01

มีคนไทยทำงานในสมิธโซเนียน

สมิธโซเนียนเป็นเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดในโลก

ในวาระที่ผมเดินทางไปร่วมงานเลี้ยงรับรองฉลอง 2 ศตวรรษแห่งมิตรภาพ และ 185 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สหรัฐฯ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ทางสถานเอกอัครราชทูตไทยฯ ช่วยประสานงานให้ผมได้คุยกับผู้ดูแลระบบอาสาสมัครของสมิธโซเนียน ซึ่งถือเป็นระบบอาสาสมัครของพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่และดีที่สุดในโลก

ในระหว่างที่รถจากสถานเอกอัครราชทูตมุ่งหน้าไปยัง National Museum of Natural History เจ้าหน้าที่สถานทูตเล่าให้ฟังว่า มีคนไทย 1 คนทำงานอยู่ที่นี่ ที่ผ่านมาอาจจะมีคนไทยแวะเวียนมาทำงานบ้างในช่วงสั้นๆ แต่พี่คนนี้ทำงานที่นี่มา 50 กว่าปี และเป็นคนไทยคนเดียวที่ทำงานประจำอยู่ที่สมิธโซเนียนตอนนี้

หัวใจผมเริ่มเต้นแรง

พี่คนนี้เป็นนักวาดภาพวิทยาศาสตร์

หัวใจผมเต้นแรงขึ้นไปอีก

“ผมขอสัมภาษณ์เขาได้ไหม”

เจ้าหน้าที่ก้มหน้าส่งข้อความไปถามแล้วเงยหน้าขึ้นมาตอบผมว่า ได้ เดี๋ยวเขาจะรออยู่ที่ชั้นล่างของพิพิธภัณฑ์

หัวใจผมกระโดดโลดเต้นจนกระเป๋าเสื้อกระเพื่อม

02

ข้างฝาผมอธิบายทุกอย่าง

ช้างสตัฟฟ์ตัวเบ้อเริ่มยืนตระหง่านอยู่กลางโถงชั้นล่างของ National Musuem of Natural History ส่วนพี่วิชัย มะลิกุล ยืนรออยู่ข้างช้างตามที่นัดหมาย หลังจากทักทายกัน ชาวไทยวัย 75 ปี ก็เดินอย่างกระฉับกระเฉงพาผมทะลุพิพิธภัณฑ์เข้าสู่ส่วนสำนักงาน

พี่วิชัยพาผมเดินออกจากลิฟต์ เลี้ยวซ้ายและขวาอย่างละครั้งสองครั้ง ก้าวซ้ายสลับขวาอีกนิดหน่อย ก็คว้าลูกบิดเปิดประตูพาผมเข้ามาในห้องทำงานหรือสตูดิโอที่เขาใช้วาดรูป

ผนังห้องทั้งสี่ด้านแทบจะไม่มีที่ว่าง เพราะมีกรอบรูปนานาชนิดแนบจนแน่นไปหมด ไม่ว่าจะเป็นภาพแมลงที่วาด ภาพถ่ายเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ใบประกาศนียบัตร หน้าหนังสือพิมพ์ที่เขียนข่าวถึงเขา

วิชัย มะลิกุล, Smithsonian วิชัย มะลิกุล, Smithsonian

“คุณถ่ายภาพข้างฝาผมไปสิ มันอธิบายทุกอย่าง” พี่วิชัยบอกเมื่อเห็นว่าผมกำลังสำรวจผนังห้องทำงานของเขา

“New York Times เอาภาพยุงก้นปล่องผมไปลงประกอบเรื่องไวรัสซิก้าเมื่อ 2 ปีก่อน ส่วนนี่ The Washington Post เขียนเรื่องของผม”

พี่วิชัยชี้ให้ดูภาพถ่ายขาวดำฝีมือของเขา นักวาดคนนี้หัดถ่ายภาพเอง ล้างฟิล์มเอง อัดเอง แล้วก็หยิบอัลบั้มภาพขนาดโปสการ์ดมาให้ดู ด้านในเต็มไปด้วยภาพของราชวงศ์ไทยเมื่อเสด็จฯ เยือนสหรัฐอเมริกา พี่วิชัยเล่าว่า เขาทำหน้าที่เป็นนักข่าวให้กับไทยรัฐและสกุลไทย เมื่อมีราชวงศ์เสด็จฯ มา เขาก็ลางานไปตามเสด็จฯ เพื่อบันทึกภาพ ในอัลบั้มนี้น่าจะมีครบทุกพระองค์

ถ้าพี่วิชัยมีฝีไม้ลายมือในการถ่ายรูปขนาดนี้ ทำไมเขาถึงไม่ถ่ายรูปแมลงแทน

ผมสงสัย แต่ยังไม่กล้าถาม

03

ถ้าคุณไม่วาด คนก็จะนึกภาพไม่ออก

ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมาได้ถึงขนาดนี้นะพี่วิชัยย้อนกลับไปเล่าถึงตัวเองในวัยเด็ก ตอนนั้นเขาเป็นเด็กที่ชอบวาดรูป ในขณะที่เพื่อนๆ วาดรถถัง เขากลับนั่งวาดดอกไม้และผีเสื้อ

ช่วงนั้นมีสงครามเวียดนาม ทหารสหรัฐอเมริกาเป็นโรคมาลาเรียกันเยอะ กองทัพสหรัฐฯ จึงสนับสนุนโครงการวิจัยยุงที่เป็นพาหะโรคมาลาเรีย ผ่านองค์กร Southeast Asia Treaty Organization (SEATO) ซึ่งมีโครงการร่วมกับโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

พอพี่วิชัยเรียนจบ ม.8 จากโรงเรียนเตรียมอุดมฯ SEATO ก็เปิดรับสมัครจิตรกรวาดภาพด้านชีววิทยา เขาลองไปสมัคร และสอบด้วยการสเกตช์ภาพกะโหลกหนู พี่วิชัยได้งานนั้นและเริ่มงานวาดภาพทางวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ พ.ศ. 2505

“วิชาทางกีฏวิทยาต้องมีรูปประกอบ คุณจะอารัมภบทลักษณะของแมลงว่า ช่วงปีก เส้นปีกอันแรกมีจุดขาวเป็นปล้องๆ นะ ถ้าคุณไม่วาดรูปนี้คนก็จะนึกภาพไม่ออก” พี่วิชัยพูดถึงความสำคัญของภาพวาดที่มีต่องานวิจัย

