24 กุมภาพันธ์ 2563
31 K

อีฟ โรเช่ (Yves Rocher) คือแบรนด์ความงามอันดับหนึ่งในฝรั่งเศส ก่อตั้งโดย อีฟ โรเช่ นักพฤกษศาสตร์ผู้หลงใหลในธรรมชาติ จากเมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส

เป็นแบรนด์อายุ 60 ปี ที่สาวฝรั่งเศสทุกคนมีติดบ้าน

เป็นแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับสมดุลของธรรมชาติมาตั้งแต่วันแรกที่ทำธุรกิจ 

ธรรมชาติสวยงามเพราะมีความหลากหลาย ความงามก็เช่นกัน อีฟ โรเช่ ไม่ได้บอกให้เราต้องสวยงามตามอย่างผู้หญิงฝรั่งเศส แต่เป็นแบรนด์ที่อยากให้เรารู้สึกดีกับความสวยงามในแบบฉบับของเรา

15 เรื่องราวของ Yves Rocher แบรนด์จากธรรมชาติอายุ 60 ปีที่สาวฝรั่งเศสทุกคนต้องมีติดบ้าน
15 เรื่องราวของ Yves Rocher แบรนด์จากธรรมชาติอายุ 60 ปีที่สาวฝรั่งเศสทุกคนต้องมีติดบ้าน

นอกจากผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นจะมาจากธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นยังผลิตและนำเข้าจากฝรั่งเศสเหมือนเดิมตั้งแต่วันแรก โดยมีราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพันเพราะอยากให้ทุกคนเข้าถึง

The Cloud มีโอกาสพูดคุยพิเศษกับ Véronique Gohmann Style and Communication Corporate Directon ของ อีฟ โรเช่ ถึงเบื้องหลังการสร้างแบรนด์ความงามจากธรรมชาติที่ทุกคนรัก และหัวใจการทำธุรกิจรักษ์โลกแบบฝรั่งเศส

ไม่ใช่แค่แบรนด์ขายผลิตภัณฑ์ความงาม แต่อีฟ โรเช่ คือแบรนด์ของนักพฤกษศาสตร์ผู้บุกเบิกและรวบรวมพืชพันธุ์ท้องถิ่นและพันธุ์หายากกว่า 1,500 สายพันธุ์ มาปลูกไว้ในสวนพฤกษศาสตร์ของเมือง ทั้งยังเสาะหาพันธุ์พืชโบราณอีกกว่า 250 ชนิดจากแหล่งปลูกพืชออร์แกนิกทั่วโลก 

คือเกษตรกรผู้ทำฟาร์มเกษตรอินทรีย์ขนาด 70 เฮกตาร์ในเมืองลา กาซิลี่ ซึ่งมีขนาดใหญ่เกือบเท่าสนามฟุตบอล 100 สนาม

คือผู้ผลิตที่ใช้แต่พลังงานหมุนเวียนธรรมชาติในโรงงาน ซึ่งอยู่ในรัศมี 30 กิโลเมตรจากเมืองลา กาซิลี่ 

เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส

คือผู้จัดจำหน่ายและส่งมอบสินค้า Made in France ไปสู่ผู้บริโภคใน 100 ประเทศทั่วโลก

สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือ อีฟ โรเช่ ทำเรื่องเหล่านี้มานานมาก ทั้งยังไปไกลกว่าการเป็นแบรนด์ออร์แกนิกหรือแบรนด์รักษ์โลกทั่วไป เช่น ขณะที่ทุกคนสนใจบรรจุภัณฑ์จากพลาสติกรีไซเคิล อีฟ โรเช่ คิดและทำมากกว่าด้วยการคิดค้นเจลอาบน้ำสูตรเข้มข้น ลดปริมาณของที่ต้องใช้ทำบรรจุภัณฑ์ เพื่อลดการใช้พลาสติกและลดน้ำหนักการขนส่ง น้ำที่เกิดจากการชะล้างทำความสะอาดก็ไม่เสีย เพราะเป็นสูตรที่ย่อยสลายในธรรมชาติ สร้างความรู้สึก ‘สวยโลกไม่เสีย’ ให้ผู้บริโภคอย่างเราภูมิใจที่มีส่วนช่วยโลกได้จริง

มาดูวิธีคิดเบื้องหลังของอีฟ โรเช่ และทำความรู้จักเมืองต้นกำเนิดของแบรนด์ไปพร้อมกัน

แล้วตามไปสมัครฝึกงานหนึ่งสัปดาห์กับอีฟ โรเช่  ที่หมู่บ้าน ลา กาซิลี่ ประเทศฝรั่งเศส ไปเป็นชาวไร่ฟาร์มออร์แกนิก เข้า-ออกสวนพฤกษศาสตร์ เรียนรู้การดูแลระบบนิเวศ ไปพร้อมกับสร้างแรงบันดาลใจจากธุรกิจที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน ท้ายบทความ

เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส

1. อีฟ โรเช่ เป็นแบรนด์ที่อยากให้ผู้หญิงทุกคนรู้สึกดีกับความงามในแบบตัวเอง เหมือนดอกไม้และกิ่งก้านใบที่เบ่งบานเป็นธรรมชาติ

ย้อนกลับไปเมื่อ 60 ปีก่อน อีฟ โรเช่ คือชายหนุ่มผู้หลงใหลธรรมชาติ เขาเชื่อในความงามที่หลากหลาย อยากให้ผู้คนเข้าถึงความงามตามธรรมชาติ จึงคิดผลิตภัณฑ์เพื่อส่งต่อความเชื่อ และทำธุรกิจที่เติบโตโดยที่ทำให้ผู้คนและโลกสวยงามไปพร้อมกัน

2. จากโจทย์ที่อยากรักษาความอุดมสมบูรณ์และพัฒนาความเป็นอยู่ของผู้คนในบ้านเกิด

อีฟ โรเช่ เกิดและเติบโตที่เมืองลา กาซิลี่ แคว้นบริตทานี ประเทศฝรั่งเศส อีฟ โรเช่ ในวัยเด็กสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง จึงเรียนหนังสืออยู่ที่บ้านทำให้สนิทกับคนในครอบครัว

