24 กุมภาพันธ์ 2563
33K

อีฟ โรเช่ (Yves Rocher) คือแบรนด์ความงามอันดับหนึ่งในฝรั่งเศส ก่อตั้งโดย อีฟ โรเช่ นักพฤกษศาสตร์ผู้หลงใหลในธรรมชาติ จากเมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส

เป็นแบรนด์อายุ 60 ปี ที่สาวฝรั่งเศสทุกคนมีติดบ้าน

เป็นแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับสมดุลของธรรมชาติมาตั้งแต่วันแรกที่ทำธุรกิจ 

ธรรมชาติสวยงามเพราะมีความหลากหลาย ความงามก็เช่นกัน อีฟ โรเช่ ไม่ได้บอกให้เราต้องสวยงามตามอย่างผู้หญิงฝรั่งเศส แต่เป็นแบรนด์ที่อยากให้เรารู้สึกดีกับความสวยงามในแบบฉบับของเรา

15 เรื่องราวของ Yves Rocher แบรนด์จากธรรมชาติอายุ 60 ปีที่สาวฝรั่งเศสทุกคนต้องมีติดบ้าน
15 เรื่องราวของ Yves Rocher แบรนด์จากธรรมชาติอายุ 60 ปีที่สาวฝรั่งเศสทุกคนต้องมีติดบ้าน

นอกจากผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นจะมาจากธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นยังผลิตและนำเข้าจากฝรั่งเศสเหมือนเดิมตั้งแต่วันแรก โดยมีราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพันเพราะอยากให้ทุกคนเข้าถึง

The Cloud มีโอกาสพูดคุยพิเศษกับ Véronique Gohmann Style and Communication Corporate Directon ของ อีฟ โรเช่ ถึงเบื้องหลังการสร้างแบรนด์ความงามจากธรรมชาติที่ทุกคนรัก และหัวใจการทำธุรกิจรักษ์โลกแบบฝรั่งเศส

ไม่ใช่แค่แบรนด์ขายผลิตภัณฑ์ความงาม แต่อีฟ โรเช่ คือแบรนด์ของนักพฤกษศาสตร์ผู้บุกเบิกและรวบรวมพืชพันธุ์ท้องถิ่นและพันธุ์หายากกว่า 1,500 สายพันธุ์ มาปลูกไว้ในสวนพฤกษศาสตร์ของเมือง ทั้งยังเสาะหาพันธุ์พืชโบราณอีกกว่า 250 ชนิดจากแหล่งปลูกพืชออร์แกนิกทั่วโลก 

คือเกษตรกรผู้ทำฟาร์มเกษตรอินทรีย์ขนาด 70 เฮกตาร์ในเมืองลา กาซิลี่ ซึ่งมีขนาดใหญ่เกือบเท่าสนามฟุตบอล 100 สนาม

คือผู้ผลิตที่ใช้แต่พลังงานหมุนเวียนธรรมชาติในโรงงาน ซึ่งอยู่ในรัศมี 30 กิโลเมตรจากเมืองลา กาซิลี่ 

เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส

คือผู้จัดจำหน่ายและส่งมอบสินค้า Made in France ไปสู่ผู้บริโภคใน 100 ประเทศทั่วโลก

สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือ อีฟ โรเช่ ทำเรื่องเหล่านี้มานานมาก ทั้งยังไปไกลกว่าการเป็นแบรนด์ออร์แกนิกหรือแบรนด์รักษ์โลกทั่วไป เช่น ขณะที่ทุกคนสนใจบรรจุภัณฑ์จากพลาสติกรีไซเคิล อีฟ โรเช่ คิดและทำมากกว่าด้วยการคิดค้นเจลอาบน้ำสูตรเข้มข้น ลดปริมาณของที่ต้องใช้ทำบรรจุภัณฑ์ เพื่อลดการใช้พลาสติกและลดน้ำหนักการขนส่ง น้ำที่เกิดจากการชะล้างทำความสะอาดก็ไม่เสีย เพราะเป็นสูตรที่ย่อยสลายในธรรมชาติ สร้างความรู้สึก ‘สวยโลกไม่เสีย’ ให้ผู้บริโภคอย่างเราภูมิใจที่มีส่วนช่วยโลกได้จริง

มาดูวิธีคิดเบื้องหลังของอีฟ โรเช่ และทำความรู้จักเมืองต้นกำเนิดของแบรนด์ไปพร้อมกัน

แล้วตามไปสมัครฝึกงานหนึ่งสัปดาห์กับอีฟ โรเช่  ที่หมู่บ้าน ลา กาซิลี่ ประเทศฝรั่งเศส ไปเป็นชาวไร่ฟาร์มออร์แกนิก เข้า-ออกสวนพฤกษศาสตร์ เรียนรู้การดูแลระบบนิเวศ ไปพร้อมกับสร้างแรงบันดาลใจจากธุรกิจที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน ท้ายบทความ

เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส

1. อีฟ โรเช่ เป็นแบรนด์ที่อยากให้ผู้หญิงทุกคนรู้สึกดีกับความงามในแบบตัวเอง เหมือนดอกไม้และกิ่งก้านใบที่เบ่งบานเป็นธรรมชาติ

ย้อนกลับไปเมื่อ 60 ปีก่อน อีฟ โรเช่ คือชายหนุ่มผู้หลงใหลธรรมชาติ เขาเชื่อในความงามที่หลากหลาย อยากให้ผู้คนเข้าถึงความงามตามธรรมชาติ จึงคิดผลิตภัณฑ์เพื่อส่งต่อความเชื่อ และทำธุรกิจที่เติบโตโดยที่ทำให้ผู้คนและโลกสวยงามไปพร้อมกัน

2. จากโจทย์ที่อยากรักษาความอุดมสมบูรณ์และพัฒนาความเป็นอยู่ของผู้คนในบ้านเกิด

อีฟ โรเช่ เกิดและเติบโตที่เมืองลา กาซิลี่ แคว้นบริตทานี ประเทศฝรั่งเศส อีฟ โรเช่ ในวัยเด็กสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง จึงเรียนหนังสืออยู่ที่บ้านทำให้สนิทกับคนในครอบครัว