งานของพี่วิชัยคือการวาดภาพยุงในห้องแล็บ และลงพื้นที่ไปเก็บยุงกับทีมวิจัยบ้าง

“ยุงก้นปล่องมีสี่สิบกว่าชนิด แต่มีไม่กี่ชนิดที่เป็นพาหะมาลาเรีย จะฆ่ามันทั้งหมดก็ทำลายสมดุลธรรมชาติ เราต้องศึกษาว่า ยุงแต่ละพันธุ์มีลักษณะอย่างไร ปล้องขาวปล้องดำต่างกันยังไง แล้วก็ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ยุงกัดอะไรถึงนำโรค กัดคนสู่คน หรือกัดสัตว์สู่คน ทีมวิจัยต้องไปตามหมู่บ้านที่มาลาเรียระบาด เอาหมอเข้าไปด้วย เอาเลือดคนไข้มาตรวจ แล้วทีมงานก็ต้องออกไปให้ยุงกัด เพื่อเอาขวดมาครอบ ใช้หลอดดูดยุงเข้ามาในขวด ปิดฝาเอากลับมาที่แล็บ ส่วนยุงตัวผู้ที่ไม่กัดคนก็ต้องไปตามกระต๊อบ ไปเก็บยุงที่เกาะตามฝาบ้าน”

อย่าถามว่า ทีมนักเก็บยุงเป็นโรคมาลาเรียและไข้เลือดออกไหม ให้ถามว่าเป็นคนละกี่รอบดีกว่า

เมื่อได้ตัวอย่างยุง พี่วิชัยก็เอามาส่องกล้องจุลทรรศน์แล้ววาด

เขาหัดวาดภาพวิทยาศาสตร์ด้วยตัวเอง ผ่านการดูตัวอย่างจากหนังสือของ ดร.จอห์น เบลกิน แล้วก็เรียนเรื่องกายวิภาคของยุงด้วยตัวเอง

วิชัย มะลิกุล, Smithsonian วิชัย มะลิกุล, Smithsonian

เมื่อโครงการนี้เสร็จก็ได้หนังสือชื่อ lllustrated Key To The Female Anopheles Mosquitoes of Thailand

พี่วิชัยนั่งวาดภาพยุงเหล่านี้อยู่ 5 ปีครึ่ง

04

ถ้าคุณไม่ถามคำถามนี้ผมจะแปลกใจมาก

“มันเป็นคำถามที่ทุกคนต้องถาม ถ้าคุณไม่ถามคำถามนี้ผมจะแปลกใจมาก” พูดจบพี่วิชัยก็ลุกไปหยิบหนังสือที่ชั้น

ทิ้งผมไว้กับคำถามที่ว่า ทำไมถึงต้องวาดรูป ถ่ายรูปไม่ได้หรือ

วิชัย มะลิกุล, Smithsonian

“มันเป็นเรื่องความสมบูรณ์ของตัวอย่าง ตัวอย่างยุงที่เราจับมาได้อาจไม่สมบูรณ์ ตัวงอบ้าง แล้วเราก็ไม่ได้วาดแค่ยุง เราวาดลูกน้ำ ตัวโม่ง แต่ละตัวมีรายละเอียด มีปล้อง มีขน ภาพที่ออกมาขนาดและสัดส่วนต้องถูกต้องหมด ถ้าถ่ายรูปอาจจะไม่ได้รายละเอียดขนาดนี้”

พี่วิชัยเปิดตัวอย่างงานชิ้นที่เขาทำที่สมิธโซเนียนให้ดู

วิชัย มะลิกุล, Smithsonian วิชัย มะลิกุล, Smithsonian

“ภาพพวกนี้ตัวจริงของมันยาวแค่ 1 มิลลิเมตรกว่าๆ เราต้องเอาเครื่องใน เอาอวัยวะเพศ ของมันออกมา เพราะแมลงบางพันธุ์ต้องใช้อวัยวะเพศจำแนกตัวผู้ตัวเมีย ถ้าดูจากด้านนอกแต่ละตัวแทบไม่ต่างกัน คุณต้องดึงเครื่องในผีเสื้อ ดึงอวัยวะสืบพันธุ์ของมันออกมาจากปล้องหลัง ที่คุณเห็นในรูปนี่คือรังไข่ของผีเสื้อกลางคืน ขดอยู่ในตัว ผมก็ไม่รู้ว่าถ้าใช้วิธีถ่ายภาพ จะถ่ายยังไงให้สมบูรณ์”

05

วิทยาศาสตร์กับศิลปะต้องไปด้วยกัน

เมื่อปิดโปรเจกต์งานวิจัยยุงในประเทศไทย ดร.จอห์น อี. สเก็ตลอน พลเอกแห่งกองทัพสหรัฐฯ ก็เดินทางกลับไปตั้งหน่วยวิจัยทางการแพทย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สมิธโซเนียนเพื่อทำวิจัยเรื่องยุงต่อ เขาจึงชวนพี่วิชัยไปร่วมทำงานนี้ต่อที่สหรัฐอเมริกา

“ผมตอบตกลงทันที” พี่วิชัยในวัยเบญจเพสไม่กลัวการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปใช้ชีวิตในสหรัฐอเมริกาคนเดียว เขาเริ่มต้นงานเดิมในประเทศใหม่เมื่อ พ.ศ. 2510 จากนั้นไม่นานคุณพวงทอง แฟนสาวที่พบกันตอนทำงานที่ SEATO ก็เดินทางตามมาทำงานที่กระทรวงเกษตร สหรัฐอเมริกา และแต่งงานใช้ชีวิตคู่ร่วมกันจนถึงปัจจุบัน

งานที่พี่วิชัยทำแทบไม่ต่างจากเดิม สายตาอยู่กับกล้องจุลทรรศน์สลับกับกระดาษวาดภาพ ในมือมีพู่กันเบอร์ศูนย์สามตัว แตะหมึกอินเดียนเป็นระยะ และสิ่งสำคัญที่สุดที่ขาดไม่ได้คือ สมาธิ

วิชัย มะลิกุล, Smithsonian วิชัย มะลิกุล, Smithsonian

ภาพวาดของเขามีขนาดประมาณเอสี่ บางรูปก็ใหญ่ถึงเอสาม บางรูปก็เล็กแค่เอห้า

“ผมไม่ได้วาดภาพสีหรือขาวดำ ยุงมีสีอะไรผมก็วาดตามนั้น ยุงสีก็มีนะ แต่ยุงสีมันไม่กัดคน กินน้ำหวานดอกไม้” พี่วิชัยหยิบรูปยุงสีสันสดใสยื่นให้ดู

