ถ้าให้คิดถึงแบรนด์สินค้าที่อายุเกือบๆ ร้อยปี ก็คงจะคิดได้หลายชื่อ และภาพที่มากับมันก็จะเป็นความคลาสสิกไร้กาลเวลา แต่ KITKAT ไม่เป็นอย่างนั้น ถ้าไม่บอก เราว่าหลายคนก็คงไม่เชื่อว่าอีกแค่ 17 ปี แบรนด์นี้ก็จะครบรอบศตวรรษแล้ว และแม้สโลแกนอันโด่งดังจะบอกว่าให้พักบ้างก็ได้ แต่แบรนด์คิทแคทไม่เคยหยุดพักทำเรื่องสนุกใหม่ๆ เลย

วันนี้ The Cloud ได้มานั่งพักและนั่งคุยกับ คุณเกรียงศักดิ์ สำราญทรัพย์ ผู้จัดการพัฒนาธุรกิจอินโดไชน่า กลุ่มผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลตจากบริษัทเนสท์เล่ (ประเทศไทย) จำกัด เรื่องของคิทแคท

ใครจะเชื่อว่าแบรนด์นี้อยู่บนโลกมาแล้ว 83 ปี ถ้าเทียบเป็นคนก็เรียกได้ว่าเป็นคุณปู่ที่ผ่านอะไรมามากมาย แต่ทุกวันนี้เรายังไม่รู้สึกว่าคิทแคทแก่เลย มารู้จักคุณปู่ที่ใจยังวัยรุ่นคนนี้กัน

1. จุดเริ่มต้นมาจากร้านพายเนื้อชื่อ KIT CAT

แรกเริ่มเดิมทีคำว่า คิทแคท ไม่เกี่ยวอะไรกับช็อกโกแลตเลย คิทแคทในสมัยศตวรรตที่ 17 มาจากชื่อของ คุณคริสโตเฟอร์ แคตลิง (Christopher Catling) เขาตั้งชื่อพายเนื้อของเขาว่า KIT CAT อันมีที่มาจากชื่อย่อของเขา พายของคริสโตเฟอร์มีผู้ชื่นชอบจำนวนมาก ก็เลยมีกลุ่มคนที่ชอบมาพูดคุยกันเรื่องการเมืองและทานพายที่ร้านของเขาจนต่อมาได้ตั้งเป็นกลุ่มชื่อ KIT CAT Club

KITKAT
2. ชื่อเดิมฉบับเต็มของคิทแคทมาจาก คิทแคท ช็อกโกแลต คริสป์

ขนมเวเฟอร์เคลือบช็อกโกแลตหน้าตาอย่างที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ถือกำเนิดขึ้นในปี 1935 โดยบริษัทผลิตขนมชื่อ Rowntree’s ในเมืองยอร์ก ประเทศอังกฤษ ตอนแรกใช้ชื่อว่า คิทแคท ช็อกโกแลต คริสป์ และอีก 2 ปีต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อเหลือเป็นแค่คิทแคท

KITKAT

ภาพ: https://www.nestle.co.uk/


3. โจทย์แรกของคิทแคท คือขนมที่พกใส่กระเป๋าทำงานได้

แนวความคิดของช็อกโกแลตคิทแคทมาจากพนักงานในโรงงานของโรวน์ทรีส์ที่อยากจะได้ขนมที่สามารถพกใส่กระเป๋าไปทำงานได้ และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์คิทแคทที่ยาวนานมา 80 กว่าปี

KITKAT

ภาพ: https://www.nestle.co.uk


4. เหตุผลที่คิทแคทเกิดมาเป็นขนมให้หักแบ่งและห่อฟอยล์เก็บไว้กินได้

รูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของคิทแคทเป็นช็อกโกแลต 4 แท่งวางเรียงกันใน 1 ห่อ ขนาดพอจะใส่กระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋ากางเกงได้พอดีๆ ไส้กลางเป็นเวเฟอร์กรอบๆ และหุ้มด้วยช็อกโกแลตแบบไม่หนามาก ทำให้สามารถหักแบ่งมากินเป็นคำเล็กๆ แล้วก็ห่อเก็บเอาไว้กินต่อได้ ความกรอบของเวเฟอร์และรสชาติของช็อกโกแลตที่ไม่เข้มข้นจนเกินไปทำให้คิทแคทเป็นช็อกโกแลตที่ทานได้บ่อยๆ แบบไม่รู้สึกผิด เหมือนกับการที่คนทำงานก็สามารถอนุญาตให้ตัวเองพักเหนื่อยได้อย่างไม่ต้องรู้สึกผิดเช่นกัน “บางทีเราก็ต้องการการพักผ่อนเพื่อชาร์จพลังนิดเดียว ไม่ได้ต้องการพักแบบไปนอนที่ทะเลอะไรอย่างนั้น นี่แหละครับที่เป็นเวลาของคิทแคท” เกรียงศักดิ์เล่าให้ฟังถึงเนื้อแท้ของความเป็นคิทแคท

