25 พฤศจิกายน 2563
2 K

เมื่อเรานึกถึงย่างกุ้ง เราจะนึกถึงอะไร เจดีย์ชเวดากอง เทพทันใจ พระนอนตาหวาน ชาพม่า แหล่งขยายการค้าและการลงทุนที่ยังเป็นโอกาสของคนไทยเสมอ หรือพานคิดไปถึง ‘กุ้งย่าง’ (เป็นความพยายามในการใส่กิมมิกผ่านการเล่นคำในภาษาไทยเท่านั้น) 

หากลอง Zoom In เข้าไป คุณจะสัมผัสถึงความรุ่มรวยและสีสันทางวัฒนธรรมของย่างกุ้ง อันเกิดจากการผสมผสานของความหลากหลายวัฒนธรรมใน ได้แก่ วัฒนธรรมพม่า (Bamar) วัฒนธรรมจากชาติพันธุ์อีก 134 เชื้อชาติ และวัฒนธรรมจากต่างแดน โดยเฉพาะอินเดีย จีน โปรตุเกส และอังกฤษ จึงไม่ต้องแปลกใจ ถ้าคุณจะเห็นทั้งเจดีย์ โบสถ์ มัสยิด และวัดแขก ตั้งอยู่ติดกัน

แม้ว่าย่างกุ้งจะกลายเป็นอดีตเมืองหลวง (ปัจจุบัน ย้ายไปอยู่ที่กรุงเนปยีดอซึ่งอยู่ห่างไปทางตอนเหนือของย่างกุ้งประมาณ 200 ไมล์) แต่ก็ยังคงเป็นมหานครศูนย์กลางด้านธุรกิจ การเงิน การค้า การลงทุน ตลอดจนเป็นศูนย์กลางของการเซ็ตเทรนด์ให้สังคมและวัฒนธรรมเมียนมาสมัยใหม่

ตึกรามที่แข่งกันขึ้นสูงเบียดเสียดไปบนท้องฟ้า รถราที่คลาคล่ำ และประชากรจากทั่วสารทิศที่หลั่งไหล
ไปหาโอกาสในการยกระดับความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น นำมาสู่ความท้าทายของย่างกุ้งในการพัฒนาเมือง (Urban Development) แก้ปัญหามลภาวะและความแออัดของประชากรในพื้นที่เขตเมือง ไม่ต่างจากเมืองใหญ่หลายแห่งบนโลก 

#YGNWalls เปลี่ยนกองขยะหลังตึกใจกลางเมืองให้เป็นสนามเด็กเล่นและที่ชมศิลปะของคนย่างกุ้ง
ภาพ : english.dvb.no
#YGNWalls เปลี่ยนกองขยะหลังตึกใจกลางเมืองให้เป็นสนามเด็กเล่นและที่ชมศิลปะของคนย่างกุ้ง
ภาพ : www.bangkokpost.com

ย่านเมือง (Downtown) ของย่างกุ้งจะแบ่งเป็นซอยเล็กเรียงรายไปด้วยตึกแถวสูง 4 – 6 ชั้น ซึ่งเป็นทั้งสำนักงาน ร้านค้า และที่อยู่อาศัย และด้านหลังของแต่ละซอยจะมีทางเดินหลังบ้านเล็กๆ อยู่ข้างหลัง อาจด้วยความหนาแน่นของประชากร จึงทำให้เกิดปัญหาเรื่องการบริการจัดการเพื่อกำจัดขยะในเขตเมือง อันนำไปสู่ปัญหาขยะล้นซอย ก่อให้เกิดมลภาวะ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในย่างกุ้งในช่วงเวลาหนึ่ง อีกทั้งคนย่างกุ้งก็ยังเคยประสบปัญหาการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะและพื้นที่สีเขียว ซึ่งเมื่อเทียบกับประชากรต่อหัวแล้วถือว่ายังมีน้อยมาก

Yangon City Development Committee (ลักษณะคล้ายกรุงเทพมหานครในฐานะองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น) Yangon Heritage Trust (กองทุนซึ่งมีบทบาทสำคัญในการบูรณะและปรับปรุงตึกสไตล์โคโลเนียลในเขตเมืองให้เป็นร้านค้า ร้านอาหาร ร้านชาพม่า และ Art Gallery) Doh Eain (กิจการเพื่อสังคมที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยพัฒนาเมืองของย่างกุ้ง ซึ่งมีสมาชิกทั้งชาวเมียนมาและชาวต่างชาติ) กอปรกับการสนับสนุนจากสถานทูตและหน่วยงานจากต่างประเทศจึงผลักดันการพัฒนาปรับปรุงซอยเล็กๆ ดังกล่าวให้กลายสภาพจากทางเดินที่เต็มไปด้วยขยะ เป็นทางเดินพื้นที่สาธารณะ

เผื่อท่านใดที่สงสัยว่า แล้วทำไมหน่วยงานต่างประเทศโดยเฉพาะสถานทูตต้องไปให้การสนับสนุนการปรับปรุงพัฒนาเมืองของประเทศอื่นๆ ด้วย ผมคงตอบได้ว่า นอกจากจะเป็นการแสดงไมตรีจิตให้ประเทศเจ้าบ้านแล้ว ยังเป็นการร่วมมือร่วมใจของแต่ละประเทศในการทำให้โลกนี้ดี น่าอยู่ และยั่งยืนขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals-SDG) ของสหประชาชาติ โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 11 คือการทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความปลอดภัย ทั่วถึง พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างยั่งยืน

