ลองนึกภาพว่าวันหนึ่งคุณเปิดมือถือขึ้นมา แล้วพบว่าตัวเองสามารถใช้ ChatGPT Plus, Gemini Advanced และ Claude Pro ได้พร้อมกันโดยไม่ต้องจ่ายเงินสักบาท นั่นคือภาพฝันที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอี พยายามวาดไว้ให้คนไทยผ่านโครงการที่ชื่อว่า “TH-AI Passport“
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มาจากตัวเลขที่ฟังแล้วใจหาย คนไทยเข้าถึง AI เพียง 10.7% ซึ่งตามหลังทั้งสิงคโปร์และเวียดนาม ในยุคที่ AI กลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานของการทำงานและการเรียน การตกขบวนเทคโนโลยีนี้ย่อมหมายถึงการตกขบวนเศรษฐกิจดิจิทัลไปด้วย นี่จึงเป็นที่มาของโครงการโบแดงชิ้นใหม่ที่ใช้งบประมาณกว่า 1,621 ล้านบาท เพื่อจัดหา AI ระดับ Pro และ Premium ให้คนไทยได้ใช้แบบไม่ต้องเสียเงิน
ไม่ใช่แค่แจกฟรี แต่อยากสร้างแพลตฟอร์มกลาง
หลายคนอาจเข้าใจว่า TH-AI Passport คือการแจกบัญชี ChatGPT หรือ Gemini ให้แต่ละคนไปใช้ตามปกติ แต่จริงๆ แล้วรัฐบาลออกแบบให้เป็น “แพลตฟอร์มกลาง” ที่รวบรวมโมเดล AI ชั้นนำระดับโลกไว้ในระบบเดียว ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องสมัครสมาชิกแยกหลายที่ และที่สำคัญคือไม่ต้องแชร์บัญชีร่วมกับคนอื่นเหมือนที่หลายคนทำกันอยู่ทุกวันนี้เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
ตามข้อมูลล่าสุด โครงการนี้จัดหา Generative AI รุ่น Pro และ Premium จากผู้ให้บริการ 14 ราย รวม 24 โมเดล อาทิ Gemini, ChatGPT, Grok, Claude และ Typhoon ซึ่ง Typhoon ถือเป็นโมเดลภาษาไทยที่พัฒนาโดยคนไทยเอง สะท้อนว่าโครงการนี้ไม่ได้พึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติเพียงอย่างเดียว
ใครได้สิทธิ์บ้าง และต้องทำอะไร

เงื่อนไขหลักของโครงการคือเปิดให้ ประชาชนไทยทุกคนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป และผ่านกระบวนการลงทะเบียนตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยตั้งเป้าไว้ที่ 5,000,000 สิทธิ์ ใช้งานได้ฟรีเป็นระยะเวลา 1 ปี
ขั้นตอนสำหรับผู้ที่สนใจไม่ซับซ้อนมาก เริ่มจากการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการตามประกาศของหน่วยงานรัฐ จากนั้นต้องผ่านการยืนยันตัวตน หรือ Verify ID เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นคนไทยตามกฎหมายจริง ก่อนที่จะได้รับสิทธิ์การใช้งาน โดย คาดว่าจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนได้ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569
สิ่งที่น่าสนใจคือโครงการนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การแจกสิทธิ์ใช้งาน แต่ยังมีการ ร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเพื่อออกแบบหลักสูตร Up-Skill ที่เน้นการนำ AI ไปต่อยอดอาชีพและสร้างรายได้เสริม ภายใต้แนวคิด “Learn to Earn” ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักคือคนที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงาน นักศึกษา และแรงงานที่ต้องการเสริมทักษะใหม่ให้ทันโลกที่เปลี่ยนเร็ว
อีกมุมที่หลายคนอาจไม่ทราบคือ ข้อมูลการใช้งาน AI ภายใต้โครงการนี้ หลังผ่านการปกปิดตัวตนเจ้าของข้อมูลแล้ว จะถูกนำไปพัฒนาต่อยอดในโครงการ ThaiLLM ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐาน AI สำหรับภาษาไทย เพื่อมุ่งสู่การสร้าง National AI ของประเทศในระยะยาว นั่นหมายความว่าทุกครั้งที่คนไทยพิมพ์คำถามใส่ AI ผ่านแพลตฟอร์มนี้ ก็อาจกำลังมีส่วนช่วยสร้างฐานข้อมูลภาษาไทยให้แข็งแรงขึ้นไปในตัว
เสียงวิจารณ์ที่มาพร้อมกับความหวัง
แน่นอนว่าโครงการขนาดใหญ่ระดับพันล้านย่อมมาพร้อมคำถาม ฝ่ายค้านได้อภิปรายตั้งคำถามถึงความไม่ชอบมาพากลในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงข้อกังวลเรื่องการล็อกสเปกผู้ให้บริการ จนทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีต้องออกมาชี้แจงว่าโครงการดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายครบถ้วนและพร้อมตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน พร้อมย้ำว่านี่ไม่ใช่การแจกของฟรีแบบไม่มีเหตุผล แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ
ไม่ว่าผลลัพธ์ปลายทางจะเป็นอย่างไร สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ AI Passport สะท้อนความพยายามของรัฐบาลที่จะดึงคนไทยให้เข้าใกล้เทคโนโลยีระดับโลกมากขึ้น ในจังหวะที่ทุกประเทศกำลังแข่งกันสร้างความพร้อมด้าน AI ให้ประชากรของตัวเอง คำถามสำคัญตอนนี้อาจไม่ใช่แค่ว่าใครจะได้สิทธิ์ใช้ AI ฟรีบ้าง แต่คือว่าเมื่อได้สิทธิ์มาแล้ว คนไทยจะใช้มันต่อยอดชีวิตและอาชีพได้มากแค่ไหน เพราะสุดท้ายแล้วบัตรผ่านที่ดีที่สุดของยุคนี้ อาจไม่ใช่พาสปอร์ตที่พารัฐบาลแจก แต่เป็นทักษะการใช้เครื่องมือเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์จริงในชีวิตประจำวัน