KITKAT

ภาพ: https://www.nestle.co.uk


5. ‘Have a break, have a KITKAT’ หนึ่งในคำโฆษณาที่ถูกใช้มานานที่สุดในโลก

คิทแคทมีคำโฆษณาที่ฮิตติดหูคนมามากกว่า 60 ปีที่บอกว่า ‘Have a break, have a KITKAT’ สร้างสรรค์โดย โดนัลด์ กิลเลส บริษัทเจ ดับบลิวที ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ คำโฆษณานี้เป็นหนึ่งในคำโฆษณาที่ถูกใช้มานานที่สุดในโลกและก็ได้รับการสร้างสรรค์ออกมาเป็นรูปแบบต่างๆ ตามยุคสมัยอย่างสนุกสนาน เกรียงศักดิ์ยังบอกเราด้วยว่า “คำว่าเบรกในภาษาอังกฤษมีความหมายทั้งหยุดแล้วก็หัก ซึ่งเข้ากับแบรนด์คิทแคทที่ออกแบบเอาไว้ให้ค่อยๆ หักกิน” ส่วนคำแปลภาษาไทยคือ ‘คิดจะพัก คิดถึงคิทแคท’ ก็ถือว่าเป็นคำแปลที่ลงตัวมาก

KITKAT

ภาพ : J. Walter Thompson London
KITKAT
ภาพ: J. Walter Thompson Netherland

KITKAT

ภาพ: J. Walter Thompson London

KITKAT

ภาพ: J. Walter Thompson London

KITKAT

ภาพ: Twitter/Kitkat


6. การทำโฆษณาแบบที่เล่นกับสถานการณ์ปัจจุบัน เรียกได้ว่าเป็นจุดแข่งของคิทแคท และเป็นจุดที่ทำให้แบรนด์ยังดูทันสมัยอยู่เสมอ

ไม่ว่ามีเหตุการณ์อะไรที่คิทแคทเห็นว่าจะลงไปมีส่วนร่วมได้เราก็จะเห็นงานสร้างสรรค์สนุกๆ จากคิทแคทตลอด ที่เราว่ามันเจ๋งที่สุดคือการส่งคิทเคทไปปลอบใจ ฟีลิกซ์ บามการ์ตเนอร์ (Felix Baumgartner) นักดิ่งพสุธาชาวออสเตรเลีย ถึงนอกโลกเมื่อปี 2012 ฟีลิกซ์วางแผนว่าจะขึ้นไปที่ชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ (20 ไมล์จากพื้นโลก) แล้วดิ่งพสุธากลับลงมา แต่กลายเป็นว่าเขาต้องรออยู่บนอวกาศนานกว่าที่คาดเนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย คิทแคทเลยโพสต์เฟซบุ๊กเพื่อให้กำลังใจเขาว่า น่าจะต้องรอนานนิดหนึ่งนะ และเมื่อโพสต์นี้กลายเป็นกระแส คิทแคทก็ไม่หยุดแค่นั้น พวกเขายังส่งคิทแคทขึ้นไปที่ชั้นบรรยากาศจริงๆ ด้วย เหล่าครีเอทีฟจากเจ ดับลิวที ประเทศอังกฤษ ใช้บอลลูนตรวจสภาพอากาศติดกล้อง GoPro ส่งคิทแคทไปจนถึงชั้นบรรยากาศโลกแล้วถ่ายภาพกลับลงมา

ไม่โม้ ทำจริง!

KITKAT

KITKAT

ภาพ: J. Walter Thompson London


7. ครั้งหนึ่งคิทแคทเคยเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน

คิทแคทเป็นแบรนด์เก่าแก่ที่แทบไม่ผ่านการรีแบรนด์เลย โลโก้ของคิทแคทเป็นตัวหนังสือสีแดงบนพื้นขาวมาตลอด ยกเว้นตอนสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่นมขาดแคลนทั่วโลกเลยทำให้คิทแคทต้องลดปริมาณนมในช็อกโกแลตลงและเปลี่ยนหีบห่อเป็นสีน้ำเงินเพื่อบอกถึงสูตรที่เปลี่ยนไป เรื่องนี้เกรียงศักดิ์บอกว่า คิทแคทเป็นแบรนด์ที่ไม่มีมาสค็อต ไม่มีพรีเซนเตอร์ สัญญลักษณ์ของคิทแคทก็คือโลโก้สีแดงนี่แหละ

KITKAT

ภาพ: https://www.nestle.co.uk

KITKAT

ภาพ: https://www.nestle.co.uk

8. ปัจจุบัน คิทแคทผลิตโดยบริษัทเนสท์เล่ทั่วโลก ยกเว้นที่สหรัฐอเมริกาที่ผลิตโดยบริษัท Hershey’s และคิทแคทที่ขายในประเทศไทยผลิตในประเทศมาเลเซีย

