เมืองแสนสุข คือพื้นที่ราว 20.3 ตารางกิโลเมตร ในอำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ที่ครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างชายทะเลบางแสนและเขาสามมุข

เดิมเมืองนี้น่าจะขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแสนสุขของนักท่องเที่ยว ที่หลั่งไหลมาพักตากอากาศริมทะเลในวันสุดสัปดาห์ และเป็นเขตพื้นที่การศึกษาของมหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งมีจำนวนนักศึกษาอาศัยในเขตเมืองแห่งนี้เป็นจำนวนมาก

แสนสุข สมาร์ทซิตี้ เมืองอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย

ปัจจุบันภาพของเมืองแสนสุขเปลี่ยนไป กลายเป็น ‘เมืองอัจฉริยะ’ หรือ Smart City แห่งแรกในประเทศไทย ที่องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับบริบทชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม เริ่มต้นจากการดูแลความปลอดภัยของกลุ่มผู้สูงวัยในพื้นที่ ซึ่งมีจำนวนร้อยละ 15.4 ที่เรียกได้ว่าเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยโดยสมบูรณ์ 

แม้จะเป็นเพียงการพัฒนาชีวิตคนกลุ่มเล็กๆ ในพื้นที่เล็กๆ ของประเทศไทย แต่นับเป็นต้นแบบในการพัฒนาเมืองตามเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษข้อที่ 11 อันเป็นการทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความครอบคลุม ปลอดภัย มีภูมิต้านทาน และยั่งยืนได้ในอนาคต

01

จากเมืองไร้โฟมสู่เมืองที่เป็นมิตรต่อผู้สูงวัย

“เดิมนั้นชุมชนของเทศบาลตำบลแสนสุขขับเคลื่อนด้วยการท่องเที่ยวแถบชายทะเลเป็นหลัก มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามามากในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งมีจำนวนนักศึกษาเป็นหนึ่งเท่าของจำนวนประชากรในเขตเทศบาลเรา ในอดีตจึงมีการจัดระเบียบเมืองและสร้างสาธารณูปโภคเพื่อรองรับคนจำนวนมากที่หลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่ไว้ดีพอสมควร” นายกเทศมนตรี ณรงค์ชัย คุณปลื้ม หรือคนในพื้นที่เรียกกันว่า ‘นายกตุ้ย’ เริ่มเล่าถึงบริบทของเมืองแสนสุขในอดีต

นายกเทศมนตรี ณรงค์ชัย คุณปลื้ม

เมื่อพื้นฐานสาธารณูปโภคของเมืองถูกจัดการไว้อย่างดี หน้าที่ของผู้บริหารเมืองจึงมุ่งไปที่การยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของเมืองให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย พร้อมทั้งความเป็นอยู่ที่ดีและปลอดภัยในเวลาเดียวกัน

ย้อนกลับไปช่วงที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง นายกตุ้ยสังเกตเห็นว่าประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง เมื่อสอบถามแพทย์โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพาจึงพบว่า สาเหตุของโรคมะเร็งที่คร่าชีวิตชาวบ้านมาจากสารพิษในภาชนะโฟม จึงเกิดเป็นมาตรการยกเลิกใช้ภาชนะโฟมอย่างเด็ดขาดในพื้นที่เทศบาลแห่งนี้

ต่อมาเมื่อลงพื้นที่ร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านที่คุ้นเคยกับชุมชนเป็นอย่างดี นายกตุ้ยจึงได้เห็นปัญหาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ

ปัญหานี้ไม่ใช่เพียงการเจ็บป่วยเท่านั้น แต่โยงใยไปถึงสถานการณ์ทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ผู้สูงอายุร้อยละ 15 หรือ 7,138 คน จากจำนวนประชากรทั้งหมด 46,320 คน ในเขตเทศบาลเมืองแสนสุขแห่งนี้มีแนวโน้มต้องใช้ชีวิตเพียงลำพังมากขึ้น ซึ่งเป็นบริบทที่ต้องถูกแก้ไขอย่างเร่งด่วน

แสนสุข สมาร์ทซิตี้ เมืองอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย

“ชาวบ้านไม่ได้มีความรู้หรือความคิดในการดูแลตัวเอง หรืออาจเป็นเพราะปัญหาทางเศรษฐกิจ เขาจึงไม่มีเงินมากพอที่จะพาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีกว่านี้ได้ การเข้ารักษาในโรงพยาบาล มีคนดูแล รวมถึงสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป มีลูกน้อยลง หรือเมื่อลูกมีครอบครัวก็ต้องดูแลครอบครัวตัวเองเป็นหลัก พ่อแม่กลายเป็น Second-tier ไม่มีเงินพอเลี้ยงดู หรือเลี้ยงดูดีแต่ไม่มีเวลา เพราะต้องออกไปทำมาหากิน คุณตาคุณยายต้องอยู่บ้านเพียงลำพัง 

“ยิ่งผู้ป่วยติดเตียงหรือเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต อาจเสียชีวิตเนื่องจากไม่มีใครดูแล หรือไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที และอาจถูกละเลยด้วยสภาพเศรษฐกิจของครอบครัว การดูแลเป็นเรื่องยุ่งยาก เขาก็จะปล่อยตามยถากรรม อาบน้ำ เช็ดตัว กินข้าว เป็นสภาพที่เราเห็นแล้วรู้สึกว่าต้องแก้ปัญหาให้ได้”

02

เริ่มจากรีโมตคอนโทรล

การลงมือแก้ปัญหาความเป็นอยู่ของผู้ป่วยและผู้สูงวัยที่เป็นกลุ่มควรระวัง เริ่มขึ้นด้วยการนำเทคโนโลยีง่ายๆ อย่าง ‘รีโมตคอนโทรล’ 

รีโมตคอนโทรลนี้เป็นอุปกรณ์ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาพิเศษเฉพาะครัวเรือน นำมาช่วยเรื่องความเป็นอยู่ที่ปลอดภัย ใช้สำหรับควบคุมการเปิด-ปิดไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้าน พร้อมกับมีปุ่มสำหรับการแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉินที่ต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งได้รับการพัฒนาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งเห็นความสำคัญของปัญหาเช่นกัน

แสนสุข สมาร์ทซิตี้ เมืองอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย

“เราไม่อยากให้ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงจากการล้มในบ้าน จึงเริ่มจากเทคโนโลยีบ้านๆ ทำรีโมตคอนโทรลสำหรับเปิด-ปิดไฟ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้บ่อย ซึ่ง Customize เฉพาะบ้าน และบนรีโมตตัวนี้จะเพิ่มปุ่มฉุกเฉินที่เชื่อมกับไซเรนหน้าบ้าน หากล้มแล้วรีโมตอยู่ใกล้มือก็กดไซเรน เพื่อนบ้านจะได้เข้ามาดูและช่วยเหลือทัน

