho Sippawat, โจโฉ หนุ่มม้งที่ทำช่อง YouTube ด้วยแมลงและความกลัว เพื่อให้คนเข้าใจธรรมชาติและสัตวป์า
Jocho Sippawat, โจโฉ หนุ่มม้งที่ทำช่อง YouTube ด้วยแมลงและความกลัว เพื่อให้คนเข้าใจธรรมชาติและสัตวป์า

“ผมพูดความจริงนะ กลัวงูเราต้องเลี้ยงงู กลัวแมงมุมต้องเลี้ยงแมงมุม เมื่อไหร่ที่เลี้ยงอะไรสักอย่างเราจะเกิดความผูกพัน ความผูกพันจะทำให้เรารักสัตว์ตัวนั้น จากเลี้ยงหนึ่งตัวมันจะเพิ่มเป็นสิบ เป็นร้อย ผมเลี้ยงจะหลักพันแล้ว

“ผมเริ่มจากเลี้ยงงู เลี้ยงแมงมุม พอรู้สึกว่าไม่ค่อยตื่นเต้นก็เขยิบมาเลี้ยงงูพิษ พอเลี้ยงก็รู้สึกว่าพวกมันไม่น่ากลัวอย่างที่คิด เป็นสัตว์ที่น่ารักมาก ไม่ได้อยากจะทำร้ายคน แต่สาเหตุที่มันกัดเป็นแค่การป้องกันตัว ไม่ใช่ว่าเห็นคนเดินมา ก็ลองกัดเล่นสักหน่อย งูไม่ได้จ้องจะกัดหรือวางแผนเลื้อยดักหน้าเพื่อจะฉกเรา พวกมันแค่ใช้ชีวิตตามสัญชาติญาณ” โจโฉอธิบาย

จุดมุ่งหมายของโจโฉไม่ใช่การทำช่องเพื่อแสวงรายได้หรือชื่อเสียง เขาไม่สนใจว่าคนจะดูมากหรือน้อย 

หลังจากปล่อยคลิปวิดีโอแรก ‘กิ้งกือตะเข็บ’ แทบไม่มีคนกดดูเลยด้วยซ้ำ แต่ยูทูเบอร์คนนี้ยังทำคลิปออกมาอย่างไม่ขาดสาย โดยมีเพียงเป้าหมายเดียวคืออยากให้คนเข้าใจสัตว์มากขึ้น แม้หน้าตาจะดูไม่เป็นมิตรแต่ไม่ได้พ่วงพิษเสมอไป

ที่สำคัญ เขาไม่อยากให้คนทำร้ายสัตว์พวกนั้นเพียงเพราะความกลัวและคิดว่าเป็นสัตว์มีพิษ โจโฉเลยแถมวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อถูกสัตว์น้อยใหญ่กัดหมับเข้าให้ เป็นคู่มือเอาตัวรอดฉบับพกพาที่เขาแจกจ่ายให้กับทุกคน

“ผมโดนสัตว์กัดเป็นว่าเล่น มากกว่าสามสิบ สี่สิบครั้ง อย่างตะขาบหรือแมงป่องในไทย ถ้าเป็นคนที่มีภูมิคุ้มกันดีอยู่แล้ว เวลาโดนกัดจะแค่ปวด แต่ไม่ถึงขั้นเสียชีวิต ยกเว้นคนที่มีโรคประจำตัว ถ้าเจอสายพันธุ์ที่พิษค่อนข้างแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ส่วนผมเจอแต่งูที่มีพิษอ่อน ไม่ได้เจอพวกงูเห่าหรืองูจงอาง ผมก็ยังไม่เคยโดนมันกัดและหวังว่าจะไม่ถูกกัดด้วย

Jocho Sippawat, โจโฉ หนุ่มม้งที่ทำช่อง YouTube ด้วยแมลงและความกลัว เพื่อให้คนเข้าใจธรรมชาติและสัตวป์า

“ถ้ารู้จักพฤติกรรมของเขา รู้ว่ามีพิษหรือเปล่า ทำอันตรายเราได้มากน้อยแค่ไหน เราก็อยู่ร่วมกับเขาได้นะ”

ที่ผ่านมา โจโฉทำคอนเทนต์เกี่ยวกับการเอาตัวรอดในป่า พืช-ผลไม้ป่า แถมด้วยเมนูอาหารสุดว้าวที่ไม่เคยธรรมดา อย่างต้มแซ่บหมูป่าหมักพิษงูเห่าบวกพิษงูเขียวหางไหม้ (มีคนกดชิมความอร่อยถึง 1.4 ล้านครั้ง) บางครั้งเขาก็ใช้พิษของตะขาบ แมงป่อง และแมงมุม จากนั้นก็เอาไปปรุงสุกผ่านการต้มและย่าง จะว่าไปก็ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากในการนำพิษของสัตว์มาประกอบอาหาร โจโฉทราบข้อกังวลนี้ดี เขาไม่รีรอ ปรึกษากับนักวิชาการ และได้รับคำตอบว่าไม่เป็นอันตราย 