KITKAT

9. ประเทศที่คนกินคิทแคทมากที่สุดคือประเทศอังกฤษ

และรสที่คนอังกฤษชอบที่สุดคือรสช็อกโกแลตดั้งเดิม ปัจจุบัน คิทแคทขายได้นาทีละ 47 ชิ้นในประเทศอังกฤษ

10. เมื่อปี 2010 Guinness World Records บันทึกไว้ว่าคิทแคทเป็นแบรนด์ช็อกโกแลตที่ขายได้มากที่สุดในโลก

11.   เวเฟอร์เคลือบช็อกโกแลตที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมด้านรสชาติ

คิทแคทเป็นแบรนด์ที่ขับเคลื่อนด้วยความสนุก และมีความเคลื่อนไหวตลอดเวลาผ่านนวัตกรรมด้านรสชาติ และรูปแบบ แต่ก็ยังคงความเป็นเวเฟอร์เคลือบช็อกโกแลตเอาไว้เหมือนเดิม

12. ประเทศที่มีนวัตกรรมคิทแคทมากที่สุดคือประเทศญี่ปุ่น ที่ญี่ปุ่นมีคิทแคทมาแล้วมากกว่า 300 รสชาติ และรสชาติที่ขายดีที่สุดคือรสซอสถั่วเหลือง

KITKAT

ภาพ: Buzzfeed


13. ชนะแน่นอน!

คิทแคทในภาษาญี่ปุ่นออกเสียงว่า คิทโตะ แคทโตะ ซึ่งไปพ้องกับคำว่า คิทโตะ แคทซึ (Kitto Katsu | キットカット) ที่มีความหมายว่า  ชนะแน่นอน คนญี่ปุ่นจึงถือเอาคิทแคทเป็นเหมือนเครื่องรางเวลาไปสอบ และคิทแคทก็ถือโอกาสนี้ทำแคมเปญ ‘Lucky Charm’ เพื่อโปรโมตสินค้าในปี 2005 และได้รับรางวัล Asian Marketing Effectiveness Awards และอีก 5 ปีต่อมาคิทแคทและบริษัทไปรษณีย์ญี่ปุ่นก็ได้ร่วมกันออกแพ็กเกจจิ้งที่สามารถเขียนข้อความและส่งถึงกันได้ผ่านที่ทำการไปรษณีย์ 20,000 แห่งในญี่ปุ่น คิทแคทรุ่นนั้นขายหมดในเวลาอันรวดเร็วและได้รับรางวัล Media Grand Prix ในปี 2010 ที่เทศกาลโฆษณาเมืองคานส์

KITKAT

ภาพ: J. Walter Thompson Tokyo
KITKAT
ภาพ: J. Walter Thompson Tokyo

14. คิทแคทรสชาติท้องถิ่น

ความหลากหลายของคิทแคทในญี่ปุ่นส่วนหนึ่งต้องยกความดีความงามให้กับ วัฒนธรรมการผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่นที่ไปเยือนกลับมาฝากคนที่บ้านเวลาเดินทางไปในที่ต่างๆของคนญี่ปุ่น ที่เรียกว่า omiyage | お土産 คิทแคทในญี่ปุ่นก็เลยพัฒนารสชาติประจำภูมิภาคต่างๆ เอาไว้ขายเป็นของฝาก เช่น รสมันม่วงจากโอกินาว่า รสโมมิจิ มันจูจากฮิโรชิม่า รสวาซาบิจากชิซึโอกะ หรือรสชาเขียวมัจฉะจากเกียวโต เป็นต้น

KITKAT

ภาพ: https://nestle.jp

15. คิทแคทรสซูชิในวัน   April Fool’s Day

มากไปกว่านั้นก็ยังมีรสชาติที่ทำขึ้นพิเศษเพื่อขายในระยะเวลาจำกัด เพื่อสร้างความตื่นเต้นและเอาใจลูกค้า อย่างเช่นรสซูชิที่ทำออกมาหลังจากมีกระแส คิทแคทรสซูชิในวัน April Fool’s Day

KITKAT KITKAT

ภาพ: Facebook/Kitkat
http://fortune.com/2017/02/01/nestle-kit-kat-sushi-japan/

16. ร้าน KITKAT Chocolatory เป็นวิธีการสนุกๆ ที่คิทแคทใช้วิจัยรสชาติ และสร้างความสนิทสนมกับคนกินคิทแคท

