27 กุมภาพันธ์ 2563
6 K

“วินาทีที่เราเห็นนกแล้วจรดมือลงบนสมุด เรากับนกก็ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่อีกต่อไปแล้ว การวาดรูปทำให้เรารู้สึกเชื่อมโยงกับเขา ได้สังเกตเขาอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ขนเป็นอย่างนี้ รูปร่างเป็นแบบนี้ รวมถึงสีสันและพฤติกรรมต่างๆ บางตัวสีขนเหมือนใส่หมวกกันน็อก ตาแป๋ว แต่นกอีเสือนี่หน้าดุ หงุดหงิด หรือบางตัวก็ไม่แยแสโลก ทุกตัวมีคาแรกเตอร์ของตัวเอง เป็นปัจเจกนก”

นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือ หมอหม่อง คือบุคคลที่คนในวงการสิ่งแวดล้อมและคนรักธรรมชาติล้วนรู้จักและให้การชื่นชม เขาเป็นทั้งอาจารย์แพทย์โรคหัวใจ นักดูนก นักอนุรักษ์ นักสื่อสารเรื่องราวธรรมชาติ และผู้ก่อตั้งชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา

นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ กับสมุดบันทึกธรรมชาติที่กำลังกลายมาเป็นหนังสารคดี

นอกจากนั้น เขายังเป็นเจ้าของภาพวาดสีน้ำในสมุดบันทึกธรรมชาติจำนวน 15 เล่ม ที่กำลังจะนำมาจัดแสดงเป็นนิทรรศการและถ่ายทอดในภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Dr Birdman

“ผมคุยกับพี่สาวว่า ถ้าวันหนึ่งผมจากโลกนี้ไป ผมอยากให้ฉายหนังเรื่องนี้ในงานศพ เพราะแพสชันทั้งหมดที่ผมมีอยู่ในการมีชีวิตอยู่ในหนังเรื่องนี้ มันเป็นสิ่งที่ผมเชื่อ มันคือโลกที่ผมไปเห็นมาและต้องการถ่ายทอดให้คนอื่น นี่คือสิ่งที่ผมรัก คือสิ่งที่ผมหวงแหน และอยากชวนคนให้รักและหวงแหนด้วย”

หากใครได้มีโอกาสเห็นภาพที่หมอหม่องวาด คงสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยน เช่นเดียวกับบุคลิกของเขาที่มีต่อคนรอบข้างและสิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์

“ผมไม่กล้าเรียกตัวเองว่าศิลปิน เพราะคำนี้ดูยิ่งใหญ่มาก แต่ถ้าศิลปินหมายถึงคนที่สื่อความงาม สื่อความจริงของสิ่งต่างๆ ให้คนอื่นได้รู้สึก เกิดความรัก ความหวงแหน เกิดความอ่อนโยนขึ้นในหัวใจ ผมก็หวังมากกว่างานที่ผมทำจะส่งสารนี้ได้ ถ้าเกิดสิ่งนี้กับเขา ผมก็คงภูมิใจและเต็มใจที่จะเรียกตัวเองว่าศิลปิน และผมก็หวังว่าเขาจะรับรู้สิ่งวิเศษนี้ได้เหมือนกับที่ผมได้รับ”

ต่อจากนี้คือเส้นทาง ‘ข้างหลังภาพวาด’ ของ Dr Birdman นับตั้งแต่วัยเด็กที่ได้รับการหล่อหลอมและปลูกฝังความรักธรรมชาติจากคุณแม่ จนถึงวันนี้ที่กลายเป็นผู้ถ่ายทอดความรักนั้นให้ผู้อื่น

นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ กับสมุดบันทึกธรรมชาติที่กำลังกลายมาเป็นหนังสารคดี

เปิดบันทึก

ผู้เปิดประตูสู่โลกธรรมชาติ

“ผมชอบวาดรูปสัตว์ตั้งแต่จำความได้”

หมอหม่องเล่าย้อนถึงความทรงจำในวัยเด็ก ซึ่งมีคุณแม่ ม.ร.ว.สมานสนิท สวัสดิวัตน์ เป็นผู้ถ่ายทอดและเปิดประตูให้เขาได้พบกับความอัศจรรย์ของโลกธรรมชาติ

“ผมน่าจะเริ่มจากรู้จักสัตว์ในนิทานก่อน แม่มีนิทานเกี่ยวกับสัตว์เล่าให้ฟังเยอะมาก นิทานเจ้าหญิงเจ้าชายผมไม่ค่อยอินเท่าไหร่ ถ้าเป็นเรื่องสัตว์ผมจะสนุก ตาโต ไม่ใช่นิทานสัตว์แบบนิทานอีสปนะ แต่เกี่ยวกับสัตว์จริงๆ เป็น Fact มากกว่า Fiction แม่ไม่ได้เล่าในเชิงวิทยาศาสตร์แห้งๆ แต่เล่าให้เรารู้สึก มองเห็นความน่ารัก และเข้าใจชีวิตของมัน ทำให้เราสนุกกับตรงนั้น”

จากนิทานในห้องนอนสู่การได้เห็นสัตว์ตัวจริง คุณแม่ของหมอหม่องพาเด็กชายไปเที่ยวทั้งสวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ สวนงู ไปจนถึงผืนป่ากว้างใหญ่ แม้ว่าคุณแม่ของหมอหม่องเกิดและเติบโตที่อังกฤษจึงไม่มีความรู้เรื่องป่าในเมืองไทยมากนัก แต่ด้วยวิธีสอนที่ชวนให้คิดและน้ำเสียงการเล่าที่เหมือนนิทาน ก็ทำให้เด็กชายตื่นเต้นและสนุกตลอดทาง

“แม่ไม่ได้มีความรู้ว่าต้นไม้นี้ชื่ออะไร แต่แม่สอนให้มองแบบเชื่อมโยงและตั้งคำถาม เช่น ทำไมตัวนี้ถึงทำแบบนี้ มันดำรงชีวิตแบบนี้ได้ยังไง มีโจทย์อะไรในชีวิตบ้างที่มันต้องแก้ไข เป็นความสนุกที่เราได้มองในเชิงความสัมพันธ์ ในเชิงสังคมป่า ทำให้เรามองเห็นว่า ต้นไม้และสัตว์ต่างๆ มันมีอาชีพของมัน แต่ละตัวแบ่งหน้าที่กัน”

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเดินไปเจอพืชชนิดหนึ่งเกาะอยู่บนลำต้นของต้นไม้อื่น เธอก็ชี้ชวนให้เด็กชายดูและตั้งคำถามว่า ทำไมต้นนี้ถึงต้องขึ้นไปอยู่บนนั้น เมื่อเด็กชายหม่องตอบว่า น่าจะเป็นเพราะมันอยากได้แสงเยอะๆ เพราะข้างล่างใบไม้บัง คุณแม่ก็ถามต่อว่า ได้แสงเยอะแล้วต้องเจอปัญหาอะไรหรือเปล่า ซึ่งก็นำมาสู่คำถามต่อมาว่า รากไม่อยู่กับดิน แล้วจะเอาแร่ธาตุและน้ำจากไหน

วิธีหาคำตอบก็คือการชวนกันปีนขึ้นไปดู จนเด็กชายได้พบกับความมหัศจรรย์ของโลกอีกใบที่ซ่อนอยู่ในนั้น

“นี่คือต้นโกฐพุงปลา ต้นเป็นกระเปาะ พอดูข้างในก็เจอดินเต็มเลย เอ๊ะ ใครเอาดินเข้าไปใส่ แล้วก็มีมดเต็มเลย ใครเอามดเข้าไปใส่ รากของมันก็อยู่ในนั้น เราก็ได้เรียนรู้ว่า พอมดทำรังก็มีเศษอาหาร ซากใบไม้ต่างๆ ซึ่งก็ย่อยสลายกลายเป็นดิน กลายเป็นแร่ธาตุให้ต้นไม้ ส่วนมดก็ได้บ้านอย่างดี เป็นการอิงอาศัย ทำให้เราได้เห็นความสัมพันธ์ในระบบนิเวศที่ไม่ใช่แค่เสือกินกวาง กวางกินหญ้าแบบในหนังสือเรียน แต่มันซับซ้อนกว่านั้น แล้วแม่ก็เล่าถึงสัตว์ที่ช่วยผสมเกสร สัตว์ที่ช่วยปลูกป่า ทำให้เราได้เห็นถึงความหลากหลายทางอาชีพของสัตว์ต่างๆ”

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการได้เรียนรู้ถึงความเคารพธรรมชาติและเพื่อนต่างสายพันธุ์โดยมีคุณแม่เป็นแบบอย่าง

“เราได้เห็นแม่พูดคุยกับต้นไม้ ทักทายสัตว์ตลอดเวลาเหมือนสโนไวท์ เช่น เอ๊ะ คุณเป็นใครเนี่ย วันก่อนเดินผ่านไม่เห็นคุณเลย คุณสวยจังเลยนะ’ เหมือนคุยกับคน เราก็ซึมซับสิ่งเหล่านี้ว่า แม่มองต้นไม้ มองสัตว์ทั้งหลายเท่าเทียมกับเรา ไม่ใช่มนุษย์อยู่เหนือมัน ไม่ใช่มันเป็นแค่ทรัพยากรเอาไว้ใช้ ไม่ แต่นี่คือเพื่อน คือสิ่งที่อยู่ร่วมกันในระบบนิเวศและเราเป็นหนึ่งในนั้น ทำให้เราเคารพชีวิตทั้งหลายตามแม่ ไม่ว่าจะตัวใหญ่เท่าวาฬหรือเล็กเท่ามด เราก็คิดว่ามันสำคัญ”

ไม่ใช่แค่ผืนป่าเท่านั้นที่ทำให้เด็กชายได้เห็นถึงความงามของธรรมชาติ แต่ในพื้นที่รอบบ้านที่เต็มไปด้วยต้นไม้ ก็ทำให้หมอหม่องได้สัมผัสถึงความมหัศจรรย์ มีอยู่ครั้งหนึ่งซึ่งหมอหม่องยังจำได้ดีมาถึงทุกวันนี้ นั่นคือวันที่เขายังอยู่มัธยมปลายและต้นตะขบหน้าบ้านที่เชียงใหม่กำลังออกผล ภาพที่มองเห็นจากหน้าต่าง คือฝูงนกพญาไฟใหญ่และนกเขียวก้านตองหน้าผากสีทองกระโดดไปมาบนกิ่งก้านที่ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร ต้นตะขบขณะนั้นเต็มไปด้วยทั้งสีเขียว เหลือง แดง กลายเป็นนาทีแห่งความประทับใจที่ทำให้หมอหม่องตกหลุมรักนก และเริ่มดูนกอย่างจริงจัง

หมอหม่อง กับสมุดบันทึกธรรมชาติที่กำลังกลายมาเป็นหนังสารคดี
นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ กับสมุดบันทึกธรรมชาติที่กำลังกลายมาเป็นหนังสารคดี

Colors of the Wild

สีสันแห่งพงไพร

“คนทั่วไปมองนกเป็นนกเหมือนกันหมด แต่ถ้าเรามองในรายละเอียด จะพบว่ามันมีความหลากหลายเยอะเลย เราจะเห็นความอัศจรรย์ ความซับซ้อน ว่านกแต่ละชนิดก็มีถิ่นอาศัยไม่เหมือนกัน พฤติกรรมไม่เหมือนกัน นกบางชนิดอพยพ บางชนิดไม่อพยพ บางชนิดเหลือน้อยมากแล้วในโลกใบนี้ แต่ละชนิดก็มีอาชีพที่ต่างกันไป การแยกชนิดนกได้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการไขกุญแจอันนี้”

การเริ่มต้นดูนก ทำให้หมอหม่องได้ออกเดินทางไปที่ต่างๆ มากมาย จากเหนือจรดใต้ จากป่าเมฆยอดดอยสู่ป่าพรุราบต่ำ จากป่าดิบถึงทุ่งหญ้า จากบึงน้ำสู่ชายเลนริมทะเล จากป่าเมืองไทยสู่ป่าอีกซีกโลก ซึ่งทุกครั้งจะมีกล้องสองตา สมุด ปากกา และตลับสีน้ำติดตัวไปด้วยเสมอ

“ผมได้แรงบันดาลใจจากหนังสือชื่อ Travel Diaries of a Naturalist ของปีเตอร์ สก็อต เขาเป็นศิลปิน เดินทางและวาดรูป ผมไปเจอเล่มนี้ในห้องสมุดสมัยเป็นนักศึกษา เราก็หลงรักหนังสือเล่มนี้ พอเริ่มดูนกก็รู้จัก อาจารย์กมล แกดูนกเก่งมาก วาดรูปก็เก่งมาก เห็นสมุดที่แกบันทึกแล้วว้าวจริงๆ คือเป็น Field Sketches ที่เห็นแล้ววาดตรงนั้น ลงสีเร็วๆ หลวมๆ เห็นแล้วรู้สึกเลยว่าต้องทำบ้าง”

นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ กับสมุดบันทึกธรรมชาติที่กำลังกลายมาเป็นหนังสารคดี

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ หมอหม่องมีสมุดบันทึกธรรมชาติรวมแล้วถึง 15 เล่ม เก็บความทรงจำและความประทับใจต่างๆ มากมายตลอดระยะเวลา 36 ปี ไม่ว่าจะเป็นฝูง ‘นกไต่ไม้สีสวย’ แห่งดอยภูคา ที่กว่าจะได้เจอต้องตะเกียกตะกายขึ้นภูเขาสูงชัน แต่ความเหนื่อยล้าทั้งหมดก็หายเป็นปลิดทิ้ง เมื่อได้ยินเสียงรัวเหมือนปืนกลและเจ้าของเสียงเริ่มโผล่มาทีละตัวสองตัว จนกลายเป็นฝูงใหญ่บินล้อมรอบกาย โชว์ลีลาการป้อนอาหารลูก

ไปจนถึง ‘นกเคทซาล’ (Quetzal) แห่งคอสตาริกา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในนกที่สวยที่สุดในโลก ตัวสีเขียว-แดง หางยาวเฟื้อย จนหมอหม่องเปรียบเทียบว่าเหมือนริ้บบิ้นห่อของขวัญวันคริสต์มาส หรือล่าสุดในเฟซบุ๊กของคุณหมอ ก็มีภาพวาด ‘นกแซวสวรรค์’ ตัวสีดำ-ขาว หางยาว นั่งอยู่บนรังรูปถ้วยเหมือนโคนไอศครีม ซึ่งหมอหม่องเปรียบเทียบว่าตัวนกเหมือนไอศครีมคุกกี้แอนด์ครีม 1 ก้อนที่โปะอยู่ หางยาวของมันก็คือไอศครีมที่ละลายไหลเยิ้มลงมา

“คนอาจถามว่า เดี๋ยวนี้กล้องถ่ายนกเยอะแยะ ถ่ายออกมาชัดมาก จะวาดให้เมื่อยทำไม ถ้าพูดถึงความเหมือน กล้องนี่แน่อยู่แล้ว สิ่งสำคัญของการวาดไม่ใช่ผลสุดท้ายที่เป็นรูป แต่คือกระบวนการที่ทำให้เราต้องสังเกต ยิ่งวาดเราก็ยิ่งเข้าใจเขา ยิ่งเข้าใจเขาก็ยิ่งทำให้เราวาดได้ดีขึ้น มีช่วงหนึ่งผมหันไปถ่ายรูปเยอะ เพราะเห็นเขาถ่ายกัน เราก็อยากถ่ายบ้าง แต่กลับกลายเป็นว่าผมไม่ค่อยกลับมาชื่นชมรูปที่ผมถ่ายเท่าไหร่ แต่ผมจะกลับมาดูรูปที่ผมวาด พอดูปุ๊บ ความรู้สึกของวันนั้น กลิ่นอายต่างๆ มันกลับมาทันที เพราะเราลงแรง ลงพลังไปเยอะมาก มันจึงมีความหมายกับเรามากกว่าการกดชัตเตอร์หลายเท่า”

แต่ทั้งนี้หมอหม่องก็เน้นย้ำว่า ไม่ได้แปลว่าการวาดภาพดีกว่าการถ่ายรูป แต่ทั้งสองอย่างล้วนมีความสำคัญในมุมที่แตกต่างกัน

“การถ่ายภาพเป็นเรื่องดีมาก มันทำให้คนเห็นความงาม ความถูกต้องทางชีววิทยา ผมไม่ได้บอกว่าอะไรดีกว่าอะไร มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แล้วผมก็อยากให้คนที่อยากวาด ไม่ต้องกลัวว่าวาดแล้วจะไม่สวย อยากให้สนใจกระบวนการมากกว่า เพราะการบันทึกมันให้อะไรกับเรามากจริงๆ”

