ถ้าให้คิดถึงแบรนด์สินค้าที่อายุเกือบๆ ร้อยปี ก็คงจะคิดได้หลายชื่อ และภาพที่มากับมันก็จะเป็นความคลาสสิกไร้กาลเวลา แต่ KITKAT ไม่เป็นอย่างนั้น ถ้าไม่บอก เราว่าหลายคนก็คงไม่เชื่อว่าอีกแค่ 17 ปี แบรนด์นี้ก็จะครบรอบศตวรรษแล้ว และแม้สโลแกนอันโด่งดังจะบอกว่าให้พักบ้างก็ได้ แต่แบรนด์คิทแคทไม่เคยหยุดพักทำเรื่องสนุกใหม่ๆ เลย

วันนี้ The Cloud ได้มานั่งพักและนั่งคุยกับ คุณเกรียงศักดิ์ สำราญทรัพย์ ผู้จัดการพัฒนาธุรกิจอินโดไชน่า กลุ่มผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลตจากบริษัทเนสท์เล่ (ประเทศไทย) จำกัด เรื่องของคิทแคท

ใครจะเชื่อว่าแบรนด์นี้อยู่บนโลกมาแล้ว 83 ปี ถ้าเทียบเป็นคนก็เรียกได้ว่าเป็นคุณปู่ที่ผ่านอะไรมามากมาย แต่ทุกวันนี้เรายังไม่รู้สึกว่าคิทแคทแก่เลย มารู้จักคุณปู่ที่ใจยังวัยรุ่นคนนี้กัน

1. จุดเริ่มต้นมาจากร้านพายเนื้อชื่อ KIT CAT

แรกเริ่มเดิมทีคำว่า คิทแคท ไม่เกี่ยวอะไรกับช็อกโกแลตเลย คิทแคทในสมัยศตวรรตที่ 17 มาจากชื่อของ คุณคริสโตเฟอร์ แคตลิง (Christopher Catling) เขาตั้งชื่อพายเนื้อของเขาว่า KIT CAT อันมีที่มาจากชื่อย่อของเขา พายของคริสโตเฟอร์มีผู้ชื่นชอบจำนวนมาก ก็เลยมีกลุ่มคนที่ชอบมาพูดคุยกันเรื่องการเมืองและทานพายที่ร้านของเขาจนต่อมาได้ตั้งเป็นกลุ่มชื่อ KIT CAT Club

KITKAT
2. ชื่อเดิมฉบับเต็มของคิทแคทมาจาก คิทแคท ช็อกโกแลต คริสป์

ขนมเวเฟอร์เคลือบช็อกโกแลตหน้าตาอย่างที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ถือกำเนิดขึ้นในปี 1935 โดยบริษัทผลิตขนมชื่อ Rowntree’s ในเมืองยอร์ก ประเทศอังกฤษ ตอนแรกใช้ชื่อว่า คิทแคท ช็อกโกแลต คริสป์ และอีก 2 ปีต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อเหลือเป็นแค่คิทแคท

KITKAT

ภาพ: https://www.nestle.co.uk/


3. โจทย์แรกของคิทแคท คือขนมที่พกใส่กระเป๋าทำงานได้

แนวความคิดของช็อกโกแลตคิทแคทมาจากพนักงานในโรงงานของโรวน์ทรีส์ที่อยากจะได้ขนมที่สามารถพกใส่กระเป๋าไปทำงานได้ และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์คิทแคทที่ยาวนานมา 80 กว่าปี

KITKAT

ภาพ: https://www.nestle.co.uk


4. เหตุผลที่คิทแคทเกิดมาเป็นขนมให้หักแบ่งและห่อฟอยล์เก็บไว้กินได้

รูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของคิทแคทเป็นช็อกโกแลต 4 แท่งวางเรียงกันใน 1 ห่อ ขนาดพอจะใส่กระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋ากางเกงได้พอดีๆ ไส้กลางเป็นเวเฟอร์กรอบๆ และหุ้มด้วยช็อกโกแลตแบบไม่หนามาก ทำให้สามารถหักแบ่งมากินเป็นคำเล็กๆ แล้วก็ห่อเก็บเอาไว้กินต่อได้ ความกรอบของเวเฟอร์และรสชาติของช็อกโกแลตที่ไม่เข้มข้นจนเกินไปทำให้คิทแคทเป็นช็อกโกแลตที่ทานได้บ่อยๆ แบบไม่รู้สึกผิด เหมือนกับการที่คนทำงานก็สามารถอนุญาตให้ตัวเองพักเหนื่อยได้อย่างไม่ต้องรู้สึกผิดเช่นกัน “บางทีเราก็ต้องการการพักผ่อนเพื่อชาร์จพลังนิดเดียว ไม่ได้ต้องการพักแบบไปนอนที่ทะเลอะไรอย่างนั้น นี่แหละครับที่เป็นเวลาของคิทแคท” เกรียงศักดิ์เล่าให้ฟังถึงเนื้อแท้ของความเป็นคิทแคท

