Zequenz (ซีเควนซ์) คือแบรนด์สมุดสัญชาติไทยที่มีวิธีคิดและทำละเอียดมาก แจ้งเกิดในตลาดโลกด้วยจุดเด่นที่เป็นสมุดเปิดกางพับได้ 360 องศาแล้วเล่มไม่ฉีกขาด ใช้ได้ทั้งคนถนัดเขียนมือซ้ายและมือขวา

Zequenz ก่อตั้งโดย นลิน ดำรงค์กิจการ เจ้าแม่กระดาษและนักทำสมุดที่คนในวงการรู้จัก เพราะการทำสมุดของเธอเป็นความลับจักรวาลที่เหล่านักทำสมุดและออกแบบเครื่องเย็บสมุดทั่วโลกสงสัยและพยายามแกะรอยอย่างหนัก

Zequenz แบรนด์สมุดของคุณแม่ผู้รักกระดาษ กับวิธีการ 16 ขั้นตอน ทำมือ 100% เปิดได้ 360 องศา

รู้แล้วอย่าเพิ่งบอกใคร หนึ่งในความลับจักรวาลนั้น คือวิธีการทำสมุดเล่มนี้มี 16 ขั้นตอน และทำด้วยมือ 100 เปอร์เซ็นต์ มีรายละเอียดบางอย่างที่เล่าทั้งหมดตรงนี้ไม่ได้ (จนกว่าคุณจะอ่านถึงหัวข้อ ‘ผีเสื้อสมุด’) เช่น สันโค้งของสมุดที่ทำให้กระดาษ 200 แผ่นในเล่มขนาดไม่เท่ากันสักแผ่น หรือเส้นบรรทัดที่สายเขียนรู้แล้วต้องกรี๊ด

ไม่แปลกที่หลายคนเข้าใจผิดว่า Zequenz เป็นแบรนด์จากต่างประเทศ เพราะสมุดเขาดังมากในญี่ปุ่น เพียงเพราะเส้นกระดาษหน้าและหลังเรียงเท่ากันทุกแผ่น เท่านั้นไม่พอ แม้ใครจะบอกว่าเป็นขาลงของอุตสาหกรรมกระดาษและสิ่งพิมพ์ แต่ยอดขายออนไลน์ของ Zequenz นั้นสูงมาก มีรายการสั่งซื้อจากประเทศห่างไกลขนาดที่ค่าส่งแพงกว่าค่าสมุดหลายเท่าเขาก็ยอม

เราขอยืนยันอีกครั้งว่า Zequenz เป็นแบรนด์สมุดสัญชาติไทยแท้ๆ ของผู้หญิงที่มีประสบการณ์ในธุรกิจกระดาษมา 30 ปี จากพนักงานออฟฟิศ สู่เจ้าแม่กระดาษสาผู้พัฒนากระดาษอย่างเข้าใจคนใช้ และขณะที่กระดาษสาในตลาดขณะนั้นราคา 10 บาทต่อแผ่น กระดาษสาของนลินราคาแผ่นละ 25 บาท และขายดีมาก

ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นมาทำสมุดให้คนรักสมุดใช้

เช่นเคย ขณะที่สมุดทั่วไปในตลาดราคาประมาณ 100 บาท สมุดของนลินราคาสูงกว่านั้น 5 เท่า และขายดีมาก 

เธอบอกเราว่ากำลังทำสมุดที่เป็นมากกว่าสมุดให้คนรักสมุดได้ใช้ นลินทำได้อย่างไร มาฟังพร้อมกัน 

อ่านจบแล้ว ใครจะจดไปใช้บ้างก็ทำได้เลยนะ

นลิน ดำรงค์กิจการ

ธุรกิจกระดาษที่มีลูกค้ารายแรกเป็นห้างหรูเก่าแก่จากสหรัฐฯ

นลินในวัย 30 ปี ลาออกจากงานประจำที่ทำวิจัยและการตลาดสินค้าส่งออก มาก่อตั้งบริษัททำธุรกิจซื้อมาขายไปเป็นของตัวเอง ตั้งใจทำธุรกิจส่งออกสินค้าที่มีความเป็นไทยไปขายในตลาดโลก โดยเริ่มต้นจากห้องแถวเล็กๆ ย่านรามคำแหง มีลูกค้ารายแรกคือ Bloomingdale ห้างสรรพสินค้าหรูอายุ 159 ปี ในสหรัฐอเมริกา ที่ต้องการสินค้าประเภทเครื่องเขียน จากโจทย์ว่าจะต้องเป็นสินค้าไทย เป็นงานที่ใช้ฝีมือ และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

คำตอบเดียวในใจนลินตอนนั้น คือ กระดาษสา ซึ่งประเทศไทยมีการผลิต 2 รูปแบบ 

แบบแรกคือ ‘กระดาษเครื่อง’ ซึ่งออกมาเป็นกระดาษสาญี่ปุ่นชนิดบางใช้ห่อของขวัญ อีกแบบคือ ‘กระดาษมือ’ เป็นกระดาษสาชนิดหนา ทำให้มองเห็นเนื้อสัมผัสของกระดาษชัดเจน

“เป็นนิสัยของเราที่หากจะทำอะไรแล้วต้องทำให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ กระดาษต้องไม่ใช่แค่กระดาษ จึงศึกษาจริงจังและออกเดินทางตามหาโรงงานที่ดีที่สุดทั่วเมืองเหนือ” นลินเล่าจุดเริ่มต้นของการเข้าไปพัฒนากระดาษสา เปลี่ยนภาพจำจากกระดาษห่อของและกระดาษทำร่ม ให้กลายเป็นกระดาษคุณภาพดีให้คนรักกระดาษได้ใช้

กระดาษสา

5 ปีผ่านไป จากผู้ซื้อมาขายไป นลินกลายเป็นผู้ผลิตกระดาษส่งขายต่างประเทศโดยซื้อต่อโรงงานกระดาษที่จังหวัดแพร่พัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างรายได้แก่ชุมชน 

ขณะที่กระดาษสาในตลาดราคา 10 บาทต่อแผ่น กระดาษสาของนลินราคาแผ่นละ 25 บาท แทนที่บอกว่ากระดาษสาของคนอื่นไม่ดี เธอทำให้ตลาดเห็นว่าของดีเป็นอย่างไร

ประสบการณ์การเป็นผู้จัดงานแสดงสินค้าส่งออกและการทำงานในสายวิจัยและการตลาดในอดีต ทำให้นลินให้ความสำคัญกับข้อมูลและการนำเสนอมากที่สุด ไม่เพียงพาสินค้าไปพบตลาดเธอจัดทำสื่อวิดีโอเล่าที่มาของกระดาษสา จากต้นหม่อนหรือ Mulberry Tree ซึ่งกรมป่าไม้รับรองว่าเป็นวัชพืช สู่กระบวนการเก็บเกี่ยว เปลี่ยนเปลือกไม้ จนเป็นกระดาษให้ใช้งาน เป็นยุคที่ธุรกิจกระดาษรุ่งโรจน์สมตำแหน่งเจ้าแม่กระดาษสา

