กำแพง อาจเป็นสิ่งก่อสร้างที่กั้น ‘ข้างใน’ ออกจาก ‘ข้างนอก’ เพื่อความปลอดภัย

กำแพง อาจกั้น ‘เรา’ ออกจาก ‘พวกเขา’ เพื่อความเป็นส่วนตัว

…แต่กำแพงที่สถานทูตของไทยในประเทศโมซัมบิกอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น

เมื่อไทยเปิดสถานทูตที่โมซัมบิก

โมซัมบิกถือเป็นประเทศที่มีการลงทุนของคนไทยสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในแอฟริกา และเป็นประเทศที่มิได้แต่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากมาย กอปรกับเพิ่งค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติในชายฝั่งทะเลที่คาดว่าจะมีปริมาณมากเป็นอันดับ 6 ของโลก

ครั้งหนึ่ง โมซัมบิกจึงเป็นประเทศเนื้อหอมที่ดวงตาทุกดวงต่างจ้องเขม็งเข้ามาหาพร้อมกัน คงเพราะมีการคาดการณ์ว่า โมซัมบิกอาจจะมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด หรือที่พูดกันว่า มี GDP เติบโตมากถึง 7 เปอร์เซ็นต่อปี

ใน พ.ศ. 2556 รัฐบาลไทยจึงมีดำริที่จะเปิดสถานทูตไทยที่นั่น นัยว่าไม่ให้ตกขบวนนักลงทุนนานาชาติที่ต่างหันหน้าไปทวีปแอฟริกา และดวงตาหลายดวงก็เพ่งไปที่โมซัมบิก ประเทศที่แม้ในตอนนั้นอาจจะจนเป็นอันดับรั้งท้ายของโลก แต่ก็เพิ่งค้นพบแก๊สธรรมชาตินอกชายฝั่งใต้ทะเลบ่อมหึมา

พอกลาง พ.ศ. 2559 กระทรวงการต่างประเทศก็ได้ส่งข้าราชการชุดแรกให้ประจำการที่นั่น ซึ่งถือเป็นกระบวนการสุดท้ายก่อนที่สถานทูตไทยแห่งล่าสุดในกรุงมาปูโต เมืองหลวงของประเทศโมซัมบิก จะเปิดทำการ

ผมโชคดีที่ได้รับโอกาสให้ไปทำงานที่นั่นพร้อมกับท่านทูตและเพื่อนข้าราชการอีก 2 คน โดยได้เดินทางล่วงหน้าไปก่อนราว 3 เดือนพร้อมกับพี่เจ้าหน้าที่ด้านการเงินอีก 1 คน ก่อนที่ท่านทูตจะเดินทางมารับหน้าที่และเพื่อนข้าราชการรุ่นน้องอีก 1 คน รวมกันเป็นทั้งหมด 4 คน

ศิลปะโมเสก กำแพง สถานทูตไทย ณ กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิก

ภารกิจที่ต้องทำให้สำเร็จ

เมื่อเราเดินทางไปถึง งานหลักของเราก็คือการทำให้สถานทูตเปิดทำการให้ได้โดยเร็ว หลายเรื่องเป็นเรื่องที่มีการเจรจา เห็นพ้องต้องกันและเตรียมการมาก่อนหน้านี้แล้วมากมาย เหลืออยู่เพียงไม่กี่เรื่องที่เราจะต้องทำ อาทิ การจัดการให้มีสำนักงานหรืออฟฟิศสำหรับใช้ทำงานโดยเร็ว ในเวลาไม่นาน เราก็เจรจาต่อรองจนเช่าอาคารเดี่ยวขนาดใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่บนถนนตัดใหม่เอี่ยมอ่องของเมืองได้สำเร็จตามกำหนดเวลาที่กระทรวงการต่างประเทศให้ไว้

ศิลปะโมเสก กำแพง สถานทูตไทย ณ กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิก

เมื่อได้อาคารที่ทำการแล้ว นอกเหนือจาก ‘ตราอาร์ม’ ซึ่งเป็นเครื่องหมายรูปครุฑที่จะต้องติดประดับไว้ด้านหน้าอาคารที่ทำการของสถานทูตไทยทุกที่ทั่วโลกแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ ป้ายชื่อ

แต่ถ้าป้ายชื่อของเราจะไม่ป้ายทองเหลืองหรือป้ายหินอ่อนแบบสถานทูตอื่นๆ

ท่านทูตและพวกเราเห็นพ้องตรงกันว่า เราน่าทำป้ายชื่อด้วยกระเบื้องโมเสก ซึ่งนอกจากจะไม่ใครในที่อื่นๆ แล้ว ยังเป็นสิ่งที่เราเห็นได้ตามสถานที่ราชการและท้องถนนในกรุงมาปูโต

อะไรที่เราปรับใช้ตามท้องถิ่น น่าจะเป็นเรื่องที่ดีและเหมาะสมอยู่แล้ว

คนทำป้ายชื่อ

โจทย์ป้ายชื่อเป็นกระเบื้องโมเสก ซึ่งเป็นงานคราฟต์ เป็นงานทำด้วยมือ เป็นงานศิลปะ เริ่มเป็นเรื่องยากเมื่อเราจะต้องลงมือทำตามที่เราคิดกันจริงๆ ผิดกับป้ายแบบทองเหลืองหรือแบบหินอ่อนแกะเป็นตัวอักษร ที่มีผู้รับเหมาทำเป็นกิจจะลักษณะ

เราจะหาใครมาทำให้เราได้ล่ะ

แม้จะต้องงมเข็มอยู่ในมหาสมุทรอยู่สักพัก

แม้หลายคนจะแนะนำให้ติดต่อศิลปินรุ่นใหญ่ ผู้มีชื่อเสียงว่าเป็นคนทำงานกระเบื้องโมเสกที่เห็นอยู่โดยรอบเมือง แต่นั่นก็มาพร้อมกับสนนราคาค่าจ้างที่แพงลิบลิ่ว เกินกว่าที่เราจะต่อรองให้เจ้าของอาคารที่เราจะเช่าอยู่ดำเนินการให้เราเป็นส่วนหนึ่งของการเช่าได้

