24 กุมภาพันธ์ 2563
36 K

อีฟ โรเช่ (Yves Rocher) คือแบรนด์ความงามอันดับหนึ่งในฝรั่งเศส ก่อตั้งโดย อีฟ โรเช่ นักพฤกษศาสตร์ผู้หลงใหลในธรรมชาติ จากเมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส

เป็นแบรนด์อายุ 60 ปี ที่สาวฝรั่งเศสทุกคนมีติดบ้าน

เป็นแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับสมดุลของธรรมชาติมาตั้งแต่วันแรกที่ทำธุรกิจ 

ธรรมชาติสวยงามเพราะมีความหลากหลาย ความงามก็เช่นกัน อีฟ โรเช่ ไม่ได้บอกให้เราต้องสวยงามตามอย่างผู้หญิงฝรั่งเศส แต่เป็นแบรนด์ที่อยากให้เรารู้สึกดีกับความสวยงามในแบบฉบับของเรา

15 เรื่องราวของ Yves Rocher แบรนด์จากธรรมชาติอายุ 60 ปีที่สาวฝรั่งเศสทุกคนต้องมีติดบ้าน
15 เรื่องราวของ Yves Rocher แบรนด์จากธรรมชาติอายุ 60 ปีที่สาวฝรั่งเศสทุกคนต้องมีติดบ้าน

นอกจากผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นจะมาจากธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นยังผลิตและนำเข้าจากฝรั่งเศสเหมือนเดิมตั้งแต่วันแรก โดยมีราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพันเพราะอยากให้ทุกคนเข้าถึง

The Cloud มีโอกาสพูดคุยพิเศษกับ Véronique Gohmann Style and Communication Corporate Directon ของ อีฟ โรเช่ ถึงเบื้องหลังการสร้างแบรนด์ความงามจากธรรมชาติที่ทุกคนรัก และหัวใจการทำธุรกิจรักษ์โลกแบบฝรั่งเศส

ไม่ใช่แค่แบรนด์ขายผลิตภัณฑ์ความงาม แต่อีฟ โรเช่ คือแบรนด์ของนักพฤกษศาสตร์ผู้บุกเบิกและรวบรวมพืชพันธุ์ท้องถิ่นและพันธุ์หายากกว่า 1,500 สายพันธุ์ มาปลูกไว้ในสวนพฤกษศาสตร์ของเมือง ทั้งยังเสาะหาพันธุ์พืชโบราณอีกกว่า 250 ชนิดจากแหล่งปลูกพืชออร์แกนิกทั่วโลก 

คือเกษตรกรผู้ทำฟาร์มเกษตรอินทรีย์ขนาด 70 เฮกตาร์ในเมืองลา กาซิลี่ ซึ่งมีขนาดใหญ่เกือบเท่าสนามฟุตบอล 100 สนาม

คือผู้ผลิตที่ใช้แต่พลังงานหมุนเวียนธรรมชาติในโรงงาน ซึ่งอยู่ในรัศมี 30 กิโลเมตรจากเมืองลา กาซิลี่ 

เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส

คือผู้จัดจำหน่ายและส่งมอบสินค้า Made in France ไปสู่ผู้บริโภคใน 100 ประเทศทั่วโลก

สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือ อีฟ โรเช่ ทำเรื่องเหล่านี้มานานมาก ทั้งยังไปไกลกว่าการเป็นแบรนด์ออร์แกนิกหรือแบรนด์รักษ์โลกทั่วไป เช่น ขณะที่ทุกคนสนใจบรรจุภัณฑ์จากพลาสติกรีไซเคิล อีฟ โรเช่ คิดและทำมากกว่าด้วยการคิดค้นเจลอาบน้ำสูตรเข้มข้น ลดปริมาณของที่ต้องใช้ทำบรรจุภัณฑ์ เพื่อลดการใช้พลาสติกและลดน้ำหนักการขนส่ง น้ำที่เกิดจากการชะล้างทำความสะอาดก็ไม่เสีย เพราะเป็นสูตรที่ย่อยสลายในธรรมชาติ สร้างความรู้สึก ‘สวยโลกไม่เสีย’ ให้ผู้บริโภคอย่างเราภูมิใจที่มีส่วนช่วยโลกได้จริง

มาดูวิธีคิดเบื้องหลังของอีฟ โรเช่ และทำความรู้จักเมืองต้นกำเนิดของแบรนด์ไปพร้อมกัน

แล้วตามไปสมัครฝึกงานหนึ่งสัปดาห์กับอีฟ โรเช่  ที่หมู่บ้าน ลา กาซิลี่ ประเทศฝรั่งเศส ไปเป็นชาวไร่ฟาร์มออร์แกนิก เข้า-ออกสวนพฤกษศาสตร์ เรียนรู้การดูแลระบบนิเวศ ไปพร้อมกับสร้างแรงบันดาลใจจากธุรกิจที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน ท้ายบทความ

เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส

1. อีฟ โรเช่ เป็นแบรนด์ที่อยากให้ผู้หญิงทุกคนรู้สึกดีกับความงามในแบบตัวเอง เหมือนดอกไม้และกิ่งก้านใบที่เบ่งบานเป็นธรรมชาติ

ย้อนกลับไปเมื่อ 60 ปีก่อน อีฟ โรเช่ คือชายหนุ่มผู้หลงใหลธรรมชาติ เขาเชื่อในความงามที่หลากหลาย อยากให้ผู้คนเข้าถึงความงามตามธรรมชาติ จึงคิดผลิตภัณฑ์เพื่อส่งต่อความเชื่อ และทำธุรกิจที่เติบโตโดยที่ทำให้ผู้คนและโลกสวยงามไปพร้อมกัน