ร้านช็อกโกแลตนี้ดูแลโดยเชฟผู้เชี่ยวชาญด้านการทำขนมชาวญี่ปุ่นชื่อ ยาสุมาสะ ทาคากิ ผู้ซึ่งมีจินตนาการมากมายในการสร้างสรรค์รสชาติคิทแคทแบบต่างๆ จนเข้าตาบริษัทเนสท์เล่ และร่วมกันพัฒนาจนมาเป็นร้าน KITKAT Chocolatory ที่มีอยู่ 4 สาขาในญี่ปุ่น และมีร้านชั่วคราว (Pop-up Store) ในออสเตรเลีย มาเลเซีย และเคยมาเปิดในประเทศไทยเมื่อปีที่แล้ว

KITKAT

ภาพ: https://favy-jp.com/topics/935

17. ร้านคิทแคทที่ให้ลูกค้าสร้างสรรค์รสชาติคิทแคทของตัวเอง

ลูกค้าที่เข้าไปซื้อ KITKAT Chocolatory จะสามารถมิกซ์แอนด์แมตช์วัตถุดิบต่างๆ ที่ไม่ได้มีในคิทแคททั่วไป จนเกิดรสชาติเฉพาะตัว และจากนั้นก็สามารถตบแต่งห่อช็อกโกแลตในรูปแบบของตัวเองเพื่อเอาไปมอบให้คนอื่นได้ด้วย

KITKAT

ภาพ: BEHROUZ MEHRI/AFP/Getty Images

18. รสชาติที่ฮอตฮิตจาก Chocolatory จะได้รับการผลิตออกมาขายจริง บางรสชาติก็เป็นรุ่นพิเศษบางรสชาติก็ได้เป็นสินค้าถาวร

อย่างเช่น Kit Kat Baked ที่ต้องเอาเข้าเตาอบเพื่อความอร่อย หรือคิทแคทที่โรยหน้าด้วยราสป์เบอร์รี่อัลมอนด์และกุหลาบอัลมอนด์

KITKAT

ภาพ: https://www.nestle.com/media/news/baked-kitkat-japan

KITKAT

ภาพ: https://nestle.jp

19. คิทแคทรสชาติไทยๆ

เมื่อปี 2560 คิทแคทเปิด Chocolatory ในประเทศไทยเป็นร้านชั่วคราวอยู่ที่สยามเซ็นเตอร์ โดยมีรสชาติพิเศษแบบไทยๆ คือ รสส้มตำ รสทุเรียน รสข้าวเหนียวมะม่วง และรสชากุหลาบ

KITKAT

20. คิทแคทรสชานม

แม้เนสท์เล่จะยังไม่สามารถผลิตคิทแคทรสทุเรียนหรือผลไม้ไทยอื่นๆ เป็นเอกลักษณ์สำหรับประเทศไทยตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเคยขอความร่วมมือไปได้ แต่วันนี้คิทแคทประเทศไทยก็มีรสชานมคู่กับช็อกโกแลตมาให้คนไทยได้กินคิทแคทรสชาติแบบไทยๆ กันเป็นครั้งแรกแล้ว แต่เกรียงศักดิ์ยังแอบกระซิบมาด้วยว่า พวกเราจะได้เห็นความสนุกแบบคิทแคทที่ญี่ปุ่นในประเทศไทย เร็วๆ นี้ด้วยนะ

Writer

Avatar

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

21 พฤศจิกายน 2565
2 K

อากาศเปลี่ยนนิดหน่อยผิวก็เริ่มลอกแห้ง ล้างหน้ากับน้ำที่ไม่คุ้นผื่นคันก็ถามหา หลายคนอาจไม่เชื่อว่าอาการผิวแค่นี้ก็กระทบชีวิตคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้จริง ๆ แถมไม่ได้กระทบเพียงเปลือกนอกอย่างร่างกาย แต่ทำลายความรู้สึกถึงภายใน

ใครไม่เชื่อ แต่ ‘Cetaphil’ เชื่อ เชื่อตั้งแต่ 75 ปีที่แล้วที่ผลิตภัณฑ์แรกอย่าง Cetaphil Gentle Skin Cleanser ถือกำเนิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้คนสมัยนั้น ทั้งยังเชื่อเสมอว่า ต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อให้คนผิวบอบ บางแพ้ง่าย ใช้ชีวิตตามปกติได้เช่นคนอื่น ๆ 

ไม่แปลกใจหากนี่จะเป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศแนะนำ แถมยังวางจำหน่ายกว่า 70 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย แต่ตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้แบรนด์หยุดพัฒนา ยังคงมุ่งมั่นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอยู่เสมอ 

เพราะแบบนี้เอง ในโอกาสครบรอบ 75 ปี บริษัทจึงปรับโฉมตัวเองครั้งใหญ่ ไม่ได้ปรับเพียงแค่สูตรผลิตภัณฑ์ตามเทรนด์ผิวและเป็นมิตรกับผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย เท่านั้น แต่ยังเป็นมิตรต่อโลก ทั้งในระดับใหญ่อย่างแพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึงระดับอณูอย่างวัตถุดิบและกระบวนการผลิต

