เราได้ยินกันบ่อยๆ ว่าอีก 2 ปี ประเทศไทยจะเดินหน้าเข้าสู่ ‘สังคมผู้สูงวัย’ อย่างสมบูรณ์

ข้อมูลเหล่านั้นเต็มไปด้วยสถิติตัวเลข และผลกระทบที่ตามมาในหลากหลายมิติ

เราต่างมองถึงผลข้างหน้า แต่กับเรื่องใกล้ตัวอย่างเรื่องบ้าน เราได้เตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับวัยวันที่ล่วงเลยของพ่อแม่ ญาติพี่น้อง รวมถึงตัวเอง ดีแค่ไหน

ลองสำรวจรอบบ้านไปพร้อมกันตอนนี้เลยก็ได้ 

เมื่อถึงวันที่พ่อแม่หรือตัวเราเองแก่ชรา แสงสว่างของบ้านหลังนี้รองรับสายตาที่เริ่มมองไม่ชัดเจนไหม แต่ละขั้นบันไดรองรับแขนขาที่อ่อนแรงไปตามวัยหรือไม่ หรือพื้นห้องน้ำที่ลื่นเกินไปจนอาจทำให้เราลื่นล้มได้ง่ายเกินไปหรือเปล่า

เราอาจพบว่าบ้านแสนอบอุ่นในวันนี้ ไม่ได้เป็นบ้านที่เราอยู่แล้วอุ่นใจได้ในวันข้างหน้า

บ้านอุ่นใจ แบบบ้านผู้สูงอายุ บ้านแห่ง Aging Society โดย มจธ. ที่ออกแบบมาให้ผู้สูงวัยอยู่อาศัยได้อย่างอุ่นใจ

ด้วยเหตุที่ว่านี้ กลุ่มอาจารย์จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่สนใจด้านนวัตกรรมเพื่อผู้สูงวัย จึงได้รวมตัวกันศึกษาและออกมาเป็นโครงการวิจัยที่เน้นการออกแบบนวัตกรรมและพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับผู้สูงวัยที่ต้องการดูแลตนเอง

แต่หากมีเพียงเอกสารงานวิจัย คนทั่วไปอาจเข้าถึงความรู้เหล่านั้นได้ไม่ง่ายนัก คณะผู้ศึกษาจึงนำองค์ความรู้สร้างออกมาเป็นบ้านที่ทุกคนเข้ามาสัมผัสและทดลองใช้งานจริงได้ โดยตั้งชื่อเล่นง่ายๆ ว่า ‘บ้านอุ่นใจ’

ถึงตรงนี้ อย่าเพิ่งคิดกันไปว่าบ้านหลังนี้คือสมาร์ทโฮมต้นแบบที่โชว์นวัตกรรมสุดเจ๋งพร้อมใช้ในอนาคต เพราะจุดประสงค์หลักของบ้านหลังนี้ คือการทำหน้าที่เป็นแหล่งองค์ความรู้ที่เปิดกว้างให้ผู้สนใจเข้ามาต่อยอดพัฒนานวัตกรรมใหม่ เพื่อผู้สูงอายุได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ความร่วมมือของอาจารย์จาก 2 คณะ

“ต้องขอออกตัวก่อนว่า บ้านหลังนี้ไม่เชิงเป็นต้นแบบ แต่เป็นบ้านแนวทดลองให้เห็นว่า สิ่งที่เราคิดและทำมานั้น ถ้าอยู่ในสถานที่จริงจะเป็นอย่างไร”

อาจารย์ชู-รศ.ดร.ชูจิต ตรีรัตนพันธ์ รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เกริ่นให้เราฟังเมื่อเปิดเข้ามาในบ้านอุ่นใจ ดูภายนอกก็เหมือนกับบ้านสไตล์มินิมอลชั้นเดียว สะอาดตา แต่ที่โดดเด่นกว่ารูปลักษณ์ คือทุกอย่างในบ้านหลังนั้นเกิดขึ้นจากความใส่ใจ

อาจารย์ชู-รศ.ดร. ชูจิต ตรีรัตนพันธ์ รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

อาจารย์ชูเล่าย้อนถึงที่มาก่อนจะเกิดงานวิจัยชิ้นนี้ว่า เริ่มแรกกลุ่มอาจารย์ในฝั่งคณะสถาปัตยกรรมศาตร์ได้รวมตัวกันเพื่อทำงานวิจัย ออกแบบผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการบริการเพื่อผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ในชื่อว่า ABLE Lab ซึ่งย่อมาจาก Achieve Better Living for Elderly Laboratory โดยที่ผ่านมาได้รับทุนจากโครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (ITAP) ผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุร่วมกับผู้ประกอบการเอกชนภาคธุรกิจ

หลังจากการเก็บองค์ความรู้ในการทำโครงการต่างๆ มาสักระยะ ประกอบกับการได้ร่วมงานกับกลุ่มอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมระบบควบคุมและเครื่องมือวัด ซึ่งมีความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี จึงเห็นความเป็นไปได้ในการนำความรู้จากทั้งสองฝั่งมาสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ร่วมกันได้

“ก่อนหน้านี้คณะสถาปัตยกรรมเคยออกแบบโปรแกรมฝึกพูด ทางคณะวิศวกรรมก็มาทำระบบให้ เวลานั้นเราคิดว่า บางทีนวัตกรรมไม่ใช่แค่เพียง Physical Product อย่างเดียว เพราะเทคโนโลยีก็มีส่วนอำนวยความสะดวกหลายอย่างให้กับผู้สูงอายุได้ เพียงแต่ว่าเราจะทำให้ง่ายและเข้ากับชีวิตประจำวันของเขาได้มากที่สุดอย่างไร”

เมื่อความเห็นพ้องกัน กลุ่มอาจารย์ทั้งสองคณะจึงระดมสมอง ลองนำองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุที่ต่างฝ่ายต่างมีอยู่ประสานกัน สุดท้ายจึงร่วมมือกันศึกษาวิจัยและสร้างออกเป็น ‘โครงการวิจัยต้นแบบในการออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการอยู่อาศัยที่ดีสำหรับผู้สูงอายุ’ และต่อยอดออกมาเป็นบ้านที่เนรมิตความรู้จากงานวิจัยให้เป็นจริง

บ้านที่ทุกฟังก์ชันมาจากการรับฟัง

จะว่าไป บ้านหลังนี้สร้างมาจากสุภาษิตไทยที่ว่า ‘ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ ผูกอู่ตามใจผู้นอน’ อย่างแท้จริง เพราะทุกฟังก์ชันการใช้งานในบ้านมาจากการรับฟังผู้สูงอายุทั้งสิ้น

คณะทีมงานเริ่มต้นการศึกษาด้วยการเข้าไปพูดคุยและเยี่ยมบ้านเพื่อเก็บข้อมูลความต้องการของผู้สูงอายุ 20 ท่าน ซึ่งแต่ละท่านก็มีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันไป อาจารย์ชูพยายามจะจัดกลุ่มให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจความแตกต่างหลากหลายนี้ 

“บางท่านอยู่ในกลุ่ม Independent ที่อยากดูแลตัวเอง แม้จะมีอาการป่วยตามวัยบ้าง แต่ก็ไม่อยากให้มีแต่คนคอยช่วย อีกกลุ่มอาจจะอายุมากแล้ว ประมาณแปดสิบถึงเก้าสิบปี กิจวัตรคือการกินและนอนดูทีวีเป็นหลัก อาจจะรู้สึกว่าชีวิตไม่ได้มีอะไรตื่นเต้นมากมาย เราก็เข้าใจชีวิตของเขาและความเป็นห่วงของลูกหลาน 

