Zequenz (ซีเควนซ์) คือแบรนด์สมุดสัญชาติไทยที่มีวิธีคิดและทำละเอียดมาก แจ้งเกิดในตลาดโลกด้วยจุดเด่นที่เป็นสมุดเปิดกางพับได้ 360 องศาแล้วเล่มไม่ฉีกขาด ใช้ได้ทั้งคนถนัดเขียนมือซ้ายและมือขวา

Zequenz ก่อตั้งโดย นลิน ดำรงค์กิจการ เจ้าแม่กระดาษและนักทำสมุดที่คนในวงการรู้จัก เพราะการทำสมุดของเธอเป็นความลับจักรวาลที่เหล่านักทำสมุดและออกแบบเครื่องเย็บสมุดทั่วโลกสงสัยและพยายามแกะรอยอย่างหนัก

Zequenz แบรนด์สมุดของคุณแม่ผู้รักกระดาษ กับวิธีการ 16 ขั้นตอน ทำมือ 100% เปิดได้ 360 องศา

รู้แล้วอย่าเพิ่งบอกใคร หนึ่งในความลับจักรวาลนั้น คือวิธีการทำสมุดเล่มนี้มี 16 ขั้นตอน และทำด้วยมือ 100 เปอร์เซ็นต์ มีรายละเอียดบางอย่างที่เล่าทั้งหมดตรงนี้ไม่ได้ (จนกว่าคุณจะอ่านถึงหัวข้อ ‘ผีเสื้อสมุด’) เช่น สันโค้งของสมุดที่ทำให้กระดาษ 200 แผ่นในเล่มขนาดไม่เท่ากันสักแผ่น หรือเส้นบรรทัดที่สายเขียนรู้แล้วต้องกรี๊ด

ไม่แปลกที่หลายคนเข้าใจผิดว่า Zequenz เป็นแบรนด์จากต่างประเทศ เพราะสมุดเขาดังมากในญี่ปุ่น เพียงเพราะเส้นกระดาษหน้าและหลังเรียงเท่ากันทุกแผ่น เท่านั้นไม่พอ แม้ใครจะบอกว่าเป็นขาลงของอุตสาหกรรมกระดาษและสิ่งพิมพ์ แต่ยอดขายออนไลน์ของ Zequenz นั้นสูงมาก มีรายการสั่งซื้อจากประเทศห่างไกลขนาดที่ค่าส่งแพงกว่าค่าสมุดหลายเท่าเขาก็ยอม

เราขอยืนยันอีกครั้งว่า Zequenz เป็นแบรนด์สมุดสัญชาติไทยแท้ๆ ของผู้หญิงที่มีประสบการณ์ในธุรกิจกระดาษมา 30 ปี จากพนักงานออฟฟิศ สู่เจ้าแม่กระดาษสาผู้พัฒนากระดาษอย่างเข้าใจคนใช้ และขณะที่กระดาษสาในตลาดขณะนั้นราคา 10 บาทต่อแผ่น กระดาษสาของนลินราคาแผ่นละ 25 บาท และขายดีมาก

ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นมาทำสมุดให้คนรักสมุดใช้

เช่นเคย ขณะที่สมุดทั่วไปในตลาดราคาประมาณ 100 บาท สมุดของนลินราคาสูงกว่านั้น 5 เท่า และขายดีมาก 

เธอบอกเราว่ากำลังทำสมุดที่เป็นมากกว่าสมุดให้คนรักสมุดได้ใช้ นลินทำได้อย่างไร มาฟังพร้อมกัน 

อ่านจบแล้ว ใครจะจดไปใช้บ้างก็ทำได้เลยนะ

นลิน ดำรงค์กิจการ

ธุรกิจกระดาษที่มีลูกค้ารายแรกเป็นห้างหรูเก่าแก่จากสหรัฐฯ

นลินในวัย 30 ปี ลาออกจากงานประจำที่ทำวิจัยและการตลาดสินค้าส่งออก มาก่อตั้งบริษัททำธุรกิจซื้อมาขายไปเป็นของตัวเอง ตั้งใจทำธุรกิจส่งออกสินค้าที่มีความเป็นไทยไปขายในตลาดโลก โดยเริ่มต้นจากห้องแถวเล็กๆ ย่านรามคำแหง มีลูกค้ารายแรกคือ Bloomingdale ห้างสรรพสินค้าหรูอายุ 159 ปี ในสหรัฐอเมริกา ที่ต้องการสินค้าประเภทเครื่องเขียน จากโจทย์ว่าจะต้องเป็นสินค้าไทย เป็นงานที่ใช้ฝีมือ และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

คำตอบเดียวในใจนลินตอนนั้น คือ กระดาษสา ซึ่งประเทศไทยมีการผลิต 2 รูปแบบ 

แบบแรกคือ ‘กระดาษเครื่อง’ ซึ่งออกมาเป็นกระดาษสาญี่ปุ่นชนิดบางใช้ห่อของขวัญ อีกแบบคือ ‘กระดาษมือ’ เป็นกระดาษสาชนิดหนา ทำให้มองเห็นเนื้อสัมผัสของกระดาษชัดเจน

“เป็นนิสัยของเราที่หากจะทำอะไรแล้วต้องทำให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ กระดาษต้องไม่ใช่แค่กระดาษ จึงศึกษาจริงจังและออกเดินทางตามหาโรงงานที่ดีที่สุดทั่วเมืองเหนือ” นลินเล่าจุดเริ่มต้นของการเข้าไปพัฒนากระดาษสา เปลี่ยนภาพจำจากกระดาษห่อของและกระดาษทำร่ม ให้กลายเป็นกระดาษคุณภาพดีให้คนรักกระดาษได้ใช้

กระดาษสา

5 ปีผ่านไป จากผู้ซื้อมาขายไป นลินกลายเป็นผู้ผลิตกระดาษส่งขายต่างประเทศโดยซื้อต่อโรงงานกระดาษที่จังหวัดแพร่พัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างรายได้แก่ชุมชน 

ขณะที่กระดาษสาในตลาดราคา 10 บาทต่อแผ่น กระดาษสาของนลินราคาแผ่นละ 25 บาท แทนที่บอกว่ากระดาษสาของคนอื่นไม่ดี เธอทำให้ตลาดเห็นว่าของดีเป็นอย่างไร

ประสบการณ์การเป็นผู้จัดงานแสดงสินค้าส่งออกและการทำงานในสายวิจัยและการตลาดในอดีต ทำให้นลินให้ความสำคัญกับข้อมูลและการนำเสนอมากที่สุด ไม่เพียงพาสินค้าไปพบตลาดเธอจัดทำสื่อวิดีโอเล่าที่มาของกระดาษสา จากต้นหม่อนหรือ Mulberry Tree ซึ่งกรมป่าไม้รับรองว่าเป็นวัชพืช สู่กระบวนการเก็บเกี่ยว เปลี่ยนเปลือกไม้ จนเป็นกระดาษให้ใช้งาน เป็นยุคที่ธุรกิจกระดาษรุ่งโรจน์สมตำแหน่งเจ้าแม่กระดาษสา