วันนี้เราได้มีโอกาสพบกับ หนุ่ม-ธวัชชัย บุญทวีกิจ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด และ ตุ่ม-ทัศนีย์ บุญไกรลาส ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ เพื่อพาเราไปย้อนรอยแบรนด์เวชสำอางถึงอดีต เดินทางกลับมายังปัจจุบัน และพูดถึงเรื่องราวในอนาคตที่คาดหวัง

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

1. Cetaphil เกิดขึ้นพร้อมกับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรก

ถ้ามองจากรูปลักษณ์ภายนอก ทุกคนคิดว่า Cetaphil อายุเท่าคนรุ่นไหน 

เราขอเฉลยตรงนี้ว่า แม้จะมีภาพลักษณ์ทันสมัย แต่ความจริงแล้วแบรนด์นี้มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1947 หรือเมื่อ 75 ปีมาแล้ว 

เรื่องของเรื่องคือในสมัยนั้นยังไม่มีผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย เภสัชกรชาวอเมริกันในรัฐเท็กซัสคนหนึ่งเลยคิดค้นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ช่วยให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ และกลับมาใช้ชีวิตแฮปปี้ได้แบบเดิม

ถ้าเทียบกับเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ของโลก Cetaphil ก็เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟในการโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรกเลยทีเดียว!

2. ก่อนปรับปรุงสูตรครบรอบ 75 ปี ผลิตภัณฑ์ตัวแรกยังคงสูตรเดิมมาตลอด 

สำหรับคนผิวแพ้ง่าย หลายคนอาจคิดว่ายิ่งต้องลงทุนกับเซรั่มหรือครีมเพื่อคงความชุ่มชื้นแบบเต็มแม็กซ์ แต่ Cetaphil ที่เริ่มต้นบริษัทด้วยผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดผิวหน้า และยังคงยืนหนึ่งเรื่องนี้เสมอมา บอกว่าเราอาจต้องกลับไปทำความเข้าใจการดูแลผิวใหม่ตั้งแต่ต้น

“สิ่งแรกที่เราควรให้ความสำคัญ คือการทำความสะอาดผิวหน้าให้คงความชุ่มชื้นอยู่เสมอ แล้วถึงจะไปเติมความชุ่มชื้นในสเต็ปถัดไป ไม่ใช่ว่าล้างหน้าเสร็จปุ๊บ ผิวก็เอี๊ยดปั๊บ ซึ่งอาจจะดีในคนบางกลุ่ม แต่สำหรับคนที่ผิวบอบบางมาก ๆ นี่คือการทำให้วงจรผิวยิ่งแย่ลง” ตุ่มอธิบาย

แม้ในปี 1947 ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าตัวแรกอย่าง ‘Cetaphil Cleasing Lotion’ หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ ‘Cetaphil Gentle Skin Cleanser’ จะเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ก็ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว เพราะปลอบประโลมผิวและฟื้นฟูผิวบอบบาง แพ้ง่าย ให้แข็งแรงขึ้นได้จริง เป็นผลิตภัณฑ์ที่หายากในท้องตลาดสมัยนั้น 

ความน่าสนใจและแสดงให้เห็นว่าสูตรตั้งต้นนั้นเจ๋งและแจ๋ว คือก่อนจะปรับปรุงวัตถุดิบตั้งต้นในรอบ 75 ปี Cetaphil Gentle Skin Cleanser ยังคงใช้สูตรดั้งเดิมที่คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย คนแรกของโลกได้ทดลองใช้ และสูตรที่ว่าก็ยังเป็นหนึ่งในสูตรที่ขายดีตลอดกาลอีกด้วย

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

3. ถ้าไม่มีวิทยาศาสตร์ ไม่ถือเป็น Cetaphil

แม้จะตั้งต้นจากเภสัชกรที่ห่วงใยคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ก็จริง แต่แกนหลักอีกแกนที่ทำให้แบรนด์อยู่ยั้งยืนยงจนปัจจุบันได้ขนาดนี้ คือการคิดค้น วิจัย และการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ 

ถ้าใครสงสัยว่า Cetaphil เป็นแบรนด์สายวิทย์แค่ไหน? ตุ่มเล่าให้ฟังว่าตลอดระยะเวลาการวิจัยที่ผ่านมาของ Cetaphil ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจะต้องศึกษาวิจัยมากกว่า 550 ครั้งกับอาสาสมัครมากกว่า 32,000 ราย อีกทั้งในแต่ละผลิตภัณฑ์ยังต้องเน้นการวิจัยเพื่อช่วยเรื่องผิวบอบบาง คนแพ้ง่ายใช้ได้จริง คงความชุ่มชื้น และไม่ทำลายโครงสร้างผิว