ต่อมาสูญเสียพ่ออย่างกะทันหัน อีฟ โรเช่ ในวัย 14 ปีใช้เวลาเกือบ 2 ปีอยู่ในป่าเพื่อทำความเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติ สุขภาพ และความงดงามของชีวิต ความใกล้ชิดธรรมชาติในครั้งนั้นเยียวยาเขาจากความเศร้า และทำให้เขาค้นพบความหลงใหลใหม่ อีฟ โรเช่ ตั้งมั่นกับตัวเองว่าจะรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินแดนแห่งนี้ และพัฒนาความเป็นอยู่ของผู้คนที่ลา กาซิลี่ 

เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส

3. อีฟ โรเช่ คิดค้นครีมตัวแรกจากห้องทดลองใต้หลังคา

หลังจาก อีฟ โรเช่ เปลี่ยนห้องใต้หลังคาของครอบครัวให้กลายเป็นห้องทดลองคิดค้นผลิตภัณฑ์จากพืชและธรรมชาติ เขาก็ค้นพบครีมบำรุงสูตรแรกที่มีส่วนผสมของ Celandine พืชที่พบในยารักษาโรคผิวหนังแผนโบราณ ซึ่งเดิมใช้ทำความสะอาดร่างกาย ก่อนทดลองส่งไปขายให้เพื่อนบ้านและหมู่บ้านใกล้เคียง ถือเป็นจุดเริ่มต้นของผลิตภัณฑ์เพื่อความงามจากธรรมชาติ จะเห็นว่า อีฟ โรเช่ เป็นแบรนด์ที่ใช้พืชเป็นส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวมาตั้งแต่ยุค 60

4. จุดเปลี่ยนจากคาโมมายล์ ผลิตภัณฑ์จากพืชที่ทำให้ผิวอ่อนนุ่ม

สินค้าที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแบรนด์ อีฟ โรเช่ คือครีมบำรุงจากดอกคาโมมายล์สูตรสำหรับผิวแพ้ง่าย เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 1964 สร้างความฮือฮาด้วยสรรพคุณจากดอกไม้ที่ทำให้ผิวอ่อนนุ่ม 

เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส
เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส

5. ทุก 5 วินาทีจะมีคนซื้อ Riche Crème 1 ขวดจากมุมใดมุมหนึ่งของโลก

สินค้าขายดีตลอดกาลของอีฟ โรเช่ คือ Riche Crème ครีมบำรุงและต่อต้านริ้วรอยที่มีสารสกัดน้ำมันจากพฤกษา 10 ชนิด เปิดตัวครั้งแรกปี 1974 ซึ่งเป็นที่พูดถึงในหมู่สาวๆ มาทุกยุคทุกสมัย โดยทุก 5 วินาทีจะมีคนซื้อ Riche Crème 1 ขวดจากมุมใดมุมหนึ่งของโลก มียอดขายเฉลี่ยปีละ 8 ล้านขวด ขายดีเป็นอันดับหนึ่งตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกจนวันนี้นับเป็นเวลา 45 ปีแล้ว ปัจจุบันปรับสูตรใหม่มีสารสกัดน้ำมันจากพฤกษาพรรณ 30 ชนิดและน้ำมันสกัดจากกุหลาบ เพิ่มประสิทธิภาพและการดูดซึมสู่ผิว 

สินค้าขายดีอันดับสองตลอดกาล คือ Elixir Jeunesse Skin Care Range ที่มีสารสกัดจาก อะ โฟลย่า (Aphloia) จากมาดากัสการ์ เป็นพืชที่มีคุณสมบัติซ่อมแซมเปลือกของต้นไม้ตัวเองได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งใบมีสารช่วยป้องกันความร้อน โดยอีฟ โรเช่ พัฒนาสูตรให้เหมาะกับทุกสภาพผิว ขณะที่ตลาดเอเชียในปีที่ผ่านมามีสินค้าขายดี คือน้ำส้มสายชูหมักผมสกัดจากธรรมชาติ หรือ Raspberry Vinegar 

15 เรื่องราวของ Yves Rocher แบรนด์จากธรรมชาติอายุ 60 ปีที่สาวฝรั่งเศสทุกคนต้องมีติดบ้าน
15 เรื่องราวของ Yves Rocher แบรนด์จากธรรมชาติอายุ 60 ปีที่สาวฝรั่งเศสทุกคนต้องมีติดบ้าน

6. อีฟ โรเช่ มีสินค้าตั้งแต่ราคาหลักร้อยบาทไปจนถึงหลักพันบาท

หัวใจสำคัญของแบรนด์ คือของคุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้ เป็นความตั้งใจของแบรนด์และผู้ก่อตั้งที่อยากทำสินค้าสำหรับผู้หญิงทุกคนได้ใช้

7. อีฟ โรเช่ เป็นแบรนด์ที่มีสวนพฤกษศาสตร์เป็นของตัวเองมาตั้งแต่เมื่อ 45 ปีก่อน ซึ่งรวบรวมและอนุรักษ์พันธุ์พืชหายากกว่า 1,000 สายพันธุ์

ในสวนพฤกษศาสตร์ของอีฟ โรเช่ ที่เมือง ลา กาซิลี่ ไม่เพียงรวบรวมอนุรักษ์พันธุ์พืชกว่า 1,500 สายพันธุ์ ซึ่งประกอบด้วย สมุนไพร ดอกไม้ท้องถิ่น และพืชใกล้สูญพันธุ์จากพื้นที่อื่นๆ ในโลก ยังรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศ เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันของแมลง ผึ้ง หนอน นก ผีเสื้อ และเป็นมากกว่าห้องทดลองแบบเปิดโล่ง ทำให้นักพฤกษศาสตร์และนักชีววิทยาของอีฟ โรเช่ ค้นพบกับแรงบันดาลใจไม่จำกัด โดยนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากห้องทดลองนี้ต้องไม่รบกวนหรือมีความใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด 

เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส

8. บุกเบิกการทำฟาร์มพืชสมุนไพรในลา กาซิลี่ แหล่งวัตุดิบสำคัญในผลิตภัณฑ์

หากเอ่ยชื่อพืชนานาพันธุ์ วัตถุดิบสำคัญในผลิตภัณฑ์อีฟ โรเช่ คนไทยอาจไม่คุ้นเพราะไม่ใช่ดอกไม้ทั่วไป แต่เป็นพืชสมุนไพรใช้ในยาแพทย์แผนโบราณของฝั่งโลกตะวันตกที่มีมานานนับพันปีแล้ว ซึ่งในอดีตดอกไม้ป่าเหล่านี้ถูกเข้าใจว่าเป็นวัชพืช 