ต่อมาสูญเสียพ่ออย่างกะทันหัน อีฟ โรเช่ ในวัย 14 ปีใช้เวลาเกือบ 2 ปีอยู่ในป่าเพื่อทำความเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติ สุขภาพ และความงดงามของชีวิต ความใกล้ชิดธรรมชาติในครั้งนั้นเยียวยาเขาจากความเศร้า และทำให้เขาค้นพบความหลงใหลใหม่ อีฟ โรเช่ ตั้งมั่นกับตัวเองว่าจะรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินแดนแห่งนี้ และพัฒนาความเป็นอยู่ของผู้คนที่ลา กาซิลี่ 

เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส

3. อีฟ โรเช่ คิดค้นครีมตัวแรกจากห้องทดลองใต้หลังคา

หลังจาก อีฟ โรเช่ เปลี่ยนห้องใต้หลังคาของครอบครัวให้กลายเป็นห้องทดลองคิดค้นผลิตภัณฑ์จากพืชและธรรมชาติ เขาก็ค้นพบครีมบำรุงสูตรแรกที่มีส่วนผสมของ Celandine พืชที่พบในยารักษาโรคผิวหนังแผนโบราณ ซึ่งเดิมใช้ทำความสะอาดร่างกาย ก่อนทดลองส่งไปขายให้เพื่อนบ้านและหมู่บ้านใกล้เคียง ถือเป็นจุดเริ่มต้นของผลิตภัณฑ์เพื่อความงามจากธรรมชาติ จะเห็นว่า อีฟ โรเช่ เป็นแบรนด์ที่ใช้พืชเป็นส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวมาตั้งแต่ยุค 60

4. จุดเปลี่ยนจากคาโมมายล์ ผลิตภัณฑ์จากพืชที่ทำให้ผิวอ่อนนุ่ม

สินค้าที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแบรนด์ อีฟ โรเช่ คือครีมบำรุงจากดอกคาโมมายล์สูตรสำหรับผิวแพ้ง่าย เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 1964 สร้างความฮือฮาด้วยสรรพคุณจากดอกไม้ที่ทำให้ผิวอ่อนนุ่ม 

เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส
เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส

5. ทุก 5 วินาทีจะมีคนซื้อ Riche Crème 1 ขวดจากมุมใดมุมหนึ่งของโลก

สินค้าขายดีตลอดกาลของอีฟ โรเช่ คือ Riche Crème ครีมบำรุงและต่อต้านริ้วรอยที่มีสารสกัดน้ำมันจากพฤกษา 10 ชนิด เปิดตัวครั้งแรกปี 1974 ซึ่งเป็นที่พูดถึงในหมู่สาวๆ มาทุกยุคทุกสมัย โดยทุก 5 วินาทีจะมีคนซื้อ Riche Crème 1 ขวดจากมุมใดมุมหนึ่งของโลก มียอดขายเฉลี่ยปีละ 8 ล้านขวด ขายดีเป็นอันดับหนึ่งตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกจนวันนี้นับเป็นเวลา 45 ปีแล้ว ปัจจุบันปรับสูตรใหม่มีสารสกัดน้ำมันจากพฤกษาพรรณ 30 ชนิดและน้ำมันสกัดจากกุหลาบ เพิ่มประสิทธิภาพและการดูดซึมสู่ผิว 

สินค้าขายดีอันดับสองตลอดกาล คือ Elixir Jeunesse Skin Care Range ที่มีสารสกัดจาก อะ โฟลย่า (Aphloia) จากมาดากัสการ์ เป็นพืชที่มีคุณสมบัติซ่อมแซมเปลือกของต้นไม้ตัวเองได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งใบมีสารช่วยป้องกันความร้อน โดยอีฟ โรเช่ พัฒนาสูตรให้เหมาะกับทุกสภาพผิว ขณะที่ตลาดเอเชียในปีที่ผ่านมามีสินค้าขายดี คือน้ำส้มสายชูหมักผมสกัดจากธรรมชาติ หรือ Raspberry Vinegar 

15 เรื่องราวของ Yves Rocher แบรนด์จากธรรมชาติอายุ 60 ปีที่สาวฝรั่งเศสทุกคนต้องมีติดบ้าน
15 เรื่องราวของ Yves Rocher แบรนด์จากธรรมชาติอายุ 60 ปีที่สาวฝรั่งเศสทุกคนต้องมีติดบ้าน

6. อีฟ โรเช่ มีสินค้าตั้งแต่ราคาหลักร้อยบาทไปจนถึงหลักพันบาท

หัวใจสำคัญของแบรนด์ คือของคุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้ เป็นความตั้งใจของแบรนด์และผู้ก่อตั้งที่อยากทำสินค้าสำหรับผู้หญิงทุกคนได้ใช้

7. อีฟ โรเช่ เป็นแบรนด์ที่มีสวนพฤกษศาสตร์เป็นของตัวเองมาตั้งแต่เมื่อ 45 ปีก่อน ซึ่งรวบรวมและอนุรักษ์พันธุ์พืชหายากกว่า 1,000 สายพันธุ์

ในสวนพฤกษศาสตร์ของอีฟ โรเช่ ที่เมือง ลา กาซิลี่ ไม่เพียงรวบรวมอนุรักษ์พันธุ์พืชกว่า 1,500 สายพันธุ์ ซึ่งประกอบด้วย สมุนไพร ดอกไม้ท้องถิ่น และพืชใกล้สูญพันธุ์จากพื้นที่อื่นๆ ในโลก ยังรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศ เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันของแมลง ผึ้ง หนอน นก ผีเสื้อ และเป็นมากกว่าห้องทดลองแบบเปิดโล่ง ทำให้นักพฤกษศาสตร์และนักชีววิทยาของอีฟ โรเช่ ค้นพบกับแรงบันดาลใจไม่จำกัด โดยนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากห้องทดลองนี้ต้องไม่รบกวนหรือมีความใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด 

เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส

8. บุกเบิกการทำฟาร์มพืชสมุนไพรในลา กาซิลี่ แหล่งวัตุดิบสำคัญในผลิตภัณฑ์

หากเอ่ยชื่อพืชนานาพันธุ์ วัตถุดิบสำคัญในผลิตภัณฑ์อีฟ โรเช่ คนไทยอาจไม่คุ้นเพราะไม่ใช่ดอกไม้ทั่วไป แต่เป็นพืชสมุนไพรใช้ในยาแพทย์แผนโบราณของฝั่งโลกตะวันตกที่มีมานานนับพันปีแล้ว ซึ่งในอดีตดอกไม้ป่าเหล่านี้ถูกเข้าใจว่าเป็นวัชพืช 

ที่ลา กาซิลี่ นี่เองเป็นแหล่งปลูกพืชสมุนไพร 8 ชนิด อันเป็นส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์จำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ ของอีฟ โรเช่ ด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ ดอกคาโมมายล์สายพันธุ์เยอรมัน (Chamomile Matricaria) และดอกคาโมมายล์สายพันธุ์โรมัน (Romaine) เป็นสมุนไพรที่ใช้มานานนับพันปี ตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ เรื่อยมาจนกรีกและโรมัน นิยมมากในทวีปยุโรป สรรพคุณที่ดีต่อผิวช่วยประโลมผิวทำให้ผ่อนคลาย ช่วยทำความสะอาดลดการระคายเคืองผิว 

อาร์นิกา (Arnica) พืชสมุนไพรในตระกูลดอกทานตะวัน ลักษณะคล้ายดอกดาวเรืองขนาดเล็ก สรรพคุณแก้ฟกช้ำ แก้อักเสบ ลดผื่นผิวหนัง คาเลนดูล่า (Calendula) ดอกไม้สีส้มรู้จักในชื่อดาวเรืองฝรั่ง หรือดาวเรืองหม้อ สรรพคุณลดการอักเสบระคายเคือง รักษาผิวแพ้ง่าย และชะลออายุของผิว คอร์นฟลาเวอร์ (Cornflower) ในการแพทย์แผนโบราณ นิยมนำดอกไปผลิตน้ำดูแลผิวที่ระคายเคืองหรือแพ้ง่าย

แมลโล (Mallow) ดอกไม้ตระกูลชบา มีสีชมพูอมม่วง เมือกที่อยู่ในใบไม้และดอกไม้มีประโยชน์ต่อผิวหนัง เอดูลิส (Edulis) คุณสมบัติกักเก็บน้ำ รักษาความชุ่มชื้นของผิวระดับโมเลกุล และผักเกล็ดหิมะ (Ice Plant) ต้นกำเนิดจากพื้นที่ทะเลทรายซึ่งกักเก็บสารอาหารสำคัญในเม็ดใสตามลำต้น จึงเหมาะแก่การสกัดสารที่มีคุณสมบัติกักเก็บน้ำให้กับผิว

เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส
เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส

9. อีฟ โรเช่ เป็นแบรนด์ Vegan 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่เพียงใช้สารสกัดจากธรรมชาติ ไม่พึ่งพาสารเคมีใดๆ ยังเป็นแบรนด์ที่ประกาศเลิกการทดลองในสัตว์ก่อนใครมาตั้งแต่ปี 1989

อีฟ โรเช่ ตัดสินใจหยุดทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์ทุกชนิด ก่อนจะมีประกาศห้ามจากองค์การกฎหมายยุโรป 15 ปี

10. ลา กาซิลี่ คือเมืองที่มีพื้นที่ปลูกพืชสมุนไพรออร์แกนิกขนาดเท่าสนามฟุตบอลเกือบ 100 สนาม

อีฟ โรเช่ ผ่านการรับรองผลิตภัณฑ์มาตรฐานออร์แกนิกจาก ECOCERT ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเข้มงวดและมีชื่อเสียงระดับสากลมาตั้งแต่ปี 1997 โดยวัตถุดิบที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ECOCERT นั้นต้องมีถิ่นกำเนิดมาจากธรรมชาติและต้องมาจากฟาร์มออร์แกนิกเท่านั้น 

ปัจจุบัน อีฟ โรเช่ มีพื้นที่ปลูกพืชออร์แกนิกในเมืองลา กาซิลี่ มากถึง 70 เฮกตาร์ หรือเท่ากับสนาม Camp Nou สนามของสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา 99.5 สนาม (1 เฮกตาร์ มีขนาดเท่ากับพื้นที่ 10,000 ตารางเมตร)

11. ไม่ใช่แค่กระบวนการผลิต แต่แผนธุรกิจของ อีฟ โรเช่ ก็เป็นมิตรกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม

หลังจากศึกษาหาความรู้จนกลายเป็นนักพฤกษศาสตร์ ก่อตั้งบริษัท สร้างโรงงาน จนเป็นแบรนด์ของธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินกิจการมาถึง 3 รุ่น ธุรกิจของอีฟ โรเช่ ทำให้เมืองเล็กๆ อย่าง ลา กาซิลี่ เกิดการจ้างงานกว่า 10,000 ตำแหน่ง และกลายเป็นหมุดหมายที่คนรักธรรมชาติอยากมาเยือน เพื่อมาสัมผัสความอุมดมสมบูรณ์

ลา กาซิลี่ มีพื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์เพาะปลูกวัตถุดิบสำคัญขนาดสุดลูกหูลูกตา มีสวนพฤกษศาสตร์ที่รวบรวมและอนุรักษ์พันธุ์พืชหายากกว่า 1,500 สายพันธุ์ มีโรงงานที่กระบวนการผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมซึ่งตั้งอยู่ในรัศมี 30 กิโลเมตรจากเมืองลา กาซิลี่ เพื่อลดการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติในกระบวนการขนส่งวัตถุดิบ