วิชัย มะลิกุล, Smithsonian

การวางท่าทางของยุงก็ถือเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์

เพราะตามธรรมชาติเราอาจไม่เคยเห็นยุงเป็นๆ อยู่ในท่วงท่าที่สวยงามแบบนี้

“คนบอกว่า วิทยาศาสตร์กับศิลปะไปด้วยกันไม่ได้ แต่มันต้องไปด้วยกันนะในบางวิชา ตัวอย่างแมลงที่เราได้มาเป็นตัวอย่างแห้งๆ งอบ้าง เราต้องกำหนดท่าทางของมัน ซึ่งก็มีคนที่เขาทำมาก่อนแล้ว ว่าต้องให้ท่าทางของมันเป็นรูปแบบไหน แต่ขนาดและสัดส่วนต้องถูกต้อง”

วิชัย มะลิกุล, Smithsonian วิชัย มะลิกุล, Smithsonian

พี่วิชัยนั่งอยู่ในห้องนี้เพื่อวาดรูปยุงอย่างเดียว 17 ปี

“ไม่เบื่อนะ ผมมองเป็นความภูมิใจมากกว่า เพราะการวาดรูปยุงช่วยชีวิตคนได้” พี่วิชัยตอบพร้อมรอยยิ้ม

06

นักวิทยาศาสตร์เดินทางมาขอกอดผม

พอจบโครงการวิจัยเรื่องยุง พี่วิชัยก็ย้ายมาทำงานกับแผนกกีฏวิทยาของสมิธโซเนียน ตำแหน่งนักวาดภาพวิทยาศาสตร์เช่นเดิม

“นักกีฏวิทยาที่นี่รู้จักผมอยู่แล้ว พวกเขาชอบความละเอียดในงานของผม พอรู้ว่าผมว่างแล้ว เขาก็ตะครุบเลย” พี่วิชัยลุกไปหยิบภาพชุดใหม่มาให้ดู

วิชัย มะลิกุล, Smithsonian

งานใหม่ของเขาคือการวาดภาพผีเสื้อกลางคืน ซึ่งเป็นศัตรูพืชที่ทำให้ใบไม้ร่วง ผิวผลไม้เสีย เป็นงานวิจัยเพื่อช่วยภาคเกษตร เขานั่งวาดภาพตั้งแต่เช้ายันเย็นเหมือนเดิม และศึกษากายวิภาคของผีเสื้อกลางคืนด้วยตัวเองเหมือนเดิม

ถึงแม้ว่าจะเปลี่ยนจากยุงเป็นผีเสื้อกลางคืน แต่ภาพที่วาดก็ไม่ได้รื่นรมย์ขึ้นสักเท่าไหร่ เพราะเขาไม่ได้วาดผีเสื้อสีสันสดใส แต่เน้นการวาดเครื่องใน หรืออวัยวะเพศ เพื่อใช้ในการจำแนก

วิชัย มะลิกุล, Smithsonian

“ส่วนมากงานของผมอยู่ในงานวิจัยของสมิธโซเนียน ส่งไปทั่วโลก บางทีก็มีนักวิทยาศาสตร์เดินทางมาขอเจอผม มากอด มาจับมือ เขาบอกว่า ภาพวาดของผมช่วยงานวิจัยของเขามาก เพราะผีเสื้อกลางคืนยาวตัวละ 8 มิลลิเมตร มันเล็กมาก ต้องดูรูปถึงจะเห็นว่ารายละเอียดเป็นยังไง มีคนมาขอบคุณผมหลายกลุ่มเลย”

ถ้ามองย้อนกลับไป พี่วิชัยวาดรูปยุงอย่างเดียวที่ไทย 5 ปี

วาดรูปยุงอย่างเดียวที่สหรัฐฯ อีก 17 ปี

แล้วก็วาดรูปผีเสื้อกลางคืนอย่างเดียวอีก 25 ปี

07

เขาชวนผมวาดคู่มือดูผีเสื้อ

พอจบโครงการผีเสื้อกลางคืน พี่วิชัยก็ได้รับมอบหมายให้วาดรูปแมลงทั่วไป

เขาสั่งสมชื่อเสียงในวงการมานาน เลยมีคนมาชวนให้ใช้เวลาว่างนอกเวลาทำงานวาดภาพชุดใหม่ ซึ่งภาพชุดนี้ทำให้เขากลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง และได้รับการยกย่องในฐานะศิลปิน

“ดร.พอล เอ. โอปลา มาพบผมที่นี่ เขาอยากปรับปรุงต้นฉบับหนังสือคู่มือดูผีเสื้อในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาของ Peterson Field Guides ที่พิมพ์ครั้งแรกช่วงปี 1950 เขาอยากชวนผมทำงานด้วย ทำออกมาเป็นคู่มือที่วางขายทั่วสหรัฐอเมริกา เวลาคนไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติก็ใช้เล่มนี้เป็นไกด์” พี่วิชัยหยิบคู่มือดูผีเสื้อเล่มนี้มาให้ดู

วิชัย มะลิกุล, Smithsonian วิชัย มะลิกุล, Smithsonian

Peterson Filed Guides เป็นสำนักพิมพ์ที่พิมพ์คู่มือศึกษาธรรมชาติที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก พอพี่วิชัยรับงานนี้ เขาถือเป็นคนเอเชียคนแรกที่ได้ร่วมงานกับสำนักพิมพ์ งานของเขาคือ วาดภาพผีเสื้อ 541 รูป แต่ละรูปต้องใช้เวลาวาดประมาณ 4 – 5 ชั่วโมง

พี่วิชัยเริ่มต้นหัดวาดภาพผีเสื้อ หัดใช้เทคนิคแบบต่างๆ โดยเฉพาะสีเหลือบที่ดูวาวแววแบบเดียวกับปีกผีเสื้อ ด้วยตัวเองเช่นเดิม

วิชัย มะลิกุล, Smithsonian วิชัย มะลิกุล, Smithsonian

พี่วิชัยใช้เวลา 6 ปี วาดภาพชุดนี้

ภาพชุดนี้ถูกนำมาแสดงที่โรงแรมโอเรียนเต็ล ในประเทศไทย 3 ครั้ง ในวาระครบรอบ 120 ปี 125 ปี และ 130 ปี ของโรงแรม

08

ความงามของภาพวาดวิทยาศาสตร์ คือความงามในตัวของมันเอง

“คนนี้ตายแล้ว คนนี้ไม่สบายหนัก คนนี้เบลอไปแล้ว” พี่วิชัยพูดถึงคนที่อยู่ในภาพหมู่ซึ่งใส่กรอบติดบนผนังห้องทีละคน “คนนี้เป็นคนเกาหลี ตอนนี้ทั้งสมิธโซเนียนเหลือคนที่วาดภาพแบบเดียวกับผมแค่คนนี้คนเดียว”