แล้วในที่สุด เราก็ได้พบกับศิลปินรุ่นใหม่คนหนึ่งที่เคยเป็นลูกมือทำกระเบื้องโมเสกของศิลปินรุ่นใหญ่คนนี้

เขารู้วิธีการทำกระเบื้องโมเสกบนกำแพงขนาดใหญ่ เพราะได้เรียนรู้จากการทำงานกับศิลปินรุ่นใหญ่มาตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุ่น และเขาก็เริ่มมีฝีไม้ลายมือทางศิลปะพอควร ภาพเขียนอะคริลิกบนผืนผ้าที่จัดแสดงและตั้งขายอยู่ที่สมาคมศิลปะของกรุงมาปูโตของเขา ก็ดูเหมือนเป็นที่ชื่นชอบของคณะผู้มาเยี่ยมเยือนจากประเทศไทยที่เราพาไปเยี่ยมเยียนอยู่เนืองๆ

สไตล์แบบเขานี่ล่ะที่เราและคนไทยโดยทั่วไปน่าจะชอบ เราจึงชวนเขามาทำป้ายชื่อให้เรา

จากป้ายชื่อกลายเป็นกำแพง

ศิลปินเสนอแบบร่างป้ายชื่อของเราเป็นงานกระเบื้องโมเสกเต็มกำแพง ด้านหน้ายาวขนาดเท่าป้ายบิลบอร์ดที่เห็นริมถนนในบ้านเรา

เราเจรจาต่อรองสัญญาเช่าให้เจ้าของอาคารจ่ายค่าทำกระเบื้องโมเสกเต็มทั้งกำแพง

หากยืนอยู่ด้านอาคารที่เป็นที่ตั้งของสถานทูตเปิดใหม่ของเรา จะเห็นกำแพงอิฐสูงที่ริมที่ดินทั้งสองฝั่ง บริเวณตรงกลางเป็นช่องประตูรั้วเลื่อนได้เว้นไว้เป็นที่จอดรถ นี่คือพื้นที่ที่ศิลปินจะต้องทำ ‘ป้ายชื่อ’ ให้เราทั้งกำแพง

ศิลปะโมเสก กำแพง สถานทูตไทย ณ กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิก

ในแบบร่างของศิลปิน เขาร่างภาพให้แบ็กกราวด์เป็นท้องฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไปจากเช้าไปจนค่ำ เส้นขอบฟ้า เห็นอาคารของไทยและโมซัมบิก ภาพฟอร์กราวด์เป็นภาพวิถีชีวิตแบบชาวบ้านของคนท้องถิ่นโมซัมบิกสลับกับเรื่องราวแบบไทย

เราเห็นพ้องกันว่า แบบร่างของเขาที่เสนอมานั้นดูดีทีเดียว

ศิลปะโมเสก กำแพง สถานทูตไทย ณ กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิก

ภาพบนกำแพงแม้เป็นจินตนาการแต่ก็มีความหมาย

ระยะเวลา 3 เดือนกว่า ตั้งแต่ก่อนวันสิ้น พ.ศ. 2559 จนถึงเดือนมีนาคมในปีต่อไป กำแพงสูงที่กั้นอาคารสมัยใหม่ซึ่งอยู่ข้างในออกจากสภาพชุมชนแออัดของคนท้องถิ่นที่เพิ่งถูกรุกคืบจากการขยายเมือง ถูกแปลงโฉมให้เป็นกำแพงในความหมายใหม่โดยศิลปินและผู้ช่วยของเขารวม 6 คน

สำหรับกลุ่มศิลปิน งานจ้างนี้อาจจะเป็นงานใหญ่ที่สุดในชีวิตที่พวกเขาจะได้รับโอกาสให้ทำ

ในตอนเริ่ม แรงงานถูกระดมมาช่วยกันขัดพื้นผิวที่เคลือบด้วยสีทาอาคารคุณภาพดี ที่เจ้าของบ้านลงทุนทาบนรั้ว หมายมุ่งที่จะหาลูกค้าที่สนใจถึงคุณภาพ เครื่องมือช่างประกอบเข้ากับจานหมุนเหล็กคมค่อยๆ เฉือนเนื้อสีชั้นแรกลึกไปถึงเนื้อปูนเป็นชั้นที่สอง เหลือไว้แค่ร่องรอยของซีเมนต์หยาบๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของผิวฉาบปูนบนผนังก่ออิฐแข็งแรง

เวลาเกือบ 2 สัปดาห์เต็มผ่านไป กำแพงถูกแทนด้วยการลงมือทำงานศิลปะกระเบื้องโมเสกตามแบบที่เขาเสนอพวกเราเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้า

ก้อนถ่านที่ใช้จุดไฟในครัวเรือนก้อนแล้วก้อนเล่าถูกนำมาฝนเป็นภาพร่างบนกำแพง ที่บัดนี้ถูกขัดสีออกจนเหลือแต่ปูนซีเมนต์ฉาบ

ศิลปะโมเสก กำแพง สถานทูตไทย ณ กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิก
ศิลปะโมเสก กำแพง สถานทูตไทย ณ กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิก

ภาพที่ปรากฏแตกต่างจากแบบร่างไปบ้าง ตามจินตนาการความคิดในขณะนั้น และที่พวกเขาได้รู้จักพวกเราคนไทยและเรื่องราวของประเทศไทยมากขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป และความสัมพันธ์ที่เรากับเขาได้รู้จักกัน