KITKAT

ภาพ: https://www.nestle.co.uk


5. ‘Have a break, have a KITKAT’ หนึ่งในคำโฆษณาที่ถูกใช้มานานที่สุดในโลก

คิทแคทมีคำโฆษณาที่ฮิตติดหูคนมามากกว่า 60 ปีที่บอกว่า ‘Have a break, have a KITKAT’ สร้างสรรค์โดย โดนัลด์ กิลเลส บริษัทเจ ดับบลิวที ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ คำโฆษณานี้เป็นหนึ่งในคำโฆษณาที่ถูกใช้มานานที่สุดในโลกและก็ได้รับการสร้างสรรค์ออกมาเป็นรูปแบบต่างๆ ตามยุคสมัยอย่างสนุกสนาน เกรียงศักดิ์ยังบอกเราด้วยว่า “คำว่าเบรกในภาษาอังกฤษมีความหมายทั้งหยุดแล้วก็หัก ซึ่งเข้ากับแบรนด์คิทแคทที่ออกแบบเอาไว้ให้ค่อยๆ หักกิน” ส่วนคำแปลภาษาไทยคือ ‘คิดจะพัก คิดถึงคิทแคท’ ก็ถือว่าเป็นคำแปลที่ลงตัวมาก

KITKAT

ภาพ : J. Walter Thompson London
KITKAT
ภาพ: J. Walter Thompson Netherland

KITKAT

ภาพ: J. Walter Thompson London

KITKAT

ภาพ: J. Walter Thompson London

KITKAT

ภาพ: Twitter/Kitkat


6. การทำโฆษณาแบบที่เล่นกับสถานการณ์ปัจจุบัน เรียกได้ว่าเป็นจุดแข่งของคิทแคท และเป็นจุดที่ทำให้แบรนด์ยังดูทันสมัยอยู่เสมอ

ไม่ว่ามีเหตุการณ์อะไรที่คิทแคทเห็นว่าจะลงไปมีส่วนร่วมได้เราก็จะเห็นงานสร้างสรรค์สนุกๆ จากคิทแคทตลอด ที่เราว่ามันเจ๋งที่สุดคือการส่งคิทเคทไปปลอบใจ ฟีลิกซ์ บามการ์ตเนอร์ (Felix Baumgartner) นักดิ่งพสุธาชาวออสเตรเลีย ถึงนอกโลกเมื่อปี 2012 ฟีลิกซ์วางแผนว่าจะขึ้นไปที่ชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ (20 ไมล์จากพื้นโลก) แล้วดิ่งพสุธากลับลงมา แต่กลายเป็นว่าเขาต้องรออยู่บนอวกาศนานกว่าที่คาดเนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย คิทแคทเลยโพสต์เฟซบุ๊กเพื่อให้กำลังใจเขาว่า น่าจะต้องรอนานนิดหนึ่งนะ และเมื่อโพสต์นี้กลายเป็นกระแส คิทแคทก็ไม่หยุดแค่นั้น พวกเขายังส่งคิทแคทขึ้นไปที่ชั้นบรรยากาศจริงๆ ด้วย เหล่าครีเอทีฟจากเจ ดับลิวที ประเทศอังกฤษ ใช้บอลลูนตรวจสภาพอากาศติดกล้อง GoPro ส่งคิทแคทไปจนถึงชั้นบรรยากาศโลกแล้วถ่ายภาพกลับลงมา

ไม่โม้ ทำจริง!

KITKAT

KITKAT

ภาพ: J. Walter Thompson London


7. ครั้งหนึ่งคิทแคทเคยเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน

คิทแคทเป็นแบรนด์เก่าแก่ที่แทบไม่ผ่านการรีแบรนด์เลย โลโก้ของคิทแคทเป็นตัวหนังสือสีแดงบนพื้นขาวมาตลอด ยกเว้นตอนสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่นมขาดแคลนทั่วโลกเลยทำให้คิทแคทต้องลดปริมาณนมในช็อกโกแลตลงและเปลี่ยนหีบห่อเป็นสีน้ำเงินเพื่อบอกถึงสูตรที่เปลี่ยนไป เรื่องนี้เกรียงศักดิ์บอกว่า คิทแคทเป็นแบรนด์ที่ไม่มีมาสค็อต ไม่มีพรีเซนเตอร์ สัญญลักษณ์ของคิทแคทก็คือโลโก้สีแดงนี่แหละ