“เริ่มต้นใช้กับ 46 ครอบครัว พอทำแล้วเห็นผลว่าใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ดีกว่าไม่ได้ทำ” นายกฯ ตุ้ยเล่าถึงเหตุผลของการลงมือนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาในครั้งแรก

03

พัฒนาเป็นเมือง Smart Living

ในยุคที่แนวคิด Smart City หรือเมืองอัจฉริยะ ที่เป็นการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลสารสนเทศมาใช้กับโครงสร้างพื้นฐานและบริการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาส่วนรวมและเพิ่มคุณภาพความเป็นอยู่ของประชาชน กำลังเป็นที่สนใจในการพัฒนาประเทศยุค 4.0 นายกฯ ตุ้ยผู้เห็นความสำคัญและความเป็นไปได้จึงนำแนวคิดนี้มาพัฒนาและนำพาเทศบาลแสนสุขก้าวสู่ความเป็นอัจฉริยะ

 “ประเทศไทยวางองค์ประกอบของการเป็นเมืองอัจฉริยะไว้ 7 อย่าง คือการสัญจรอัจฉริยะ ชุมชนอัจฉริยะ เศรษฐกิจอัจฉริยะ สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ การปกครองอัจฉริยะ อาคารอัจฉริยะ และพลังงานอัจฉริยะ แต่เรามองว่าสำหรับเทศบาลเมืองแสนสุข เราทำเท่าที่ทำได้ก่อน เพราะการที่ท้องถิ่นลุกขึ้นมาทำเอง ไม่มีโอกาสที่ทำได้ง่ายนัก ยังติดระเบียบราชการและการให้อำนาจในการบริหารอยู่มาก”

ในปี 2559 จึงเกิดเป็นโครงการแสนสุข สมาร์ทซิตี้ ที่มุ่งพัฒนาให้เทศบาลแห่งนี้เป็นเมืองอัจฉริยะต้นแบบที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาของประชาชน

การกำหนดขอบเขตการพัฒนาให้เข้ากับบริบทของเมืองแสนสุขแบ่งเป็นหลายด้าน ได้แก่ Smart Living เน้นแก้ไขปัญหาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน Smart Health Care เน้นแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพของประชาชน Smart Security เน้นแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยทางชีวิตและทรัพย์สิน และ Smart Tourism เน้นส่งเสริมการท่องเที่ยว

04

เมืองที่ดูแลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ

แน่นอนว่า โครงการแรกที่หยิบยกมาดำเนินการยังคงเป็นด้าน Smart Living ที่สานต่อการดูแลความเป็นอยู่ที่ปลอดภัยของผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มนำนวัตกรรมเทคโนโลยี Internet of Thing (IoT) มาใช้ โดยได้รับความร่วมมือจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, Dell, Intel และหน่วยงานอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่เห็นความสำคัญ ในการส่งเสริมการพัฒนาอุปกรณ์และระบบการแจ้งเตือนอัจฉริยะนี้

“เป็นความโชคดีที่ความต้องการของแต่ละฝ่ายมาเจอกันพอดี ส่วนแรกเกิดจากการที่เทศบาลแสนสุขให้ความสนใจเรื่องนี้มาก่อนเป็นที่แรกๆ ทำให้หลายฝ่ายเห็นความตั้งใจของเราและยื่นมือเข้ามาร่วมด้วย”

“Dell และ Intel ก็เป็นคอนเนกชันที่มาจากทางมหาวิทยาลัยบูรพา ที่มีการทำวิจัยพัฒนาดีไวซ์ต่างๆ อยู่แล้ว เขาเห็นว่าเรามีไอเดียดีก็สนับสนุนเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีทุนจากบริษัทในเครือ SE-ED โดยมีเทศบาลเมืองแสนสุขเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จึงมีการพัฒนาระบบและอุปกรณ์ตามความต้องการของชุมชนของเรา”

เริ่มแรกมีการติดตั้งอุปกรณ์อัจฉริยะกับที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุที่มีการคัดเลือกเข้าโครงการโดยคณะอาสาสมัครสาธารณสุขในโครงการนำร่อง 30 หลังคาเรือนและขยายสู่ 50 หลังคาเรือนในปัจจุบัน

แสนสุข สมาร์ทซิตี้ เมืองอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย

อุปกรณ์อัจฉริยะที่ใช้ในแต่ละบ้านนั้น ประกอบด้วย

  • อุปกรณ์สายรัดข้อมือ หรือ สร้อยคอที่เป็นตัวส่งสัญญาณเตือน
  • อุปกรณ์ตัวส่งสัญญาณเตือนที่ติดตั้งบนผนัง (อาจติดตั้งในห้องน้ำ ในกรณีที่ลื่นล้มสามารถดึงสายได้)
  • กล่องควบคุมที่ทำหน้าที่รับและส่งสัญญาณพร้อมทำหน้าที่เป็นเซนเซอร์จับแก๊สรั่วภายในบ้าน
  • โปรแกรมเชื่อมต่อสัญญาณฉุกเฉิน สำหรับการติดตั้งบนโทรศัพท์มือถือของญาติ และหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมกันดูแลเหตุฉุกเฉิน

ระบบการทำงานคือ ผู้สูงอายุจะสวมใส่อุปกรณ์อัจฉริยะ ซึ่งอาจเป็นกำไลข้อมือหรือสร้อยคอที่ทำหน้าที่รับส่งสัญญาณบลูทูธ สอดส่องการเคลื่อนไหว และแจ้งเตือนฉุกเฉินมายังผู้ดูแลระบบได้ ทั้งจากระบบตรวจจับกิจกรรมที่ผิดปกติ เช่น การลื่นล้ม หรือการกดปุ่มฉุกเฉิน

หากมีเหตุฉุกเฉิน อุปกรณ์จะส่งสัญญาณไปยังกล่องควบคุมที่ติดตั้งในบ้าน ซึ่งจะส่งสัญญาณไปยังเทศบาล ลูกหลาน หน่วยงานเฝ้าระวัง รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเวลาเดียวกัน โดยหน้าจอคอมพิวเตอร์ของแต่ละหน่วยงานจะเห็นข้อมูลของเจ้าของเครื่องที่ส่งสัญญาณทันที ทั้งข้อมูลส่วนตัว ที่อยู่ รวมถึงแผนที่นำทางไปยังที่อยู่ของเจ้าของอุปกรณ์

ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังจะติดต่อกลับไปสอบถามผู้สูงวัยเจ้าของอุปกรณ์ ถ้ามีการผิดปกติจริงจะมีการประสานงานทุกฝ่ายเพื่อช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนโดยในหน้าจอของเจ้าหน้าที่จะมี QR Code ที่สแกนเข้า Google Map นำทางไปบ้านของเจ้าของอุปกรณ์ได้