“เราเป็นเจ้าแรกๆ ในตลาดที่มีกระดาษสาให้เลือกหลายสี โดยเฉพาะสีพาสเทล นอกจากเรื่องสีและคุณภาพ เราศึกษาความต้องการของตลาดและพัฒนาเพื่อตอบสนองสิ่งนั้น เพิ่มเติมคือความใส่ใจ เพราะอยากให้เกิดการใช้งานมากที่สุด ซึ่งนอกจากกลุ่มธุรกิจดอกไม้ยังมีธุรกิจอื่นที่ซื้อกระดาษเราไปต่อยอดสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์” นลินเล่า

ธุรกิจผลิตการ์ดอวยพรกับยอดขายปีละหลายล้านใบ

แม้กระดาษที่ผลิตจะขายดีมากจนส่งแทบไม่ทัน แต่ก็ยังติดข้อจำกัดเรื่องกำลังการผลิตที่จะสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ นลินจึงคิดต่อยอดสร้างผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มมูลค่าแก่กระดาษสาของเธอ

นลินเริ่มจากการ์ดอวยพรทำมือที่มีนักออกแบบ 6 – 7 คน คอยออกแบบเป็นคอลเลกชัน ซึ่งขายได้ปีละเป็นล้านใบ ความพิเศษคือหลักการออกแบบการ์ดที่มีจิตวิญญาณแบบไทยแต่ดีไซน์สากล

“การ์ดกระดาษสาของเราขายตามฤดูกาลและเทศกาลของฝรั่ง เรามีการ์ดที่ส่งหากันได้หมดทุกช่วงเหตุการณ์ในชีวิต นี่แหละความเป็นสากล รวมถึงสีที่ใช้และความรู้ความเข้าใจในวัฒนธรรมของตลาด เช่น ถ้าทำการ์ดขายตะวันออกกลางต้องไม่มีรูปหัวใจหรือรูปสัตว์ ถึงบอกว่าจะทำต้องรู้จริง” นลินชี้ชวนให้ดูคอลเลกชันการ์ดบนชั้นวาง 

กระดาษสา

ซึ่งแม้ผ่านมากว่า 20 ปีแล้วการ์ดกระดาษสาของเธอยังสีขาวนวลไม่เปลี่ยน ต่างจากกระดาษทั่วไปที่กลายเป็นสีเหลืองเมื่อเวลาเปลี่ยน

เวลาเปลี่ยน ตลาดก็เปลี่ยน จากกระดาษนลินคิดต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานของคนรักกระดาษ เช่นการ์ด สมุดสะสมภาพ ของใช้ ของตกแต่ง

“สมัยก่อนไปออกงานกระดาษที่เยอรมัน ทั้งอาคารขายแต่การ์ดอย่างเดียว แต่มาวันนี้แทบไม่เหลือ” นลินเล่า ความรักในงานคราฟต์เธอสนุกกับการทดลองทำงานจากกระดาษมาเสนอลูกค้ามากมาย

งานคราฟต์ในนิยามของนลิน คืองานฝีมือที่ใช้ได้จริง ไม่ได้มีไว้ใส่ตู้โชว์ เธอเข้าใจการใช้งานและเห็นโอกาสในไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง เช่น จากเยื่อกระดาษกิโลกรัมละ 50 – 60 บาท หากทำกระดาษราคาแผ่นละไม่กี่บาท นลินเปลี่ยนให้เป็นงานศิลปะ Paper Casting หรือเทคนิคขึ้นรูปแบบโบราณ ซึ่งเดิมใช้วิธีสร้างโมเดลขึ้นมา อัดเยื่อกระดาษ ดูดน้ำออก แล้วตากแดด แต่ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้ง่ายขึ้นในบางขั้นตอน เช่นการดูดน้ำออกอย่างเร็ว นลินบอกว่าเธอสนุกกับการออกแบบรูปทรงชิ้นงาน ไม่ได้กดดันเรื่องการขาย ทั้งยังต่อยอดความเป็นไปได้ให้แก่ผลิตภัณฑ์

ตามหาสมุดยากเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร

แล้ววันหนึ่งนลินก็ได้รับโจทย์จากลูกค้าว่าอยากได้สมุดดีๆ 

คนทั่วไปคงคิดถึงโรงพิมพ์ แต่สมุดกับหนังสือไม่เหมือนกัน นลินใช้เวลาไม่น้อยตามหาโรงงานผู้ผลิต แต่ก็ไม่เจอใครที่ทำสมุดออกมาสวยและดีถูกใจ

“เราเชื่อว่าคนทำสมุดต้องรักสมุดก่อน ซึ่งเขาจะรู้ทันทีว่าจะทำสมุดที่ดีได้อย่างไร” นลินตั้งใจจะทำสมุดที่เป็นมากกว่าสมุด

เมื่อพูดถึงธุรกิจเครื่องเขียน คนจะนึกถึง ปากกา แฟ้ม และของใช้ในสำนักงาน นลินต้องการเปลี่ยนภาพจำนี้ เธออยากทำสมุดที่เป็นเพื่อนคู่กายและให้ประสบการณ์ดีๆ เมื่อใช้งาน

Zequenz แบรนด์สมุดของคุณแม่ผู้รักกระดาษ กับวิธีการ 16 ขั้นตอน ทำมือ 100% เปิดได้ 360 องศา

“วันที่ตัดสินใจลุกขึ้นมาทำสมุด เราไม่มีทุนซื้อเครื่องเย็บหรือตั้งโรงงานขนาดใหญ่ เรามีสิ่งที่ถนัดคืองานคราฟต์และความประณีต เรามีแรงงานฝีมือที่ทรงคุณค่าแม้จะมีขั้นตอนการทำมากมาย ซึ่งทุกชิ้นผ่านมือของพวกเรา ทุกชิ้นคือมาสเตอร์พีซ โจทย์ตั้งต้นของสมุดคือเรียบง่าย พิถีพิถันและประณีต แต่สมุดเล่มแรกออกมาหนาและหนักมากซึ่งเรายังไม่พอใจ หลังจากทดลองจนพบเราก็วิ่งหาโรงงานรับผลิตหลายแห่ง ผลก็คือทุกคนบอกว่า จะบ้าหรือไง ทำแบบนี้ต้องเจ๊งแน่ๆ” นลินเริ่มจากจินตนาการถึงสมุดที่อยากได้ ประมาณการทรัพยากรที่มี รู้ซึ้งสิ่งที่ทำได้ รู้เทรนด์ตลาดโลก และเข้าใจตัวเองว่าทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร

2 ปีผ่านไป ในที่สุดนลินก็ค้นพบวิธีเข้าเล่มสมุดประกอบด้วยแรงงานมีฝีมือและเครื่องจักรออกแบบพิเศษอันเป็นความลับทางธุรกิจ