KITKAT

ภาพ: https://www.nestle.co.uk

KITKAT

ภาพ: https://www.nestle.co.uk

8. ปัจจุบัน คิทแคทผลิตโดยบริษัทเนสท์เล่ทั่วโลก ยกเว้นที่สหรัฐอเมริกาที่ผลิตโดยบริษัท Hershey’s และคิทแคทที่ขายในประเทศไทยผลิตในประเทศมาเลเซีย

KITKAT

9. ประเทศที่คนกินคิทแคทมากที่สุดคือประเทศอังกฤษ

และรสที่คนอังกฤษชอบที่สุดคือรสช็อกโกแลตดั้งเดิม ปัจจุบัน คิทแคทขายได้นาทีละ 47 ชิ้นในประเทศอังกฤษ

10. เมื่อปี 2010 Guinness World Records บันทึกไว้ว่าคิทแคทเป็นแบรนด์ช็อกโกแลตที่ขายได้มากที่สุดในโลก

11.   เวเฟอร์เคลือบช็อกโกแลตที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมด้านรสชาติ

คิทแคทเป็นแบรนด์ที่ขับเคลื่อนด้วยความสนุก และมีความเคลื่อนไหวตลอดเวลาผ่านนวัตกรรมด้านรสชาติ และรูปแบบ แต่ก็ยังคงความเป็นเวเฟอร์เคลือบช็อกโกแลตเอาไว้เหมือนเดิม

12. ประเทศที่มีนวัตกรรมคิทแคทมากที่สุดคือประเทศญี่ปุ่น ที่ญี่ปุ่นมีคิทแคทมาแล้วมากกว่า 300 รสชาติ และรสชาติที่ขายดีที่สุดคือรสซอสถั่วเหลือง

KITKAT

ภาพ: Buzzfeed


13. ชนะแน่นอน!

คิทแคทในภาษาญี่ปุ่นออกเสียงว่า คิทโตะ แคทโตะ ซึ่งไปพ้องกับคำว่า คิทโตะ แคทซึ (Kitto Katsu | キットカット) ที่มีความหมายว่า  ชนะแน่นอน คนญี่ปุ่นจึงถือเอาคิทแคทเป็นเหมือนเครื่องรางเวลาไปสอบ และคิทแคทก็ถือโอกาสนี้ทำแคมเปญ ‘Lucky Charm’ เพื่อโปรโมตสินค้าในปี 2005 และได้รับรางวัล Asian Marketing Effectiveness Awards และอีก 5 ปีต่อมาคิทแคทและบริษัทไปรษณีย์ญี่ปุ่นก็ได้ร่วมกันออกแพ็กเกจจิ้งที่สามารถเขียนข้อความและส่งถึงกันได้ผ่านที่ทำการไปรษณีย์ 20,000 แห่งในญี่ปุ่น คิทแคทรุ่นนั้นขายหมดในเวลาอันรวดเร็วและได้รับรางวัล Media Grand Prix ในปี 2010 ที่เทศกาลโฆษณาเมืองคานส์

KITKAT

ภาพ: J. Walter Thompson Tokyo
KITKAT
ภาพ: J. Walter Thompson Tokyo

14. คิทแคทรสชาติท้องถิ่น

ความหลากหลายของคิทแคทในญี่ปุ่นส่วนหนึ่งต้องยกความดีความงามให้กับ วัฒนธรรมการผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่นที่ไปเยือนกลับมาฝากคนที่บ้านเวลาเดินทางไปในที่ต่างๆของคนญี่ปุ่น ที่เรียกว่า omiyage | お土産 คิทแคทในญี่ปุ่นก็เลยพัฒนารสชาติประจำภูมิภาคต่างๆ เอาไว้ขายเป็นของฝาก เช่น รสมันม่วงจากโอกินาว่า รสโมมิจิ มันจูจากฮิโรชิม่า รสวาซาบิจากชิซึโอกะ หรือรสชาเขียวมัจฉะจากเกียวโต เป็นต้น

KITKAT

ภาพ: https://nestle.jp

15. คิทแคทรสซูชิในวัน   April Fool’s Day

มากไปกว่านั้นก็ยังมีรสชาติที่ทำขึ้นพิเศษเพื่อขายในระยะเวลาจำกัด เพื่อสร้างความตื่นเต้นและเอาใจลูกค้า อย่างเช่นรสซูชิที่ทำออกมาหลังจากมีกระแส คิทแคทรสซูชิในวัน April Fool’s Day