นอกจากนั้น วัตถุดิบที่คัดสรรก็ต้องมีใบรับรองและผ่านการทดสอบมาแล้วว่าไม่เป็นภัยกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย และแม้บางครั้งการใส่วัตถุดิบที่สุ่มเสี่ยงอาจทำให้เกิดผลลัพธ์กับลูกค้าแบบทันตาเห็น แต่แบรนด์ก็เลือกที่จะไม่ทำ

“เราไม่ได้ใส่ใจเรื่องการอ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แค่เฉพาะในขั้นตอนการผลิต แต่กับการสื่อสารแบรนด์ออกไปยังตลาด เราก็ใส่ใจเรื่องวิทยาศาสตร์เหมือนกัน เช่น ถ้าเราจะพูดว่าผลิตภัณฑ์ของเราคงความชุ่มชื้นกี่เปอร์เซ็นต์ เราจะต้องอ้างอิงงานวิจัยเสมอ เพื่อให้ข้อมูลที่ออกไปถูกต้องและไม่เกินความจริงจนเกินไป” ตุ่มยืนยันถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ฝังรากลึกในทุกอณูของ Cetaphil

4. โจทย์หลักในการผลิตสินค้า คือการเป็นทางออกให้ผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย

เมื่อนึกถึง Cetaphil หลายคนคงนึกถึงผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เราเล่าไปแล้ว แต่รู้หรือเปล่าว่าที่จริงแล้วยังมีสินค้าอีกมากที่คิดค้นขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกคน ทุกวัย ทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะสินค้าสำหรับทารกแรกเกิด ไปจนกระทั่งสินค้าสำหรับกู้ผิวแพ้ง่าย ผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ สิว และผู้ที่เป็นผื่นแพ้ผิวหนัง แห้งคันอีกด้วย

แม้มีสินค้าหลากหลาย แต่แก่นแกนที่แท้จริงยังอยู่ นั่นคือการผลิตสินค้าเพื่อให้คนที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ 

“ลูกค้าจำนวนมากมีผิวบอบบาง แพ้ง่าย แต่ก็อยากได้ผิวกระจ่างใสด้วย พอสินค้าในตลาดส่วนใหญ่โฟกัสแค่เรื่องความกระจ่างใสอย่างเดียว ลูกค้ากลุ่มนี้ใช้ก็แพ้ทันที ต่างจาก Cetaphil ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนที่มีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เวลาจะผลิตสินค้าชิ้นใหม่ เราจึงต้องเอาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เป็นที่ตั้ง แล้วค่อยโยงออกไปว่าลูกค้าต้องการให้ช่วยแก้ไขปัญหาผิวอะไรอีกบ้าง” หนุ่มอาสาตอบ ก่อนที่ตุ่มจะเสริมถึงแก่นสำคัญ 

“อีกหัวใจสำคัญคือ ลูกค้าต้องใช้สินค้าของเราได้ในระยะยาว โดยไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างหรืออันตรายกับผิว เราจะไม่ทำสินค้าที่ทาแล้วขาวเดี๋ยวนี้ แต่เราจะทำสินค้าที่ทำให้ผิวค่อย ๆ กระจ่างใสขึ้น และค่อย ๆ ดีขึ้นในองค์รวม ไม่อย่างนั้นเราคงไม่สามารถอยู่กับคนแพ้ง่ายมาได้นานถึง 75 ปี” 

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

5. เพราะเทรนด์ผิวที่เปลี่ยนไป ถึงเวลาปรับ 3 ส่วนผสมใหม่ให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้กว่าเดิม

ถ้าเทียบกับคน อายุอานาม 75 ปีก็เป็นรุ่นยายรุ่นทวดได้แล้ว แต่แบรนด์สัญชาติอเมริกันนี้ก็ไม่ได้หยุดพัฒนาตัวเองแม้แต่น้อย Cetaphil ยังคงเป็นวัยรุ่นที่พัฒนาตัวเองและตามเทรนด์ตลอดเวลา หลังจากผลิตภัณฑ์แรกเดินทางด้วยสูตรดั้งเดิมมานาน ฉลองครบรอบ 75 ปีครั้งนี้ จึงหยิบจับเอาเทรนด์ผิวในปัจจุบันมาปรับปรุงสูตรให้ทันสมัยกว่าเดิม 

“เรามั่นใจว่าสูตรที่ผ่านมาของเราดี แต่สภาพแวดล้อมในปัจจุบันมันเปลี่ยนไป มลภาวะทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวแพ้ง่ายก็มีมากขึ้น ที่เห็นได้ชัด ๆ คือ ถ้าวันไหนค่าฝุ่น PM 2.5 สูง แค่จับหน้าก็รู้แล้วว่าหน้าเราไม่ปกติ” ตุ่มเกริ่นถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