ไม่ใช่แค่สมุดของตัวเองเท่านั้นที่หมอหม่องวาดรูปนกลงไป หลายครั้งเวลาที่หมอหม่องจัดกิจกรรมพาเด็กๆ เดินป่าดูนก คุณหมอก็มักนั่งลงบรรจงวาดภาพนกที่เห็นให้เด็กๆ ในสมุดของพวกเขา พร้อมกับอธิบายจุดเด่นของนกชนิดนั้นให้พวกเขาฟัง

นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ กับสมุดบันทึกธรรมชาติที่กำลังกลายมาเป็นหนังสารคดี
หมอหม่อง กับสมุดบันทึกธรรมชาติที่กำลังกลายมาเป็นหนังสารคดี

Nature Mentor

ผู้สื่อความหมายธรรมชาติ

“ถ้าเรามีความรักกับสิ่งใดมากๆ ผมเชื่อว่าคนที่อยู่ใกล้เราจะรู้สึกได้ เราก็เหมือนเป็นทูตธรรมชาติ ให้เขามองเห็นในสิ่งที่ไม่เคยมองหรือมองข้ามไป”

สิ่งหนึ่งที่หมอหม่องพูดเสมอเวลามีงานบรรยาย คือการให้เด็กๆ ได้มีโอกาสใกล้ชิดธรรมชาติเป็นเรื่องสำคัญ พวกเขาควรมีโอกาสปีนต้นไม้ ลุยโคลน ช้อนลูกอ๊อด เพราะหากพวกเขาอยู่แต่กับหน้าจอมือถือ วิ่งเล่นในห้างสรรพสินค้าอย่างเดียว พวกเขาคงไม่ผูกพันและไม่แคร์ธรรมชาติ โลกในอนาคตก็คงไม่มีใครสนใจดูแล

ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่หมอหม่องให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ ของชีวิต คือการเป็นนักสื่อสารเรื่องราวธรรมชาติ พาคนเดินป่า เพื่อให้ความรู้และความรักเกิดควบคู่กัน หากใครได้เคยไปเดินป่ากับหมอหม่องจะรู้ว่าวิธีการอธิบายของหมอหม่องนั้นไม่เหมือนใคร เพราะไม่ใช่การบอกแค่ชื่อ แต่คือการชวนให้สังเกตความงามและเล่าความมหัศจรรย์ของสิ่งเล็กๆ รอบตัวที่ปกติคนมักเดินผ่าน

เส้นทางในวันนี้ เราไม่ได้ไปน้ำตกใหญ่โต เราไม่ได้ไปดูทะเลหมอกสุดสายตา แต่เราจะลองดูว่าถ้าเราเดินป่า แค่เส้นทางสั้นๆ และสังเกตสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่อยู่ข้างทาง เราจะเห็นอะไร ได้ยินอะไรบ้าง ปลายทางของเราคือวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่สวยงามที่สุดในป่านี้ เป็นวิหารธรรมชาติ”

 นี่คือประโยคเริ่มต้นของหมอหม่องในกิจกรรม Nature Walk ที่ป่าดอยสุเทพ ซึ่งจัดโดยชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนาเมื่อหลายปีที่แล้ว

ระหว่างทางเดินแคบๆ ที่สองข้างทางดูเหมือนไม่มีอะไร แต่หมอหม่องได้ชวนให้มองสิ่งข้างทางเล็กๆ ที่ปกติเราไม่เคยสังเกตเห็น ไม่ว่าจะเป็นใบไม้ที่มีเส้นสีขาวขดไปขดมา พร้อมเล่าว่านี่คือการทำเหมืองบนใบไม้ของแมลงชนิดหนึ่งที่ชื่อ Leaf Miner หรือปุยขาวๆ บนกิ่งไม้ข้างทางที่ดูเผินๆ เหมือนเชื้อรา แต่หมอหม่องก็หยิบแว่นขยายขึ้นมาและชวนให้เด็กๆ ส่องดู ‘ดอกไม้เดินได้’ ก่อนจะเฉลยว่าที่จริงมันคือเพลี้ยแป้ง หรือแม้กระทั่งใบไม้ที่ไม่รู้จักชื่อ ซึ่งมีจุดขาวกระจายอยู่เหมือนใครทำอะไรหกใส่ หมอหม่องก็ตั้งชื่อให้ว่าต้นคาลามายด์หก

“นี่ ดูนี่สิ ใครมาถุยน้ำลายไว้ตรงนี้” หมอหม่องสร้างความตื่นเต้นให้เด็กๆ พร้อมชี้มือให้ดูฟองขาวที่อยู่ตรงก้านใบไม้ ก่อนเฉลยว่ามันคือตัวอ่อนของเพลี้ยที่สร้างฟองปกคลุมเพื่อไม่ให้ผู้ล่าเห็นมันง่ายๆ

หลายเรื่องเล่าระหว่างทาง ไม่เพียงแต่ทำให้เด็กๆ ได้สังเกตและตื่นเต้น แต่ยังทำให้พวกเขาเห็นความเชื่อมโยงของชีวิตต่างๆ ทั้งการชวนให้ดูปลวกที่ซ่อนตัวในขอนไม้และเล่าถึงบทบาทการเป็นนักรีไซเคิลของมัน หรือการหยิบลูกก่อหนามมาเล่าเรื่องการกระจายพันธุ์และความเชื่อมโยงกับกระรอก พาเด็กๆ ทักทายแมงมุม Daddy long leg ที่ไม่มีพิษและเล่าความสำคัญของแมงมุม เพื่อให้เด็กๆ ไม่เกลียดไม่กลัวพวกมัน หรือชวนกอดคุณทวดต้นไม้ใหญ่ที่มีมอสสีเขียวขึ้นปกคลุม

เด็กๆ ลองมาจับกันดูนะครับ ว่ามันนุ่มขนาดไหน ต้นนี้คือคุณทวดของหนูเลย ลองกอดคุณทวดดูนะครับ”

เมื่อมาถึงปลายทาง ‘วิหารศักดิ์สิทธิ์’ ที่เป็นไฮไลต์ของวัน นั่นคือต้นไทรใหญ่ที่แผ่รากกว้างใหญ่ราวกับวิหาร หมอหม่องชวนให้เด็กๆ ลอดอุโมงค์ต้นไทร พร้อมเล่าความลับการก่อกำเนิดต้นไทรให้พวกเขาฟัง จากนั้นก็ปล่อยให้เด็กๆ ปีนคุณปู่ต้นไทรเล่นอย่างสนุกสนาน

ก่อนเดินกลับ คุณหมอก็เล่าปิดท้ายถึงความเชื่อมโยงกับนกเงือก

“ต้นไทรต้นนี้ ในอดีตเคยมีนกเงือกมากินทั้งหมดสี่ชนิด แต่ปัจจุบันบนป่าดอยสุเทพไม่มีนกเงือกแล้ว ทำให้ผลไม้ลูกใหญ่ๆ หลายอย่าง เวลาออกผลไม่มีใครมากินเลย น่าเศร้ามาก นกเงือกไม่มี ชะนีไม่มี นกเล็กก็กินไม่ได้ ลูกก็จะร่วงแล้วเน่าเสีย ที่สำคัญคือจะไม่มีต้นลูกอีกแล้ว เพราะลูกที่หล่นมาจากต้นอัตราการงอกต่ำมาก ลูกไม้พวกนี้ถูกออกแบบมาให้ผ่านการย่อยหรือถูกกระตุ้นด้วยเอนไซม์ในสัตว์ก่อนถึงจะงอกได้ มีงานวิจัยบอกว่าถึงต้นไม้ในป่าของดอยสุเทพดูสมบูรณ์ดี แต่อนาคตไม่สดใสเลย เพราะต้นไม้เดินไม่ได้ สัตว์ที่ช่วยกระจายพันธุ์ก็ไม่มีอีกต่อไปแล้ว”

การเดินป่ากับหมอหม่องจึงมีความหมายมากกว่าแค่ไปให้ถึงปลายทางหรือถ่ายรูปกับป้าย แต่คือการได้มีโอกาสมองเห็นความงาม ความลับ และนิทานที่ซ่อนอยู่ในใบไม้แต่ละใบ

“ถ้าเราไม่ใช่เดินแบบกุลีกุจอให้ถึงจุดหมาย จะเห็นว่าข้างทางมีอะไรให้เราดูเยอะเลย หลายอย่างผมก็ไม่รู้จักชื่อ อย่างต้นคาลามายด์หก แต่ผมคิดว่าเราก็ดูเพื่อชื่นชมและเพื่อเรียนรู้ว่าเขาอยู่ยังไง เขามีความสำคัญยังไง ในความเห็นผมมันสำคัญกว่าที่เราจะรู้ชื่อยืดยาวมัน แต่ไม่ได้รู้ประโยชน์หรือหน้าที่ ผมคิดว่าถ้าเราใช้เวลาเข้ามาเรียนรู้ธรรมชาติ มันมีอะไรให้เราเรียนไม่จบจริงๆ เส้นทางเล็กๆ แค่ไม่กี่กิโลฯ ยังมีขนาดนี้”

หมอหม่องกล่าวปิดท้ายกิจกรรม ซึ่งหลังจากนั้น ก็เป็นเวลาที่เด็กๆ ได้วิ่งเล่นท่ามกลางธรรมชาติอย่างอิสระ โดยมีต้นไม้ใหญ่เป็นฉากหลัง

“จริงอยู่เด็กมีความสนใจหลากหลาย แต่ถ้าครั้งหนึ่งเขาเคยมีต้นไม้เป็นเพื่อน มีนกเป็นเพื่อน เคยปีนต้นไม้ เคยช้อนลูกอ๊อด เคยสัมผัสสิ่งเหล่านี้มา มันจะอยู่ในหัวใจเขา ถ้าเขาเคยเห็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ว่ามันมีความสำคัญ มีตัวตนอยู่ในโลก เขาจะไม่มองผ่านมันไปอีก สิ่งนี้มันไม่มีทางทดแทนด้วยการมองผ่านจอ ไม่มีการทดแทนด้วยการดูสัตว์ที่ถูกกักขังในสวนสัตว์ มันจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในธรมมชาติ ไม่จำเป็นต้องเป็นป่า อาจจะเป็นสวนก็ได้”

และนี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่หมอหม่องบอกว่า การมีพื้นที่สีเขียวในเมืองเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับธรรมชาติไม่ถูกตัดขาดอย่างทุกวันนี้ จนทำให้เด็กรุ่นใหม่รู้จักโลโก้สินค้ามากกว่าชื่อนกข้างบ้าน

“ไม่ใช่ทุกคนที่มีโอกาสเข้าป่า ถ้าเมืองเรามีพื้นที่สีเขียว มีธรรมชาติมากขึ้น คนจะได้ไม่อยู่ไกลจากธรรมชาติ เขาก็จะกลับมาเชื่อมสัมพันธ์ได้ สังคมมันต้องเอื้อให้มีสถานที่แบบนี้ พ่อแม่ก็ไม่ใช่ว่าจัดเวลาตอนเช้าให้ลูกเรียนบัลเลต์ ตอนบ่ายเรียนเปียโน ตอนเย็นเรียนพิเศษ เราต้องให้เขามีอิสระในการเล่นแบบมีจินตนาการได้เอง ให้ได้เบื่อบ้าง จะได้ไปปีนต้นไม้เล่น ไปช้อนลูกอ๊อดบ้าง”

หมอหม่องเล่าถึงความหวังที่อยากเห็น เพื่อให้เด็กๆ รุ่นใหม่ได้เติบโตขึ้นมาพร้อมหัวใจที่อ่อนโยนต่อธรรมชาติ ซึ่งสิ่งที่คุณหมอนักอนุรักษ์ทำก็ไม่ใช่เพียงแค่พูดหรือฝัน แต่คือการลงมือทำจริงด้วยการใช้เงินส่วนตัวซื้อพื้นที่ผืนหนึ่งกว่า 80 ไร่ เพื่ออนุรักษ์ให้เป็นบ้านของนก เป็นโอเอซิสอันปลอดภัยของสรรพสัตว์ ซึ่งนับว่าเป็นพื้นที่อนุรักษ์นกโดยเอกชนแห่งแรกๆ ของไทย

นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ กับสมุดบันทึกธรรมชาติที่กำลังกลายมาเป็นหนังสารคดี

Pass It to the Next Generation

มรดกธรรมชาติ

“แม่บอกว่า มรดกที่แม่ทิ้งไว้ให้ลูกไม่ใช่เงินทอง แต่เป็นแผ่นดินสีเขียวให้ลูก”

ย้อนกลับไปในสมัยที่หมอหม่องเรียนอยู่ต่างประเทศ เขาได้เห็นถึงพื้นที่อนุรักษ์ของอังกฤษที่ไม่ได้มีแค่อุทยานแห่งชาติ แต่ยังมีพื้นที่อนุรักษ์อีกรูปแบบหนึ่งซึ่งมูลนิธิเป็นเจ้าของ โดยเป็นการซื้อพื้นที่ธรรมชาติที่เสี่ยงต่อการถูกทำลาย เช่น พื้นที่ชุ่มน้ำ มาฟื้นฟูและอนุรักษ์ไว้ เมื่อได้เห็นหมอหม่องก็ฝันมาตลอดว่าอยากให้มีที่ไทยบ้าง จนกระทั่งเมื่อถึงวันที่คุณแม่เสียเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว สิ่งที่ถูกเขียนอยู่ในพินัยกรรมก็คือเงินจำนวนหนึ่งที่คุณแม่มอบให้หมอหม่องทำตามความฝัน นั่นคือการสร้างพื้นที่อนุรักษ์นก จนก่อกำเนิดเป็น ‘พื้นที่อนุรักษ์นกน้ำคำ’ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

“นกไม่ใช่ว่าอยู่ตรงไหนก็ได้ แต่ละพันธุ์ก็มีความต้องการเฉพาะของมัน อย่างพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นพื้นที่ที่สำคัญมาก แต่ล่อแหลมต่อการถูกทำลาย ผมก็เลยไปหาซื้อพื้นที่ชุ่มน้ำเพื่อที่จะเก็บเอาไว้ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยของนก และเป็นทางเลือกให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ในวันหยุด แทนที่จะไปแต่ห้าง”

จากจุดเริ่มต้นที่เป็นทุ่งนาเก่า ดินถูกกระหน่ำด้วยปุ๋ยเคมีมาตลอด คุณหมอและทีมนักอนุรักษ์จากชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนามาช่วยกันฟื้นฟู ปลูกต้นแขม ปรับปรุงพื้นที่ จากกล้าแขมไม่กี่ต้น วันนี้กลายเป็นพื้นที่ให้สัตว์มากมายได้อาศัย กลายเป็นระบบนิเวศที่มีความหลากหลาย มีพื้นที่ชุ่มน้ำและต้นไม้ใหญ่ ป่าแขมที่ดูเผินๆ เหมือนพงหญ้ารกที่ไม่มีอะไร แต่เมื่อเข้าไปดูจริงๆ จะพบกับนกน่ารักหลากหลายชนิดซ่อนตัวอยู่ในนั้น หลายชนิดเป็นชนิดหายาก เราเห็นเป็ดฝูงใหญ่ลอยน้ำอย่างมีความสุข มีซุ้มบังไพรที่ให้เราเข้าไปซ่อนตัวเพื่อแอบดูนกได้อย่างใกล้ชิด

หมอหม่องเล่าว่า แนวทางพื้นที่อนุรักษ์โดยเอกชนแบบนี้ ในหลายประเทศก็ทำกันแล้ว แต่ในไทยยังเป็นเรื่องใหม่ แม้แต่ฮ่องกงซึ่งที่ดินแพงมหาศาล ที่นั่นก็ยังแบ่งปันพื้นที่ธรรมชาติให้สรรพสัตว์ได้อาศัย เศรษฐีนักเล่นหุ้นบางคนก็เลือกที่จะเก็บพื้นที่ให้เป็นแหล่งศึกษานก หลายประเทศเมื่อถึงวันหยุด พ่อแม่ก็จะพาลูกมายังสถานที่เหล่านี้

“คนไทยเรานิยมมากในการทำบุญให้กับวัด แต่ผมว่าการทำบุญโดยการให้ทานกับชีวิต ให้ชีวิตต่างๆ ในโลกนี้มีที่อาศัย ให้สายใยเหล่านี้ไม่ขาดสะบั้นลง และส่งต่อมรดกทางธรรมชาตินี้ไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานได้ น่าจะเป็นการทำบุญที่วิเศษที่สุด” หมอหม่องกล่าวประโยคนี้ไว้ในงานบรรยายครั้งหนึ่ง

และในงานนิทรรศการภาพวาด ‘บันทึกป่าของหมอหม่อง’ ครั้งนี้ ภาพส่วนหนึ่งจะถูกจัดพิมพ์รวมเล่มและวางจำหน่าย เพื่อระดมทุนให้สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย (BCST) เพื่อนำไปใช้ฟื้นฟูและปรับปรุงพื้นที่อนุรักษ์นกชายเลน บ้านปากทะล อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี จำนวน 49 ไร่ ซึ่งมูลนิธิฯ เพิ่งระดมทุนซื้อมาเมื่อไม่นานนี้

“ผมอยากสร้างพินัยกรรมซึ่งเป็นมรดกทางธรรมชาติให้ถึงลูกหลานมากที่สุด เราคงไม่อยากทิ้งโลกใบนี้ในสภาพที่พังๆ ให้กับพวกเขา”

นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ กับสมุดบันทึกธรรมชาติที่กำลังกลายมาเป็นหนังสารคดี

ภาพยนตร์สารคดี ‘Dr Birdman’

สถานที่ : Cinema Oasis

วัน-เวลา : 29 กุมภาพันธ์ เวลา 19.00 น. และ 1 มีนาคม เวลา 14.00 และ 19.00 น.