สมุดที่เปิดกางท่าผีเสื้อได้ 360 องศาแต่ไม่ได้มีชื่อว่าผีเสื้อสมุด

Zequenz มาจากคำว่า Sequence ที่แปลว่า ลำดับหรือความต่อเนื่อง 

“Zequenz เกิดขึ้นในวันที่เราอยู่ในวงการนี้มายี่สิบปี อยากทำสินค้าดีๆ ให้คนไทยใช้ เราคิดถึงความต่อเนื่องของเรื่องราว การพัฒนาที่ไม่หยุด ซึ่งเราก็มีสมุดไว้บันทึกเรื่องราวของชีวิตและเป็นเหมือนคำมั่นสัญญาที่เราให้แก่ลูกค้า” นลินเล่า

Zequenz แบรนด์สมุดของคุณแม่ผู้รักกระดาษ กับวิธีการ 16 ขั้นตอน ทำมือ 100% เปิดได้ 360 องศา

20 ปีก่อนหน้า นลินทำกระดาษที่เป็นมากกว่ากระดาษจนสำเร็จ แล้วสมุดที่มากกว่าสมุดเป็นอย่างไร เราสงสัย

ภายใต้สมุดเล่มบางคละหนา นานาขนาด หน้าตาเรียบๆ มีอะไรซ่อนอยู่มาดูกัน

หนึ่ง กระดาษสมุดเขียนง่ายและทนทาน นลินให้ความสำคัญกับเนื้อกระดาษที่ต้องหนาแน่นพอสมควร และไม่ลื่นเกินไปจนผู้ใช้บังคับลายมือตัวเองไม่ได้

“ยอมไม่ได้หากกระดาษนั้นสวยลื่นแต่ทำให้ลายมือไม่สวย ความหนาแน่นของเนื้อกระดาษก็เช่นกัน กระดาษที่เนื้อไม่แน่นพอจะทำให้ปากกาเสีย ขณะที่กระดาษเนื้อหยาบเกินไปทำให้เขียนแล้วหมึกทะลุ หรือกระดาษบางแบบเคลือบผิวมากเกินจนหมึกปากกาไม่แห้ง” นลินเล่า ขณะที่สีของกระดาษต้องไม่มีผลต่อคุณภาพสมุด แต่ตอบความต้องการใช้งานของลูกค้า โดยสมุด Zequenz รุ่นคลาสสิกปกสีขาว ดำ และแดง ใช้กระดาษสีขาวนวล ขณะที่รุ่นปกสีตอบโจทย์ตลาดด้วยกระดาษสีครีมธรรมชาติ ไม่ได้มาจากการฟอก

Zequenz แบรนด์สมุดของคุณแม่ผู้รักกระดาษ กับวิธีการ 16 ขั้นตอน ทำมือ 100% เปิดได้ 360 องศา

สอง สมุดที่เปิดได้ 360 องศา เปิด-ปิดสะดวกเพื่อให้เขียนได้ทั้งคนที่ถนัดมือซ้ายและมือขวา

สาม การเข้าเล่มด้วยมือ 100 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ต้นจนจบครบทั้ง 16 ขั้นตอน

หลังจากพิมพ์เส้นบนกระดาษ นับเรียงกระดาษเป็นตั้งๆ ซึ่งวางคั่นกระดาษทุกๆ 200 แผ่น ด้วยกระดาษแข็ง (สมุดรุ่นมาตรฐาน 1 เล่มมีกระดาษ 200 แผ่นพอดีไม่ขาดไม่เกิน) เข้าเครื่องตัดตามขนาดเตรียมเข้าเล่ม จากนั้นส่งไปเข้าเล่มด้วยวิธีที่เป็นความลับสุดยอด จนได้สมุดสันโค้งที่ผ่านการเคลือบกาวสูตรพิเศษที่สันหลายร้อยรอบ เมื่อนำไปเข้าปกเรียบร้อยจะเข้าห้องเจียนมุมขอบจนสมุดสวยเนียนเสมอกัน ก่อนส่งต่อให้ทีมตรวจสอบคุณภาพตรวจตราอย่างละเอียด

Zequenz แบรนด์สมุดของคุณแม่ผู้รักกระดาษ กับวิธีการ 16 ขั้นตอน ทำมือ 100% เปิดได้ 360 องศา
Zequenz แบรนด์สมุดของคุณแม่ผู้รักกระดาษ กับวิธีการ 16 ขั้นตอน ทำมือ 100% เปิดได้ 360 องศา
Zequenz แบรนด์สมุดของคุณแม่ผู้รักกระดาษ กับวิธีการ 16 ขั้นตอน ทำมือ 100% เปิดได้ 360 องศา
Zequenz แบรนด์สมุดของคุณแม่ผู้รักกระดาษ กับวิธีการ 16 ขั้นตอน ทำมือ 100% เปิดได้ 360 องศา

สมุดทุกเล่มทำด้วยมือและเหมือนกัน 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นความเนี้ยบที่กระบวนการจากเครื่องทำให้ไม่ได้ “ข้อดีคือต่อให้บริษัทคู่แข่งในต่างประเทศมาเห็นก็เลียนแบบไม่ได้ เพราะหากจะลงทุนผลิตในจำนวนที่ขายทั้งโลกอย่างไรก็ไม่คุ้ม” นลินเล่า เธอเสริมว่าที่ผ่านมีหลายแบรนด์พยายามลอกเลียนแบบ ถึงขั้นบู๊ถึงศาลที่อิตาลีก็ทำมาแล้ว

สี่ สันโค้งมนมีความหมาย นลินบอกว่าความโค้งเป็นเรื่องของความรู้สึก แง่หนึ่งหมายถึงความลื่นไหล การเขียนที่ต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุดเหมือนชีวิต จะให้เธอทำสมุดมุมเหลี่ยมก็คงไม่ใช่ตัวตน และเพราะสันที่โค้งมนนี่เองทำให้องศาและขนาดกระดาษทุกแผ่นไม่เท่ากัน ตามมาด้วยการเข้าเล่มกระดาษแผ่นต่อแผ่น ซึ่งหากมีส่วนใดผิดไปเพียงนิดเดียวสมุดจะออกมาเบี้ยวทั้งเล่ม 

Zequenz แบรนด์สมุดของคุณแม่ผู้รักกระดาษ กับวิธีการ 16 ขั้นตอน ทำมือ 100% เปิดได้ 360 องศา

เท่านั้นไม่พอ นลินยังท้าทายตัวเองด้วยการทำสมุดมีเส้น ซึ่งเส้นสมุดทุกหน้าพิมพ์ทับจนมองเป็นเส้นเดียวกัน ความประณีตที่ทำให้เส้นของทุกแผ่นทับกันพอดี ระดับที่เครื่องทำสมุดด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงยังทำไม่ได้ เป็นเหตุผลที่คนญี่ปุ่นรักสมุดของ Zequenz หมดใจ มียอดขายเติบโตต่อเนื่องทุกปี จนหลายคนเข้าใจว่า Zequenz เป็นแบรนด์จากญี่ปุ่น

ห้า สีเส้นบรรทัดที่ผ่านการทดสอบความเข้มระดับที่เหมาะสม ไม่รบกวนสายตา ซึ่งหากกวาดตามองหรืออ่านสิ่งที่จด จะเห็นว่าเส้นบรรทัดค่อยๆ หายไปจริง นอกจากนี้หมึกที่ใช้พิมพ์เส้นยังมาจากแบรนด์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Zequenz แบรนด์สมุดของคุณแม่ผู้รักกระดาษ กับวิธีการ 16 ขั้นตอน ทำมือ 100% เปิดได้ 360 องศา