2. จากโจทย์ที่อยากรักษาความอุดมสมบูรณ์และพัฒนาความเป็นอยู่ของผู้คนในบ้านเกิด

อีฟ โรเช่ เกิดและเติบโตที่เมืองลา กาซิลี่ แคว้นบริตทานี ประเทศฝรั่งเศส อีฟ โรเช่ ในวัยเด็กสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง จึงเรียนหนังสืออยู่ที่บ้านทำให้สนิทกับคนในครอบครัว

ต่อมาสูญเสียพ่ออย่างกะทันหัน อีฟ โรเช่ ในวัย 14 ปีใช้เวลาเกือบ 2 ปีอยู่ในป่าเพื่อทำความเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติ สุขภาพ และความงดงามของชีวิต ความใกล้ชิดธรรมชาติในครั้งนั้นเยียวยาเขาจากความเศร้า และทำให้เขาค้นพบความหลงใหลใหม่ อีฟ โรเช่ ตั้งมั่นกับตัวเองว่าจะรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินแดนแห่งนี้ และพัฒนาความเป็นอยู่ของผู้คนที่ลา กาซิลี่ 

เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส

3. อีฟ โรเช่ คิดค้นครีมตัวแรกจากห้องทดลองใต้หลังคา

หลังจาก อีฟ โรเช่ เปลี่ยนห้องใต้หลังคาของครอบครัวให้กลายเป็นห้องทดลองคิดค้นผลิตภัณฑ์จากพืชและธรรมชาติ เขาก็ค้นพบครีมบำรุงสูตรแรกที่มีส่วนผสมของ Celandine พืชที่พบในยารักษาโรคผิวหนังแผนโบราณ ซึ่งเดิมใช้ทำความสะอาดร่างกาย ก่อนทดลองส่งไปขายให้เพื่อนบ้านและหมู่บ้านใกล้เคียง ถือเป็นจุดเริ่มต้นของผลิตภัณฑ์เพื่อความงามจากธรรมชาติ จะเห็นว่า อีฟ โรเช่ เป็นแบรนด์ที่ใช้พืชเป็นส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวมาตั้งแต่ยุค 60

4. จุดเปลี่ยนจากคาโมมายล์ ผลิตภัณฑ์จากพืชที่ทำให้ผิวอ่อนนุ่ม

สินค้าที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแบรนด์ อีฟ โรเช่ คือครีมบำรุงจากดอกคาโมมายล์สูตรสำหรับผิวแพ้ง่าย เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 1964 สร้างความฮือฮาด้วยสรรพคุณจากดอกไม้ที่ทำให้ผิวอ่อนนุ่ม 

เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส
เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส

5. ทุก 5 วินาทีจะมีคนซื้อ Riche Crème 1 ขวดจากมุมใดมุมหนึ่งของโลก

สินค้าขายดีตลอดกาลของอีฟ โรเช่ คือ Riche Crème ครีมบำรุงและต่อต้านริ้วรอยที่มีสารสกัดน้ำมันจากพฤกษา 10 ชนิด เปิดตัวครั้งแรกปี 1974 ซึ่งเป็นที่พูดถึงในหมู่สาวๆ มาทุกยุคทุกสมัย โดยทุก 5 วินาทีจะมีคนซื้อ Riche Crème 1 ขวดจากมุมใดมุมหนึ่งของโลก มียอดขายเฉลี่ยปีละ 8 ล้านขวด ขายดีเป็นอันดับหนึ่งตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกจนวันนี้นับเป็นเวลา 45 ปีแล้ว ปัจจุบันปรับสูตรใหม่มีสารสกัดน้ำมันจากพฤกษาพรรณ 30 ชนิดและน้ำมันสกัดจากกุหลาบ เพิ่มประสิทธิภาพและการดูดซึมสู่ผิว 

สินค้าขายดีอันดับสองตลอดกาล คือ Elixir Jeunesse Skin Care Range ที่มีสารสกัดจาก อะ โฟลย่า (Aphloia) จากมาดากัสการ์ เป็นพืชที่มีคุณสมบัติซ่อมแซมเปลือกของต้นไม้ตัวเองได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งใบมีสารช่วยป้องกันความร้อน โดยอีฟ โรเช่ พัฒนาสูตรให้เหมาะกับทุกสภาพผิว ขณะที่ตลาดเอเชียในปีที่ผ่านมามีสินค้าขายดี คือน้ำส้มสายชูหมักผมสกัดจากธรรมชาติ หรือ Raspberry Vinegar 

15 เรื่องราวของ Yves Rocher แบรนด์จากธรรมชาติอายุ 60 ปีที่สาวฝรั่งเศสทุกคนต้องมีติดบ้าน
15 เรื่องราวของ Yves Rocher แบรนด์จากธรรมชาติอายุ 60 ปีที่สาวฝรั่งเศสทุกคนต้องมีติดบ้าน

6. อีฟ โรเช่ มีสินค้าตั้งแต่ราคาหลักร้อยบาทไปจนถึงหลักพันบาท

หัวใจสำคัญของแบรนด์ คือของคุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้ เป็นความตั้งใจของแบรนด์และผู้ก่อตั้งที่อยากทำสินค้าสำหรับผู้หญิงทุกคนได้ใช้

7. อีฟ โรเช่ เป็นแบรนด์ที่มีสวนพฤกษศาสตร์เป็นของตัวเองมาตั้งแต่เมื่อ 45 ปีก่อน ซึ่งรวบรวมและอนุรักษ์พันธุ์พืชหายากกว่า 1,000 สายพันธุ์