ดูจากความเก่าของภาพถ่าย ก็พอจะเข้าใจได้ว่า งานนี้เป็นงานของคนยุคก่อนที่ไม่มีคนยุคหลังมารับช่วงต่อ

“การใช้งานไม่ได้น้อยลง แต่คนเริ่มใช้ดิจิทัลมากขึ้น ถ่ายรูปเอาเลย เร็วกว่า แต่ผมก็ไม่รู้ว่าเขาดึงไส้ดึงพุงออกมาถ่ายรูปยังไง” พี่วิชัยพูดถึงความโรยราของวงการภาพวาดวิทยาศาสตร์

การเข้ามาของดิจิทัลส่งผลไปทั่วทั้งสหรัฐฯ และทั่วโลก คนวาดรูปวิทยาศาสตร์ได้น้อยลงเรื่อยๆ พี่วิชัยเลยได้รับเชิญไปสอนให้นักกีฏวิทยาวาดรูปเบื้องต้นในมหาวิทยาลัยหลายแห่งในสหรัฐอเมริกา รวมถึงหลายมหาวิทยาลัยในประเทศไทย

วิชัย มะลิกุล, Smithsonian วิชัย มะลิกุล, Smithsonian

“เสน่ห์ของการวาดภาพวิทยาศาสตร์คือ รายละเอียดและความเหมือน ไม่ใช่เรื่องจินตนาการหรือความสวยงาม ความงามของภาพวาดวิทยาศาสตร์คือความงามในตัวของมันเอง คุณจะเน้นให้ออกมาได้ยังไง มันต้องสวยด้วยรายละเอียด ความละเอียดของมัน สีเหลือบของมัน วาดยังไงถึงจะได้แบบนั้น”

วิชัย มะลิกุล, Smithsonian

ถ้าดูจากภาพแมลงต้นแบบ ไม่ว่าจะตัวไหน เชื่อว่า หลายคนคงมองว่าภาพวาดสวยกว่าตัวจริง แต่พี่วิชัยไม่เห็นด้วย

“ของจริงสวยกว่า สวยแบบธรรมชาติ ธรรมชาติสวยโดยตัวของมันเอง ที่ผ่านมามนุษย์พยายามทำลายความสวยแบบนั้นให้สวยอย่างที่เราต้องการ”

09

นักวิจัยตั้งชื่อยุงตัวนี้ตามนามสกุลผม

ห้องทำงานของพี่วิชัยเปรียบได้กับพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อม ไม่ว่าจะหยิบจับของชิ้นไหนก็มีเรื่องราวรายล้อมอยู่เต็มไปหมด

วิชัย มะลิกุล, Smithsonian

พี่วิชัยหยิบผีเสื้อสตัฟฟ์ที่ได้มาเพื่อวาดให้ดู “ผีเสื้อตัวนี้เป็นพันธุ์สมิงเชียงดาว เมื่อก่อนมีแถบอำเภอเชียงดาว แล้วก็ดอยผ้าห่มปกเยอะ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว เพราะคนสะสมกัน ตัวนี้ได้มาจากภูฏาน”

วิชัย มะลิกุล, Smithsonian วิชัย มะลิกุล, Smithsonian

พี่วิชัยยื่นผีเสื้ออีกตัวให้ดู เขาบอกให้ถ่ายรูปแล้วซูมดู จะเห็นลายหัวกะโหลกอยู่บนตัวมัน แล้วก็ชี้ให้ดูลายผีเสื้อตัวนี้ในโปสเตอร์หนังเรื่อง The Silence of the Lambs ที่แปะอยู่บนผนัง

“ทีมงานหนังเรื่องนี้มาคุยกับผมด้วย บางฉากก็ถ่ายที่นี่ (สมิธโซเนียน) ในหนังเขาทำให้คนสะสมผีเสื้อดูเป็นคนบ้าๆ บอๆ ผมก็บอกว่าไม่ใช่ พวกเราไม่ได้บ้านะ” พี่วิชัยหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

ชายไทยผู้เป็นเจ้าของรางวัล Man of The Year หรือพนักงานมนุษย์สัมพันธ์ดีเด่นของสมิธโซเนียน หยิบภาพวาดยุงสีส่งให้ดู เขาว่านี่เป็นภาพที่ใช้เป็นปกของนิตยสารสารคดี

รูปถัดมาเป็นรูปยุง คนทั่วไปคงมองว่ามันก็ไม่ต่างจากรูปยุงที่เราเห็นหลายตัวก่อนหน้านี้

“ตัวนี้นักวิจัยเขาตั้งชื่อตามนามสกุลผม เขาได้มาจากเชียงใหม่เมื่อ 30 ปีที่แล้ว เป็น New Species” พี่วิชัยบอกว่าเขาสนิทสนมกับเหล่านักวิจัย รวมถึงยอมรับนับถือในฝีมือกัน นักวิจัยเลยตั้งชื่อสิ่งมีชีวิตที่เพิ่งค้นพบใหม่หลายสายพันธุ์ให้เป็นเกียรติกับเขา

วิชัย มะลิกุล, Smithsonian วิชัย มะลิกุล, Smithsonian

ไม่ใช่แค่ยุง แต่ยังรวมถึงผีเสื้อ ผีเสื้อกลางคืน และมดด้วย

นี่คงพอจะบอกได้ว่า พี่วิชัยเป็นที่รักในวงการขนาดไหน

10

ผมไม่ได้ภูมิใจตรงที่มันสวยนะ

ปีนี้พี่วิชัยอายุ 76 ปี ทำงานมาแล้ว 51 ปี เขาตัดสินใจเกษียณเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเข้ามาทำงานสัปดาห์ละ 2 วัน ในฐานะของอาสาสมัคร

เขาว่า ตอนนี้กำลังทำหนังสือรวมเบื้องหลังการทำงานทั้งหมด เป็นการบันทึกประสบการณ์ทั้งหมดเก็บไว้

วิชัย มะลิกุล, Smithsonian

ผมขอให้พี่วิชัยพูดถึงงานตัวเองในรอบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา

“เห็นแล้วตื่นเต้น ไม่รู้วาดได้ยังไง ตอนน้ั้นสายตาของเรายังดี ความมานะก็ยังดี”

ถ้าถามคนทั่วไป คงได้คำตอบคล้ายๆ กันว่า สวยมาก

“ผมไม่ได้ภูมิใจตรงที่มันสวยนะ” พี่วิชัยพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ภาพพวกนี้ใช้เพื่อพิสูจน์ว่าแต่ละสายพันธุ์ต่างกันยังไง อย่างคู่มือผีเสื้อก็เป็นตำราให้ทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นใช้ศึกษาธรรมชาติ คุณค่าของมันอยู่ตรงนั้น”