“ชาวบ้านส่วนมากเขาเลี้ยงวัว บางคนจนมากมีวัวตัวเดียว แล้ววัวดันโดนสัตว์มีพิษกัด เขาก็ไม่กล้ากินเนื้อวัวเพราะคิดว่ายังมีพิษอยู่ วัวก็ขายเนื้อไม่ได้ เขาก็ต้องทิ้ง 

“ผมเลยทำคลิปขึ้นมาสร้างความเข้าใจว่าเนื้อส่วนนั้นยังทานได้ แต่ต้องทำให้มันถููกต้อง ต้องปรุงให้สุกก่อน เพราะพิษสัตว์มีโปรตีนเข้มข้นสูง พอสุกก็กลายเป็นโปรตีน เวลากินเข้าไปก็เป็นการเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้กับร่างกาย ถ้าไม่ปรุงสุกคุณสมบัติของพิษยังมีอยู่ มันจะเข้ากระแสเลือดและเป็นอันตรายต่อร่างกาย”

Jocho Sippawat, โจโฉ หนุ่มม้งที่ทำช่อง YouTube ด้วยแมลงและความกลัว เพื่อให้คนเข้าใจธรรมชาติและสัตวป์า

สัตว์สายพันธุ์ใหม่

หลังจากก้าวข้ามความกลัวมาได้ โจโฉเลี้ยงสัตว์โลกผู้น่ารักทั้งหมดจำนวนหลักพัน จนพัฒนากลายเป็นความสนใจ สู่นักสำรวจสัตว์และแมลงสายพันธุ์ใหม่ ทำให้นักวิชาการหลายคนถึงกับขอตัวอย่างจากโจโฉเพื่อศึกษาพันธุ์ของแมลง

“ป่าแถวบ้านผมเจอสัตว์สายพันธุ์ใหม่หลายชนิด บางตัวค้นพบแล้วแต่ยังถือว่าเป็นสัตว์แปลกอยู่สำหรับคนที่ไม่เคยเห็น อย่างแมงมุมโบราณก้นตัด กิ้งก่าบินที่ร่อนตัวเองได้ ตุ๊กแกบินได้ ตุ๊กแกหางเฟิร์น มีตะขาบที่เขาว่าสูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อหกสิบปีก่อน แต่ผมกลับมาเจอมันอีกครั้ง มีจิ้งเหลนที่ไม่มีขา มีทารันทูร่าที่อยู่บนต้นไม้ ทั้งหมดถือเป็นสัตว์หายาก”

Jocho Sippawat, โจโฉ หนุ่มม้งที่ทำช่อง YouTube ด้วยแมลงและความกลัว เพื่อให้คนเข้าใจธรรมชาติและสัตวป์า

เมื่อใดก็ตามที่เดินเข้าป่าแล้วโจโฉบังเอิญเจอสัตว์หน้าตาแปลกประหลาดที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน เขาจะเก็บกลับบ้านและสันนิษฐานว่าเป็นสัตว์สายพันธุ์ใหม่ พร้อมโพสต์ลงกลุ่มเฟซบุ๊กที่รวมผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการเพื่อตามหาคำตอบ จนทำให้เกิดการขอตัวอย่างสัตว์ตัวน้อย พันธุ์พืช และผลไม้ป่า เพื่อศึกษาต่อและเก็บสะสมเป็นคลังความรู้สำหรับคนที่สนใจ

โจโฉไม่ได้มองว่าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญเมื่อเทียบกับนักวิชาการตัวจริง เขาเป็นเพียงแต่ผู้ที่สนใจและศึกษาเรื่องราวของสัตว์เหล่านั้นพอเป็นพื้นฐานและนำเสนอให้คนหันมาเพิ่มความสำคัญกับสัตว์มากขึ้น เอาตัวรอดได้เมื่อต้องเผชิญหน้ากัน

Jocho Sippawat, โจโฉ หนุ่มม้งที่ทำช่อง YouTube ด้วยแมลงและความกลัว เพื่อให้คนเข้าใจธรรมชาติและสัตวป์า

อยากให้ธรรมชาติอยู่กับเราไปนานๆ

Jocho Sippawat, โจโฉ หนุ่มม้งที่ทำช่อง YouTube ด้วยแมลงและความกลัว เพื่อให้คนเข้าใจธรรมชาติและสัตวป์า

จากความกลัวกลายเป็นความหลงใหล แชนเนล Jocho Sippawat มีคนติดตามมากกว่า 1 ล้านคนและขยายขอบเขตเนื้อหามากกว่าการเดินเข้าป่า เป็นการเดินสำรวจถ้ำ ย่ำชายหาดและล่องเรือออกท้องทะเล สนุกมาก!