“เราเป็นเจ้าแรกๆ ในตลาดที่มีกระดาษสาให้เลือกหลายสี โดยเฉพาะสีพาสเทล นอกจากเรื่องสีและคุณภาพ เราศึกษาความต้องการของตลาดและพัฒนาเพื่อตอบสนองสิ่งนั้น เพิ่มเติมคือความใส่ใจ เพราะอยากให้เกิดการใช้งานมากที่สุด ซึ่งนอกจากกลุ่มธุรกิจดอกไม้ยังมีธุรกิจอื่นที่ซื้อกระดาษเราไปต่อยอดสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์” นลินเล่า

ธุรกิจผลิตการ์ดอวยพรกับยอดขายปีละหลายล้านใบ

แม้กระดาษที่ผลิตจะขายดีมากจนส่งแทบไม่ทัน แต่ก็ยังติดข้อจำกัดเรื่องกำลังการผลิตที่จะสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ นลินจึงคิดต่อยอดสร้างผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มมูลค่าแก่กระดาษสาของเธอ

นลินเริ่มจากการ์ดอวยพรทำมือที่มีนักออกแบบ 6 – 7 คน คอยออกแบบเป็นคอลเลกชัน ซึ่งขายได้ปีละเป็นล้านใบ ความพิเศษคือหลักการออกแบบการ์ดที่มีจิตวิญญาณแบบไทยแต่ดีไซน์สากล

“การ์ดกระดาษสาของเราขายตามฤดูกาลและเทศกาลของฝรั่ง เรามีการ์ดที่ส่งหากันได้หมดทุกช่วงเหตุการณ์ในชีวิต นี่แหละความเป็นสากล รวมถึงสีที่ใช้และความรู้ความเข้าใจในวัฒนธรรมของตลาด เช่น ถ้าทำการ์ดขายตะวันออกกลางต้องไม่มีรูปหัวใจหรือรูปสัตว์ ถึงบอกว่าจะทำต้องรู้จริง” นลินชี้ชวนให้ดูคอลเลกชันการ์ดบนชั้นวาง 

กระดาษสา

ซึ่งแม้ผ่านมากว่า 20 ปีแล้วการ์ดกระดาษสาของเธอยังสีขาวนวลไม่เปลี่ยน ต่างจากกระดาษทั่วไปที่กลายเป็นสีเหลืองเมื่อเวลาเปลี่ยน

เวลาเปลี่ยน ตลาดก็เปลี่ยน จากกระดาษนลินคิดต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานของคนรักกระดาษ เช่นการ์ด สมุดสะสมภาพ ของใช้ ของตกแต่ง

“สมัยก่อนไปออกงานกระดาษที่เยอรมัน ทั้งอาคารขายแต่การ์ดอย่างเดียว แต่มาวันนี้แทบไม่เหลือ” นลินเล่า ความรักในงานคราฟต์เธอสนุกกับการทดลองทำงานจากกระดาษมาเสนอลูกค้ามากมาย

งานคราฟต์ในนิยามของนลิน คืองานฝีมือที่ใช้ได้จริง ไม่ได้มีไว้ใส่ตู้โชว์ เธอเข้าใจการใช้งานและเห็นโอกาสในไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง เช่น จากเยื่อกระดาษกิโลกรัมละ 50 – 60 บาท หากทำกระดาษราคาแผ่นละไม่กี่บาท นลินเปลี่ยนให้เป็นงานศิลปะ Paper Casting หรือเทคนิคขึ้นรูปแบบโบราณ ซึ่งเดิมใช้วิธีสร้างโมเดลขึ้นมา อัดเยื่อกระดาษ ดูดน้ำออก แล้วตากแดด แต่ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้ง่ายขึ้นในบางขั้นตอน เช่นการดูดน้ำออกอย่างเร็ว นลินบอกว่าเธอสนุกกับการออกแบบรูปทรงชิ้นงาน ไม่ได้กดดันเรื่องการขาย ทั้งยังต่อยอดความเป็นไปได้ให้แก่ผลิตภัณฑ์

ตามหาสมุดยากเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร

แล้ววันหนึ่งนลินก็ได้รับโจทย์จากลูกค้าว่าอยากได้สมุดดีๆ 

คนทั่วไปคงคิดถึงโรงพิมพ์ แต่สมุดกับหนังสือไม่เหมือนกัน นลินใช้เวลาไม่น้อยตามหาโรงงานผู้ผลิต แต่ก็ไม่เจอใครที่ทำสมุดออกมาสวยและดีถูกใจ

“เราเชื่อว่าคนทำสมุดต้องรักสมุดก่อน ซึ่งเขาจะรู้ทันทีว่าจะทำสมุดที่ดีได้อย่างไร” นลินตั้งใจจะทำสมุดที่เป็นมากกว่าสมุด

เมื่อพูดถึงธุรกิจเครื่องเขียน คนจะนึกถึง ปากกา แฟ้ม และของใช้ในสำนักงาน นลินต้องการเปลี่ยนภาพจำนี้ เธออยากทำสมุดที่เป็นเพื่อนคู่กายและให้ประสบการณ์ดีๆ เมื่อใช้งาน

Zequenz แบรนด์สมุดของคุณแม่ผู้รักกระดาษ กับวิธีการ 16 ขั้นตอน ทำมือ 100% เปิดได้ 360 องศา

“วันที่ตัดสินใจลุกขึ้นมาทำสมุด เราไม่มีทุนซื้อเครื่องเย็บหรือตั้งโรงงานขนาดใหญ่ เรามีสิ่งที่ถนัดคืองานคราฟต์และความประณีต เรามีแรงงานฝีมือที่ทรงคุณค่าแม้จะมีขั้นตอนการทำมากมาย ซึ่งทุกชิ้นผ่านมือของพวกเรา ทุกชิ้นคือมาสเตอร์พีซ โจทย์ตั้งต้นของสมุดคือเรียบง่าย พิถีพิถันและประณีต แต่สมุดเล่มแรกออกมาหนาและหนักมากซึ่งเรายังไม่พอใจ หลังจากทดลองจนพบเราก็วิ่งหาโรงงานรับผลิตหลายแห่ง ผลก็คือทุกคนบอกว่า จะบ้าหรือไง ทำแบบนี้ต้องเจ๊งแน่ๆ” นลินเริ่มจากจินตนาการถึงสมุดที่อยากได้ ประมาณการทรัพยากรที่มี รู้ซึ้งสิ่งที่ทำได้ รู้เทรนด์ตลาดโลก และเข้าใจตัวเองว่าทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร

2 ปีผ่านไป ในที่สุดนลินก็ค้นพบวิธีเข้าเล่มสมุดประกอบด้วยแรงงานมีฝีมือและเครื่องจักรออกแบบพิเศษอันเป็นความลับทางธุรกิจ

สมุดที่เปิดกางท่าผีเสื้อได้ 360 องศาแต่ไม่ได้มีชื่อว่าผีเสื้อสมุด

Zequenz มาจากคำว่า Sequence ที่แปลว่า ลำดับหรือความต่อเนื่อง 

“Zequenz เกิดขึ้นในวันที่เราอยู่ในวงการนี้มายี่สิบปี อยากทำสินค้าดีๆ ให้คนไทยใช้ เราคิดถึงความต่อเนื่องของเรื่องราว การพัฒนาที่ไม่หยุด ซึ่งเราก็มีสมุดไว้บันทึกเรื่องราวของชีวิตและเป็นเหมือนคำมั่นสัญญาที่เราให้แก่ลูกค้า” นลินเล่า

Zequenz แบรนด์สมุดของคุณแม่ผู้รักกระดาษ กับวิธีการ 16 ขั้นตอน ทำมือ 100% เปิดได้ 360 องศา

20 ปีก่อนหน้า นลินทำกระดาษที่เป็นมากกว่ากระดาษจนสำเร็จ แล้วสมุดที่มากกว่าสมุดเป็นอย่างไร เราสงสัย

ภายใต้สมุดเล่มบางคละหนา นานาขนาด หน้าตาเรียบๆ มีอะไรซ่อนอยู่มาดูกัน

หนึ่ง กระดาษสมุดเขียนง่ายและทนทาน นลินให้ความสำคัญกับเนื้อกระดาษที่ต้องหนาแน่นพอสมควร และไม่ลื่นเกินไปจนผู้ใช้บังคับลายมือตัวเองไม่ได้

“ยอมไม่ได้หากกระดาษนั้นสวยลื่นแต่ทำให้ลายมือไม่สวย ความหนาแน่นของเนื้อกระดาษก็เช่นกัน กระดาษที่เนื้อไม่แน่นพอจะทำให้ปากกาเสีย ขณะที่กระดาษเนื้อหยาบเกินไปทำให้เขียนแล้วหมึกทะลุ หรือกระดาษบางแบบเคลือบผิวมากเกินจนหมึกปากกาไม่แห้ง” นลินเล่า ขณะที่สีของกระดาษต้องไม่มีผลต่อคุณภาพสมุด แต่ตอบความต้องการใช้งานของลูกค้า โดยสมุด Zequenz รุ่นคลาสสิกปกสีขาว ดำ และแดง ใช้กระดาษสีขาวนวล ขณะที่รุ่นปกสีตอบโจทย์ตลาดด้วยกระดาษสีครีมธรรมชาติ ไม่ได้มาจากการฟอก

Zequenz แบรนด์สมุดของคุณแม่ผู้รักกระดาษ กับวิธีการ 16 ขั้นตอน ทำมือ 100% เปิดได้ 360 องศา

สอง สมุดที่เปิดได้ 360 องศา เปิด-ปิดสะดวกเพื่อให้เขียนได้ทั้งคนที่ถนัดมือซ้ายและมือขวา

สาม การเข้าเล่มด้วยมือ 100 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ต้นจนจบครบทั้ง 16 ขั้นตอน

หลังจากพิมพ์เส้นบนกระดาษ นับเรียงกระดาษเป็นตั้งๆ ซึ่งวางคั่นกระดาษทุกๆ 200 แผ่น ด้วยกระดาษแข็ง (สมุดรุ่นมาตรฐาน 1 เล่มมีกระดาษ 200 แผ่นพอดีไม่ขาดไม่เกิน) เข้าเครื่องตัดตามขนาดเตรียมเข้าเล่ม จากนั้นส่งไปเข้าเล่มด้วยวิธีที่เป็นความลับสุดยอด จนได้สมุดสันโค้งที่ผ่านการเคลือบกาวสูตรพิเศษที่สันหลายร้อยรอบ เมื่อนำไปเข้าปกเรียบร้อยจะเข้าห้องเจียนมุมขอบจนสมุดสวยเนียนเสมอกัน ก่อนส่งต่อให้ทีมตรวจสอบคุณภาพตรวจตราอย่างละเอียด

Zequenz แบรนด์สมุดของคุณแม่ผู้รักกระดาษ กับวิธีการ 16 ขั้นตอน ทำมือ 100% เปิดได้ 360 องศา
Zequenz แบรนด์สมุดของคุณแม่ผู้รักกระดาษ กับวิธีการ 16 ขั้นตอน ทำมือ 100% เปิดได้ 360 องศา
Zequenz แบรนด์สมุดของคุณแม่ผู้รักกระดาษ กับวิธีการ 16 ขั้นตอน ทำมือ 100% เปิดได้ 360 องศา
Zequenz แบรนด์สมุดของคุณแม่ผู้รักกระดาษ กับวิธีการ 16 ขั้นตอน ทำมือ 100% เปิดได้ 360 องศา

สมุดทุกเล่มทำด้วยมือและเหมือนกัน 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นความเนี้ยบที่กระบวนการจากเครื่องทำให้ไม่ได้ “ข้อดีคือต่อให้บริษัทคู่แข่งในต่างประเทศมาเห็นก็เลียนแบบไม่ได้ เพราะหากจะลงทุนผลิตในจำนวนที่ขายทั้งโลกอย่างไรก็ไม่คุ้ม” นลินเล่า เธอเสริมว่าที่ผ่านมีหลายแบรนด์พยายามลอกเลียนแบบ ถึงขั้นบู๊ถึงศาลที่อิตาลีก็ทำมาแล้ว

สี่ สันโค้งมนมีความหมาย นลินบอกว่าความโค้งเป็นเรื่องของความรู้สึก แง่หนึ่งหมายถึงความลื่นไหล การเขียนที่ต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุดเหมือนชีวิต จะให้เธอทำสมุดมุมเหลี่ยมก็คงไม่ใช่ตัวตน และเพราะสันที่โค้งมนนี่เองทำให้องศาและขนาดกระดาษทุกแผ่นไม่เท่ากัน ตามมาด้วยการเข้าเล่มกระดาษแผ่นต่อแผ่น ซึ่งหากมีส่วนใดผิดไปเพียงนิดเดียวสมุดจะออกมาเบี้ยวทั้งเล่ม 

Zequenz แบรนด์สมุดของคุณแม่ผู้รักกระดาษ กับวิธีการ 16 ขั้นตอน ทำมือ 100% เปิดได้ 360 องศา