ที่ลา กาซิลี่ นี่เองเป็นแหล่งปลูกพืชสมุนไพร 8 ชนิด อันเป็นส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์จำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ ของอีฟ โรเช่ ด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ ดอกคาโมมายล์สายพันธุ์เยอรมัน (Chamomile Matricaria) และดอกคาโมมายล์สายพันธุ์โรมัน (Romaine) เป็นสมุนไพรที่ใช้มานานนับพันปี ตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ เรื่อยมาจนกรีกและโรมัน นิยมมากในทวีปยุโรป สรรพคุณที่ดีต่อผิวช่วยประโลมผิวทำให้ผ่อนคลาย ช่วยทำความสะอาดลดการระคายเคืองผิว 

อาร์นิกา (Arnica) พืชสมุนไพรในตระกูลดอกทานตะวัน ลักษณะคล้ายดอกดาวเรืองขนาดเล็ก สรรพคุณแก้ฟกช้ำ แก้อักเสบ ลดผื่นผิวหนัง คาเลนดูล่า (Calendula) ดอกไม้สีส้มรู้จักในชื่อดาวเรืองฝรั่ง หรือดาวเรืองหม้อ สรรพคุณลดการอักเสบระคายเคือง รักษาผิวแพ้ง่าย และชะลออายุของผิว คอร์นฟลาเวอร์ (Cornflower) ในการแพทย์แผนโบราณ นิยมนำดอกไปผลิตน้ำดูแลผิวที่ระคายเคืองหรือแพ้ง่าย

แมลโล (Mallow) ดอกไม้ตระกูลชบา มีสีชมพูอมม่วง เมือกที่อยู่ในใบไม้และดอกไม้มีประโยชน์ต่อผิวหนัง เอดูลิส (Edulis) คุณสมบัติกักเก็บน้ำ รักษาความชุ่มชื้นของผิวระดับโมเลกุล และผักเกล็ดหิมะ (Ice Plant) ต้นกำเนิดจากพื้นที่ทะเลทรายซึ่งกักเก็บสารอาหารสำคัญในเม็ดใสตามลำต้น จึงเหมาะแก่การสกัดสารที่มีคุณสมบัติกักเก็บน้ำให้กับผิว

เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส
เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส

9. อีฟ โรเช่ เป็นแบรนด์ Vegan 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่เพียงใช้สารสกัดจากธรรมชาติ ไม่พึ่งพาสารเคมีใดๆ ยังเป็นแบรนด์ที่ประกาศเลิกการทดลองในสัตว์ก่อนใครมาตั้งแต่ปี 1989

อีฟ โรเช่ ตัดสินใจหยุดทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์ทุกชนิด ก่อนจะมีประกาศห้ามจากองค์การกฎหมายยุโรป 15 ปี

10. ลา กาซิลี่ คือเมืองที่มีพื้นที่ปลูกพืชสมุนไพรออร์แกนิกขนาดเท่าสนามฟุตบอลเกือบ 100 สนาม

อีฟ โรเช่ ผ่านการรับรองผลิตภัณฑ์มาตรฐานออร์แกนิกจาก ECOCERT ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเข้มงวดและมีชื่อเสียงระดับสากลมาตั้งแต่ปี 1997 โดยวัตถุดิบที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ECOCERT นั้นต้องมีถิ่นกำเนิดมาจากธรรมชาติและต้องมาจากฟาร์มออร์แกนิกเท่านั้น 

ปัจจุบัน อีฟ โรเช่ มีพื้นที่ปลูกพืชออร์แกนิกในเมืองลา กาซิลี่ มากถึง 70 เฮกตาร์ หรือเท่ากับสนาม Camp Nou สนามของสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา 99.5 สนาม (1 เฮกตาร์ มีขนาดเท่ากับพื้นที่ 10,000 ตารางเมตร)

11. ไม่ใช่แค่กระบวนการผลิต แต่แผนธุรกิจของ อีฟ โรเช่ ก็เป็นมิตรกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม

หลังจากศึกษาหาความรู้จนกลายเป็นนักพฤกษศาสตร์ ก่อตั้งบริษัท สร้างโรงงาน จนเป็นแบรนด์ของธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินกิจการมาถึง 3 รุ่น ธุรกิจของอีฟ โรเช่ ทำให้เมืองเล็กๆ อย่าง ลา กาซิลี่ เกิดการจ้างงานกว่า 10,000 ตำแหน่ง และกลายเป็นหมุดหมายที่คนรักธรรมชาติอยากมาเยือน เพื่อมาสัมผัสความอุมดมสมบูรณ์

ลา กาซิลี่ มีพื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์เพาะปลูกวัตถุดิบสำคัญขนาดสุดลูกหูลูกตา มีสวนพฤกษศาสตร์ที่รวบรวมและอนุรักษ์พันธุ์พืชหายากกว่า 1,500 สายพันธุ์ มีโรงงานที่กระบวนการผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมซึ่งตั้งอยู่ในรัศมี 30 กิโลเมตรจากเมืองลา กาซิลี่ เพื่อลดการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติในกระบวนการขนส่งวัตถุดิบ

และไม่ใช่แค่การผลิต แต่แผนธุรกิจของอีฟ โรเช่ก็เป็นมิตรกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยจะทำการค้ากับฟาร์มอินทรีย์ที่ตั้งใจปลูกพืชอย่างดีในราคาที่เป็นธรรม เพื่อประโยชน์กับชุมชน และคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่นั้นๆ เป็นสำคัญ ทั้งยังให้ความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคในเรื่องคุณภาพสินค้า ตามมาตรฐานการผลิต ในราคาที่เข้าถึงได้

เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส

12. ถ่ายทอดแก่นของแบรนด์ผ่านประสบการณ์พักผ่อน

ฌาคส์ โรเช่ (Jacques Rocher) ทายาทรุ่นสองของอีฟ โรเช่ ต่อยอดธุรกิจของครอบครัวด้วยการสร้างประสบการณ์อยู่และเข้าใจธรรมชาติผ่านธุรกิจโรงแรมในเมืองลา กาซิลี่ ชื่อ Yves Rocher La Gree des Landes โรงแรมหรูระดับ 4 ดาว ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผ่านมาตรฐานและการรับรองโรงแรมสีเขียวจากสหภาพยุโรป และมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาใช้บริการมากกว่า 20,000 คนต่อปี