วิชัย มะลิกุล, Smithsonian

พี่วิชัยวาดภาพแมลงมาทั้งชีวิต มองแต่แมลงที่ตายแล้วผ่านกล้องจุลทรรศน์ ผมอยากรู้ว่าเวลาที่เขาเห็นแมลงเป็นๆ บินอยู่ในธรรมชาติ เขารู้สึกอย่างไร

“การเห็นพวกเขาตอนยังมีชีวิต เป็นความสุขอย่างหนึ่งนะ เห็นว่าตอนที่มีชีวิตเป็นแบบนี้ ผมภูมิใจที่มีส่วนให้คนได้ศึกษาเขาและรู้จักเขา”

Writer & Photographer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

1 กุมภาพันธ์ 2566
4 K

“รางวัลกินรีทอง มหาชน ครั้งที่ 8 สาขาอนุรักษ์การแสดงศิลปะพื้นบ้าน ได้แก่…”

ในฮอล์ที่กระหึ่มไปด้วยเสียงเฮฮา จู่ ๆ ก็เงียบดุจดั่งป่าช้า เสมือนรอคอยแสงอาทิตย์สาดส่องให้พื้นที่นี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จนกระทั่งทราบว่า รางวัลนี้ตกเป็นของ คลังพลอย ไวยพัฒน์ จากหมอลำเสียงวิหค พ่อยกแม่ยกหมอลำชาวที่ราบสูงหลาย ๆ ท่านคงต้องทำหน้าฉงนสงสัย ว่าเด็กสาวที่ได้รับรางวัลนี้คือใครกันหนอ

แต่พอได้ทราบว่านั่นคือชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริงของ ยูกิ เพ็ญผกา จากใบหน้าที่ฉงนสงสัยก็แปรเปลี่ยนเป็นร้องอ๋อกันทันใด

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ก่อนเริ่มพูดคุยกัน ภาพของสาวชาวอำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ นางเอกหมอลำในวัยเพียง 15 ปี ได้ปรากฏขึ้นมายังจอคอมพิวเตอร์ ภาพลักษณ์ของสาวน้อยแลดูอ่อนน้อม เหนียมอาย ไร้เดียงสา ช่างแตกต่างจากตอนเธอสวมหัวโขนเป็นนางเอกหมอลำที่พกความมั่นใจและพลังเกินร้อยอย่างสิ้นเชิง

ตอนนี้เรากำลังพูดคุยกับ ‘ยูกิ คลังพลอย’ ไม่ใช่ ‘ยูกิ เพ็ญผกา’ ที่เราและหลาย ๆ ท่านคุ้นเคย

ออกจะเป็นเรื่องแปลกที่นักแสดงหมอลำมีชื่อเล่นเหมือนการ์ตูนอนิเมะ ทั้งที่ปากยังเว้าภาษาอีสานแจ๋ว ๆ ยูกิย้ำว่านี่คือชื่อที่มารดาตั้งให้ เนื่องจากเลือดครึ่งหนึ่งในกายเธอสืบมาจากแดนอาทิตย์อุทัย

“ชื่อ ยูกิ เป็นชื่อตั้งแต่เกิด คุณแม่เป็นคนตั้งให้ค่ะ หนูเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น คุณแม่เป็นคนอีสาน คุณพ่อเป็นคนญี่ปุ่น” เธอตอบคำถามที่หลายคนคาใจ

“ยูกิ (雪) แปลว่า หิมะ ค่ะ” เด็กสาวกล่าวเสริมเผื่อคนที่ไม่มีความรู้ด้านภาษาข้างพ่อเธอ

13 เมษายน พ.ศ. 2550 คือวันที่เด็กหญิงคลังพลอยหรือยูกิลืมตาดูโลก เธอเติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดูของคุณแม่และพ่อเลี้ยงแสนดี ห้อมล้อมด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง ยูกิค้นพบว่าเสียงเพลงคือของขวัญจากฟากฟ้าที่ประทานความสุขสำราญให้กับเธอมาแต่เล็กแต่น้อย เธอจึงหลงใหลในเสียงเพลงและดนตรีนานาชนิด ทั้งเพลงสมัยใหม่และสมัยเก่า

“หนูชอบร้องเพลงมากค่ะ ร้องมาตั้งแต่ 3 ขวบได้ เพลงที่ร้องตอนนั้นก็เป็นเพลงลูกทุ่ง ยังไม่ใช่เพลงหมอลำ เพลงแรกที่ร้องคือเพลง นักร้องบ้านนอก ค่ะ” สาวลูกครึ่งเผยงานอดิเรกของตนด้วยยิ้มพิมพ์ใจ 

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“นอกจากเพลงลูกทุ่งแล้ว หนูชอบฟังพวกเพลงสตริง เพลงแร็ป เพลง K-POP ด้วย พี่ลิซ่า BLACKPINK หนูก็ชอบ ชอบมาก ๆ ค่ะ”

อย่างไรก็ดี ความชอบทั้งหมดทั้งมวลนี้ยังเป็นรองดนตรีหมอลำ

พจนานุกรมภาษาถิ่นไทยอีสานแจงรากศัพท์ของหมอลำออกเป็น 2 คำ ได้แก่ ‘หมอ’ ที่หมายถึงผู้มีความชำนาญ กับ ‘ลำ’ ที่แปลว่าการบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยทำนองอันไพเราะ ‘หมอลำ’ จึงเป็นคำประสมที่แปลเป็นภาษาไทยกลางได้ว่า ผู้ชำนาญด้านการขับทำนองเล่าเรื่อง

เพลงหมอลำเป็นประเพณีการละเล่นที่แพร่หลายไปทั้ง 2 ฝั่งโขง จะประเทศลาวหรือภาคอีสานของไทย งานวัดงานบุญของ 2 แผ่นดินนี้ไม่เคยขาดเสียงแคนและคำร้องที่มีต้นแบบมาจากเพลงลูกทุ่ง ความแพร่หลายของหมอลำนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเป็นหมอลำสารพัดชนิด

“หมอลำจะมีหลายประเภทค่ะ เช่น หมอลำซิ่ง หมอลำกลอน หมอลำหมู่ ฯลฯ แตกต่างกันออกไปในบางสาขาอาชีพ แต่ที่หนูลำอยู่ทุกมื้อนี้เป็นหมอลำหมู่ ลำเรื่องต่อกลอนทำนองขอนแก่นค่ะ”

