25 พฤศจิกายน 2563
2 K

เมื่อเรานึกถึงย่างกุ้ง เราจะนึกถึงอะไร เจดีย์ชเวดากอง เทพทันใจ พระนอนตาหวาน ชาพม่า แหล่งขยายการค้าและการลงทุนที่ยังเป็นโอกาสของคนไทยเสมอ หรือพานคิดไปถึง ‘กุ้งย่าง’ (เป็นความพยายามในการใส่กิมมิกผ่านการเล่นคำในภาษาไทยเท่านั้น) 

หากลอง Zoom In เข้าไป คุณจะสัมผัสถึงความรุ่มรวยและสีสันทางวัฒนธรรมของย่างกุ้ง อันเกิดจากการผสมผสานของความหลากหลายวัฒนธรรมใน ได้แก่ วัฒนธรรมพม่า (Bamar) วัฒนธรรมจากชาติพันธุ์อีก 134 เชื้อชาติ และวัฒนธรรมจากต่างแดน โดยเฉพาะอินเดีย จีน โปรตุเกส และอังกฤษ จึงไม่ต้องแปลกใจ ถ้าคุณจะเห็นทั้งเจดีย์ โบสถ์ มัสยิด และวัดแขก ตั้งอยู่ติดกัน

แม้ว่าย่างกุ้งจะกลายเป็นอดีตเมืองหลวง (ปัจจุบัน ย้ายไปอยู่ที่กรุงเนปยีดอซึ่งอยู่ห่างไปทางตอนเหนือของย่างกุ้งประมาณ 200 ไมล์) แต่ก็ยังคงเป็นมหานครศูนย์กลางด้านธุรกิจ การเงิน การค้า การลงทุน ตลอดจนเป็นศูนย์กลางของการเซ็ตเทรนด์ให้สังคมและวัฒนธรรมเมียนมาสมัยใหม่

ตึกรามที่แข่งกันขึ้นสูงเบียดเสียดไปบนท้องฟ้า รถราที่คลาคล่ำ และประชากรจากทั่วสารทิศที่หลั่งไหล
ไปหาโอกาสในการยกระดับความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น นำมาสู่ความท้าทายของย่างกุ้งในการพัฒนาเมือง (Urban Development) แก้ปัญหามลภาวะและความแออัดของประชากรในพื้นที่เขตเมือง ไม่ต่างจากเมืองใหญ่หลายแห่งบนโลก 

#YGNWalls เปลี่ยนกองขยะหลังตึกใจกลางเมืองให้เป็นสนามเด็กเล่นและที่ชมศิลปะของคนย่างกุ้ง
ภาพ : english.dvb.no
#YGNWalls เปลี่ยนกองขยะหลังตึกใจกลางเมืองให้เป็นสนามเด็กเล่นและที่ชมศิลปะของคนย่างกุ้ง
ภาพ : www.bangkokpost.com

ย่านเมือง (Downtown) ของย่างกุ้งจะแบ่งเป็นซอยเล็กเรียงรายไปด้วยตึกแถวสูง 4 – 6 ชั้น ซึ่งเป็นทั้งสำนักงาน ร้านค้า และที่อยู่อาศัย และด้านหลังของแต่ละซอยจะมีทางเดินหลังบ้านเล็กๆ อยู่ข้างหลัง อาจด้วยความหนาแน่นของประชากร จึงทำให้เกิดปัญหาเรื่องการบริการจัดการเพื่อกำจัดขยะในเขตเมือง อันนำไปสู่ปัญหาขยะล้นซอย ก่อให้เกิดมลภาวะ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในย่างกุ้งในช่วงเวลาหนึ่ง อีกทั้งคนย่างกุ้งก็ยังเคยประสบปัญหาการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะและพื้นที่สีเขียว ซึ่งเมื่อเทียบกับประชากรต่อหัวแล้วถือว่ายังมีน้อยมาก

Yangon City Development Committee (ลักษณะคล้ายกรุงเทพมหานครในฐานะองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น) Yangon Heritage Trust (กองทุนซึ่งมีบทบาทสำคัญในการบูรณะและปรับปรุงตึกสไตล์โคโลเนียลในเขตเมืองให้เป็นร้านค้า ร้านอาหาร ร้านชาพม่า และ Art Gallery) Doh Eain (กิจการเพื่อสังคมที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยพัฒนาเมืองของย่างกุ้ง ซึ่งมีสมาชิกทั้งชาวเมียนมาและชาวต่างชาติ) กอปรกับการสนับสนุนจากสถานทูตและหน่วยงานจากต่างประเทศจึงผลักดันการพัฒนาปรับปรุงซอยเล็กๆ ดังกล่าวให้กลายสภาพจากทางเดินที่เต็มไปด้วยขยะ เป็นทางเดินพื้นที่สาธารณะ

