ตูนิเซีย พบ ญี่ปุ่น ศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม F นัดที่สอง ระหว่าง ตูนิเซีย กับ ญี่ปุ่น ที่สนาม เอสตาดิโอ บีบีวีเอ เมืองมอนเตร์เรย์ ประเทศเม็กซิโก เมื่อเวลา 11.00 น. ตามเวลาประเทศไทย วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2569 จบลงด้วยชัยชนะอย่างเด็ดขาดของทัพ “ซามูไรบลู” ญี่ปุ่น ที่บุกไปเอาชนะ ตูนิเซีย ไปได้ถึง 4-0 ตอกย้ำความเหนือกว่าทั้งเกมรุกและความคมในการจบสกอร์ ผลการแข่งขันนี้ทำให้ญี่ปุ่นไต่ขึ้นมามี 4 แต้มเท่ากับเนเธอร์แลนด์ที่เป็นจ่าฝูงกลุ่ม ขณะที่ตูนิเซียยังไม่มีแต้มติดตัวเลยจากสองนัดที่ลงเล่นในทัวร์นาเมนต์นี้ ข่าวฟุตบอลใหม่ทุกวัน
ภาพรวมการแข่งขัน

ญี่ปุ่นออกสตาร์ทได้อย่างยอดเยี่ยม โดยสามารถทำประตูขึ้นนำได้เร็วตั้งแต่นาทีที่ 4 ของการแข่งขัน เป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะกดดันคู่แข่งตั้งแต่ต้นเกม และไม่นานหลังจากนั้นในนาทีที่ 31 ซามูไรบลูก็ยิงประตูที่สองได้สำเร็จ ทำให้จบครึ่งแรกด้วยสกอร์นำห่าง 2-0 ซึ่งเพียงพอที่จะกดดันให้ตูนิเซียต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการเล่นทันทีที่เริ่มครึ่งหลัง โดยทีมจากแอฟริกาเหนือเปลี่ยนตัวผู้เล่นถึง 2 คนตั้งแต่ขึ้นครึ่งหลังเพื่อพยายามแก้ไขสถานการณ์
อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นยังคงรักษาความกดดันได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถยิงประตูที่สามเพิ่มได้ในนาทีที่ 69 ก่อนที่จะปิดท้ายด้วยประตูที่สี่ในนาทีที่ 83 ทำให้สกอร์จบลงที่ 4-0 ซึ่งเป็นชัยชนะที่ห่างกันถึง 4 ประตูในเกมระดับฟุตบอลโลก ถือเป็นผลงานที่น่าประทับใจของทีมจากเอเชียที่ลงเล่นในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ที่สุดของวงการลูกหนัง
สถิติการแข่งขันที่บอกเล่าความเหนือกว่า
ตัวเลขสถิติของเกมนี้สะท้อนความเหนือกว่าของญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจน โดยซามูไรบลูครองบอลได้มากถึง 57% เทียบกับตูนิเซียที่ 43% และที่สำคัญกว่านั้นคือจำนวนการยิงประตู ญี่ปุ่นระดมยิงไปทั้งหมด 10 ครั้ง โดยมีถึง 5 ครั้งที่เข้าเป้า ขณะที่ตูนิเซียทำได้เพียง 3 ครั้งตลอดทั้งเกม และมีเพียง 1 ครั้งที่ยิงตรงกรอบ ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นไม่เพียงครองเกมได้เหนือกว่า แต่ยังมีความคมในการสร้างโอกาสทำประตูที่เหนือชั้นกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน
ในแง่เตะมุม ญี่ปุ่นได้ไป 5 ครั้ง เทียบกับตูนิเซียที่ได้ไป 3 ครั้ง ส่วนสถิติฟาวล์นั้นญี่ปุ่นกลับเป็นทีมที่ทำฟาวล์มากกว่าด้วยจำนวน 14 ครั้ง เทียบกับตูนิเซียที่ 9 ครั้ง แต่ทั้งสองทีมไม่มีผู้เล่นโดนใบเหลืองหรือใบแดงแม้แต่ใบเดียวในเกมนี้ ทั้งสองทีมต่างเปลี่ยนตัวผู้เล่นเต็มโควต้า 5 คนเท่ากัน สะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายต่างพยายามปรับเกมเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดตลอดทั้ง 90 นาที
เข้าสู่ครึ่งหลังของตูนิเซีย ด้วยภาระหนักอึ้ง