แสนสุข สมาร์ทซิตี้ เมืองอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย

นอกเหนือจากเทคโนโลยีอันทันสมัยแล้ว ความร่วมมือของบุคลากรและคนในชุมชนยังเป็นปัจจัยสำคัญยิ่ง เพราะถึงแม้จะมีระบบอันทันสมัย แต่ผู้ดูแลและผู้ใช้ไม่ยอมรับก็นับว่าไม่ประสบความสำเร็จ 

 “การที่เราทำโครงการต่างๆ นี้ แน่นอนว่างานของทุกคนในหน่วยงานเพิ่มมากขึ้น แต่โชคดีที่ข้าราชการทุกคนในเมืองแสนสุขน่ารัก ปรับตัว รวมถึงทำงานกันเป็นทีม วิสัยทัศน์อาจจะมาจากผม แต่ก็เปิดโอกาสให้พี่ๆ น้องๆ ทุกคนออกความเห็น เพราะเขาเป็นคนที่ติดกับเนื้องาน อย่างงานสาธารณสุขก็แนะนำได้ว่าปัญหาเช่นนี้ควรแก้ไขอย่างไร และก็เรียนรู้และช่วยกันทำอย่างเต็มที่

“ส่วนผู้ใช้ซึ่งเป็นผู้สูงอายุอาจไม่ชินกับการใช้เทคโนโลยี บางคนรำคาญ เราก็ต้องไปคุยทำความเข้าใจว่าเป็นประโยชน์ต่อตัวเขาเองนะ ให้ลูกหลานเกลี้ยกล่อม บางครั้งเราบอกไปว่าแขวนคอไว้เหมือนเป็นหลวงพ่อองค์หนึ่งนะ แต่ส่วนใหญ่อาสาสมัครในชุมชนจะช่วยกัน เข้าไปเยี่ยม ไปดูว่าแบตเตอรี่อุปกรณ์หมดไหม ยังใช้ได้หรือเปล่า หรือลืมใส่ บางคนเสียชีวิตก็ต้องขอกลับมาเพื่อให้คนอื่นใช้”

โครงการนี้ไม่อาจประเมินความคุ้มค่าออกมาเป็นเม็ดเงินเหมือนโครงการทั่วไปได้ แต่ความสำเร็จที่ได้คือ การช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉินได้ทันท่วงที และความเป็นอยู่ของกลุ่มผู้สูงอายุที่ปลอดภัยมากขึ้น

แสนสุข สมาร์ทซิตี้ เมืองอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย

“จริงๆ แล้วระบบนี้มี False Alarm อยู่สูงถึง 80 – 90 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น สัญญาณเตือนเข้ามา 100 ครั้ง จะมีเหตุฉุกเฉินจริงเพียง 1 – 2 ครั้ง แต่ก็ดีกว่าที่เราไม่รู้อะไรเลย เพราะเคสที่เกิดขึ้นจริง 2 ครั้ง เราก็ช่วยชีวิตเขามาได้ รายแรกหัวใจเต้นผิดจังหวะ อีกรายเส้นเลือดในสมองตีบ เมื่อเขารู้ตัวเขาก็กดแจ้งมาก่อน เราจึงพาเขาส่งโรงพยาบาลได้ทัน

“ผมมองเรื่องนี้เป็นการป้องกัน ซึ่งบ้านเราไม่ค่อยได้มองเรื่องนี้กันนัก ถ้าเรามองว่าหากเขาต้องเป็นผู้ป่วยติดเตียง เศรษฐกิจในครอบครัวพังเลยนะ ต้องมีคนลาออกมาเฝ้า ไม่มีเงินเดือน หรือคนที่ป่วยก็มีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี เราคิดเพียงว่า ป้องกันไว้ดีกว่า 

“เคสที่เรานำส่งโรงพยาบาลได้ทัน คุณป้าก็หายดีและกลับมาดำเนินชีวิตปกติ ไม่มีผลกระทบกับเศรษฐกิจครอบครัว อาสาสมัครที่ดูแลผู้ป่วยก็เหนื่อยน้อยลง ชุมชนอยู่เป็นสุข รัฐบาลก็ไม่ต้องใช้เงิน 30 บาทรักษาทุกโรคมาเยียวยา คิดว่าถ้าทำระบบนี้ใช้ทั้งประเทศจะลดค่าใช้จ่ายให้รัฐได้มากขนาดไหน” นายกฯ ตุ้ยอธิบายให้เห็นผลกระทบที่เป็นแรงกระเพื่อมขนาดใหญ่จากงานป้องกันที่ทำได้ในชุมชนแห่งนี้

06

ขยายสู่ศูนย์พัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ

ศูนย์พัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ คืออีกหนึ่งงานพัฒนาด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุในเทศบาลเมืองแสนสุข  

อาคารอเนกประสงค์ 3 ชั้น แห่งนี้ใกล้เสร็จสมบูรณ์ และพร้อมเปิดเป็นศูนย์พัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุได้ภายในปลายปี 2562 เพื่อเป็นสถานที่จัดกิจกรรมพัฒนาผู้สูงอายุทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม ที่ตรงความต้องการของกลุ่มผู้สูงอายุในพื้นที่อย่างแท้จริง

“ก่อนทำศูนย์นี้เราจัดโฟกัสกรุ๊ปตามชุมชน เพื่อคุยกันว่าถ้าศูนย์นี้เสร็จแล้วอยากให้มีกิจกรรมอะไรบ้าง เทศบาลก็มีหน้าที่จัดกิจกรรมให้ เพื่อให้ผู้สูงอายุมารวมตัวกัน เหมือนเป็นโรงเรียนผู้สูงอายุ พาเขามาพัฒนาศักยภาพ มาตรวจร่างกาย มาทำกิจกรรมเข้าสังคม จุดประสงค์ของเราคืออยากดึงให้เขาออกมาทำกิจกรรมที่นี่ ดีกว่าอยู่บ้านเหงาๆ หรือบางวันที่ไม่ได้อยากไปวัด ให้เขามีสถานที่ออกมาทำกิจกรรม เจอเพื่อนหรือคนหนุ่มสาวบ้าง”

กิจกรรมที่วางแผนไว้ในตอนนี้มีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมบันเทิง พัฒนาสมอง พัฒนาทางสังคม เช่น ดูภาพยนตร์ เต้นลีลาศ ร้องเพลง เล่นเกม ทำอาหาร ทำสมาธิ รวมไปถึงการเปิดเป็นศูนย์ฟื้นฟูทางกายภาพ ที่มีการติดตั้งอุปกรณ์การฟื้นฟูและพัฒนากล้ามเนื้อ พร้อมด้วยนักกายภาพบำบัดมาดูแล 