“ผมอยากทำเกี่ยวกับสภาพป่า บนเกาะ และระบบนิเวศ ให้มันครอบคลุมทั้งหมดเลยครับ เน้นประเทศไทยเป็นหลัก อนาคตผมฝันอยากมีบริษัทเล็กๆ ของตัวเอง เปิดอบรมให้เด็กเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติ ให้เขารู้จักรักษาธรรมชาติ 

“ผมอยากให้ธรรมชาติอยู่กับเราไปนานๆ ถึงตอนนั้นบริษัทจะเจ๊งก็ไม่เป็นไรครับ” เขายังรักษาระดับอารมณ์ขัน

การลุกขึ้นมาทำแชนเนลของโจโฉได้เปลี่ยนความกลัวเป็นความเข้าใจ

“ผมบอกเลยนะครับ การทำ YouTube ไม่ได้สนุกเท่าไหร่ มันเหนื่อยครับ แต่ผมทำเพราะอยากให้ทุกคนเห็นและเข้าใจธรรมชาติและวิถีชีวิตของเรากับสัตว์มากขึ้น บางคนอาจบอกผมว่าบ้าไปแล้ว ที่เรียนจบแล้วแบกเป้มาใช้ชีวิตในป่า”

หลังจบประโยคลูกบ้าของเขา ผมและโจโฉก็หัวเราะครืน

Jocho Sippawat, โจโฉ หนุ่มม้งที่ทำช่อง YouTube ด้วยแมลงและความกลัว เพื่อให้คนเข้าใจธรรมชาติและสัตวป์า

ภาพ : Jocho Sippawat

Writer

ภูมิ เพชรโสภณสกุล

อดีตนักศึกษาเอกปรัชญา นักหัดถ่าย นักหัดเขียน เป็นทาสแมว ที่ใฝ่ฝันจะเป็นนักดนตรี

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

แฟนเธอประหลาดมาก บ่นเรื่องประเทศไทยประเทศญี่ปุ่นอย่างโน้นอย่างนี้ ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ” 

คำพูดติดตลกของเพื่อนเป็นจุดเปิดสวิตช์ให้ อายากะ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบการเขียนการ์ตูน คว้าปากกามาวาดการ์ตูนร่วมกับแฟนหนุ่มชาวไทยอย่าง ซัน-ประเสริฐ ประเสริฐวิทยาการ บนเพจเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ชื่อ อายากะซังกับซันคุง《タイ人パクチー食べないから》จนเป็นที่รู้จักมากขึ้นในหมู่นักอ่านญี่ปุ่นและนักอ่านไทย

อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》เพจเฟซบุ๊กเล่าเรื่องราววัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ฉบับภาษาไทยที่หาไม่ได้ในหนังสือเดินทาง จากสองคู่รักผู้มอบเสียงหัวเราะผ่านตัวละคร ‘อายากะซัง’ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบภูติญี่ปุ่นกับการวาดภาพแมว และ ‘ซันคุง’ แฟนหนุ่มชาวไทยนักออกแบบเกมที่ได้แต่งงานใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นมาสิบกว่าปี 

ความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่สร้างข้อขัดข้องใจไปพร้อมกับบทสนทนาชวนหัวเราะ เต็มไปด้วยเกร็ดความรู้แฝงอยู่ในการ์ตูนทุกตอน เรายกหูต่อสายข้ามน้ำข้ามทะเลถึงแดนอาทิตย์อุทัย เพื่อพูดคุยกับนักวาดมังงะ ผู้อยากถ่ายทอดเรื่องราวความไทย ๆ และความเป็นนิฮงจิน (คนญี่ปุ่น) ให้ทุกคนได้ลองมาสัมผัสความสนุกไปด้วยกัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 1 จุดเริ่มต้นที่แปลก

“เราเจอกันเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ผมมาเรียนต่อโทที่ญี่ปุ่นและได้เข้าชมรมร้องประสานเสียง ผมเข้ามาเป็นรุ่นพี่เขา 1 ปี เราเจอกันและร้องเพลงด้วยกันในวงคอรัสตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับการวาดรูปเลย”