และไม่ใช่แค่การผลิต แต่แผนธุรกิจของอีฟ โรเช่ก็เป็นมิตรกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยจะทำการค้ากับฟาร์มอินทรีย์ที่ตั้งใจปลูกพืชอย่างดีในราคาที่เป็นธรรม เพื่อประโยชน์กับชุมชน และคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่นั้นๆ เป็นสำคัญ ทั้งยังให้ความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคในเรื่องคุณภาพสินค้า ตามมาตรฐานการผลิต ในราคาที่เข้าถึงได้

เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส

12. ถ่ายทอดแก่นของแบรนด์ผ่านประสบการณ์พักผ่อน

ฌาคส์ โรเช่ (Jacques Rocher) ทายาทรุ่นสองของอีฟ โรเช่ ต่อยอดธุรกิจของครอบครัวด้วยการสร้างประสบการณ์อยู่และเข้าใจธรรมชาติผ่านธุรกิจโรงแรมในเมืองลา กาซิลี่ ชื่อ Yves Rocher La Gree des Landes โรงแรมหรูระดับ 4 ดาว ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผ่านมาตรฐานและการรับรองโรงแรมสีเขียวจากสหภาพยุโรป และมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาใช้บริการมากกว่า 20,000 คนต่อปี

Yves Rocher La Gree des Landes เมืองลา กาซิลี่ ประเทศฝรั่งเศส

13. คิดค้นสูตรเข้มข้นขึ้นเพื่อให้ใช้น้อยลง สร้างผลกระทบน้อยลง

ไม่เพียงคิดใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิล แต่ยังท้าทายตัวเองด้วยการใช้พลาสติกให้น้อยลง ไม่แจกถุงพลาสติกในร้านตั้งแต่ปี 2006 ไม่ผลิตสิ่งพิมพ์ประชาสัมพันธ์เพื่อสื่อสารการตลาดเกินความจำเป็น แต่ตั้งใจคิดค้นผลิตภัณฑ์สูตรที่ดีขึ้น เข้มข้นขึ้น เพื่อให้ใช้น้อยลง สร้างผลกระทบน้อยลง 

เช่น เจลอาบน้ำและยาสระผม ‘I love my planet’ สูตรรักษ์โลก เพียง 1 หยดให้ฟองและประสิทธิภาพเท่ากับปริมาณการใช้อาบน้ำ-สระผมปกติ ในปริมาณที่ลดลง 4 เท่า นั่นคือในปริมาณขนาด 100 มิลลิลิตร มีประสิทธิภาพเท่ากับสูตรทั่วไป 400 มิลลิลิตร ลดการใช้พลาสติกในบรรจุภัณฑ์ได้ 25 เปอร์เซ็นต์ และยังช่วยประหยัดพลังงานจากการขนส่ง 50 เปอร์เซ็นต์ และน้ำจากการชะล้างทำความสะอาดยังย่อยสลายได้เองในธรรมชาติ

15 เรื่องราวของ Yves Rocher แบรนด์จากธรรมชาติอายุ 60 ปีที่สาวฝรั่งเศสทุกคนต้องมีติดบ้าน

14. อีฟ โรเช่ จะปลูกต้นไม้เพิ่ม 1 ต้น ต่อทุกการซื้อ I love my planet 1 ขวด

อีฟ โรเช่ มีกองทุน Yves Rocher Foundation ที่ทำงานอนุรักษ์ป่าผ่านโครงการ Plant for The Planet ปลูกต้นไม้ 100 ล้านต้น ใน 30 ประเทศ ซึ่งใกล้สำเร็จแล้วในไม่ช้า และตั้งใจจะปลูกเพิ่มอีก 100 ล้านต้นภายในปี 2030 นอกจากนี้ยังมีโครงการ Terre De Femmes ซึ่งมอบรางวัลสนับสนุนผู้หญิงที่ต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมมาแล้วกว่า 400 คนใน 50 ประเทศ

15. นอกจากดูแลธรรมชาติ อีฟ โรเช่ยังใส่ใจดูแลผู้คน 

ที่อีฟ โรเช่ มีพนักงานขายที่เป็นผู้หญิง กว่า 10,000 คน ใน 4,000 สาขาทั่วโลก ซึ่งพวกเธอเข้าใจแนวคิดของอีฟ โรเช่ เข้าใจแง่งามของความหลากหลาย และรู้ความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง ยิ่งตอกย้ำภาพจำของแบรนด์ที่ใส่ใจธรรมชาติ ด้วยธรรมชาติ เพื่อธรรมชาติ 

เหนือสิ่งอื่นใด อีฟ โรเช่เป็นแบรนด์ที่มีพลังต่อผู้หญิงมาก เพราะพวกเธอผูกพันและสัมผัสได้ถึงคุณภาพ ความเชี่ยวชาญ มีองค์ความรู้จากสถาบันวิจัยและพัฒนาที่ไม่เคยหยุดพัฒนา

อีฟ โรเช่ มีนิยามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ความงามจากธรรมชาติที่ดีว่า เป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่ช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ดีต่อผิวของเราและโลกของเรา

นี่คงเป็นเหตุผลที่ทำให้ อีฟ โรเช่ เป็นแบรนด์ความงามจากธรรมชาติอันดับหนึ่งของฝรั่งเศส

เหมือนกับที่ธรรมชาติสวยงาม เพราะอุดมไปด้วยหลากหลาย

15 เรื่องราวของ Yves Rocher แบรนด์จากธรรมชาติอายุ 60 ปีที่สาวฝรั่งเศสทุกคนต้องมีติดบ้าน

The Botanical Beauty Valley

Yves Rocher และ The Cloud ชวนผู้สนใจและหลงใหลในธรรมชาติ 2 คน เดินทางไปฝึกงานกับ Yves Rocher ที่เมืองลา กาซิลี่ ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 9 – 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 เป็นเวลา 1 สัปดาห์ เรียนรู้ขั้นตอนต่างๆ ที่เป็นหัวใจของแบรนด์ Yves Rocher ไปเป็นชาวไร่ฟาร์มออร์แกนิก เข้า-ออกสวนพฤกษศาสตร์จดชื่อพันธุ์พืชหายาก เรียนรู้ความหลากหลายและการสร้างสมดุลธรรมชาติ ดูแลระบบนิเวศ ไปพร้อมกับสร้างแรงบันดาลใจจากธุรกิจที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน ดูรายละเอียดและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่นี่