เพราะแบบนี้เอง หลังจากเก็บข้อมูลได้ว่าคนในปัจจุบันมีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ Cetaphil จึงสรุปออกมาเป็น 5 สัญญาณผิวแพ้ง่ายที่ให้ชาวเราหมั่นสังเกต ไม่ว่าจะผิวแห้งกร้าน ผิวระคายเคืองง่าย ผิวไม่เรียบเนียน ผิวแน่นตึง และเกราะป้องกันผิวอ่อนแอ จากนั้นจึงนำสัญญาณผิวเหล่านี้ไปคิดค้นและพัฒนา จนได้สูตรปรับปรุงใหม่ของ 4 ผลิตภัณฑ์ขายดีตลอดกาล ทั้ง Cetaphil Gentle Skin Cleanser, Cetaphil Oily Skin Cleanser, Cetaphil Moisturising Lotion และ Cetaphil Moisturising Cream 

สูตรปรับปรุงใหม่ที่ว่าเน้นการปรับปรุงต้นทางของวัตถุดิบและการคัดสรร Skin Power Solution หรือ 3 วัตถุดิบสำคัญให้ดียิ่งขึ้น นั่นคือวิตามินบี 3 (Niacinamide) โปรวิตามินบี 5 (Panthenol) และกลีเซอรีน (Glycerin) ซึ่งช่วยคงความชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิว ช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรง และทำให้ผิวมีสุขภาพดี 

“หลายคนอาจบอกว่าวัตถุดิบเหล่านี้ก็มีมานานแล้วนี่ แต่มันไม่ใช่แบบนั้น การคิดค้นสูตรไม่ได้ผลลัพธ์แบบ 1 + 1 เท่ากับ 2 แต่ต้องดูว่าสารตัวไหนมารวมกับสารตัวไหนแล้วจะทำหน้าที่ได้ดีกว่า เช่น ตัว Oily Skin Cleanser ต้องมีสารลดความมันมากกว่าตัวอื่น แต่นักวิจัยจะทำยังไงให้ลดความมันได้แต่ต้องไม่ระคายเคืองผิวด้วย” ตุ่มอธิบาย

6. 75 ปีทั้งที Cetaphil ยังปรับแพ็กเกจจิ้งใหม่ให้ใส่ใจโลกมากกว่าเดิม

เพราะเชื่อว่าสภาพผิวของผู้คนสะท้อนสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ได้ Cetaphil จึงมีอีกขาสำคัญอย่าง Clear Skies ที่พยายามใส่ใจโลกมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งใหม่เป็น Smart Packaging ที่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนลุคธรรมดา ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนเพื่อโลก 

อย่างที่หลายคนรู้ว่าวัสดุบางชิ้นรีไซเคิลไม่ได้ เพราะวัสดุนั้น ๆ ประกอบขึ้นจากวัสดุหลายประเภท แบรนด์จึงหันมาเลือกใช้หีบห่อและวัสดุปิดที่ทำจากวัสดุประเภทเดียวกัน ทั้งยังแยกชิ้นส่วนได้ เพื่อส่งเสริมการแยกขยะ และเพื่อให้วัสดุเหล่านี้ส่งไปรีไซเคิลที่โรงงานรีไซเคิลทั่วไปได้ ไม่ต้องปวดหัว ความน่ารักอีกข้อคือ บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษก็ผลิตขึ้นจากวัสดุหมุนเวียน ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติด้วยนะ 

7. ไม่ได้ใส่ใจแค่แพ็กเกจจิ้ง แต่เป็นมิตรกับโลกระดับอณู

ในโปรเจกต์ Clear Skies ที่ทำ แบรนด์ยังมองลงไปถึงระดับอณูว่า นักวิจัยในมือจะทำยังไงให้วัตถุดิบทั้งหลายเป็นมิตรกับโลกด้วย พร้อมหันมาเลือกใช้วัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติมากขึ้น ไร้พาราเบน ซัลเฟต และส่วนผสมจากสัตว์มากวนใจ 

ความปังคือในฟากการผลิต ธุรกิจยังลดการใช้น้ำได้ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ต่อการผลิตสินค้า 1 ตัน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานเฉลี่ยทั้งปีได้มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เพราะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 95 เปอร์เซ็นต์ และลดการสร้างขยะฝังกลบจนเหลือศูนย์ 

“เราคือบริษัทที่มีเป้าหมายช่วยให้คนมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้นก็จริง แต่สมัยนี้ก็มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยให้สภาวะโลกร้อนดีขึ้น ในเมื่อทำได้ ก็ต้องมาดูว่าจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ของเรายังไง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราไปด้วยกันกับโลก” หนุ่มอธิบายถึงปณิธานของ Cetaphil และบริษัท Galderma