หก ความลับทางธุรกิจที่ยังคงเป็นความลับ

คนทำสมุดและคนขายเครื่องทำสมุดในตลาดโลกรู้จักนลิน เธอเล่าว่ามีการแจกโจทย์ว่อนในตลาด ให้ไปหาวิธีทำสมุดแบบ Zequenz แต่ไม่ว่าใครจะลองพยายามแกะวิธีแค่ไหนก็ทำได้ไม่เหมือน 

“ครั้งหนึ่งไปออกงานที่เยอรมัน มีชาวตุรกีมาแอบถาม พอได้ฟังเรื่องของเราเขาก็บอกว่ารู้แล้วว่าทำแบบเราไม่ได้จริงๆ เหมือนคนกลับใจมานั่งคุยกัน กลายเป็นสนุกไปและเราก็ภูมิใจมาก” 

ขั้นตอนการทำสมุด

ความพิเศษที่กล่าวมา ทำให้ Zequenz เป็นแบรนด์ที่มากกว่าคำว่าสมุดคราฟต์เพราะใช้ทั้งความคิด พลังใจ และฝีมือ เรียกได้ว่า From our heart to your hands เลยก็ว่าได้ แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ นลินเล่าว่าเธอเกือบหัวใจสลายเพราะลูกค้าไม่ได้รับรู้ความตั้งใจทั้งหมดนี้

หลังจากนลินเอาสมุด Zequenz ในช่วงเริ่มแรกของการพัฒนาสินค้าไปทำ Focus Group ซึ่งวัตถุประสงค์คือเพื่อศึกษาพฤติกรรมการเลือกซื้อสมุดของผู้บริโภค เธอพบว่าตลอดเวลาที่ทำการทดลอง ไม่มีใครสนใจเลือกสมุดของเธอเลย แต่เมื่อมีโอกาสเล่าที่มาและตัวตนของสมุด ทุกคนก็ประทับใจและให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ จึงเป็นที่มาของการสื่อสารจุดแข็งของแบรนด์ที่ใครก็ลอกเลียนแบบไม่ได้

คนใช้สมุดคราฟต์กว่าที่คิด

โลกออนไลน์ส่งผลต่อตลาดสมุดหรือพฤติกรรมคนอย่างไร เราถาม

“สำหรับเรากลับรู้สึกว่าขายดีด้วยซ้ำไป กลุ่มคนที่ใช้สมุด ถ้าเขาเป็นคนชอบเขียน ตอนอายุยังน้อยก็เขียน ปัจจุบันอายุมากแล้วยังไงเขาก็เขียน แต่สำหรับคนที่ไม่เขียนไม่ว่าอย่างไรก็จะยังคงไม่เขียน ดังนั้นเครื่องมือใหม่หรือคอมพิวเตอร์ก็เป็นเพียงของใหม่ ไม่ได้มาทดแทนแค่อำนวยความสะดวก จากข้อมูลตลาดสมุดทั่วโลกพบว่า สองถึงสามปีที่ผ่านมา มียอดขายสมุดในตลาดสูงขึ้น สำหรับลูกค้าเราเองที่ซื้ออยู่ก็เพราะคุณภาพและเอกลักษณ์ของดีไซน์”

“คนใช้สมุดเวลาต้องการสรุปประเด็นหรือจดสิ่งที่คิด ไม่ว่าจะบันทึกความทรงจำ เขียนสิ่งที่ปรารถนา สิ่งที่ผ่านมาแล้ว ทั้งหมดนี้จะคอยย้ำเตือน นั่นคือ ไม่ใช่แค่ถ่ายทอดเส้นทางเดินของความคิดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นพันธะสัญญาขณะที่จรดปากกาหรือดินสอ” นลินและน้ำหวาน-ปาลีรัตน์ ดำรงค์กิจการ ทายาทรุ่นสองผู้รับหน้าที่ดูแลและสื่อสารแบรนด์ ช่วยกันเล่า

สมุดของ Zequenz ทำยอดขายจากออนไลน์เยอะมากโดยเฉพาะคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ ซึ่งลูกค้ายอมเสียค่าส่งที่แพงกว่าค่าสมุด 2 – 3 เท่า แต่นั่นก็ไม่ชุ่มชื่นหัวใจทีมงานทุกคนเท่ากับคำรีวิวดีๆ จากลูกค้า

“หลายคนที่ซื้อไปและใช้จริงเขียนรีวิวคุณสมบัติสมุดดีมากๆ ชอบมีคนเขียนมาถามว่าทำไมไม่มี Zequenz ขายที่ประเทศเขา เมืองเขา ซึ่งบางทีค่าส่งเป็นหลักพันบาทเขาก็ยอม บางคนก็เขียนอีเมลมาขอร้องบอกว่า ‘please please please’ อยากได้เล่มที่ใหญ่และหนากว่านี้” น้ำหวานเล่า 

สิ่งที่แตกต่างและเป็นข้อดีของการทำตลาดในต่างประเทศ คือพฤติกรรมของชาติตะวันตกที่แสดงออกและสื่อสารกับแบรนด์เมื่อรู้สึกถูกใจหรือไม่ถูกใจอย่างตรงไปตรงมา

“ลูกค้าสมุดอ่อนไหวมาก กระดาษเปลี่ยนสีไปหนึ่งเฉด หรือขยับเส้นเพียงหนึ่งมิลลิเมตรเขาก็รู้สึกได้แล้ว เพราะฉะนั้นคุณภาพต้องคงที่” น้ำหวานสรุปข้อมูลที่เธอศึกษาจากลูกค้า

ในฐานะที่อยู่วงการนี้มา 30 ปี นลินบอกว่านี่เป็นยุคที่คนสนใจเรื่อง Human Touch และ Digital Detox คนถวิลหาอะไรที่จับต้องได้

Zequenz แบรนด์สมุดของคุณแม่ผู้รักกระดาษ กับวิธีการ 16 ขั้นตอน ทำมือ 100% เปิดได้ 360 องศา

เคยมีคนถามว่าทำไม Zequenz ไม่ทำสมุดที่มีตาราง เป็นแพลนเนอร์

นลินตอบทันทีว่า เธอไม่อยากให้สมุดมีข้อจำกัดหรือบังคับ ชีวิตทั่วไปเราอยู่ในกรอบมาเยอะแล้ว หากต้องมาเขียนวันที่ลงตารางให้ตรงคงเครียด 

“การเขียนช่วยเรื่องเส้นสมองและประสาท ทั้งยังบอกว่าผู้เขียนเป็นคนแบบไหนจากงานที่สร้างสรรค์บนกระดาษ” นลินรีบบอกสรรพคุณสำคัญก่อนทิ้งท้ายนิยามความสำเร็จของธุรกิจนี้ว่า