Yves Rocher La Gree des Landes เมืองลา กาซิลี่ ประเทศฝรั่งเศส

13. คิดค้นสูตรเข้มข้นขึ้นเพื่อให้ใช้น้อยลง สร้างผลกระทบน้อยลง

ไม่เพียงคิดใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิล แต่ยังท้าทายตัวเองด้วยการใช้พลาสติกให้น้อยลง ไม่แจกถุงพลาสติกในร้านตั้งแต่ปี 2006 ไม่ผลิตสิ่งพิมพ์ประชาสัมพันธ์เพื่อสื่อสารการตลาดเกินความจำเป็น แต่ตั้งใจคิดค้นผลิตภัณฑ์สูตรที่ดีขึ้น เข้มข้นขึ้น เพื่อให้ใช้น้อยลง สร้างผลกระทบน้อยลง 

เช่น เจลอาบน้ำและยาสระผม ‘I love my planet’ สูตรรักษ์โลก เพียง 1 หยดให้ฟองและประสิทธิภาพเท่ากับปริมาณการใช้อาบน้ำ-สระผมปกติ ในปริมาณที่ลดลง 4 เท่า นั่นคือในปริมาณขนาด 100 มิลลิลิตร มีประสิทธิภาพเท่ากับสูตรทั่วไป 400 มิลลิลิตร ลดการใช้พลาสติกในบรรจุภัณฑ์ได้ 25 เปอร์เซ็นต์ และยังช่วยประหยัดพลังงานจากการขนส่ง 50 เปอร์เซ็นต์ และน้ำจากการชะล้างทำความสะอาดยังย่อยสลายได้เองในธรรมชาติ

15 เรื่องราวของ Yves Rocher แบรนด์จากธรรมชาติอายุ 60 ปีที่สาวฝรั่งเศสทุกคนต้องมีติดบ้าน

14. อีฟ โรเช่ จะปลูกต้นไม้เพิ่ม 1 ต้น ต่อทุกการซื้อ I love my planet 1 ขวด

อีฟ โรเช่ มีกองทุน Yves Rocher Foundation ที่ทำงานอนุรักษ์ป่าผ่านโครงการ Plant for The Planet ปลูกต้นไม้ 100 ล้านต้น ใน 30 ประเทศ ซึ่งใกล้สำเร็จแล้วในไม่ช้า และตั้งใจจะปลูกเพิ่มอีก 100 ล้านต้นภายในปี 2030 นอกจากนี้ยังมีโครงการ Terre De Femmes ซึ่งมอบรางวัลสนับสนุนผู้หญิงที่ต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมมาแล้วกว่า 400 คนใน 50 ประเทศ

15. นอกจากดูแลธรรมชาติ อีฟ โรเช่ยังใส่ใจดูแลผู้คน 

ที่อีฟ โรเช่ มีพนักงานขายที่เป็นผู้หญิง กว่า 10,000 คน ใน 4,000 สาขาทั่วโลก ซึ่งพวกเธอเข้าใจแนวคิดของอีฟ โรเช่ เข้าใจแง่งามของความหลากหลาย และรู้ความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง ยิ่งตอกย้ำภาพจำของแบรนด์ที่ใส่ใจธรรมชาติ ด้วยธรรมชาติ เพื่อธรรมชาติ 

เหนือสิ่งอื่นใด อีฟ โรเช่เป็นแบรนด์ที่มีพลังต่อผู้หญิงมาก เพราะพวกเธอผูกพันและสัมผัสได้ถึงคุณภาพ ความเชี่ยวชาญ มีองค์ความรู้จากสถาบันวิจัยและพัฒนาที่ไม่เคยหยุดพัฒนา

อีฟ โรเช่ มีนิยามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ความงามจากธรรมชาติที่ดีว่า เป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่ช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ดีต่อผิวของเราและโลกของเรา

นี่คงเป็นเหตุผลที่ทำให้ อีฟ โรเช่ เป็นแบรนด์ความงามจากธรรมชาติอันดับหนึ่งของฝรั่งเศส

เหมือนกับที่ธรรมชาติสวยงาม เพราะอุดมไปด้วยหลากหลาย

15 เรื่องราวของ Yves Rocher แบรนด์จากธรรมชาติอายุ 60 ปีที่สาวฝรั่งเศสทุกคนต้องมีติดบ้าน

The Botanical Beauty Valley

Yves Rocher และ The Cloud ชวนผู้สนใจและหลงใหลในธรรมชาติ 2 คน เดินทางไปฝึกงานกับ Yves Rocher ที่เมืองลา กาซิลี่ ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 9 – 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 เป็นเวลา 1 สัปดาห์ เรียนรู้ขั้นตอนต่างๆ ที่เป็นหัวใจของแบรนด์ Yves Rocher ไปเป็นชาวไร่ฟาร์มออร์แกนิก เข้า-ออกสวนพฤกษศาสตร์จดชื่อพันธุ์พืชหายาก เรียนรู้ความหลากหลายและการสร้างสมดุลธรรมชาติ ดูแลระบบนิเวศ ไปพร้อมกับสร้างแรงบันดาลใจจากธุรกิจที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน ดูรายละเอียดและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่นี่

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

8 มิถุนายน 2564
5 K

คงไม่มีใครไม่รู้จัก ‘มาม่า’ 

และเชื่อว่าหลายๆ คนก็คงเป็นเหมือนเราที่เรียกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกแบรนด์จนติดปากว่า มาม่า ไปแล้ว

ย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ.2501 บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถูกคิดค้นในญี่ปุ่นโดย โมโมฟุกุ อันโด (Momofuku Ando) ผู้อยากสร้างอาหารที่ทานได้ทุกวันโดยไม่ต้องออกไปข้างนอก ก่อนจะขยายไปยังประเทศต่างๆ เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ได้รับอิทธิพลเช่นกัน

ใน พ.ศ. 2515 บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เห็นโอกาสในการสร้างแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศไทย โดยร่วมทุนกับยูนิ-เพรสซิเดนท์จากประเทศไต้หวัน เพื่อก่อตั้งบริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) เพื่อผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นมา

12 เคล็ดลับของ ‘มาม่า’ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคู่ครัว ที่ไม่ได้ขายดีแค่เฉพาะสิ้นเดือน