ซันหัวเราะก่อนจะหันไปคุยกับแฟนสาวที่นั่งข้างกันด้วยภาษาญี่ปุ่นแล้วเล่าต่อ

“สมัยก่อนอายากะทำงานประจำ แต่เขาอยากเขียนการ์ตูน เลยตัดสินใจลาออกจากงานแล้วมาเขียนการ์ตูนเป็นหลัก ตอนแรกรับวาดภาพเหมือนก่อน แล้วก็วาดการ์ตูนเกี่ยวกับแมวเพราะเขาชอบแมวมาก แต่ตลาดการแข่งขันของแมวที่ญี่ปุ่นสูงมาก”

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยแมวและคนรักแมว เป็นที่รู้กันดีว่าญี่ปุ่นแมวเยอะเสียจนมีเกาะแมวอยู่หลายแห่งอย่างเกาะทาชิโระจิมะ เกาะอาโอชิมะหรือเกาะเอโนะชิมะ ความนิยมแมวของคนที่นี่มีสูงมาก การวาดภาพให้แมวมีความเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครจึงเป็นเรื่องยาก

แต่เพราะพลังของเพื่อนที่ช่วยจุดประกายจากสิ่งใกล้ตัว ทำให้เกิดการ์ตูนเรื่องนี้ขึ้นจนได้

“ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ แฟนเธอประหลาดพอแล้ว ไม่ซ้ำกับคนอื่นด้วย” 

แม้จะเป็นคำพูดชวนขำของเพื่อน แต่ทั้งคู่ก็มานั่งไตร่ตรองกันจริงจัง ซันเป็นคนชอบเล่าและบ่นเกี่ยวกับประเทศไทยอยู่แล้ว ชอบพูดถึงเกร็ดความรู้ออกมาโดยธรรมชาติ ถ้านำสิ่งที่ซันเล่ามาเขียนเป็นการ์ตูนคงเล่าได้เยอะ แถมยังยูนีกไม่ซ้ำใคร จุดเริ่มต้นแสนประหลาดที่อยากแชร์ความแปลกใหม่จึงเริ่มจากตรงนี้

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 2 ยากแท้จริงหนอการวาดมังงะ

การเริ่มต้นตรงนั้น อายากะเปิดเพจบนทวิตเตอร์เพื่อเล่าเรื่องราวของเธอและซันเป็นภาษาญี่ปุ่นก่อน ในชื่อ アヤカシ (@ayakashidesuyo) ล่าสุดเขียนได้ถึงตอนที่ 50 แล้ว ส่วนภาคภาษาไทย เป็นการทำงานร่วมกันกับซัน แฟนหนุ่มที่คอยเป็นนักแปลเรื่องราวที่อายากะเขียนให้คนไทยได้อ่านกันอย่างออกรสบนเพจเฟซบุ๊ก อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》ตอนนี้มีถึงตอนที่ 47 แล้ว ซึ่งกว่าจะออกมาเป็นแต่ละตอนไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ 

“บางตอนใช้เวลาทั้งคิดทั้งเขียน 10 นาทีเสร็จก็มี บางเรื่องที่ต่อกันยาวและข้อมูลเยอะ ต้องใช้เวลากว่า 2 สัปดาห์ เราคิดว่าข้อมูลนั้นจะนำมาเรียงลำดับยังไง การคิดว่าต้องเริ่มยังไงและจบยังไง ต้องวางช่องวางแบบไหน กี่หน้า เป็นสิ่งที่ใช้เวลานานและยากที่สุด ส่วนเรื่องการลงเส้น ไม่นานเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”

อายากะเล่าถึงเทคนิคต่อว่า การแบ่งช่องเป็นตัวช่วยและเป็นเทคนิคสำคัญที่ทำให้นักอ่านเข้าถึงอารมณ์ รวมถึงเข้าใจเนื้อเรื่องได้ดีขึ้น ถ้าการแบ่งช่องทำออกมาดี คนอ่านก็จะสนุกและอินไปกับเรื่องได้ดีขึ้น ซันเล่าให้เราฟังต่อ

“ไม่รู้ว่าเมืองไทยมีพวกศาสตร์การเขียนมังงะไหมนะ เพราะที่ญี่ปุ่นเขามีศาสตร์แบบนี้อยู่ มีเทคนิคที่เปิดเพจออกมายังไงให้มันเจออะไรใหญ่ ๆ สร้างความอิมแพค หรือจะเก็บความอิมแพคใส่ให้จบทีละหน้า อายากะต้องคิดเรื่องพวกนี้เยอะ มันเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ยาก เขาพยายามทำเรื่องพวกนี้อยู่ครับ