“ตราบใดก็ตามที่คนรัก ชื่นชอบ เพราะสมุดเล่มนั้นให้ประสบการณ์ที่ดี ทุกครั้งที่ใช้สมุดเขาจะคิดถึงเรา”

นลิน ดำรงค์กิจการ

Lesson Learned

การจะเป็นผู้ประกอบการนั้นไม่ง่าย สำหรับนลินเธอเรียนรู้ว่า สิ่งสำคัญลำดับแรกเมื่อคิดจะเริ่มต้นธุรกิจ คือการสำรวจตัวเอง รู้ความพร้อมของตัว หัวใจ เวลา และศักยภาพที่มี เพราะหลายครั้งคุณต้องเริ่มต้นทำทุกอย่างด้วยตัวเอง สิ่งสำคัญอันดับสองคือตลาด 

“ก็ขึ้นกับว่าจะนำเสนอสิ่งที่ตลาดต้องการหรือสิ่งที่ไม่อยู่ในความต้องการแต่คิดว่าเราต้องทำ ถ้าทำของที่ตลาดต้องการ ก็จะยังเจออุปสรรคเพราะใครๆ เขาก็ทำ จะมีคู่แข่งมาก ต้องทำอย่างมีกลยุทธ์ แต่ถ้าคุณตัดสินใจจะสร้างตลาดขึ้นมา คุณอยากเป็นคนแรกที่นำเสนอสิ่งนี้ สิ่งที่ตามมาคือคุณจะสร้างสรรค์และถ่ายทอดยังไง เปิดตลาดยังไง เพราะแค่มีเงิน มีข้อมูล มีโรงงานผลิต มีแบบที่สวยงามน่าซื้ออาจไม่พอ สำคัญที่สุดคือสัญชาตญาณ ความกล้าหาญ และความอดทน คุณจะต้องอึดมากๆ” นลินเล่า


ติดตาม Zequenz ได้ที่ Facebook และ Instagram @Zequenz หรือ www.zequenz.com

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

28 มิถุนายน 2565
2.34 K

15 ปีที่แล้ว ก่อนเป็น ‘Peaberry Thai’ ที่จำหน่ายอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟ ในยุคสมัยที่กาแฟ Specialty ยังมีคนรู้จักไม่มากนัก Peaberry เป็นบริษัทแรก ๆ ในไทยที่มองเห็นความพิเศษของกาแฟ จึงเริ่มเปิดร้านกาแฟขนาดเล็กที่คอกาแฟหลายคนรู้จักในชื่อ ‘Pacamara Coffee Roasters’ ก่อนจะเห็นโอกาสของตลาดกาแฟที่พร้อมโตได้อีกมาก

จากร้านกาแฟ 1 ร้าน เติบโตเป็นธุรกิจครบวงจรที่นำเข้าอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟสารพัดอย่างจากทั่วโลก ทั้งเยอรมนี อิตาลี ไอร์แลนด์ อเมริกา และญี่ปุ่น นำเสนอหลากหลายแบรนด์ชั้นนำ ทั้ง Giesen, Slayer, Mahlkönig, Compak, Marco, Astoria, Kalita, Urnex และอีกมากมาย

ด้วยความตั้งใจคัดสรรคุณภาพทุกขั้นตอนให้พิเศษที่สุดสมกับความเชื่อ ‘Selected Toward Specialty’ พระเอกในวันนี้จึงไม่ใช่แค่กาแฟในแก้ว แต่เป็นเรื่องราวความไม่ธรรมดาของกระบวนการและอุปกรณ์ที่อยู่เบื้องหลังกาแฟทุกแก้ว

The Cloud ชวนฟังเรื่องราวสุดพิเศษเหล่านี้กับ คุณเด็บ-วิภา บุญปาลิต Managing Director และ คุณป่าน-ธงธรรม เวชยชัย Deputy Managing Director, Commercial บริษัท พีเบอร์รี่ ไทย จํากัด ที่นำประสบการณ์การทำธุรกิจมานาน ผสานกับความหลงใหลในกาแฟ สกัดออกมาเป็นความใส่ใจที่อยากเล่าให้ Coffee Lovers ฟัง

Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก

Specialty in Coffee Consult

ก่อนฟังเรื่องราวการทำธุรกิจสุดสเปเชียล ขอเสิร์ฟกาแฟของ Peaberry Thai ให้ชิมก่อนอ่านสักแก้ว

คุณเด็บบอกว่า “กาแฟที่เราทำเป็นกาแฟหวาน เวลาชิมกาแฟ จะชิมว่ารสหวานไหม ไม่ใช่ขมไหม มีความหวานอยู่ในปาก” เป็นความหวานจากรสผลไม้ที่ไม่เหมือนหวานจากน้ำตาล มี After Taste แตะที่ลิ้น ซึ่งต้องใช้ความละเมียดละไมในการลิ้มรสชาติ

เมื่อเป็นกาแฟแก้วละเมียด อุปกรณ์ที่ใช้จึงต้องใส่ใจในรายละเอียด ทั้งการคั่ว บด ชง โดยหลักการคัดเลือกสินค้านั้นแสนง่าย คือ ทุกชิ้นและทุกกระบวนการต้องส่งเสริมให้ผลลัพธ์สุดท้าย ออกมาเป็นกาแฟ Specialty แก้วพิเศษสำหรับคนทานตามคอนเซ็ปต์ Selected Toward Specialty นั่นเอง

แบรนด์เครื่องคั่วกาแฟชื่อดังที่ Peaberry Thai เลือกใช้ และเป็นตัวแทนจำหน่ายหลักเจ้าเดียวในไทย คือ Giesen เครื่องคั่วหน้าตาหล่อเหลาจากยุโรปที่ใช้ในการแข่งขันคั่วกาแฟระดับโลก World Coffee Roasting Championship

คุณป่านเล่าความเป็นมาว่า “เดิม Giesen ทำธุรกิจเกี่ยวกับเหล็ก จึงใช้วัสดุจากเหล็กหล่ออย่างดี ที่ส่งเสริมให้เกิดปัจจัยการทำความร้อนได้ดี ทำให้การคั่วมีคุณภาพ

“จุดเด่นของเครื่อง คือ ปรับแต่งสูตรได้ ปรับความร้อนได้ และสามารถเล่นกับคาแรกเตอร์ของกาแฟได้หลากหลายโปรไฟล์ ทำซ้ำได้ ถ้าชอบโปรไฟล์สูตรนี้ ครั้งต่อไปบันทึกไว้แล้วกลับมาที่โปรไฟล์เดิมได้ แบรนด์พัฒนาทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ทำให้ควบคุมได้ตามที่ต้องการ”

การใช้เครื่องคั่วกาแฟที่ดี ช่วยดึงคาแรกเตอร์ของกาแฟให้เฉิดฉายออกมาได้เต็มที่ เหมือนมีเพื่อนดีที่สนับสนุนให้คาแรกเตอร์เราเด่นชัดขึ้นมา