นี่คือหมอลำชนิดที่กำเนิดใหม่เมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นรูปแบบหมอลำที่เติบโตมาจากการผสมผสานระหว่างหมอลำพื้นกับลิเกของภาคกลาง เห็นได้จากชุดผู้แสดงที่รับมาจากลิเกเต็ม ๆ กับการร้องแบบหมอลำพื้น ร้องรำกันเป็นหมู่คณะ แต่ละคนสวมบทบาทเป็นตัวละครแนวจักร ๆ วงศ์ ๆ เช่น พระราชา เจ้าหญิง ฤๅษี เทวดา ผีสาง เรื่องที่ใช้ลำโดยมากอ้างอิงจากนิทานชาดกท้องถิ่นของภาคอีสาน ใจความของเรื่องที่ใช้แสดงคือการมุ่งสอนให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ

แต่หมอลำหมู่ในยุคนี้ได้ปรับปรุงรูปแบบการแสดงให้ถูกจริตคนยุคใหม่ การแสดงของยูกิจึงมีมากกว่าหมอลำตามแบบฉบับดั้งเดิมที่ทุกคนคุ้นเคย

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“จะมีช่วงคอนเสิร์ต ก็ร้องเพลงตลาดทั่วไป เพลงอินดี้ เพลงหมอลำ ร้องสลับกันไป พอตกดึกก็ลำเรื่องต่อกลอน เป็นคล้าย ๆ ลิเก แต่ว่าเป็นภาษาอีสาน คนละทำนองกัน แล้วก็มีแสดงละครเข้าถึงบทบาทกันบ้าง” เธอเริ่มใช้ภาษาบ้านเกิดเมื่อบรรยากาศการพูดคุยอบอวลไปด้วยความสนุกสนาน

เมื่อพิจารณาอายุของยูกิ อาจคิดว่าเส้นทางหมอลำของเธอเพิ่งเริ่มต้นขึ้น แต่ถ้าย้อนกลับไปจริง ๆ แล้ว บนถนนเส้นนี้ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เธอยังเป็นวัยรุ่นฟันน้ำนม เรียนอยู่ชั้น ป.2 โน่นแล้ว

“ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่พาเบิ่งหมอลำ ส่วนใหญ่ดูหมอลำซิ่ง ตอนนั้นหนูดูในคลิปอยู่เลยค่ะ ยังไม่ได้ไปดูหน้างาน พอโตขึ้นก็มีโอกาสได้ไปหน้างาน เห็นพี่เขาแต่งตัวสวย มีคนดูเยอะ อยากแต่งตัว อยากเป็นแบบพี่เขาบ้าง” แววตาเป็นประกายถูกส่งทอดจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ทำให้เหมือนย้อนเห็นภาพเด็กหญิงอายุไม่เกิน 10 ปีที่มีแววตาเต็มไปด้วยความฝัน

“หนูมีไอดอลคือ พี่แอน อรดี แล้วก็ พี่ใหม่ พัชรี ค่ะ หนูชอบดูพวกพี่เขามาก ดูคลิปตลอด ดูทั้งวันเลยค่ะ” ยูกิบอกด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“หลังจากตอนนั้นก็ได้ไปบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าอยากเป็นหมอลำ เลยหาประสบการณ์ด้วยการประกวดร้องเพลงไปเรื่อย ๆ ก่อน จุดเปลี่ยนอยู่ที่เขาพาหนูขึ้นรถแห่ ไปร้องเพลงอยู่บนรถแห่ตอนอายุ 10 ปี ตอนนั้นไปที่อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ พ่อกับแม่ค่อยมาตัดสินใจว่าจะพาขึ้นวงหมอลำจริง ๆ เลยมาเป็นหมอลำหมู่ค่ะ” เธอจูงมือพาเราหวนคืนยังอดีตที่เป็นจุดเริ่มต้นในการเดินตามความฝันของเธอ

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

เรียกว่าหมอลำเสียงวิหคกับยูกิเติบโตมาด้วยกันคงจะได้ เพราะวันที่คุณพ่อและคุณแม่ของเธอพาไปสมัคร หมอลำเสียงวิหคก็เพิ่งเปิดใหม่ได้ปีแรก

“ตอนคุณพ่อคุณแม่พาไปสมัคร ตอนนั้นคณะเขาเพิ่งเปิดใหม่ปีแรก หนูอายุ 11 จะเข้า 12 ขวบ ตอนนั้นเราแสดงเป็นตัวลูก ยังไม่ได้เป็นนางเอก”

หมอลำรุ่นเยาว์เล่าความรู้สึกวันแรกบนเวทีซึ่งเธอยังจำได้ไม่มีเลือน

“ตอนนั้นไปแสดงที่วัดสีชมพู กรุงเทพฯ ความรู้สึกของการเป็นคนดูกับคนที่ได้ขึ้นแสดงมันต่างกันมาก ๆ เลยนะคะ ตอนดูหน้าเวทีเหมือนเราไปนั่งดูผลงานเขาเฉย ๆ แต่ตอนนี้เราเป็นผู้สร้างผลงานให้ผู้ชมหน้าเวทีดู ตอนแรกก็กดดัน แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้วค่ะ”

เพราะคณะหมอลำเสียงวิหค ยูกิ เพ็ญผกา จึงมีตัวตนขึ้นมาท่ามกลางเสียงแคน

“ชื่อ ยูกิ เพ็ญผกา หัวหน้าวงเป็นคนตั้งให้ค่ะ เป็นชื่อที่ใช้ในวงการ หนูว่ามันเพราะดี”

จากสเต็ปการเติบโตของกันและกัน คณะกับนักแสดง ยูกิเข้ามารับบทบาทในฐานะนักแสดงสมทบ ฝึกร้องเพลง ฝึกการแสดง และศึกษาสิ่งที่เกี่ยวกับหมอลำในทุก ๆ วัน

“ท่าทางไม่ยาก เรื่องร้องยากกว่าค่ะ ร้องหมอลำยากกว่าร้องเพลงลูกทุ่งด้วย เพราะเพลงหมอลำจะมีเกริ่น หัวเพลงจะเป็นการเกริ่น แล้วก็จะเป็นทำนองรำซึ่งจะแตกต่างกันออกไป แล้วช่วงถัดมาจะเป็นเพลงธรรมดาเลยค่ะ เป็นทำนองที่แล้วแต่อาจารย์นักแต่งเพลงจะแต่งไป จะมีช่วงรำสลับกันกับท่อนร้อง ส่วนท่อนลงก็จะมีลูกเอื้อนนิดหน่อย ผสมกันไปจนจบเพลง