เผื่อท่านใดที่สงสัยว่า แล้วทำไมหน่วยงานต่างประเทศโดยเฉพาะสถานทูตต้องไปให้การสนับสนุนการปรับปรุงพัฒนาเมืองของประเทศอื่นๆ ด้วย ผมคงตอบได้ว่า นอกจากจะเป็นการแสดงไมตรีจิตให้ประเทศเจ้าบ้านแล้ว ยังเป็นการร่วมมือร่วมใจของแต่ละประเทศในการทำให้โลกนี้ดี น่าอยู่ และยั่งยืนขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals-SDG) ของสหประชาชาติ โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 11 คือการทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความปลอดภัย ทั่วถึง พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างยั่งยืน

นี่คือเครื่องพิสูจน์ว่า การทูตไม่ใช่เรื่องไกลตัวแต่อย่างใด เพราะมันคือปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นการสร้างความเชื่อมโยงของความสัมพันธ์ในทุกระดับทั้งรัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชน (หากท่านใดสนใจเพิ่มเติม ผมขอชวนท่านลองไปอ่านบทความของ พี่กิ๊ก-อาทิตย์ ประสาทกุล ที่พูดถึงเรื่องการใช้ศิลปะในการเชื่อมความสัมพันธ์ระดับประชาชน

#YGNWalls เปลี่ยนกองขยะหลังตึกใจกลางเมืองให้เป็นสนามเด็กเล่นและที่ชมศิลปะของคนย่างกุ้ง
#YGNWalls เปลี่ยนกองขยะหลังตึกใจกลางเมืองให้เป็นสนามเด็กเล่นและที่ชมศิลปะของคนย่างกุ้ง
#YGNWalls เปลี่ยนกองขยะหลังตึกใจกลางเมืองให้เป็นสนามเด็กเล่นและที่ชมศิลปะของคนย่างกุ้ง
#YGNWalls เปลี่ยนกองขยะหลังตึกใจกลางเมืองให้เป็นสนามเด็กเล่นและที่ชมศิลปะของคนย่างกุ้ง
#YGNWalls เปลี่ยนกองขยะหลังตึกใจกลางเมืองให้เป็นสนามเด็กเล่นและที่ชมศิลปะของคนย่างกุ้ง

กำแพงศิลปะ

ย่างกุ้งเป็นเมืองที่ฝนตกชุกกินระยะยาวตั้งแต่ปลายเมษายน-ปลายตุลาคมในทุกๆ ปี จึงทำให้สีของตึกมักถูกชะล้างไปด้วยน้ำฝนเสมอๆ แต่การจะทาสีทับธรรมดามันก็คงธรรมดาไปสำหรับชาวย่างกุ้ง หน่วยงานพันธมิตรจึงได้เชิญศิลปินท้องถิ่นหลายท่านมาช่วยแต่งแต้มสีสัน วาดงานศิลปะให้กำแพงหลังตึกของซอยย่านดาวน์ทาวน์นี้ 

ภาพที่สร้างความสนใจให้ผมคือ คนเมียนมาที่ผู้ชายใส่สะโหร่ง ผู้หญิงใส่ผ้าถุง ซึ่งรวมๆ กันแล้วชาวเมียนมาเรียกสิ่งนี้ว่า ลองจี (Longyi) กำลังปีนป่ายกำแพงเพื่อจะออกไปดูโลกภายนอก ภาพผู้หญิงใส่ชุดสีเหลืองที่กำลังอยู่กลางทุ่งหญ้า (ผมเดาว่าน่าจะเป็นทุ่งหญ้ากว้างที่เมืองกะลอ (Kalaw) ในรัฐฉาน) กับอีกหลายรูปที่เป็นรูปของชนพื้นเมืองในรัฐคะยา (กลุ่มเดียวกับกะเหรี่ยงคอยาวและชาวเขาในภาคเหนือของบ้านเรา) 