“หลายคนก็อยู่ในกลุ่ม Hobby Man สนุกกับการทำอะไรเองทุกอย่าง อยากทำตัวให้เป็นประโยชน์กับคนในบ้าน หรือคนหนึ่งก็อยู่ในกลุ่ม Care Giver คือเกษียณแล้ว แต่ต้องเลี้ยงหลาน ไม่มีชีวิตส่วนตัวเลย แต่ละคนก็มีบ้านและความต้องการที่ต่างกันไป”

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ การใช้เทคโนโลยีของผู้สูงวัย ไม่ได้มีแค่เพียงการใช้ส่งไลน์สวัสดีวันจันทร์อย่างที่หลายคนคาดคิด เพราะจากการเข้าไปคลุกคลีพูดคุยกับผู้สูงวัยในบ้านที่แตกต่างหลากหลายนั้น ทีมงานวิจัยได้ข้อมูลว่า บางท่านใช้เทคโนโลยีเก่งกว่าคนหนุ่มสาวเสียอีก และการใช้เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งภายในบ้านไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผู้สูงอายุหลายท่านเช่นกัน คุณตาบางท่านติดกล้องวงจรปิดในบ้านเป็นงานอดิเรกด้วยซ้ำ

“ดังนั้น ในชีวิตจริงแล้ว คำว่า ‘ผู้สูงอายุ’ จึงไม่ได้มีความหมายหรือความต้องการที่เป็นเพียงมาตรฐานเดียวกัน หรือเหมือนกันทุกคนได้” อาจารย์ชูเน้นถึงความสำคัญ

แต่ท้ายสุดแล้วการออกแบบฟังก์ชันต่างๆ นั้นควรเป็นการออกแบบแนวร่วมสมัย เพื่อให้คนทุกวัยในบ้านใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย 

บ้านอุ่นใจ แบบบ้านผู้สูงอายุ บ้านแห่ง Aging Society โดย มจธ. ที่ออกแบบมาให้ผู้สูงวัยอยู่อาศัยได้อย่างอุ่นใจ

“ผู้สูงอายุก็ไม่ได้อยากได้โปรดักต์เพื่อผู้สูงอายุสักเท่าไหร่ ในขณะเดียวกันลูกหลานก็รู้สึกว่าเท่ ไม่ได้รู้สึกขัด เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว เราก็มาสรุปกันว่า แต่ละโซนของบ้านควรมีฟังก์ชันอย่างไรบ้าง ถ้าเป็นเทคโนโลยีก็ควรต้องเป็นแบบที่มองไม่เห็น และกลมกลืนไปกับบ้านธรรมดา” อาจารย์ชูอธิบายหลักสำคัญของการออกแบบที่คำนึงถึงจิตใจของผู้อยู่อาศัยเป็นสำคัญ

เบื้องหลังอัดแน่นด้วยงานวิจัยและความใส่ใจ

เมื่อได้รู้ที่มาที่ไป อาจารย์ชูก็พาเดินชมบ้านเชิงทดลองหลังนี้ไปทีละโซน ทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านที่เบื้องหลังอัดแน่นไปด้วยงานวิจัยและความคิดเห็นของผู้สูงวัยและผู้ดูแล

พื้นบ้านเรียบเสมอเท่ากันไม่มีสเต็ปหรือขั้นบันไดแบ่งโซนในบ้านเพื่อความปลอดภัย

บ้านอุ่นใจ แบบบ้านผู้สูงอายุ บ้านแห่ง Aging Society โดย มจธ. ที่ออกแบบมาให้ผู้สูงวัยอยู่อาศัยได้อย่างอุ่นใจ

บานประตูหน้าต่างเน้นเป็นบานเลื่อน เพื่อไม่ต้องใช้แรงเหวี่ยงในการเปิดปิด และเลี่ยงการใช้ลูกบิดที่มือของผู้สูงวัยอาจจับได้ไม่ถนัดแล้ว

ห้องครัวมีเคาน์เตอร์ครัวที่ปรับระดับได้ เพื่อให้ง่ายในการทดลองค้นหาระดับความสูงที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุแต่ละคน

ตู้เสื้อผ้าและตู้รองเท้าไม่มีบานพับ แต่เป็นผ้าม่านสีสบายตากั้นไว้ เพื่อให้ง่ายต่อการเปิดปิดโดยไม่ต้องใช้แรงเยอะ ไม่เกะกะหรือเสียพื้นที่รอบข้าง ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนี้เป็นผลงานที่มีการผลิตสินค้าจำหน่ายจริงแล้ว

บ้านอุ่นใจ แบบบ้านผู้สูงอายุ บ้านแห่ง Aging Society โดย มจธ. ที่ออกแบบมาให้ผู้สูงวัยอยู่อาศัยได้อย่างอุ่นใจ

หน้าต่างในห้องโถงเป็นบานเกล็ดที่ปรับการรับแสงสว่างจากภายนอกได้หลายระดับ เพื่อให้สบายสายตาสำหรับการทำกิจกรรมที่หลากหลายในช่วงเวลาที่แตกต่าง

บ้านอุ่นใจ แบบบ้านผู้สูงอายุ บ้านแห่ง Aging Society โดย มจธ. ที่ออกแบบมาให้ผู้สูงวัยอยู่อาศัยได้อย่างอุ่นใจ

แสงไฟในบ้านไม่ได้เน้นจากไฟบนเพดานเพียงอย่างเดียว แต่มีไฟดาวน์ไลท์ส่องลงตามทางเดิน เพื่อไม่ให้รบกวนสายตาในยามค่ำคืน

ที่น่าสนใจมากคือ ในห้องน้ำแยกโซนแห้งและเปียกชัดเจน ไม่มีสเต็ปคั่น แต่แทนที่ด้วยช่องระบายน้ำที่มีฝาปิดเจาะรูเพื่อวางเรียบไปตามพื้น

ในห้องอาบน้ำ มีแผ่นกระเบื้องหลายแผ่นวางเรียงต่อกัน ไล่ตั้งแต่เฉดสีอ่อนไปเข้ม เมื่อสอบถามอาจารย์ชูจึงได้รู้ว่า กระเบื้องหลากสีนี้มีไว้เพื่อใช้ในการทดลองหยดน้ำ แชมพู หรือสบู่ลงไป แล้วให้ผู้สูงอายุมองดูว่าเห็นหรือไม่ เพราะในชีวิตจริงการลื่นล้มอาจมีปัจจัยจากการมองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ 

นอกเหนือจากการมองเห็นแล้ว ผิวสัมผัสเมื่อถูกน้ำก็สำคัญเช่นกัน การเลือกกระเบื้องในห้องน้ำให้ปลอดภัยนั้นจึงควรมาจากการทดสอบทดลองอย่างถี่ถ้วน

บ้านอุ่นใจ แบบบ้านผู้สูงอายุ บ้านแห่ง Aging Society โดย มจธ. ที่ออกแบบมาให้ผู้สูงวัยอยู่อาศัยได้อย่างอุ่นใจ