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

30 พฤศจิกายน 2564
2K

โทรศัพท์มือถือ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น เตาอบ เครื่องปรับอากาศ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้ารอบตัวที่เราเห็นกันเป็นประจำทุกวัน และเมื่อพูดถึงสินค้าเหล่านี้ เชื่อว่าหนึ่งในแบรนด์ที่ทุกคนน่าจะนึกขึ้นมาในหัวเป็นอันดับแรกก็คงหนีไม่พ้น Samsung

Samsung หรือ ซัมซุง เป็นชื่อภาษาเกาหลี 

삼 (sam) แปลว่า สาม และยังหมายถึง ใหญ่ แข็งแรง นับเป็นเลขที่คนเกาหลีชื่นชอบ 

성 (sung) แปลว่า ดวงดาว และยังหมายถึง แสงสว่าง อยู่สูง และระยิบระยับแวววาว

เมื่อสองคำนี้ถูกนำมาประกอบกัน จึงออกมาเป็นคำว่า Samsung แฝงความหมายถึงความหวังในการประสบความสำเร็จ ตามวิสัยทัศน์ของคุณ อี บยอง ชอล (Lee Byung-chull) ที่อยากให้บริษัทของเขากลายมาเป็นบริษัทที่ทรงพลังและยั่งยืนเฉกเช่นดวงดาวในค่ำคืน

เป็นเวลากว่า 80 ปีที่ Samsung ยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์นั้น พร้อมสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ และนวัตกรรมที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเราออกมามากมาย เพื่อเป็นบริษัทที่ดีทั้งสำหรับผู้คนและโลกใบนี้

นิยามความสำเร็จของแบรนด์คือการที่ได้ดูแลคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า พนักงาน พาร์ตเนอร์ หรือสังคมอย่างดีที่สุด นั่นคือสิ่งที่ทำให้ Samsung โดดเด่นและก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์ระดับแนวหน้าของโลกได้ จนในวันนี้ แม้กระทั่งนิตยสาร Forbes ก็ยังยกให้เป็น ‘นายจ้าง’ ที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2021

เล่ามาถึงตรงนี้ The Cloud มีนัดกับ คุณจักรกฤษณ์ ศรีเงินยวง รองประธานบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด (โรงงานศรีราชา) เพื่อค้นหาเบื้องหลังการเติบโตของยักษ์ใหญ่ในวงการเทคโนโลยีที่อยู่คู่คนไทย และกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ชีวิตประจำวันของเราสะดวกสบายขึ้นมาอย่างยาวนาน

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

1. ณ วันแรกที่ไม่ได้เริ่มต้นจากสินค้าเทคโนโลยี

เมื่อพูดถึง Samsung หลายคนคงนึกถึงสินค้าเทคโนโลยีหลากหลายชนิด ทว่าในวันที่บริษัทก่อตั้ง แบรนด์นี้ไม่ได้เริ่มต้นจากเทคโนโลยี 

บริษัทก่อตั้งขึ้นในวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1938 โดยประธาน อี บยอง ชอล ณ เมืองแทกู ประเทศเกาหลีใต้ ด้วยเงินเพียง 30,000 วอน เริ่มจากการเป็นร้านขายของชำที่เน้นการส่งออกสินค้า เช่น ปลาแห้งเกาหลี ผัก และผลไม้ แต่เส้นทางก็ไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว เขาล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายปีก่อนย้ายมาตั้งบริษัทอีกครั้งในเมืองซูวอนเมื่อ ค.ศ. 1951 โดยดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งทอ จนได้มาเป็นโรงงานสิ่งทอที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้

เมื่อถึง ค.ศ. 1969 ซึ่งเป็นปีที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมของโลกรุดหน้าอย่างก้าวกระโดด Samsung จึงก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เต็มตัว 

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด
เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

2. เป้าหมายของ Samsung คือทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้

Samsung ก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยผู้คนให้บรรลุในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Do What You Can’t ซึ่งแม้จะผ่านไปนานกว่าครึ่งศตวรรษ ก็ยังคงทุ่มเทคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อท้าทายขีดจำกัดของตัวเอง

ไม่ว่าจะเป็นการคิดค้นเทคโนโลยี Code Division Multiple Access (CDMA) ที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือมาจนถึงทุกวันนี้ การคิดค้นโทรทัศน์ดิจิทัล นาฬิกาอัจฉริยะ ไปจนถึงโทรศัพท์ MP3 ในช่วง ค.ศ. 1996 – 1999 เป็นบริษัทแรกของโลก ซึ่งทำให้หลายสิ่งที่เคยเป็นไปไม่ได้ กลายมาเป็นสิ่งที่เราใช้กันอย่างคุ้นชินในชีวิตประจำวัน ดังปณิธานของบริษัทเสมอมา 

หัวใจในการสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีของแบรนด์ คือ การสร้างอนาคตโดยมีผู้คนเป็นแรงบันดาลใจ (Inspired by Humans, Creating the Future) ด้วยเหตุนี้ ผลิตภัณฑ์จึงไม่ใช่แค่สินค้า แต่เป็นช่องทางที่บริษัทใช้สื่อสารเรื่องราว ปรัชญา วัฒนธรรม และเทคโนโลยี โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อสร้างคุณค่าและความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับชีวิตของผู้คน

อย่างเช่นในโทรศัพท์ Samsung Galaxy S10 ออกแบบโดยคำนึงตั้งแต่ขอบของโทรศัพท์ให้มีความโค้งมน ผู้ใช้จะได้ถือง่ายและสบายที่สุด ไปจนถึงศึกษาการเคลื่อนไหวของนิ้วมือ เพื่อให้มั่นใจว่าฟังก์ชันต่างๆ ของโทรศัพท์จะถูกใช้งานอย่างสะดวกที่สุด