ในสวนพฤกษศาสตร์ของอีฟ โรเช่ ที่เมือง ลา กาซิลี่ ไม่เพียงรวบรวมอนุรักษ์พันธุ์พืชกว่า 1,500 สายพันธุ์ ซึ่งประกอบด้วย สมุนไพร ดอกไม้ท้องถิ่น และพืชใกล้สูญพันธุ์จากพื้นที่อื่นๆ ในโลก ยังรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศ เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันของแมลง ผึ้ง หนอน นก ผีเสื้อ และเป็นมากกว่าห้องทดลองแบบเปิดโล่ง ทำให้นักพฤกษศาสตร์และนักชีววิทยาของอีฟ โรเช่ ค้นพบกับแรงบันดาลใจไม่จำกัด โดยนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากห้องทดลองนี้ต้องไม่รบกวนหรือมีความใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด 

เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส

8. บุกเบิกการทำฟาร์มพืชสมุนไพรในลา กาซิลี่ แหล่งวัตุดิบสำคัญในผลิตภัณฑ์

หากเอ่ยชื่อพืชนานาพันธุ์ วัตถุดิบสำคัญในผลิตภัณฑ์อีฟ โรเช่ คนไทยอาจไม่คุ้นเพราะไม่ใช่ดอกไม้ทั่วไป แต่เป็นพืชสมุนไพรใช้ในยาแพทย์แผนโบราณของฝั่งโลกตะวันตกที่มีมานานนับพันปีแล้ว ซึ่งในอดีตดอกไม้ป่าเหล่านี้ถูกเข้าใจว่าเป็นวัชพืช 

ที่ลา กาซิลี่ นี่เองเป็นแหล่งปลูกพืชสมุนไพร 8 ชนิด อันเป็นส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์จำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ ของอีฟ โรเช่ ด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ ดอกคาโมมายล์สายพันธุ์เยอรมัน (Chamomile Matricaria) และดอกคาโมมายล์สายพันธุ์โรมัน (Romaine) เป็นสมุนไพรที่ใช้มานานนับพันปี ตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ เรื่อยมาจนกรีกและโรมัน นิยมมากในทวีปยุโรป สรรพคุณที่ดีต่อผิวช่วยประโลมผิวทำให้ผ่อนคลาย ช่วยทำความสะอาดลดการระคายเคืองผิว 

อาร์นิกา (Arnica) พืชสมุนไพรในตระกูลดอกทานตะวัน ลักษณะคล้ายดอกดาวเรืองขนาดเล็ก สรรพคุณแก้ฟกช้ำ แก้อักเสบ ลดผื่นผิวหนัง คาเลนดูล่า (Calendula) ดอกไม้สีส้มรู้จักในชื่อดาวเรืองฝรั่ง หรือดาวเรืองหม้อ สรรพคุณลดการอักเสบระคายเคือง รักษาผิวแพ้ง่าย และชะลออายุของผิว คอร์นฟลาเวอร์ (Cornflower) ในการแพทย์แผนโบราณ นิยมนำดอกไปผลิตน้ำดูแลผิวที่ระคายเคืองหรือแพ้ง่าย

แมลโล (Mallow) ดอกไม้ตระกูลชบา มีสีชมพูอมม่วง เมือกที่อยู่ในใบไม้และดอกไม้มีประโยชน์ต่อผิวหนัง เอดูลิส (Edulis) คุณสมบัติกักเก็บน้ำ รักษาความชุ่มชื้นของผิวระดับโมเลกุล และผักเกล็ดหิมะ (Ice Plant) ต้นกำเนิดจากพื้นที่ทะเลทรายซึ่งกักเก็บสารอาหารสำคัญในเม็ดใสตามลำต้น จึงเหมาะแก่การสกัดสารที่มีคุณสมบัติกักเก็บน้ำให้กับผิว

เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส
เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส

9. อีฟ โรเช่ เป็นแบรนด์ Vegan 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่เพียงใช้สารสกัดจากธรรมชาติ ไม่พึ่งพาสารเคมีใดๆ ยังเป็นแบรนด์ที่ประกาศเลิกการทดลองในสัตว์ก่อนใครมาตั้งแต่ปี 1989

อีฟ โรเช่ ตัดสินใจหยุดทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์ทุกชนิด ก่อนจะมีประกาศห้ามจากองค์การกฎหมายยุโรป 15 ปี

10. ลา กาซิลี่ คือเมืองที่มีพื้นที่ปลูกพืชสมุนไพรออร์แกนิกขนาดเท่าสนามฟุตบอลเกือบ 100 สนาม

อีฟ โรเช่ ผ่านการรับรองผลิตภัณฑ์มาตรฐานออร์แกนิกจาก ECOCERT ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเข้มงวดและมีชื่อเสียงระดับสากลมาตั้งแต่ปี 1997 โดยวัตถุดิบที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ECOCERT นั้นต้องมีถิ่นกำเนิดมาจากธรรมชาติและต้องมาจากฟาร์มออร์แกนิกเท่านั้น 

ปัจจุบัน อีฟ โรเช่ มีพื้นที่ปลูกพืชออร์แกนิกในเมืองลา กาซิลี่ มากถึง 70 เฮกตาร์ หรือเท่ากับสนาม Camp Nou สนามของสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา 99.5 สนาม (1 เฮกตาร์ มีขนาดเท่ากับพื้นที่ 10,000 ตารางเมตร)

11. ไม่ใช่แค่กระบวนการผลิต แต่แผนธุรกิจของ อีฟ โรเช่ ก็เป็นมิตรกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม

หลังจากศึกษาหาความรู้จนกลายเป็นนักพฤกษศาสตร์ ก่อตั้งบริษัท สร้างโรงงาน จนเป็นแบรนด์ของธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินกิจการมาถึง 3 รุ่น ธุรกิจของอีฟ โรเช่ ทำให้เมืองเล็กๆ อย่าง ลา กาซิลี่ เกิดการจ้างงานกว่า 10,000 ตำแหน่ง และกลายเป็นหมุดหมายที่คนรักธรรมชาติอยากมาเยือน เพื่อมาสัมผัสความอุมดมสมบูรณ์

ลา กาซิลี่ มีพื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์เพาะปลูกวัตถุดิบสำคัญขนาดสุดลูกหูลูกตา มีสวนพฤกษศาสตร์ที่รวบรวมและอนุรักษ์พันธุ์พืชหายากกว่า 1,500 สายพันธุ์ มีโรงงานที่กระบวนการผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมซึ่งตั้งอยู่ในรัศมี 30 กิโลเมตรจากเมืองลา กาซิลี่ เพื่อลดการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติในกระบวนการขนส่งวัตถุดิบ

และไม่ใช่แค่การผลิต แต่แผนธุรกิจของอีฟ โรเช่ก็เป็นมิตรกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยจะทำการค้ากับฟาร์มอินทรีย์ที่ตั้งใจปลูกพืชอย่างดีในราคาที่เป็นธรรม เพื่อประโยชน์กับชุมชน และคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่นั้นๆ เป็นสำคัญ ทั้งยังให้ความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคในเรื่องคุณภาพสินค้า ตามมาตรฐานการผลิต ในราคาที่เข้าถึงได้

เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส

12. ถ่ายทอดแก่นของแบรนด์ผ่านประสบการณ์พักผ่อน

ฌาคส์ โรเช่ (Jacques Rocher) ทายาทรุ่นสองของอีฟ โรเช่ ต่อยอดธุรกิจของครอบครัวด้วยการสร้างประสบการณ์อยู่และเข้าใจธรรมชาติผ่านธุรกิจโรงแรมในเมืองลา กาซิลี่ ชื่อ Yves Rocher La Gree des Landes โรงแรมหรูระดับ 4 ดาว ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผ่านมาตรฐานและการรับรองโรงแรมสีเขียวจากสหภาพยุโรป และมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาใช้บริการมากกว่า 20,000 คนต่อปี

Yves Rocher La Gree des Landes เมืองลา กาซิลี่ ประเทศฝรั่งเศส

13. คิดค้นสูตรเข้มข้นขึ้นเพื่อให้ใช้น้อยลง สร้างผลกระทบน้อยลง

ไม่เพียงคิดใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิล แต่ยังท้าทายตัวเองด้วยการใช้พลาสติกให้น้อยลง ไม่แจกถุงพลาสติกในร้านตั้งแต่ปี 2006 ไม่ผลิตสิ่งพิมพ์ประชาสัมพันธ์เพื่อสื่อสารการตลาดเกินความจำเป็น แต่ตั้งใจคิดค้นผลิตภัณฑ์สูตรที่ดีขึ้น เข้มข้นขึ้น เพื่อให้ใช้น้อยลง สร้างผลกระทบน้อยลง 

เช่น เจลอาบน้ำและยาสระผม ‘I love my planet’ สูตรรักษ์โลก เพียง 1 หยดให้ฟองและประสิทธิภาพเท่ากับปริมาณการใช้อาบน้ำ-สระผมปกติ ในปริมาณที่ลดลง 4 เท่า นั่นคือในปริมาณขนาด 100 มิลลิลิตร มีประสิทธิภาพเท่ากับสูตรทั่วไป 400 มิลลิลิตร ลดการใช้พลาสติกในบรรจุภัณฑ์ได้ 25 เปอร์เซ็นต์ และยังช่วยประหยัดพลังงานจากการขนส่ง 50 เปอร์เซ็นต์ และน้ำจากการชะล้างทำความสะอาดยังย่อยสลายได้เองในธรรมชาติ

15 เรื่องราวของ Yves Rocher แบรนด์จากธรรมชาติอายุ 60 ปีที่สาวฝรั่งเศสทุกคนต้องมีติดบ้าน

14. อีฟ โรเช่ จะปลูกต้นไม้เพิ่ม 1 ต้น ต่อทุกการซื้อ I love my planet 1 ขวด

อีฟ โรเช่ มีกองทุน Yves Rocher Foundation ที่ทำงานอนุรักษ์ป่าผ่านโครงการ Plant for The Planet ปลูกต้นไม้ 100 ล้านต้น ใน 30 ประเทศ ซึ่งใกล้สำเร็จแล้วในไม่ช้า และตั้งใจจะปลูกเพิ่มอีก 100 ล้านต้นภายในปี 2030 นอกจากนี้ยังมีโครงการ Terre De Femmes ซึ่งมอบรางวัลสนับสนุนผู้หญิงที่ต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมมาแล้วกว่า 400 คนใน 50 ประเทศ

15. นอกจากดูแลธรรมชาติ อีฟ โรเช่ยังใส่ใจดูแลผู้คน 

ที่อีฟ โรเช่ มีพนักงานขายที่เป็นผู้หญิง กว่า 10,000 คน ใน 4,000 สาขาทั่วโลก ซึ่งพวกเธอเข้าใจแนวคิดของอีฟ โรเช่ เข้าใจแง่งามของความหลากหลาย และรู้ความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง ยิ่งตอกย้ำภาพจำของแบรนด์ที่ใส่ใจธรรมชาติ ด้วยธรรมชาติ เพื่อธรรมชาติ 

เหนือสิ่งอื่นใด อีฟ โรเช่เป็นแบรนด์ที่มีพลังต่อผู้หญิงมาก เพราะพวกเธอผูกพันและสัมผัสได้ถึงคุณภาพ ความเชี่ยวชาญ มีองค์ความรู้จากสถาบันวิจัยและพัฒนาที่ไม่เคยหยุดพัฒนา