เท่านั้นไม่พอ นลินยังท้าทายตัวเองด้วยการทำสมุดมีเส้น ซึ่งเส้นสมุดทุกหน้าพิมพ์ทับจนมองเป็นเส้นเดียวกัน ความประณีตที่ทำให้เส้นของทุกแผ่นทับกันพอดี ระดับที่เครื่องทำสมุดด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงยังทำไม่ได้ เป็นเหตุผลที่คนญี่ปุ่นรักสมุดของ Zequenz หมดใจ มียอดขายเติบโตต่อเนื่องทุกปี จนหลายคนเข้าใจว่า Zequenz เป็นแบรนด์จากญี่ปุ่น

ห้า สีเส้นบรรทัดที่ผ่านการทดสอบความเข้มระดับที่เหมาะสม ไม่รบกวนสายตา ซึ่งหากกวาดตามองหรืออ่านสิ่งที่จด จะเห็นว่าเส้นบรรทัดค่อยๆ หายไปจริง นอกจากนี้หมึกที่ใช้พิมพ์เส้นยังมาจากแบรนด์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Zequenz แบรนด์สมุดของคุณแม่ผู้รักกระดาษ กับวิธีการ 16 ขั้นตอน ทำมือ 100% เปิดได้ 360 องศา

หก ความลับทางธุรกิจที่ยังคงเป็นความลับ

คนทำสมุดและคนขายเครื่องทำสมุดในตลาดโลกรู้จักนลิน เธอเล่าว่ามีการแจกโจทย์ว่อนในตลาด ให้ไปหาวิธีทำสมุดแบบ Zequenz แต่ไม่ว่าใครจะลองพยายามแกะวิธีแค่ไหนก็ทำได้ไม่เหมือน 

“ครั้งหนึ่งไปออกงานที่เยอรมัน มีชาวตุรกีมาแอบถาม พอได้ฟังเรื่องของเราเขาก็บอกว่ารู้แล้วว่าทำแบบเราไม่ได้จริงๆ เหมือนคนกลับใจมานั่งคุยกัน กลายเป็นสนุกไปและเราก็ภูมิใจมาก” 

ขั้นตอนการทำสมุด

ความพิเศษที่กล่าวมา ทำให้ Zequenz เป็นแบรนด์ที่มากกว่าคำว่าสมุดคราฟต์เพราะใช้ทั้งความคิด พลังใจ และฝีมือ เรียกได้ว่า From our heart to your hands เลยก็ว่าได้ แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ นลินเล่าว่าเธอเกือบหัวใจสลายเพราะลูกค้าไม่ได้รับรู้ความตั้งใจทั้งหมดนี้

หลังจากนลินเอาสมุด Zequenz ในช่วงเริ่มแรกของการพัฒนาสินค้าไปทำ Focus Group ซึ่งวัตถุประสงค์คือเพื่อศึกษาพฤติกรรมการเลือกซื้อสมุดของผู้บริโภค เธอพบว่าตลอดเวลาที่ทำการทดลอง ไม่มีใครสนใจเลือกสมุดของเธอเลย แต่เมื่อมีโอกาสเล่าที่มาและตัวตนของสมุด ทุกคนก็ประทับใจและให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ จึงเป็นที่มาของการสื่อสารจุดแข็งของแบรนด์ที่ใครก็ลอกเลียนแบบไม่ได้

คนใช้สมุดคราฟต์กว่าที่คิด

โลกออนไลน์ส่งผลต่อตลาดสมุดหรือพฤติกรรมคนอย่างไร เราถาม

“สำหรับเรากลับรู้สึกว่าขายดีด้วยซ้ำไป กลุ่มคนที่ใช้สมุด ถ้าเขาเป็นคนชอบเขียน ตอนอายุยังน้อยก็เขียน ปัจจุบันอายุมากแล้วยังไงเขาก็เขียน แต่สำหรับคนที่ไม่เขียนไม่ว่าอย่างไรก็จะยังคงไม่เขียน ดังนั้นเครื่องมือใหม่หรือคอมพิวเตอร์ก็เป็นเพียงของใหม่ ไม่ได้มาทดแทนแค่อำนวยความสะดวก จากข้อมูลตลาดสมุดทั่วโลกพบว่า สองถึงสามปีที่ผ่านมา มียอดขายสมุดในตลาดสูงขึ้น สำหรับลูกค้าเราเองที่ซื้ออยู่ก็เพราะคุณภาพและเอกลักษณ์ของดีไซน์”

“คนใช้สมุดเวลาต้องการสรุปประเด็นหรือจดสิ่งที่คิด ไม่ว่าจะบันทึกความทรงจำ เขียนสิ่งที่ปรารถนา สิ่งที่ผ่านมาแล้ว ทั้งหมดนี้จะคอยย้ำเตือน นั่นคือ ไม่ใช่แค่ถ่ายทอดเส้นทางเดินของความคิดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นพันธะสัญญาขณะที่จรดปากกาหรือดินสอ” นลินและน้ำหวาน-ปาลีรัตน์ ดำรงค์กิจการ ทายาทรุ่นสองผู้รับหน้าที่ดูแลและสื่อสารแบรนด์ ช่วยกันเล่า

สมุดของ Zequenz ทำยอดขายจากออนไลน์เยอะมากโดยเฉพาะคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ ซึ่งลูกค้ายอมเสียค่าส่งที่แพงกว่าค่าสมุด 2 – 3 เท่า แต่นั่นก็ไม่ชุ่มชื่นหัวใจทีมงานทุกคนเท่ากับคำรีวิวดีๆ จากลูกค้า

“หลายคนที่ซื้อไปและใช้จริงเขียนรีวิวคุณสมบัติสมุดดีมากๆ ชอบมีคนเขียนมาถามว่าทำไมไม่มี Zequenz ขายที่ประเทศเขา เมืองเขา ซึ่งบางทีค่าส่งเป็นหลักพันบาทเขาก็ยอม บางคนก็เขียนอีเมลมาขอร้องบอกว่า ‘please please please’ อยากได้เล่มที่ใหญ่และหนากว่านี้” น้ำหวานเล่า 

สิ่งที่แตกต่างและเป็นข้อดีของการทำตลาดในต่างประเทศ คือพฤติกรรมของชาติตะวันตกที่แสดงออกและสื่อสารกับแบรนด์เมื่อรู้สึกถูกใจหรือไม่ถูกใจอย่างตรงไปตรงมา

“ลูกค้าสมุดอ่อนไหวมาก กระดาษเปลี่ยนสีไปหนึ่งเฉด หรือขยับเส้นเพียงหนึ่งมิลลิเมตรเขาก็รู้สึกได้แล้ว เพราะฉะนั้นคุณภาพต้องคงที่” น้ำหวานสรุปข้อมูลที่เธอศึกษาจากลูกค้า

ในฐานะที่อยู่วงการนี้มา 30 ปี นลินบอกว่านี่เป็นยุคที่คนสนใจเรื่อง Human Touch และ Digital Detox คนถวิลหาอะไรที่จับต้องได้