รอบฉายอื่นๆ ติดตามได้ใน www.cinemaoasis.com

นิทรรศการ ‘บันทึกป่าของหมอหม่อง’

สถานที่ : Galerie Oasis

วันที่ : 29 กุมภาพันธ์ – 31 พฤษภาคม 2563

ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.cinemaoasis.com/

27 กุมภาพันธ์ 2563
6 K

“วินาทีที่เราเห็นนกแล้วจรดมือลงบนสมุด เรากับนกก็ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่อีกต่อไปแล้ว การวาดรูปทำให้เรารู้สึกเชื่อมโยงกับเขา ได้สังเกตเขาอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ขนเป็นอย่างนี้ รูปร่างเป็นแบบนี้ รวมถึงสีสันและพฤติกรรมต่างๆ บางตัวสีขนเหมือนใส่หมวกกันน็อก ตาแป๋ว แต่นกอีเสือนี่หน้าดุ หงุดหงิด หรือบางตัวก็ไม่แยแสโลก ทุกตัวมีคาแรกเตอร์ของตัวเอง เป็นปัจเจกนก”

นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือ หมอหม่อง คือบุคคลที่คนในวงการสิ่งแวดล้อมและคนรักธรรมชาติล้วนรู้จักและให้การชื่นชม เขาเป็นทั้งอาจารย์แพทย์โรคหัวใจ นักดูนก นักอนุรักษ์ นักสื่อสารเรื่องราวธรรมชาติ และผู้ก่อตั้งชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา

นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ กับสมุดบันทึกธรรมชาติที่กำลังกลายมาเป็นหนังสารคดี

นอกจากนั้น เขายังเป็นเจ้าของภาพวาดสีน้ำในสมุดบันทึกธรรมชาติจำนวน 15 เล่ม ที่กำลังจะนำมาจัดแสดงเป็นนิทรรศการและถ่ายทอดในภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Dr Birdman

“ผมคุยกับพี่สาวว่า ถ้าวันหนึ่งผมจากโลกนี้ไป ผมอยากให้ฉายหนังเรื่องนี้ในงานศพ เพราะแพสชันทั้งหมดที่ผมมีอยู่ในการมีชีวิตอยู่ในหนังเรื่องนี้ มันเป็นสิ่งที่ผมเชื่อ มันคือโลกที่ผมไปเห็นมาและต้องการถ่ายทอดให้คนอื่น นี่คือสิ่งที่ผมรัก คือสิ่งที่ผมหวงแหน และอยากชวนคนให้รักและหวงแหนด้วย”

หากใครได้มีโอกาสเห็นภาพที่หมอหม่องวาด คงสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยน เช่นเดียวกับบุคลิกของเขาที่มีต่อคนรอบข้างและสิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์

“ผมไม่กล้าเรียกตัวเองว่าศิลปิน เพราะคำนี้ดูยิ่งใหญ่มาก แต่ถ้าศิลปินหมายถึงคนที่สื่อความงาม สื่อความจริงของสิ่งต่างๆ ให้คนอื่นได้รู้สึก เกิดความรัก ความหวงแหน เกิดความอ่อนโยนขึ้นในหัวใจ ผมก็หวังมากกว่างานที่ผมทำจะส่งสารนี้ได้ ถ้าเกิดสิ่งนี้กับเขา ผมก็คงภูมิใจและเต็มใจที่จะเรียกตัวเองว่าศิลปิน และผมก็หวังว่าเขาจะรับรู้สิ่งวิเศษนี้ได้เหมือนกับที่ผมได้รับ”

ต่อจากนี้คือเส้นทาง ‘ข้างหลังภาพวาด’ ของ Dr Birdman นับตั้งแต่วัยเด็กที่ได้รับการหล่อหลอมและปลูกฝังความรักธรรมชาติจากคุณแม่ จนถึงวันนี้ที่กลายเป็นผู้ถ่ายทอดความรักนั้นให้ผู้อื่น

นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ กับสมุดบันทึกธรรมชาติที่กำลังกลายมาเป็นหนังสารคดี

เปิดบันทึก

ผู้เปิดประตูสู่โลกธรรมชาติ

“ผมชอบวาดรูปสัตว์ตั้งแต่จำความได้”

หมอหม่องเล่าย้อนถึงความทรงจำในวัยเด็ก ซึ่งมีคุณแม่ ม.ร.ว.สมานสนิท สวัสดิวัตน์ เป็นผู้ถ่ายทอดและเปิดประตูให้เขาได้พบกับความอัศจรรย์ของโลกธรรมชาติ

“ผมน่าจะเริ่มจากรู้จักสัตว์ในนิทานก่อน แม่มีนิทานเกี่ยวกับสัตว์เล่าให้ฟังเยอะมาก นิทานเจ้าหญิงเจ้าชายผมไม่ค่อยอินเท่าไหร่ ถ้าเป็นเรื่องสัตว์ผมจะสนุก ตาโต ไม่ใช่นิทานสัตว์แบบนิทานอีสปนะ แต่เกี่ยวกับสัตว์จริงๆ เป็น Fact มากกว่า Fiction แม่ไม่ได้เล่าในเชิงวิทยาศาสตร์แห้งๆ แต่เล่าให้เรารู้สึก มองเห็นความน่ารัก และเข้าใจชีวิตของมัน ทำให้เราสนุกกับตรงนั้น”

จากนิทานในห้องนอนสู่การได้เห็นสัตว์ตัวจริง คุณแม่ของหมอหม่องพาเด็กชายไปเที่ยวทั้งสวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ สวนงู ไปจนถึงผืนป่ากว้างใหญ่ แม้ว่าคุณแม่ของหมอหม่องเกิดและเติบโตที่อังกฤษจึงไม่มีความรู้เรื่องป่าในเมืองไทยมากนัก แต่ด้วยวิธีสอนที่ชวนให้คิดและน้ำเสียงการเล่าที่เหมือนนิทาน ก็ทำให้เด็กชายตื่นเต้นและสนุกตลอดทาง

“แม่ไม่ได้มีความรู้ว่าต้นไม้นี้ชื่ออะไร แต่แม่สอนให้มองแบบเชื่อมโยงและตั้งคำถาม เช่น ทำไมตัวนี้ถึงทำแบบนี้ มันดำรงชีวิตแบบนี้ได้ยังไง มีโจทย์อะไรในชีวิตบ้างที่มันต้องแก้ไข เป็นความสนุกที่เราได้มองในเชิงความสัมพันธ์ ในเชิงสังคมป่า ทำให้เรามองเห็นว่า ต้นไม้และสัตว์ต่างๆ มันมีอาชีพของมัน แต่ละตัวแบ่งหน้าที่กัน”

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเดินไปเจอพืชชนิดหนึ่งเกาะอยู่บนลำต้นของต้นไม้อื่น เธอก็ชี้ชวนให้เด็กชายดูและตั้งคำถามว่า ทำไมต้นนี้ถึงต้องขึ้นไปอยู่บนนั้น เมื่อเด็กชายหม่องตอบว่า น่าจะเป็นเพราะมันอยากได้แสงเยอะๆ เพราะข้างล่างใบไม้บัง คุณแม่ก็ถามต่อว่า ได้แสงเยอะแล้วต้องเจอปัญหาอะไรหรือเปล่า ซึ่งก็นำมาสู่คำถามต่อมาว่า รากไม่อยู่กับดิน แล้วจะเอาแร่ธาตุและน้ำจากไหน

วิธีหาคำตอบก็คือการชวนกันปีนขึ้นไปดู จนเด็กชายได้พบกับความมหัศจรรย์ของโลกอีกใบที่ซ่อนอยู่ในนั้น

“นี่คือต้นโกฐพุงปลา ต้นเป็นกระเปาะ พอดูข้างในก็เจอดินเต็มเลย เอ๊ะ ใครเอาดินเข้าไปใส่ แล้วก็มีมดเต็มเลย ใครเอามดเข้าไปใส่ รากของมันก็อยู่ในนั้น เราก็ได้เรียนรู้ว่า พอมดทำรังก็มีเศษอาหาร ซากใบไม้ต่างๆ ซึ่งก็ย่อยสลายกลายเป็นดิน กลายเป็นแร่ธาตุให้ต้นไม้ ส่วนมดก็ได้บ้านอย่างดี เป็นการอิงอาศัย ทำให้เราได้เห็นความสัมพันธ์ในระบบนิเวศที่ไม่ใช่แค่เสือกินกวาง กวางกินหญ้าแบบในหนังสือเรียน แต่มันซับซ้อนกว่านั้น แล้วแม่ก็เล่าถึงสัตว์ที่ช่วยผสมเกสร สัตว์ที่ช่วยปลูกป่า ทำให้เราได้เห็นถึงความหลากหลายทางอาชีพของสัตว์ต่างๆ”

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการได้เรียนรู้ถึงความเคารพธรรมชาติและเพื่อนต่างสายพันธุ์โดยมีคุณแม่เป็นแบบอย่าง

“เราได้เห็นแม่พูดคุยกับต้นไม้ ทักทายสัตว์ตลอดเวลาเหมือนสโนไวท์ เช่น เอ๊ะ คุณเป็นใครเนี่ย วันก่อนเดินผ่านไม่เห็นคุณเลย คุณสวยจังเลยนะ’ เหมือนคุยกับคน เราก็ซึมซับสิ่งเหล่านี้ว่า แม่มองต้นไม้ มองสัตว์ทั้งหลายเท่าเทียมกับเรา ไม่ใช่มนุษย์อยู่เหนือมัน ไม่ใช่มันเป็นแค่ทรัพยากรเอาไว้ใช้ ไม่ แต่นี่คือเพื่อน คือสิ่งที่อยู่ร่วมกันในระบบนิเวศและเราเป็นหนึ่งในนั้น ทำให้เราเคารพชีวิตทั้งหลายตามแม่ ไม่ว่าจะตัวใหญ่เท่าวาฬหรือเล็กเท่ามด เราก็คิดว่ามันสำคัญ”

ไม่ใช่แค่ผืนป่าเท่านั้นที่ทำให้เด็กชายได้เห็นถึงความงามของธรรมชาติ แต่ในพื้นที่รอบบ้านที่เต็มไปด้วยต้นไม้ ก็ทำให้หมอหม่องได้สัมผัสถึงความมหัศจรรย์ มีอยู่ครั้งหนึ่งซึ่งหมอหม่องยังจำได้ดีมาถึงทุกวันนี้ นั่นคือวันที่เขายังอยู่มัธยมปลายและต้นตะขบหน้าบ้านที่เชียงใหม่กำลังออกผล ภาพที่มองเห็นจากหน้าต่าง คือฝูงนกพญาไฟใหญ่และนกเขียวก้านตองหน้าผากสีทองกระโดดไปมาบนกิ่งก้านที่ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร ต้นตะขบขณะนั้นเต็มไปด้วยทั้งสีเขียว เหลือง แดง กลายเป็นนาทีแห่งความประทับใจที่ทำให้หมอหม่องตกหลุมรักนก และเริ่มดูนกอย่างจริงจัง

หมอหม่อง กับสมุดบันทึกธรรมชาติที่กำลังกลายมาเป็นหนังสารคดี
นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ กับสมุดบันทึกธรรมชาติที่กำลังกลายมาเป็นหนังสารคดี

Colors of the Wild

สีสันแห่งพงไพร

“คนทั่วไปมองนกเป็นนกเหมือนกันหมด แต่ถ้าเรามองในรายละเอียด จะพบว่ามันมีความหลากหลายเยอะเลย เราจะเห็นความอัศจรรย์ ความซับซ้อน ว่านกแต่ละชนิดก็มีถิ่นอาศัยไม่เหมือนกัน พฤติกรรมไม่เหมือนกัน นกบางชนิดอพยพ บางชนิดไม่อพยพ บางชนิดเหลือน้อยมากแล้วในโลกใบนี้ แต่ละชนิดก็มีอาชีพที่ต่างกันไป การแยกชนิดนกได้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการไขกุญแจอันนี้”

การเริ่มต้นดูนก ทำให้หมอหม่องได้ออกเดินทางไปที่ต่างๆ มากมาย จากเหนือจรดใต้ จากป่าเมฆยอดดอยสู่ป่าพรุราบต่ำ จากป่าดิบถึงทุ่งหญ้า จากบึงน้ำสู่ชายเลนริมทะเล จากป่าเมืองไทยสู่ป่าอีกซีกโลก ซึ่งทุกครั้งจะมีกล้องสองตา สมุด ปากกา และตลับสีน้ำติดตัวไปด้วยเสมอ

“ผมได้แรงบันดาลใจจากหนังสือชื่อ Travel Diaries of a Naturalist ของปีเตอร์ สก็อต เขาเป็นศิลปิน เดินทางและวาดรูป ผมไปเจอเล่มนี้ในห้องสมุดสมัยเป็นนักศึกษา เราก็หลงรักหนังสือเล่มนี้ พอเริ่มดูนกก็รู้จัก อาจารย์กมล แกดูนกเก่งมาก วาดรูปก็เก่งมาก เห็นสมุดที่แกบันทึกแล้วว้าวจริงๆ คือเป็น Field Sketches ที่เห็นแล้ววาดตรงนั้น ลงสีเร็วๆ หลวมๆ เห็นแล้วรู้สึกเลยว่าต้องทำบ้าง”

นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ กับสมุดบันทึกธรรมชาติที่กำลังกลายมาเป็นหนังสารคดี

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ หมอหม่องมีสมุดบันทึกธรรมชาติรวมแล้วถึง 15 เล่ม เก็บความทรงจำและความประทับใจต่างๆ มากมายตลอดระยะเวลา 36 ปี ไม่ว่าจะเป็นฝูง ‘นกไต่ไม้สีสวย’ แห่งดอยภูคา ที่กว่าจะได้เจอต้องตะเกียกตะกายขึ้นภูเขาสูงชัน แต่ความเหนื่อยล้าทั้งหมดก็หายเป็นปลิดทิ้ง เมื่อได้ยินเสียงรัวเหมือนปืนกลและเจ้าของเสียงเริ่มโผล่มาทีละตัวสองตัว จนกลายเป็นฝูงใหญ่บินล้อมรอบกาย โชว์ลีลาการป้อนอาหารลูก

ไปจนถึง ‘นกเคทซาล’ (Quetzal) แห่งคอสตาริกา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในนกที่สวยที่สุดในโลก ตัวสีเขียว-แดง หางยาวเฟื้อย จนหมอหม่องเปรียบเทียบว่าเหมือนริ้บบิ้นห่อของขวัญวันคริสต์มาส หรือล่าสุดในเฟซบุ๊กของคุณหมอ ก็มีภาพวาด ‘นกแซวสวรรค์’ ตัวสีดำ-ขาว หางยาว นั่งอยู่บนรังรูปถ้วยเหมือนโคนไอศครีม ซึ่งหมอหม่องเปรียบเทียบว่าตัวนกเหมือนไอศครีมคุกกี้แอนด์ครีม 1 ก้อนที่โปะอยู่ หางยาวของมันก็คือไอศครีมที่ละลายไหลเยิ้มลงมา

“คนอาจถามว่า เดี๋ยวนี้กล้องถ่ายนกเยอะแยะ ถ่ายออกมาชัดมาก จะวาดให้เมื่อยทำไม ถ้าพูดถึงความเหมือน กล้องนี่แน่อยู่แล้ว สิ่งสำคัญของการวาดไม่ใช่ผลสุดท้ายที่เป็นรูป แต่คือกระบวนการที่ทำให้เราต้องสังเกต ยิ่งวาดเราก็ยิ่งเข้าใจเขา ยิ่งเข้าใจเขาก็ยิ่งทำให้เราวาดได้ดีขึ้น มีช่วงหนึ่งผมหันไปถ่ายรูปเยอะ เพราะเห็นเขาถ่ายกัน เราก็อยากถ่ายบ้าง แต่กลับกลายเป็นว่าผมไม่ค่อยกลับมาชื่นชมรูปที่ผมถ่ายเท่าไหร่ แต่ผมจะกลับมาดูรูปที่ผมวาด พอดูปุ๊บ ความรู้สึกของวันนั้น กลิ่นอายต่างๆ มันกลับมาทันที เพราะเราลงแรง ลงพลังไปเยอะมาก มันจึงมีความหมายกับเรามากกว่าการกดชัตเตอร์หลายเท่า”