อยู่สบายและปลอดภัยด้วยเทคโนโลยี

ส่วนด้านระบบเทคโนโลยีภายในบ้าน อั๋น-วสันต์ ตันสกุล นักศึกษาปริญญาโทจากภาควิชาวิศวกรรมระบบควบคุมและเครื่องมือวัด คณะวิศวกรรมศาสตร์ รับหน้าที่เป็นผู้ประสานงานในฝั่งวิศวกรรมระบบ พร้อมดูแลระบบการควบคุมในบ้านอุ่นใจเล่าว่า ระบบควบคุมเพียง 3 ส่วนเท่านั้น คือ แอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือ เซิร์ฟเวอร์กลางในบ้านสำหรับเก็บข้อมูล และกล่องควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมด

ระหว่างนี้อาจารย์ชูเปิดแอปพลิเคชันทดสอบให้ดูว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกอย่างที่เสียบปลั๊กสามารถควบคุมและสั่งงานจากแอปพลิเคชันได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการปิดเปิดหรือหรี่แสงไฟ ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ หรือเปิดปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมไปถึงระบบการแจ้งเตือนด้านความปลอดภัย เช่น การตรวจจับควัน สัญญาณกันขโมย รวมไปถึงระบบการตรวจจับการล้มหรืออุบัติเหตุภายในบ้าน

แอปพลิเคชันที่ว่านี้ แบ่งการใช้เป็น 2 ฝั่งคือ ผู้สูงอายุและผู้ดูแล 

ในฝั่งผู้สูงอายุจะมีหน้าตาแอปพลิเคชันที่ดูง่าย ใช้งานง่าย กดสั่งงานเพียงไม่กี่ปุ่ม หรือเลือกตามโหมดของกิจกรรมต่างๆ ที่มีการตั้งค่าไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าไว้แล้ว เช่น อ่านหนังสือ งีบหลับ นอนหลับ ซึ่งสั่งงานได้ในไม่กี่คลิกเท่านั้น รวมไปถึงการกดปุ่ม SOS เพื่อขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน ซึ่งหากผู้สูงวัยสวม Smart Watch ก็สามารถสั่งงานได้เช่นกัน

ส่วนในฝั่งของผู้ดูแลจะมีความซับซ้อนขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากเป็นระบบที่ต้องตั้งค่าให้เรียบร้อย เพื่อให้ผู้สูงอายุได้กดใช้ในคลิกเดียวได้อย่างสะดวกสบาย

ปรับใช้กันได้ ไม่ต้องสร้างบ้านใหม่

“ทุกอย่างในบ้านปรับเปลี่ยนตามรูปแบบบริบทต่างๆ ได้ตลอดเวลา” อาจารย์ชูเริ่มอธิบายว่า อุปกรณ์ทุกชิ้นในบ้านหลังนี้ไม่มีงาน Built in แต่เน้นเป็นชิ้นงานที่เลือกนำไปปรับกับบ้านที่อยู่อาศัยเดิมของผู้สูงอายุได้ 

“บ้านที่สร้างเมื่อสามสิบสี่สิบปีก่อนจะเป็นโมเดลบ้านสองชั้น เพราะเรารับวัฒนธรรมตะวันตกมา และยังไม่มีการศึกษาเผื่อผู้สูงอายุขนาดนี้ พอพ่อแม่เริ่มแก่ขึ้นบันไดไม่ไหว ก็ต้องมารีโนเวตบ้าน แต่ด้วยความที่ไม่มีการเตรียมพร้อม ก็อาจจะต่อเติมเท่าที่ทำได้ เราจึงคิดว่าองค์ความรู้หรือไกด์ไลน์ในบ้านหลังนี้น่าจะช่วยได้ ถึงก่อนหน้านี้ไม่ได้เตรียมตัวไว้ ทำตอนนี้ก็ยังไม่สาย เราไม่ได้คิดว่าต้องมาสร้างทุกอย่างตามบ้านนี้ แต่เราเสนอเป็นทางเลือกหนึ่งที่นำไปปรับใช้ได้”

ด้านระบบเทคโนโลยีต่างๆ ก็เป็นแบบ Plug and Play ที่เลือกใช้แยกเป็นระบบได้อย่างสะดวกสบาย 

บ้านอุ่นใจ แบบบ้านผู้สูงอายุ บ้านแห่ง Aging Society โดย มจธ. ที่ออกแบบมาให้ผู้สูงวัยอยู่อาศัยได้อย่างอุ่นใจ

  “อุปกรณ์ในระบบควบคุมทุกอย่างเป็นการเดินลอยทั้งหมด เพื่อให้ต่อเติมเพิ่มเพื่อการทดสอบได้ง่าย หรือจะประยุกต์แต่ละส่วนไปใช้กับบ้านที่อยู่อาศัยเดิมก็ทำได้เช่นกัน” อั๋นอธิบายเสริม 

“ระบบของเราสามารถนำไปใช้กับบ้านอยู่อาศัยเดิมของผู้สูงอายุได้ เพียงแค่ให้มีพื้นที่ติดกล้องระบบของเราก็พอแล้ว และสามารถเลือกเพียงระบบใดระบบหนึ่งไปได้ เช่นวันนี้อยากจะย้ายตำแหน่งแอร์ในบ้านหลังนี้ เราก็ย้ายกล่องควบคุมไปไว้ในจุดติดตั้งแอร์ใหม่ได้เลย” 

บ้านอุ่นใจ แบบบ้านผู้สูงอายุ บ้านแห่ง Aging Society โดย มจธ. ที่ออกแบบมาให้ผู้สูงวัยอยู่อาศัยได้อย่างอุ่นใจ

นอกเหนือจากการสร้างแบบแยกส่วน เพื่อง่ายต่อการปรับเข้ากับบ้านที่มีสภาพแตกต่างกันไปแล้วนั้น อาจาย์ชูเน้นถึงวัตถุประสงค์ของการสร้างบ้านหลังนี้อีกครั้ง

“อาจเห็นว่าบ้านหลังนี้ดูไม่ค่อยเสร็จสมบูรณ์ในเชิงโครงสร้าง แต่เราจงใจ เพดานต้องเปิดไว้เผื่อมีการต่อเติมเพื่อการทดสอบต่างๆ ได้ ผนังที่เปิดและตีโครงไม้ไว้เพื่อการติดตั้งอุปกรณ์ในการทดสอบเช่นกัน เช่นระดับไฟ LED บนผนังเราปรับระดับสูงต่ำได้ เพื่อทดสอบว่าความสูงแค่ไหนจะไม่รบกวนสายตา โดยเฉพาะในเวลากลางคืน อาจารย์ที่สอนเรื่องแสงก็พานักศึกษามาศึกษามาทดสอบได้” 

อยู่ได้อย่างสบายกาย และสบายใจ

แม้จะมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในบ้านเพื่อความอำนวยสะดวกสบาย แต่ในแง่มุมของความเป็นส่วนตัวก็เป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน เพราะบ้านที่อยู่แล้วสบายกายนั้นควรมาคู่กับการอยู่แล้วสบายใจ

“ระบบในบ้านหลังนี้อาจจะไม่ได้ต่างจากระบบที่ขายในท้องตลาดทั่วไปก็จริง แต่สิ่งที่แตกต่างคือ การปรับให้เหมาะกับผู้พักอาศัย เพราะมีการวิจัยเบื้องหลัง มีรายละเอียดเล็กน้อยที่ทางทีมใส่ใจไปถึงรายละเอียดจากประสบการณ์ของผู้ใช้” 

ความใส่ใจที่อั๋นพูดถึง คือการมองให้ลึกไปถึงจิตใจและความรู้สึกของผู้ใช้ ที่บางครั้งผู้พัฒนาเทคโนโลยีอาจมองข้ามไป