“โชคดีอีกเช่นกันที่เราทำงานกับหลายหน่วยงาน ซึ่งเขาก็ยินดีมาร่วมมือกับเรา ไม่ว่าจะเป็น JICA (องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น), เทศบาลเมืองซากุ จังหวัดนากาโนะ, มหาวิทยาลัยซากุ, มหาวิทยาลัยบูรพา, โรงพยาบาลสมิติเวช ชลบุรี, โรงพยาบาลศูนย์ชลบุรี ก็ร่วมมือกับเรา”

นายกเทศมนตรี ณรงค์ชัย คุณปลื้ม

นอกเหนือจากสุขภาพของผู้สูงอายุแล้ว เทศบาลเมืองแสนสุขยังห้ความสำคัญกับสุขภาพของคนทุกกลุ่มในชุมชน 2 ปีที่ผ่านมา ได้จัดกิจกรรม Open House เปิดบ้านโรงพยาบาล โดยได้รับการสนับสนุนจากญี่ปุ่น เพื่อเป็นการดึงให้คนในชุมชนรู้จักและใกล้ชิดกับโรงพยาบาลมากขึ้นผ่านกิจกรรมให้ความรู้เชิงสันทนาการ เช่น การแสดงละครเกี่ยวกับสุขภาพโดยนักศึกษาแพทย์ การออกร้านและแสดงนิทรรศการ การแสดงของอาสาสมัครสาธารณสุข และการตรวจสุขภาพฟรี

“ชาวบ้านไม่ค่อยสนใจไปตรวจสุขภาพ เพราะเขากลัวเสียสตางค์ และกลัวเจอโรค แล้วก็ต้องมาเสียเงินรักษา การจัดกิจกรรมนี้แม้ไม่ได้เปลี่ยนเขาแบบหน้ามือเป็นหลังมือ แต่อยากให้เขารู้ว่าตอนนี้โรงพยาบาลมีบริการอะไรบ้าง หรือเขาอาจจะจำจากนิทรรศการได้ว่านี่คืออาการของไข้เลือดออกนะ ต้องรีบไปรักษา 

“ผมไม่กล้าหวังผลว่าจะได้มากแค่ไหน แต่ถ้าไม่ลงมือ ก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง”

06

Smart City ในฝัน

ในความคิดพ่อเมืองเทศบาลเมืองแสนสุข เขาวางแผนให้พื้นที่ในการดูแลแห่งนี้เป็นสมาร์ทซิตี้ที่ดูแลเมืองและผู้คนได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต โดยเฉพาะการพัฒนาให้บางแสนเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีความปลอดภัย ด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอัจฉริยะครบวงจร

“ในอนาคตผมมองถึงเรื่อง Smart Security และ Smart Tourism เริ่มจากความปลอดภัยที่มีคุยกับ Banpu Infinergy ที่ทำเรื่องโซลาร์เซลล์ ว่าจะติดตั้งเสาไฟอัจฉริยะที่ชายหาด โดยส่องแสงสว่างได้ กดแจ้งเตือนได้ ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า และไม่ต้องกลัวไฟดูด ซึ่งถ้าได้ผลก็จะนำมาติดตั้งตามจุดต่างๆ รวมไปถึงระบบการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมด้วย เช่น การแจ้งเตือนระดับน้ำในท่อ ที่ส่งสัญญาณให้ปั๊มน้ำทำงานทันทีเพื่อไม่ให้มีน้ำขัง หรือระบบเฝ้าระวังปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬ

แสนสุข สมาร์ทซิตี้ เมืองอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย

“สำหรับการท่องเที่ยว ก็อยากให้มีแอปพลิเคชันที่เมื่อเข้าสู่เขตบางแสนจะแจ้งเตือนร้านอาหาร ส่วนลด หรือมีแผนที่นำทางท่องเที่ยว รวมไปถึงการให้ข้อมูลสถานที่สำคัญ เช่นเดินผ่านเขาสามมุขก็จะมีข้อมูลขึ้นมาเป็นเรื่องเล่านิทานปรัมปราเรื่องเจ้าแม่สามมุข แต่สุดท้ายเรายังไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะใช้เทคโนโลยีได้”

การพัฒนาไปสู่เมืองที่ออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) เป็นอีกด้านที่ให้ความสำคัญเช่นกัน

“ปัจจุบันเราดำเนินการไปบ้างแล้ว บริเวณชายหาดมีทางลาดสำหรับรถเข็น มีห้องน้ำที่เอื้อต่อผู้สูงอายุและผู้พิการ แต่ที่ผ่านมาบ้านเราไม่ได้ออกแบบเพื่อการพัฒนาแง่นี้ ดังนั้น จึงมีเรื่องเก่าๆ ที่เราต้องแก้ เช่น ฟุตปาทเดิมไม่ได้มาตรฐานที่จะทำทางลาด ของเราฟุตปาทเมตรเดียว จะทำทางลาดให้ได้มาตรฐานแบบเมืองนอกที่เขามีฟุตปาท 2 – 3 เมตรก็ไม่ได้ แต่ถ้าเป็นถนนสายใหม่ เราทำรองรับ Universal Design ทั้งหมด ที่ทางสำหรับรถเข็นมีไฟสว่าง มีปุ่มแจ้งเตือนฉุกเฉิน”

แสนสุข สมาร์ทซิตี้ เมืองอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย
แสนสุข สมาร์ทซิตี้ เมืองอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย

อย่างไรก็ตาม น่าเสียดายที่เมืองน่าอยู่ในอุดมคติไม่อาจเป็นจริงได้เร็วอย่างที่คิด ด้วยข้อจำกัดทางโครงสร้างบริหารงานระดับประเทศที่มีความซับซ้อนแ ต่ทางเทศบาลเมืองแสนสุขก็เดินหน้าเต็มความสามารถ

“เมื่อก่อนเราเป็นเทศบาลที่ติดตั้ง Free Wi-Fi ไว้สำหรับนักท่องเที่ยวและประชาชน แต่ก็เกิดปัญหาที่ สตง. บอกว่าไม่ใช่หน้าที่ขององค์กรท้องถิ่น แม้จะใช้บริการของทีโอทีที่เป็นหน่วยงานรัฐก็ไม่ได้

“สำหรับระบบการแจ้งเตือนนี้ ที่เบื้องต้นตั้งเป้าไว้ที่การขยายเพิ่ม 50 หลังทุกปี ทำจริงได้ทั้งหมดในเวลานี้ 50 หลัง เพิ่มมาจากโครงการนำร่องเพียง 20 หลัง เราขยายเพิ่มไม่ได้มาสองปี เพราะของบประมาณมาใช้ทำต่อเนื่องหลังจากหมดโครงการนำร่องไม่ได้ ตามระเบียบราชการบอกว่าไม่ใช่หน้าที่ของท้องถิ่นที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ อีกทั้งการใช้เทคโนโลยีต้องอยู่ภายใต้กระทรวงดิจิทัลฯ ไม่ใช่กระทรวงมหาดไทย