ภาพเหล่านี้สะท้อนว่า คนเมียนมากำลังร่วมแรงร่วมใจที่จะบรรลุเป้าหมายปลายทางของกระบวนการสันติภาพของประเทศ ซึ่งมีคนหลากหลายชาติพันธุ์อาศัยในดินแดนแห่งนี้ นี่คือการตระหนักและเรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคมที่มีความหลากหลาย อันเป็นพื้นฐานสำคัญยิ่งในการอยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตย

#YGNWalls เปลี่ยนกองขยะหลังตึกใจกลางเมืองให้เป็นสนามเด็กเล่นและที่ชมศิลปะของคนย่างกุ้ง
#YGNWalls เปลี่ยนกองขยะหลังตึกใจกลางเมืองให้เป็นสนามเด็กเล่นและที่ชมศิลปะของคนย่างกุ้ง

สนามเด็กเล่น

เราพูดเสมอว่า เด็กคืออนาคตของพวกเรา 

สนามเด็กเล่น ก็คือเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยพัฒนาทั้งความกล้าแสดงออก และการผ่อนคลายปลดปล่อยจิตใจให้ได้เป็นอิสระ

แม้ว่าจะมีเพียงพื้นที่ยาวๆ เล็กๆ ถูกตกแต่งไปด้วยกำแพงงานศิลปะให้ได้วิ่งเล่น มีกระดานสไลเดอร์ ชิงช้าที่ทำจากยางล้อรถ และกระถางต้นไม้รายรอบ แต่การปรับและเพิ่มพื้นที่ให้เด็กๆ ได้ลองเล่น ลองคิด ลองผ่อนคลาย ก็มีส่วนช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่ดี มีการรักษาสมดุลชีวิต ตลอดจนพัฒนาไปสู่การมีความคิดที่สร้างสรรค์ (Creative) และเป็นนวัตกรรม (Innovative)

บางที ชีวิตเราก็ไม่ได้ต่างอะไรจากสนามเด็กเล่น มีล้มบ้าง เจ็บบ้าง ถึงเวลาก็ลุกขึ้นมาสู้ใหม่ แม้อีกไม่กี่ปี ผมก็จะเข้าสู่ช่วงวัยกลางคนแล้ว แต่การเก็บความเป็นเด็กไว้สร้างเชื้อไฟในการทำสิ่งใด ๆ ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญและเตือนสติในการดำเนินชีวิตได้เสมอ

#YGNWalls เปลี่ยนกองขยะหลังตึกใจกลางเมืองให้เป็นสนามเด็กเล่นและที่ชมศิลปะของคนย่างกุ้ง
#YGNWalls เปลี่ยนกองขยะหลังตึกใจกลางเมืองให้เป็นสนามเด็กเล่นและที่ชมศิลปะของคนย่างกุ้ง
#YGNWalls เปลี่ยนกองขยะหลังตึกใจกลางเมืองให้เป็นสนามเด็กเล่นและที่ชมศิลปะของคนย่างกุ้ง

แหล่งเช็กอินแห่งใหม่

อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่า คนไทยส่วนใหญ่ที่มาย่างกุ้ง ไม่มาไหว้พระไหว้เทพเสริมสิริมงคลก็มาทำธุรกิจ (ไทยเป็นคู่ค้าของเมียนมาอันดับ 2 และมีการลงทุนสะสมสูงสุดในเมียนมาอันดับ 4 และธุรกิจส่วนใหญ่อยู่ในย่างกุ้ง) การเยี่ยมดูตึกรามบ้านช่องในกรุงย่างกุ้งและการเดินมาเดินเล่นถ่ายรูปในซอยเล็กๆ ก็น่าจะเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับเราได้เห็นมุมมองใหม่ของย่างกุ้ง

คุณลองนุ่งลองจีแล้วไปถ่ายรูป เช็กอิน โพสต์ลงเฟซบุ๊ก ไอจี แล้วติดแฮชแท็ก #YGNWalls สิครับ แล้วคุณอาจจะได้รูปเก๋ๆ ชิคๆ ไว้อวดเพื่อนๆ ของคุณให้เขาได้อิจฉา จนต้องตามไปถ่ายรูปเช็กอินตามคุณก็ได้นะครับ

ในแก่นแท้ของทุกเรื่องย่อมมีข้อดีในตัวเสมอ เพียงแต่เราต้องหาทางที่อย่างน้อยจะปรับนิดแต่งหน่อยให้สิ่งเหล่านั้นกลับมาสวยงามอีกครั้ง 