Zequenz แบรนด์สมุดของคุณแม่ผู้รักกระดาษ กับวิธีการ 16 ขั้นตอน ทำมือ 100% เปิดได้ 360 องศา

เคยมีคนถามว่าทำไม Zequenz ไม่ทำสมุดที่มีตาราง เป็นแพลนเนอร์

นลินตอบทันทีว่า เธอไม่อยากให้สมุดมีข้อจำกัดหรือบังคับ ชีวิตทั่วไปเราอยู่ในกรอบมาเยอะแล้ว หากต้องมาเขียนวันที่ลงตารางให้ตรงคงเครียด 

“การเขียนช่วยเรื่องเส้นสมองและประสาท ทั้งยังบอกว่าผู้เขียนเป็นคนแบบไหนจากงานที่สร้างสรรค์บนกระดาษ” นลินรีบบอกสรรพคุณสำคัญก่อนทิ้งท้ายนิยามความสำเร็จของธุรกิจนี้ว่า

“ตราบใดก็ตามที่คนรัก ชื่นชอบ เพราะสมุดเล่มนั้นให้ประสบการณ์ที่ดี ทุกครั้งที่ใช้สมุดเขาจะคิดถึงเรา”

นลิน ดำรงค์กิจการ

Lesson Learned

การจะเป็นผู้ประกอบการนั้นไม่ง่าย สำหรับนลินเธอเรียนรู้ว่า สิ่งสำคัญลำดับแรกเมื่อคิดจะเริ่มต้นธุรกิจ คือการสำรวจตัวเอง รู้ความพร้อมของตัว หัวใจ เวลา และศักยภาพที่มี เพราะหลายครั้งคุณต้องเริ่มต้นทำทุกอย่างด้วยตัวเอง สิ่งสำคัญอันดับสองคือตลาด 

“ก็ขึ้นกับว่าจะนำเสนอสิ่งที่ตลาดต้องการหรือสิ่งที่ไม่อยู่ในความต้องการแต่คิดว่าเราต้องทำ ถ้าทำของที่ตลาดต้องการ ก็จะยังเจออุปสรรคเพราะใครๆ เขาก็ทำ จะมีคู่แข่งมาก ต้องทำอย่างมีกลยุทธ์ แต่ถ้าคุณตัดสินใจจะสร้างตลาดขึ้นมา คุณอยากเป็นคนแรกที่นำเสนอสิ่งนี้ สิ่งที่ตามมาคือคุณจะสร้างสรรค์และถ่ายทอดยังไง เปิดตลาดยังไง เพราะแค่มีเงิน มีข้อมูล มีโรงงานผลิต มีแบบที่สวยงามน่าซื้ออาจไม่พอ สำคัญที่สุดคือสัญชาตญาณ ความกล้าหาญ และความอดทน คุณจะต้องอึดมากๆ” นลินเล่า


ติดตาม Zequenz ได้ที่ Facebook และ Instagram @Zequenz หรือ www.zequenz.com

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

21 พฤศจิกายน 2565
6 K

สำหรับ ‘โรงเรียนปิติศึกษา’ (Pitisuksa School Chiang Rai Montessori) Montessori แห่งแรกของจังหวัดเชียงราย ‘ต้นไม้ สายลม แสงแดด ดิน หญ้า’ ไม่ใช่ของตกแต่งที่ทำให้สถานศึกษาดูดี แต่ทั้งหมดคือสื่อการเรียนการสอนและเครื่องมือส่งเสริมพัฒนาการชิ้นสำคัญจากธรรมชาติ เพื่อการเติบโตตามธรรมชาติของเด็ก

ว่าแต่การศึกษา Montessori (มอนเตสซอรี่) ที่เราพูดถึงคืออะไร

Montessori คือหลักสูตรอายุกว่า 120 ปี มีต้นกำเนิดจากแพทย์หญิงชาวอิตาลี มาเรีย มอนเตสซอรี่ (Maria Montessori) โดยเน้นให้เด็กเรียนรู้อย่างอิสระ เติบโตตามธรรมชาติและความต้องการของตนเองอย่างมีความสุข ซึ่งในหลายประเทศ สิ่งนี้ไม่ใช่การศึกษาทางเลือก แต่คือรูปแบบการเรียนรู้ที่ใช้ทั่วไป

แล้ว Montessori ที่เน้นการเล่นมากกว่าการเรียนแบบท่องจำ ได้ผลจริงหรือ

การพัฒนาการศึกษาที่เป็น ‘ทางเลือก’ ในสังคมไทยต้องเผชิญความท้าทายอะไรบ้าง

เหล่าผู้บริหารสร้างความเชื่อมั่นและทำให้โรงเรียนเติบโตได้อย่างไร

The Cloud ขอเดินตาม ณัฐฬส วังวิญญู, นุก-ทรงธรรม ศรีนัครินทร์ กรรมการ และ ครูอ้อย-ปิยะนุช ชัชวรัตน์ ผู้อำนวยการ ไปหาคำตอบทั้งหมดใต้เงาไม้ ในอาคารที่เป็นมิตรต่อคนและสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางเสียงภาษาอังกฤษดังเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ ที่เป็นเครื่องบ่งบอกว่าพวกเขากำลังมีความสุขแค่ไหน

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

2542

Welcome to Pitisuksa School

25 ปีก่อน เชียงรายเป็นจังหวัดที่โรคเอดส์และวัณโรคระบาดหนัก นักวิจัยจากต่างประเทศ ทั้ง CDC สหรัฐอเมริกา RIT ของญี่ปุ่น และอังกฤษ เข้ามาทำวิจัยในพื้นที่พร้อมครอบครัว ทำให้ผู้ปกครองต้องการหาสถานศึกษาให้ลูก แต่ในยุคนั้นยังไม่มีโรงเรียนนานาชาติ พวกเขาจึงรวมตัวกันก่อตั้ง ‘มูลนิธิปิติศึกษา’ ขึ้นใน พ.ศ. 2542 มีนักเรียน 12 คน คละวัยกันทั้งหมด

ปรากฏว่าสิ่งที่ริเริ่มได้ผลตอบรับดี จากตำบลป่างิ้ว ทางตอนใต้ของเชียงราย พวกเขาจึงย้ายมายังพื้นที่ปัจจุบันใน พ.ศ. 2545 เปลี่ยนสวนลิ้นจี่ เงินบริจาคจากเจ้าของที่ดิน และการระดมทุนจากผู้ปกครองมาเป็นอาคารและปัจจัยในการพัฒนาลูกหลาน