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

3. คนและเทคโนโลยีคือหัวใจของการทำธุรกิจ

คนและเทคโนโลยี คือ 2 สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นปรัชญาในการทำธุรกิจของ Samsung แบรนด์ให้ความสำคัญกับ 2 สิ่งนี้เป็นหลัก เพื่อที่จะทุ่มเทความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยี สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่เหนือกว่า อีกทั้งสร้างสังคมที่จะทำให้โลกดีขึ้นได้ในที่สุด 

เพื่อจะไปให้ถึงเป้าหมายนั้น สิ่งที่ Samsung ยึดถือในการดำเนินธุรกิจมีอยู่ 5 อย่างคือ คน ความเป็นเลิศ การเปลี่ยนแปลง ความซื่อสัตย์ และการเติบโตร่วมกัน 

เพราะบริษัทสร้างขึ้นจากคน ดังนั้นจึงทุ่มเทการพัฒนาคน และใช้แพสชันในการสร้างความเป็นเลิศ เพื่อตอบรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นปกติในโลกอุตสาหกรรม และปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของตลาด ในขณะที่ยังคงดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม มีความเคารพและโปร่งใส ตลอดจนรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

4. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงพนักงานโรงงาน

การพัฒนาคนคือหัวใจสำหรับ Samsung และเป็นสิ่งที่ทำให้บริษัทเติบโตขึ้นได้ตลอดเวลา

“เราไม่เคยหยุดพัฒนาเรื่องคน เช่น เรื่องการฝึกอบรม เรามองว่าการพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพของคนคือการแลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการฝึกอบรมในประเทศหรือต่างประเทศ การส่งคนไปทำงานในบริษัทแม่ที่เกาหลี หรือการที่บริษัทแม่ส่งคนมาทำงานกับเรานั้น มีการแลกเปลี่ยนอยู่เสมอ เพื่อที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน แล้วก็ถ่ายทอดการทำงานในสิ่งที่เราไม่รู้ รวมถึงวัฒนธรรมในการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร วัฒนธรรมของประเทศด้วย”

อย่างบริษัทไทยซัมซุง ได้ตั้งงบประมาณกว่า 10 ล้านบาทในแต่ละปีเพื่อพัฒนาบุคลากร โดยสนับสนุนคอร์สเรียน ตั้งแต่คอร์สเฉพาะทางไปจนถึงคอร์สสำหรับการบริหาร ด้วยเหตุนี้ พนักงานจึงมีทักษะและความคล่องตัวสูง สามารถออกแบบและประยุกต์นวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว จึงรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงและวิกฤตต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

และโรงงานผลิตในประเทศไทย ยังมีระบบออโตเมชันที่ออกแบบโดยพนักงานไทย (ตั้งแต่ระดับ ปวส. ถึงระดับวิศวกร) ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ และมีระบบมอนิเตอร์การทำงานของเครื่องจักรและหุ่นยนต์ที่ออกแบบโดยคนไทย

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

5. โรงงานของ Samsung ไม่เคยเหมือนเดิม

ระหว่างบทสนทนา มีสิ่งหนึ่งน่าสนใจที่ผู้บริหารท่านนี้บอกเรา 

“เอาง่ายๆ ถ้าไม่ได้มาโรงงานสักเดือนหนึ่ง ท่านจะเห็นความแตกต่าง” แม้แต่ในโรงงาน Samsung ก็ยังยึดมั่นความตั้งใจที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีให้ดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ “เราจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตลอด เพราะเราไม่ได้ถือว่าสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบันดีที่สุด ถ้าน้องๆ ในพื้นที่ทำงานจริง เขาคิดว่าเขาทำอะไรให้เกิดความสะดวกสบาย หรือทำงานได้ดีกว่าเดิม มีประสิทธิภาพดีกว่า มีคุณภาพดีกว่า เขาก็จะเอาไอเดียตรงนี้มาเพื่อปรึกษากับทีมงาน แล้วทุกๆ ส่วนจะเข้าไปร่วมกันแก้ไขปัญหา เพื่อสร้างสรรค์กระบวนการใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ ขึ้นมา ทำให้เกิดการพัฒนาต่อเนื่องอยู่จนถึงปัจจุบัน”

บริษัทมีการจัดการแข่งขันนวัตกรรมระหว่าง 5 โรงงานที่ผลิตสินค้าแต่ละชนิด ได้แก่ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เตาอบ และเครื่องปรับอากาศ ในทุกๆ สัปดาห์ โดยในสายการผลิตของแต่ละโรงงานมีทั้งส่วนที่เหมือนและแตกต่าง ส่วนที่แตกต่างกันก็นำมาเปรียบเทียบกระบวนการกันได้ 

“เพราะฉะนั้น ในกิจกรรมนวัตกรรมประจำสัปดาห์ที่เราทำ เราจะได้เรียนรู้และแบ่งปันข้อมูล มีการพัฒนาต่อยอดไปเรื่อยๆ เหมือนที่ทุกวันนี้เขาพูดว่าขิงกันไปเรื่อยๆ ผมเลยการันตีได้ว่า หนึ่งเดือนที่ไม่ได้เข้ามาดูโรงงาน จะมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน” 

ในกรณีที่สร้างสรรค์นวัตกรรมที่ดีขึ้นมาได้ ก็จะแบ่งปันข้อมูลกับโรงงานในเครืออื่นๆ ในอีก 28 ประเทศทั่วโลก เพื่อที่บริษัทจะได้ไอเดียจากหลากหลายประเทศมาปรับปรุงกระบวนการ ในขณะที่โรงงานอื่นๆ ก็ได้ไอเดียจากบริษัทไทยซัมซุงเช่นเดียวกัน 

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

6. ใครๆ ก็สร้างนวัตกรรมได้

ไม่ว่าจะเป็นพนักงานโรงงานหรือผู้บริหาร ทุกคนสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมขึ้นมาได้ทั้งสิ้น ซึ่ง Samsung เริ่มต้นปลูกฝังค่านิยมนี้ให้แก่พนักงานโดยการจัดกิจกรรมขึ้นมา 