“ตัวอย่างเช่น ระบบการตรวจจับคนล้ม ตอนแรกในมุมของวิศวกร เราจะมองว่าทำเป็นระบบง่ายๆ ก็ได้ คือมีกล้องแล้วนำวิดีโอมาวิเคราะห์ แต่ถ้ามองให้ละเอียดอ่อนลงไปกว่านั้น ผู้สูงอายุรู้สึกว่าเขาเหมือนถูกมอนิเตอร์อยู่ตลอดเวลา ไม่มีความเป็นส่วนตัว เมื่อได้ข้อมูลนี้เราจึงปรับระบบให้ผู้สูงอายุสบายใจว่า ทางระบบจะไม่สตรีมภาพไปให้ผู้ดูแลเห็น หากมีเหตุล้มเมื่อไหร่ จะมีเพียงการแจ้งเตือนไปยังผู้ดูแลเท่านั้น”

การทำงานออกแบบที่เน้นการคำนึงถึงผู้ใช้เป็นสำคัญ นอกจากเป็นการสร้างความสบายใจให้ผู้สูงอายุแล้ว ยังเป็นการเปิดมุมมองใหม่ให้กับวิศวกรระบบอย่างอั๋นด้วยเช่นกัน

“การได้ร่วมทำโครงการนี้ ทำให้ได้เพิ่มมุมมองความเข้าใจในด้านประสบการณ์ของผู้ใช้มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อได้มาร่วมทดสอบระบบร่วมกับผู้สูงอายุ เราได้เห็นช่องว่างที่เคยต่อกันไม่ติด อย่างเราเป็นคนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี อาจจะไม่เข้าใจว่าทำไมยิ่งเราพยายามให้ผู้สูงอายุใช้ เขายิ่งไม่รับ พอมาทำงานนี้ก็ได้เห็นช่องว่าง บางอย่างเราต้องปรับให้เหมาะสมกับผู้สูงวัยที่เราดูแลด้วย ทุกคนอาจมองว่าง่าย แต่ไม่ได้ง่ายสำหรับเขานะ เราต้องเพิ่มความเข้าใจตรงนี้ด้วย” 

พื้นที่แห่งการสร้างสรรค์เพื่อวันข้างหน้า

บ้านทั่วไป เมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วก็เท่ากับจบภารกิจของผู้ออกแบบและสร้างสรรค์ แต่สำหรับบ้านอุ่นใจไม่เป็นเช่นนั้น

บ้านอุ่นใจจะอยู่ภายใต้การศึกษาและต่อยอดองค์ความรู้ต่อไป ตราบเท่าที่ทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านจะเกิดเป็นนวัตกรรมที่มีบริษัทต่างๆ นำไปพัฒนาเป็นสินค้าและบริการให้กับผู้สูงอายุได้จริง

“เราหวังว่าจะใช้บ้านหลังนี้เป็นพื้นที่ทำให้เกิดความร่วมมือกับบริษัทต่างๆ ที่ทำนวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุ เผื่อว่าเขาอยากทำการทดสอบหรือทดลองเพื่อหาองค์ความรู้หรือมองหางานวิจัย ที่ต่อยอดให้ผลิตภัณฑ์ของเขาตอบโจทย์กับผู้สูงอายุมากยิ่งขึ้น จนเกิดเป็นชิ้นงานสินค้าที่ใช้ได้จริงมากขึ้นเรื่อยๆ

อาจารย์ชู-รศ.ดร. ชูจิต ตรีรัตนพันธ์ รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

“ดังนั้นเราจึงต้องการความร่วมมือและการต่อยอดไปอีกสักระยะ จนวันหนึ่งบ้านหลังนี้จะเป็นบ้านต้นแบบได้อย่างสมบูรณ์ ถ้าตอนนี้ใครสนใจมาร่วมวิจัยองค์ความรู้เพิ่มเติมในเชิงพฤติกรรมและการออกแบบสำหรับผู้สูงอายุ หรือบริษัทใดสนใจอยากศึกษาทดสอบเรื่อง Home Operation ต่างๆ เราก็ยินดีอย่างยิ่ง” อาจารย์ชูฝากข้อความชวนด้วยรอยยิ้มเปี่ยมความหวัง

แม้ว่าที่ผ่านมาในประเทศไทยอาจยังไม่มีโปรดักต์เพื่อรองรับสังคมผู้สูงวัยมากนัก แต่อย่างน้อยอาจารย์ชูหวังว่า บ้านหลังนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีให้กับแวดวงอุตสาหกรรม เข้ามาให้ความร่วมมือกับภาคการศึกษาในการเตรียมพร้อมรับกับสังคมในอนาคตข้างหน้ามากขึ้น

ที่สำคัญคือการสร้างแรงบันดาลใจและส่งมอบแนวคิดของการทำงาน ไปพร้อมกับการสร้างประโยชน์เพื่อสังคม ซึ่งมีความหมายและคุณค่าต่ออาชีพในอนาคตอย่างแท้จริง

“อย่างน้อยการสร้างบ้านอุ่นใจก็นับเป็นการสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์และใช้งานได้จริง เพราะถ้าศึกษาวิจัยแล้วแต่ไม่มีการนำไปใช้ก็ไม่ถือเป็นนวัตกรรม นอกจากนี้ เราก็ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ลูกศิษย์ โดยที่ไม่ใช่ให้เพียงองค์ความรู้ทางด้านการออกแบบ แต่เป็นการสร้าง Mindset สร้างจิตสำนึกให้เขาทำงานรับผิดชอบและเป็นประโยชน์ต่อสังคม 

“พูดง่ายๆ คือ ถ้าออกแบบไปแล้วไม่มีประโยชน์ต่อใคร ก็ไม่น่าทำ แต่ถ้างานของนักศึกษาออกแบบมาแล้วช่วยคนได้ หรือได้เป็นส่วนหนึ่งของการทำให้ชีวิตของคนเราดีขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุหรือคนกลุ่มไหน เป็นงานที่เกิดประโยชน์และดีต่อใจ ก็นับเป็นความสำเร็จที่น่าชื่นใจของนักศึกษาและอาจารย์ด้วยเช่นกัน”

บ้านอุ่นใจ จากโครงการวิจัยต้นแบบการออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อปรับสภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัยที่ดีสำหรับผู้สูงอายุ เป็นในงานวิจัยชิ้นสำคัญที่พิสูจน์ถึงวิสัยทัศน์ในการสร้างนวัตกรรมการเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคมอันสอดคล้องกับยุคสมัยที่มีมาตลอด 60 ปี ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

ในโอกาสการสถาปนาครบรอบ 60 ปีนี้ มจธ. พร้อมเดินหน้าต่อไปภายใต้แนวคิด “สังคมปริวรรต พิพัฒน์อนาคต” ด้วยการริเริ่ม 6 แนวทางสำคัญ นั่นคือ

1. พัฒนากำลังคนและเร่งสร้างพันธมิตรสำหรับอนาคต (Developing human resources and accelerating partnerships for the future)

2. ปรับเปลี่ยนสู่การเป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัล (Digital transformation)

3. ธรรมาภิบาลที่มีประสิทธิภาพและตระหนักถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม ทำหน้าที่ของตนเองภายใต้การเป็นพลเมือง (Effective governance and good citizenship)

4. สร้างแรงบันดาลใจเพื่อการสร้างผู้นำแห่งอนาคต (Inspiring future leaders)

5. มหาวิทยาลัยสุขภาพดีและยั่งยืน (Healthy and sustainable university)

6. มุ่งสร้างนวัตกรรมที่นำไปใช้ประโยชน์ได้ (Entrepreneurial university)

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

ธันวา ลุจินตานนท์

หุ้นส่วนร้านล้างฟิล์มที่ถูกทักเสมอว่าไม่เห็นอยู่ร้าน ชอบถ่ายรูปผู้คนเพราะสนุกเวลาได้ฟังหรือพูดคุยกับเค้า และชอบแดดฤดูหนาวเพราะความคมกับโทนของมันช่างสวยงามแต่คนรอบข้างไม่มีใครเข้าใจ

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

“คุณอยากสนิทกับเพื่อนบ้านหรือเปล่า?”