“ผมได้ช่วยเขาดูตรงนี้ด้วย เพราะผมทำงานเกี่ยวกับด้านนี้มา เราพยายามบอกให้เขาลดตัวหนังสือลง ทำให้คนอ่านเข้าใจง่ายที่สุด เราพยายามคุยกันแล้วแก้ บางทีเขาก็จะมาปรึกษาว่าอ่านรู้เรื่องไหม สนุกไหม เราก็จะบอกว่าตรงนี้อ่านเข้าใจยากนะ เราแก้ส่งกันกลับไปกลับมา รู้ตัวอีกทีผ่านมา 2 – 3 สัปดาห์ก็มี”

อายากะคิดและเขียน ส่วนซันเป็นคนแปลไทยพร้อมกับรอคอมเมนต์งาน ทำงานร่วมด้วยช่วยกันดีแบบนี้ เราเลยสงสัยว่าเวลาเลือกเรื่องที่จะวาด ทั้งสองคนช่วยกันเลือกยังไง

“ออกตัวก่อนการ์ตูนเรื่องนี้ ผมจะไม่ยุ่งเรื่องวิธีการคิด การเขียน และการจัดมุกของอายากะ เพราะผมอยากให้มันเป็นผลงานของเขาเอง ฉะนั้นผมแค่บ่นไปทุกวัน เขาจะจับเรื่องไหนมาเขียนก็แล้วแต่เลย” 

ส่วนเนื้อหาที่ออกมาให้เราได้อ่านกันในภาคภาษาไทย คนไทยอาจจะดูไม่ออกว่าอายากะเลือกเรื่องนำมาเขียนยังไง แต่เธอเฉลยกับเราว่า เธอเสนอเรื่องราวตามแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นใน 4 ฤดูกาลของญี่ปุ่น (ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว) 

อย่างหน้าร้อนในญี่ปุ่น อายากะเขียนเรื่องฤดูร้อน พอถึงหน้าหนาวเขียนเรื่องเทศกาลปีใหม่ เมืองไทยไม่ได้มีฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูใบไม้ร่วง ก็อาจจะมองกันไม่ออก แต่ถ้ามองมุมมองของคนญี่ปุ่น การ์ตูนของอายากะเต็มไปด้วยบรรยากาศของทุกฤดูกาลเลยทีเดียว

แม้ว่าโทนการเล่าเรื่องจะมีความญี่ปุ่น แต่เนื้อหาเรื่องวัฒนธรรมไทยก็แน่นไม่แพ้กัน ทุกตอนของการ์ตูนมักมีเกร็ดความรู้แลกเปลี่ยนกันระหว่างวัฒนธรรมไทยและญี่ปุ่นอยู่ท้ายตอนเสมอ

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

“ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองไทยก็ฟังมาจากซันบ้าง ฟังแล้วก็ค่อยไปหาข้อมูลเพิ่ม เพราะว่าซันมีความรู้ที่ค่อนข้างไม่สมดุลและไม่สมบูรณ์ บางทีซันเข้าใจผิด เพราะงั้นก็จะไปหาถามเพื่อนคนไทยคนอื่น เช็กจากหลาย ๆ ที่ว่า เรื่องที่ซันคุงพูดมาจริงหรือไม่จริงยังไง”

ซันเริ่มยกตัวอย่างความรู้ที่ไม่สมดุลบางอย่างของตัวเอง

“เรื่อง Valcano Milo Lava ตอนผมอยู่เมืองไทยมันไม่มี ผมไม่ได้อยู่ไทยมานานแล้ว ผมไม่รู้เรื่องนี้ อายากะก็จะไปถามน้องนักเรียนไทย เด็ก ๆ ที่อยู่เมืองไทยตอนนี้ ผมก็อ้าว เอ๊ะ อ๋อ จริง ๆ มันมีเหรอตอนนี้ ผมก็เอ๊ะ เห โซนันดะ ?” 

อีกสิ่งที่ทำให้มังงะข้ามวัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น เรื่องนี้มีเสน่ห์ คงไม่พ้นคาแรกเตอร์ของอายากะซังและซันคุงที่มีนิสัยต่างกันสุดขั้ว แต่กลับสร้างเสียงหัวเราะและสีสันให้กับเรื่องได้ดีมาก

“ตามความเป็นจริง ซันก็จะเป็นแบบนี้ ยิ้มไปบ่นไป พูดจาทำลายล้างแต่ยังยิ้มอยู่ ตัวซันคุงที่เขาเขียน คือตัวผมที่เขาอยากให้คนอื่นเห็น ส่วนอายากะต่างนิดหน่อยคือ อายากะตัวจริงยิ้มมากกว่าในการ์ตูน ในการ์ตูนเขาหน้าเฉยมาก ไม่หือไม่อือ แต่เรื่องที่คุยเป็นเรื่องที่เราคุยกันจริง ๆ”