แต่ทั้งนี้หมอหม่องก็เน้นย้ำว่า ไม่ได้แปลว่าการวาดภาพดีกว่าการถ่ายรูป แต่ทั้งสองอย่างล้วนมีความสำคัญในมุมที่แตกต่างกัน

“การถ่ายภาพเป็นเรื่องดีมาก มันทำให้คนเห็นความงาม ความถูกต้องทางชีววิทยา ผมไม่ได้บอกว่าอะไรดีกว่าอะไร มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แล้วผมก็อยากให้คนที่อยากวาด ไม่ต้องกลัวว่าวาดแล้วจะไม่สวย อยากให้สนใจกระบวนการมากกว่า เพราะการบันทึกมันให้อะไรกับเรามากจริงๆ”

ไม่ใช่แค่สมุดของตัวเองเท่านั้นที่หมอหม่องวาดรูปนกลงไป หลายครั้งเวลาที่หมอหม่องจัดกิจกรรมพาเด็กๆ เดินป่าดูนก คุณหมอก็มักนั่งลงบรรจงวาดภาพนกที่เห็นให้เด็กๆ ในสมุดของพวกเขา พร้อมกับอธิบายจุดเด่นของนกชนิดนั้นให้พวกเขาฟัง

นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ กับสมุดบันทึกธรรมชาติที่กำลังกลายมาเป็นหนังสารคดี
หมอหม่อง กับสมุดบันทึกธรรมชาติที่กำลังกลายมาเป็นหนังสารคดี

Nature Mentor

ผู้สื่อความหมายธรรมชาติ

“ถ้าเรามีความรักกับสิ่งใดมากๆ ผมเชื่อว่าคนที่อยู่ใกล้เราจะรู้สึกได้ เราก็เหมือนเป็นทูตธรรมชาติ ให้เขามองเห็นในสิ่งที่ไม่เคยมองหรือมองข้ามไป”

สิ่งหนึ่งที่หมอหม่องพูดเสมอเวลามีงานบรรยาย คือการให้เด็กๆ ได้มีโอกาสใกล้ชิดธรรมชาติเป็นเรื่องสำคัญ พวกเขาควรมีโอกาสปีนต้นไม้ ลุยโคลน ช้อนลูกอ๊อด เพราะหากพวกเขาอยู่แต่กับหน้าจอมือถือ วิ่งเล่นในห้างสรรพสินค้าอย่างเดียว พวกเขาคงไม่ผูกพันและไม่แคร์ธรรมชาติ โลกในอนาคตก็คงไม่มีใครสนใจดูแล

ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่หมอหม่องให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ ของชีวิต คือการเป็นนักสื่อสารเรื่องราวธรรมชาติ พาคนเดินป่า เพื่อให้ความรู้และความรักเกิดควบคู่กัน หากใครได้เคยไปเดินป่ากับหมอหม่องจะรู้ว่าวิธีการอธิบายของหมอหม่องนั้นไม่เหมือนใคร เพราะไม่ใช่การบอกแค่ชื่อ แต่คือการชวนให้สังเกตความงามและเล่าความมหัศจรรย์ของสิ่งเล็กๆ รอบตัวที่ปกติคนมักเดินผ่าน

เส้นทางในวันนี้ เราไม่ได้ไปน้ำตกใหญ่โต เราไม่ได้ไปดูทะเลหมอกสุดสายตา แต่เราจะลองดูว่าถ้าเราเดินป่า แค่เส้นทางสั้นๆ และสังเกตสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่อยู่ข้างทาง เราจะเห็นอะไร ได้ยินอะไรบ้าง ปลายทางของเราคือวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่สวยงามที่สุดในป่านี้ เป็นวิหารธรรมชาติ”

 นี่คือประโยคเริ่มต้นของหมอหม่องในกิจกรรม Nature Walk ที่ป่าดอยสุเทพ ซึ่งจัดโดยชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนาเมื่อหลายปีที่แล้ว

ระหว่างทางเดินแคบๆ ที่สองข้างทางดูเหมือนไม่มีอะไร แต่หมอหม่องได้ชวนให้มองสิ่งข้างทางเล็กๆ ที่ปกติเราไม่เคยสังเกตเห็น ไม่ว่าจะเป็นใบไม้ที่มีเส้นสีขาวขดไปขดมา พร้อมเล่าว่านี่คือการทำเหมืองบนใบไม้ของแมลงชนิดหนึ่งที่ชื่อ Leaf Miner หรือปุยขาวๆ บนกิ่งไม้ข้างทางที่ดูเผินๆ เหมือนเชื้อรา แต่หมอหม่องก็หยิบแว่นขยายขึ้นมาและชวนให้เด็กๆ ส่องดู ‘ดอกไม้เดินได้’ ก่อนจะเฉลยว่าที่จริงมันคือเพลี้ยแป้ง หรือแม้กระทั่งใบไม้ที่ไม่รู้จักชื่อ ซึ่งมีจุดขาวกระจายอยู่เหมือนใครทำอะไรหกใส่ หมอหม่องก็ตั้งชื่อให้ว่าต้นคาลามายด์หก

“นี่ ดูนี่สิ ใครมาถุยน้ำลายไว้ตรงนี้” หมอหม่องสร้างความตื่นเต้นให้เด็กๆ พร้อมชี้มือให้ดูฟองขาวที่อยู่ตรงก้านใบไม้ ก่อนเฉลยว่ามันคือตัวอ่อนของเพลี้ยที่สร้างฟองปกคลุมเพื่อไม่ให้ผู้ล่าเห็นมันง่ายๆ

หลายเรื่องเล่าระหว่างทาง ไม่เพียงแต่ทำให้เด็กๆ ได้สังเกตและตื่นเต้น แต่ยังทำให้พวกเขาเห็นความเชื่อมโยงของชีวิตต่างๆ ทั้งการชวนให้ดูปลวกที่ซ่อนตัวในขอนไม้และเล่าถึงบทบาทการเป็นนักรีไซเคิลของมัน หรือการหยิบลูกก่อหนามมาเล่าเรื่องการกระจายพันธุ์และความเชื่อมโยงกับกระรอก พาเด็กๆ ทักทายแมงมุม Daddy long leg ที่ไม่มีพิษและเล่าความสำคัญของแมงมุม เพื่อให้เด็กๆ ไม่เกลียดไม่กลัวพวกมัน หรือชวนกอดคุณทวดต้นไม้ใหญ่ที่มีมอสสีเขียวขึ้นปกคลุม

เด็กๆ ลองมาจับกันดูนะครับ ว่ามันนุ่มขนาดไหน ต้นนี้คือคุณทวดของหนูเลย ลองกอดคุณทวดดูนะครับ”

เมื่อมาถึงปลายทาง ‘วิหารศักดิ์สิทธิ์’ ที่เป็นไฮไลต์ของวัน นั่นคือต้นไทรใหญ่ที่แผ่รากกว้างใหญ่ราวกับวิหาร หมอหม่องชวนให้เด็กๆ ลอดอุโมงค์ต้นไทร พร้อมเล่าความลับการก่อกำเนิดต้นไทรให้พวกเขาฟัง จากนั้นก็ปล่อยให้เด็กๆ ปีนคุณปู่ต้นไทรเล่นอย่างสนุกสนาน

ก่อนเดินกลับ คุณหมอก็เล่าปิดท้ายถึงความเชื่อมโยงกับนกเงือก

“ต้นไทรต้นนี้ ในอดีตเคยมีนกเงือกมากินทั้งหมดสี่ชนิด แต่ปัจจุบันบนป่าดอยสุเทพไม่มีนกเงือกแล้ว ทำให้ผลไม้ลูกใหญ่ๆ หลายอย่าง เวลาออกผลไม่มีใครมากินเลย น่าเศร้ามาก นกเงือกไม่มี ชะนีไม่มี นกเล็กก็กินไม่ได้ ลูกก็จะร่วงแล้วเน่าเสีย ที่สำคัญคือจะไม่มีต้นลูกอีกแล้ว เพราะลูกที่หล่นมาจากต้นอัตราการงอกต่ำมาก ลูกไม้พวกนี้ถูกออกแบบมาให้ผ่านการย่อยหรือถูกกระตุ้นด้วยเอนไซม์ในสัตว์ก่อนถึงจะงอกได้ มีงานวิจัยบอกว่าถึงต้นไม้ในป่าของดอยสุเทพดูสมบูรณ์ดี แต่อนาคตไม่สดใสเลย เพราะต้นไม้เดินไม่ได้ สัตว์ที่ช่วยกระจายพันธุ์ก็ไม่มีอีกต่อไปแล้ว”

การเดินป่ากับหมอหม่องจึงมีความหมายมากกว่าแค่ไปให้ถึงปลายทางหรือถ่ายรูปกับป้าย แต่คือการได้มีโอกาสมองเห็นความงาม ความลับ และนิทานที่ซ่อนอยู่ในใบไม้แต่ละใบ

“ถ้าเราไม่ใช่เดินแบบกุลีกุจอให้ถึงจุดหมาย จะเห็นว่าข้างทางมีอะไรให้เราดูเยอะเลย หลายอย่างผมก็ไม่รู้จักชื่อ อย่างต้นคาลามายด์หก แต่ผมคิดว่าเราก็ดูเพื่อชื่นชมและเพื่อเรียนรู้ว่าเขาอยู่ยังไง เขามีความสำคัญยังไง ในความเห็นผมมันสำคัญกว่าที่เราจะรู้ชื่อยืดยาวมัน แต่ไม่ได้รู้ประโยชน์หรือหน้าที่ ผมคิดว่าถ้าเราใช้เวลาเข้ามาเรียนรู้ธรรมชาติ มันมีอะไรให้เราเรียนไม่จบจริงๆ เส้นทางเล็กๆ แค่ไม่กี่กิโลฯ ยังมีขนาดนี้”

หมอหม่องกล่าวปิดท้ายกิจกรรม ซึ่งหลังจากนั้น ก็เป็นเวลาที่เด็กๆ ได้วิ่งเล่นท่ามกลางธรรมชาติอย่างอิสระ โดยมีต้นไม้ใหญ่เป็นฉากหลัง

“จริงอยู่เด็กมีความสนใจหลากหลาย แต่ถ้าครั้งหนึ่งเขาเคยมีต้นไม้เป็นเพื่อน มีนกเป็นเพื่อน เคยปีนต้นไม้ เคยช้อนลูกอ๊อด เคยสัมผัสสิ่งเหล่านี้มา มันจะอยู่ในหัวใจเขา ถ้าเขาเคยเห็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ว่ามันมีความสำคัญ มีตัวตนอยู่ในโลก เขาจะไม่มองผ่านมันไปอีก สิ่งนี้มันไม่มีทางทดแทนด้วยการมองผ่านจอ ไม่มีการทดแทนด้วยการดูสัตว์ที่ถูกกักขังในสวนสัตว์ มันจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในธรมมชาติ ไม่จำเป็นต้องเป็นป่า อาจจะเป็นสวนก็ได้”

และนี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่หมอหม่องบอกว่า การมีพื้นที่สีเขียวในเมืองเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับธรรมชาติไม่ถูกตัดขาดอย่างทุกวันนี้ จนทำให้เด็กรุ่นใหม่รู้จักโลโก้สินค้ามากกว่าชื่อนกข้างบ้าน

“ไม่ใช่ทุกคนที่มีโอกาสเข้าป่า ถ้าเมืองเรามีพื้นที่สีเขียว มีธรรมชาติมากขึ้น คนจะได้ไม่อยู่ไกลจากธรรมชาติ เขาก็จะกลับมาเชื่อมสัมพันธ์ได้ สังคมมันต้องเอื้อให้มีสถานที่แบบนี้ พ่อแม่ก็ไม่ใช่ว่าจัดเวลาตอนเช้าให้ลูกเรียนบัลเลต์ ตอนบ่ายเรียนเปียโน ตอนเย็นเรียนพิเศษ เราต้องให้เขามีอิสระในการเล่นแบบมีจินตนาการได้เอง ให้ได้เบื่อบ้าง จะได้ไปปีนต้นไม้เล่น ไปช้อนลูกอ๊อดบ้าง”

หมอหม่องเล่าถึงความหวังที่อยากเห็น เพื่อให้เด็กๆ รุ่นใหม่ได้เติบโตขึ้นมาพร้อมหัวใจที่อ่อนโยนต่อธรรมชาติ ซึ่งสิ่งที่คุณหมอนักอนุรักษ์ทำก็ไม่ใช่เพียงแค่พูดหรือฝัน แต่คือการลงมือทำจริงด้วยการใช้เงินส่วนตัวซื้อพื้นที่ผืนหนึ่งกว่า 80 ไร่ เพื่ออนุรักษ์ให้เป็นบ้านของนก เป็นโอเอซิสอันปลอดภัยของสรรพสัตว์ ซึ่งนับว่าเป็นพื้นที่อนุรักษ์นกโดยเอกชนแห่งแรกๆ ของไทย

นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ กับสมุดบันทึกธรรมชาติที่กำลังกลายมาเป็นหนังสารคดี

Pass It to the Next Generation

มรดกธรรมชาติ

“แม่บอกว่า มรดกที่แม่ทิ้งไว้ให้ลูกไม่ใช่เงินทอง แต่เป็นแผ่นดินสีเขียวให้ลูก”

ย้อนกลับไปในสมัยที่หมอหม่องเรียนอยู่ต่างประเทศ เขาได้เห็นถึงพื้นที่อนุรักษ์ของอังกฤษที่ไม่ได้มีแค่อุทยานแห่งชาติ แต่ยังมีพื้นที่อนุรักษ์อีกรูปแบบหนึ่งซึ่งมูลนิธิเป็นเจ้าของ โดยเป็นการซื้อพื้นที่ธรรมชาติที่เสี่ยงต่อการถูกทำลาย เช่น พื้นที่ชุ่มน้ำ มาฟื้นฟูและอนุรักษ์ไว้ เมื่อได้เห็นหมอหม่องก็ฝันมาตลอดว่าอยากให้มีที่ไทยบ้าง จนกระทั่งเมื่อถึงวันที่คุณแม่เสียเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว สิ่งที่ถูกเขียนอยู่ในพินัยกรรมก็คือเงินจำนวนหนึ่งที่คุณแม่มอบให้หมอหม่องทำตามความฝัน นั่นคือการสร้างพื้นที่อนุรักษ์นก จนก่อกำเนิดเป็น ‘พื้นที่อนุรักษ์นกน้ำคำ’ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

“นกไม่ใช่ว่าอยู่ตรงไหนก็ได้ แต่ละพันธุ์ก็มีความต้องการเฉพาะของมัน อย่างพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นพื้นที่ที่สำคัญมาก แต่ล่อแหลมต่อการถูกทำลาย ผมก็เลยไปหาซื้อพื้นที่ชุ่มน้ำเพื่อที่จะเก็บเอาไว้ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยของนก และเป็นทางเลือกให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ในวันหยุด แทนที่จะไปแต่ห้าง”

จากจุดเริ่มต้นที่เป็นทุ่งนาเก่า ดินถูกกระหน่ำด้วยปุ๋ยเคมีมาตลอด คุณหมอและทีมนักอนุรักษ์จากชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนามาช่วยกันฟื้นฟู ปลูกต้นแขม ปรับปรุงพื้นที่ จากกล้าแขมไม่กี่ต้น วันนี้กลายเป็นพื้นที่ให้สัตว์มากมายได้อาศัย กลายเป็นระบบนิเวศที่มีความหลากหลาย มีพื้นที่ชุ่มน้ำและต้นไม้ใหญ่ ป่าแขมที่ดูเผินๆ เหมือนพงหญ้ารกที่ไม่มีอะไร แต่เมื่อเข้าไปดูจริงๆ จะพบกับนกน่ารักหลากหลายชนิดซ่อนตัวอยู่ในนั้น หลายชนิดเป็นชนิดหายาก เราเห็นเป็ดฝูงใหญ่ลอยน้ำอย่างมีความสุข มีซุ้มบังไพรที่ให้เราเข้าไปซ่อนตัวเพื่อแอบดูนกได้อย่างใกล้ชิด

หมอหม่องเล่าว่า แนวทางพื้นที่อนุรักษ์โดยเอกชนแบบนี้ ในหลายประเทศก็ทำกันแล้ว แต่ในไทยยังเป็นเรื่องใหม่ แม้แต่ฮ่องกงซึ่งที่ดินแพงมหาศาล ที่นั่นก็ยังแบ่งปันพื้นที่ธรรมชาติให้สรรพสัตว์ได้อาศัย เศรษฐีนักเล่นหุ้นบางคนก็เลือกที่จะเก็บพื้นที่ให้เป็นแหล่งศึกษานก หลายประเทศเมื่อถึงวันหยุด พ่อแม่ก็จะพาลูกมายังสถานที่เหล่านี้

“คนไทยเรานิยมมากในการทำบุญให้กับวัด แต่ผมว่าการทำบุญโดยการให้ทานกับชีวิต ให้ชีวิตต่างๆ ในโลกนี้มีที่อาศัย ให้สายใยเหล่านี้ไม่ขาดสะบั้นลง และส่งต่อมรดกทางธรรมชาตินี้ไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานได้ น่าจะเป็นการทำบุญที่วิเศษที่สุด” หมอหม่องกล่าวประโยคนี้ไว้ในงานบรรยายครั้งหนึ่ง

และในงานนิทรรศการภาพวาด ‘บันทึกป่าของหมอหม่อง’ ครั้งนี้ ภาพส่วนหนึ่งจะถูกจัดพิมพ์รวมเล่มและวางจำหน่าย เพื่อระดมทุนให้สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย (BCST) เพื่อนำไปใช้ฟื้นฟูและปรับปรุงพื้นที่อนุรักษ์นกชายเลน บ้านปากทะล อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี จำนวน 49 ไร่ ซึ่งมูลนิธิฯ เพิ่งระดมทุนซื้อมาเมื่อไม่นานนี้

“ผมอยากสร้างพินัยกรรมซึ่งเป็นมรดกทางธรรมชาติให้ถึงลูกหลานมากที่สุด เราคงไม่อยากทิ้งโลกใบนี้ในสภาพที่พังๆ ให้กับพวกเขา”

นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ กับสมุดบันทึกธรรมชาติที่กำลังกลายมาเป็นหนังสารคดี

ภาพยนตร์สารคดี ‘Dr Birdman’

สถานที่ : Cinema Oasis

วัน-เวลา : 29 กุมภาพันธ์ เวลา 19.00 น. และ 1 มีนาคม เวลา 14.00 และ 19.00 น.