“แต่เราก็ไม่หยุด เราตั้งงบประมาณในเชิงการวิจัยแทน จนพัฒนาต่อได้ วางแผนพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น และประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่จะเข้ามาช่วยดูแลด้านเหตุฉุกเฉินของระบบนี้โดยเฉพาะ”

07

เมืองที่เป็นของชุมชนโดยยั่งยืน

ท้ายที่สุดแล้ว หน้าที่ในฐานะนายกเทศมนตรีย่อมมีการสิ้นวาระตามระบบกฎหมายการปกครอง การพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนต่อไปต้องพึ่งพาอาศัยชุมชน

“เมืองที่ยั่งยืนต้องไม่ติดกับคนใดคนหนึ่ง ชุมชนจะกำหนดว่าเมืองของเขาเป็นอย่างไร และเข้ามามีบทบาทในการร่วมบริหารเมืองของเขาได้” นายกฯ ตุ้ยอธิบาย 

ลักษณะเมืองยั่งยืนนั้นควรตอบสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ได้ครบถ้วน

“เมืองที่ยั่งยืนควรเป็นเมืองที่อยู่สบาย ตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ มีพื้นที่สีเขียวให้ความร่มเย็น มีสถานที่ออกกำลังกาย ตามถนนหนทางมีไฟสว่าง มีความปลอดภัยและเป็นมิตรสำหรับคนทุกเพศทุกวัย รวมไปถึงคนพิการ มีสภาพเศรษฐกิจที่ดี ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องการอำนวยความสะดวกที่ต้องทำตามมา”

แสนสุข สมาร์ทซิตี้ เมืองอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย

หากใครได้มาดูงานพัฒนาเทศบาลเมืองแสนสุขน่าจะเห็นตรงกันว่า เมืองแห่งนี้เดินไปตามวิถีที่พ่อเมืองกล่าวไว้ข้างต้น  

ในช่วงเวลาที่นายกฯ ตุ้ยอยู่ในวาระการทำงาน เขามุ่งมั่นที่จะพัฒนาเมืองแสนสุขแห่งนี้ที่เป็นบ้านของเขาเองอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนคนในบ้านมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี มีความสุข และหากเมืองนี้จะเป็นต้นแบบให้แก่เมืองอื่นๆ ในประเทศไทย ย่อมคุ้มค่าที่ได้ลงแรงต่อสู้ผลักดันให้การพัฒนาเมืองเกิดเป็นรูปธรรมเช่นทุกวันนี้

“ผมรู้สึกภูมิใจที่ทำให้บ้านของตัวเองน่าอยู่ และเป็นต้นแบบให้กับเมืองอื่นๆ ของประเทศได้ แม้มีอุปสรรคต่างๆ จนทำตามที่คิดไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็จะไม่หยุด และหาวิธีทำต่อไป ทำให้เต็มที่เต็มความสามารถของเรา”

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ผศ.ดร.บัณฑิต อินณวงศ์ คืออาจารย์ นักวิจัย และที่ปรึกษาทางธุรกิจที่ค่อนข้างแตกต่างจากคนที่เราเคยพบเจอ 

เริ่มตั้งแต่การแต่งกายภายนอกที่สวมใส่ผ้าไทยอยู่เสมอ สลัดภาพดอกเตอร์จากเมืองนอกทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง และภายในที่คิดถึงทั้งการสร้างประโยชน์ทางธุรกิจและสังคมไปพร้อมกันได้อย่างลงตัว ผ่านการใช้งานวิจัยเป็นตัวขับเคลื่อน เปลี่ยนเรื่องยากให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงและใช้งานได้

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

จากประสบการณ์ทำงานมากกว่า 20 ปี เขาให้คำปรึกษา ผลักดันผู้ประกอบอาหารเล็กใหญ่มามากกว่า 2,000 ราย และอีกนับร้อยชุมชน ตั้งแต่กระดาษว่างเปล่าจนถึงผลิตภัณฑ์ขายดิบขายดีในท้องตลาด 

เราอาจเปิดเผยชื่อสินค้าไม่ได้ทั้งหมด เนื่องจากเป็นความลับทางธุรกิจของที่ปรึกษา แต่เชื่อว่าหลายแบรนด์เคยผ่านตาคุณมาอยู่บ้าง หนึ่งในนั้นคือน้ำเต้าหู้โทฟุซังและกล้วยตาก Banana Society

ปัจจุบัน เขาคือผู้อำนวยการศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารแห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร (EAST) ทำงานร่วมกับหน่วยงานมากมาย เพื่อช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ ทั้ง SME และธุรกิจท้องถิ่นให้เฉิดฉาย

การให้คำปรึกษาของอาจารย์นั้นไม่ธรรมดา ไม่ใช่แค่รับโจทย์ แก้ปัญหา แต่พากลับไปคิดถึงแก่นแท้ จิตวิญญาณของธุรกิจว่าเราจะทำไปเพื่ออะไร เพราะไม่อยากให้เกิดธุรกิจที่แสวงหาผลกำไรแต่เพียงอย่างเดียวแล้วล้มหายตายจากไป แต่ควรจะขับเคลื่อนสังคมด้วย แม้จะใช้เวลานาน ทำงานแทบไม่ได้หยุดก็ตาม

ต่อให้คุณไม่ได้ทำงานในวงการอาหาร แต่เราอยากให้คุณได้อ่านเรื่องราวนี้ไปด้วยกัน

เพราะนี่เป็นบทสนทนาที่จะชวนตั้งคำถามที่คุณอาจรู้สึกว่าควรมีใครสักคนถามคุณมาตั้งนานแล้ว และกลับไปตามหารากเหง้าที่แท้จริงของตัวเอง

01

อาหารและงานที่ดี

“อาหารที่ดีต้องประโลมตา บรรจงรส จรรโลงใจ” บัณฑิตกล่าวคำพูดของคุณแม่ อดีตนักเรียนโรงเรียนการเรือน ที่ถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในเส้นทางชีวิตของเขา

“แม่บอกเสมอว่าอาหารคือหนึ่งในวัฒนธรรมที่สำคัญของเรา คำพูดดังกล่าวยังเป็นสิ่งที่ผมใช้บอกลูกศิษย์อยู่เสมอเลย” 

แต่ย้อนไปในวัยเด็ก ความสนใจด้านอาหารยังไม่เกิดขึ้นในความคิดของบัณฑิต เขารู้สึกเบื่อหน่ายเมื่อเห็นการทำงานของโรงงานอาหารที่แม่เขาเป็นผู้จัดการอยู่ และการเข้าเรียนด้านเทคโนโลยีอาหารที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็อาจถือเป็นเรื่องจับพลัดจับผลู 