เช้าเดินไปซื้อกับข้าวกับพี่ข้างบ้าน บ่าย ๆ ไปธุระก็ฝากลูกไว้กับป้าบ้านตรงข้าม พลบค่ำตั้งวงนั่งเล่นกีต้าร์ร้องเพลงในซอย

เขาว่ากันว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม แต่ไหนแต่ไร เผ่าพันธุ์ของพวกเรามักจะรวมตัวตั้งถิ่นฐานเป็นกลุ่มเป็นก้อน ญาติพี่น้องอยู่ด้วยกัน คนเชื้อสายใกล้เคียงกันอยู่ด้วยกัน

เวลาผ่านไป ความเป็นเมืองและเทคโนโลยีคืบคลานเข้ามาในหลายพื้นที่ เราจึงดำรงชีวิตกันอย่างปัจเจกชนมากขึ้น มากเสียจนเราอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนข้างบ้านชื่ออะไร ตรงกันข้าม เราอาจสนิทชิดเชื้อกับเพื่อนที่อาศัยอยู่ห่างไป 100 กิโลเมตรมากกว่าเสียอีก

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

“เราสนใจแนวคิดเรื่องชุมชนมาตั้งแต่เริ่มตั้งสถาบันครับ” ทวี เรืองฉายศิลป์ จากสถาบันอาศรมศิลป์เล่าย้อน

“จนกระทั่งปี 2010 เราริเริ่มโครงการ Co-housing ‘บ้านเดียวกัน’ ขึ้น” เขาพูด Co-housing ที่ว่า หมายถึงชุมชนที่เกิดขึ้นโดยผู้คนที่ตั้งใจจะอาศัยอยู่ร่วมกัน มีกลุ่มบ้านส่วนตัวรายล้อมพื้นที่ส่วนกลางที่ใช้ร่วมกัน “ตอนนั้นแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างชุมชน หรือคำว่า Co-housing เป็นที่รับรู้ขึ้นในไทยมากกว่าสมัยก่อนหน้า แต่ก็ยังไม่ได้แพร่หลายเป็นวงกว้างในสังคม แม้จะมีโครงการบ้างแล้วก็ตาม”

วันนี้ กลุ่มสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ ภาณุมาศ ชเยนทร์, ธนา อุทัยภัตรากูร, ปิยะ พรปัทมภิญโญ, วริศรา ไกรระวี, ทวี เรืองฉายศิลป์ และ ยิ่งยง ปุณโณปถัมภ์ จะมาพูดคุยเกี่ยวกับ ‘Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp’ โปรเจกต์ใหม่ที่กำลังเปิดรับสมัครสมาชิก ซึ่งคล้ายจะเป็นหนังภาคต่อของบ้านเดียวกันเมื่อ 10 กว่าปีก่อน แต่แตกต่างด้วยวันเวลา สังคม และความเข้าใจของคนสมัยใหม่ที่เพิ่มมากขี้น

ถึงเวลาแล้วที่ ‘เชียงดาว’ เมืองธรรมชาติสวยแห่งเชียงใหม่จะมีชุมชนที่ผู้คนต่างที่มาร่วมกันสร้าง

Co-housing ที่พวกเขากำลังปลุกปั้นกันในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการปฏิเสธสังคมที่วิวัฒน์ไปข้างหน้า หากแต่เป็นอีกลักษณะของการอยู่อาศัย ที่จะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับสังคมไทยต่อไปได้

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp
สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

มองหาความเป็นไปได้

“Co-housing เกิดจากกลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันมาก่อน แต่อยากอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน เลยมาร่วมกันออกแบบที่อยู่อาศัยของตัวเอง” ยิ่งยงเริ่มอธิบายนิยามของลักษณะการอยู่อาศัยที่ยังไม่มีคำแปลตายตัวในภาษาไทย

“จริง ๆ มีได้หลายรูปแบบเลยนะครับ” ทวีเล่าด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น “จะเป็นแก๊งเพื่อนที่รู้จักกันอยู่แล้วก็ได้ หรือเป็นญาติพี่น้องที่ชวนกันไปอยู่ก็ได้ครับ คล้าย ๆ ครอบครัวขยายในอดีต แต่แนวคิดการอยู่ร่วมกันในรูปแบบนี้ เปิดโอกาสว่าไม่จำเป็นต้องเป็นเครือญาติกัน แค่มีความสนใจบางอย่างตรงกันก็อยู่อาศัยร่วมกันได้”

“Co-housing แตกต่างจากบ้านจัดสรรตรงเราเลือกคนที่จะมาอยู่ด้วยกันได้” ภาณุมาศพูดถึงข้อดี “ถ้าเราซื้อบ้านจัดสรร ก็แค่เดินดูบ้านที่อยากได้ทำเลนั้น ๆ แล้วไปวัดดวงกันว่า คนที่อยู่ในซอยย่อยเดียวกับเรา ข้างบ้านเราจะเป็นใคร แต่พอเราทำแบบนี้ เราได้คุย ได้รู้จักกันก่อน และลดต้นทุนการผลิตด้วยการแชร์พื้นที่ส่วนกลางบางส่วนร่วมกันได้”

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

แนวคิด Co-housing ถือกำเนิดครั้งแรกที่เดนมาร์ก ในช่วงปี 1970 โดยเริ่มที่ Saettedammen เป็นแห่งแรก จากนั้นก็ออกเดินทางไปสู่ประเทศอื่น ๆ ที่มาที่ไปของแนวคิดนี้คือ มีคนบางกลุ่มเชื่อว่าธรรมชาติของมนุษย์ต้องการอยู่ร่วมกัน จึงเริ่มรวมกลุ่มเพื่อสร้างชุมชน การรวมกลุ่มนี้ตอบโจทย์พวกเขาหลายอย่าง ทั้งในแง่ของวิถีชีวิตที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จิตวิญญาณของการอยู่อาศัย การแชร์ทรัพยากร-สิ่งอำนวยความสะดวกร่วมกัน และในแง่เศรษฐกิจ ช่วยทำให้แต่ละคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไปพร้อม ๆ กับประหยัดค่าใช้จ่าย

หลายปีต่อมา จากโลกตะวันตกก็มาสู่เอเชีย Co-housing เริ่มเกิดขึ้นทั้งในจีน ญี่ปุ่น รวมถึงในประเทศไทย อาศรมศิลป์เองก็ริเริ่มโครงการ ‘บ้านเดียวกัน’ ขี้นมาในรูปแบบ Co-housing แม้ว่าแนวคิดในลักษณะนี้จะยังเป็นเรื่องใหม่ที่คนไทยไม่คุ้นชินก็ตาม พวกเขาคิดว่าสังคมไทยมีประสบการณ์ร่วมกันที่ว่าสมัยก่อนก็อยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวขยาย อยู่กันเป็นชุมชน จึงน่าจะประยุกต์รูปแบบของ Co-housing เข้ามาใช้ได้