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“หนูก็ฝึกร้องเพลงอยู่เรื่อย ๆ ร้องเพลงทุกวัน ฝึกการแสดง ดูอะไรหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวกับหมอลำ เวลาซ้อมต้องมาซ้อมเองที่บ้าน ให้คุณพ่อ (พ่อเลี้ยง) ซ้อมให้ เพราะคุณพ่อร้องได้ค่ะ”

ครั้นแล้ววันหนึ่ง โอกาสพลิกชีวิตก็ล่องลอยมาหาเมื่อเธอมีอายุได้ 13 ปี

“หัวหน้าคณะเขามาบอกคุณแม่ค่ะว่าจะให้น้องมาเป็นนางเอก แต่น้องต้องลดหุ่น เพราะตอนนั้นหนูอ้วนอวบ ตัวกลมเลย” กว่ายูกิจะก้าวขึ้นมาเป็นนางเอก ไม่ได้มาด้วยโชคช่วย แต่เป็นความพยายาม มุ่งมั่น พัฒนาทั้งการร้องและภาพลักษณ์ 

“หนูใช้เวลา 2 เดือน ลดน้ำหนักไปเกือบ 10 กิโลกรัม ออกกำลังกาย งดอาหารเย็น บวกกับลดปริมาณอาหาร จากที่เคยกินของหวาน น้ำหวาน ช่วงนั้นหนูก็งดไปเลยค่ะ”

ในวัย 13 ปี เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่น่าจะยังดิ้นรนกับชีวิตใหม่ในชั้นมัธยมศึกษา แต่เด็กหญิงยูกิกลับต้องเผชิญความกดดันเพิ่มจากภาระการเรียน นั่นคือการเดินสายออกแสดงไปทั่วภูธร

“หมอลำจะมีงานแสดงตามงานวัดหรืองานอื่น ๆ ที่เจ้าภาพจ้างไป เช่น งานทำบุญบ้านใหม่ ไปภาคอื่นด้วย อย่างเวลาลงกรุงเทพฯ ก็จะมีผู้จัดเขาจ้างไปลง 3 – 4 วัน งานจะไม่ไกลกันมาก แต่กรุงเทพฯ เล่นได้ถึงเที่ยงคืน ปกติเล่นถึงสว่าง”

ในช่วงแรกที่เพชรเม็ดใหม่ในวงการเริ่มเฉิดฉาย ชื่อต้นของเธอเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจากพ่อแก่แม่เฒ่าไม่น้อย หลายคนลุกลี้ลุกลนที่จะได้รู้จักนางเอกอายุ 13 ที่มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น

“การที่เป็นลูกครึ่งและอายุน้อย หนูว่าน่าจะมีส่วนให้มีชื่อเสียงนะคะ คนที่เขามาดูพอรู้ว่าชื่อยูกิ ก็สงสัยและตื่นเต้นด้วยค่ะ บางคนก็มีเข้ามาถาม เราก็อธิบายให้เขาฟังไปว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น เลยชื่อยูกิ”

จากตัวสมทบ สู่ตัวหลักของการแสดงหมอลำ ความกดดัน ความตื่นเต้น เสียงติชม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพบเจอ

“วันแรกที่ได้ขึ้นเป็นนางเอก ตอนนั้นหนูไปเล่นอำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี เปิดวงปีที่ 2 ค่ะ ตอนนั้นรู้สึกกดดันมาก ๆ อยู่ในห้องแต่กับเสียงเพลงอย่างเดียวเลยค่ะ ซ้อมทั้งวัน กดดัน กลัวมันออกมาไม่ดีเลยซ้อม ๆ ตลอดเลยค่ะ” เธอยังจดจำเรื่องราวทุกรายละเอียดของวันนั้นได้เป็นอย่างดี

“พอแสดงเสร็จก็โล่งเลยค่ะ โล่งมาก ๆ ความรู้สึกตอนนั้นคือตื่นเต้นแล้วก็ดีใจ เหมือนมันตื้นตันใจอยู่ตลอดเวลาที่มีคนหน้าเวที แล้วก็ดีใจที่ตัวเองได้ขึ้นเป็นนางเอก คืนนั้นก็คือสั่นทั้งคืนเลยค่ะ”

เป็นธรรมดาของมือใหม่ที่ต้องประสบผลตอบรับทั้งแง่บวกแง่ลบ ยูกิได้เก็บคำวิจารณ์เหล่านั้นมาใช้ในการผลักดันตนเองให้มีพลังสู้ต่อ ชั่วเวลาไม่นานก็มีแม่ยกทยอยมาติดพันเธอ

“ก็มีทั้งคนชมแล้วก็คนตินะคะ ปน ๆ กันไป” ยูกิ เพ็ญผกา กล่าวยิ้ม ๆ “หนูก็จำทุกคำพูดของทุกคนที่มาหา เพราะหนูดีใจและปลื้มใจทุกครั้งที่มีคนมาให้กำลังใจ ประทับใจทุกคน ทุกคำพูดเลย”

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ภายในเวลาไม่กี่ปีที่ได้เลื่อนขั้นเป็นนางเอกประจำคณะ หมอลำสาวลูกครึ่งรายนี้ได้ตระเวนไปทั่วภาคอีสาน งานที่จังหวัดไหนเป็นอย่างไร เธอสาธยายได้เป็นฉาก ๆ

“ที่แสดงในอีสาน จะไปแถวอุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม อุบลราชธานีเป็นส่วนมากค่ะ อีสานใต้ก็ไปบ่อยเหมือนกัน แต่ละงานก็จะเหมือน ๆ กัน จังหวัดที่คนดูเยอะก็มีที่นครพนม บึงกาฬ แล้วก็หลายจังหวัด น่าจะเยอะหลายที่เลยค่ะ แต่หนูก็จำได้ไม่หมด

“เดินทางบ่อย ๆ ก็เหนื่อยอยู่ค่ะ อย่างเวลามีงานติดต่อกันหลายงาน ก็มีเพลียบ้างนิดหนึ่ง”

เสียงไก่ขันมักใช้เป็นสัญญาณของการแจ้งว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่เหล่าหมอลำใช้เสียงนี้เป็นสัญญาณของการจบการแสดงของพวกเขา

“วันที่มีแสดง หลังจากเล่นจนสว่างของงานที่แล้วมา หนูจะขึ้นรถมาล้างหน้า เสร็จแล้วหนูก็กินข้าวและนอนบนรถค่ะ พอถึงหน้างานก็ลงไปอาบน้ำ แต่งหน้าเตรียมขึ้นแสดงค่ะ แสดงทั้งคืนเลยถึงสว่างอีกเหมือนเดิมค่ะ แล้วก็นอนบนรถอีกเหมือนเดิม” ชีวิตที่วนลูปของเธอถูกบรรยายเหมือนวงกลมที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่เปี่ยมไปด้วยพลังไฟที่เธอสนุกไปกับมัน