ชื่อยี่ห้อ ‘มาม่า’ มีต้นกำเนิดมาจากคำว่า ‘แม่’ ด้วยเหตุผล 2 ข้อใหญ่ๆ

หนึ่ง เพราะเป็นคำแรกที่เด็กๆ มักจะพูดได้

สอง แม่คือคนที่ทำอาหารอร่อยๆ ให้เรากินอยู่เสมอ

เพชร พะเนียงเวทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและกรรมการบริษัท มาม่า

The Cloud มีนัดกับ เพชร พะเนียงเวทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและกรรมการบริษัท ซึ่งจะมาเล่าเรื่องแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ธุรกิจไม่ได้ราบรื่นตั้งแต่วันแรก แต่ด้วยจุดแข็ง กลยุทธ์ที่แก้ปัญหาทั้งตอบโจทย์ลูกค้าได้ตรงจุด และให้ความสำคัญกับ ‘สินค้าดี’ เป็นอันดับแรก ทำให้มาม่าเติบโตมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นแบรนด์ที่มียอดผลิตมากกว่า 6 ล้านซองต่อวัน

นี่อาจจะเป็นหนึ่งในสินค้าที่เราเห็นกันบนชั้นขายของจนคุ้นตา แต่ตลอดบทสนทนานี้ เราพบว่ามันไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์ที่เรากินจนคุ้นปาก หากเป็นสิ่งที่อยู่กับเราในแทบทุกช่วงสำคัญของชีวิต 

ข้อแนะนำ : หากต้มมาม่ากินระหว่างอ่านบทความนี้จะได้อรรถรสมากขึ้น

1. มาม่าเข้าตลาดในวันที่ราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแพงกว่าบะหมี่ชาม และเป็นผู้นำร่องกลยุทธ์การขายแบบชงชิม

ย้อนกลับไปวันแรกที่เข้าตลาดใน พ.ศ. 2515 ปีที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไทยหลายยี่ห้อวางจำหน่ายในเวลาไล่เลี่ยกัน ด้วยราคาขายที่แพงกว่าบะหมี่ชามที่ขายทั่วไปตามท้องถนน ธุรกิจในตอนนั้นตามคำบอกเล่าของเพชรคือ ‘ขายแทบไม่ได้เลย’

แบรนด์ต้องเจออุปสรรคมากหมาย ตั้งแต่ปัญหาในกระบวนการผลิต การกระจายสินค้าที่ยังไม่สะดวกสบายเหมือนทุกวันนี้ จนยูนิ-เพรสซิเดนท์ บริษัทหุ้นส่วนจากไต้หวันตัดสินใจแยกทางไป

“แต่สหพัฒน์ฯ ไม่ยอมแพ้หรอก เราต้องไปให้ถึงเป้าหมาย” ผู้บริหารหนุ่มกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น

บริษัทตัดสินใจลองทุกวิถีทางตั้งแต่วิทยาศาสตร์จนถึงไสยศาสตร์ หากลยุทธ์ใหม่ๆ ในการทำให้คนรู้จักสินค้าที่ไม่คุ้นชื่อ แบรนด์ใช้วิธีชงชิม (แบบที่เราคุ้นชินกันในวันนี้) เพื่อให้คนได้ลองทาน ในยุคที่ห้างสรรพสินค้ายังไม่เฟื่องฟู ก็ต้องไปตามสถานีรถสาธารณะทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด อาศัยจุดแข็งในการกระจายสินค้า ทำให้มาม่าสามารถครอบคลุมได้ถึง 90 เปอร์เซ็นทั่วประเทศ พัฒนาจนสินค้าดี อร่อย มีคุณภาพ เพราะเชื่อว่าธุรกิจอาหารยังไงสินค้าก็ต้องดีเป็นอันดับหนึ่ง

2. การเรียกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปว่า ‘มาม่า’ เป็นทั้งข้อได้เปรียบและข้อเสียเปรียบทางธุรกิจ

หลังจากเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องและประสบความสำเร็จในการสื่อสารกับลูกค้าอย่างสูง ชื่อของ ‘มาม่า’ กลายมาเป็นชื่อเรียกแทนประเภทสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป (Generic Name) เมื่อเราพูดคำว่า ‘มาม่า’ คำถามที่ต้องเจอต่อก็คือ “ยี่ห้อไหน” ทั้งๆ ที่มาม่าก็เป็นยี่ห้ออยู่แล้ว

ข้อได้เปรียบคือ คนชื่อชอบ ติดปาก เรียกง่าย ใครๆ ก็พูดถึง แต่พอถึงจุดหนึ่ง การเรียกเหมารวมผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั้งหมดส่งผลต่อการจดจำแบรนด์ของผู้บริโภค และกลายเป็นข้อเสียเปรียบ

“เวลาทำโฆษณาก็กลายเป็นโฆษณาให้ยี่ห้ออื่นไปด้วย” เพชรเล่าติดตลก “แต่เราก็ภูมิใจนะ วันนี้ดีกว่าแต่ก่อนเยอะ เมื่อก่อนรสชาติซ้ำกัน แพ็กเกจจิ้งก็เหมือนกัน หยิบผิดได้เลย มาวันนี้การรับรู้สื่อของผู้บริโภคเปลี่ยนไป

“การทำธุรกิจของเราก็เปลี่ยนไป เราจะพยายามไม่ออกรสชาติใหม่เหมือนคู่แข่ง ถ้าเขาออกแล้ว เราจะไม่ออกซ้ำ ฝั่งเขาก็เช่นเดียวกัน”

นอกจากนี้ แบรนด์ใช้วิธีเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้เป็นเอกลักษณ์ แบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รวมถึงใช้รูปพรีเซนเตอร์บนซองให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทโดดเด่น แตกต่างจากคู่แข่ง และให้คนจดจำได้ง่ายยิ่งขึ้น

12 เคล็ดลับของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคู่ครัว ที่ไม่ได้ขายดีแค่เฉพาะสิ้นเดือน

3. สาเหตุหนึ่งที่รสต้มยำกุ้งเป็นรสชาติที่ขายดีที่สุด เพราะมีน้ำหนักน้อยที่สุด

บะหมี่สำเร็จรูปที่นำเข้ามาจัดจำหน่ายในช่วงแรกๆ มีน้ำหนักถึง 70 กรัม ตามอิทธิพลที่ได้รับมาจากวัฒนธรรมประเทศญี่ปุ่น ซึ่งไม่พอดีกับผู้บริโภคคนไทย เพราะตัวเล็กกว่า ทานน้อยกว่า บะหมี่ก้อนขนาดใหญ่จึงมีจำนวนมากเกินไป 