“เมื่อก่อนเรามีกิจกรรมเสนอแนะ เพื่อรับข้อเสนอแนะจากพนักงานทุกระดับ โดยโปรโมตว่า หนึ่งข้อเสนอแนะฉันให้ยี่สิบบาท เช่น ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณทำงานไม่ปลอดภัย คุณไปเขียนมา แล้วเสนอมาว่าถ้าจะทำงานให้ปลอดภัยมากขึ้น ต้องทำยังไง ปรับปรุงอะไร แล้วทีมต่างๆ ก็จะเข้าไปดูแลในส่วนที่เขารับผิดชอบ ก็เลยเกิดการสร้างนวัตกรรม มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ซึ่งทำให้เกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กร” 

สิ่งเหล่านี้ช่วยปลูกฝังให้พนักงานทุกส่วนกล้าเสนอ เพื่อปรับปรุงทุกสิ่งให้ดีขึ้น และสร้างนวัตกรรมใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง 

จนในทุกวันนี้กิจกรรมนั้นไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะการสร้างนวัตกรรมได้ซึมซาบเข้าไปสู่สายเลือดของพนักงานเป็นที่เรียบร้อย 

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

7. Samsung มีโอลิมปิกเป็นของตัวเอง

หากคุณกางรายการเทรนนิ่งของไทยซัมซุงทุกรายการออกมาบนกระดาษ คุณจะพบกับรายการมากกว่า 200 รายการ ยาวรวมกันกว่า 4 เมตร โดยมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะให้กับบุคลากร และเมื่อพัฒนาทักษะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว Samsung ก็มีการจัดงานโอลิมปิกวิชาการของบริษัทเองในทุกๆ ไตรมาส โดยแบ่งเป็น 2 สายคือ หนึ่ง สำหรับพนักงานระดับปฏิบัติงานในสายการผลิต มีการแข่งขันทักษะ เช่น การยิงสกรู และสอง สำหรับพนักงานซัพพอร์ต เช่นการแข่งขันลงโปรแกรม ซ่อมเครื่องจักร

“เรามีการแข่งขันในทุกๆ เดือน เพื่อหาคนเก่งในเดือนนั้น แล้วมาทำเป็นไตรมาสว่าใครเจ๋งที่สุด หลังจากนั้นเราก็ส่งไปแข่งโอลิมปิกเรื่องทักษะในต่างประเทศ เราเป็นเจ้าภาพบ้าง จีนเป็นเจ้าภาพบ้าง แล้วแต่ว่าปีไหนใครจะเป็นเจ้าภาพ แวะเวียนส่งน้องๆ ที่มีทักษะเพื่อไปเพิ่มความภาคภูมิใจของเขา และบุคคลเหล่านี้ก็จะกลายเป็นไอดอลในโรงงาน”

8. สำหรับ Samsung การดูแลพาร์ตเนอร์ก็คือส่วนหนึ่งของความสำเร็จ

สำหรับ Samsung พาร์ตเนอร์หรือคู่ค้านั้น เรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งซึ่งขาดไม่ได้ ที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จ เพราะถ้าหากขาดคู่ค้าไป บริษัทก็จะไม่สามารถผลิตสินค้าเพราะขาดวัตถุดิบ แต่สิ่งที่มากไปกว่านั้นคือ คู่ค้าไม่ใช่แค่คู่ค้า แต่เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท 

พวกเขาดูแลพาร์ตเนอร์และพนักงานของพาร์ตเนอร์ด้วยมาตรฐานเดียวกันกับพนักงานของตัวเอง เริ่มตั้งแต่การแนะนำแนวปฏิบัติ จัดการอบรม สนับสนุนทรัพยากร ไปจนถึงวางระบบปฏิบัติให้ 

“เรื่องของจริยธรรมในการทำงานร่วมกับคู่ค้า เราต้องไปด้วยกัน ถ้าเรามีเทคโนโลยีสูงกว่าเยอะๆ แน่นอนว่าเขาตามเราไม่ทัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องทำคือ ต้องไปพยายามทำยังไงก็ได้ให้เขาอยู่ในระดับเดียวกับเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคน เทคโนโลยี การผลิต ความปลอดภัย หรือสิ่งแวดล้อม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่พูดไปไม่ได้แค่ว่าเราพูดเฉยๆ แต่เรามีขบวนการ วิธีการ กลุ่มคน แล้วก็ระบบในการจัดการเรื่องนี้ทั้งหมด”

9. ดูแลคนแบบครอบครัว แต่ทำงานแบบมืออาชีพ

ความปลอดภัยในการทำงาน คือจุดเริ่มต้นของการดูแลพนักงานแบบครอบครัว Samsung ในขณะที่ยังคงวิธีการทำงานแบบมืออาชีพเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 

การดูแลแบบครอบครัวนี้เริ่มตั้งแต่ปัจจัย 4 ของมนุษย์ เพื่อให้พนักงานโรงงานทุกคนได้กินอาหารที่ดีมีประโยชน์ บริษัทสนับสนุนข้าวเช้าในราคาเพียง 10 บาท และให้ข้าวกลางวันฟรี โดยมีทั้งเครื่องปรับอากาศและโทรทัศน์ในโรงอาหาร เพื่อสร้างความผ่อนคลายให้แก่พนักงาน มีการเอาใจใส่สภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยการวัดค่าแสง การสั่นสะเทือน ฝุ่น เสียง ความร้อน และกลิ่น เพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานเสียสุขภาพอยู่ตลอด รวมถึงพนักงานที่ตั้งครรภ์ ก็มีการเตรียมพื้นที่ให้นั่งทำงานได้ตลอดอายุครรภ์ โดยโต๊ะทำงานถูกออกแบบมาพิเศษเป็นดีไซน์โค้งหลบท้อง เพื่อสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงานและลูกน้อย