ถึงตรงนี้เราก็ตั้งข้อสงสัยว่า แนวคิดแบบ Co-housing นั้นดูจะแตกต่างจากการอยู่ร่วมกันของชุมชนไทยสมัยก่อนไหมนะ แถมวิถีชีวิตคนในปัจจุบันก็เปลี่ยนไปมากด้วย

“เราไม่ได้คิดว่าอยากเอาของไทยสมัยก่อนกลับมา” ยิ่งยงอธิบายให้ชัดเจน “เราแค่คิดว่าความเป็นชุมชนไทยน่าจะฝังอยู่ใน DNA ความทรงจำ หรือความรู้สึกนึกคิดของเรา มันน่าจะมีต้นทุนที่เอาเรื่องนี้กลับมาได้”

“แล้วถ้านำ Co-housing เข้าไปอยู่ในแนวคิดของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มันน่าจะตอบโจทย์ความต้องการของสังคม” ซึ่งโครงการบ้านเดียวกันนี้ เป็นทั้งวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาโท สถาบันอาศรมศิลป์ และเป็นทั้งโครงการที่ลงทุนจริง สร้างจริง มีผู้คนเข้าไปอยู่อาศัยด้วยกันจริง ๆ

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp
สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

บทเรียนจากบ้านเดียวกัน

‘บ้านเดียวกัน’ เป็นชื่อโครงการที่เป็นร่มใหญ่ ซึ่งมีโครงการย่อยในหลายรูปแบบ โครงการหนึ่งเป็นกลุ่มบ้านที่ออกแบบให้พี่น้องที่เคยอยู่ด้วยกันตอนเด็ก ได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งในวัยชรา โครงการหนึ่งก็เป็นหมู่บ้านใกล้ที่ทำงานของเหล่าพนักงาน มีกระบวนการให้แต่ละคนออกแบบวิถีการอยู่อาศัยร่วมกัน อีกโครงการหนึ่งเป็นกลุ่มบ้านของผู้ปกครอง-เด็กโรงเรียนรุ่งอรุณ ที่ต้องการอยู่ใกล้โรงเรียน และสุดท้ายคือโครงการคอนโด Low-rise 8 ยูนิตย่านลาดพร้าว

สังเกตได้ว่า Co-housing ในความหมายของอาศรมศิลป์ ไม่ค่อยจำกัดรูปแบบอาคารเท่าไหร่ กลับกันคือ พวกเขาพยายามผลักดันให้เกิดความหลากหลายขึ้น โดยมีแนวคิดของการอยู่ด้วยกัน เกื้อกูลกัน แชร์ทรัพยากรซึ่งกันและกันเป็นจุดร่วม

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp
สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

“บ้านเดียวกัน มีบางโครงการที่ก่อสร้างจนสำเร็จ ในขณะที่บางโครงการก็ไม่” ยิ่งยงว่า

เป็นเรื่องปกติที่ระหว่างกระบวนการจะมีการเปลี่ยนหน้าสมาชิก เมื่อเงื่อนไขในชีวิตของบางคนเปลี่ยน ก็ต้องมีการหาสมาชิกใหม่มาแทนให้ครบ ทำให้ไม่ใช่ทุกโครงการจะประสบความสำเร็จจนได้ก่อสร้างจริง

“ตอนนั้นเราสรุปบทเรียนอยู่ 2 เรื่อง” ยิ่งยงสะท้อนหลังจากที่ผ่านเวลานั้นมาราวสิบปี

“อย่างแรกคือทักษะการคลี่คลายความขัดแย้ง การอยู่บนความแตกต่างของคนไทยที่ยังไม่มากพอ”

“บทเรียนที่ 2 คือ ยุคนั้นมันมีข้อจำกัดในการสื่อสาร ตอนทำบ้านเดียวกัน ช่องทางการสื่อสาร โซเชียลมีเดียยังไม่แพร่หลาย” เราคิดตาม ใช่ แม้ในปี 2010 จะมีอินเทอร์เน็ตใช้แล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าผู้คนทุกเพศทุกวัยไม่ได้ไลน์หากันเช้าเย็นอย่างถนัดมือเหมือนทุกวันนี้

นอกเหนือจาก 2 เรื่องที่มีปัจจัยมาจาก ‘คน’ ก็มีเรื่องการประชาสัมพันธ์อีกเรื่องที่ยิ่งยงได้สะท้อนออกมา

“ตอนนั้นเราประชาสัมพันธ์โครงการผ่านช่องทางเดียวกับตลาดทั่วไปเลย ออกงานแฟร์ โปรโมตแบบโครงการบ้านอสังหาริมทรัพย์เลยครับ” สถาปนิกจากอาศรมศิลป์พูด “เราคิดว่าเราประชาสัมพันธ์โครงการไปไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายของเราจริง ๆ คนไม่ค่อยรู้กัน ทีนี้พอมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นระหว่างกระบวนการ ก็หาคนเข้ามาทดแทนเพื่อไปต่อไม่ได้”

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

ครั้งใหม่ที่เชียงดาว

จนเมื่อปี 2021 มาถึง ก็มีสมาชิกในกลุ่มมะขามป้อมที่เชียงดาว ต้องการขายที่ดินขนาดประมาณ 5 ไร่ เพื่อหารายได้สนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม ด้วยมิตรภาพที่มีให้กันมาอย่างยาวนานของสมาชิกท่านนั้นและ แบน-ธีรพล นิยม ผู้ก่อตั้งสถาบันอาศรมศิลป์ ประกอบกับเห็นว่าเป็นการนำเงินไปใช้ประโยชน์กับกิจกรรมทางสังคม แบนจึงรับซื้อไว้ด้วยความเต็มใจ ซึ่งเมื่อเขาได้ไปดูที่ดินด้วยตาของตัวเอง ก็เล็งเห็นว่าที่ดินน่าจะมีศักยภาพในการขับเคลื่อนให้เกิดชุมชนแห่งการแบ่งปันและเกื้อกูลอย่าง Co-housing ได้

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

“มันเป็นจังหวะที่เรารู้สึกว่า ผ่านมา 10 ปี สังคมก็เปลี่ยนไป สมัยนู้นตอนพูดว่า Co-housing เป็นสิ่งที่เฉพาะกลุ่มมาก ๆ แต่ยุคนี้คนทั่วไปเริ่มรู้จักแล้ว กลุ่มคนที่มีความต้องการเฉพาะก็มีมากขึ้น โซเชียลมีเดียเองก็เข้าถึงกลุ่มคนได้หลากหลายมากขึ้น เราเลยอยากทดลองดูว่า ถ้าเอาแนวคิดนี้มาทำในยุคสมัยนี้จะเกิดขึ้นจริงได้ไหม”

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

ไซต์นี้อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของตัวเมืองเชียงดาว มีท้องไร่ท้องนา มีทุ่งน้ำนูนีนอยอยู่ใกล้ ๆ ดอยหลวงเชียงดาวซึ่งมองได้จากไซต์ ก็เป็นพื้นที่ที่ยูเนสโกเพิ่งประกาศให้เป็นพื้นที่สงวนทางชีวมณฑลแห่งล่าสุดของประเทศไทย เพราะตีนดอยเป็นเขตร้อน และบนดอยเป็นเขตอบอุ่น ทำให้พืชพรรณและสัตว์ต่าง ๆ ที่นี่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก

ย่านนั้นเป็นพื้นที่ที่คนหลงรักเชียงดาวเข้ามาลงหลักปักฐานกัน โดย ‘Makhampom Art Space’ ของกลุ่มละครมะขามป้อม และ ‘มาลาดาราดาษ’ ที่เปิดเวิร์กชอปเกี่ยวกับศิลปะ เป็นหนึ่งในกัลยาณมิตรที่อยู่ในชุมชนนั้น การรวมตัวกันของทุกคนก็มีข้อดี ทำให้ได้พึ่งพาอาศัยกัน และที่สำคัญคือได้ใช้สาธารณูปโภคร่วมกันด้วย

เมื่อคิดภาพตามที่ยิ่งยงเล่า ทั้งวิวท้องนากว้างใหญ่ วิวภูเขาสวย ๆ ทั้งสังคมโดยรอบและกิจกรรมที่เกิดขึ้น ตัวเราเองก็คงมีความสุขทีเดียวที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในบรรยากาศแบบนั้นทุกวัน

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

ขยับทีละขั้นตอน

การที่ Co-housing สักที่จะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ (รวมถึงที่เชียงดาวนี้ด้วย) จะต้องมีกระบวนการที่ประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอนหลัก ๆ

ขั้นตอนแรกก็คือ การรวมกลุ่ม (Forming Group)

ทวีเล่าว่า ตอนที่เดนมาร์กเริ่มมี Co-housing ในยุค 60 – 70 เขาจะเริ่มจากการรวมกลุ่มสมาชิกที่คิดแบบเดียวกัน จากนั้นก็ศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนด้วยการปรึกษานักอสังหาริมทรัพย์ นั่นคือเริ่มต้นด้วยการไม่มีที่ดิน

“โดยทั่วไป บางโครงการก็เริ่มต้นโดยไม่มีสถาปนิก อย่างโครงการหนึ่งที่เราทำอยู่ ชื่อว่า ‘สวนปันสุข’ เป็นกลุ่มเพื่อนวัยเกษียณที่เชียงใหม่อยากสร้างบ้านอยู่รวมกันในช่วงบั้นปลายชีวิต ซึ่งเริ่มจากเขามีที่ดินที่หางดง แล้วหาสมาชิกกันเอง พอเขาหาข้อมูล ก็เจอโครงการบ้านเดียวกันแล้วติดต่อเรามาโดยตรง” แต่สำหรับโปรเจกต์เชียงดาวของอาศรมศิลป์นั้น เริ่มมาด้วยที่ดินและสถาปนิก ก่อนที่จะเสาะหาสมาชิกมาร่วมแก๊ง

“ทุกวันนี้ในบางประเทศ จะมีพวกเว็บไซต์กลางของ Co-housing อยู่ค่ะ” วริศราพูดขึ้นมา “เราเข้าไปเริ่มโปรเจกต์ได้ บอกคร่าว ๆ ว่าอยากอยู่ย่านตรงไหน และอยากให้บ้านของเราเน้นไปที่อะไร”

วริศราบอกว่าส่วนหนึ่งที่สำคัญของการรวมกลุ่ม คือการตั้งวิสัยทัศน์ (Vision) เพื่อเรียกคนที่เหมือน ๆ กันมารวมตัวกัน แล้วเธอก็ยกตัวอย่างวิสัยทัศน์ที่กลุ่มอื่น ๆ เคยตั้ง อย่างเช่นที่เดนมาร์ก มีกลุ่มที่รวมตัวสร้าง Co-housing จากไอเดียว่า ‘เด็ก 1 คนไม่ควรถูกเลี้ยงมาด้วยพ่อแม่คู่เดียว’ และ ‘ผู้หญิงไม่ควรต้องเลือกระหว่างเลี้ยงลูกหรือไปทำงาน’ ซึ่งที่นั่นก็เป็นสังคมของคนมีลูก ที่ช่วยกันดูแลลูกได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้เธอยังพูดถึง Co-housing ที่เยอรมนี ที่เน้นเรื่องการประหยัดพลังงาน ซึ่งเมื่อคนที่มีอุดมการณ์เดียวกันมาอยู่รวมกันแล้ว ก็ทำให้ต้นทุนถูกลง

วิสัยทัศน์ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน หากจะกำหนดกว้าง ๆ ว่าเป็นเรื่องเกษตร พลังงาน สังคม ก็ไม่มีปัญหา เป็นไปตามความสนใจของสมาชิกแต่ละกลุ่ม

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

ได้สมาชิกกันแล้ว ขั้นตอนต่อมาก็คือ กระบวนการออกแบบ (Design Process) ขั้นตอนนี้นี่แหละที่เราคิดว่าสนุกและคงวุ่นวายใช่เล่น โดยเฉพาะเมื่อเหล่าสมาชิกไม่ได้รู้จักมักจี่กันมาก่อน

สิ่งแรกที่พูดคุยกันในขั้นนี้คือการออกแบบวิถีชีวิต ทั้งเรื่องส่วนตัว และเรื่องส่วนรวม ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะมากับบุคลิก นิสัย ความชอบ หรืออาชีพของสมาชิกของแต่ละคน จากนั้นก็ถกกันเรื่องสภาพแวดล้อม ว่าอยากให้ Co-housing ที่จะสร้างนี้หน้าตาเป็นอย่างไร แล้วปิดท้ายด้วยเรื่องของการศึกษากฎหมาย กรรมสิทธิ์ และข้อตกลงของการอยู่ร่วมกัน

“อย่างของบ้านเดียวกัน 2 ที่เป็นของผู้ปกครองและเด็กโรงเรียนรุ่งอรุณ เราก็เริ่มจากนัดกินข้าวกันก่อน” ทวีเริ่มยกตัวอย่างถึงขั้นตอนกระบวนการออกแบบที่เคยเกิดขึ้นกับเคสเก่า เขาบอกว่าการกินข้าวร่วมกันนั้นสำคัญ เพราะถือเป็นการทดลองใช้ชีวิตร่วมกัน แม้แต่การเอาน้องหมามาทำความคุ้นเคยก็สำคัญไม่แพ้กัน (บางคนเขาก็กลัวหมานะ)

“ตอนนั้นเราให้แต่ละคนพรินต์รูปบ้านมาคุยกัน ส่วนเด็ก ๆ ก็จะเป็นเวิร์กชอปให้วาดรูปบ้าน

“การเอาบ้านมาคุยกันมันเป็นเหมือนกระบวนการที่ได้รู้จักกันมากขึ้น เหมือนเล่าว่าบ้านในฝันของเรามันมีวิถีชีวิตยังไง เราก็จะเห็นจุดร่วมและจุดต่าง โดยโครงการบ้านเดียวกัน 2 จุดร่วมของเขาคืออยากให้ชุมชนตรงนี้เน้นเรื่องธรรมชาติ”

ธนาสรุปการพูดคุยของโครงการนี้ว่า ทำให้ได้ข้อตกลงเรื่องพื้นที่สาธารณะที่จะใช้ร่วมกัน อย่างชานไม้หลังบ้านริมน้ำตลอดแนว และการกำหนดพื้นที่จอดรถ ซึ่งการกำหนดพื้นที่สาธารณะนั้นเป็นไปได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความเห็นชอบของสมาชิก บางทีก็มีห้องรับแขกกลางไว้ใช้ร่วมกัน บางทีก็มีครัวกลางสำหรับจัดปาร์ตี้สนุก ๆ เชื่อมความสัมพันธ์ คล้าย ๆ กับ Clubhouse ของหมู่บ้านใหญ่