เรามองดูสภาพแวดล้อมโดยรอบและคิดว่า บรรยากาศดี ต้นไม้เยอะ พื้นที่วิ่งเล่นแยะ

แต่พวกเขาทั้งหมดหันมาบอกเราพร้อมกันว่า ยังไม่เพียงพอ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ช่วงนี้โรงเรียนกำลังเติบโต มีนักเรียน 240 คน ที่ดินเดิมกลับกลายเป็นคับแคบอีกครั้ง พวกเขาจึงวางแผนเพื่อไปยังสถานที่ที่กว้างพอให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดย Master Plan แห่งใหม่ออกแบบโดย อาจารย์จุลพร นันทพานิช ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ป่า’ เพราะเชื่อว่าธรรมชาติสำคัญต่อการเรียนรู้ มีสระน้ำเพื่อศึกษาวิถีชีวิตดั้งเดิมเสมือนลำเหมืองในภาคเหนือ มีทุ่งนาสำหรับทำกิจกรรม เรียนรู้เรื่องป่า เวิร์กชอปงานฝีมือ และสร้างความสุนทรีให้ตัวเด็กเอง

ครูอ้อยเล่าว่า เธอตั้งใจลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูกคนที่สองซึ่งเป็นออทิสติก สามีของเธอเป็นกรรมการโรงเรียนยุคก่อนจึงชวนมาทำงานที่นี่ พร้อมให้ลูกมาเรียน จากที่จบเศรษฐศาสตร์จึงเรียนครูเพิ่มในสาขา Montessori สำหรับเด็กพิเศษ และเรียนต่อทางการบริหารการศึกษาเพื่อมาเป็นผู้จัดการโรงเรียน

โครงสร้างดั้งเดิมเป็นรูปแบบมูลนิธิ แต่มีข้อจำกัดเยอะ เมื่อไม่แสวงหาผลกำไรจึงระดมทุนพัฒนาต่อได้ยาก ไม่เกิดการบริหารอย่างยั่งยืน เมื่อไม่ยั่งยืน ความเชื่อมั่นของผู้ปกครองจึงไม่เกิด โรงเรียนก็ขยับขยายไม่ได้ นอกจากนี้ยังต้องมีการเปลี่ยนวาระของผู้รับอนุญาต ซึ่งต้องดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิ ทางกรรมการจึงพิจารณาโครงสร้างใหม่ให้เลี้ยงต้นเองได้ เพื่อพาทุกคนเดินไปข้างหน้า

“คุณณัฐฬส ชวน นายแพทย์ธีระวัฒน์ ศรีนัครินทร มา เขาจึงบอกว่าเราต้องเปลี่ยนเป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล บริษัทไตรสิกขา คุณณัฐฬสเป็นผู้รับใบอนุญาต 

“ครูอ้อยทำหน้าที่ School Director ควบ School Manager ถ้าโรงเรียนรัฐบาลจะไม่มีตำแหน่งหลัง เพราะไม่ต้องคิดวิธีหาเงิน แต่ในเอกชนต้องมี บริหารเงินอย่างไร พัฒนาบุคลากรอย่างไร เก็บค่าเทอมมาเท่าไหร่ต้องบริหารให้พอ ประเด็นคือต้องไม่ขาดทุน พอได้โครงแบบนี้เราก็ต้องทำให้ผู้ปกครองเห็นว่าเราเปลี่ยนแปลงและยังคงอยู่ คุณนุกก็เริ่มรีโนเวตสถานที่อีกทาง”

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

หลังจากนั้นปิติศึกษาก็ไม่เคยหยุดอยู่ที่เดิม แม้จะมีคำถามจากสังคมถึงความไม่เชื่อมั่นในรูปแบบการเรียนการสอน แต่ศักยภาพของเด็กที่จบไปกลับแสดงผลลัพธ์ของความสำเร็จได้เป็นอย่างดี

“หลายคนถามว่าสถานศึกษาแบบนี้เหมาะสมกับสังคมเราอย่างไร ผมถามต่อว่า จริง ๆ แล้วสังคมต้องการสถานศึกษาแบบไหน ที่มีในปัจจุบันตอบโจทย์หรือเปล่า ตอนนี้เราทำในสิ่งที่เชื่อว่าการศึกษาควรจะเป็น เส้นทางการศึกษาที่แท้จริงไม่ได้มุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการ แต่คือการพัฒนาความเป็นมุนษย์ให้สมบูรณ์ในแบบของพวกเขาเอง” 

นุกทิ้งท้ายก่อนเริ่มอธิบายถึงสิ่งที่โรงเรียนตั้งใจมอบให้เด็ก เพื่อให้เด็กไปมอบกับสังคม

Montessori

โรงเรียนที่ไม่ควรเป็นทางเลือก

“เรานิยามตัวเองว่าเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทุกคนเรียนรู้ด้วยกันทั้งเด็ก ครู และผู้ปกครอง โดยให้ความอิสระ (Independent) เป็นเรื่องใหญ่ สังคมบอกว่าคุณฉลาด คุณเก่ง จริง ๆ ไม่ใช่ เรามีคุณค่าในตัวเอง

“สังคมบางส่วนยังคงความเชื่อเรื่องการท่องจำและวัดผลด้วยการสอบไม่ต่างจากโรงงานผลิตคน แต่ Montessori เชื่อว่าศักภาพของมนุษย์ไปได้ไกลและหลากหลายกว่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องถนัดสิ่งเดียวกัน”

ณัฐฬสยืนยันว่า เด็กต้องมีอิสระทั้งร่างกายและจิตใจถึงจะนำไปสู่การพัฒนาที่ดี พวกเขาคือผู้สร้างความหมายและคุณค่าของตัวเอง แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนในสังคมจะมีความคิดนี้ การสร้างทัศนคติดังกล่าวตั้งแต่เด็กจึงเป็นรากฐานสำคัญ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ปิติศึกษาใช้หลักสูตรบูรณาการไทย-มอนเตสซอรี่ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก โดยจัดตามโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ แบ่งหลักสูตรเป็น 5 ระดับ ได้แก่ เตรียมอนุบาล (อายุ 2 – 3 ปี) อนุบาล (อายุ 3 – 6 ปี) ประถมต้น (อายุ 6 – 9 ปี) ประถมปลาย (อายุ 9 – 12 ปี) และมัธยมศึกษาตอนต้น (อายุ 12 – 15 ปี) 

ทั้งหมดเป็นการแบ่งแบบคละ ไม่มีการแบ่งเกรด ไม่มีการตีตราว่าเด็กเก่งหรือไม่เก่ง แม้อายุจะต่างกันแต่ก็เป็นการเรียนรู้ตามช่วงวัย ให้น้องเรียนรู้จากพี่ และพี่พัฒนาความเป็นผู้นำจากน้อง โดย 1 ห้องมีนักเรียนไม่เกิน 25 คน พร้อมครูไทย 1 คน และครูต่างชาติ 1 คน