ที่กำแพงด้านหนึ่ง เขาวาดภาพอย่างมีอารมณ์ขัน เป็นภาพช้างเอเชียที่มีหูเล็ก แตกต่างกับช้างแอฟริกันหูใหญ่ (คนไทยเป็นที่รู้จักว่าฝึกช้างให้เชื่องจนใช้งานได้ ผิดกับช้างแอฟริกันที่อยู่แต่ในป่าและมีแต่ชื่อเสียงว่าใหญ่ดุร้าย) กำลังลากรถกระบะบรรทุกผู้โดยสาร ซึ่งคนท้องถิ่นเรียกว่ารถ ‘My Love’ เพราะผู้โดยสารเหมือนเป็นรถเมล์สาธารณะ ต้องเบียดเสียดและโอบกอดกันไว้ดั่งคนรักกัน

ศิลปะโมเสก กำแพง สถานทูตไทย ณ กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิก

ภาพช้างลากรถ My Love นี้ ได้รับความสนใจจากคนท้องถิ่นที่สัญจรผ่านไปมาตั้งแต่ยังเป็นลายเส้นร่างด้วยก้อนถ่าน หลายคนมายืนดูแล้วก็หัวเราะชอบใจ เพราะคงเห็นภาพตัวเองที่ต้องไปอัดกันบนหลังรถ My Love เป็นเรื่องขำขันที่คนท้องถิ่นมีความสุขกับความโชคไม่ดีของตัวเอง

บนกำแพงอีกฝั่งหนึ่ง มีภาพรถตุ๊กตุ๊ก พร้อมกับพระสงฆ์ใส่จีวรสีส้มจัด สลับกับภาพรถตู้โดยสารเก่าซอมซ่อที่คนท้องถิ่นเรียกกว่า ‘ชาป้า’ อาจแปลได้ในทำนอง ‘รถกระป๋อง’ ที่คนท้องถิ่นต้องเบียดกันเข้าไปในรถ ซึ่งกำลังวิ่งสวนมา รถตุ๊กตุ๊กสีน้ำเงินแดงของไทย คล้ายๆ กับรถสามล้อ ‘Bajaj’ ที่นำเข้าจากอินเดีย คนท้องถิ่นเรียกเป็นภาษาโปรตุเกสว่า ‘Txopela’ (โชเปลา)

ศิลปะโมเสก กำแพง สถานทูตไทย ณ กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิก
ศิลปะโมเสก กำแพง สถานทูตไทย ณ กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิก

ตึกรามบ้านช่องที่อยู่บนเส้นขอบฟ้าของทั้งสองกำแพง มีภาพอาคารที่เป็นแลนด์มาร์กของกรุงมาปูโต เช่น สถานีรถไฟแบบนีโอคลาสสิกที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอาณานิคม โดยนิตยสาร National Geographic จัดอันดับให้เป็น 1 ใน 10 สถานีรถไฟที่สวยที่สุดในโลก สลับกับอาคารแบบไทยๆ เช่น เรือนไทยที่ยกใต้ถุนสูง เจดีย์ภูเขาทองและวัดพระแก้ว ฯลฯ แล้วเรายังขอให้พวกเขาเพิ่มภาพอาคารที่ทำการของกระทรวงการต่างประเทศที่ถนนศรีอยุธยา และอาคาร Energy Complex ถนนวิภาวดี ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่บริษัท ปตท. สผ. ที่กรุงเทพฯ ซึ่งได้ไปร่วมลงทุนกิจการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติที่โมซัมบิก และได้อนุเคราะห์ให้เราใช้พื้นที่สำนักงานของเขาที่กรุงมาปูโตเป็นที่ทำงานชั่วคราวของเราในระยะเริ่มแรกเข้าไปบนกำแพงด้วย

ในตอนกลางคืน แสงจากโคมไฟความสว่างสูงแบบ LED ที่เราติดใหม่บนรั้วสถานทูตก็ส่องกำแพงเห็นแสงระยิบ เพราะความมันเงาของแผ่นกระเบื้องที่ถูกวางเป็นมุมตกกระทบต่างๆ กัน จึงงานศิลปะบนกำแพงเห็นชัด และดวงไฟยังช่วยส่องแสงให้กับคนท้องถิ่นที่ต้องเดินทางกลับบ้าน โดยเฉพาะในช่วงแรกที่ทางการยังไม่ติดไฟบนถนนหน้าสถานทูตที่เพิ่งตัดเสร็จหมาดๆ ด้วย

เมื่องานเสร็จ ท่านทูตเลี้ยงข้าวกับเบียร์แบบง่ายๆ ให้กับศิลปินและทีมงานของเขาที่ได้ลงแรงเนรมิตงานศิลปะหน้ากำแพง ซึ่งต่อมากลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กของกรุงมาปูโตไปอย่างไม่ตั้งใจ

แม้กำแพงหน้าที่ทำงานของเราสูงทะมึนตามอย่างสถานทูตทั่วไป ต้องรักษาความปลอดภัยแน่นหนา เนื่องจากเป็นสถานที่ราชการ แต่ภาพที่ปรากฏกลับทำให้รู้สึกในทันทีว่า กำแพงที่ทั้งสูงและทึบนั้นหายไปแบบไม่มีตัวตน

คนท้องถิ่นและชุมชนโดยรอบได้รู้จักและรับรู้ถึงประเทศไทยและความเป็นไทยบนกำแพง เด็กๆ มาวิ่งเล่นยามเลิกเรียน ผู้คนสัญจรผ่านเมื่อต้องเดินเข้ามาทำงานในเมืองทั้งในตอนเช้าและเย็น รถเมล์หยุดรับผู้โดยสาร ทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปกับกำแพงหน้าสถานทูตของเรา

ศิลปะโมเสก กำแพง สถานทูตไทย ณ กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิก

บรรยากาศชวนให้คิดถึงชื่องานศิลปะบนกำแพงของสถานทูต ที่พวกเขาตั้งเป็นภาษาโปรตุเกสว่า ‘Os Moçambique e tailandeses são bons amigos’ (คนโมซัมบิกและคนไทยเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน)

กำแพงเสร็จ คนไม่มีงาน

เราแทบไม่เชื่อหูตัวเองว่าเมื่อรู้ว่า การทำป้ายชื่อกระเบื้องโมเสกบนกำแพงหน้าสถานทูตที่เจ้าของบ้านจ่ายเงินให้เรานี้ จะเป็นการช่วยจ้างงานคนที่อาศัยอยู่หลังสถานทูต

และก็เป็นการฝึกวิชาชีพให้กับพวกเขาแบบ On the job training.