สำหรับเครื่องบด Peaberry Thai มีทั้งเครื่องขนาดใหญ่อย่าง Mahlkönig ที่บดกาแฟได้ทั่วถึงและแม่นยำสม่ำเสมอ เน้นความละเอียดของกาแฟที่สเกลไมครอน ในขณะที่แบรนด์ Compak มีลักษณะของเฟืองแตกต่างออกไป ทำให้รสชาติกาแฟออกมาอีกแบบหนึ่ง เพียงทรงเฟืองของเครื่องบดที่ต่างกัน ก็ทำให้รสชาติกาแฟออกมาไม่เหมือนกันแล้ว การขายอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟจึงไม่ใช่แค่รู้สเปกเครื่อง แต่ต้องรู้ศาสตร์การทำกาแฟอย่างลึกซึ้งด้วย

คุณป่านบอกว่า “ทุกเครื่องมีความพิเศษในตัวเอง เรานำเข้าของมาหลายแบบ ทั้งรุ่นแพงและถูกต่างมีเอกลักษณ์”

เครื่องชงตัวท็อปของร้านคือ Slayer ที่มีเทคโนโลยีเอกสิทธิ์ในการสกัดกาแฟด้วยการพรมน้ำ ค่อย ๆ ดึงความหวานและรสชาติที่ถูกบดออกมาอย่างครบถ้วนละมุนละไม ส่วนแบรนด์ Astoria มีจุดเด่นที่แตกต่างออกไปคือ ความทนทาน ความนิ่ง และความแม่นยำ เหมาะสำหรับร้านกาแฟอย่าง Café Amazon ที่แต่ละสาขาขาย 300 – 500 แก้วต่อวัน

นอกจากนี้ Peaberry Thai ยังมี Coffee Supply หลากหลาย ทั้งแก้วทรงกรวย ดริปเปอร์ แอโรเพรส และอุปกรณ์สกัดกาแฟหลากหลาย อีกทั้งยังเป็นตัวแทนจำหน่ายน้ำเชื่อมและส่วนผสมต่าง ๆ เพื่อให้ครอบคลุมการทำกาแฟหลากหลายวิธีที่สุด

ด้วยเหตุนี้ คุณป่านจึงบอกว่า เราเป็นที่ปรึกษาธุรกิจกาแฟ ไม่ใช่แค่ขายเครื่อง”

หากอยากทำร้านกาแฟ นอกจากอุปกรณ์ที่ใช้แล้ว ยังให้คำปรึกษาได้ทั้งด้านคุณภาพเครื่องดื่มและการทำร้านกาแฟให้ได้กำไร เพียงรู้ราคาที่อยากขายต่อแก้ว ก็คำนวณได้ว่าผู้ประกอบการเหมาะกับอุปกรณ์รุ่นไหน

Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก
Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก

เลือกแบรนด์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

กาแฟเป็นศิลปะที่พิเศษ ผสมผสานระหว่างศิลปะกับวิทยาศาสตร์ แถมยังต้องใส่ใจในรายละเอียดอย่างมาก การใช้เครื่องชง Slayer ที่มีแรงดันต่างกันแค่บาร์เดียว หรืออุณหภูมิน้ำต่างกันแค่ 1 – 2 องศาเซลเซียส ก็ทำให้ได้กาแฟรสชาติไม่เหมือนกันแล้ว

หากไม่รู้จริงเรื่องกาแฟ อาจมองว่าเครื่องกรองน้ำ หม้อต้มน้ำ ตาชั่ง และถุง เป็นอุปกรณ์ธรรมดาที่ไม่เกี่ยวข้อง แต่ Peaberry Thai ตั้งใจเลือกแบรนด์เหล่านี้ที่มีความชำนาญเฉพาะทางทั้งหมด เพราะทุกอย่างล้วนส่งผลต่อรสชาติกาแฟ

เครื่องกรองน้ำสำหรับกาแฟแบรนด์ BWT มีเทคโนโลยีพิเศษ นอกจากกรองความสกปรกในน้ำออกแล้ว ยังใส่แมกนีเซียมลงไปในน้ำ ทำให้แร่ธาตุจับกับอโรม่าของกาแฟ จนออกมาเป็นกาแฟรสชาติดี

นอกจากนี้ คอกาแฟจะรู้ว่าอุณหภูมิและสเกลต่าง ๆ เป็นปัจจัยที่ต้องเป๊ะ หม้อต้มน้ำ Marco สำหรับกาแฟ Specialty มีหัวก๊อกที่ตั้งอุณหภูมิน้ำได้เสถียร ไม่คลาดเคลื่อน ได้น้ำร้อนไวตามที่ต้องการ มีทั้งหัวก๊อกน้ำร้อน น้ำเย็น โซดา สะดวกต่อคนใช้งาน ทำให้ขายได้เร็วขึ้นและมีรูปลักษณ์สวยงาม เหมาะกับตั้งประดับที่บาร์กาแฟ

ส่วนตาชั่งสำหรับกาแฟโดยเฉพาะ จะมีสเกลไวและนิ่ง ต่างจากตาชั่งทั่วไปที่คลาดเคลื่อนในหน่วยทศนิยม เหมาะกับการชั่งกาแฟที่ต้องละเอียดในหน่วยกรัม ใส่สูตรการชงเข้าไป แล้วแชร์สูตรกับกลุ่มคนรักกาแฟผ่านแอปพลิเคชัน หรือเข้าไปดูสูตรของแชมป์บาริสต้าได้

ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีน้ำยาทำความสะอาดเครื่องชงกาแฟโดยเฉพาะ เพราะกาแฟเก่ามักมีกลิ่นคล้ายกระดาษโรเนียวเก่า หากไม่ใช้น้ำยาพิเศษจะทำให้รสชาติในแก้วเปลี่ยน ส่วนถุงที่เก็บเมล็ดกาแฟก็ต้องสั่งทำพิเศษหนา 4 ชั้น ใช้เวลาทดสอบถุงเป็นปีด้วยตัวเอง เพื่อให้มั่นใจว่ารักษาคุณภาพกาแฟให้อยู่ได้นาน

ด้วยศาสตร์ของกาแฟที่ละเมียด ทำให้คนทำธุรกิจต้องละเอียดตามไปด้วย ใส่ใจในสิ่งธรรมดาที่ทำให้ผลลัพธ์ของสินค้าออกมาไม่ธรรมดา

Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก

Coffee Wisdom จากการลงลึกหน้างาน

เมื่อถามว่าทำอย่างไร ถึงสะสมความรู้ด้านกาแฟจนรู้จริงและเชี่ยวชาญในการเลือกอุปกรณ์กาแฟต่าง ๆ ได้ดีขนาดนี้

คำตอบของคุณป่านคือ “ต้องลงลึก ลงพื้นที่จริง ไปขึ้นดอย คุยกับคนที่ทำจริง ทำงานกับเกษตรกร ไปดูสายพันธุ์ เก็บหน้าดินมาทดสอบ” ผนวกด้วยหลงใหลในศาสตร์กาแฟ ทำให้พัฒนาร่วมกับเกษตรกรต่อไปได้เรื่อย ๆ จากกาแฟเชอร์รี่เม็ดแดงสุกก่ำ คัดด้วยมือทีละเม็ดผ่านโรงสีและโรงคั่วของแบรนด์ ออกมาเป็นสารกาแฟตั้งต้นที่คุมคุณภาพในทุกกระบวนการ