แม้การพัฒนาพื้นที่ในซอยเล็กๆ หลังตึกใจกลางเมืองย่างกุ้งจะเป็นส่วนเล็กๆ ในการพัฒนาเมืองย่างกุ้งที่กำลังเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่จุดเล็กๆ คือสิ่งสำคัญเสมอ ที่จะช่วยแต่งเติมให้โลกใบนี้มีความงดงาม และพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของพลเมืองโลกต่อไป 

และมันไม่ใช่แค่การเพิ่มพื้นที่สาธารณะให้คนย่างกุ้งเท่านั้น หากแต่มันยังสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดว่า การเพิ่มพื้นที่ให้คนได้หายใจทั้งทางกายภาพและทางจิตวิญญาณ คือการเพิ่มอิสระทางความคิดให้มนุษย์ได้ตระหนักถึงการดำรงอยู่อย่างเป็นอิสระ และตระหนักความเข้าใจถึงความแตกต่างที่เกิดขึ้น อันมีเป้าหมายคือการสร้างคุณภาพชีวิตและสังคมที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข

ภาพ : มณฑ์ศิริ วิจักษนุกูล

Writer & Photographer

ชิน เศรษฐวัฒน์

เด็กราชบุรีผู้ใช้ชีวิตรอบมหาสมุทรอินเดียมา 4 ปี และใช้การเดินทางไว้ปรับสมดุลชีวิต

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

13 มิถุนายน 2560
10 K

เวลาพูดถึงพื้นที่สาธารณะ ผมมักคิดถึงสวนสาธารณะเป็นอย่างแรก (ตามด้วยตู้โทรศัพท์ ซึ่งสูญพันธุ์ไปจากริมถนนกรุงเทพฯ หมดแล้ว) นอกจากนั้นเราแทบไม่คุ้นกับคำอื่นที่พ่วงคำว่าสาธารณะต่อท้ายเลย

แล้วพื้นที่สาธารณะคืออะไร ถ้าไม่ใช่แค่สวน?

คำตอบคือ พื้นที่ของทุกคนที่ใครก็ใช้งานได้ ถ้าไม่ใช่บ้าน ที่ทำงาน หรือโรงเรียน ทุกที่ก็แทบจะเป็นพื้นที่สาธารณะหมด อย่างฟุตปาทนี่ก็ใช่ ถนนนี่ก็ใช่ สวนก็ใช่ ป้ายรถเมล์ก็ใช่ ทางเดินริมน้ำก็ใช่ สนามเด็กเล่นนี่ก็ใช่ ลานกีฬาก็ใช่ ห้องสมุดก็ใช่ หอศิลป์ก็ใช่ พออ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจรู้สึกว่าสถานที่พวกนี้ไม่เห็นจะดีตรงไหน และไม่เห็นจะน่าไปใช้เลย

ไม่รู้ว่าที่เราไม่ได้ไปนั้น เป็นเพราะมันไม่ดีเราเลยไม่ไป หรือเพราะเราไม่ค่อยได้ไป สถานที่พวกนี้เลยไม่ดีสักทีกันแน่

การเรียนลัดด้วยการดูสิ่งที่คนอื่นทำเร็วกว่าทดลองทำเอง ดังนั้น มันคงจะดีกว่าถ้าเราได้เห็นว่าพื้นที่สาธารณะที่ดีเป็นยังไง คอลัมน์นี้เลยนำเสนอเรื่องราวของพื้นที่สาธารณะเพื่อให้เราได้เรียนรู้บางอย่าง และอาจได้มีที่พื้นที่สาธารณะดีๆ ในอนาคตกันบ้าง

ผมคิดว่าเรื่องปากท้องนั้นสำคัญ เพราะอย่างนั้น ก็คงจะเหมาะสมถ้าตอนแรกของคอลัมน์ Public Space จะเป็นเรื่องของพื้นที่สาธารณะที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องคนในเมืองอย่างแผงลอย

สิ่งน่าเบื่อที่สุดของแต่ละวันสำหรับคนทั่วไปคงหนีไม่พ้นคำถามว่า วันนี้กินอะไรดี เพราะเราเป็นเมืองแห่งอาหารข้างทางหรือ street food แบบที่ฝรั่งชอบเรียก ทำให้มีตัวเลือกหลากหลายในด้านอาหารการกิน ไม่ว่าจะมื้อเช้า มื้อกลางวัน มื้อเย็น ไปจนถึงมื้อดึกดื่น ก็รับประกันได้ว่าเรามีของกินแน่ๆ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาร้านสะดวกซื้อ และด้วยความที่มีตัวเลือกมาก ก็ทำให้เราต้องคิดตัดสินใจมาก