เราเพิ่งมารู้จากศิลปินว่า ผู้ช่วยของเขาทั้งห้าคนไม่เคยมีทักษะด้านการทำกระเบื้องโมเสกมาก่อน แต่พวกเขาค่อยๆ พัฒนาทักษะและฝีมือ รวมทั้งเรียนรู้เทคนิคการปะติดกระเบื้องนี้จากการทำงานที่กำแพงหน้าสถานทูตของเรา

ศิลปะโมเสก กำแพง สถานทูตไทย ณ กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิก

ก่อนหน้านี้ ทั้งหมดไม่มีงานทำ เพราะไม่ได้เรียนหนังสือและไม่มีทักษะความรู้ใดๆ กอปรกับเศรษฐกิจของประเทศที่เคยรุ่งเรืองกลับหยุดชะงัก ทำให้ตลาดแรงงานถูกจำกัด เราจึงขอให้พวกเขาช่วยทำกระเบื้องโมเสกปะที่ด้านในสถานทูตต่อ อย่างน้อยพวกเขาจะได้มีงานทำไปอีกสักพัก พอได้รับสตางค์ค่าจ้างแม้เพียงเล็กน้อยสำหรับเรา แต่ก็เพียงพอให้เขาประทังชีวิตและจุนเจือครอบครัวได้อย่างไม่ลำบากนัก

พวกเขาช่วยเราทำกระถางปลูกต้นไม้ในสวนที่เพิ่งสร้างขึ้นทดแทนสระว่ายน้ำที่ถมไปเพราะไม่มีความจำเป็น และแนวอิฐตามขอบกระถางปลูกพืชผักสวนครัวที่ด้านหลังสถานทูต รวมทั้งแท่นปูนที่เป็นที่ตั้งของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉินด้วย

ศิลปะโมเสก กำแพง สถานทูตไทย ณ กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิก
ศิลปะโมเสก กำแพง สถานทูตไทย ณ กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิก

พวกเขามีโอกาสได้ทดลองทำกระเบื้องโมเสกปะบนแผ่นไม้ขนาดใหญ่ ซึ่งต่อมาชิ้นหนึ่งเป็นงานศิลปะที่ผู้ที่มาเยี่ยมเยือนสถานทูตจะหยุดชื่นชมอยู่นาน เพราะเป็นภาพเมืองมาปูโตที่เต็มไปด้วยสีสัน ทุกคนประหลาดใจเมื่อเราเล่าว่า งานศิลปะที่แขกของเรากำลังชมอยู่นั้นเป็นฝีมือของคนที่ไม่เคยมีทักษะทางศิลปะหรือทางช่างมาก่อน

ศิลปะโมเสก กำแพง สถานทูตไทย ณ กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิก
ศิลปะโมเสก กำแพง สถานทูตไทย ณ กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิก
ศิลปะโมเสก กำแพง สถานทูตไทย ณ กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิก

พอเราไม่มีที่ว่างให้พวกเขาประลองฝีมือแล้ว เราก็ให้เขาลองปะเศษกระเบื้องเป็นลายผ้าท้องถิ่นบนฝาท่อระบายน้ำ ซึ่งใครๆ เห็นแล้วก็ดูว่าเก๋ไก๋ไม่หยอก

จากเพียงแค่ป้ายชื่อ กระเบื้องโมเสกลุกลามไปแทบทุกกระเบียดนิ้วของสถานทูตแล้ว

ศิลปะโมเสก กำแพง สถานทูตไทย ณ กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิก

กำแพงที่ชุมชนมีส่วนร่วม

และแล้ว วันที่เราจะต้องหยุดก็ใกล้มาถึง และก่อนที่เราต้องจากกัน เพราะเราคงอุ้มชูพวกเขาไม่ได้อีกต่อไป ผมเสนอให้พวกเขาลองทำกระเบื้องโมเสกที่กำแพงด้านข้างและด้านหลังสถานทูตติดกับชุมชนแออัด ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของผู้ที่มีรายได้ต่ำ และคนที่มาต่างจังหวัดเพื่อมาหางานทำในเมือง

ด้านหน้าสถานทูตที่ดูสวยงามด้วยกระเบื้องโมเสกและไฟส่องสว่าง แต่ด้านหลังและด้านข้างกลับเป็นพื้นที่สกปรกรกรุงรังของคนอีกฟากฝั่งของกำแพง ซึ่งเราที่อยู่ข้างในสถานทูตอาจไม่รู้และไม่จำเป็นจะต้องรับรู้ก็ได้ 

พื้นที่ติดกำแพงด้านหลังเป็นท่อระบายน้ำที่เต็มไปด้วยขยะมูลฝอย ไม่ว่าจะเป็นเศษถุงพลาสติก เรื่อยไปจนถึงถุงยางอนามัยใช้แล้ว และยังเป็นห้องน้ำยามฉุกเฉินและจำเป็นของผู้คนแถวนั้นด้วย พื้นที่ด้านข้างเป็นดินลูกรังเฉอะแฉะ เมื่อฝนตกหนัก น้ำก็ไหล่บ่าชะล้างดินลงมาที่ถนนคอนกรีตที่เพิ่งตัดใหม่เอี่ยมอ่อง