อีฟ โรเช่ มีนิยามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ความงามจากธรรมชาติที่ดีว่า เป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่ช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ดีต่อผิวของเราและโลกของเรา

นี่คงเป็นเหตุผลที่ทำให้ อีฟ โรเช่ เป็นแบรนด์ความงามจากธรรมชาติอันดับหนึ่งของฝรั่งเศส

เหมือนกับที่ธรรมชาติสวยงาม เพราะอุดมไปด้วยหลากหลาย

15 เรื่องราวของ Yves Rocher แบรนด์จากธรรมชาติอายุ 60 ปีที่สาวฝรั่งเศสทุกคนต้องมีติดบ้าน

The Botanical Beauty Valley

Yves Rocher และ The Cloud ชวนผู้สนใจและหลงใหลในธรรมชาติ 2 คน เดินทางไปฝึกงานกับ Yves Rocher ที่เมืองลา กาซิลี่ ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 9 – 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 เป็นเวลา 1 สัปดาห์ เรียนรู้ขั้นตอนต่างๆ ที่เป็นหัวใจของแบรนด์ Yves Rocher ไปเป็นชาวไร่ฟาร์มออร์แกนิก เข้า-ออกสวนพฤกษศาสตร์จดชื่อพันธุ์พืชหายาก เรียนรู้ความหลากหลายและการสร้างสมดุลธรรมชาติ ดูแลระบบนิเวศ ไปพร้อมกับสร้างแรงบันดาลใจจากธุรกิจที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน ดูรายละเอียดและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่นี่

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

21 พฤศจิกายน 2565
2 K

อากาศเปลี่ยนนิดหน่อยผิวก็เริ่มลอกแห้ง ล้างหน้ากับน้ำที่ไม่คุ้นผื่นคันก็ถามหา หลายคนอาจไม่เชื่อว่าอาการผิวแค่นี้ก็กระทบชีวิตคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้จริง ๆ แถมไม่ได้กระทบเพียงเปลือกนอกอย่างร่างกาย แต่ทำลายความรู้สึกถึงภายใน

ใครไม่เชื่อ แต่ ‘Cetaphil’ เชื่อ เชื่อตั้งแต่ 75 ปีที่แล้วที่ผลิตภัณฑ์แรกอย่าง Cetaphil Gentle Skin Cleanser ถือกำเนิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้คนสมัยนั้น ทั้งยังเชื่อเสมอว่า ต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อให้คนผิวบอบ บางแพ้ง่าย ใช้ชีวิตตามปกติได้เช่นคนอื่น ๆ 

ไม่แปลกใจหากนี่จะเป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศแนะนำ แถมยังวางจำหน่ายกว่า 70 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย แต่ตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้แบรนด์หยุดพัฒนา ยังคงมุ่งมั่นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอยู่เสมอ 

เพราะแบบนี้เอง ในโอกาสครบรอบ 75 ปี บริษัทจึงปรับโฉมตัวเองครั้งใหญ่ ไม่ได้ปรับเพียงแค่สูตรผลิตภัณฑ์ตามเทรนด์ผิวและเป็นมิตรกับผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย เท่านั้น แต่ยังเป็นมิตรต่อโลก ทั้งในระดับใหญ่อย่างแพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึงระดับอณูอย่างวัตถุดิบและกระบวนการผลิต

วันนี้เราได้มีโอกาสพบกับ หนุ่ม-ธวัชชัย บุญทวีกิจ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด และ ตุ่ม-ทัศนีย์ บุญไกรลาส ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ เพื่อพาเราไปย้อนรอยแบรนด์เวชสำอางถึงอดีต เดินทางกลับมายังปัจจุบัน และพูดถึงเรื่องราวในอนาคตที่คาดหวัง

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

1. Cetaphil เกิดขึ้นพร้อมกับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรก

ถ้ามองจากรูปลักษณ์ภายนอก ทุกคนคิดว่า Cetaphil อายุเท่าคนรุ่นไหน 

เราขอเฉลยตรงนี้ว่า แม้จะมีภาพลักษณ์ทันสมัย แต่ความจริงแล้วแบรนด์นี้มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1947 หรือเมื่อ 75 ปีมาแล้ว 

เรื่องของเรื่องคือในสมัยนั้นยังไม่มีผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย เภสัชกรชาวอเมริกันในรัฐเท็กซัสคนหนึ่งเลยคิดค้นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ช่วยให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ และกลับมาใช้ชีวิตแฮปปี้ได้แบบเดิม

ถ้าเทียบกับเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ของโลก Cetaphil ก็เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟในการโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรกเลยทีเดียว!

2. ก่อนปรับปรุงสูตรครบรอบ 75 ปี ผลิตภัณฑ์ตัวแรกยังคงสูตรเดิมมาตลอด 

สำหรับคนผิวแพ้ง่าย หลายคนอาจคิดว่ายิ่งต้องลงทุนกับเซรั่มหรือครีมเพื่อคงความชุ่มชื้นแบบเต็มแม็กซ์ แต่ Cetaphil ที่เริ่มต้นบริษัทด้วยผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดผิวหน้า และยังคงยืนหนึ่งเรื่องนี้เสมอมา บอกว่าเราอาจต้องกลับไปทำความเข้าใจการดูแลผิวใหม่ตั้งแต่ต้น