จนกระทั่งเจออีกหนึ่งแรงบันดาลใจคืออาจารย์ผู้ชี้ทาง

“ในรุ่นผม เราถูกปลูกฝังกันว่ามหาวิทยาลัยถือเป็นหนึ่งในร่มเงาที่ทำให้สังคมผาสุก ซึ่งไม่เกิดขึ้นจากการเอาความรู้ที่เรียนไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่ทำประโยชน์ให้ส่วนรวม หน้าที่ของอาจารย์ที่เติมปัญญาและเปลี่ยนผู้คนคือหนึ่งในหนทางนั้น

“มีอาจารย์ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ด้วยว่า การทำงานที่ดีคืองานที่ ‘สัมผัสฟ้า ซับน้ำตาดิน’ คือไปถึงความรู้ขั้นสูงสุดแล้วเอาลงมาแก้ไขปัญหาให้กับสังคม นั่นกลายเป็นปรัชญาในการทำงานของผม” 

หลังเรียนจบ บัณฑิตศึกษาต่อด้านวิศวกรรมอาหารจนถึงระดับปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกา และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เติบโตในหน้าที่การงานจนเป็นผู้จัดการโรงงานที่สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เมื่อเริ่มรู้สึกว่าไม่ตอบโจทย์ชีวิต เขาจึงเปลี่ยนเส้นทางเข้าสู่สายวิชาการตามเจตนารมณ์ที่เคยมี และค้นพบจุดบอดที่ยังไม่ค่อยมีใครเข้ามาทำอะไร

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

“เราค้นพบว่างานวิจัยที่ดีคือพื้นฐานของทุกอย่างเลย แต่ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีงานวิจัยเชิงพาณิชย์ที่บอกคนได้ว่าคุณมีความรู้แล้ว จะเอาความรู้ไปสร้าง Know-how ของตัวเองได้อย่างไร และต้องมี Know-why ด้วย คือไม่ใช่จะทำแต่สินค้าออกมาขาย แต่ต้องรู้ว่าทำไปทำไม ตอบโจทย์ตลาดไหม

“นอกจากสร้างผลกำไรแล้ว เรามองว่าธุรกิจควรสร้างประโยชน์อย่างอื่นด้วย เช่น สนับสนุนชาวบ้าน เชิดชูและอนุรักษ์ภูมิปัญญาของพื้นที่ รักษาสิ่งแวดล้อม เป็นงานวิจัยเชิงพาณิชย์ที่สามารถออกแบบกระบวนการทางสังคม” อาจารย์เล่าความเชื่อเมื่อสมัยสิบกว่าปีก่อน พร้อมบอกว่าตอนนั้นยังไม่เห็นภาพเหมือนกันว่างานนี้จะเป็นอย่างไร แต่ต้องลองดู

เป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจการเชื่อมองค์ความรู้จากงานวิจัยที่คนมักมองว่าเป็นเรื่องซับซ้อนเข้าใจยาก เข้าสู่ภาคธุรกิจ เพื่อสร้างประโยชน์ให้สังคม

02 

Ego & Eco

ธุรกิจที่บัณฑิตดำเนินการให้คำปรึกษาแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ โดยทำงานร่วมกันผ่านการร่วมมือกับองค์กรต่างๆ 

หนึ่ง ธุรกิจเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ ทำงานร่วมกับหน่วยงานเช่นเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) และโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (ITAP ภายใต้การกำกับดูแลของ สวทช.) ช่วยผลักดันผู้ประกอบการตั้งแต่ยังมีเพียงแค่โจทย์ วางคอนเซปต์ วิจัย จนถึงทดสอบตลาด

เช่น imo imo ผลิตภัณฑ์แปรรูปมันม่วงที่จุดกระแสเรื่องมันม่วงเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

imo imo ผลิตภัณฑ์แปรรูปมันม่วงที่จุดกระแสเรื่องมันม่วงเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

สอง ธุรกิจพื้นถิ่นหรือธุรกิจชุมชนที่มักมีวัตถุดิบและแรงงาน แต่อาจขาดทักษะผู้ประกอบการและต้องการความช่วยเหลือ บัณฑิตและทีมงานจะลงพื้นที่ไปสำรวจความเป็นอยู่ พูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน

“ผมมองว่าหน้าที่ของผมคือการช่วยคนให้กินดีอยู่ดี มีงานทำ มีความสุขในพื้นที่ เราเข้าไปเป็นเหมือนตัวเร่ง (Catalyst) ให้แต่ละชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลง เวียนพื้นที่ไปตามหน่วยงานต่างๆ ที่เราร่วมมือด้วย”

โดยทั้งสองแบบ บัณฑิตไม่เพียงให้คำปรึกษา แต่จะแฝงกระบวนการตามหาหัวใจของธุรกิจ เพื่อสร้าง ‘Soul Business’ ที่อยู่รอดและคำนึงถึงทั้ง Ego (ตัวเอง) และ Eco (ระบบนิเวศ) 

“แต่ละธุรกิจเป็นเหมือนร่างกายที่ต้องการอวัยวะแตกต่างกันไป เราพบว่าต่อให้ภูมิคุ้มกันดีแค่ไหน แต่ถ้าทั้งระบบไม่มี Herd Immunity เวลาคนอื่นตาย คุณก็ตายด้วย เหมือนปลาหนึ่งตัวที่เน่าในบ่อ

“คนอาจจะบอกว่าเราโง่ที่ทำแบบนี้ เพราะทำแล้วไม่เห็นเกิดอะไรขึ้นมา แต่เขาไปวัดจากเรื่องเงินอย่างเดียว แต่ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ แล้วสังคมจะอยู่อย่างไร”

คำถามที่น่าสนใจคือ ทำอย่างไรล่ะจึงจะสร้าง Soul Business ให้เกิดขึ้นจริง 

Pinarie, Lupin chips
03

Search Inside Yourself

“คนอยากทำธุรกิจมาปรึกษาร้อยคน จะตอบคำถามเราไม่ได้สักแปดสิบคนแล้วเดินกลับไปอึ้งๆ” บัณฑิตเล่าบรรยากาศการให้คำแนะนำธุรกิจที่ทำให้คนงง และต้องกลับไปคิดทบทวนคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

ไม่ได้โหดร้ายเย่อหยิ่งแต่อย่างใด สถานการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะคนชอบเข้ามาหาหนทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แสวงหาวิธีสร้างรายได้ทางธุรกิจเสร็จสรรพ แต่ลืมคำนึงถึงว่าตัวเองเป็นใคร ทำไปเพื่ออะไร