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp
ชานไม้หลังบ้านของ ‘บ้านเดียวกัน 2’
สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

“ในฐานะที่เป็นกระบวนกร เราต้องตั้งคำถามและการดีไซน์ให้ไปสู่คำถามที่เขาไม่กล้าถาม” ภาณุมาศเผยเคล็ด “คือบางทีนั่งอยู่ด้วยกันไม่กล้าถาม เราก็ต้องเป็นคนถามให้ว่า ที่คนนี้บอกว่าต้องการให้มีสเปซแบบนี้ พี่รู้สึกยังไงบ้าง”

นอกจากนี้พวกเขาก็ย้ำว่า แม้ Co-housing จะเป็นพื้นที่ในการอยู่อาศัยร่วมกัน แต่ก็ต้องแบ่งชัดระหว่างส่วนตัวกับส่วนรวม ไม่คลุมเครือทั้งในแง่การใช้งานในชีวิตประจำวัน และในแง่กรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งหากใช้โฉนดร่วมเป็นผืนเดียว สุดท้ายแล้วจะมีข้อจำกัดเกิดขึ้น วันหนึ่งหากใครจะนำบ้านไปจำนองเพื่อกู้เงินทำธุรกิจ ก็จะไม่ยืดหยุ่นมากพอ

เราถามถึงขั้นตอนกระบวนการออกแบบที่จะเกิดขึ้นกับโปรเจกต์เชียงดาว ธนาบอกว่าตอนนี้ได้กำหนดไว้เพียงคร่าว ๆ จะต้องดูก่อนว่าสมาชิกที่มาเป็นแบบไหน แต่ตอนเริ่มทุกคนจะได้เยี่ยมชมโครงการบ้านเดียวกัน พร้อมพูดคุยกับคนที่อยู่จริงมาก่อน เพื่อหาคำตอบว่าบ้านในลักษณะนี้เหมาะหรือไม่เหมาะกับตัวเองกันแน่

“แล้วเราก็ต้องพาเขาไปเชียงดาว ให้เขาเห็นความเป็นกายภาพ และได้ใช้เวลาซึมซับบรรยากาศอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ทั้งตอนเช้า หัวค่ำ ตอนพัฒนาแบบร่วมกันจะได้อ้างอิงถึงสิ่งที่มีประสบการณ์ร่วมกันได้” ทวีบอกด้วยว่าเมื่อถึงจุดหนึ่ง สมาชิกก็ควรจะนัดรวมตัวกันเองโดยไม่มีสถาปนิกเป็นระยะ ๆ เพื่อทำความรู้จักกันให้มากขึ้น ก่อนได้เป็นเพื่อน(ร่วม)บ้านกันจริง ๆ

และเมื่อกระบวนการออกแบบจบลงแล้ว ก็ไปถึงขั้นตอนท้ายสุด คือการก่อสร้าง (Construction) ซึ่งหลังจากขั้นตอนนี้ บางกรณีที่สมาชิกยังไม่ครบ อาจต้องมีกระบวนการตามหาสมาชิกที่เหลือผ่านทางช่องทางต่าง ๆ ต่อด้วย

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

พลังวิเศษในผู้คน

ตอนนี้ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp กำลังอยู่ในช่วงเปิดรับสมัครสมาชิกในบ้าน เริ่มมีผู้ที่สนใจพากันยื่นใบสมัคร ทางอาศรมศิลป์ก็ปลื้มใจ และได้ติดต่อกลับไปพูดคุยกับเขาเหล่านั้นเป็นบางส่วนแล้ว 

“มีคนหนึ่งที่เราฟังเขาแล้วรู้เลยว่าเขามีความตั้งใจอยากสร้างชุมชนที่ดีจริง ๆ” ทวีเล่า เมื่อเราถามถึงความประทับใจที่ได้เริ่มทำโปรเจกต์นี้ “จากที่อยู่กันอย่างปัจเจก ผมเชื่อว่าถ้าได้มาที่นี่ทุกคนอาจจะได้มีโอกาสใหม่ ๆ ในชีวิต อาจจะได้ไปทำงานที่นั่น และมีคนในชุมชนที่พร้อมจะซัพพอร์ตกัน”

“อย่างที่เราพูดเรื่องวิสัยทัศน์ไป เรื่องช่วยกันเลี้ยงลูก หรือดูแลกันยามเจ็บป่วย เราว่าการอาศัยอยู่ร่วมกันในรูปแบบนี้ มันน่าประทับใจตรงที่สามารถช่วยแก้ปัญหาสังคมได้ในหลาย ๆ ส่วนค่ะ” วริศราพูดบ้าง

“โครงการนี้มันท้าทายที่จะแสดงให้เห็นพลังของคำว่าชุมชน การที่คนมารวมกัน มันมีพลังในตัวของมันอยู่แล้ว” ปิยะเชื่อแบบนั้น เขาบอกว่า Co-housing ในสังคมไทย อาจชวนให้คนหันกลับมามองพลังของคนตัวเล็ก ๆ ที่รวมกลุ่มกันทำอะไรบางอย่าง สำหรับเขาแล้ว นี่เป็นโครงการที่ท้าทายสำหรับผู้คนที่จะมาสมัครด้วย

พูดถึงความท้าทายของผู้อยู่อาศัยไปแล้ว แล้วอะไรคือความท้าทายสำหรับสถาปนิกล่ะ-เราถามต่อด้วยความอยากรู้

“ในมุมสถาปนิกเรามองเรื่องพื้นที่ เราอยากสร้าง ‘พื้นที่บังเอิญเจอกัน’ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพบปะ ส่งเสริมความเป็นชุมชน เราต้องคิดว่ากายภาพแบบไหนที่ทำให้คนรู้สึกว่าชีวิตไม่ได้ขาดออกจากกันและดูมีชีวิตชีวา” ปิยะตอบอย่างมุ่งมาด ทำให้ยิ่งยงที่ฟังอยู่เสริมว่า การออกแบบสถาปัตยกรรมไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ศิลปินหนึ่งคนรังสรรค์ขึ้นมา แต่มันเป็นปฏิบัติการทางสังคม เพราะสถาปัตยกรรมส่งผลต่อชีวิตคนมากกว่าแค่ความสวยงาม

“อาจารย์ที่อาศรมศิลป์ชอบพูดว่า คนสร้างสรรค์สถาปัตยกรรม แล้วสถาปัตยกรรมก็ย้อนกลับมาสร้างความเป็นคนของเรา” ยิ่งยงกล่าว

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

งานครั้งนี้สถาปนิกมีหน้าที่ ‘ฟัง’ เพื่อจับความต้องการของสมาชิกซึ่งเป็นนามธรรม แล้วออกแบบเป็นรูปธรรม เรียกว่าจริง ๆ แล้วสมาชิกเป็นผู้ออกแบบ แล้วสถาปนิกมาร่วมเป็นกระบวนกร ท้ายที่สุดแล้วชาวอาศรมศิลป์ก็อยากให้โปรเจกต์นี้สำเร็จลุล่วง และเป็นต้นแบบให้โปรเจกต์อื่น ๆ ต่อไปในอนาคตได้

“ไม่อยากให้รู้สึกว่าฉันไม่มีพื้นฐานด้านออกแบบ ฉันจะร่วมไม่ได้ เราล้วนมีความเป็นนักออกแบบในตัวอยู่แล้วครับ” ปิยะทิ้งท้ายให้ผู้อ่านทุกคนที่สนใจร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกของ Co-housing หลังใหม่แห่งเชียงดาว

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp
สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load