“สิ่งแรกที่เราควรให้ความสำคัญ คือการทำความสะอาดผิวหน้าให้คงความชุ่มชื้นอยู่เสมอ แล้วถึงจะไปเติมความชุ่มชื้นในสเต็ปถัดไป ไม่ใช่ว่าล้างหน้าเสร็จปุ๊บ ผิวก็เอี๊ยดปั๊บ ซึ่งอาจจะดีในคนบางกลุ่ม แต่สำหรับคนที่ผิวบอบบางมาก ๆ นี่คือการทำให้วงจรผิวยิ่งแย่ลง” ตุ่มอธิบาย

แม้ในปี 1947 ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าตัวแรกอย่าง ‘Cetaphil Cleasing Lotion’ หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ ‘Cetaphil Gentle Skin Cleanser’ จะเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ก็ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว เพราะปลอบประโลมผิวและฟื้นฟูผิวบอบบาง แพ้ง่าย ให้แข็งแรงขึ้นได้จริง เป็นผลิตภัณฑ์ที่หายากในท้องตลาดสมัยนั้น 

ความน่าสนใจและแสดงให้เห็นว่าสูตรตั้งต้นนั้นเจ๋งและแจ๋ว คือก่อนจะปรับปรุงวัตถุดิบตั้งต้นในรอบ 75 ปี Cetaphil Gentle Skin Cleanser ยังคงใช้สูตรดั้งเดิมที่คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย คนแรกของโลกได้ทดลองใช้ และสูตรที่ว่าก็ยังเป็นหนึ่งในสูตรที่ขายดีตลอดกาลอีกด้วย

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

3. ถ้าไม่มีวิทยาศาสตร์ ไม่ถือเป็น Cetaphil

แม้จะตั้งต้นจากเภสัชกรที่ห่วงใยคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ก็จริง แต่แกนหลักอีกแกนที่ทำให้แบรนด์อยู่ยั้งยืนยงจนปัจจุบันได้ขนาดนี้ คือการคิดค้น วิจัย และการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ 

ถ้าใครสงสัยว่า Cetaphil เป็นแบรนด์สายวิทย์แค่ไหน? ตุ่มเล่าให้ฟังว่าตลอดระยะเวลาการวิจัยที่ผ่านมาของ Cetaphil ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจะต้องศึกษาวิจัยมากกว่า 550 ครั้งกับอาสาสมัครมากกว่า 32,000 ราย อีกทั้งในแต่ละผลิตภัณฑ์ยังต้องเน้นการวิจัยเพื่อช่วยเรื่องผิวบอบบาง คนแพ้ง่ายใช้ได้จริง คงความชุ่มชื้น และไม่ทำลายโครงสร้างผิว

นอกจากนั้น วัตถุดิบที่คัดสรรก็ต้องมีใบรับรองและผ่านการทดสอบมาแล้วว่าไม่เป็นภัยกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย และแม้บางครั้งการใส่วัตถุดิบที่สุ่มเสี่ยงอาจทำให้เกิดผลลัพธ์กับลูกค้าแบบทันตาเห็น แต่แบรนด์ก็เลือกที่จะไม่ทำ

“เราไม่ได้ใส่ใจเรื่องการอ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แค่เฉพาะในขั้นตอนการผลิต แต่กับการสื่อสารแบรนด์ออกไปยังตลาด เราก็ใส่ใจเรื่องวิทยาศาสตร์เหมือนกัน เช่น ถ้าเราจะพูดว่าผลิตภัณฑ์ของเราคงความชุ่มชื้นกี่เปอร์เซ็นต์ เราจะต้องอ้างอิงงานวิจัยเสมอ เพื่อให้ข้อมูลที่ออกไปถูกต้องและไม่เกินความจริงจนเกินไป” ตุ่มยืนยันถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ฝังรากลึกในทุกอณูของ Cetaphil

4. โจทย์หลักในการผลิตสินค้า คือการเป็นทางออกให้ผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย

เมื่อนึกถึง Cetaphil หลายคนคงนึกถึงผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เราเล่าไปแล้ว แต่รู้หรือเปล่าว่าที่จริงแล้วยังมีสินค้าอีกมากที่คิดค้นขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกคน ทุกวัย ทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะสินค้าสำหรับทารกแรกเกิด ไปจนกระทั่งสินค้าสำหรับกู้ผิวแพ้ง่าย ผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ สิว และผู้ที่เป็นผื่นแพ้ผิวหนัง แห้งคันอีกด้วย

แม้มีสินค้าหลากหลาย แต่แก่นแกนที่แท้จริงยังอยู่ นั่นคือการผลิตสินค้าเพื่อให้คนที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ 

“ลูกค้าจำนวนมากมีผิวบอบบาง แพ้ง่าย แต่ก็อยากได้ผิวกระจ่างใสด้วย พอสินค้าในตลาดส่วนใหญ่โฟกัสแค่เรื่องความกระจ่างใสอย่างเดียว ลูกค้ากลุ่มนี้ใช้ก็แพ้ทันที ต่างจาก Cetaphil ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนที่มีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เวลาจะผลิตสินค้าชิ้นใหม่ เราจึงต้องเอาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เป็นที่ตั้ง แล้วค่อยโยงออกไปว่าลูกค้าต้องการให้ช่วยแก้ไขปัญหาผิวอะไรอีกบ้าง” หนุ่มอาสาตอบ ก่อนที่ตุ่มจะเสริมถึงแก่นสำคัญ 

“อีกหัวใจสำคัญคือ ลูกค้าต้องใช้สินค้าของเราได้ในระยะยาว โดยไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างหรืออันตรายกับผิว เราจะไม่ทำสินค้าที่ทาแล้วขาวเดี๋ยวนี้ แต่เราจะทำสินค้าที่ทำให้ผิวค่อย ๆ กระจ่างใสขึ้น และค่อย ๆ ดีขึ้นในองค์รวม ไม่อย่างนั้นเราคงไม่สามารถอยู่กับคนแพ้ง่ายมาได้นานถึง 75 ปี” 