KITKAT KITKAT

ภาพ: Facebook/Kitkat
http://fortune.com/2017/02/01/nestle-kit-kat-sushi-japan/

16. ร้าน KITKAT Chocolatory เป็นวิธีการสนุกๆ ที่คิทแคทใช้วิจัยรสชาติ และสร้างความสนิทสนมกับคนกินคิทแคท

ร้านช็อกโกแลตนี้ดูแลโดยเชฟผู้เชี่ยวชาญด้านการทำขนมชาวญี่ปุ่นชื่อ ยาสุมาสะ ทาคากิ ผู้ซึ่งมีจินตนาการมากมายในการสร้างสรรค์รสชาติคิทแคทแบบต่างๆ จนเข้าตาบริษัทเนสท์เล่ และร่วมกันพัฒนาจนมาเป็นร้าน KITKAT Chocolatory ที่มีอยู่ 4 สาขาในญี่ปุ่น และมีร้านชั่วคราว (Pop-up Store) ในออสเตรเลีย มาเลเซีย และเคยมาเปิดในประเทศไทยเมื่อปีที่แล้ว

KITKAT

ภาพ: https://favy-jp.com/topics/935

17. ร้านคิทแคทที่ให้ลูกค้าสร้างสรรค์รสชาติคิทแคทของตัวเอง

ลูกค้าที่เข้าไปซื้อ KITKAT Chocolatory จะสามารถมิกซ์แอนด์แมตช์วัตถุดิบต่างๆ ที่ไม่ได้มีในคิทแคททั่วไป จนเกิดรสชาติเฉพาะตัว และจากนั้นก็สามารถตบแต่งห่อช็อกโกแลตในรูปแบบของตัวเองเพื่อเอาไปมอบให้คนอื่นได้ด้วย

KITKAT

ภาพ: BEHROUZ MEHRI/AFP/Getty Images

18. รสชาติที่ฮอตฮิตจาก Chocolatory จะได้รับการผลิตออกมาขายจริง บางรสชาติก็เป็นรุ่นพิเศษบางรสชาติก็ได้เป็นสินค้าถาวร

อย่างเช่น Kit Kat Baked ที่ต้องเอาเข้าเตาอบเพื่อความอร่อย หรือคิทแคทที่โรยหน้าด้วยราสป์เบอร์รี่อัลมอนด์และกุหลาบอัลมอนด์

KITKAT

ภาพ: https://www.nestle.com/media/news/baked-kitkat-japan

KITKAT

ภาพ: https://nestle.jp

19. คิทแคทรสชาติไทยๆ

เมื่อปี 2560 คิทแคทเปิด Chocolatory ในประเทศไทยเป็นร้านชั่วคราวอยู่ที่สยามเซ็นเตอร์ โดยมีรสชาติพิเศษแบบไทยๆ คือ รสส้มตำ รสทุเรียน รสข้าวเหนียวมะม่วง และรสชากุหลาบ

KITKAT

20. คิทแคทรสชานม

แม้เนสท์เล่จะยังไม่สามารถผลิตคิทแคทรสทุเรียนหรือผลไม้ไทยอื่นๆ เป็นเอกลักษณ์สำหรับประเทศไทยตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเคยขอความร่วมมือไปได้ แต่วันนี้คิทแคทประเทศไทยก็มีรสชานมคู่กับช็อกโกแลตมาให้คนไทยได้กินคิทแคทรสชาติแบบไทยๆ กันเป็นครั้งแรกแล้ว แต่เกรียงศักดิ์ยังแอบกระซิบมาด้วยว่า พวกเราจะได้เห็นความสนุกแบบคิทแคทที่ญี่ปุ่นในประเทศไทย เร็วๆ นี้ด้วยนะ

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

คนกรุงเทพฯ ที่มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่เรื่องมนุษย์ไปจนถึงเรื่องนอกโลก ทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ แต่ก็ยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ชอบบทสนทนาดีๆ ที่มากับกาแฟอุ่นๆ เป็นที่สุด

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

ยาอมแก้ไอสมุนไพรลูกกลม เม็ดเล็ก รสชาติแรกลองเฝื่อนหน่อย ๆ อมไปแล้วหวานนิด ๆ ชื่อนี้ไม่มีใครไม่รู้จักเมื่อเห็นตะขาบเลื้อยอยู่บนซอง

ตราตะขาบ 5 ตัวอยู่คู่คนไทยมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ทุกวันนี้มียอดขายหลายร้อยล้านบาท ส่งออกไปยังอาเซียนและหลากหลายประเทศ โดยยังคงโลโก้ตะขาบขนาบข้างในซองดังเดิม มีสรรพคุณแก้ไอได้ชะงักงัน เป็นดั่งฮีโร่ยาสมุนไพรไทยคู่บ้านที่สืบทอดรุ่นต่อรุ่นมาตลอด ความท้าทายใหม่ของแบรนด์ในยุคนี้ คือทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่สนใจแบรนด์สินค้าจากสมุนไพรไทย ไม่มองว่าเชย ตกยุค แต่เก๋าจนอยากรู้จัก จำสรรพคุณของตะขาบ 5 ตัวได้แบบไม่กลัวความขม