ไม่ใช่แค่อายากะและซันคุงที่คาแรกเตอร์ตรงกับตัวจริง แมวสอง 2 ตัวอย่างโกมะคิจิและคิบิสุเกะ ก็มีหน้าตาและนิสัยตรงปกไม่แพ้กัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ
อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 3 ไทจิน vs นิฮงจิน

หลังเปลี่ยนเป้าหมายจากการวาดการ์ตูนแมวมาเป็นการวาดเรื่องราว 2 วัฒนธรรม เป้าหมายที่เคยตั้งไว้เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เป้าหมายใหม่เป็นสิ่งที่อายากะและซันหวังอยากทำให้ดีขึ้นในอนาคต

“สิ่งหนึ่งที่อยากสื่อตลอด คือเรื่องราวไทย-ญี่ปุ่น ที่ไม่ได้อยู่ในหนังสือนำเที่ยว เช่น คนไทยไม่ได้กินผักชีขนาดนั้น หรือคนไทยนามสกุลยาวจนใช้ชีวิตในญี่ปุ่นลำบาก ข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่รู้จะไปหาจากไหน เป็นสิ่งที่มีแค่คนที่อยู่ด้วยกันอย่างเรารู้ เราพยายามหาข้อมูลที่น่าสนใจมาเล่าให้คนอื่นฟัง

“อีกเรื่องที่พยายามทำคือ อยากให้คนที่อ่านการ์ตูนของฉัน อ่านแล้วรู้สึกดี จึงพยายามเขียนโทน Positive ให้คนอ่านแล้วเขามีความสุข เรานำด้านบวกมาเสียดสีและพูดถึงบ้านเมืองให้เป็นบวก แต่ต้องไม่ทำให้ใครรู้สึกแย่ เพราะคนที่จะซวยในการ์ตูนเรื่องนี้มีแค่ซันคุงคนเดียว” 

อายากะเล่าต่อพร้อมกับรอยยิ้มถึงอีกเป้าหมายในการเขียนการ์ตูนเรื่องนี้ “ฉันชอบเวลาที่ซันคุงพล่าม ทั้งน่ารักและน่ารำคาญ อยากจะแสดงความน่ารักและน่ารำคาญไปให้คนทั้งโลกได้เห็นค่ะ”

ความน่ารักและน่ารำคาญของซันคุง ในรูปชายหนุ่มสวมเชิ้ตกางเกงยีนส์ใส่ต่างหูเท่ ๆ ให้คนไทยและคนญี่ปุ่นอ่านได้เดินทางครบ 1 ปีเต็มในปีนี้ มังงะอายากะซังกับซันคุงได้เพิ่มชุมชนนักอ่านที่ชื่นชอบเรื่องราวระหว่างประเทศมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่คนญี่ปุ่นเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมไทย และคนไทยเองก็ได้ย้อนมองวัฒนธรรมบ้านเกิดพร้อม ๆ กับเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นด้วย

“คนญี่ปุ่นชอบเรื่องที่มีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับประเทศไทยค่ะ ชอบสาระความรู้ แต่คนไทยเจอเกร็ดสาระเยอะ ๆ จะไม่ค่อยชอบ ส่วนใหญ่ชอบดูตัวละครมากกว่า ชอบดูซันคุงบ่น แล้วถ้าซันคุงโดนซัดหงอ คนก็จะสะใจ คนไทยและคนญี่ปุ่นต่างกันชัดมาก”

อายากะอธิบายต่อว่า จริง ๆ แล้วคนญี่ปุ่นชอบคนไทย ปกติคนญี่ปุ่นไม่ได้ชอบชาติไหนเป็นพิเศษนัก แต่สำหรับคนไทย ในสายตาคนญี่ปุ่นมีแต่ความน่ารัก สดใส และตลก ความเป็นมิตรไม่เป็นภัย ทำให้นิฮงจินชอบไทจินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 

รายละเอียดที่เราเขียน ทำให้คนญี่ปุ่นนึกถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นมาได้ อย่างเรื่องพริกขี้หนู เขาก็คอมเมนต์มาว่า ‘เฮ้ย จริงด้วย มันโคตรเผ็ดเลย’ คนญี่ปุ่นเขาชอบเมืองไทยมาก เขาอาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปจากการอ่านการ์ตูนของเรา เพราะเขาก็รักคนไทยอยู่แล้ว”