ปรัชญาการสื่อสารแบบ Montessori ไม่เน้นท่องจำ แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านการทำงานกับสื่อ ซึ่งลักษณะคล้ายของเล่น มีการแบ่งพื้นที่ในห้องเรียนเป็น 5 ส่วน ได้แก่ ทักษะชีวิต ประสาทสัมผัส ภาษา คณิตศาสตร์ และ Cultural Science เช่น ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ พืช หรือสัตว์ โดยการจัดห้องเรียนเป็นอิสระของครูผู้ดูแล

“Help me to do it myself เด็กอนุบาลของเราช่วยเหลือตัวเองได้ 

“เด็กประถมศึกษาเรียน Cosmic Education แปลว่า ทุกสิ่งในโลกล้วนเชื่อมโยงกัน เรียนรู้จาก 5 เรื่อง คือ การกำเนิดจักรวาล การกำเนิดโลก การกำเนิดสิ่งมีชีวิต การกำเนิดตัวอักษร และตัวเลข จากนั้นจึงกระจายออกเป็นวิชาต่าง ๆ ซึ่งต้องเรียนผ่านการกระทำ ไม่ใช่กระดาน

“สำหรับเด็กโตต้องเตรียมเขาให้เป็นผู้ใหญ่ Help me to become an independent adult ไม่ได้เรียนแค่ 8 กลุ่มสาระ แต่มีเรื่อง Humanity ทักษะชีวิต การทำงาน การพัฒนาตนเอง มีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กรู้จักแบ่งปันและดูแลคนอื่น เป็น Golbal Citizen ที่ดี ภายใต้เงื่อนไข 3 ข้อ คือ เคารพตนเอง เคารพผู้อื่น และเคารพสิ่งแวดล้อม” ผู้อำนวยการอธิบาย

เป้าหมายของการศึกษา คือการทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้น

จุดหมายปลายทางของปิติศึกษาคือ สันติภาพ เริ่มจากเด็กที่จบไปแล้วปรับตัวได้ไม่ว่าจะอยู่ในสังคมไหน ดูแลตนเองและผู้อื่นได้ เข้าใจและชื่นชมความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสังคมโลก 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Parenting Classroom

ห้องเรียนดูแลผู้ปกครอง

“ความท้าทายที่เจอคือการสร้างความเข้าใจกับผู้ปกครอง เขาต้องเข้าใจในแบบเรา เพราะรูปแบบการเรียนค่อนข้างแตกต่างและละเอียดอ่อน ผู้ปกครองต่างชาติจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ง่ายกว่า” 

ครูอ้อยเล่าถึงเรื่องที่เคยเป็นประเด็นน่ากังวล แต่ในตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าต้องจัดการกับความไม่เข้าใจอย่างไร

“เรามี Parenting Classroom ให้ความรู้พ่อแม่ว่า ถ้าคุณเลือกส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษา คุณควรรู้อะไร เรายังต้องทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและต้องทำมากขึ้น เพราะพวกเขาต้องช่วยสนับสนุนการเรียนรู้แบบนี้ที่บ้าน ทั้งในแง่การสื่อสาร การจัดการสิ่งแวดล้อม และเวลา

“สมมติพ่อแม่ไม่เห็นคุณค่าของเวลา กลับบ้านไปลูกเปิดโทรทัศน์ดู ให้คนอื่นเลี้ยง อยู่โรงเรียนล้างจานเอง แต่กลับบ้านมีคนล้างให้ แม้เราจะสอน แต่ที่บ้านสปอยล์เหมือนเดิม สิ่งที่ท้าทายจึงเป็นการเอาพ่อแม่มาเรียนด้วย การทำโรงเรียนคือการทำการเรียนรู้ให้พ่อแม่ไปพร้อมกัน โตไปพร้อมกับเด็ก ไม่ใช่พ่อแม่อยู่ที่เดิมจะกลายเป็นอุปสรรค” ณัฐฬสอธิบาย

“ยิ่งถ้าเป็นเด็กเล็ก กล้ามเนื้อมัดเล็กกับมัดใหญ่เป็นตัวทำให้เซลล์สมองถูกประดิษฐ์ในช่วง 0 – 6 ปี ถ้าเกิดให้ดูแต่จอ เซลล์สมองจะหยุดพัฒนา แต่ถ้าเกิดเขาได้จับหรือปีนต้นไม้จะยิ่งผลิตเยอะ” นุกเสริมในฐานะคุณพ่อที่ส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษาเช่นกัน

แผนของพวกเขาคือการจัดเวิร์กชอปผู้ปกครอง นั่งคุยและให้ผู้ใหญ่ซึบซับสิ่งเดียวกับที่ลูกจะได้

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“ผู้ปกครองสำคัญมาก เพราะเป็นเอกชนที่ไม่รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เราต้องอยู่ได้ด้วยค่าเทอม จำนวนของเด็กจึงสำคัญ ค่าเทอมเราโปร่งใส เก็บเท่าไหร่ ขออนุญาตเขตเท่านั้น ไม่มีเพิ่มเติมยกเว้นไปทัศนศึกษาที่ต่างจังหวัดก็แจ้งผู้ปกครอง เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น”

การบริหารความเชื่อมั่นคือสิ่งที่ห้ามละเลย ครูอ้อยรับหน้าที่พาทัวร์โรงเรียน ประเมินความพร้อมเด็ก และอธิบายให้ผู้ปกครองฟังทุกอย่าง ดังนั้นผู้ปกครองทุกคนจะต้องได้พบผู้อำนวยการ พร้อมข้อมูลที่ครบทุกรายละเอียด

We are your supporters

ส่งเสริมในทุกทาง

01 หลักสูตรสู่ความสุข

ความสุขเกิดได้ใน 3 มิติ อย่างแรกคือ ตัวตนของเด็ก พวกเขาต้องปรับตัวให้เข้าได้กับทุกสภาพแวดล้อม มีแรงจูงใจในการเรียนด้วยตัวเอง เป็นตัวเอง พึ่งตนเอง เป็นอิสระ เชื่อมั่น และดูแลคนอื่นได้

ด้านสังคม พวกเขามีความเห็นอกเห็นใจ อยากช่วยเหลือสังคม เรียนรู้วิธีการบอกความต้องการของตนเองอย่างเหมาะสม เช่นเดียวกับการสร้างและรักษาความสัมพันธ์