ถ้าเคยตัดสินยาอมแก้ไอจากรูปลักษณ์ วันนี้ขอชวนมาทำความรู้จักตะขาบ 5 ตัวให้ลึกลงอีกสักหน่อย จากวันแรกที่ผู้ก่อตั้งรุ่นหนึ่งแบกกระเป๋าเดินขายยาอมแก้ไอซิมเทียนฮ้อ จนถึงวันนี้ที่คลิปหนังโฆษณาเกิดไวรัล คนดูหลายล้านวิว ฮีโร่คนเดิมคนนี้เข้าไปนั่งในใจคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร

The Cloud ชวนมาพูดคุยกับ คุณอรมณส์ แก่นศักดิ์ศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด และ คุณไพบูลย์ สิมะวรา ผู้อำนวยการฝ่ายต่างประเทศ ของบริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด เผยให้เห็นเรื่องราวกว่าจะมาเป็นผลิตภัณฑ์ยาแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัวในทุกวันนี้

1. ชายลึกลับบนซองตะขาบ 5 ตัว คือ จุ้ยไซ แซ่ซิ้ม ผู้ปรุงยาสมุนไพรเป็นงานพาร์ตไทม์จนได้ดี

ย้อนกลับไปในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 นายจุ้ยไซ แซ่ซิ้ม ผู้เคยเป็นเด็กช่วยปรุงยาในร้านหมอจีน ได้ย้ายถิ่นฐานจากเมืองจีนมาตั้งรกรากที่อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ทำสวน เลี้ยงเป็ดไก่ไปเพื่อยังชีพ พอเริ่มมีเงินทุนจึงนำไปเปิดร้านขายของชำในตลาด

ราว พ.ศ. 2478 จึงย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพฯ ย่านตลาดเก่า เยาวราช เขายังคงรับจ้างแบกหามในตอนกลางวันและปรุงยาตอนกลางคืน แต่ด้วยความรู้ติดตัวด้านยาสมุนไพร เป็นอย่างดี พอมีเวลาว่างจากงานจึงริเริ่มคิดสูตรยาสมุนไพรและทดลองปรุงยาอื่น ๆ อีกหลากหลายชนิดตามแบบฉบับของตนเอง เพื่อใช้กันเองในหมู่ญาติและคนใกล้ชิด ยาแก้ไอเป็นยาที่คนละแวกนั้นเริ่มชอบมากสุด จึงเริ่มนำไปฝากขายตามร้านยาภายใต้ชื่อ ‘ยาอมแก้ไอซิมเทียนฮ้อ’

หากเป็นสมัยนี้คงเรียกงานปรุงยาของนายจุ้ยไซว่างานพาร์ตไทม์ ใช้วิธีทำเป็นงานเสริมปั้นแบรนด์ไปเรื่อย ๆ สลับกับงานประจำเพื่อหาเลี้ยงชีพ

2. หิ้วกระเป๋าขายยาตามร้านกว่า 20 ปี จนเกิด Word of Mouth ชื่อแบรนด์ตะขาบ 5 ตัวติดหูลูกค้า

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นายจุ้ยไซพาครอบครัวอพยพหนีสงครามไปอยู่ที่อำเภอพระประแดงชั่วคราว ครั้งนั้นเจอน้ำท่วมใหญ่ สังเกตเห็นตะขาบหนีน้ำมาเกาะตามฝาบ้าน เห็นสัตว์มีพิษแล้วนึกถึงความเชื่อของศาสตร์การรักษาอาการป่วยแบบจีนสมัยโบราณที่เชื่อว่าพิษล้างพิษ ตะขาบถือเป็นสัญลักษณ์ของสัตว์มีพิษจึงมีสรรพคุณช่วยล้างพิษได้