รอบฉายอื่นๆ ติดตามได้ใน www.cinemaoasis.com

นิทรรศการ ‘บันทึกป่าของหมอหม่อง’

สถานที่ : Galerie Oasis

วันที่ : 29 กุมภาพันธ์ – 31 พฤษภาคม 2563

ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.cinemaoasis.com/

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ มีผลงานของตัวเองแล้วหนึ่งเล่ม ชื่อ ‘สายใยที่มองไม่เห็น (The Invisible Services from Nature)’ และอีบุ๊กอีกหนึ่งเล่มชื่อ ‘กระจิบน้อยร้อยเรื่องโลก’

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“I’ll be the last one standing

Two hands in the air, I’m a champion”
คำร้องท่อนแรกแทร็ก The Champion ของ แคร์รี อันเดอร์วูด (Carrie Underwood) ที่ได้ยินเมื่อไหร่ ก็ชวนนึกถึง แชมป์-ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

เขามีชื่อเล่นว่า ‘แชมป์’ ตรงตามเนื้อเพลง, เป็นผู้รักษาประตูไทยที่ประสบความสำเร็จมากสุดในประวัติศาสตร์ จากการคว้า 25 โทรฟี่ในระดับสโมสรร่วมกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และปัจจุบัน ศิวรักษ์ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ ‘กัปตันทีมชาติไทย’ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

เราประหลาดใจไม่น้อย พอรู้ว่าเจ้าตัวเพิ่งผ่านวันคล้ายวันเกิดปีที่ 37 ของตัวเอง เพราะปกตินักเตะอาชีพเมื่ออายุเกิน 35 ปีขึ้นไป มักอยู่ช่วงใกล้ปลดระวาง เนื่องจากสภาพร่างกายโรยราตอบสนองได้ไม่เหมือนวัยหนุ่มสาว ความสามารถก็ตกลงมาจากเดิม 

ในขณะที่นักฟุตบอลรุ่นราวคราวเดียวกับ แชมป์ ศิวรักษ์ รีไทร์เกือบหมดแล้ว เขากลับยืนหยัดอยู่เป็นคนสุดท้าย และรักษามาตรฐานการป้องกันประตูอันยอดเยี่ยมไว้ได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง

นั่นคือความน่าทึ่งของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ที่สัมผัสได้ด้วยสายตา จากมุมมองแฟนบอลที่ติดตามดูเขามานานนับสิบปี กระทั่งบทสนทนาในช่วงบ่ายวันหนึ่ง ได้เปลี่ยนความเข้าใจเราที่มีต่อตัวเขาอย่างสิ้นเชิง 

น้อยคนนักจะรู้ว่า กว่าจะมาเป็น ‘แชมป์’ คนที่ใครก็ต่างอิจฉาในความสำเร็จมากมาย ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เริ่มต้นเล่นตำแหน่งนี้ จากสถานะนายประตูสำรองมือ 4 มือ 5 ที่ลืมโอกาสลงเฝ้าไปได้เลย 

‘แชมป์’ ผลักดันตัวเองจากโกลปลายแถวที่มักถูกมองข้าม ก้าวมาสู่ผู้รักษาประตูแนวหน้า และผู้นำในสนามของทีมชาติไทยได้อย่างไร 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี
6

“ผมเริ่มต้นเล่นฟุตบอลตอนอายุหกขวบ เล่นมาหมดทุกตำแหน่งยกเว้นประตู ส่วนใหญ่จะยืนเป็นกองหน้า เคยได้รางวัลดาวซัลโวด้วยนะ” เสียงจากปลายสายบอกกับเราถึงจุดเริ่มต้น

“พออายุประมาณสิบสามปี คุณพ่อ (ประสิทธิ์ เทศสูงเนิน) จับผมมาฝึกตำแหน่งผู้รักษาประตู ซึ่งผมไม่ถนัดเลย ฝืนธรรมชาติตัวเองมาก ตอนนั้นไม่เข้าใจพ่อเหมือนกันว่าทำไมตัดสินใจแบบนี้ แต่คิดว่าท่านคงมีเหตุผลของท่าน เพราะท่านเคยเล่นตำแหน่งนี้มาก่อนด้วย ท่านคงสอนผมได้ ผมก็เชื่อฟัง ทำตามที่พ่อบอก ไม่ได้งอแงอะไร”

ลองจินตนาการถึง เด็กชาย ม.1 ที่เล่นเป็นตัวเอาต์ฟิลด์มาเกินครึ่งชีวิต แต่วันหนึ่งกลับถูกคุณพ่อตัวเอง ผู้มีอาชีพเป็นคุณครูและโค้ชฟุตบอลทีมเยาวชนระดับจังหวัด บังคับให้เปลี่ยนมาสวมถุงมือ ยืนจังก้าอยู่หน้าปากประตู 

นี่คือบททดสอบอันยากลำบากด่านแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ แม้มีส่วนสูงที่เหมาะสม และในอดีตคุณพ่อประสิทธิ์ เทศสูงเนิน เคยปลุกปั้น จอห์น-น.อ.กัมปนาท อั้งสูงเนิน จนก้าวไปติดทีมชาติไทยมาแล้ว

“ผมพูดได้เลยว่าที่ตัวเองปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลสมัยใหม่ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพ่อมองเห็นอนาคต และวางแผนให้ผมเล่นตำแหน่งนี้มาตั้งแต่เด็ก” ศิวรักษ์ย้อนความหลัง 

“ท่านรู้ว่าในอีกยี่สิบปีข้างหน้า ฟุตบอลไทยจะเป็นอาชีพเต็มตัว ให้ค่าตอบแทนสูง ต่อยอดสร้างเกียรติยศชื่อเสียงแก่วงศ์ตระกูลได้ รวมถึงในอนาคต ฟุตบอลสมัยใหม่ต้องการผู้รักษาประตูที่ใช้เท้าเล่นบอลได้ดีด้วย

“พ่อจึงให้ผมเริ่มต้นเล่นตำแหน่งอื่นก่อน เพื่อฝึกการใช้เท้าไปในตัว และอีกอย่างเพื่อให้ผมเข้าใจธรรมชาติของผู้เล่นแต่ละตำแหน่ง อย่างผมเคยยืนกองหลังมาก่อน พอถูกจับไปยืนประตู ผมก็สั่งการเพื่อนได้ หรือเวลาเจอกับกองหน้าฝ่ายตรงข้าม ผมรู้ว่าธรรมชาติตำแหน่งนี้เป็นอย่างไร นั่นคือข้อได้เปรียบของผม”

แล้วข้อเสียเปรียบสำหรับคนที่เล่นตำแหน่งอื่นมาก่อน แล้วเปลี่ยนมาฝึกเป็นผู้รักษาประตูตอนอายุ 13 ปีล่ะ 

“ผมสู้เด็กคนอื่นไม่ได้เลย ต่างกันราวฟ้ากับดิน อยู่โรงเรียนก็เป็นตัวสำรองไม่ได้ลง ติดทีมฟุตบอลนักเรียนจังหวัดนครราชสีมา ก็เป็นมือสี่ มือห้า เพราะผมเริ่มต้นช้า ถึงแม้จะใช้เท้าดี แต่รับบอลไม่อยู่มือ เบสิกเราแย่มาก ไม่เหมือนคนที่ฝึกตำแหน่งนี้มาตั้งแต่แรก”

ศิวรักษ์ไม่เคยมีส่วนร่วมกับฟุตบอลรายการใหญ่ระดับประเทศเหมือนผู้เล่นทีมชาติไทยส่วนใหญ่ ที่สร้างชื่อมาจากบอลนักเรียน อาทิ กรมพละศึกษา, แชมป์กีฬา 7 สี ฯลฯ แค่เบียดลงสนามเป็นตัวจริงของทีมจังหวัด สำหรับเขาก็ถือว่ายากมากแล้ว 

4 ปีแรกที่เขาเริ่มฝึกเป็นโกล แชมป์ทำได้แค่ซ้อมกับทีมอย่างมีระเบียบวินัย พยายามตั้งใจทำทุกอย่างที่โค้ชสอน แม้สุดท้ายจบลงที่ม้านั่งสำรอง เฝ้ามองเพื่อนๆ ลงสนามในวันแข่งขัน และมันคงน่าเบื่อไม่น้อยสำหรับคนหนุ่มวัย 17 

ตอนนั้นคุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองหรือเปล่าว่า บางทีคุณอาจไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

“ผมพยายามมาถึงขนาดนี้แล้ว หันหลังกลับไปคงไม่ได้ ทุกวันผมคิดแค่ว่า ออกไปซ้อมบอลเพื่อพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น ยังไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องทีมชาติหรอก เอาแค่เก่งพอที่จะเล่นให้ทีมจังหวัด หรือในอนาคต ความฝันสูงสุดเลยคือ อยากต่อยอดไปเล่นไทยลีกสักครั้งก็คงดี”

สมัยวัยรุ่น แชมป์ ศิวรักษ์ ชอบอ่านหนังสือพิมพ์กีฬารายวันและรายสัปดาห์มาก แทบไม่เคยพลาดเลยสักเล่ม คอลัมน์ที่เจ้าตัวชอบมากคือ บทความแนะนำนักฟุตบอลดาวรุ่งอายุน้อย แม้คนเหล่านั้นจะมีอายุอานามใกล้เคียงกับเขาเอง แต่เจ้าตัวก็รู้สึกชื่นชมในความเก่งของเด็กรุ่นเดียวกันอยู่ดี 

วันหนึ่งที่ดูแสนธรรมดา สายตาของนักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย เหลือบไปเห็นกรอบเล็กๆ ในหนังสือพิมพ์กีฬาที่เขาซื้อมา ใจความบอกว่า ทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี เตรียมเปิดคัดตัวเยาวชน เพื่อรวมทีมไปแข่งศึกชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศมาเลเซีย 

“ผมไม่เคยเข้ากรุงเทพฯ มาก่อนในชีวิต แต่อยากไปคัดตัวมาก ผมหยิบหนังสือพิมพ์ไปให้พ่อดู ขอให้พ่อพาไปคัดหน่อย พ่อจึงพาผมนั่งรถบัสจากโคราชไปส่งที่กรุงเทพฯ จากนั้นพาไปฝากกับเพื่อนพ่อ ซึ่งทำงานออฟฟิศอยู่ในห้องใต้สนามศุภชลาศัย

“ด้วยความที่การคัดตัวใช้เวลาหลายวัน ผมไม่ได้มีเงินติดตัวมากมาย ไม่รู้จักใครในกรุงเทพฯ จึงขออาศัยนอนใต้โต๊ะทำงานของเพื่อนพ่อทุกวัน พอตอนเช้าได้เวลามีคนเข้ามาทำงาน ผมก็ตื่นออกไปข้างนอก หานอนตามใต้ต้นไม้ บนอัฒจันทร์บ้าง เพื่อรอเวลาช่วงเย็นที่เขาเรียกซ้อม”

5

ท่ามกลางเด็กนับร้อยชีวิตที่แบกความฝันมาคัดตัว ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เล่าว่าเขารับรู้ได้ทันทีเลยว่า ฝีมือตัวเองคงไม่อาจสู้กับผู้รักษาประตูคนอื่นได้ เขาจึงเสนอตัวเป็น ‘ลูกหาบ’ คอยช่วยงานเหล่าสตาฟโค้ชที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ทั้งยืนกลางแดดเก็บลูกบอล ยกน้ำ วิ่งไปซื้อของ ตลอดจนช่วยเก็บอุปกรณ์

คุณทำแบบนั้นทำไม 

“ก็คงอารมณ์เด็กบ้านนอกเข้ากรุงครั้งแรกที่อยากติดทีมชาติไทย ตอนนั้นฝีมือผมอยู่ปลายแถวมาก โกลคนอื่นที่มาคัดเขาเบสิกดีทั้งนั้น

“ผมพยายามทำให้โค้ชเห็นว่า ผมมาที่นี่ด้วยความตั้งใจจริง วันแรกที่มาคัดตัว ผมอาสาขอโค้ชช่วยเก็บบอล เขาเรียกใช้ให้ทำอะไร ผมทำหมด จน อาจารย์ปรีชาพัฒน์ ประยุทธ์เรืองกิจ (หนึ่งในทีมสตาฟโค้ช) ท่านคงสงสารผม ทุกวันหลังการคัดตัวเสร็จสิ้น ท่านจะเรียกผมมาติวพิเศษคนเดียว”

คงเป็นเพราะความขยัน ตั้งใจ ที่เขาแสดงออกมากกว่าใคร จึงทำให้ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกติดทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี ในฐานะผู้รักษาประตูสแตนด์บาย มือ 4 ทั้งที่ความจริงสตาฟโค้ชไม่จำเป็นต้องเรียกเขาไปร่วมทีมก็ได้ เพราะถึงเอาไปก็ส่งชื่อลงแข่งขันไม่ได้อยู่ดี (ลงทะเบียนผู้รักษาประตูได้แค่ 3 คน)

“โค้ชคงเมตตา เห็นผมขยัน จึงอยากให้ผมได้ไปลองหาประสบการณ์ร่วมกันกับทีม แม้ผมจะไม่มีชื่อในรายการนั้นเลย แต่การติดทีมนักเรียนไทยครั้งแรก มันจุดประกายให้ผมอยากพัฒนาตัวเอง เพื่อสักวันหนึ่งจะได้ลงเล่นให้ทีมชาติไทย

“ปีนั้นผมกลับไปซ้อมหนักกว่าเดิมอีก ตั้งใจว่าเดี๋ยวพออายุสิบแปดปีจะมาคัดตัว (ทีมนักเรียนไทย) อีก หนึ่งปีผ่านไป ผมอายุสิบแปดปี ตัดสินใจกลับมาคัดอีกครั้ง คราวนี้ได้ติดทีมนักเรียนไทย เป็นหนึ่งในสามผู้รักษาประตู” 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ครั้งนี้คุณได้ลงสนามเป็นตัวจริงไหม 

“เปล่า ผมก็ยังเป็นตัวสำรองอยู่ดี ไม่ได้เล่นเลย” เขาตอบพร้อมเสียงหัวเราะ

บทเรียนจากการไม่ได้ลงสนามตัวจริงถึง 2 ทัวร์นาเมนต์ ทำให้ศิวรักษ์มองเห็นจุดบกพร่องของตัวเองชัดยิ่งกว่าเดิม เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน เขาจึงกลับบ้านเกิดไป เพื่อฝึกทักษะพื้นฐานของผู้รักษาประตูเพียงอย่างเดียว

“ผมคิดว่าการยืนตำแหน่ง การใช้เท้า จังหวะเซฟลูกยาก ผมทำได้ดีกว่าคนอื่น แต่ที่เราไม่ถูกเลือก เป็นเพราะพื้นฐานเราสู้คนอื่นไม่ได้ ปีนั้นผมซ้อมแต่เบสิกอย่างเดียว อยู่บ้านก็ทุ่มบอลใส่กำแพง เซ็ตละสองสามร้อยครั้ง ฝึกคนเดียวด้วยตัวเอง ทำท่าเดิมซ้ำๆ จนกว่าจะรับเข้าซองไม่หลุดมือ