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

8. เป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดสอบผลิตภัณฑ์กับสัตว์

เห็นข้อนี้แล้วอดตื่นเต้นไม่ได้ 

นอกจากจะเป็นมิตรกับโลก Cetaphil ยังเป็นมิตรกับเพื่อนร่วมโลกอย่างเจ้าสัตว์ทดลอง เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าหลายปีมานี้ ประเด็นการทดลองสารพัดของอุปโภคบริโภคกับสัตว์กำลังเป็นที่ถกเถียง ถึงขนาดที่แบรนด์ใหญ่ ๆ หลายแบรนด์ต้องหันมาปรับเปลี่ยนตัวเองกันยกใหญ่ แต่ Cetaphil ถือเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์ ก่อนที่หลายประเทศจะออกกฎหมายข้อนี้อีกนะ ยกเว้นก็แต่ในบางประเทศที่มีกฎหมายกำชับว่า ยังไงก็ตาม สินค้าที่นำมาขายต้องทดลองกับสัตว์ด้วย แต่ก็ต้องอ้างอิงตามกฎหมายของแต่ละประเทศกันไป เพื่อให้ถูกต้องตามกฎของแต่ละที่

9. การตลาดแบบไม่ได้อยู่แค่วันนี้

“บอกตามตรงว่า ตลาดบ้านเราเป็นตลาดที่ไม่ง่าย” ตุ่มเกริ่น 

ที่ว่าไม่ง่าย ตุ่มขยายความว่า โดยธรรมชาติของคนเอเชียนั้นรักสวยรักงามมากกว่าคนทวีปอื่น ๆ นอกจากนั้น ตลาดเมืองไทยยังวิ่งเร็ว มีตัวเลือกให้ลูกค้าหลากหลายแบบ ทั้งในเชิงวัตถุดิบและราคา ที่สำคัญ คนไทยถือเป็นลูกค้าที่มีองค์ความรู้เยอะและทำการบ้านก่อนซื้อของเสมอ แต่ถึงจะยากยังไง ตุ่มก็ยืนยันว่า พวกเขาจะไม่ยอมทำการตลาดแบบหวือหวา

“เราพยายามทำการตลาดแบบยั่งยืน และพยายามทำการตลาดที่ไม่ได้อยู่แค่วันนี้ เพราะเราอยากเป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ ราคาสมเหตุสมผล และลูกค้าไม่ต้องคิดเยอะ”

ตุ่มยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในการโฆษณาของ Cetaphil จะไม่มีคำว่าขาวอย่างรวดเร็วสักครั้งเดียว เพราะพวกเขาเชื่อในความกระจ่างใสของสีผิว ผิวสุขภาพดีตามธรรมชาติ และความเร็วระดับกลางที่ปลอดภัยกับผิวมากกว่า

10. มากกว่ายอดขาย คือผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้กลับมาใช้ชีวิต 

ปัจจุบัน Cetaphil เป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกแนะนำ วางจำหน่ายใน 70 ประเทศทั่วโลก ทั้งยังเป็นแบรนด์ที่ทำงานร่วมกับหมอทั้งในโรงพยาบาลและคลินิกมายาวนาน เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จหนึ่งของแบรนด์ที่น่าภาคภูมิใจ

แต่ยอดขายไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวที่แบรนด์อยากได้ มากกว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่บริษัท เสียงตอบรับจากลูกค้าต่างหากที่ทำให้มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีกว่าเดิม

“ผมเคยเจอคนที่ผิวแพ้แบบรุนแรงมาก เขาดูไม่มีความมั่นใจเลย และเขาก็มองโลกด้วยความสิ้นหวัง เวลาจะพูด จะเดิน หรือจะทำอะไร มันดูหดหู่ไปหมด แต่เมื่อเขาได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา มุมมองที่เขามีต่อโลกก็สดใสขึ้น เห็นมั้ยว่าไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ทางกายอย่างเดียวนะ แต่มันคือผลลัพธ์ทางใจด้วย

“ในฐานะของแบรนด์ที่มุ่งเน้นเรื่องสุขภาพผิว เรารู้สึกดีว่ามากกว่ารายได้คือเราทำให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งก็ตรงกับเป้าหมายหลักของทั้งบริษัท Galderma และ Cetaphil ว่าไม่ว่ายังไง เราขอเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้น” หนุ่มเล่าประสบการณ์ที่เขาเจอกับตัวเอง

“เหมือนกับสโลแกนใหม่ของเราว่า We do skin, you do skin ที่เราตั้งใจอยากบอกผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ว่าคุณไม่ต้องกลัวนะ ถ้าเป็นเรื่องผิว เราจะช่วยให้คุณกลับไปใช้ชีวิตที่คุณต้องการให้ได้” ตุ่มทิ้งท้ายความตั้งใจ

เพราะผิวแพ้ง่ายบอบบางมีอยู่จริง สนทนากับ Cetaphil ประเทศไทย ถึง 75 ปีที่ผ่านมาและการเปลี่ยนแปลงนับจากนี้ต่อไป

Writer

Avatar

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load