“ถ้าอยู่เป็นครอบครัว เราก็ต้องการให้เขามีความปลอดภัยทั้งสุขภาพร่างกายจิตใจ เข้ามาในรั้วบริษัท ในโรงงาน คุณมีความปลอดภัยสูงเฉกเช่นเดียวกับอยู่ในบ้านของคุณเอง และเราไม่แบ่งชั้นในเรื่องของความสนิท อย่างผมก็จะเรียกตัวเองว่าพี่อย่างนี้ตลอด และพนักงานก็จะไม่บอกว่า ไปพบรองประธานฯ เขาก็จะบอกว่าไปพบพี่กฤษณ์หน่อย แต่ว่าในเรื่องประสิทธิภาพทำงาน ไม่ใช่หยวนๆ กันไป ลักษณะครอบครัวที่เราว่าคือการดูแลสารทุกข์สุขดิบ เพื่อให้เขาทำงานออกมาได้ดีอย่างมืออาชีพ”

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

10. คนของชุมชน คือคนของ Samsung 

บริษัทเชื่อว่าชุมชนและอุตสาหกรรมต้องดูแลซึ่งกันและกัน เพราะเมื่อคนในชุมชนเข้ามาทำงานกับบริษัทแล้ว การดูแลคนของบริษัทก็เหมือนดูแลคนในชุมชน 

“เราจะต้องทำให้สภาพแวดล้อมหรือสิ่งแวดล้อมในชุมชนดีขึ้นด้วย ถ้าสังคมข้างๆ ไม่แข็งแรง แล้วเราไม่ดูแลเขา ก็จะมีผลกระทบกับเรา เพราะ ณ ปัจจุบัน คนในชุมชนเขามาพึ่งพิงอยู่กับเรา เราก็พึ่งพิงเขาเหมือนกัน ถ้าเราไม่บอกชุมชนข้างๆ ให้ดี ไม่ให้ข้อมูลกับเขาว่าเราทำอะไรอยู่ เรามีสภาพแวดล้อมในโรงงานเป็นยังไง มีการจัดการระบบการทำงานยังไงที่จะไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม และไม่กระทบกับสุขภาพของคนในชุมชน เราก็ไม่สามารถอยู่ได้ อันนี้เป็นเป็นแกนหลักเลย ว่าทำไมเราต้องช่วยดูแล หรือแม้กระทั่งพัฒนาชุมชน”

บริษัทมีการจัด Open House ปีละครั้งสำหรับคนในชุมชนใกล้เคียง ให้เข้ามาเห็นกระบวนการทำงานในโรงงานและการจัดการของเสีย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้แก่คนในชุมชน รวมทั้งยังมีการนำพนักงานของโรงงานไปให้ความรู้แก่ผู้คนในชุมชนอีกด้วย 

นอกจากนี้ ในวันครบรอบของบริษัทที่ผ่านมา บริษัทได้ส่งของและจดหมายขอบคุณ พร้อมลายเซ็นจากประธานบริษัทฯ ไปยังครอบครัวของพนักงานทุกคน เพื่อขอบคุณที่พวกเขามอบคนในครอบครัวให้มาเป็นส่วนหนึ่งของ Samsung อีกด้วย

11. การดูแลสิ่งแวดล้อมสำหรับ Samsung ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำและต้องดีขึ้นเสมอ

“สิ่งที่ทำให้สิ่งแวดล้อมเสีย ไม่ได้อยู่ในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง มันอยู่ในทุกๆ อย่างเลย ตั้งแต่ต้นน้ำ พูดง่ายๆ คือตั้งแต่วัตถุดิบ”

นี่คือสาเหตุที่ทำให้ไทยซัมซุงให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การดีไซน์และการเลือกใช้วัตถุดิบ 

“เรามองเห็นว่า สินค้าไม่ว่าจะเป็นทีวี โทรศัพท์มือถือ ตู้เย็น หรือสิ่งของในชีวิตประจำวันของผู้คน ส่งผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในอนาคตได้ หลังจากที่ผลิตภัณฑ์ของเราหมดอายุไปแล้ว เราคำนึงเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนนั้น ผลิตภัณฑ์ของเราจึงต้องไม่มีสารต้องห้ามที่เป็นอันตรายกับผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นสารปรอท สารตะกั่ว สารแมงกานีส หรือสารที่ก่อมะเร็ง เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ ค.ศ. 2004”

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

แม้แต่ในขั้นตอนการผลิต ก็มีการลด ละ เลิก ในส่วนการใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย รวมไปถึงการใช้พลังงาน หรือแม้แต่เสียง แสง ฝุ่น และความร้อนในโรงงาน

อย่างไรก็ตาม การผลิตย่อมต้องมีของเสียเกิดขึ้น และ Samsung ก็ตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะอยู่ในเขตอุตสาหกรรมของเครือสหพัฒน์ ซึ่งมีโรงบำบัดน้ำเสียของส่วนกลางอยู่แล้ว แต่เพราะให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม บริษัทจึงตัดสินใจสร้างโรงบำบัดน้ำเสียของตนเองเพิ่มขึ้นอีกโรงหนึ่ง เพื่อบำบัดของเสียก่อนจะส่งไปบำบัดอีกรอบ จึงมั่นใจได้ว่าจะมีของเสียออกจากโรงงานน้อยที่สุด 

คำว่าหยุดพัฒนาไม่เคยมีอยู่ในพจนานุกรมของ Samsung บริษัทตั้งเป้าว่าภายใน ค.ศ. 2025 บรรจุภัณฑ์สมาร์ทโฟนจะไม่มีการใช้พลาสติกเลย และจะลดการจัดการกากของเสียด้วยวิธีฝังกลบให้เป็นศูนย์อีกด้วย

“ถ้าเราหยุด เราก็ไม่ใช่บริษัทแนวหน้าในการสร้างเทคโนโลยีใหม่ เราต้องก้าวต่อไป ทำยังไงที่จะพัฒนาตัวเองไปในทางที่เอาลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าให้มากที่สุด เราเปรียบตัวเองเหมือนร้านสะดวกซื้อ อยากได้อะไรก็แวะมา ถ้าเป็นเรา คุณอยากได้เทคโนโลยีอะไร พอท่านพูด เราก็คิด เราก็ทำ”

ภาพ :  Samsung Thailand

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load