“ผมทำแบบนี้ทุกวัน ทำมาไม่รู้กี่พันกี่หมื่นครั้ง พอลองเอาไปใช้สนามซ้อม เราเล่นได้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะพื้นฐานเราแน่นขึ้น ปัจจุบันผมอายุสามสิบเจ็ดปีแล้ว ก็ยังซ้อมปาบอลใส่ผนังอยู่คนเดียว ไม่เชื่อก็ลองถามคนรู้จักผมได้เลย”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
4

“It’s all about who wants it the most”

ไม่มีผู้รักษาประตูคนไหนในโลกปรารถนาเป็นตัวสำรองตลอดไป เพราะความโหดร้ายของตำแหน่งนี้คือ ถ้าไม่เป็นตัวจริง โอกาสลงสนามในเกมนั้นแทบเป็นศูนย์เลย ต่างจากผู้เล่นตำแหน่งอื่นที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนได้ตลอดเวลา 

แม้ในวัย 19 ปี ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน จะคุ้นชินกับเก้าอี้สำรองมากกว่ายืนเฝ้าพื้นที่หน้าปากประตู มักถูกมองข้ามมากกว่าได้รับเลือก แต่เขาไม่เคยละทิ้งความเชื่อมั่นว่า สักวันหนึ่งตัวเองต้องเป็นเบอร์หนึ่งให้ได้ 

อาจารย์วิสูตร วิชายา ติดต่อมาทางพ่อ ถามว่าอยากให้ผมไปอยู่กับทีมสโมสรธนาคารกรุงเทพไหม เขากำลังมองหาประตูมือสามมือสี่ที่เป็นเยาวชน มาเป็นลูกหม้อ เพราะโค้ชเห็นผมมีดีกรีเคยติดทีมนักเรียนไทยชุดสิบแปดปี”

เหมือนเสียงสวรรค์ที่เขารอคอย ศิวรักษ์ไม่ลังเลที่จะออกจากบ้านเกิดมาอยู่เมืองกรุงเพียงลำพัง แลกกับเงินเดือน 6,000 บาท

ธนาคารกรุงเทพในไทยลีกยุคนั้นจัดเป็นสโมสรทุนหนา มีขุมกำลังผู้เล่นชั้นดีเต็มทีม เฉพาะแค่ตำแหน่งผู้รักษาประตู มีทั้ง สมเกียรติ ปัสสาจันทร์ และ วัชรพงษ์ กล้าหาญ สองโกลฝีมือระดับแถวหน้าของเมืองไทยซึ่งขับเคี่ยวแย่งชิงมือหนึ่ง

ขณะที่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เป็นเพียงเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ได้ซ้อมกับร่วมกับรุ่นพี่ภายในทีมชุดใหญ่ แต่คงไม่กล้าไปฝากความหวังหรือคิดว่าเขาจะเบียดสมเกียรติกับวัชรพงษ์ ให้ไปนั่งสำรองดูเขาลงเฝ้าเสาได้หรอก

“พวกพี่ๆ (สมเกียรติ ปัสสาจันทร์, วัชรพงษ์ กล้าหาญ) เขาเก่งมากจริงๆ” ศิวรักษ์เอ่ยปากถึงสองอดีตรุ่นพี่ในทีมบัวหลวง 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมพยายามก๊อปทุกอย่างที่พี่เกียรติและพี่อ้วน (วัชรพงษ์) ทำตอนอยู่ในสนามซ้อม อยากรู้อะไรผมถามหมด ไม่เคยอาย เช่น ผมถามพี่เกียรติว่า ทำไมพี่ถึงลุกเร็ว แกบอกให้ผมลองล้มแบบทำท่าหงายหลังกับคว่ำหลังลุก อ๋อ ผมถึงได้เข้าใจว่าทำไมแกถึงเซฟท่านี้ เพราะนับตั้งแต่นั้นมา ผมไม่เคยหงายหลังรับบอลอีกเลย

“ผมถามพี่อ้วนว่า ทำไมถึงออกไปรับลูกเปิดด้านข้างได้ดีจัง ทั้งที่แกตัวเล็กกว่าผมมาก พี่อ้วนก็สอนว่า เราต้องไปถึงจุดที่บอลจะตกก่อน เพื่อชิงความได้เปรียบ ไม่ใช่รอบอลมาใกล้ถึงแล้วค่อยกระโดดไป บางทีมันไม่ทัน ซึ่งก็จริงอย่างที่แกสอน”

สัมผัสแรกในฟุตบอลอาชีพนัดแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ มาเร็วกว่าที่เขาคิด เนื่องจากสโมสรธนาคารกรุงเทพ เปิดฤดูกาล 2003 ด้วยผลงานสะดุดแพ้หลายเกม วิสูตร วิชายา จึงตัดสินใจทดลองส่งมือโกลคนหนุ่มที่รอ ‘โอกาส’ พิสูจน์ตัวเองมาทั้งชีวิต

เหมือนฉากของพระเอกในซีรีส์เกาหลีไม่มีผิด เกมนัดดังกล่าว ศิวรักษ์ใช้ทั้งมือและเท้าช่วยเซฟ มีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าชัยชนะ 1 – 0 พร้อมกับถูกเลือกให้เป็นแมน ออฟ เดอะแมตช์ หลังจากนั้น ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน สามารถยึดตำแหน่งมือหนึ่งสโมสรธนาคารกรุงเทพมาต่อเนื่อง 4 ซีซั่น ก่อนย้ายไปอยู่ทีมที่ใหญ่กว่าอย่างบีอีซี เทโรศาสน ใน ค.ศ. 2008 

สิ่งที่เราสนใจคือ คุณให้กำลังใจหรือบอกกับตัวเองอย่างไรในวันที่มีสถานะเป็นแค่ตัวสำรอง ผมชวนเขาย้อนความหลัง 

“อย่างแรกคือ เราต้องยอมรับความจริงว่าฝีมือยังสู้เขาไม่ได้ แสดงว่าประตูตัวจริงเขาต้องมีอะไรที่ดีกว่าเรา เราก็ต้องพยายามให้มากกว่าเดิม พัฒนาตัวเองต่อไป แต่อันดับแรกต้องกล้ายอมรับความจริงให้ได้ก่อนว่าเรายังดีไม่พอ

“ถ้าเรามัวแต่ปิดกั้น คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว เราก็จะอยู่กับที่ อย่าลืมว่าฟุตบอลมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อาชีพผู้รักษาประตูไม่มีหรอกครับ ไม่โดนยิง ยังไงก็ต้องเสียประตูอยู่แล้ว

“ฉะนั้น เราต้องเต็มที่กับการฝึกซ้อมทุกมื้อ เผื่อเวลาโดนคู่แข่งยิงเข้า เราก็จะไม่ต้องมานั่งเสียใจว่า กูทำเต็มที่ยังวะ อ๋อ ลูกนี้ เราเสียประตูเพราะเซฟไม่ได้จริงๆ งั้นไม่เป็นไร เอาใหม่”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
3

เชื่อหรือไม่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ก่อนจะได้โทรฟี่ 25 แชมป์ (ไทยลีก 6 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย, โตโยต้า ลีกคัพ 5 สมัย, ไทยแลนด์ แชมเปี้ยน คัพ 1 สมัย, โตโยต้า พรีเมียร์ คัพ 3 สมัย, แม่โขง คลับ แชมเปี้ยนชิพ 2 สมัย, ฟุตบอลพระราชทานถ้วย ก. 4 สมัย) ครั้งหนึ่ง เขาเคยมือเปล่าไร้ความสำเร็จในระดับสโมสร ทั้งตอนที่ค้าแข้งกับสโมสรธนาคารกรุงเทพและบีอีซี เทโรศาสน จนอายุล่วงเลยเข้าสู่วัย 27 ปี

“ตั้งแต่เริ่มต้นเล่นกับธนาคารกรุงเทพ ผมคิดมาเสมอว่าทำอย่างไรถึงช่วยให้ทีมเป็นแชมป์ แต่หน้าที่ของผมทำได้เพียงช่วยให้ทีมเสียประตูน้อยสุด อย่างน้อยถ้าเราไม่โดนยิง ทีมก็มีโอกาสได้หนึ่งแต้มเป็นอย่างต่ำ ผมจึงฝึกฝนตัวเองอย่างหนักในทุกปี

“ผมไม่เคยลงสนามด้วยเป้าหมายว่า ปีนี้ฉันอยากช่วยให้ทีมติดท็อปทรี สมมติฤดูกาลหนึ่งมีสามสิบนัด ผมบอกกับตัวเองก่อนลงสนามทุกนัด ตั้งแต่เกมแรกของฤดูกาลว่าต้องได้แชมป์นะ ต้องเป็นจ่าฝูงให้ได้ พอไม่ได้ตามที่หวังไว้ ก็มีผิดหวังเป็นธรรมดา แต่อย่างน้อยมันทำให้เรารู้ว่า ณ ตอนนั้น เรายังดีไม่พอ ปีหน้าต้องทำให้ดีกว่าเดิม”

ในฤดูกาล 2010 สโมสรบุรีรัมย์ พีอีเอ (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) ทีมหน้าใหม่ตัดสินใจดึงตัว แชมป์ ศิวรักษ์ ไปเป็นส่วนหนึ่งเพื่อไล่ล่าถ้วยรางวัล เขาตอบรับข้อเสนอนั้น เพราะสโมสรแห่งนี้เปี่ยมไปด้วยแรงกระหายอยากประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับตัวเขาที่โหยหา รอคอยมันมานานแสนนาน 

ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นน่ะเหรอ ก็คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการลูกหนังไทยไงล่ะ! 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
2

“ชีวิตผมมันธรรมดามากเลยนะ” 

เขาเกริ่นถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง แม้ปัจจุบันจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับอย่างมาก ในฐานะกัปตันทีมชาติไทย

“ผมตื่นเช้าออกกำลังกาย เข้ายิม ซ้อมคนเดียว ครอบครัวจะได้เห็นผมอีกทีก็ตอนเกือบเที่ยง เพราะผมออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ ทำแบบนี้ตลอด ตกเย็นไปซ้อมฟุตบอล ช่วงว่างระหว่างนั้นก็มีดูแลธุรกิจบ้าง หากเว้นว่างจากการทำงาน ผมก็อยู่บ้านกับลูก ภรรยา ไม่ได้มีชีวิตหวือหวาอะไร”

หากศิวรักษ์บอกว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่คือความธรรมดา คงเป็นความธรรมดาที่แสนพิเศษ ไม่อย่างนั้นเราคงเห็นนักฟุตบอลอายุ 37 ปี ยืนระยะอยู่ในเกมระดับสูงเต็มไปหมด 

ยิ่งคุณประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ พอถึงช่วงวัยหนึ่งก็อาจรู้สึกถึงจุดอิ่มตัว หมดความกระหาย ไม่แปลกเลยหากใครหลายคนจะบอกลาอาชีพนักฟุตบอล ตอนอายุเท่ากันหรือน้อยกว่า ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

คุณมีวิธีรักษามาตรฐานการเล่น สภาพร่างกาย และระดับของแรงจูงใจได้อย่างไร ในเมื่อผ่านการคว้าแชมป์ทุกรายการภายในประเทศ 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมยังพัฒนาตัวเองไปได้อีกไง ผมไม่เชื่อว่าคนเราแก่เกินจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ยกตัวอย่าง เอ็ดวิน ฟาน เดอซาร์ (Edwin van der Sar-อดีตผู้รักษาประตูสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก สมัยที่สอง ตอนอายุ 38 ปี) เขาก็ยังรักษาฟอร์มพีกจนถึงอายุสามสิบเก้าสี่สิบปี ผมจึงเชื่อว่าถ้าเราดูแลตัวเองดี เราสามารถยืนระยะการเล่นกีฬาไปถึงอายุสี่สิบปีได้แน่นอน

“ผมเข้มงวดตั้งแต่อาหาร เพราะบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เคยส่งผมไปฝึกฟุตบอลกับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ที่นั่นทำให้ผมเห็นว่านักฟุตบอลระดับโลกเขาดูแลตัวเองอย่างไร พอเดินทางกลับไป ผมก็ศึกษาหาข้อมูลงานวิจัย เพื่อหาคำตอบว่านักกีฬาวัยอย่างผม ควรกินอะไรถึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด ผมจริงจังถึงขั้นนั้นเลยนะ

“ผมเป็นคนไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ อยู่แล้ว หลังจากนั้นก็ปรับอาหารการกิน ผมไม่กินของมัน ของทอด แม้แต่ไข่ผมก็ไม่กินแบบทอดน้ำมัน กินแบบไข่ต้มแทน ผมรับประทานผัก ผลไม้ เป็นหลัก เสริมด้วยธัญพืชและถั่ว ส่วนแป้งและขนม ผมกินน้อยมาก ขนาดกาแฟผมยังไม่ใส่น้ำตาลเลย ผมกินแบบนี้มาหลายปีแล้ว ผลลัพธ์คือไขมันในร่างกายผมน้อยกว่าเกณฑ์ทั่วไป ซ้อมฟุตบอลได้นานขึ้น ระบบขับถ่าย ระบบเผาผลาญ ในร่างกายทำงานได้ดี

“มันสำคัญมากต่อตัวผม เพราะยิ่งอายุมากขึ้น ผมยิ่งซ้อมหนักขึ้นกว่าเดิม จากเคยซ้อมเช้า-เย็น มื้อละหนึ่ง ชั่วโมง ก็เพิ่มเวลาเป็นมื้อละหนึ่งชั่วโมงยี่สิบนาที แต่ผมยังไหวอยู่ เพราะเลือกกินแต่ของมีประโยชน์ และให้พลังงานเพียงพอ

“ดังนั้น ทุกคนเก่งขึ้นได้ ไม่เกี่ยวหรอกคุณอายุเท่าไหร่ สมมติคุณอายุสี่สิบ ห้าสิบปี ถ้าคุณไม่เคยขี่มอเตอร์ไซค์มาก่อนในชีวิต แต่พยายามหัดทุกวัน ยังไงวันหนึ่งก็ต้องขี่ได้อยู่แล้ว เหมือนกันเลย นักฟุตบอลยิ่งซ้อมเยอะยิ่งเก่ง เว้นเสียแต่ว่า คุณไม่เอาจริงเอาจังกับมันมากพอ แค่นั้นเอง”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
1

“I’ve been waiting my whole life

To see my name in lights”

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกตัวติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ครั้งแรกตอนอายุ 20 ปี แต่หลายสิบปีที่ผ่านมา เขามีสถานะเป็นเพียงแค่ตัวสำรองอดทน ที่อาจได้รับโอกาสเป็นครั้งคราว แต่ไม่ใช่มือ 1 ตัวจริง

แม้เขาจะประสบความสำเร็จกับสโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้รางวัลเกียรติยศส่วนตัวมากมายแค่ไหน แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่ถูกเลือกเป็นคนแรกของทัพช้างศึกอยู่ดี 

อายุของแชมป์ในตอนนั้นกำลังเข้าสู่วัย 35 ปี ซึ่งในทางปฏิบัติดูไปได้ยากเหลือเกินที่จะเบียดแย่งชิงมือหนึ่งมาได้

ผมถามเขาว่าทำไมคุณถึงยังไม่ถอดใจเลิกเล่นทีมชาติไทย เพราะ 14 – 15 ปีที่ผ่านมา คุณเหมือนเหนื่อยฟรี เป็นได้แค่เพียงมือ 2 – 3 ของทีม 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมบริสุทธิ์ใจอยากช่วยชาติ ไม่ว่าสถานะใดก็ตาม ทุกครั้งที่มีชื่อ ผมถือว่านี่คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ของตัวผม เพราะคนเรามีโอกาสได้ติดธงแค่ช่วงชีวิตที่เล่นฟุตบอลเท่านั้น

“ทุกครั้งที่มีประกาศรายชื่อทีมชาติไทย ผมยังลุ้นและตื่นเต้นเสมอ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ ผมคิดว่ายิ่งเรามีประตูเก่งๆ ติดมามากเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลดีต่อทีมชาติ ผมคิดถึงผลการแข่งขันเป็นหลัก ใครจะลงเป็นประตูตัวจริงก็ได้ ไม่เป็นไร เราส่งกำลังใจให้เขาข้างสนาม ขอให้ทำหน้าที่ให้ดี เพื่อให้ทีมชาติไทยชนะ

“ส่วนตัวผม ถ้าตอนนี้ยังไม่ได้รับโอกาส ก็คงต้องกลับไปฝึกซ้อมให้มากกว่าเดิมในวันข้างหน้า บางทีการที่ผมไม่ได้เป็นมือหนึ่งทีมชาติมานานหลายปี ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมอยากพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อสักวันจะได้มีโอกาสนั้น ผมภูมิใจเสมอเวลาสวมเสื้อทีมชาติไทย”

ความพยายามของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ในที่สุดก็ไม่สูญเปล่า เพราะหัวหน้าผู้ฝึกสอนทัพช้างศึกคนปัจจุบัน อากิระ นิชิโนะ (Akira Nishino) ตัดสินใจเลือกผู้รักษาประตูจอมเก๋า ทำหน้าที่เป็น ‘กัปตันทีมชาติไทย’

คงไม่ต้องบรรยายว่าเขาภาคภูมิใจกับบทบาทนี้มากแค่ไหน สำหรับคนที่รอโอกาสมาทั้งชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้รับเกียรติให้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม 

“มันคงเป็นผลของความพยายามที่ผมพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ยอมอดทนซ้อมเยอะแบบไม่กลัวเหนื่อย ผมมั่นใจแม้กระทั่งปัจจุบัน ผมก็ยังคงซ้อมหนักอยู่ และน่าจะเป็นผู้รักษาประตูที่ซ้อมพิเศษมากกว่าใครๆ”

ชีวิตของ ‘ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน’ นายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ติดตามข่าวเคลื่อนไหวของฟุตบอลทีมชาติไทย ได้ทาง Facebook : ช้างศึก

“I’ll be the last one standing

Two hands in the air, I’m a champion”
คำร้องท่อนแรกแทร็ก The Champion ของ แคร์รี อันเดอร์วูด (Carrie Underwood) ที่ได้ยินเมื่อไหร่ ก็ชวนนึกถึง แชมป์-ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

เขามีชื่อเล่นว่า ‘แชมป์’ ตรงตามเนื้อเพลง, เป็นผู้รักษาประตูไทยที่ประสบความสำเร็จมากสุดในประวัติศาสตร์ จากการคว้า 25 โทรฟี่ในระดับสโมสรร่วมกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และปัจจุบัน ศิวรักษ์ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ ‘กัปตันทีมชาติไทย’ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

เราประหลาดใจไม่น้อย พอรู้ว่าเจ้าตัวเพิ่งผ่านวันคล้ายวันเกิดปีที่ 37 ของตัวเอง เพราะปกตินักเตะอาชีพเมื่ออายุเกิน 35 ปีขึ้นไป มักอยู่ช่วงใกล้ปลดระวาง เนื่องจากสภาพร่างกายโรยราตอบสนองได้ไม่เหมือนวัยหนุ่มสาว ความสามารถก็ตกลงมาจากเดิม 

ในขณะที่นักฟุตบอลรุ่นราวคราวเดียวกับ แชมป์ ศิวรักษ์ รีไทร์เกือบหมดแล้ว เขากลับยืนหยัดอยู่เป็นคนสุดท้าย และรักษามาตรฐานการป้องกันประตูอันยอดเยี่ยมไว้ได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง

นั่นคือความน่าทึ่งของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ที่สัมผัสได้ด้วยสายตา จากมุมมองแฟนบอลที่ติดตามดูเขามานานนับสิบปี กระทั่งบทสนทนาในช่วงบ่ายวันหนึ่ง ได้เปลี่ยนความเข้าใจเราที่มีต่อตัวเขาอย่างสิ้นเชิง 

น้อยคนนักจะรู้ว่า กว่าจะมาเป็น ‘แชมป์’ คนที่ใครก็ต่างอิจฉาในความสำเร็จมากมาย ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เริ่มต้นเล่นตำแหน่งนี้ จากสถานะนายประตูสำรองมือ 4 มือ 5 ที่ลืมโอกาสลงเฝ้าไปได้เลย 

‘แชมป์’ ผลักดันตัวเองจากโกลปลายแถวที่มักถูกมองข้าม ก้าวมาสู่ผู้รักษาประตูแนวหน้า และผู้นำในสนามของทีมชาติไทยได้อย่างไร 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี
6

“ผมเริ่มต้นเล่นฟุตบอลตอนอายุหกขวบ เล่นมาหมดทุกตำแหน่งยกเว้นประตู ส่วนใหญ่จะยืนเป็นกองหน้า เคยได้รางวัลดาวซัลโวด้วยนะ” เสียงจากปลายสายบอกกับเราถึงจุดเริ่มต้น

“พออายุประมาณสิบสามปี คุณพ่อ (ประสิทธิ์ เทศสูงเนิน) จับผมมาฝึกตำแหน่งผู้รักษาประตู ซึ่งผมไม่ถนัดเลย ฝืนธรรมชาติตัวเองมาก ตอนนั้นไม่เข้าใจพ่อเหมือนกันว่าทำไมตัดสินใจแบบนี้ แต่คิดว่าท่านคงมีเหตุผลของท่าน เพราะท่านเคยเล่นตำแหน่งนี้มาก่อนด้วย ท่านคงสอนผมได้ ผมก็เชื่อฟัง ทำตามที่พ่อบอก ไม่ได้งอแงอะไร”

ลองจินตนาการถึง เด็กชาย ม.1 ที่เล่นเป็นตัวเอาต์ฟิลด์มาเกินครึ่งชีวิต แต่วันหนึ่งกลับถูกคุณพ่อตัวเอง ผู้มีอาชีพเป็นคุณครูและโค้ชฟุตบอลทีมเยาวชนระดับจังหวัด บังคับให้เปลี่ยนมาสวมถุงมือ ยืนจังก้าอยู่หน้าปากประตู 

นี่คือบททดสอบอันยากลำบากด่านแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ แม้มีส่วนสูงที่เหมาะสม และในอดีตคุณพ่อประสิทธิ์ เทศสูงเนิน เคยปลุกปั้น จอห์น-น.อ.กัมปนาท อั้งสูงเนิน จนก้าวไปติดทีมชาติไทยมาแล้ว

“ผมพูดได้เลยว่าที่ตัวเองปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลสมัยใหม่ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพ่อมองเห็นอนาคต และวางแผนให้ผมเล่นตำแหน่งนี้มาตั้งแต่เด็ก” ศิวรักษ์ย้อนความหลัง 

“ท่านรู้ว่าในอีกยี่สิบปีข้างหน้า ฟุตบอลไทยจะเป็นอาชีพเต็มตัว ให้ค่าตอบแทนสูง ต่อยอดสร้างเกียรติยศชื่อเสียงแก่วงศ์ตระกูลได้ รวมถึงในอนาคต ฟุตบอลสมัยใหม่ต้องการผู้รักษาประตูที่ใช้เท้าเล่นบอลได้ดีด้วย

“พ่อจึงให้ผมเริ่มต้นเล่นตำแหน่งอื่นก่อน เพื่อฝึกการใช้เท้าไปในตัว และอีกอย่างเพื่อให้ผมเข้าใจธรรมชาติของผู้เล่นแต่ละตำแหน่ง อย่างผมเคยยืนกองหลังมาก่อน พอถูกจับไปยืนประตู ผมก็สั่งการเพื่อนได้ หรือเวลาเจอกับกองหน้าฝ่ายตรงข้าม ผมรู้ว่าธรรมชาติตำแหน่งนี้เป็นอย่างไร นั่นคือข้อได้เปรียบของผม”

แล้วข้อเสียเปรียบสำหรับคนที่เล่นตำแหน่งอื่นมาก่อน แล้วเปลี่ยนมาฝึกเป็นผู้รักษาประตูตอนอายุ 13 ปีล่ะ 

“ผมสู้เด็กคนอื่นไม่ได้เลย ต่างกันราวฟ้ากับดิน อยู่โรงเรียนก็เป็นตัวสำรองไม่ได้ลง ติดทีมฟุตบอลนักเรียนจังหวัดนครราชสีมา ก็เป็นมือสี่ มือห้า เพราะผมเริ่มต้นช้า ถึงแม้จะใช้เท้าดี แต่รับบอลไม่อยู่มือ เบสิกเราแย่มาก ไม่เหมือนคนที่ฝึกตำแหน่งนี้มาตั้งแต่แรก”

ศิวรักษ์ไม่เคยมีส่วนร่วมกับฟุตบอลรายการใหญ่ระดับประเทศเหมือนผู้เล่นทีมชาติไทยส่วนใหญ่ ที่สร้างชื่อมาจากบอลนักเรียน อาทิ กรมพละศึกษา, แชมป์กีฬา 7 สี ฯลฯ แค่เบียดลงสนามเป็นตัวจริงของทีมจังหวัด สำหรับเขาก็ถือว่ายากมากแล้ว 

4 ปีแรกที่เขาเริ่มฝึกเป็นโกล แชมป์ทำได้แค่ซ้อมกับทีมอย่างมีระเบียบวินัย พยายามตั้งใจทำทุกอย่างที่โค้ชสอน แม้สุดท้ายจบลงที่ม้านั่งสำรอง เฝ้ามองเพื่อนๆ ลงสนามในวันแข่งขัน และมันคงน่าเบื่อไม่น้อยสำหรับคนหนุ่มวัย 17 

ตอนนั้นคุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองหรือเปล่าว่า บางทีคุณอาจไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

“ผมพยายามมาถึงขนาดนี้แล้ว หันหลังกลับไปคงไม่ได้ ทุกวันผมคิดแค่ว่า ออกไปซ้อมบอลเพื่อพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น ยังไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องทีมชาติหรอก เอาแค่เก่งพอที่จะเล่นให้ทีมจังหวัด หรือในอนาคต ความฝันสูงสุดเลยคือ อยากต่อยอดไปเล่นไทยลีกสักครั้งก็คงดี”

สมัยวัยรุ่น แชมป์ ศิวรักษ์ ชอบอ่านหนังสือพิมพ์กีฬารายวันและรายสัปดาห์มาก แทบไม่เคยพลาดเลยสักเล่ม คอลัมน์ที่เจ้าตัวชอบมากคือ บทความแนะนำนักฟุตบอลดาวรุ่งอายุน้อย แม้คนเหล่านั้นจะมีอายุอานามใกล้เคียงกับเขาเอง แต่เจ้าตัวก็รู้สึกชื่นชมในความเก่งของเด็กรุ่นเดียวกันอยู่ดี 

วันหนึ่งที่ดูแสนธรรมดา สายตาของนักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย เหลือบไปเห็นกรอบเล็กๆ ในหนังสือพิมพ์กีฬาที่เขาซื้อมา ใจความบอกว่า ทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี เตรียมเปิดคัดตัวเยาวชน เพื่อรวมทีมไปแข่งศึกชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศมาเลเซีย 

“ผมไม่เคยเข้ากรุงเทพฯ มาก่อนในชีวิต แต่อยากไปคัดตัวมาก ผมหยิบหนังสือพิมพ์ไปให้พ่อดู ขอให้พ่อพาไปคัดหน่อย พ่อจึงพาผมนั่งรถบัสจากโคราชไปส่งที่กรุงเทพฯ จากนั้นพาไปฝากกับเพื่อนพ่อ ซึ่งทำงานออฟฟิศอยู่ในห้องใต้สนามศุภชลาศัย

“ด้วยความที่การคัดตัวใช้เวลาหลายวัน ผมไม่ได้มีเงินติดตัวมากมาย ไม่รู้จักใครในกรุงเทพฯ จึงขออาศัยนอนใต้โต๊ะทำงานของเพื่อนพ่อทุกวัน พอตอนเช้าได้เวลามีคนเข้ามาทำงาน ผมก็ตื่นออกไปข้างนอก หานอนตามใต้ต้นไม้ บนอัฒจันทร์บ้าง เพื่อรอเวลาช่วงเย็นที่เขาเรียกซ้อม”

5

ท่ามกลางเด็กนับร้อยชีวิตที่แบกความฝันมาคัดตัว ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เล่าว่าเขารับรู้ได้ทันทีเลยว่า ฝีมือตัวเองคงไม่อาจสู้กับผู้รักษาประตูคนอื่นได้ เขาจึงเสนอตัวเป็น ‘ลูกหาบ’ คอยช่วยงานเหล่าสตาฟโค้ชที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ทั้งยืนกลางแดดเก็บลูกบอล ยกน้ำ วิ่งไปซื้อของ ตลอดจนช่วยเก็บอุปกรณ์

คุณทำแบบนั้นทำไม 

“ก็คงอารมณ์เด็กบ้านนอกเข้ากรุงครั้งแรกที่อยากติดทีมชาติไทย ตอนนั้นฝีมือผมอยู่ปลายแถวมาก โกลคนอื่นที่มาคัดเขาเบสิกดีทั้งนั้น

“ผมพยายามทำให้โค้ชเห็นว่า ผมมาที่นี่ด้วยความตั้งใจจริง วันแรกที่มาคัดตัว ผมอาสาขอโค้ชช่วยเก็บบอล เขาเรียกใช้ให้ทำอะไร ผมทำหมด จน อาจารย์ปรีชาพัฒน์ ประยุทธ์เรืองกิจ (หนึ่งในทีมสตาฟโค้ช) ท่านคงสงสารผม ทุกวันหลังการคัดตัวเสร็จสิ้น ท่านจะเรียกผมมาติวพิเศษคนเดียว”

คงเป็นเพราะความขยัน ตั้งใจ ที่เขาแสดงออกมากกว่าใคร จึงทำให้ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกติดทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี ในฐานะผู้รักษาประตูสแตนด์บาย มือ 4 ทั้งที่ความจริงสตาฟโค้ชไม่จำเป็นต้องเรียกเขาไปร่วมทีมก็ได้ เพราะถึงเอาไปก็ส่งชื่อลงแข่งขันไม่ได้อยู่ดี (ลงทะเบียนผู้รักษาประตูได้แค่ 3 คน)

“โค้ชคงเมตตา เห็นผมขยัน จึงอยากให้ผมได้ไปลองหาประสบการณ์ร่วมกันกับทีม แม้ผมจะไม่มีชื่อในรายการนั้นเลย แต่การติดทีมนักเรียนไทยครั้งแรก มันจุดประกายให้ผมอยากพัฒนาตัวเอง เพื่อสักวันหนึ่งจะได้ลงเล่นให้ทีมชาติไทย

“ปีนั้นผมกลับไปซ้อมหนักกว่าเดิมอีก ตั้งใจว่าเดี๋ยวพออายุสิบแปดปีจะมาคัดตัว (ทีมนักเรียนไทย) อีก หนึ่งปีผ่านไป ผมอายุสิบแปดปี ตัดสินใจกลับมาคัดอีกครั้ง คราวนี้ได้ติดทีมนักเรียนไทย เป็นหนึ่งในสามผู้รักษาประตู” 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ครั้งนี้คุณได้ลงสนามเป็นตัวจริงไหม 

“เปล่า ผมก็ยังเป็นตัวสำรองอยู่ดี ไม่ได้เล่นเลย” เขาตอบพร้อมเสียงหัวเราะ

บทเรียนจากการไม่ได้ลงสนามตัวจริงถึง 2 ทัวร์นาเมนต์ ทำให้ศิวรักษ์มองเห็นจุดบกพร่องของตัวเองชัดยิ่งกว่าเดิม เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน เขาจึงกลับบ้านเกิดไป เพื่อฝึกทักษะพื้นฐานของผู้รักษาประตูเพียงอย่างเดียว

“ผมคิดว่าการยืนตำแหน่ง การใช้เท้า จังหวะเซฟลูกยาก ผมทำได้ดีกว่าคนอื่น แต่ที่เราไม่ถูกเลือก เป็นเพราะพื้นฐานเราสู้คนอื่นไม่ได้ ปีนั้นผมซ้อมแต่เบสิกอย่างเดียว อยู่บ้านก็ทุ่มบอลใส่กำแพง เซ็ตละสองสามร้อยครั้ง ฝึกคนเดียวด้วยตัวเอง ทำท่าเดิมซ้ำๆ จนกว่าจะรับเข้าซองไม่หลุดมือ

“ผมทำแบบนี้ทุกวัน ทำมาไม่รู้กี่พันกี่หมื่นครั้ง พอลองเอาไปใช้สนามซ้อม เราเล่นได้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะพื้นฐานเราแน่นขึ้น ปัจจุบันผมอายุสามสิบเจ็ดปีแล้ว ก็ยังซ้อมปาบอลใส่ผนังอยู่คนเดียว ไม่เชื่อก็ลองถามคนรู้จักผมได้เลย”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
4

“It’s all about who wants it the most”

ไม่มีผู้รักษาประตูคนไหนในโลกปรารถนาเป็นตัวสำรองตลอดไป เพราะความโหดร้ายของตำแหน่งนี้คือ ถ้าไม่เป็นตัวจริง โอกาสลงสนามในเกมนั้นแทบเป็นศูนย์เลย ต่างจากผู้เล่นตำแหน่งอื่นที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนได้ตลอดเวลา 

แม้ในวัย 19 ปี ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน จะคุ้นชินกับเก้าอี้สำรองมากกว่ายืนเฝ้าพื้นที่หน้าปากประตู มักถูกมองข้ามมากกว่าได้รับเลือก แต่เขาไม่เคยละทิ้งความเชื่อมั่นว่า สักวันหนึ่งตัวเองต้องเป็นเบอร์หนึ่งให้ได้ 