คนไทยเองก็คงไม่ต่างกันมากนัก ทั้งมังงะและอนิเมะญี่ปุ่นเป็นที่นิยมในประเทศไทยมานาน คนไทยเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านสื่อมากมาย แต่ยังคงมีบางเรื่องที่คนไทยไม่รู้ หากไม่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นด้วยตัวเอง ซันจึงอยากให้คนไทยรู้เรื่องราวแปลกใหม่ที่น่าสนใจของญี่ปุ่นมากขึ้น พร้อม ๆ กับให้คนไทยได้ทบทวนถึงวัฒนธรรมไทยไปในตัวด้วย

“เราพยายามจะเลือกเรื่องที่คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ หลายอย่างคนเขารู้กันทั่วไป แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่ถ้าไม่ได้มาอยู่จริงเขาก็จะมองไม่เห็น ผมว่าญี่ปุ่นยังมีอีกหลายเมืองที่คนไทยยังมองไม่เห็นเหมือนกัน”

เพราะคนไทยรู้จักญี่ปุ่นและอ่านมังงะกันเยอะ เราเลยสงสัยว่านั่นเป็นเหตุผลที่ซันตั้งใจให้คนไทยได้อ่านการ์ตูนจากขวาไปซ้าย แบบการ์ตูนญี่ปุ่นแท้ ๆ เลยหรือเปล่า

“ตอนแรกอายากะอยากเขียนให้คนญี่ปุ่นอ่าน ผมเลยเป็นคนบอกเขาว่า ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว แปลไทยเถอะ แล้วเดี๋ยวนี้การ์ตูนญี่ปุ่นที่ไทยเขาก็อ่านจากขวาไปซ้ายกันเยอะแล้ว มันมีความเป็นญี่ปุ่น ผมก็เลยให้อ่านขวาไปซ้ายเลย

“ผมว่าการ์ตูนญี่ปุ่นมีดีอย่างหนึ่งนะ มันไม่เหมือนการ์ตูนที่คนไทยเขียน มีความญี่ปุ๊นญี่ปุ่นอยู่ในเรื่อง เช่น วิธีใส่คำพูด การ์ตูนญี่ปุ่นมีบอลลูนคำพูด แต่ก็จะมีประโยคเพิ่มเติมโผล่ออกมานอกบอลลูนด้วย สิ่งนี้ไม่เจอในการ์ตูนภาษาไทย ผมว่าเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ สำคัญมาก ถ้าเราปรับมากเกินไป เสน่ห์จะหาย เราพยายามเหลือไว้เท่าที่ทำได้ครับ”

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ
นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

ตอนที่ 4 เรื่องระหว่างเรา…

วัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ที่ออกมาแล้วถึง 50 ตอนถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อย และไม่ง่ายเลยกับการเขียนถึงวัฒนธรรมนอกกระแส แต่ก่อนจะมาเป็นเรื่องราวให้พวกเราได้อ่าน การได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของทั้งคู่ คงสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อความสัมพันธ์ไม่น้อย

“เยอะเลยครับ เหมือนเรามารีวิววัฒนธรรมของเราสองคนใหม่อีกรอบ ต่อให้เราคบกันมานาน 15 ปีแล้ว มันก็ยังมีวัฒนธรรมใหม่ ๆ ซึ่งเราไม่เคยรู้ ไม่เคยสนใจมาก่อน

“อย่างเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราไปวัดด้วยกัน ก็คุยกันว่าศาสนาพุทธไทยกับศาสนาพุทธญี่ปุ่นมันคนละอย่างกันเลย คนไทยเวลาไหว้พระขอพรก็มักขอให้มีเงินมีทอง แล้วอายากะก็ถามว่า ขอพระพุทธเจ้าเนี่ยนะ พระพุทธเจ้าสอนให้สละทรัพย์ แล้วทำไมไปขอเงินพระพุทธเจ้า ซึ่งเราไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเวลาสวดมนต์ขอพรไปเราขอจากใคร เราไม่เคยมองศาสนาตัวเองแบบนี้ มันเป็นมุมมองใหม่ที่เราได้จากการพูดคุยกัน”

อายากะเสริมต่อ

“พวกเราเป็นคู่ที่คุยกันมากกว่าคู่อื่นตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว การเขียนมังงะเรื่องนี้ทำให้เราได้คุยกันมากขึ้นไปอีก เพราะไม่ใช่แค่ซันคุงพล่ามฝั่งเดียว และฉันก็ไม่ได้แค่ฟังอย่างเดียวแล้ว”

ซันยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ ว่าด้วยเรื่องการไปเดตกันของทั้งคู่