Peaberry Thai Estate ยังคิดค้นกาแฟ Thai Single Origin ที่บ่มและหมักด้วยเมล็ดกาแฟไทย มีทั้งไอยรารัญจวนจากดอยช้าง เสน่ห์นางนอนจากดอยผาฮี้ และผกาชมพูจากแม่จันหลวงที่มีต้นผกาชมพูปลูกอยู่ มีกาแฟเบลนด์จากทั้งไทยและต่างประเทศ

คุณเด็บบอกว่า “การที่เรามีอุปกรณ์และเครื่องของตัวเอง มีผู้เชี่ยวชาญดูในแต่ละขั้นตอนทั้งหมด ทำให้คุมคุณภาพได้ครบวงจร มั่นใจคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำว่ามีของดีทุกขั้นตอน”

สิ่งสำคัญคือ Peaberry Thaiไม่ได้ขายแค่กาแฟแล้วบอกว่าอร่อยหรือไม่อร่อย แต่บอกได้ว่าทำไมและทำอย่างไรกาแฟถึงมีคุณภาพดี ลงมือทำเองหน้างานจริงแล้ว จึงแนะนำลูกค้าต่อได้ว่าควรใช้อุปกรณ์แบบใด ใช้ดริปเปอร์แบบไหน แล้วส่งผลให้กาแฟเป็นอย่างไร แนะนำสูตรเครื่องดื่มให้ผู้ประกอบการได้ เซลล์ขายเครื่องมีประสบการณ์และความรู้ด้านกาแฟ ก็แนะนำการใช้เครื่องได้ ส่วนบริการหลังการขายนั้นยังรับซ่อมและแนะนำลูกค้าถึงที่ได้อีกด้วย โดยมีศูนย์บริการถึง 16 สาขาทั่วประเทศ

Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก
Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก

รู้ใจลูกค้า ไม่แพ้เข้าใจกาแฟ

ทุกวันนี้ Peaberry Thai มีโชว์รูม 2 สาขา คือ กรุงเทพฯ และภูเก็ต สำหรับขายอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟครบวงจร เน้นกลุ่มผู้ประกอบการร้านกาแฟ ส่วน Pacamara Coffee Roaster คือ ร้านกาแฟที่เป็นธุรกิจค้าปลีกของบริษัทภายใต้สโลแกน Everyday Specialty กาแฟคุณภาพดีที่ราคาไม่แพง อยากเข้าถึงคนดื่มกาแฟอย่างแพร่หลายและหลากหลายกลุ่มมากขึ้น

ด้วยความเชี่ยวชาญในธุรกิจครบวงจรของ Peaberry Thai ทำให้ส่งผลดีต่อร้านกาแฟอีกทอด บาริสต้ารู้เรื่องราวกาแฟตั้งแต่ปลูก สามารถถ่ายทอดเรื่องราวก่อนมาเป็นเครื่องดื่มในแก้วให้ลูกค้าฟังได้ เติมเสน่ห์ที่คุณเด็บบอกว่าเป็นหัวใจของธุรกิจคือการเข้าใจลูกค้า “เรารู้ใจลูกค้า เข้าใจว่าคนดื่มกาแฟกำลังมองหาอะไร เข้าร้านมาแล้วถูกใจไหม เราอธิบายข้อมูล เล่าเรื่อง Behind the Cup ให้คนเข้าใจเรื่องราว ใส่ใจในทุกขั้นตอนที่เสิร์ฟให้ลูกค้า นี่คือสิ่งที่เราทำ”

สำหรับคอกาแฟพิเศษ Pacamara เข้าใจว่าคนกลุ่มนี้ชอบลองกาแฟรสชาติหลากหลาย จึงเสาะหา Cup of Excellence (กาแฟดีจากทั่วโลก ที่ผ่านการให้คะแนนโดยนักชิมรสชาติกาแฟมืออาชีพ) ใน Rank 1 – 22 มากระจายขายใน 20 กว่าสาขาของ Pacamara ทำเป็น Coffee Hunt ให้คอกาแฟไปเสาะหาลองชิม

คุณป่านอธิบายว่า “Coffee Lovers ในไทยแบ่งเป็นหลายกลุ่ม ทั้งคนดื่มกาแฟวันละหลายแก้วทุกวันที่ต้องการความเข้มและสตรอง หรือคนดื่มกาแฟคั่วอ่อนที่ชอบลิ้มรสชาติกาแฟ” ดังนั้น แม้สำหรับกลุ่มที่ไม่ได้ดื่มกาแฟ Specialty เป็นประจำ ก็ต้องการดื่มกาแฟที่ปรับรสชาติได้ในแบบที่แต่ละคนชอบ กาแฟพิเศษจึงตอบโจทย์คนกลุ่มนี้เช่นกัน เพราะสามารถปรับรสชาติได้อย่างละเอียด เช่น ผสมรส Nutty ของกาแฟบราซิลกับรส Floral จากเอธิโอเปียด้วยกันได้

ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์กาแฟของ Peaberry Thai และร้านกาแฟ Pacamara นั้นส่งผลดีต่อกัน เมื่อเกิดเทรนด์ Coffee Culture ที่คนนิยมตามหาคาแรกเตอร์ของกาแฟมากขึ้น ก็ยิ่งส่งผลให้ตลาดอุปกรณ์กาแฟโตตามไปด้วย ช่วงที่ผ่านมาตลาดกาแฟยังโตขึ้นจากผลกระทบของโควิด-19 ทำให้หลายคนลงทุนซื้อแอโรเพรส Espresso Machine เครื่องชงกาแฟแบบออโต้ หรืออุปกรณ์ดริปต่าง ๆ ตามความถนัดของแต่ละคนมาไว้ที่บ้าน

ทั้งคู่บอกว่า นี่คือโอกาสทางธุรกิจในการส่งต่อความรู้เกี่ยวกับกาแฟแก่ลูกค้า และตอบโจทย์ให้คนรู้จักกาแฟ Specialty มากขึ้น หากคนเข้าใจสุนทรีย์ของกาแฟ ว่าคือการดื่มด่ำความสุขกับกาแฟไม่ใช่คาเฟอีน ก็จะเข้าใจว่าทำไมต้องเลือกอุปกรณ์ทำกาแฟอย่างละเมียดละไม

Pacamara : เรื่องราว Behind the Cup ของ Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟ Specialty ครบวงจรที่คัดสรรอุปกรณ์กาแฟสุดพิเศษทุกชิ้นด้วยความหลงใหลใส่ใจ

Seasonal Problems

“Pacamara ทำให้เข้าใจว่าผู้ประกอบการร้านกาแฟกำลังเผชิญกับอะไร พอมีร้านกาแฟของเราเอง เรายิ่งเข้าใจปัญหาหน้าบ้านและความซับซ้อนของร้านกาแฟ เพราะเจอสถานการณ์เดียวกัน” คุณป่านเล่า