นายจุ้ยไซจึงเกิดไอเดียนำตะขาบมาทำเป็นเครื่องหมายการค้า ส่วนเลข 5 คือเลขมงคลของชาวจีน หากสังเกตชื่อแบรนด์สินค้าที่คุ้นหูในอดีต จะพบว่าหลายแบรนด์นิยมนำเลข 5 มาตั้งชื่อ ไม่ว่าจะเป็น 5 เจดีย์ หรือ 5 มังกร รวมทั้งครอบครัวของนายจุ้ยไซยังมีลูกถึง 10 คน แบ่งเป็นผู้ชาย 5 คน ผู้หญิง 5 คน เลข 5 จึงเป็นเลขที่ทั้งมีความมงคลและผูกพัน เกิดเป็นชื่อแบรนด์ตะขาบ 5 ตัว พร้อมซองยาที่มีสัญลักษณ์เป็นรูปตะขาบขนาบทั้งสองข้างและรูปนายจุ้ยไซอยู่ตรงกลาง

ด้วยความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อและเชื่อมั่นในสรรพคุณยาของตนเอง เขายังคงหิ้วกระเป๋าเดินทางไปฝากขายตามร้านขายยาต่าง ๆ เป็นเวลา 20 กว่าปีจนสินค้าเริ่มติดหู ลูกค้าจดจำได้ ลูกค้าบอกปากต่อปากจนสามารถขยายกิจการ เช่าตึกแถวเปิดร้านขายยาซิมเทียนฮ้อที่ศาลเจ้าแซ่ซิ้ม ตากสิน ซ.8 ฝั่งธนบุรี ใน พ.ศ. 2496 ทั้งขายยาสำเร็จรูป จัดยาสมุนไพร และตรวจผู้ป่วย

3. ตะขาบ 5 ตัวไม่ได้ขายแค่ยาแก้ไอ แต่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศด้วยเพื่อความหลากหลาย

จากร้านขายยาเติบโตเป็นบริษัทผลิตยาอย่างเดียวแบบเต็มตัว ในยุคของทายาทรุ่นสองภายใต้ชื่อ บริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด ในเวลาต่อมา โดยสร้างโรงงานใหม่ที่เขตบางขุนเทียนนี้ สามารถพัฒนากระบวนการผลิตยาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีการนำเครื่องจักรที่ทันสมัยมาใช้ร่วมกับแรงงานคน และเพิ่มบุคลากรที่มีความสามารถเฉพาะทาง เพื่อร่วมทำการวิจัยกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานและทันสมัยเรื่อยมา

น้อยคนจะรู้ว่านอกจากยาอมแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัวแล้ว บริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด ยังมีบริษัทในเครือคือ บริษัท ห้าตะขาบ เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด นำเข้าสินค้ายาจากต่างประเทศหลากหลายชนิด อย่างแผ่นแปะพริก ปอราส แคพซิคัม พลาสเตอร์ แผ่นแปะบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ยาน้ำมันสมุนไพร ยู่ยี่ออยล์ที่มีประวัติกว่า 150 ปีในมาเลเซียและสิงคโปร์ โดยคัดเลือกยาที่เป็นที่ยอมรับในท้องถิ่น มีประวัติขึ้นชื่ออย่างยาวนานในประเทศนั้น ๆ เหมือนยาแก้ไอตะขาบ 5 ตัว เพื่อขยายกลุ่มลูกค้าและเพิ่มความหลากหลายของสินค้า รวบรวมของดีให้คนไทยได้ใช้ โดยไม่ทอดทิ้งเอกลักษณ์ดั้งเดิมของตราตะขาบ ปัจจุบันอยู่ในช่วงข้อต่อเพื่อที่จะมารับช่วงของทายาทรุ่นสองและรุ่นสามของตระกูลที่ทำงานร่วมกันเพื่อขยับขยายกิจการ

7 เรื่อง ‘ตราตะขาบ 5 ตัว’ ยาแก้ไอสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สู่แบรนด์คนรุ่นใหม่ระดับโลก
7 เรื่อง ‘ตราตะขาบ 5 ตัว’ ยาแก้ไอสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สู่แบรนด์คนรุ่นใหม่ระดับโลก

4. ยาสมุนไพรไทยลุคบ้าน ๆ ที่พร้อมคิดค้นสูตรใหม่ให้อมง่าย และปรับแพ็กเกจให้เข้ากับยุคสมัย

คนรุ่นพ่อรุ่นแม่จดจำตะขาบ 5 ตัวเป็นยาอมแก้ไอสมุนไพรที่แก้เจ็บคอได้อย่างชะงักงัน ด้านรสชาตินั้นว่ากันว่า แรก ๆ มันขม แต่อมไปมันจะหวาน โดยความหวานมาจากสมุนไพรล้วน ไม่ใส่น้ำตาล เด็ดขาดแต่ละมุนละม่อม ทำให้ชุ่มคอ เมื่อดื่มน้ำหรือชาร้อนตาม ความชุ่มคอนั้นจะยิ่งทวีคูณ