มิติด้านการศึกษา หลายคนอาจมองว่าสิ่งที่ผ่านมาดูเป็นนามธรรม ทดสอบไม่ได้ด้วยกระดาษข้อสอบ นั่นก็เพราะทางโรงเรียนไม่เน้นการแข่งขัน ไม่มีการสอบ ไม่มีการบ้าน เด็กได้ความรู้ในสิ่งที่ต้องการ โดยมีครูเป็นผู้จัดหาความรู้ให้เพียงพอต่อการส่งเด็กไปรู้จักโลกกว้าง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“แต่หากต้องการดูคะแนน เราเห็นคะแนน O-net ด้วยความที่เรียนเป็นอังกฤษ เรื่องภาษาดีมากอยู่แล้ว หากดูคะแนนเฉลี่ยทุกวิชาล้วนสูงกว่าระดับภาคและระดับชาติ คะแนนที่เกาะกลุ่มสะท้อนภาพรวมแต่ละวิชา วิธีการเรียนการสอนไม่ได้มีท่องจำ ไม่ได้มีสอบ แต่เราก็พัฒนาให้ผู้ปกครองเห็นเสมอ” ครูอ้อยอธิบาย

02 ครูเป็นตัวของตัวเอง

ปิติศึกษามองว่า ครูคือผู้อำนวยความสะดวกให้เด็ก ไม่ใช่ผู้สอน เพราะหากสอนนักเรียนในห้องที่มีอายุต่างกันย่อมมีเด็กที่เรียนไม่ทัน ครูจึงเป็นผู้ประเมินและดูแลเด็กตามที่ธรรมชาติของเขาต้องการ

ครูในโรงเรียนมาจากหลายประเทศ ทั้งเปรู รัสเซีย อังกฤษ อเมริกา ฟิลิปปินส์ อินเดีย ทุกคนได้รับอนุญาตให้เป็นตัวเอง ถือเป็นการนำเข้าวัฒนธรรมที่หลากหลาย ภายในห้องมีทั้งครูไทยและครูต่างชาติ ทำงานกันเป็นทีม

หากเกิดปัญหาให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขและนึกถึงความสัมพันธ์เป็นหลัก ครูไม่ต้องทำงานเอกสารและเสนอกรรมการโรงเรียนได้ว่ามีสิ่งที่ไหนต้องการเพิ่มเติมหรือปรับปรุง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

03 อาหารดีและอิ่มท้อง

ปิติศึกษาจัดอาหารโดยคำนึงถึงโภชนาการเป็นหลัก อาหารกลางวัน 1 มื้อ เลือกวัตถุดิบที่ปลอดสารพิษมากที่สุด โดยติดต่อไปยังหมู่บ้านที่ปลูกโดยตรง ไม่ใส่ผงชูรสเด็ดขาด ส่วนอาหารว่าง 2 มื้อ ส่วนใหญ่เป็นผลไม้ตามฤดูกาล

นักเรียนไม่ต้องมีเงินติดตัว เพราะไม่ขายขนม ไม่มีของหวาน แม้กระทั่งเด็กที่เอานมมาดื่มจะขอความร่วมมือผู้ปกครองงดนมรสหวาน นมรสช็อกโกแลต หรือนมเปรี้ยว ให้เด็กดื่มนมรสธรรมชาติ

04 ให้ทุกวันเป็นรันเวย์

วันจันทร์เป็นวันเดียวที่ใส่ชุดนักเรียน เสื้อสีขาว กระเปงสีส้มสำหรับผู้หญิง และกางเกงสีเดียวกันสำหรับผู้ชาย ที่เหลือแต่งอะไรมาเรียนก็ได้ที่เสริมความมั่นใจให้กับพวกเขา

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

05 อาคารที่สร้างจากความใส่ใจ

อาคารหลังใหม่ได้รับการออกแบบโดยนุก ซึ่งเป็นสถาปนิก อาคารหลังนี้ประหยัดพลังงานแบบ Passive คือลดการใช้งานมากกว่าการหาพลังงานสะอาดมาทดแทน หน้าต่างรับลมจากทิศทางที่เหมาะสม ไฟไม่จำเป็นต้องเปิดตลอดเวลา หลังคาเป็นแบบสองชั้นเพื่อให้มีการระบายอากาศ

ห้องเรียนปกติเปิดประตูออกไปเรียนด้านนอกได้ แต่เนื่องจากอาคารหลังนี้มี 2 ชั้น และห้องเรียนอยู่ชั้นบน ทำให้มีการเติมชั้นลอยให้เด็กเล่นเพื่อรู้สึกผ่อนคลาย

โซน Practical Life ช่วยจำลองการใช้ชีวิตจริง มีครัวให้เด็กเตรียมของว่างให้เพื่อน ๆ นอกจากนี้ห้องเรียนของ Montessori ยังออกแบบให้มี Wet Area หรือพื้นที่เปียก มีที่ให้เด็กซักล้าง และทำความสะอาด 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

06 สิ่งแวดล้อมที่ดีในทุกแง่มุม

ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้ความสะอาด ความปลอดภัย และเอื้อต่อการเรียนรู้ สิ่งแวดล้อมภายนอกมีสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่ให้เด็กสัมผัส สำรวจ และค้นหา 

ผู้ปกครองหลายคนสะท้อนมาว่า เข้ามาแล้วไม่รู้สึกกดดัน เพราะมีต้นไม้เยอะ ด้านหลังเป็นสวนให้เด็กเลี้ยงกระต่ายและปลากันเอง

07 กิจกรรมหลากหลาย

การลงมือทำคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ปิติศึกษามีการพัฒนาหลักสูตรใหม่เสมอ พร้อมเปิดกิจกรรมที่หลากหลายทั้งในและนอกห้องเรียน เช่น Farming ให้เด็กลองทำการเกษตร Product Exchange เรียนรู้การผลิตสินค้าเพื่อจำหน่าย Self-Expression การแสดงออกในลักษณะศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น การพูดในที่สาธารณะ หรือการแสดงละคร

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Lessons Learned

  • แม้โรงเรียนจะต้องทำกำไรในฐานะธุรกิจ แต่อย่ามองเรื่องธุรกิจเป็นหลัก ให้มองเป็นเรื่องการบริหารการศึกษาและการพัฒนาคน เพื่อสร้างเด็กที่เคารพตนเองและผู้อื่น ให้นำไปสู่สังคมที่น่าอยู่กว่าเดิม
  • อย่ายึดติดและอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเวลาที่ความเดิม ๆ ไม่ช่วยให้เกิดการพัฒนา
  • ทำโรงเรียน ต้องมองให้กว้าง ดูแลทั้งเด็ก ผู้ปกครอง ครู และสิ่งแวดล้อม เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงและมีผลกระทบต่อกันหมด
  • อย่าวัดผลความสำเร็จด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว เพราะมนุษย์มีศักยภาพที่ซับซ้อนเกินกว่าจะมีกฎเกณฑ์มาประเมินผล
  • จงเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำและรักษาความเชื่อใจผ่านการกระทำอย่างสม่ำเสมอ แม้หลายครั้งคนอื่นจะมองว่าแปลกแยกก็ตาม
  • อย่าละทิ้งความรอบคอบและความใส่ใจในรายละเอียด แม้ธุรกิจจะเติบโตแล้ว

 

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load