“จริงๆ การทำสินค้าเป็นสิ่งที่มาทีหลังเลย อย่างแรกที่คุณควรทำคือสำรวจตัวเองก่อนว่าพร้อมไหม สมมติผลตอบแทนต้องรออีกสักประมาณสี่ปีอย่างต่ำ คุณทนได้หรือเปล่า คุณแน่ใจไหมว่าจะขายให้ใคร เขามีแนวโน้มจะชอบของคุณหรือเปล่า พอเหลือยี่สิบคน ก็จะถามลึกไปอีกว่าสภาพคล่องเป็นอย่างไร จะหาเงินทุนจากไหน บางคนแค่ตั้งโจทย์ใช้เวลาเก้าเดือน 

“เราต้องตั้งคำถามเหล่านี้ให้มีคำตอบชัดก่อน ถ้าไม่ชัด เราไม่ทำ ไม่อย่างนั้นเราจะเห็นภาพคนที่มีมะม่วงล้นก็กวนขาย แต่ไม่รู้ว่าขายใคร ทำไปเป็นปีก็ไม่หมด เห็น SME เกิดสิบ ตายแปด ในหนึ่งปี เราไม่อยากให้เกิดแบบนั้น เลยต้องพาเขาไปเห็นปัญหาของตัวเอง ด้วยตัวเองก่อน” บัณฑิตเล่ากระบวนการที่คิดอย่างละเอียด เพราะธุรกิจขนาดเล็กต้องคิดคำนวณให้รัดกุมอย่างมาก บางครั้งต้องล้มกระดาน คิดโจทย์ใหม่ตั้งแต่ต้น

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

ส่วนระหว่างทาง เขาและทีมจะพยายามเสริมแทรกการคิดถึงผู้อื่นอยู่เสมอ ไม่ใช่บอกตรงๆ แต่ผ่านคำถามให้คิด

เช่น ถ้าทำธุรกิจที่มีแหล่งวัตถุดิบ 2 เจ้า เจ้าแรกเป็นเกรดเอ ราคา 17 บาท เจ้าสองเป็นเกรดซี ราคา 7 บาท บัณฑิตจะถามว่าวัตถุดิบแบบไหนเหมาะกับงานของเรา เราอาจต้องการแค่เกรดซีเพื่อนำมาแปรรูปต่อก็ได้ พร้อมถามว่าเจ้าของวัตถุดิบจะได้อะไรจากเราบ้าง ถือเป็นราคาที่ดีไหม เราเอาเปรียบเขาหรือเปล่า

“ระหว่างการให้คำปรึกษา เราจะกระตุ้นให้คนเห็นว่าธุรกิจที่เขาทำสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้อีกมากแค่ไหน เขาจะค่อยๆ ซึมซับไปเรื่อยๆ 

“แต่มันไม่ใช่จะเกิดขึ้นในปีเดียวนะ บางคนต้องใช้เวลานานห้าถึงสิบปีเลย เขาถึงจะเห็นว่าตัวเองเดินได้แบบไม่ต้องเอาเปรียบใคร ระหว่างนั้นเราจะคอยเลี้ยงดูและทำให้เขาเห็น แม้ใช้เวลานานมากก็ตาม”

04

นักสืบ พยาบาล แพทย์ ครู

“เห็นการแต่งตัวของผมไหม ผมใส่แบบนี้แล้วเหมือนคุณลุงในชุมชนเลย” บัณฑิตเล่าหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้เขาทำงานร่วมกับชุมชนสำเร็จ ในขณะที่หลายคนทำแล้วไม่เกิดผล

“การทำงานกับชุมชนต้องเริ่มจากทัศนคติก่อน ต้องเริ่มจากว่าเราไม่ได้เป็นผู้กอบกู้ หรือจะเอาอะไรไปให้เขานะ แต่ในฐานะเพื่อนที่ไปเรียนรู้ ผมไม่เคยบอกเลยว่าจะไปช่วยอะไรเขา แต่เริ่มจากมองเห็นปัญหาด้วยแว่นตาเดียวกันกับเขาก่อน คุยกับเขา เขากินอะไรก็กิน บางคนแค่ต้องการที่ระบาย เราก็ฟัง ซึ่งนักวิชาการส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าไปด้วยแนวคิดนี้ ”

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต
บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

บัณฑิตเสริมต่อว่า เขาพยายามวางตัวให้เป็นนักสืบก่อนเมื่อเริ่มเข้าไปในชุมชน เพื่อถามคำถามต่างๆ ให้เขาได้คิดและตอบ หลังจากนั้นจะทำหน้าที่เป็นพยาบาลเยียวยาบาดแผลของคนไข้ ต่อด้วยเป็นแพทย์ผ่าตัดที่ลงมือแก้ไขปัญหา และสุดท้ายเป็นคุณครูที่ช่วยถอดบทเรียนสิ่งที่ได้เรียนรู้

แต่คนจำนวนมากเริ่มสวมบทบาทการลงพื้นที่ด้วยการเป็นตำรวจ ตรวจจับข้อผิดพลาด ตามด้วยเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลและปอเต็กตึ้ง ทำให้การทำงานร่วมกับชุมชนล้มเหลว

หวานอย่างมีหวัง
หวานอย่างมีหวัง

หนึ่งในเคสที่ประสบความสำเร็จในการทำงานชุมชนของบัณฑิตคือ ‘หวานอย่างมีหวัง’ น้ำตาลมะพร้าวแท้ของ อาจารย์ปรีชา เจี๊ยบหยู จากจังหวัดสมุทรสงคราม ที่รักษาภูมิปัญญาดั้งเดิมไว้ไม่ให้สูญหาย

“อาจารย์ปรีชาเป็นคนสอนผมว่านักวิชาการชอบเอาซากความรู้มาเก็บไว้เต็มตู้หนังสือเลย แต่เขาไม่อยากได้สิ่งนั้น อยากได้หลักวิชาการคู่กับวิชานอกตำราที่กลั่นกรองมาจากภูมิปัญญามากกว่า” 

น้ำตาลมะพร้าวนี้มีสรรพคุณมากมาย คนเบาหวานทานได้เพราะมีอินนูลิน ลดการดูดซึมน้ำตาลจากอาหาร เก็บเกี่ยวจากต้นมะพร้าววันละ 2 เวลา เรียกว่าน้ำตาลเช้าและน้ำตาลบ่าย ด้วยกระบอกไม้ไผ่ที่ช่วยให้น้ำตาลเสียช้าและไม่ต้องใส่สารเพิ่ม (แลกมากับกระบวนการล้างและต้มที่เพิ่มขึ้น) ดำเนินงานโดยกลุ่มในชุมชนที่มีความเข้มแข็ง 

แต่ปัญหาคือ คนไม่ค่อยเชื่ออาจารย์ปรีชา เพราะไม่ได้เป็นนักวิชาการ และผู้ผลิตจำนวนมากใส่สารปลอมปนในน้ำตาลเยอะ ทำลายความเป็นธรรมชาติ แต่กลับเรียกผลิตภัณฑ์ตัวเองว่าเป็นน้ำตาลมะพร้าวแท้อยู่เต็มตลาด