สิ่งที่ตะขาบ 5 ตัวอยากบอกคือ อย่าตัดสินกันที่รูปลักษณ์ภายนอก เพราะแม้จะเป็นแบรนด์เก่าแก่ เป็นยาสมุนไพรไทย แต่อมแล้วหายได้จริง พิสูจน์แล้วทั้งจากการบอกต่อกันปากต่อปากมาเป็นเวลากว่า 80 ปี และผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์จาก สวทช. พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้มากกว่า 99.99 เปอร์เซ็นต์ภายใน 5 นาที ข้อดีของสมุนไพรไทย คือ ไม่ดื้อยา อมได้บ่อยตามต้องการ ต่างจากยาสมัยใหม่ที่อาจมีผลข้างเคียงต่อร่างกาย

นอกจากรสสมุนไพรแบบดั้งเดิมแล้ว แบรนด์ยังพัฒนาสูตรยาอมให้หลากหลาย เคลือบรสมิ้นท์ บ๊วย ตะไคร้ เพื่อตอบโจทย์คนที่กลัวความขม และยังพัฒนาจากบรรจุภัณฑ์แบบซองดั้งเดิม เพิ่มแบบตลับและสเปรย์แก้ไอเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาของลูกค้า สำหรับคนที่ชอบภาพลักษณ์ทันสมัย การพกตลับยาอมแก้ไอจะสะดวกกว่า ส่วนคนที่ไม่อยากอมยานาน ไม่อยากอมสมุนไพรแล้วลิ้นดำ แบบสเปรย์ก็เข้ามาตอบโจทย์เป็นทางเลือกใหม่ที่ละลายเสมหะ ทำให้ชุ่มคอได้เหมือนกัน

เรื่องราวของยาแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัว แบรนด์คู่คนไทยกว่าศตวรรษ ที่พร้อมปรับตัวให้เก๋า โดนใจคนรุ่นใหม่

5. บทสนทนาระหว่าง 2 เจเนอเรชันที่อยากให้คนรุ่นใหม่เปิดใจให้ตะขาบในหนังโฆษณาฝีมือ ต่อ ธนญชัย

ด้วยเป็นยาอมสมุนไพรแผนโบราณที่โด่งดังมานานร่วมศตวรรษ ความท้าทายของตราตะขาบ 5 ตัว คือ ทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่อยากเปิดใจลอง เพราะแบรนด์มั่นใจว่าถ้ารู้จักแล้วจะรัก ลองแล้วชอบในประสิทธิภาพแน่นอน

ความตั้งใจของแบรนด์ คือสื่อสารภาพลักษณ์ให้มีความคลาสสิกแต่เท่ เป็นแบรนด์จากภูมิปัญญาไทยที่ถูกใจคนรุ่นใหม่แต่ก็ไม่ทิ้งลูกค้าเก่า หนังโฆษณาล่าสุดของตะขาบโดย ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย แห่งฟีโนมีนา เล่าเรื่องการคุยกันของพ่อกับลูก เปรียบสมุนไพรไทยเป็นญาติผู้ใหญ่ที่อบอุ่น เป็นมิตร แก้ปัญหาเก่ง สอดแทรกมุกโดนใจวัยรุ่น ให้ปรับภาพลักษณ์สมุนไพรไทยที่ดูล้าสมัยให้เป็นสิ่งที่เข้าถึงง่าย เล่าเรื่องความแตกต่างระหว่างเจเนอเรชันผ่านการสอดแทรกภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่าและการตั้งคำถามของคนรุ่นใหม่ที่แม้แตกต่างกัน แต่ด้วยความรักก็ทำให้เข้าใจกันได้

หากแบรนด์ตะขาบ 5 ตัวที่อายุกว่า 80 ปีเป็นคน คงเป็นแด๊ดดี้สายวินเทจที่ไม่เคยเชยตามกาลเวลา ยังแต่งตัวด้วยชุดเดิมแต่พร้อมเล่นโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook และ TikTok เป็นตะขาบที่พร้อมปรับตัวตามโลกที่เปลี่ยนไปเร็ว ใช้ทั้งสื่อออนไลน์และออฟไลน์ ปรับตามไลฟ์สไตล์ลูกค้าเสมอ พร้อมก้าวเข้าหาคนรุ่นใหม่ โดยยังคงความเป็นตัวเองไปด้วย

เรื่องราวของยาแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัว แบรนด์คู่คนไทยกว่าศตวรรษ ที่พร้อมปรับตัวให้เก๋า โดนใจคนรุ่นใหม่

6. ตะขาบไม่ทิ้งลาย Takabb x Greyhound x SAPPE เพิ่มสินค้าที่เข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ 