ตูนิเซียก้าวเข้าสู่ครึ่งหลังด้วยสกอร์ที่ตามหลังอยู่ 0-2 จากสองประตูที่เสียไปตั้งแต่นาทีที่ 4 และนาทีที่ 31 ของครึ่งแรก สถานการณ์เช่นนี้บีบให้ แอร์เว เรอนาร์ด กุนซือคนใหม่ของทีมที่เพิ่งเข้ามารับงานต่อจาก ซาบรี ลามูชี หลังพ่ายให้สวีเดนยับเยินในนัดแรก ต้องตัดสินใจส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงทันทีที่นกหวีดเริ่มครึ่งหลังดังขึ้น โดยตูนิเซียเปลี่ยนตัวผู้เล่นพร้อมกันถึงสองคนตั้งแต่ขึ้นครึ่งหลัง ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่แสดงให้เห็นว่าทีมงานโค้ชต้องการแก้ไขปัญหาในตัวผู้เล่นและรูปแบบการเล่นโดยทันที ไม่รอให้สถานการณ์เลวร้ายไปกว่านี้
การเปลี่ยนตัวในช่วงต้นครึ่งหลังเช่นนี้มักสะท้อนถึงความไม่พอใจในผลงานของผู้เล่นบางตำแหน่งในครึ่งแรก หรืออาจเป็นการปรับระบบเกมเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งในการรับมือกับแนวรุกที่รวดเร็วของญี่ปุ่นที่นำโดย ริตซึ โดอัน และ อายาเสะ อุเอดะ อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนในช่วงนาทีที่ 46 ยังไม่สามารถสร้างความแตกต่างที่ชัดเจนให้กับเกมรับของตูนิเซียได้ในทันที
บริบทก่อนเกม สองทีมที่มาด้วยอารมณ์ต่างกัน
ก่อนเกมนี้ ทั้งสองทีมเดินทางมาด้วยผลงานนัดเปิดสนามที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ญี่ปุ่นสร้างความฮือฮาด้วยการไล่ตีเสมอ เนเธอร์แลนด์ ไปได้ 2-2 ในนัดแรก แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่ไม่ยอมแพ้และความเป็นทีมที่แข็งแกร่ง แม้ว่าระหว่างเกมนั้นญี่ปุ่นจะต้องสูญเสีย ทาเคฟุสะ คุโบะ ปีกตัวความหวังจาก เรอัล โซเซียดาด ที่ได้รับบาดเจ็บจนต้องถูกนำตัวออกจากสนามด้วยรถเข็น ทำให้แนวรุกของซามูไรบลูต้องสูญเสียกำลังสำคัญไปก่อนเกมนี้
ในทางตรงกันข้าม ตูนิเซียเปิดสนามด้วยความพ่ายแพ้ที่เจ็บปวด เมื่อแพ้ให้กับ สวีเดน ไปอย่างยับเยินถึง 1-5 ผลงานที่ย่ำแย่ครั้งนั้นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทีมงานโค้ช โดยสมาคมฟุตบอลตูนิเซียตัดสินใจปลด ซาบรี ลามูชี ออกจากตำแหน่ง และแต่งตั้ง แอร์เว เรอนาร์ กุนซือชาวฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงจากการพาทีมแอฟริกาสร้างผลงานเหนือความคาดหมายมาแล้วหลายครั้ง รวมถึงเคยพา ซาอุดีอาระเบีย เอาชนะ อาร์เจนตินา แชมป์โลกในฟุตบอลโลก 2022 ได้อย่างช็อกโลกมาแล้ว เข้ามาคุมทีมแทน แต่ด้วยเวลาเตรียมทีมที่จำกัดอย่างมากกลางทัวร์นาเมนต์ ทำให้เรอนาร์ดไม่มีโอกาสปรับแก้ปัญหาของทีมได้มากนักก่อนเผชิญหน้ากับญี่ปุ่นในเกมนี้ สรุปผลการแข่งขัน
นัดที่ 1,000 ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก
สิ่งที่ทำให้เกมนี้มีความหมายเป็นพิเศษนอกเหนือจากตารางคะแนนกลุ่ม F คือการที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติยืนยันว่าคู่ ตูนิเซีย พบ ญี่ปุ่น คือการแข่งขันนัดที่ 1,000 ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกนับตั้งแต่การแข่งขันครั้งแรกในปี 1930 ทำให้เกมนี้ถูกจดจำในฐานะหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ของมหกรรมลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แม้ผลการแข่งขันจะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของเจ้าภาพฝ่ายเสมือนอย่างตูนิเซีย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งสองทีมได้มีส่วนร่วมในช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกร่วมกัน