บัณฑิตจึงเข้าไปคิดเรื่องแบรนด์ จนเกิดเป็นคำว่า ‘น้ำตาลของจริง’ และเก็บข้อมูลให้คนเห็นว่าใน 1 ปี น้ำตาลแต่ละช่วงเป็นอย่างไรบ้าง ข้อดีข้อด้อยเป็นอย่างไร พิสูจน์เรื่องวัสดุต่างๆ ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ 

หลังดำเนินงานมากว่า 5 ปี น้ำตาลมะพร้าวของอาจารย์ปรีชากำลังจะได้รับการจดทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของสมุทรสงคราม และที่ผ่านมา มีคนติดต่อเข้าไปดูงานมากถึงปีละหลายพันคน 

“เราได้นำความรู้วิทยาศาสตร์ไปพิสูจน์ภูมิปัญญา ในขณะเดียวกัน เราก็ได้เรียนรู้วิธีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็งของชุมชนด้วย” บัณฑิตยิ้ม งานแบบนี้ไม่มีใครเด่นกว่าใคร เพราะถือเป็นการทำงานร่วมกันของจริง

05

ออกดอก ขยายผล

หลายคนชื่นชมแนวคิดของบัณฑิต แต่มองว่าการทำงานช้าเกินไป ไม่สามารถขยายผลในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว (Speed & Scale)

ด้วยเหตุนี้ ช่วงปีที่ผ่านมา บัณฑิตจึงพยายามมุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการและเครื่องมือทั้งหมดให้อยู่บนแพลตฟอร์มหนึ่งที่ลักษณะคล้ายสถาบัน มีทั้งคอร์สออนไลน์ที่เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง หากมีปัญหา ก็มีทีมให้คำปรึกษาคอยช่วยโค้ช มีห้องวิจัยให้มาฝึกทดลองอย่างครบครัน 

รวมถึงพยายามขยายเครือข่ายให้มากขึ้น เช่น ร่วมงานกับหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ที่มีมหาวิทยาลัยอยู่ในเครือข่ายมากถึง 33 สถาบัน

“เราอาจทำคนเดียวไม่ไหว ก็ต้องให้คนอื่นมาช่วย ให้อาจารย์และนักศึกษานำกระบวนการที่เราใช้ไปขยายผลต่อผ่านกลไกของมหาวิทยาลัยในพื้นที่” 

และอีกโปรเจกต์หนึ่งที่บัณฑิตกำลังพัฒนาร่วมกับชุมชนอยู่คือ ‘Route to the Root’ พัฒนาภูมิปัญญาของชุมชนให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องราวความเป็นมา ให้ผู้บริโภคสำรวจกลับไปได้ถึงรากเหง้า ที่มาไปที่ของสินค้าแต่ละอย่าง โดยติดต่อไปวางขายร่วมกับห้างสรรพสินค้าต่างๆ เพื่อสร้างตลาดให้แก่ชุมชน 

รักษารากฐานแบบเดิมไว้ แต่ขยายผลให้กว้างไกลขึ้นเพื่อเข้าถึงผู้ประกอบการมากขึ้น เป็นความหวังให้กับธุรกิจโดยเฉพาะในยามวิกฤตเช่นนี้

06

ใจใหญ่กว่าตัว

“ผมตั้งคำถามกับตัวเองเยอะมากๆ เลยว่าทำอะไรอยู่ บางทีทำไปก็ดูจะไม่เห็นผลเลย เคยคิดว่าจะหยุดเหมือนกัน” บัณฑิตเล่าว่าทำงานในแวดวงมานาน 20 กว่าปี ย่อมมีท้อบ้างเป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะช่วงปีแรกๆ ที่อัตราความสำเร็จของธุรกิจที่ให้คำปรึกษาอยู่ที่ราว 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ก่อนจะดีขึ้นเมื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์

“สิ่งที่ทำให้ผมยังทำงานต่อคือการถามตัวเองว่า หนึ่ง เราทำแล้วได้อะไร สอง ถ้าไม่ทำแล้วจะเสียใจไหม หลายครั้งคนมักติดอยู่ที่คำถามข้อแรก แต่ผมจะพยายามถามตัวเองข้อที่สองก่อน แล้วได้คำตอบเสมอว่าถ้าไม่ทำแล้วจะเสียใจมาก

“ผมมองว่าโอกาสในการทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งในชีวิตมันไม่ได้มีมาบ่อย ถ้าไม่คว้าไว้ก็เป็นอากาศ และถึงต้องล้มเหลว เรามองว่ามันคือส่วนหนึ่งที่ทำให้ใกล้ความสำเร็จมากขึ้น ต้องล้มบ่อยๆ จนรู้ว่าจะต้องทำอย่างไร

“สองความคิดนี้ทำให้ไม่ว่าต้องทำงานหนักแค่ไหน ไม่ได้หยุดวันเสาร์อาทิตย์ ผมยังคงทำอยู่ มันมีโดดเดี่ยวบ้างบนเส้นทางนี้ แต่ชีวิตก็เป็นแบบนั้น เกิดมาคนเดียว เราก็ตายคนเดียวเหมือนกัน”

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เส้นทางนี้ไม่หนักหนาจนเกินไปคือ ทีมงานที่ทำงานร่วมกันภายในทีม EAST กับบัณฑิตราว 20 คนที่ผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี 

“ก่อนน้องๆ ในทีมจะเข้ามาทำงานร่วมกัน คำถามหลักที่ผมจะถามพวกเขาคือ ถ้าคุณทำงานสักชิ้นแล้วต้องล้ม คุณคิดว่าคุณล้มได้สักกี่ครั้ง คำตอบของเขาจะบ่งชี้เองว่าเขาเหมาะกับงานนี้หรือเปล่า หลายคนตอบว่าล้มได้เยอะ คำถามคือ พอคุณลุกขึ้นมา คุณมีวิธีจัดการตัวเองอย่างไร

“สุดท้าย ผมถามว่าถ้างานเหล่านี้เกิดพรากชีวิตส่วนอื่นๆ ของคุณขึ้นมา คุณจะเสียดายลมหายใจตรงนี้ไหม เพราะงานแบบนี้ล้มเยอะมากนะ คุณจะรู้สึกล้มเหลว สูญเสียศักดิ์ศรี และวันหยุดของเราคือวันที่คนอื่นประสบความสำเร็จ ดังนั้น เราไม่ได้หาคนเก่ง เรื่องนั้นฝึกกันได้ แต่เราตามหาคนที่ใจใหญ่กว่าตัวมหาศาล” 

คนที่มีคุณสมบัตินี้คือทีมงานที่อยู่เคียงข้างบัณฑิต และพร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยให้ไม่น้อยหน้าใคร

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load