แต่ในช่วงเวลาหลังจากนี้เราก็คงจะไม่ต้องกลัว และไม่ต้องเบื่อเรื่องนี้กันอีกต่อไป เพราะทางกรุงเทพมหานครกำลังอยู่ในช่วงจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยกันอยู่ ซึ่งจากการจัดระเบียบนี้ก็ทำให้หาบเร่แผงลอยที่หาทางเช่าพื้นที่ในบริเวณนั้นไม่ได้หายออกไปจากถนนเส้นนั้น

สิ่งน่าเบื่อที่สุดของแต่ละวันก็กลับกลายมาเป็น แล้วหลังจากนี้เราจะเหลืออะไรกินกันมั่ง?

พูดถึงเรื่องแผงลอย ใครหลายคนคงนึกถึงสิงคโปร์กันเป็นอันดับแรก ลองมาดูตัวอย่างการจัดการกับแผงลอยอย่างสร้างสรรค์กันดีกว่า

Hawker
Hawker

ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความเฮี้ยบในกฎระเบียบอย่างสิงคโปร์นั้น เมื่อก่อน (ช่วงปี 1970) ก็เคยมีปัญหาหาบเร่แผงลอยเช่นเดียวกันกับเรา เพราะการอยู่อาศัยในเมืองนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่แพ้ที่อยู่อาศัยก็คงเป็นเรื่องอาหาร คนเมืองที่มีอาหารอร่อยและราคาไม่แพงคงเรียกได้ว่าเป็นคนโชคดี ซึ่งนี่คือสิ่งที่แผงลอยตอบโจทย์ให้ผู้อยู่อาศัยได้ ด้วยต้นทุนที่ปราศจากค่าเช่าทำให้ราคาอาหารถูกจนทุกคนในเมืองซื้อหาได้ แต่เหรียญก็มี 2 ด้านเสมอ เพราะเหล่าแผงลอยนี้ก็สร้างปัญหาให้เมืองไปพร้อมกัน ทั้งความสะอาดของถนนหนทาง ท่อระบายน้ำที่อุดตัน ความสะอาดของอาหาร การกีดขวางทางเดินและถนน และอาจลากยาวไปถึงการติดสินบนเจ้าพนักงานกันเลยทีเดียว (ที่พูดมานี่ผมหมายถึงประเทศสิงคโปร์นะครับ!)

ทางการสิงคโปร์ก็เห็นว่าเหล่าแผงลอยนี้เป็นปัญหา แต่ด้วยการคิดพิจารณาถึงความจำเป็นในการมีอยู่ของเหล่าแผงลอยแล้ว ก็เลยเลือกที่จะหาวิธีอาศัยอยู่ร่วมกันกับหาบเร่แผงลอย โดยการจัดหาพื้นที่แล้วก่อสร้างอาคารขึ้นมา มีบริการทั้งไฟฟ้า น้ำประปา ห้องน้ำ และพื้นที่จัดเก็บขยะ จากนั้นจึงทำการย้ายพ่อค้าแม่ค้าแผงลอยเข้าไปอยู่ภายในศูนย์อาหารเหล่านี้ และควบคุมด้วยการออกใบอนุญาตและเก็บค่าเช่าโดยตรงโดยทางการเป็นผู้ออกใบอนุญาตและคิดราคาค่าเช่าเอง

ใช่แล้วครับ สิ่งนี้ก็คือ Hawker (ฮอว์กเกอร์) นั่นเอง

ฮอว์กเกอร์นั้นไม่ใช่ของแปลกใหม่อะไรสำหรับบ้านเรา ถ้าจะให้อธิบาย มันมีลักษณะหน้าตาคล้ายกับศูนย์อาหารตามย่านอาคารสำนักงานอย่างศาลาแดงหรืออโศก (ชาวออฟฟิศคงคุ้นเคยกับการเรียกกันว่าเต็นท์) โดยแทบทั้งหมดเป็นพื้นที่แบบเปิดโล่ง มีหลังคาแต่มักไม่มีแอร์ อยู่กระจายไปทั่วทั้งเมือง เช่น ใกล้ย่านออฟฟิศ ใต้แฟลตที่พักอาศัย แนวรถไฟฟ้า และตลาด ฟู้ดคอร์ทหรือศูนย์อาหารแบบนี้มีทั้งหมดกว่า 100 แห่งทั่วสิงคโปร์ มีร้านค้ารวมกว่า 6,000 ร้าน และคำว่า hawker ก็แปลว่าคนหาบเร่นั่นเอง