บนกำแพงด้านข้างและด้านหลัง มีคนมาวาดรูปและเขียนสาธยายความรักและความใคร่ รำพึงรำพันกันไม่ต่างกับฝาประตูห้องน้ำที่บ้านเรา

คนทำกระเบื้องคงจะพอช่วยอะไรเราได้บ้าง

ศิลปะโมเสก กำแพง สถานทูตไทย ณ กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิก
ศิลปะโมเสก กำแพง สถานทูตไทย ณ กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิก

ที่กำแพงด้านหลังยาวกว่า 30 เมตร ผมเริ่มวาดรูปคนยืนที่ริมสุดด้านหนึ่งของกำแพง แล้วให้คนทำกระเบื้องปะเศษกระเบื้องโมเสกตามแต่สีและจินตนาการที่เขามี แล้วให้พวกเขาบอกคนที่เดินผ่านไปมาว่า หากใครอยากจะวาดอะไรก็ให้วาดรูปคนยืนอยู่คล้ายๆ กับแบบที่วาดไว้เป็นตัวอย่างให้ดู

ไม่น่าเชื่อว่าทั้งเด็กเล็ก วัยรุ่น และคนในชุมชนที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้น ต่างมาช่วยกันวาดรูปภาพตาม เป็นรูปคนป่าบ้าง เป็นรูปคนขาเป๋ต้องใช้ไม้ค้ำยันบ้าง เป็นรูปคนรักชายหญิงที่กำลังมอบดอกไม้ให้แก่กัน หรือเป็นรูปผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ตามแต่ผู้ที่วาดจะคิดวาดฝันหรือจินตนาการถึง

ศิลปะโมเสก กำแพง สถานทูตไทย ณ กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิก
ศิลปะโมเสก กำแพง สถานทูตไทย ณ กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิก

 เราขอให้คนทำกระเบื้องเลือกรูปที่เขาชอบ แล้วปะกระเบื้องตามลายเส้นที่คนในชุมชนได้ช่วยกันร่างไว้บนกำแพง

เมื่อกำแพงมีคนยืนเต็มแล้ว เราขอให้เขาใช้กระเบื้องปะตัวอักษรเป็นประโยคภาษาโปรตุเกส ซึ่งเราขอให้คนช่วยแปลจากเป็นภาษิตคำพังเพยภาษาไทย เช่น ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า นกน้อยทำรังแต่พอตัว ขี้ช้างจับตั๊กแตน ฯลฯ

ศิลปะโมเสก กำแพง สถานทูตไทย ณ กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิก
ศิลปะโมเสก กำแพง สถานทูตไทย ณ กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิก
ศิลปะโมเสก กำแพง สถานทูตไทย ณ กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิก

ประโยคบนกำแพงอาจจะอ่านแล้วเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง เราให้คนที่มาช่วยเราแปล แปลจากภาษาไทยแบบตรงตัวอักษร ไม่ได้แปลแบบเอาความ เพราะอยากให้ได้ถึงอรรถรสและบริบทแบบไทยๆ สุภาษิตไทยนี้จะได้ช่วยพูดทำความรู้จักกับคนในชุมชน ช่วยให้พวกเขารู้จักพวกเรามากขึ้น

อย่างน้อยในฐานะเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน

ศิลปะโมเสก กำแพง สถานทูตไทย ณ กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิก

กำแพงแบบนี้คงเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้า…

แม้ผมไม่เคยรู้สึก Appreciate เลยจนกระทั่งกลับมาอยู่เมืองไทยเมื่อปลาย พ.ศ. 2562 หลังจากขอกลับมาจากประจำการที่โมซัมบิก และได้ย้อนระลึกถึงสิ่งที่ผ่านมา

ข้อเขียนนี้ชวนให้คิดถึงชีวิตการทำงานของผมที่โมซัมบิก ในฐานะข้าราชการที่เป็นลูกน้องคนหนึ่ง

ผมจึงอยากขออุทิศความดีและเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนกำแพงหน้าสถานทูตไทยในโมซัมบิกนี้ให้กับ ท่านทูตรัศม์ ชาลีจันทร์ เอกอัครราชทูตคนแรกของสถานทูตไทยแห่งใหม่ที่กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิก ซึ่งเป็นเจ้านายของผมโดยตรงในช่วงชีวิตที่ผมได้ทำงานหนักที่สนุกมาก

แน่นอนว่าในความสนุกก็มีข้อผิดพลาดมากมาย ซึ่งผมในฐานะเด็กเมื่อวานซืนคนหนึ่งคงต้องขอรับไว้

เรื่องเล่าบนกำแพงรอบสถานทูตทั้งหมดข้างต้นนี้จะไม่มีอยู่จริงเลย หากผมไม่ได้มีเจ้านายที่ให้โอกาสและพื้นที่ในการทำงาน โดยเฉพาะตามสิ่งคิดและเชื่อมั่น

ไม่น่าเชื่อว่าเวลาจะผ่านไปเร็วจี๋เช่นนี้ เพราะอีกไม่กี่เดือน ท่านทูตก็กำลังจะเกษียณอายุราชการแล้ว

ศิลปะโมเสก กำแพง สถานทูตไทย ณ กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิก
ศิลปะโมเสก กำแพง สถานทูตไทย ณ กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิก

Writer

อาทิตย์ ประสาทกุล

ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และแฟนคลับ The Cloud

Photographers

อาทิตย์ ประสาทกุล

ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และแฟนคลับ The Cloud

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

แอฟริกันเอง

เรื่องราวเกี่ยวกับแอฟริกาที่จะทำให้รู้สึกว่า เราไม่ได้อยู่ไกลกันอย่างที่คิด

ในวันที่ยังอ่อนต่อแอฟริกา ในวันที่แอฟริกายังเหมือนเป็นคนแปลกหน้า ผลงานของ ชาร์ลส์ เซกาโน (Charles Sekano) ศิลปินชาวแอฟริกาใต้ที่หนีภัยการเมืองของการแบ่งแยกสีผิวทำให้ผม ในขณะเป็นเจ้าหน้าที่การทูตวัยละอ่อน ทั้งอ่อนวัยและอ่อนต่อโลก ได้เข้าใจและรู้จักประเทศและทวีปที่ห่างไกลกับความรู้สึกเช่นนี้