“เวลาไปเดตกัน พอผมเล่าเรื่องเกี่ยวกับเมืองไทย เขาก็จะบอกให้หยุดเดิน ขอจดให้เสร็จก่อน ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่ไม่ดีก็มีบ้าง บางทีทะเลาะกันเพราะเขาวาดรูปช้า ผมบ่นว่าเมื่อไหร่จะเสร็จ เขาก็จะตอบกลับมาว่าอย่าบ่น ผมบอกให้แก้ตรงนั้น แต่เขาก็ไม่แก้ มันเล็กน้อยแต่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ผมว่าสนุกดีที่ได้คุยกันเรื่องวัฒนธรรม พอไปเที่ยวกัน เราก็ได้หามุกใหม่ ๆ นั่งคุยกันแลกเปลี่ยน”

เพราะเป็นคู่ที่พูดคุยกันทุกเรื่องอยู่แล้ว ความแตกต่างทางวัฒนธรรมจึงไม่เป็นอุปสรรคในการอยู่ร่วมกันของอายากะและซัน 

คิดว่ามันจะมีปัญหามากกว่านี้ค่ะ แต่ก็ไม่มีปัญหาเลยนะที่แต่งงานกัน อยู่ด้วยกัน อาจมีเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น คนไทยไม่ค่อยซีเรียสว่าจะต้องถอดรองเท้าตรงไหน ไม่มีเส้นชัดเจน แต่คนญี่ปุ่นจะมีเส้นชัดเจน ซึ่งสำหรับฉันมันไม่ใช่ปัญหา ขำมากกว่า”

อีกเหตุผลคือ ซันปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้เยอะอยู่แล้วด้วย

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

“อีกอย่างคือ ผมว่าเพราะอายากะเป็นผู้หญิงญี่ปุ่นด้วยนะ ถ้ากลับกัน เป็นสาวไทยแต่งงานชายญี่ปุ่น แล้วแม่คนไทยเรียกสินสอด คนญี่ปุ่นก็จะงง สินสอดคืออะไร ทำไมฉันต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่เธอ แต่คู่เรามันกลับกัน เราบอกอายากะว่าที่เมืองไทยผู้ชายต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่ผู้หญิง แต่เธอเป็นคนญี่ปุ่น เพราะงั้นฉันไม่ให้นะ”

ซันหัวเราะก่อนที่เราจะคุยกันต่อเรื่องภาพวาดฝันถึงมังงะของทั้งคู่ในอนาคต ที่แม้ว่าตอนนี้ทั้งคู่ยังไม่ได้วางแผนว่าจะเขียนสิ้นสุดไว้ที่กี่ตอน คาดว่าคงเขียนด้วยกันไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดมุกให้มาเล่นกับนักอ่านทั้งไทจินและนิฮงจิน

มีแพลนนิดหน่อยว่าตอนนี้อาจจะเป็นภาคแรก เราก็จะยังอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วคุยกันเรื่องเมืองไทยไปก่อน พอจบภาคนี้แล้ว อาจจะได้ต่อภาคที่อายากะได้ไปผจญเมืองไทย เพราะเราแต่งงานกันที่เมืองไทยด้วยครับ งานแต่งงานเมืองไทยเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก คนญี่ปุ่นไม่รู้จัก และตอนนี้เราก็มีตัวน้อยแล้ว คงเขียนเรื่องตัวน้อยด้วยในอนาคต

“อีกเรื่องคือเป้าหมายของหนังสือ อายากะอยากจะมีสักวันที่ได้พิมพ์หนังสือออกมาเป็นเล่ม ๆ ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่ในเว็บไซต์ เราก็ต้องเขียนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น พยายามสู้เพื่อให้ได้พิมพ์หนังสือในสักวัน”

ซันเล่าให้เราฟังจบก็หันหน้ากลับไปคุยอายากะเบา ๆ อย่างอบอุ่น “สักวันถ้าทำออกมาเป็นแบบมังงะได้ก็คงรู้สึกดีเลยเนอะ”

ก่อนบอกเล่ากันไป เราขอให้อายากะลองพูดไทยให้เราฟังสักประโยค 

“อายากะพูดภาษาไทยไม่ได้ค่ะ”

เธอตอบกลับมาอย่างน่ารัก พร้อมกับสัญญาว่าจะตั้งใจเรียนภาษาไทย ไปพร้อม ๆ กับความตั้งใจที่อยากสร้างการ์ตูนให้คนไทยและคนญี่ปุ่น ได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเสมอ

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

Facebook : อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》 

Twitter : twitter.com/ayakashidesuyo

Writer

กชกร ด่านกระโทก

มนุษย์แมนนวล ผู้หลงใหลในกลิ่นและสัมผัสของหนังสือ ใช้เวลาว่างไปกับการอ่านนิยาย/มังงะ สนุกไปกับการเดินทาง และชื่นชอบในการเรียนรู้โลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load