เมื่อทานได้น้อย เส้นก็อืดน้ำ รสชาติไม่ถูกปาก จึงไม่เกิดการซื้อซ้ำ แบรนด์เห็นดังนั้นจึงตัดสินใจลดน้ำหนักของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเหลือ 60 กรัมให้เหมาะสำหรับคนไทย 

จนกระทั่งวันที่มาม่ารสต้มยำกุ้งออกสู่ตลาดด้วยโฉมใหม่กับซอง Metalized (ฟิล์มพลาสติกฉาบด้วยโลหะอะลูมิเนียม) แบบมันวาวต่างจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอื่นๆ บนชั้น มีเครื่องปรุงอย่างน้ำพริกเผาเพิ่มเข้ามา และด้วยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น บริษัทจึงต้องลดน้ำหนักเส้นบะหมี่เหลือ 55 กรัม ซึ่งกลายเป็นน้ำหนักที่พอดิบพอดี เมื่อเส้นรวมกับเครื่องปรุง เกิดรสเข้มข้นจนเป็นรสชาติที่ขายดีที่สุด เทียบให้เห็นง่ายๆ ว่าถ้ายอดขายทั้งหมดคือ 100 เปอร์เซ็นต์ ยอดขายต้มยำกุ้งก็เกือบ 40 เปอร์เซ็นต์แล้ว 

ทีมงานของมาม่าจึงพูดกันทีเล่นทีจริงเสมอว่า ต้มยำกุ้งขายดีที่สุดเพราะน้ำหนักน้อย

12 เคล็ดลับของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคู่ครัว ที่ไม่ได้ขายดีแค่เฉพาะสิ้นเดือน

4. วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร คือเห็นความสำคัญของแพ็กเกจจิ้ง

มาม่าเป็นแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเจ้าแรกในโลกที่นำวัสดุ Metalized มาใช้กับบรรจุภัณฑ์ของรสต้มยำกุ้ง

เพราะผู้บริหารมองว่า นี่คือปัจจัยหนึ่งที่จะสร้างความแตกต่างให้แบรนด์จากสินค้ายี่ห้ออื่นๆ ในท้องตลาด จึงมีการพัฒนาแพ็กเกจจิ้งอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากกระดาษแก้ว ก่อนปรับเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามา

อย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบถ้วย ใช้วัสดุหลักๆ อยู่ 3 อย่าง คือ พลาสติก โฟม และกระดาษ ฮ่องกงใช้โฟม ประเทศไทยใช้พลาสติกมาก่อน ส่วนจีนก็เคยใช้พลาสติกแบบประเทศไทย

จีนเป็นประเทศแรกที่เปลี่ยนจากถ้วยพลาสติกเป็นกระดาษ เพราะเจอปัญหาเวลาที่มีวันหยุดประจำชาติ ข้างทางรถไฟจะเต็มไปด้วยขยะพลาสติก จึงออกกฎหมายว่าไม่อนุญาตให้ใช้พลาสติกเป็นบรรจุภัณฑ์

12 เคล็ดลับของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคู่ครัว ที่ไม่ได้ขายดีแค่เฉพาะสิ้นเดือน

มาม่าเองก็ศึกษาเกี่ยวกับแพ็กเกจจิ้งหลายรูปแบบที่จะมาทดแทนพลาสติก เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีข้อแม้ว่าราคาขายต้องเท่าเดิม ยุคนั้นถ้วยกระดาษมีใช้แค่กับกาแฟและไอศกรีม จนได้เจอวัสดุกระดาษที่ทำให้ไม่ต้องขึ้นราคาขายเมื่อ 15 ปีก่อน และเป็นเจ้าแรกในประเทศที่เปลี่ยนจากถ้วยพลาสติกมาเป็นกระดาษ ก่อนที่ประเทศญี่ปุ่นจะปรับตัวด้วยซ้ำ

5. ตีตลาดต่างประเทศ โดยไม่คิดจะไปแทนที่แบรนด์ของชาติ

มาม่ามีโรงงานอยู่ใน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย เมียนมา กัมพูชา บังกลาเทศ และฮังการี ส่งออกไปยัง 60 ประเทศทั่วโลก โดยมียอดขายอันดับหนึ่งอยู่ที่สหรัฐอเมริกา

รสซุปไก่ขายดีที่สุดในต่างประเทศ แต่ไม่มีขายในไทย

ในยุโรปไม่มีรสหมูสับ เพราะโรงงานเป็นฮาลาล เครื่องปรุงทั้งหมดส่งตรงจากเมืองไทย น้ำมันปาล์มจากอินโดนีเซีย ส่วนแป้งเป็นของในทวีป

บางประเทศมีรสชาติพิเศษที่ปรุงขึ้นเพื่อให้เข้ากับวัฒนธรรมการกินของประเทศนั้นๆ เช่น รสหมี่กะทิในเมียนมา หรือรสอาหารประจำของบังกลาเทศ ซึ่งออกมาในรูปแบบบะหมี่แห้ง เพราะวัฒนธรรมเขาใช้มือกิน

แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ไม่เคยคิดจะไปแทนแบรนด์ของแต่ละชาติ และยังไงก็จะเป็นสินค้า Niche Market อย่างการเข้าไปตีตลาดในญี่ปุ่น ประเทศที่บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นกิจวัตร แบรนด์ก็เลือกจะไม่ทำรสชาติแบบญี่ปุ่น เพื่อเข้าไปแข่งขันในตลาด แต่ยืนยันจะทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดี ขายในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดี 

6. ใครๆ ก็สร้างรสชาติใหม่ได้

นอกจากการมีศูนย์วิจัยและพัฒนาสินค้า เพื่อค้นหารสชาติใหม่ที่โรงงานแล้ว เมื่อพูดถึงการคิดรสชาติใหม่ แบรนด์มีวิธีที่เรียบง่ายกว่านั้น 