ในอดีต ทุกประเทศที่อยู่ในทวีปแอฟริกาอาจเหมือนดั่งถูกคำสาป แม้มีทรัพยากรธรรมชาติล้ำค่ามหาศาล ตั้งแต่ของป่า เพชรพลอย จนกระทั่งถึงหินแร่มีค่าที่ถูกขนออกไปทั่วโลกในช่วงประวัติศาสตร์สมัยที่ผ่านมา แต่ก็ถูกกดขี่ข่มเหงจากผู้คนที่มาจากภายนอกทวีป ยุคที่น่าเห็นใจที่สุดเห็นจะไม่พ้นช่วงอาณานิคม ที่ประเทศมหาอำนาจในยุโรปเข้ามาประชันขันแข่งขยายอาณานิคมกันจ้าละหวั่น

การเข้ามาของคนต่างถิ่น โดยเฉพาะคนผิวขาวเช่นชาวยุโรป ทำให้เกิดการแบ่งแย่งสีผิว แบ่งแย่งชนชั้น ในรูปแบบทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ แต่ที่เห็นจะแย่ที่สุด คงไม่พ้นการแบ่งแยกซึ่งทำให้เหมือนถูกต้องด้วยกฎหมายและการปกครอง ตัวอย่างชัดที่สุดเห็นจะไม่พ้นการปกครองแบบแบ่งแยกสีผิว หรือ Apartheid ในแอฟริกาใต้ที่ผ่านมา

แรงกดดันและความร้ายกาจของการแบ่งแยกที่กดขี่คนผิวดำให้ต่ำต้อยกว่าคนผิวขาว ดั่งเรื่องเล่าที่ถูกนำมายกตัวอย่างบ่อยๆ ว่า หมาของคนขาวยังมีสิทธิมากกว่าคนผิวดำ ซึ่งเดินอยู่บนท้องถนนในยุคสมัยรัฐบาลแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้

นั่นคือเรื่องราว Charles Sekano ศิลปินที่ทำให้ผมได้รู้จักและเข้าใจแอฟริกาเป็นคนแรก

รู้จัก Apartheid การแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาและการปลดปล่อย ผ่านภาพวาดของ Charles Sekano
1

ประเทศแอฟริกาใต้ เป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งและเจริญรุ่งเรือง มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของทวีป มีภูมิประเทศสวยงาม เต็มไปด้วยทุ่งโล่งสลับกับที่ราบสูงและเทือกเขาเป็นทิวริมชายฝั่งทะเล นอกจากจะโด่งดังเรื่องอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มีเมืองเคปทาวน์ เป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลกแล้ว ยังมีอุตสาหกรรมหลักอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเหมืองแร่ ซึ่งรวมถึงเพชร ทองคำ และทองคำขาว การผลิตชิ้นส่วนและประกอบรถยนต์ การต่อเรือพาณิชย์ ผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะผลไม้เมืองหนาวด้วย

รูปแบบการปกครองบนแนวคิดแบ่งแยกชนชั้นจากสีผิวที่เรียกว่า Apartheid (อะพาไทด์) เกิดขึ้นในช่วง ค.ศ. 1948 และเพิ่งจบลงไปเมื่อไม่ถึง 30 ปีก่อน ในต้นทศวรรษ 1990 ถือเป็นฝันร้ายของชาวแอฟริกาใต้และตราบาปของโลก

การปกครองแบบแบ่งแยกที่ผู้ปกครองเป็นคนผิวขาว และใช้อำนาจปกครองแบบเผด็จการ บนพื้นฐานแนวคิดที่ว่า คนผิวขาวแม้จะเป็นเพียงคนส่วนน้อยที่มีอยู่เพียงหยิบมือ จะต้องเป็นใหญ่ในประเทศแอฟริกาใต้ ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เหนือคนท้องถิ่นที่เป็นคนผิวดำที่มีอยู่เดิม และคนผิวสีมาจากชนเผ่าต่างๆ ในแอฟริกา รวมทั้งคนอินเดียที่เดินทางมาตั้งรกรากตั้งแต่สมัยอาณานิคมอังกฤษ หรือคนจีน

ในภาษาอาฟรีกานส์ (Afrikaan) ซึ่งเป็นภาษาของคนขาวที่มีรากศัพท์มาจากภาษาดัตช์ Apartheid แปลว่า การแบ่งแยก (Separateness หรือ Apart-hood)

ในช่วง ค.ศ. 1948 – 1950 รัฐบาลของคนขาวใช้แนวคิดนี้ในการปกครอง โดยเฉพาะการออกกฎหมายแบ่งแยกชนชั้นตามสีผิว กฎหมายแรกๆ ที่เริ่มแสดงให้เห็นเป้าประสงค์ทางการเมืองของผู้ปกครอง คือการออกกฎหมายห้ามแต่งงานกันข้ามสีผิว และกฎหมายที่กำหนดว่าการมีสัมพันธ์ข้ามสีผิวถือเป็นการผิดศีลธรรม

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน รัฐบาลคนขาวเจ้าของลัทธิการแบ่งแยกก็ได้ออกกฎหมายมาอีกฉบับ เพื่อให้มีการสำรวจและทำสำมะโนประชากร แต่นั่นมิได้เพื่อให้เกิดการจัดเก็บข้อมูล หรือช่วยให้รัฐบาลกระจายทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างเป็นธรรมและทั่วถึงตามที่ควรจะเป็น แต่มีไว้แบ่งคนให้ชัดเจนตามสีผิว บนพื้นฐานของรูปลักษณ์ บรรพบุรุษที่สืบเสาะหาได้ สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม และรูปแบบการใช้ชีวิต โดยแบ่งเป็นคนผิวดำ คนผิวขาว คนผิวสี และคนอินเดีย ซึ่งมีสถานะย่อยๆ อีกมาก