ภาพสวยงามบนเวทีหมอลำเบื้องหลังต้องแลกมาด้วยความยากลำบาก เสื้อผ้าสวยงามที่สวมใส่ต้องคอยปกป้องไม่ให้เลอะโคลนดินที่ชื้นแฉะจากฝนที่โหมกระหน่ำ เวทีที่ตกแต่งสวยงาม ด้านหลังต้องเนรมิตให้กลายเป็นเหมือนบ้านเพื่ออยู่อาศัยตลอดคืน

“ชีวิตหมอลำ นอนกลางดิน กินกลางทราย ถ่ายกลางทุ่งนาค่ะ ไปหน้างานบางวันมีแต่ป่า ห้องน้ำไม่มีเลย ลำบากในการเดินทาง ในการใช้ชีวิตอยู่หลังเวที มีบ้างที่มีฝนตก ขึ้นเวทีก็ต้องตากฝนเล่น แต่ถ้าฝนตกหนักก็ต้องหยุด เพราะไม่งั้นฉากเวทีมันอาจจะล้มทับคน อันตรายมากค่ะ” เธอถ่ายทอดชีวิตของหมอลำอีกด้านหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ “เวลานอนก็มีเต็นท์ที่กาง เป็นเต็นท์ส่วนตัว เต็นท์ใครเต็นท์มัน เอาผ้าสีฟ้า ๆ มาอ้อมเต็นท์ ปูเสื่อนอนกันในนั้น เหมือนเป็นบ้าน”

กาลเวลาผันเปลี่ยน ความคิด และความรู้สึกของผู้คนย่อมแปรเปลี่ยนตาม สิ่งที่เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทยกลับถูกคนไทยด้วยกันด้อยค่า มองเป็นของราคาถูก

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

“น่าจะมีช่วงหนึ่งที่มีดราม่าบ่อย ๆ ก็จะกดดันตัวเอง ชอบไปอ่านคอมเมนต์ที่เขาเมนต์มา เมนต์ดราม่า เมนต์ด่า แต่ช่วงหลัง ๆ ก็โฟกัสไปที่คนให้กำลังใจ พ่อกับแม่ก็จะคอยบอกว่าอย่าคิดมาก”

แม้จะมีอาชีพการงานที่หาเลี้ยงครอบครัวได้เป็นมั่นเหมาะ แต่ยูกิก็ยังไม่ทอดทิ้งการเรียนเฉกเช่นเยาวชนทุกคน เธอยังคงศึกษาด้านคอมพิวเตอร์ธุรกิจในวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่จังหวัดบ้านเกิด

ถึงอย่างไร ความฝันของเธอก็ยังคงมีหมอลำเป็นที่หนึ่งในใจเสมอ

“อยากมีชื่อเสียงโด่งดังค่ะ อนาคตที่วางไว้ก็น่าจะเกี่ยวกับครู อยากสอนหมอลำ”

อนาคตนั้นทำท่าจะเฉียดใกล้ความจริงเข้าไปทุกที ด้วยความเป็นคนกล้าฝัน กล้าลงมือทำ ตั้งใจจริง และไม่ละเลยความอ่อนน้อมถ่อมตน ผู้ใหญ่ในแวดวงหมอลำเพลงลูกทุ่งหลายคนจึงพากันเอ็นดูยูกิ และหยิบยื่นโอกาสแสดงฝีมือให้เธอเนือง ๆ หนึ่งในนั้นคือเจ้าของสมญา ‘ราชินีลูกทุ่งหมอลำ’ จินตหรา พูนลาภ ที่ยูกิออกปากเรียก ‘แม่จิน’ ได้โดยสนิทใจ

เธอเชื่อว่าต่อไปภายภาคหน้า ศิลปะการแสดงที่เธอรักอาจเป็นที่สนอกสนใจมากขึ้น จากการที่สื่อสังคมออนไลน์อย่าง TikTok นิยมเอาคลิปหมอลำไปเผยแพร่กัน

“หนูบังคับความคิดของใครไม่ได้ บางคนไม่ชอบหมอลำ ก็ไม่ได้บังคับให้มาชอบหมอลำ หนูเองแค่อยากอนุรักษ์ อยากสืบสานศิลปะของคนอีสานไว้ ถ้าไม่มีใครสืบสาน มันก็จะหายไป แล้วหนูเองก็ชอบของหนู ใครไม่ชอบก็ไม่เป็นไร” ความคิดที่ดูโตเกินวัยและแรงปราถนาอันแรงกล้าเปล่งออกมาจากสาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นจากเมืองชัยภูมิคนนี้

“อยากฝากสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพวกเรานะคะ หมอลำเสียงวิหคถือว่าเป็นหมอลำน้องใหม่ของวงการหมอลำ เพิ่งตั้งมาได้ 3 ปี อาจจะผิดพลาดบ้าง อยากให้ทุกคนได้ลองมาดู ลองเปิดใจ และมาสนุกร่วมกัน การแสดงรับรองว่าน่าจะม่วน ติดตามคิวงานได้ที่เพจหมอลำเสียงวิหค มีอัปเดตทุก ๆ เดือน ใครไปดูหน้างานไม่ได้ก็มีไลฟ์ออนไลน์อยู่ตลอดค่ะ” นางเอกหมอลำหน้าละอ่อนเชิญชวนทิ้งท้าย

ความพยายามตลอดเส้นทางหมอลำของยูกิ จากจุดเริ่มต้นมันช่างยาวไกล ในระหว่างการเดินทางอาจเจอลูกรัง ดินทรุด การจราจรติดขัดบ้าง แต่ทุกอย่างเป็นเหมือนบทเรียนที่ทำให้เธอกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งมากขึ้น และถนนที่มีชื่อว่าหมอลำเส้นนี้คงมีความยาวอีกไกลแสนไกล ให้เธอได้โลดแล่นไปอีกนานแสนนาน

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

Writers

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Avatar

ธนกร จตุรงค์ชัยสถิต

นัก(เรียน)วิทยาศาสตร์ ที่อยากเป็น นักวิจัยการเล่าเรื่อง แต่ตอนนี้เป็นเป็ดที่อยากบินให้สูงเหมือนนก อยากตัวใหญ่ให้เหมือนห่าน

Photographer

Avatar

ทศพล คามะดา

เรียนจบมหาลัย ปี 2555 ทำอาชีพช่างภาพ มาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เป็นคนอารมณ์ดี ชอบเลี้ยงแมวไว้ 2 ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load