ใครๆ ก็สร้างรสชาติใหม่ได้ ตั้งแต่ผู้บริหารไปจนถึงพนักงานปฏิบัติการ โดยเริ่มจากคนไหนอยากกินอะไรก็แบ่งปันกัน ทำได้หรือเปล่ายังไม่รู้ แต่จะลองโดยเริ่มจากการทำรีเสิร์ชกลุ่มเล็กๆ ถ้าดูเข้าท่าก็เปลี่ยนไปทำรีเสิร์ชกลุ่มใหญ่ขึ้น หรือบางทีไอเดียก็มาจากพาร์ตเนอร์ที่ทำเรื่องรสและกลิ่น

รสชาติใหม่ๆ ของมาม่าจึงเริ่มจากทุกส่วน ไม่เพียงแต่ R&D Center ที่โรงงานเท่านั้น บางรสชาติใช้เวลาพัฒนาเพียง 3 เดือน แต่บางรสชาติก็นานกว่านั้นมาก

เส้นทางรสชาติความสำเร็จอันกลมกล่อมของ ‘มาม่า’ บะหมี่คู่ใจคนไทยทุกชนชั้นตลอด 48 ปี

“ยกตัวอย่างเช่น รสไข่เค็ม” เพชรบอกว่าโปรดักต์นี้เริ่มต้นจากเขา “ผมได้กินมันฝรั่งทอดกรอบรสไข่เค็มที่มาเลเซีย บริษัทผลิตบะหมี่และมันฝรั่งทอดกรอบที่นั่นเอามาให้ลองชิมว่าโอเคไหม จำได้ว่านั่งกันสี่ห้าคนในร้านกาแฟ เปิดถุงมา กลิ่นตีขึ้นมาเหมือนจะกินไม่ได้ แต่พอเริ่มกิน มันหยุดไม่ได้เลย หลังจากนั้นก็มี Irvins ของสิงคโปร์ออกมา”

เขาตั้งคำถามว่า ถ้าทำบะหมี่รสไข่เค็มจะเป็นไปได้ไหม

“เราคุยกับ R&D ตอนแรกกินแล้วไม่เหมือน ก็ปรับๆ กันจนได้ เสร็จแล้วเลยเอาไปให้ คุณเวทิต โชควัฒนา ชิม แกกินเสร็จปุ๊บก็บอกเลยว่า ‘ตัวนี้ต้องขายทันที’ แล้วก็หลุดทุกโผ แซงทุกอย่าง แซงตั้งแต่ตอนทำรีเสิร์ช ผลรีเสิร์ชออกมาทุกคนตกใจมาก เพราะ Purchasing Intention เก้าสิบแปดเปอร์เซ็นต์ เต็มร้อย”

ทุกอย่างที่เกี่ยวกับสินค้าตัวนี้ฉีกวิธีคิดของแบรนด์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นซองบรรจุพื้นผิวด้าน วิธีการขายที่ผ่านออนไลน์อย่างเดียวให้เป็น Rare Item จนมีกระแสหามาม่าไข่เค็มไม่ได้ และทำให้โปรดักต์นี้กลายเป็นรสชาติใหม่ รองจากหมูสับ ต้มยำกุ้ง และต้มยำกุ้งน้ำข้น

เส้นทางรสชาติความสำเร็จอันกลมกล่อมของ ‘มาม่า’ บะหมี่คู่ใจคนไทยทุกชนชั้นตลอด 48 ปี

7. ฟังเสียงกลุ่มเล็กๆ ของผู้บริโภคแม้ไม่ตามเทรนด์ เพื่อตอบสนองความต้องการให้ครอบคลุมที่สุด

ในวันที่ทุกคนมองว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสเผ็ดมาแรงมาก โดยเฉพาะช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อต่างๆ พากันออกสินค้ารสจัดจ้านตามกระแสในตอนนั้น นั่นคือเสียงคนส่วนใหญ่

แต่ยังมีเสียงของผู้บริโภคบางส่วนที่ไม่กินเผ็ด

มาม่าได้ยินเสียงนั้น และเข้าใจว่าสินค้าหนึ่งไม่สามารถถูกใจคนทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ทำสิ่งนั้นออกไปให้เพื่อจะตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด

เช่นเดียวกับเทรนด์สุขภาพที่กำลังได้รับความนิยมมากในวันนี้ หากคุณลองสังเกต จะพบว่ามาม่าบางซองเริ่มมีตรา Healthy Choice เพื่อบอกผู้บริโภคว่ารสชาตินี้ปรับส่วนผสมให้เหมาะสำหรับสุขภาพมากยิ่งขึ้น หรือแม้กระทั่งไอเดียในอนาคตที่ตั้งใจจะเพิ่มเส้นบอกระดับน้ำ เพื่อบอกผู้บริโภคว่าหากทานน้ำซุปถึงแค่เส้นนี้ จะลดโซเดียมลงได้อีกมาก เป็นต้น

8. เลือกใช้วัตถุดิบธรรมชาติ เพื่อรสชาติและคุณภาพที่ดีที่สุด

99 เปอร์เซ็นต์ของเครื่องปรุงมาม่า คือวัตถุดิบธรรมชาติจากแหล่งผลิตภายในประเทศ ทุกเช้าจะมีรถของชาวบ้านนำวัตถุดิบทางการเกษตรต่างๆ เช่น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หอม กระเทียม มาส่งที่โรงงาน แล้วจึงนำวัตถุดิบมาทำความสะอาด ก่อนบดเป็นผงละเอียดเป็นซองเครื่องปรุงที่เราคุ้นเคย

9. มีวิธีจัดการกับบะหมี่ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ เพื่อลดปริมาณของเสียให้น้อยที่สุด

การควบคุมคุณภาพเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อทุกธุรกิจ ตลอดสายพานการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แน่นอนว่าย่อมมีบะหมี่ที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น น้ำหนักไม่ถึงเกณฑ์ หรือรูปร่างไม่สวย ทางบริษัทมีวิธีการจัดการกับผลิตภัณฑ์เหล่านี้ต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าไม่ผ่านเกณฑ์ในขั้นตอนไหน 

หากไม่ผ่านในขั้นตอนสารอันตรายจะถูกนำไปทำลายทิ้ง แต่หากไม่ผ่านในขั้นตอนอื่นๆ ที่ไม่มีผลต่อความปลอดภัยของอาหาร จะมีวิธีจัดการต่อโดยไม่เหลือทิ้งให้เป็นของเสีย

ก้อนบะหมี่ที่น้ำหนักเบา ไม่ถึงมาตรฐาน สีอ่อน หรือแก่เกินไป แต่ยังปลอดภัยต่อผู้รับประทาน ก็นำไปจำหน่ายเป็นหมี่ราคาประหยัดให้แก่พนักงานและคนในท้องที่ 