Hawker
Hawker

ถึงเตรียมที่เตรียมทางไว้พร้อม เหล่าพ่อค้าแม่ค้าก็ไม่ยอมย้ายกันเข้าไปแต่โดยดี เพราะเมื่อต้องออกห่างจากทำเลเดิม หลายคนจึงกลัวว่าจะขายไม่ออก ทางรัฐบาลที่ปกติเข้มงวดกับกฏเกณฑ์ก็ยอมผ่อนปรนความเข้มงวดลง แล้วก็มาช่วยเหลือทั้งในเรื่องค่าเช่าและทำเลที่ตั้งของฮอว์กเกอร์ให้เหมาะสม จนใช้เวลารวมเกือบ 10 ปีในการย้ายแผงลอยเข้าไปอยู่ในนั้นได้จนหมด ทำให้หาบเร่แผงลอยทั้งหมดหายไปจากถนน

หลังจากนั้น ฮอว์กเกอร์ก็กลายมาเป็นศูนย์กลางของเหล่าชุมชนแทน ด้วยราคาอาหารที่ถือว่าถูกมากสำหรับคนที่นี่ (ราคาอาหารเริ่มต้นที่ 50 บาท) ฮอว์กเกอร์จึงเป็นสถานที่ที่เห็นคนทุกชนชั้น ทุกอาชีพ มานั่งกินข้าวอยู่ด้วยกัน และยังกลายมาเป็นสถานที่ฝากท้องสุดฮิตของเหล่านักท่องเที่ยวอีกด้วย จนขนาดห้างอย่าง Marina Bay Sands และตัวสวน Gardens by the Bay ก็ยังมีฮอว์กเกอร์ไว้ให้บริการเช่นกัน

Hawker
Hawker

พีกหนักเข้าไปอีกก็ตรงที่ฮอว์กเกอร์บางที่นั้นผันตัวกลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไปด้วยซ้ำ อย่างที่ Lau Pa Sat Festival Market (ตลาดเหล่าปาสัท) หรือ Telok Ayer Market (ตลาดทีล็อก อาเยอร์) ที่เป็นตลาดเก่าสร้างตั้งแต่ปี 1894 ตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจของสิงคโปร์นี้ โด่งดังจากการที่มีสถาปัตยกรรมยุควิกตอเรีย ตัวอาคารรูปทรงแปดเหลี่ยมทำจากหล็กทั้งหมดโดยมีลวดลายที่สวยงามมากๆ จนได้รับการประกาศเป็นอนุสรณ์สถานแห่งชาติ ก็ถูกปรับเปลี่ยนให้กลายมาเป็นฮอว์กเกอร์แบบ 24 ชั่วโมงอีกด้วย

จากแผงลอยที่เป็นปัญหาของเมือง สิงคโปร์เลือกที่จะจัดการและหาวิธีอยู่ร่วมกัน จนในที่สุดแผงลอยก็กลับกลายมาเป็นพื้นที่เลี้ยงปากท้องของชุมชน เป็นเอกลักษณ์ของประเทศ จนมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในที่สุด

ถ้าไม่เรียกว่าพลิกวิกฤติเป็นโอกาสก็ไม่รู้จะเรียกอะไรแล้วล่า~

  • ฮอว์กเกอร์ไม่มีบริการกระดาษทิชชู่ให้ เราจึงควรซื้อติดมือไปด้วย นอกจากเช็ดมือเช็ดปากแล้ว เรายังวางห่อทิชชู่ไว้บนโต๊ะเพื่อจองโต๊ะได้อีกด้วย
  • ถึงจะเป็นแผงลอยแต่รสชาติก็ไม่ธรรมดา เพราะมิชลินสตาร์ได้มีการมอบดาวให้กับร้านอาหารในฮอว์กเกอร์ถึง 2 แห่ง คือ Hong Kong Soya Sauce Chicken Rice & Noodle ที่ฮอว์กเกอร์ชั้น 2 ตึกไชน่าทาวน์ คอมเพล็กซ์ (ด้วยราคาประมาณจานละ 60 บาท ทำให้ที่นี่มีเมนูของร้านมิชลินสตาร์ที่ถูกที่สุดในโลก) และ Hill Street Tai Hwa Pork Noodle ที่ฮอว์กเกอร์ตรงถนนครอว์ฟอร์ดเลน

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load