หากย้อนดูสถิติการพบกันในอดีต ญี่ปุ่นและตูนิเซียเคยเจอกันมาแล้วทั้งหมด 5 ครั้ง โดยญี่ปุ่นเป็นฝ่ายเอาชนะไปแล้ว 4 นัด และไม่เคยแพ้ตูนิเซียแม้แต่ครั้งเดียวในนัดที่นับเป็นทางการ ชัยชนะที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์การพบกันของทั้งสองทีมเกิดขึ้นในฟุตบอลโลก 2002 ซึ่งญี่ปุ่นเอาชนะไปได้ 2-0 ในรอบแบ่งกลุ่ม ผลการแข่งขันในครั้งนี้จึงเป็นการตอกย้ำสถิติที่ญี่ปุ่นทำได้ดีกว่าตูนิเซียมาอย่างต่อเนื่องในสังเวียนฟุตบอลโลก
ตารางคะแนนกลุ่ม F หลังจบเกม ตูนิเซีย พบ ญี่ปุ่น
ผลการแข่งขันนัดนี้ส่งผลให้ตารางคะแนนกลุ่ม F เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ โดย เนเธอร์แลนด์ ยังคงรั้งอันดับ 1 ด้วย 4 แต้มจากการชนะ 1 นัด เสมอ 1 นัด ตามมาด้วย ญี่ปุ่น ที่ไต่ขึ้นมาอยู่อันดับ 2 ด้วย 4 แต้มเท่ากัน จากการชนะ 1 นัดและเสมอ 1 นัดเช่นเดียวกัน ส่วน สวีเดน อยู่ในอันดับ 3 ด้วย 3 แต้มจากการชนะ 1 นัดและแพ้ 1 นัด ขณะที่ ตูนิเซีย ตกไปอยู่อันดับสุดท้ายของกลุ่มด้วยการแพ้ทั้งสองนัดและยังไม่มีแต้มเก็บไว้ในมือเลย
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ตูนิเซียตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างมากสำหรับการลุ้นผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ เพราะนัดต่อไปพวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับเนเธอร์แลนด์ซึ่งเป็นทีมที่กำลังมีฟอร์มการเล่นที่ดีและเป็นจ่าฝูงของกลุ่มในขณะนี้ ในวันที่ 26 มิถุนายนนี้ หากตูนิเซียไม่สามารถเก็บแต้มได้ในเกมนั้น โอกาสของพวกเขาในการผ่านเข้ารอบต่อไปก็จะริบหรี่ลงไปอีก ในทางกลับกัน ญี่ปุ่นที่ได้ลิ้มรสชัยชนะอันยอดเยี่ยมในเกมนี้จะมีความได้เปรียบทั้งในแง่ของแต้มสะสมและความมั่นใจในการลงเล่นนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มเพื่อปิดท้ายการแข่งขันในกลุ่ม F
สรุปและทิศทางต่อไป
ตูนิเซีย พบ ญี่ปุ่น ชัยชนะ 4-0 ของญี่ปุ่นเหนือตูนิเซียในเกมนี้ ไม่เพียงเป็นการเก็บ 3 แต้มสำคัญที่จะช่วยให้พวกเขามีโอกาสสูงในการผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ของ ฟุตบอลโลก 2026 เท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงพัฒนาการของฟุตบอลทีมชาติญี่ปุ่นที่ก้าวข้ามจากทีมที่เคยเป็นเพียงตัวแทนเอเชียธรรมดา มาเป็นทีมที่มีศักยภาพในการแข่งขันกับทีมระดับโลกได้อย่างสมศักดิ์ศรี ความสามารถในการครองบอล สร้างโอกาส และจบสกอร์อย่างมีประสิทธิภาพในเกมนี้ เป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพของนักเตะรุ่นใหม่ที่ผ่านการบ่มเพาะมาจากลีกชั้นนำในยุโรปจำนวนมาก
สำหรับตูนิเซีย ผลงานที่ย่ำแย่ในสองนัดแรกของทัวร์นาเมนต์นี้สร้างความกังวลให้กับแฟนบอลและทีมงานไม่น้อย แม้จะมีการเปลี่ยนตัวโค้ชมาเป็นแอร์เว เรอนาร์ดที่มีประสบการณ์โชกโชน แต่เวลาที่จำกัดในการปรับทีมกลางทัวร์นาเมนต์ทำให้ยังไม่เห็นผลลัพธ์ในเชิงบวกที่ชัดเจน นัดต่อไปกับเนเธอร์แลนด์จึงกลายเป็นเกมแห่งศักดิ์ศรีที่ตูนิเซียจำเป็นต้องพลิกฟื้นสภาพจิตใจของทีมให้กลับมาได้ก่อนที่ทัวร์นาเมนต์จะปิดฉากลงสำหรับพวกเขา
ในภาพรวมของกลุ่ม F การลุ้นอันดับ 2 เพื่อผ่านเข้ารอบต่อไปยังคงเปิดกว้างสำหรับทั้งญี่ปุ่นและสวีเดน ขณะที่เนเธอร์แลนด์ดูจะมีความได้เปรียบมากที่สุดในการคว้าอันดับ 1 ของกลุ่ม แฟนฟุตบอลทั่วโลกยังต้องติดตามกันต่อไปว่าใครจะเป็นสองทีมจากกลุ่มนี้ที่ได้สิทธิ์เดินหน้าสู่รอบ 32 ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโลก 2026 ที่จัดขึ้นร่วมกันโดยสามประเทศ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ข่าวฟุตบอลโลก2026