อาจารย์วิสูตร วิชายา ติดต่อมาทางพ่อ ถามว่าอยากให้ผมไปอยู่กับทีมสโมสรธนาคารกรุงเทพไหม เขากำลังมองหาประตูมือสามมือสี่ที่เป็นเยาวชน มาเป็นลูกหม้อ เพราะโค้ชเห็นผมมีดีกรีเคยติดทีมนักเรียนไทยชุดสิบแปดปี”

เหมือนเสียงสวรรค์ที่เขารอคอย ศิวรักษ์ไม่ลังเลที่จะออกจากบ้านเกิดมาอยู่เมืองกรุงเพียงลำพัง แลกกับเงินเดือน 6,000 บาท

ธนาคารกรุงเทพในไทยลีกยุคนั้นจัดเป็นสโมสรทุนหนา มีขุมกำลังผู้เล่นชั้นดีเต็มทีม เฉพาะแค่ตำแหน่งผู้รักษาประตู มีทั้ง สมเกียรติ ปัสสาจันทร์ และ วัชรพงษ์ กล้าหาญ สองโกลฝีมือระดับแถวหน้าของเมืองไทยซึ่งขับเคี่ยวแย่งชิงมือหนึ่ง

ขณะที่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เป็นเพียงเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ได้ซ้อมกับร่วมกับรุ่นพี่ภายในทีมชุดใหญ่ แต่คงไม่กล้าไปฝากความหวังหรือคิดว่าเขาจะเบียดสมเกียรติกับวัชรพงษ์ ให้ไปนั่งสำรองดูเขาลงเฝ้าเสาได้หรอก

“พวกพี่ๆ (สมเกียรติ ปัสสาจันทร์, วัชรพงษ์ กล้าหาญ) เขาเก่งมากจริงๆ” ศิวรักษ์เอ่ยปากถึงสองอดีตรุ่นพี่ในทีมบัวหลวง 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมพยายามก๊อปทุกอย่างที่พี่เกียรติและพี่อ้วน (วัชรพงษ์) ทำตอนอยู่ในสนามซ้อม อยากรู้อะไรผมถามหมด ไม่เคยอาย เช่น ผมถามพี่เกียรติว่า ทำไมพี่ถึงลุกเร็ว แกบอกให้ผมลองล้มแบบทำท่าหงายหลังกับคว่ำหลังลุก อ๋อ ผมถึงได้เข้าใจว่าทำไมแกถึงเซฟท่านี้ เพราะนับตั้งแต่นั้นมา ผมไม่เคยหงายหลังรับบอลอีกเลย

“ผมถามพี่อ้วนว่า ทำไมถึงออกไปรับลูกเปิดด้านข้างได้ดีจัง ทั้งที่แกตัวเล็กกว่าผมมาก พี่อ้วนก็สอนว่า เราต้องไปถึงจุดที่บอลจะตกก่อน เพื่อชิงความได้เปรียบ ไม่ใช่รอบอลมาใกล้ถึงแล้วค่อยกระโดดไป บางทีมันไม่ทัน ซึ่งก็จริงอย่างที่แกสอน”

สัมผัสแรกในฟุตบอลอาชีพนัดแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ มาเร็วกว่าที่เขาคิด เนื่องจากสโมสรธนาคารกรุงเทพ เปิดฤดูกาล 2003 ด้วยผลงานสะดุดแพ้หลายเกม วิสูตร วิชายา จึงตัดสินใจทดลองส่งมือโกลคนหนุ่มที่รอ ‘โอกาส’ พิสูจน์ตัวเองมาทั้งชีวิต

เหมือนฉากของพระเอกในซีรีส์เกาหลีไม่มีผิด เกมนัดดังกล่าว ศิวรักษ์ใช้ทั้งมือและเท้าช่วยเซฟ มีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าชัยชนะ 1 – 0 พร้อมกับถูกเลือกให้เป็นแมน ออฟ เดอะแมตช์ หลังจากนั้น ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน สามารถยึดตำแหน่งมือหนึ่งสโมสรธนาคารกรุงเทพมาต่อเนื่อง 4 ซีซั่น ก่อนย้ายไปอยู่ทีมที่ใหญ่กว่าอย่างบีอีซี เทโรศาสน ใน ค.ศ. 2008 

สิ่งที่เราสนใจคือ คุณให้กำลังใจหรือบอกกับตัวเองอย่างไรในวันที่มีสถานะเป็นแค่ตัวสำรอง ผมชวนเขาย้อนความหลัง 

“อย่างแรกคือ เราต้องยอมรับความจริงว่าฝีมือยังสู้เขาไม่ได้ แสดงว่าประตูตัวจริงเขาต้องมีอะไรที่ดีกว่าเรา เราก็ต้องพยายามให้มากกว่าเดิม พัฒนาตัวเองต่อไป แต่อันดับแรกต้องกล้ายอมรับความจริงให้ได้ก่อนว่าเรายังดีไม่พอ

“ถ้าเรามัวแต่ปิดกั้น คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว เราก็จะอยู่กับที่ อย่าลืมว่าฟุตบอลมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อาชีพผู้รักษาประตูไม่มีหรอกครับ ไม่โดนยิง ยังไงก็ต้องเสียประตูอยู่แล้ว

“ฉะนั้น เราต้องเต็มที่กับการฝึกซ้อมทุกมื้อ เผื่อเวลาโดนคู่แข่งยิงเข้า เราก็จะไม่ต้องมานั่งเสียใจว่า กูทำเต็มที่ยังวะ อ๋อ ลูกนี้ เราเสียประตูเพราะเซฟไม่ได้จริงๆ งั้นไม่เป็นไร เอาใหม่”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
3

เชื่อหรือไม่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ก่อนจะได้โทรฟี่ 25 แชมป์ (ไทยลีก 6 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย, โตโยต้า ลีกคัพ 5 สมัย, ไทยแลนด์ แชมเปี้ยน คัพ 1 สมัย, โตโยต้า พรีเมียร์ คัพ 3 สมัย, แม่โขง คลับ แชมเปี้ยนชิพ 2 สมัย, ฟุตบอลพระราชทานถ้วย ก. 4 สมัย) ครั้งหนึ่ง เขาเคยมือเปล่าไร้ความสำเร็จในระดับสโมสร ทั้งตอนที่ค้าแข้งกับสโมสรธนาคารกรุงเทพและบีอีซี เทโรศาสน จนอายุล่วงเลยเข้าสู่วัย 27 ปี

“ตั้งแต่เริ่มต้นเล่นกับธนาคารกรุงเทพ ผมคิดมาเสมอว่าทำอย่างไรถึงช่วยให้ทีมเป็นแชมป์ แต่หน้าที่ของผมทำได้เพียงช่วยให้ทีมเสียประตูน้อยสุด อย่างน้อยถ้าเราไม่โดนยิง ทีมก็มีโอกาสได้หนึ่งแต้มเป็นอย่างต่ำ ผมจึงฝึกฝนตัวเองอย่างหนักในทุกปี

“ผมไม่เคยลงสนามด้วยเป้าหมายว่า ปีนี้ฉันอยากช่วยให้ทีมติดท็อปทรี สมมติฤดูกาลหนึ่งมีสามสิบนัด ผมบอกกับตัวเองก่อนลงสนามทุกนัด ตั้งแต่เกมแรกของฤดูกาลว่าต้องได้แชมป์นะ ต้องเป็นจ่าฝูงให้ได้ พอไม่ได้ตามที่หวังไว้ ก็มีผิดหวังเป็นธรรมดา แต่อย่างน้อยมันทำให้เรารู้ว่า ณ ตอนนั้น เรายังดีไม่พอ ปีหน้าต้องทำให้ดีกว่าเดิม”

ในฤดูกาล 2010 สโมสรบุรีรัมย์ พีอีเอ (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) ทีมหน้าใหม่ตัดสินใจดึงตัว แชมป์ ศิวรักษ์ ไปเป็นส่วนหนึ่งเพื่อไล่ล่าถ้วยรางวัล เขาตอบรับข้อเสนอนั้น เพราะสโมสรแห่งนี้เปี่ยมไปด้วยแรงกระหายอยากประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับตัวเขาที่โหยหา รอคอยมันมานานแสนนาน 

ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นน่ะเหรอ ก็คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการลูกหนังไทยไงล่ะ! 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
2

“ชีวิตผมมันธรรมดามากเลยนะ” 

เขาเกริ่นถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง แม้ปัจจุบันจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับอย่างมาก ในฐานะกัปตันทีมชาติไทย

“ผมตื่นเช้าออกกำลังกาย เข้ายิม ซ้อมคนเดียว ครอบครัวจะได้เห็นผมอีกทีก็ตอนเกือบเที่ยง เพราะผมออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ ทำแบบนี้ตลอด ตกเย็นไปซ้อมฟุตบอล ช่วงว่างระหว่างนั้นก็มีดูแลธุรกิจบ้าง หากเว้นว่างจากการทำงาน ผมก็อยู่บ้านกับลูก ภรรยา ไม่ได้มีชีวิตหวือหวาอะไร”

หากศิวรักษ์บอกว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่คือความธรรมดา คงเป็นความธรรมดาที่แสนพิเศษ ไม่อย่างนั้นเราคงเห็นนักฟุตบอลอายุ 37 ปี ยืนระยะอยู่ในเกมระดับสูงเต็มไปหมด 

ยิ่งคุณประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ พอถึงช่วงวัยหนึ่งก็อาจรู้สึกถึงจุดอิ่มตัว หมดความกระหาย ไม่แปลกเลยหากใครหลายคนจะบอกลาอาชีพนักฟุตบอล ตอนอายุเท่ากันหรือน้อยกว่า ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

คุณมีวิธีรักษามาตรฐานการเล่น สภาพร่างกาย และระดับของแรงจูงใจได้อย่างไร ในเมื่อผ่านการคว้าแชมป์ทุกรายการภายในประเทศ 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมยังพัฒนาตัวเองไปได้อีกไง ผมไม่เชื่อว่าคนเราแก่เกินจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ยกตัวอย่าง เอ็ดวิน ฟาน เดอซาร์ (Edwin van der Sar-อดีตผู้รักษาประตูสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก สมัยที่สอง ตอนอายุ 38 ปี) เขาก็ยังรักษาฟอร์มพีกจนถึงอายุสามสิบเก้าสี่สิบปี ผมจึงเชื่อว่าถ้าเราดูแลตัวเองดี เราสามารถยืนระยะการเล่นกีฬาไปถึงอายุสี่สิบปีได้แน่นอน

“ผมเข้มงวดตั้งแต่อาหาร เพราะบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เคยส่งผมไปฝึกฟุตบอลกับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ที่นั่นทำให้ผมเห็นว่านักฟุตบอลระดับโลกเขาดูแลตัวเองอย่างไร พอเดินทางกลับไป ผมก็ศึกษาหาข้อมูลงานวิจัย เพื่อหาคำตอบว่านักกีฬาวัยอย่างผม ควรกินอะไรถึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด ผมจริงจังถึงขั้นนั้นเลยนะ

“ผมเป็นคนไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ อยู่แล้ว หลังจากนั้นก็ปรับอาหารการกิน ผมไม่กินของมัน ของทอด แม้แต่ไข่ผมก็ไม่กินแบบทอดน้ำมัน กินแบบไข่ต้มแทน ผมรับประทานผัก ผลไม้ เป็นหลัก เสริมด้วยธัญพืชและถั่ว ส่วนแป้งและขนม ผมกินน้อยมาก ขนาดกาแฟผมยังไม่ใส่น้ำตาลเลย ผมกินแบบนี้มาหลายปีแล้ว ผลลัพธ์คือไขมันในร่างกายผมน้อยกว่าเกณฑ์ทั่วไป ซ้อมฟุตบอลได้นานขึ้น ระบบขับถ่าย ระบบเผาผลาญ ในร่างกายทำงานได้ดี

“มันสำคัญมากต่อตัวผม เพราะยิ่งอายุมากขึ้น ผมยิ่งซ้อมหนักขึ้นกว่าเดิม จากเคยซ้อมเช้า-เย็น มื้อละหนึ่ง ชั่วโมง ก็เพิ่มเวลาเป็นมื้อละหนึ่งชั่วโมงยี่สิบนาที แต่ผมยังไหวอยู่ เพราะเลือกกินแต่ของมีประโยชน์ และให้พลังงานเพียงพอ

“ดังนั้น ทุกคนเก่งขึ้นได้ ไม่เกี่ยวหรอกคุณอายุเท่าไหร่ สมมติคุณอายุสี่สิบ ห้าสิบปี ถ้าคุณไม่เคยขี่มอเตอร์ไซค์มาก่อนในชีวิต แต่พยายามหัดทุกวัน ยังไงวันหนึ่งก็ต้องขี่ได้อยู่แล้ว เหมือนกันเลย นักฟุตบอลยิ่งซ้อมเยอะยิ่งเก่ง เว้นเสียแต่ว่า คุณไม่เอาจริงเอาจังกับมันมากพอ แค่นั้นเอง”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
1

“I’ve been waiting my whole life

To see my name in lights”

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกตัวติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ครั้งแรกตอนอายุ 20 ปี แต่หลายสิบปีที่ผ่านมา เขามีสถานะเป็นเพียงแค่ตัวสำรองอดทน ที่อาจได้รับโอกาสเป็นครั้งคราว แต่ไม่ใช่มือ 1 ตัวจริง

แม้เขาจะประสบความสำเร็จกับสโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้รางวัลเกียรติยศส่วนตัวมากมายแค่ไหน แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่ถูกเลือกเป็นคนแรกของทัพช้างศึกอยู่ดี 

อายุของแชมป์ในตอนนั้นกำลังเข้าสู่วัย 35 ปี ซึ่งในทางปฏิบัติดูไปได้ยากเหลือเกินที่จะเบียดแย่งชิงมือหนึ่งมาได้

ผมถามเขาว่าทำไมคุณถึงยังไม่ถอดใจเลิกเล่นทีมชาติไทย เพราะ 14 – 15 ปีที่ผ่านมา คุณเหมือนเหนื่อยฟรี เป็นได้แค่เพียงมือ 2 – 3 ของทีม 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมบริสุทธิ์ใจอยากช่วยชาติ ไม่ว่าสถานะใดก็ตาม ทุกครั้งที่มีชื่อ ผมถือว่านี่คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ของตัวผม เพราะคนเรามีโอกาสได้ติดธงแค่ช่วงชีวิตที่เล่นฟุตบอลเท่านั้น

“ทุกครั้งที่มีประกาศรายชื่อทีมชาติไทย ผมยังลุ้นและตื่นเต้นเสมอ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ ผมคิดว่ายิ่งเรามีประตูเก่งๆ ติดมามากเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลดีต่อทีมชาติ ผมคิดถึงผลการแข่งขันเป็นหลัก ใครจะลงเป็นประตูตัวจริงก็ได้ ไม่เป็นไร เราส่งกำลังใจให้เขาข้างสนาม ขอให้ทำหน้าที่ให้ดี เพื่อให้ทีมชาติไทยชนะ

“ส่วนตัวผม ถ้าตอนนี้ยังไม่ได้รับโอกาส ก็คงต้องกลับไปฝึกซ้อมให้มากกว่าเดิมในวันข้างหน้า บางทีการที่ผมไม่ได้เป็นมือหนึ่งทีมชาติมานานหลายปี ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมอยากพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อสักวันจะได้มีโอกาสนั้น ผมภูมิใจเสมอเวลาสวมเสื้อทีมชาติไทย”

ความพยายามของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ในที่สุดก็ไม่สูญเปล่า เพราะหัวหน้าผู้ฝึกสอนทัพช้างศึกคนปัจจุบัน อากิระ นิชิโนะ (Akira Nishino) ตัดสินใจเลือกผู้รักษาประตูจอมเก๋า ทำหน้าที่เป็น ‘กัปตันทีมชาติไทย’

คงไม่ต้องบรรยายว่าเขาภาคภูมิใจกับบทบาทนี้มากแค่ไหน สำหรับคนที่รอโอกาสมาทั้งชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้รับเกียรติให้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม 

“มันคงเป็นผลของความพยายามที่ผมพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ยอมอดทนซ้อมเยอะแบบไม่กลัวเหนื่อย ผมมั่นใจแม้กระทั่งปัจจุบัน ผมก็ยังคงซ้อมหนักอยู่ และน่าจะเป็นผู้รักษาประตูที่ซ้อมพิเศษมากกว่าใครๆ”

ชีวิตของ ‘ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน’ นายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ติดตามข่าวเคลื่อนไหวของฟุตบอลทีมชาติไทย ได้ทาง Facebook : ช้างศึก

Writer

อลงกต เดือนคล้อย

เจ้าของเพจ alongwrite และบรรณาธิการบทสัมภาษณ์แห่ง Main Stand

Photographer

ศุภกิตติ์ วิเศษอนุพงศ์

ช่างภาพประจำทีมชาติไทยชุดใหญ่ ที่ได้รับโอกาสติดตามทีมมาตั้งแต่ปี 2016

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load