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

5. เพราะเทรนด์ผิวที่เปลี่ยนไป ถึงเวลาปรับ 3 ส่วนผสมใหม่ให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้กว่าเดิม

ถ้าเทียบกับคน อายุอานาม 75 ปีก็เป็นรุ่นยายรุ่นทวดได้แล้ว แต่แบรนด์สัญชาติอเมริกันนี้ก็ไม่ได้หยุดพัฒนาตัวเองแม้แต่น้อย Cetaphil ยังคงเป็นวัยรุ่นที่พัฒนาตัวเองและตามเทรนด์ตลอดเวลา หลังจากผลิตภัณฑ์แรกเดินทางด้วยสูตรดั้งเดิมมานาน ฉลองครบรอบ 75 ปีครั้งนี้ จึงหยิบจับเอาเทรนด์ผิวในปัจจุบันมาปรับปรุงสูตรให้ทันสมัยกว่าเดิม 

“เรามั่นใจว่าสูตรที่ผ่านมาของเราดี แต่สภาพแวดล้อมในปัจจุบันมันเปลี่ยนไป มลภาวะทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวแพ้ง่ายก็มีมากขึ้น ที่เห็นได้ชัด ๆ คือ ถ้าวันไหนค่าฝุ่น PM 2.5 สูง แค่จับหน้าก็รู้แล้วว่าหน้าเราไม่ปกติ” ตุ่มเกริ่นถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

เพราะแบบนี้เอง หลังจากเก็บข้อมูลได้ว่าคนในปัจจุบันมีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ Cetaphil จึงสรุปออกมาเป็น 5 สัญญาณผิวแพ้ง่ายที่ให้ชาวเราหมั่นสังเกต ไม่ว่าจะผิวแห้งกร้าน ผิวระคายเคืองง่าย ผิวไม่เรียบเนียน ผิวแน่นตึง และเกราะป้องกันผิวอ่อนแอ จากนั้นจึงนำสัญญาณผิวเหล่านี้ไปคิดค้นและพัฒนา จนได้สูตรปรับปรุงใหม่ของ 4 ผลิตภัณฑ์ขายดีตลอดกาล ทั้ง Cetaphil Gentle Skin Cleanser, Cetaphil Oily Skin Cleanser, Cetaphil Moisturising Lotion และ Cetaphil Moisturising Cream 

สูตรปรับปรุงใหม่ที่ว่าเน้นการปรับปรุงต้นทางของวัตถุดิบและการคัดสรร Skin Power Solution หรือ 3 วัตถุดิบสำคัญให้ดียิ่งขึ้น นั่นคือวิตามินบี 3 (Niacinamide) โปรวิตามินบี 5 (Panthenol) และกลีเซอรีน (Glycerin) ซึ่งช่วยคงความชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิว ช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรง และทำให้ผิวมีสุขภาพดี 

“หลายคนอาจบอกว่าวัตถุดิบเหล่านี้ก็มีมานานแล้วนี่ แต่มันไม่ใช่แบบนั้น การคิดค้นสูตรไม่ได้ผลลัพธ์แบบ 1 + 1 เท่ากับ 2 แต่ต้องดูว่าสารตัวไหนมารวมกับสารตัวไหนแล้วจะทำหน้าที่ได้ดีกว่า เช่น ตัว Oily Skin Cleanser ต้องมีสารลดความมันมากกว่าตัวอื่น แต่นักวิจัยจะทำยังไงให้ลดความมันได้แต่ต้องไม่ระคายเคืองผิวด้วย” ตุ่มอธิบาย

6. 75 ปีทั้งที Cetaphil ยังปรับแพ็กเกจจิ้งใหม่ให้ใส่ใจโลกมากกว่าเดิม

เพราะเชื่อว่าสภาพผิวของผู้คนสะท้อนสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ได้ Cetaphil จึงมีอีกขาสำคัญอย่าง Clear Skies ที่พยายามใส่ใจโลกมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งใหม่เป็น Smart Packaging ที่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนลุคธรรมดา ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนเพื่อโลก 

อย่างที่หลายคนรู้ว่าวัสดุบางชิ้นรีไซเคิลไม่ได้ เพราะวัสดุนั้น ๆ ประกอบขึ้นจากวัสดุหลายประเภท แบรนด์จึงหันมาเลือกใช้หีบห่อและวัสดุปิดที่ทำจากวัสดุประเภทเดียวกัน ทั้งยังแยกชิ้นส่วนได้ เพื่อส่งเสริมการแยกขยะ และเพื่อให้วัสดุเหล่านี้ส่งไปรีไซเคิลที่โรงงานรีไซเคิลทั่วไปได้ ไม่ต้องปวดหัว ความน่ารักอีกข้อคือ บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษก็ผลิตขึ้นจากวัสดุหมุนเวียน ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติด้วยนะ 

7. ไม่ได้ใส่ใจแค่แพ็กเกจจิ้ง แต่เป็นมิตรกับโลกระดับอณู

ในโปรเจกต์ Clear Skies ที่ทำ แบรนด์ยังมองลงไปถึงระดับอณูว่า นักวิจัยในมือจะทำยังไงให้วัตถุดิบทั้งหลายเป็นมิตรกับโลกด้วย พร้อมหันมาเลือกใช้วัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติมากขึ้น ไร้พาราเบน ซัลเฟต และส่วนผสมจากสัตว์มากวนใจ 