ในขณะที่บะหมี่ที่ร่วงหล่นเป็นเศษๆ ระหว่างการผลิต หรือมีลักษณะไม่สวยงาม ก็จะรวบรวมเพื่อจำหน่ายเป็นอาหารสัตว์ต่อไป

เส้นทางรสชาติความสำเร็จอันกลมกล่อมของ ‘มาม่า’ บะหมี่คู่ใจคนไทยทุกชนชั้นตลอด 48 ปี

10. มองว่าตัวเองเป็นผู้นำเทรนด์ ไม่ใช่ผู้ตามเทรนด์

ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่ารสชาติของมาม่านำเทรนด์หรือมาพร้อมเทรนด์เสมอ ยกตัวอย่างเช่น รสไข่เค็มซึ่งเป็นเจ้าแรกของ Mass Consumer Products ที่ออกรสชาตินี้ รสเกาหลีก็มาตั้งแต่เทรนด์ยังไม่บูม แม้กระทั่งรสชาเขียวในยุคที่ทุกอย่างเป็นชาเขียวทั้งหมด

ในปัจจุบัน การปรับตัวเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับทุกๆ แบรนด์ ไม่เว้นแม้แต่แบรนด์ที่มีอายุกว่า 50 ปีที่มีกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่เพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ มาม่าจึงออกผลิตภัณฑ์ Oriental Kitchen เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มนั้น ด้วยการนำพรีเซนเตอร์มาใช้ ทำให้ Oriental Kitchen กลายเป็นผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยมเหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากญี่ปุ่นหรือเกาหลี ภายใต้ราคาที่สมเหตุสมผล

มากไปกว่านั้น แบรนด์ยังสร้างความแปลกใหม่ให้กับรสชาติของสินค้า ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนจากเส้นที่ใช้แป้งสาลี 100 เปอร์เซ็นต์ในการผลิตมาเป็นการเติมแป้งชนิดอื่นๆ เข้าไป เพื่อให้ได้ความเหนียวนุ่มมากยิ่งขึ้น หรือการสร้างสรรค์สิ่งที่ยังไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย อย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบแห้งเป็นเจ้าแรก

“เรามองตัวเองเป็น Trend Setter เราไม่ใช่ Follower” เพชรว่าอย่างนั้น

ส่วนจะประสบความสำเร็จหรือไม่และมีคนเดินรอยตามหรือเปล่า ผู้บริโภคจะเป็นคนบอกเอง

11. สิ่งที่ทำให้แบรนด์แตกต่างคือเอกภาพ

จุดเด่นของแบรนด์ไม่ว่าจะเป็นในอดีต ปัจจุบัน หรือทิศทางในอนาคต สำหรับเพชรคือความเป็นหนึ่งเดียวกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ระหว่างผู้ผลิต คู่ค้า คนทำการตลาดและโฆษณา 

การเป็นผู้นำของแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากเส้นทางที่ราบเรียบ แต่ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นต้องเอากลับมานั่งถกกัน แล้วต่างคนต่างทำหน้าที่ตามแต่ตัวเองถนัด

“เราไม่สามารถเก่งทุกอย่าง ทุกๆ คน ทุกๆ ปัจจัย ทำให้มาม่าประสบความสำเร็จทั้งหมด”

12. ผลิตภัณฑ์คือสิ่งที่สำคัญที่สุด และสโลแกนไม่เคยเปลี่ยนเลยตลอด 48 ปี

กลยุทธ์การตลาดเบื้องต้นที่ทุกองค์กรต้องใช้คือ 4P ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ (Product) ราคา (Price) สถานที่จำหน่าย (Place) และโปรโมชัน (Promotion)

แม้วันนี้ Positioning ของมาม่าจะเปลี่ยนจากอาหารพรีเมี่ยมที่ราคาแพงกว่าบะหมี่ทั่วไปในวันแรก เป็นอาหารที่คนนึกถึงเพราะราคาถูก แต่สิ่งที่แบรนด์ให้ความสำคัญที่สุดกลับไม่เคยเปลี่ยน

“Product” เพชรตอบแบบไม่ต้องหยุดคิด

เส้นทางรสชาติความสำเร็จอันกลมกล่อมของ ‘มาม่า’ บะหมี่คู่ใจคนไทยทุกชนชั้นตลอด 48 ปี

สโลแกนมาม่าที่ไม่เคยเปลี่ยนตลอด 48 ปีคือ อร่อย สั้นๆ ง่ายๆ และเป็นเหตุผลที่แบรนด์พยายามคิดค้นรสชาติใหม่ๆ หาวิธีใหม่ๆ ให้สินค้าออกมารสชาติดีที่สุด ตอบโจทย์ผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด

โปรดักต์หลายชิ้นผ่านอุปสรรคและการลองผิดลองถูกมามากมาย อย่างต้มยำกุ้งน้ำข้นที่ตอนแรกต้องแก้ปัญหาเรื่องวัตถุดิบสำหรับน้ำกะทิ

และก็เป็นโปรดักต์นี้เองที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของหลายๆ คน

“เราอยากให้คนมีประสบการณ์กับสินค้าของเรา อยากให้จดจำว่ามันเป็นมากกว่าอาหารที่คุณกินตอนสิ้นเดือน แต่ละคนจะมีโมเมนต์ว่าเคยกินกับเพื่อนสมัยมหาลัย กินตอนโดนเจ้านายไล่ออก มีเรื่องราวและความประทับใจของเขา

“เราเปรียบมาม่าเป็นความรัก”

แต่การจะผลิตสินค้าที่สร้างความรัก ก็ต้องเกิดจากความสุขของคนทำ บรรยากาศการทำงานที่นี่อยู่แบบพี่น้องเพื่อให้ทุกคนตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงพนักงานเปิดใจคุยกันได้ ทำให้งานที่ทำอยู่เป็นเรื่องสนุก ถ้าพนักงานสนุก เขาจะรักงานตัวเอง ผลงานที่ออกมาก็จะเกิดจากความสุข ซึ่งก็เหมือนกับการส่งต่อความรักออกไป”

เส้นทางรสชาติความสำเร็จอันกลมกล่อมของ ‘มาม่า’ บะหมี่คู่ใจคนไทยทุกชนชั้นตลอด 48 ปี

Writers

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load