การปกครองแบบ Apartheid ก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติมากมาย และเป็นการเลือกปฏิบัติที่ได้รับการรับรองหรือดำเนินการโดยรัฐบาลด้วยซ้ำ โดยผ่านการออกกฎหมายและการออกกฎระเบียบหยุมหยิมมากมาย เช่น คนผิวดำจะไม่ได้รับอนุญาตให้เดินเข้ามาในถิ่นที่อยู่อาศัยหรือศูนย์กลางธุรกิจของคนขาว ไม่นับรวมว่าคนผิวดำจะไม่สามารถดำเนินธุรกิจหรือเปิดกิจการใดๆ ในถิ่นคนขาวได้

…หากคนผิวสีดำจะต้องเข้าไปทำงานในถิ่นของคนผิวสีขาว ต้องมีบัตรแสดงตัวที่ออกให้กับเฉพาะคนผิวสีดำเท่านั้น และจะต้องทำงานเฉพาะงานรับใช้เท่านั้น

…คนผิวดำไม่สามารถเข้าโรงหนังที่อยู่ในเขตคนผิวขาวได้ (แต่ในเขตคนผิวดำก็ไม่มีโรงหนังตั้งอยู่สักโรง) หรือชายทะเลก็มีการแบ่งว่าหาดนี้เล่นได้เฉพาะคนผิวขาวเท่านั้น ไม่นับว่าห้องน้ำยังต้องมีการแบ่งแยกกันเป็นธรรมดา

ปมในใจ การเลือกปฏิบัติ และการถูกกดขี่ภายใต้ระบบการปกครองที่ไม่เป็นธรรมเช่นนี้ เริ่มแรกอาจจะเป็นที่ยอมรับและเกิดขึ้นได้ เพราะคนส่วนใหญ่ที่อยู่ใต้การปกครองยังไม่รับรู้หรือรู้เรื่อง แต่เมื่อคนผิวดำเริ่มได้รับการศึกษา อ่านออกเขียนได้ และเข้าถึงระบบและกระบวนการทางความคิดต่างๆ ก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความไม่เท่าเทียมและความไม่เป็นธรรม ที่เกิดขึ้นจากการเลือกปฏิบัติเช่นนี้มาเป็นสิบๆ ปี

คงไม่ต้องบอกว่า ความรู้สึกไม่เท่าเทียมกันโดยเฉพาะที่คนกลุ่มน้อย ซึ่งเป็นคนผิวขาวที่เป็นประชากรเพียงกลุ่มเล็กๆ กลุ่มเดียวได้รับโอกาสมากกว่าประชากรกลุ่มอื่นๆ ในสังคมเช่นนี้จะลงเอยอย่างไร

รู้จัก Apartheid การแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาและการปลดปล่อย ผ่านภาพวาดของ Charles Sekano
รู้จัก Apartheid การแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาและการปลดปล่อย ผ่านภาพวาดของ Charles Sekano
2

Charles Sekano เป็นคนแอฟริกาใต้โดยกำเนิด หนีความย่ำแย่ของประเทศตัวเองที่ปกครองด้วยรัฐบาลคนขาวซึ่งชูนโยบาย Apartheid หรือการปกครองแบบแบ่งแยกเป็นหลัก ไปยังหลายประเทศทั่วแอฟริกา ก่อนจะมาลงหลักปักฐานในเคนยา

ที่นั่น ในทศวรรษ 1990 เขาได้ใช้ชีวิตดั่งฝัน ในสังคมที่เต็มไปด้วยความหวัง เพราะเคนยาเพิ่งได้รับเอกราชจากอังกฤษ และการทะเลาะเบาะแว้งในประเทศได้สิ้นสุดไปแล้ว มีรัฐบาลนำโดยประธาธิบดีผิวดำที่ประชาชนเลือกตั้งขึ้นมาเอง

Charles Sekano ใช้ชีวิตแบบ Bohemian คนที่รู้จักเขาอธิบายได้ด้วยคำที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร P 3 คำในภาษาอังกฤษ

Pianist เขาเล่นเปียโนที่ผับบาร์ในกรุงไนโรบี เป็นอาชีพหลักที่ทำให้เขาอยู่อาศัยในเมืองใหญ่แห่งนี้ได้โดยไม่ขัดสน

Painter เขาเป็นศิลปินที่ไม่ได้ร่ำเรียนมาจากโรงเรียนศิลปะ สีและลายเส้นที่เขาวาดลงบนกระดาษ อธิบายสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ อันโหยหาความเท่าเทียมและไม่แบ่งแยก และหญิงสาว

Poet ความเป็นศิลปินของเขาทำให้รู้จักพูดจา และเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน

เขาได้รับทั้งเงินเจือจุนชีวิตในฝัน และความสุขที่จุนเจือชีวิตบนความเป็นจริง

รู้จัก Apartheid การแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาและการปลดปล่อย ผ่านภาพวาดของ Charles Sekano
ทำความรู้จัก ‘Charles Sekano’ ศิลปินแนว Cubism แห่งแอฟริกาใต้ ผู้หนีการปกครองแบบแบ่งแยกชนชั้นสีผิว สู่อิสรภาพ ความเท่าเทียม และศิลปะ
3