ความท้าทายของธุรกิจกาแฟ คือ ปัจจัยที่ไม่แน่นอนและควบคุมยากอย่างดินฟ้าอากาศที่ล้วนส่งผลต่อการปลูกกาแฟ เช่น ปีที่ผ่านมาบราซิลหิมะตกหนักมากจึงขาดแคลนกาแฟทั่วโลก เมื่อสภาพแวดล้อมของแต่ละปีไม่เหมือนกัน กาแฟที่ปลูกแต่ละปีจึงไม่เหมือนกันตามไปด้วย ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อการบริหารจัดการกาแฟทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อทำธุรกิจกาแฟตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ความท้าทายจากปัจจัยที่ไม่แน่นอนจึงยิ่งทวีคูณมากขึ้นจากหลายทิศทางรอบตัว

2 ปีที่ผ่านมาในช่วงโรคระบาดโควิด-19 มีบริษัทล้มไปเยอะมาก หน้าร้านหลายสาขาของ Pacamara ต้องปิดตัวลงเช่นกัน

Pacamara : เรื่องราว Behind the Cup ของ Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟ Specialty ครบวงจรที่คัดสรรอุปกรณ์กาแฟสุดพิเศษทุกชิ้นด้วยความหลงใหลใส่ใจ

เมล็ดกาแฟแพงขึ้น ทำให้ต้องปรับตัวในการบริหารจัดการหาวิธีคั่วกาแฟอย่างไร ไม่ให้สูญเสียต้นทุนกาแฟที่มีค่าดั่งเพชร ปรับสัดส่วนการขายสินค้า ออกสินค้าใหม่ในช่วงโควิดอย่างกาแฟกระป๋อง Unicorn ภายใน 1 สัปดาห์ 

ในการทำธุรกิจกาแฟ ไม่ใช่แค่เบลนด์กาแฟให้อร่อย แต่ต้องรู้จักเบลนด์ไอเดียของหลายคนเข้าด้วยกันให้เกิดทีมเวิร์ก ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาที่เปลี่ยนไปทุกวัน เหมือนรสชาติกาแฟที่ผันเปลี่ยนตามฤดูกาล

เข้าใจฤดูกาลก่อน แล้วจึงหาวิธีรับมือ เข้าใจปัญหาให้ได้ก่อน แล้วจึงหาวิธีแก้ พร้อมปรับเปลี่ยนตลอดเวลา

ทั้งคู่สรุปว่า ทุกธุรกิจมีความท้าทาย ขึ้นอยู่กับว่ามีวิธีรับมืออย่างไร เคล็ดลับของคุณเด็บที่คร่ำหวอดในธุรกิจอาหารมา 30 ปี คือ “ความรู้ในสินค้าของแต่ละธุรกิจเป็นคนละแบบ แต่หลักการการดูแลธุรกิจใกล้เคียงกัน”

อย่างไรก็ตาม เธอบอกว่า “หลักการยังไม่เท่ากับความตั้งใจ หลักการเกิดขึ้นในถุงกาแฟใบนี้ที่ตั้งใจให้ลูกค้าได้รับกาแฟที่ดี อยู่ในช่วงเหมาะสมในการทานมากที่สุด ดังนั้น ทุกครั้งที่เดินเข้าคลัง จะนับวันว่าสต็อกมีกาแฟคั่ววันที่เท่าไหร่บ้าง”

ในขณะที่คุณป่านผู้ทำธุรกิจควบรวมกิจการมาก่อน ได้ประยุกต์ใช้หลักการวางแผนหาช่องทางการทำรายได้ใหม่ และวางโครงสร้างธุรกิจมาใช้กับธุรกิจกาแฟ

Pacamara : เรื่องราว Behind the Cup ของ Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟ Specialty ครบวงจรที่คัดสรรอุปกรณ์กาแฟสุดพิเศษทุกชิ้นด้วยความหลงใหลใส่ใจ

คอเดียวกัน

คุณเด็บและคุณป่านบอกว่า อยากชวนทุกคนมาร่วมสร้างวัฒนธรรมการดื่มกาแฟ Specialty ด้วยกัน อยากเป็นบริษัทที่จริงจังกับการเป็นคนรักกาแฟ และคนรักกาแฟอยากทำงานด้วย โดยตั้งใจเชื่อมต่อองค์ความรู้ของคนรักกาแฟ จากทั้งเจ้าของแบรนด์ต่างประเทศ เกษตรกร จนถึงลูกค้า สร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการร้านกาแฟที่ช่วยเหลือกัน เป็นเพื่อนทำกาแฟด้วยกัน ไม่ใช่แข่งขันกัน

คุณเด็บบอกว่า “เราคือคนรักกาแฟ ลูกค้าก็เป็นคนรักกาแฟ เราคือผู้ขาย เขาคือผู้ซื้อ แค่มีสถานะที่ต่างกันแต่จริง ๆ เรามีรสนิยมที่เหมือนกัน ทั้งเราและลูกค้าต่างชอบดื่มกาแฟ อยากได้กาแฟที่แปลกใหม่”

เพราะเป็นแบรนด์ไทยที่เปิดร้านกาแฟ ทำให้มีเป้าหมายเหมือนกันกับผู้ประกอบการกาแฟ คือทำอย่างไรให้ส่งต่อคุณค่าของกาแฟได้มากขึ้น ขายได้มากขึ้น และขยายธุรกิจให้เติบโตได้มากขึ้น

ในต่างประเทศตลาดกาแฟ Specialty เริ่มต้นมาก่อนไทย วันนี้ Peaberry Thai อยากทำกาแฟไทยเทียบเท่าต่างประเทศให้ได้ อยากสร้าง Coffee Culture ในไทยที่คนดื่มกาแฟบนรสชาติกาแฟ โดยเชื่อว่าเมื่อกาแฟดี อุปกรณ์ดี มีบุคลากรที่เข้าใจกาแฟอย่างถ่องแท้ ทั้งหมดนี้จะทำให้ธุรกิจเติบโตได้ และเมื่อตลาดกาแฟ Specialty เติบโตขึ้น แปลว่าผู้ประกอบการร้านกาแฟทุกคน รวมทั้ง Peaberry Thai ก็ยิ่งโตไปได้อีกแน่นอน

เรื่องราว Behind the Cup ของ Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟ Specialty ครบวงจรที่คัดสรรอุปกรณ์กาแฟสุดพิเศษทุกชิ้นด้วยความหลงใหลใส่ใจ

Lessons Learned

  1. หลงใหลและลงลึกจนเชี่ยวชาญ รู้ดีที่สุดในสิ่งที่ทำจากความชอบและลงมือทำจริงหน้างาน ทำให้คัดเลือกสินค้าและแนะนำลูกค้าได้อย่างช่ำชอง
  2. ไม่ปล่อยผ่านในทุกรายละเอียด ใส่ใจทุกปัจจัยที่ควบคุมได้และไม่ได้ของธุรกิจ ทำให้สินค้าและบริการมีคุณภาพอย่างมั่นคง
  3. นำเสนอความพิเศษให้ลูกค้า สินค้าที่พิเศษมาจากทุกกระบวนการที่พิเศษ  พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลังให้ลูกค้ารับรู้ถึงความไม่ธรรมดานั้น

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load