ความปังคือในฟากการผลิต ธุรกิจยังลดการใช้น้ำได้ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ต่อการผลิตสินค้า 1 ตัน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานเฉลี่ยทั้งปีได้มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เพราะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 95 เปอร์เซ็นต์ และลดการสร้างขยะฝังกลบจนเหลือศูนย์ 

“เราคือบริษัทที่มีเป้าหมายช่วยให้คนมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้นก็จริง แต่สมัยนี้ก็มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยให้สภาวะโลกร้อนดีขึ้น ในเมื่อทำได้ ก็ต้องมาดูว่าจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ของเรายังไง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราไปด้วยกันกับโลก” หนุ่มอธิบายถึงปณิธานของ Cetaphil และบริษัท Galderma

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

8. เป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดสอบผลิตภัณฑ์กับสัตว์

เห็นข้อนี้แล้วอดตื่นเต้นไม่ได้ 

นอกจากจะเป็นมิตรกับโลก Cetaphil ยังเป็นมิตรกับเพื่อนร่วมโลกอย่างเจ้าสัตว์ทดลอง เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าหลายปีมานี้ ประเด็นการทดลองสารพัดของอุปโภคบริโภคกับสัตว์กำลังเป็นที่ถกเถียง ถึงขนาดที่แบรนด์ใหญ่ ๆ หลายแบรนด์ต้องหันมาปรับเปลี่ยนตัวเองกันยกใหญ่ แต่ Cetaphil ถือเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์ ก่อนที่หลายประเทศจะออกกฎหมายข้อนี้อีกนะ ยกเว้นก็แต่ในบางประเทศที่มีกฎหมายกำชับว่า ยังไงก็ตาม สินค้าที่นำมาขายต้องทดลองกับสัตว์ด้วย แต่ก็ต้องอ้างอิงตามกฎหมายของแต่ละประเทศกันไป เพื่อให้ถูกต้องตามกฎของแต่ละที่

9. การตลาดแบบไม่ได้อยู่แค่วันนี้

“บอกตามตรงว่า ตลาดบ้านเราเป็นตลาดที่ไม่ง่าย” ตุ่มเกริ่น 

ที่ว่าไม่ง่าย ตุ่มขยายความว่า โดยธรรมชาติของคนเอเชียนั้นรักสวยรักงามมากกว่าคนทวีปอื่น ๆ นอกจากนั้น ตลาดเมืองไทยยังวิ่งเร็ว มีตัวเลือกให้ลูกค้าหลากหลายแบบ ทั้งในเชิงวัตถุดิบและราคา ที่สำคัญ คนไทยถือเป็นลูกค้าที่มีองค์ความรู้เยอะและทำการบ้านก่อนซื้อของเสมอ แต่ถึงจะยากยังไง ตุ่มก็ยืนยันว่า พวกเขาจะไม่ยอมทำการตลาดแบบหวือหวา

“เราพยายามทำการตลาดแบบยั่งยืน และพยายามทำการตลาดที่ไม่ได้อยู่แค่วันนี้ เพราะเราอยากเป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ ราคาสมเหตุสมผล และลูกค้าไม่ต้องคิดเยอะ”

ตุ่มยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในการโฆษณาของ Cetaphil จะไม่มีคำว่าขาวอย่างรวดเร็วสักครั้งเดียว เพราะพวกเขาเชื่อในความกระจ่างใสของสีผิว ผิวสุขภาพดีตามธรรมชาติ และความเร็วระดับกลางที่ปลอดภัยกับผิวมากกว่า

10. มากกว่ายอดขาย คือผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้กลับมาใช้ชีวิต 

ปัจจุบัน Cetaphil เป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกแนะนำ วางจำหน่ายใน 70 ประเทศทั่วโลก ทั้งยังเป็นแบรนด์ที่ทำงานร่วมกับหมอทั้งในโรงพยาบาลและคลินิกมายาวนาน เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จหนึ่งของแบรนด์ที่น่าภาคภูมิใจ

แต่ยอดขายไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวที่แบรนด์อยากได้ มากกว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่บริษัท เสียงตอบรับจากลูกค้าต่างหากที่ทำให้มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีกว่าเดิม

“ผมเคยเจอคนที่ผิวแพ้แบบรุนแรงมาก เขาดูไม่มีความมั่นใจเลย และเขาก็มองโลกด้วยความสิ้นหวัง เวลาจะพูด จะเดิน หรือจะทำอะไร มันดูหดหู่ไปหมด แต่เมื่อเขาได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา มุมมองที่เขามีต่อโลกก็สดใสขึ้น เห็นมั้ยว่าไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ทางกายอย่างเดียวนะ แต่มันคือผลลัพธ์ทางใจด้วย

“ในฐานะของแบรนด์ที่มุ่งเน้นเรื่องสุขภาพผิว เรารู้สึกดีว่ามากกว่ารายได้คือเราทำให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งก็ตรงกับเป้าหมายหลักของทั้งบริษัท Galderma และ Cetaphil ว่าไม่ว่ายังไง เราขอเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้น” หนุ่มเล่าประสบการณ์ที่เขาเจอกับตัวเอง

“เหมือนกับสโลแกนใหม่ของเราว่า We do skin, you do skin ที่เราตั้งใจอยากบอกผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ว่าคุณไม่ต้องกลัวนะ ถ้าเป็นเรื่องผิว เราจะช่วยให้คุณกลับไปใช้ชีวิตที่คุณต้องการให้ได้” ตุ่มทิ้งท้ายความตั้งใจ

เพราะผิวแพ้ง่ายบอบบางมีอยู่จริง สนทนากับ Cetaphil ประเทศไทย ถึง 75 ปีที่ผ่านมาและการเปลี่ยนแปลงนับจากนี้ต่อไป

Writer

Avatar

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load