ภาพวาดของ Charles Sekano ละม้ายงานของ ปิกัสโซ (Picasso) ที่ทุกคนรู้จัก

ลายเส้นแบบ Cubism ผสมกับเส้นสีเทียน ร่ายม้วนเลี้ยวไปมาบนกระดาษ การลงสีสดใสและภาพที่ปรากฏออกมาชวนให้คิดถึงความจริงบนโลก โลกที่เต็มไปด้วยความสวยงาม ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเท่าเทียมและความหลากหลาย ซึ่งเขาได้แสดงออกมาผ่านภาพของหญิงสาวต่างสีผิว ความรู้สึกรักใคร่ชอบพอกันของหญิงชาย ความฝัน ความหวัง และความจริง

เหล่านี้แม้เป็นความรู้สึก เป็นธรรมชาติ เป็นสัญชาตญาณของคนทั้งโลก แต่เราอาจพอจะนึกต่อไปได้ว่า คนที่อาศัยอยู่ในแอฟริกาช่วงนั้นจะรู้สึกแบบเดียวกัน แต่คงรู้สึกอย่างแรงกล้ากว่ามาก สภาพแวดล้อมที่รายล้อมไปด้วยการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่กดดัน จะรู้สึกมากกว่าคนที่อยู่ที่อื่นมากมายเช่นไร

ทำความรู้จัก ‘Charles Sekano’ ศิลปินแนว Cubism แห่งแอฟริกาใต้ ผู้หนีการปกครองแบบแบ่งแยกชนชั้นสีผิว สู่อิสรภาพ ความเท่าเทียม และศิลปะ
4

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ในวันแรกๆ ที่เดินทางถึงเคนยาใหม่ๆ

ผมรู้จักกับ Charles Sekano ศิลปินผู้ทำให้ผมเข้าใจอดีตของแอฟริกาที่นำมาสู่ปัจจุบัน จากแกลเลอรี่ชื่อดังใจกลางกรุงไนโรบี ในยุคสมัยใกล้ร่วงโรย

เศรษฐกิจโดยรวมของเคนยาไม่ได้ดีเหมือนแต่ก่อน สงครามกลางเมืองที่เกิดจากความไม่ลงรอยกันของชนเผ่าในเคนยา หลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีไม่กี่ปี ไม่นับเหตุการณ์การวางระเบิดสถานทูตอเมริกันโดยกลุ่มก่อการร้าย ทำให้กรุงไนโรบีในวันนั้น วันที่ผมเดินทางถึง ในช่วงต้นทศวรรษ 2010 ไม่ได้ครึกครึ้นและครื้นเครงเหมือนแต่ก่อน

ผมเดินเข้าไปในแกลเลอรี่ที่ดูหงอยๆ พนักงานเก่าแก่พาผมไปชมรูปที่ฝุ่นจับเกรอะกองซ้อนๆ กันอยู่ สายตาและความรู้สึกของผมในแวบนั้น สะดุดกับรูปภาพหลายภาพที่ทำให้บรรยากาศความหงอยเหงาของตัวเองที่ไปถึงไปทำงานใหม่ๆ ในสถานที่แห่งใหม่สดชื่นขึ้นมาทันทา

สนนราคาหลายพันดอลลาร์ ทำให้ผมไม่กล้าที่จะซื้อภาพที่ผมชอบ เพราะผมยังจะต้องซื้อรถ ซื้อของเข้าบ้าน และยังไม่รู้ว่าจะต้องใช้สตางค์ที่นำมาจากประเทศไทยทำอะไรอีกไหม ผมทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้กับพนักงานเฝ้าแกลเลอรี่คนนั้นอย่างแกนๆ

แล้วก็ไม่คิดว่าจะได้งานของเขามาครอบครอง

จนกระทั่งวันหนึ่งเกือบ 2 ปีผ่านไป ขณะที่ผมกำลังนั่งรถไปสนามบิน เพื่อไปพักร้อนที่ประเทศแอฟริกาใต้ ผมได้รับโทรศัพท์จากสุภาพสตรีที่ผมไม่รู้จัก

เธอแนะนำตัวว่า เธอเป็นลูกสาวของหุ้นส่วนเจ้าของแกลเลอรี่แห่งนั้น เธอได้เบอร์โทรศัพท์ผมมาจากพนักงาน และโทรมาถามว่าผมยังสนใจในงานของ Charles Sekano อยู่ไหม เธอต้องการขายภาพทั้งหมดที่อยู่ในแกลเลอรี่ของพ่ออย่างรวดเร็วที่สุด เพราะกำลังมีเรื่องที่ยังตกลงไม่ได้กับหุ้นส่วนอีกคน ซึ่งดูเหมือนกำลังจะพยายามฮุบทุกอย่างเอาไว้ เธอร้อนรนและร้อนใจมาก

เครื่องบินกำลังจะออกไปยังนครโจฮันเนสเบิร์ก-บ้านของ Charles Sakano ในแอฟริกาก็คงอยู่แถวๆ นั้น

คงเดาออกว่า ผมตอบและพูดคุยกับเสียงสุภาพสตรีปลายสายนั้นว่าอย่างไร

ทำความรู้จัก ‘Charles Sekano’ ศิลปินแนว Cubism แห่งแอฟริกาใต้ ผู้หนีการปกครองแบบแบ่งแยกชนชั้นสีผิว สู่อิสรภาพ ความเท่าเทียม และศิลปะ
ทำความรู้จัก ‘Charles Sekano’ ศิลปินแนว Cubism แห่งแอฟริกาใต้ ผู้หนีการปกครองแบบแบ่งแยกชนชั้นสีผิว สู่อิสรภาพ ความเท่าเทียม และศิลปะ
5

ปัจจุบัน Charles Sekano อายุใกล้ 80 ปีแล้ว

เขากลับไปแอฟริกาใต้อยู่ในเมืองเล็กๆ ใกล้กรุงพริทอเรีย เมืองหลวงของแอฟริกาใต้ ได้เป็นสิบปีแล้ว

เขาเลิกเล่นเปียโน เลิกวาดรูป และเลิกแต่งกลอนแล้ว

Writer

อาทิตย์ ประสาทกุล

ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และแฟนคลับ The Cloud

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load