ความเป็นผู้ใหญ่ที่ทันยุคสมัยของตะขาบ 5 ตัว คือการพร้อมสร้างสรรค์สิ่งใหม่กับแบรนด์รุ่นใหม่อยู่เสมอโดยไม่ละทิ้งความเป็นตัวเอง ตราตะขาบเคยคิดอยากทำแบรนด์ให้โมเดิร์นขึ้น มินิมอลขึ้นตามกระแส แต่พบว่าหากขาดภาพตะขาบและอากงไป ก็จะขาดตัวตนของแบรนด์ที่เป็นภาพจำของยาสมุนไพรคู่คนไทยไป จึงยังคงโลโก้เดิม แล้วหาทางทำให้ภาพลักษณ์ของตะขาบเป็นแบรนด์ที่วัยรุ่นอยากรู้จักและอยู่ในไลฟ์สไตล์ให้ได้

เพราะเป็นแด๊ดดี้ก็เก๋าได้ ‘ตะขาบ’ ร่วมกับแบรนด์แฟชั่นสัญชาติไทยอายุ 40 ปีอย่าง Greyhound ที่มีประสบการณ์ในการทำสินค้าไลฟ์สไตล์มากมาย และมีจุดเด่นในการคิดนอกกรอบและทดลองสิ่งใหม่ ๆ สร้างสรรค์ลายวินเทจอย่างตะขาบ 5 ตัวให้เป็นลายคลาสสิกสุดเท่บนสินค้าของที่ระลึกอย่างเสื้อผ้าและกระเป๋า สร้างความผูกพันและติดตากับลายตะขาบในชีวิตประจำวัน

กลางปีที่ผ่านมา Takabb ยังร่วมกับ SAPPE แบรนด์เครื่องดื่มทางเลือกสุขภาพของคนรุ่นใหม่ เช่น บิวตี้ดริงก์ที่เน้นฟังก์ชันสุขภาพหลากหลาย ปรับตามเทรนด์ไลฟ์สไตลรักสุขภาพของคนรุ่นใหม่ ออกสินค้าเครื่องดื่มสมุนไพรไทย Functional Herbal Drink แบบช็อต สำหรับเสริมความมั่นใจในการใช้เสียง ดึงจุดเด่นของสมุนไพรไทยให้เด่นขึ้น เพิ่มทางเลือกให้คนเจเนอเรชั่น Y และ Z ที่พร้อมอยากลองของใหม่

เรื่องราวของยาแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัว แบรนด์คู่คนไทยกว่าศตวรรษ ที่พร้อมปรับตัวให้เก๋า โดนใจคนรุ่นใหม่

7. แบรนด์ตะขาบไทยอยากเติบโตไปไกลทั่วโลก มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและไม่หยุดพัฒนา

ความตั้งใจของตะขาบ 5 ตัว ไปอยากเติบโตเป็นแบรนด์ระดับโลก อยากนำตราตะขาบสินค้าภูมิปัญญาไทยให้คนต่างชาติได้รู้จัก

ตราตะขาบเริ่มส่งออกไปยังหลากหลายประเทศ เริ่มจากฮ่องกงเป็นที่แรกใน พ.ศ. 2548 ตั้งแต่สมัยที่ไม่มียาแผนโบราณออกจำหน่ายมากนัก เมื่อเริ่มขยายไปยังประเทศที่มีอิทธิพลอย่างสิงคโปร์ได้แล้ว ก็ขยายต่อไปยังอินโดนีเซีย มาเลเซีย จนขยายครอบคลุมในแถบอาเซียน ทั้งบรูไน กัมพูชา ลาว พม่า พร้อมมีแผนขยายไปยังประเทศอื่น ๆ ทั้งรัสเซียและแถบอินเดียอีกในอนาคต

สมัยก่อนภาพลักษณ์ยาสมุนไพรไทยที่ Made in Thailand ยังคล้ายสินค้าจากจีนอยู่ เมื่อสะสมการสร้างชื่อมาอย่างยาวนาน พิสูจน์สรรพคุณได้จริงทำให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้นในต่างประเทศ โดยทุกครั้งที่แบรนด์ตีตลาดใหม่ จะต้องศึกษาวัฒนธรรมของประเทศนั้น ๆ เช่น คนรัสเซียไม่ชอบความหวาน ประเทศมุสลิมมีข้อกำหนดด้านฮาลาล เป็นต้น

ความท้าทายของการเติบโตอย่างยั่งยืน จึงเป็นการไม่หยุดพัฒนาสินค้าและระบบการทำงาน คงตำราสมุนไพรดั้งเดิมแต่ก็ไม่ Out พร้อมสร้างความแปลกใหม่ให้เข้าถึงง่ายอยู่เสมอ

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load