นี่คือเครื่องพิสูจน์ว่า การทูตไม่ใช่เรื่องไกลตัวแต่อย่างใด เพราะมันคือปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นการสร้างความเชื่อมโยงของความสัมพันธ์ในทุกระดับทั้งรัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชน (หากท่านใดสนใจเพิ่มเติม ผมขอชวนท่านลองไปอ่านบทความของ พี่กิ๊ก-อาทิตย์ ประสาทกุล ที่พูดถึงเรื่องการใช้ศิลปะในการเชื่อมความสัมพันธ์ระดับประชาชน

#YGNWalls เปลี่ยนกองขยะหลังตึกใจกลางเมืองให้เป็นสนามเด็กเล่นและที่ชมศิลปะของคนย่างกุ้ง
#YGNWalls เปลี่ยนกองขยะหลังตึกใจกลางเมืองให้เป็นสนามเด็กเล่นและที่ชมศิลปะของคนย่างกุ้ง
#YGNWalls เปลี่ยนกองขยะหลังตึกใจกลางเมืองให้เป็นสนามเด็กเล่นและที่ชมศิลปะของคนย่างกุ้ง
#YGNWalls เปลี่ยนกองขยะหลังตึกใจกลางเมืองให้เป็นสนามเด็กเล่นและที่ชมศิลปะของคนย่างกุ้ง
#YGNWalls เปลี่ยนกองขยะหลังตึกใจกลางเมืองให้เป็นสนามเด็กเล่นและที่ชมศิลปะของคนย่างกุ้ง

กำแพงศิลปะ

ย่างกุ้งเป็นเมืองที่ฝนตกชุกกินระยะยาวตั้งแต่ปลายเมษายน-ปลายตุลาคมในทุกๆ ปี จึงทำให้สีของตึกมักถูกชะล้างไปด้วยน้ำฝนเสมอๆ แต่การจะทาสีทับธรรมดามันก็คงธรรมดาไปสำหรับชาวย่างกุ้ง หน่วยงานพันธมิตรจึงได้เชิญศิลปินท้องถิ่นหลายท่านมาช่วยแต่งแต้มสีสัน วาดงานศิลปะให้กำแพงหลังตึกของซอยย่านดาวน์ทาวน์นี้ 

ภาพที่สร้างความสนใจให้ผมคือ คนเมียนมาที่ผู้ชายใส่สะโหร่ง ผู้หญิงใส่ผ้าถุง ซึ่งรวมๆ กันแล้วชาวเมียนมาเรียกสิ่งนี้ว่า ลองจี (Longyi) กำลังปีนป่ายกำแพงเพื่อจะออกไปดูโลกภายนอก ภาพผู้หญิงใส่ชุดสีเหลืองที่กำลังอยู่กลางทุ่งหญ้า (ผมเดาว่าน่าจะเป็นทุ่งหญ้ากว้างที่เมืองกะลอ (Kalaw) ในรัฐฉาน) กับอีกหลายรูปที่เป็นรูปของชนพื้นเมืองในรัฐคะยา (กลุ่มเดียวกับกะเหรี่ยงคอยาวและชาวเขาในภาคเหนือของบ้านเรา) 

ภาพเหล่านี้สะท้อนว่า คนเมียนมากำลังร่วมแรงร่วมใจที่จะบรรลุเป้าหมายปลายทางของกระบวนการสันติภาพของประเทศ ซึ่งมีคนหลากหลายชาติพันธุ์อาศัยในดินแดนแห่งนี้ นี่คือการตระหนักและเรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคมที่มีความหลากหลาย อันเป็นพื้นฐานสำคัญยิ่งในการอยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตย

#YGNWalls เปลี่ยนกองขยะหลังตึกใจกลางเมืองให้เป็นสนามเด็กเล่นและที่ชมศิลปะของคนย่างกุ้ง
#YGNWalls เปลี่ยนกองขยะหลังตึกใจกลางเมืองให้เป็นสนามเด็กเล่นและที่ชมศิลปะของคนย่างกุ้ง

สนามเด็กเล่น

เราพูดเสมอว่า เด็กคืออนาคตของพวกเรา 

สนามเด็กเล่น ก็คือเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยพัฒนาทั้งความกล้าแสดงออก และการผ่อนคลายปลดปล่อยจิตใจให้ได้เป็นอิสระ

แม้ว่าจะมีเพียงพื้นที่ยาวๆ เล็กๆ ถูกตกแต่งไปด้วยกำแพงงานศิลปะให้ได้วิ่งเล่น มีกระดานสไลเดอร์ ชิงช้าที่ทำจากยางล้อรถ และกระถางต้นไม้รายรอบ แต่การปรับและเพิ่มพื้นที่ให้เด็กๆ ได้ลองเล่น ลองคิด ลองผ่อนคลาย ก็มีส่วนช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่ดี มีการรักษาสมดุลชีวิต ตลอดจนพัฒนาไปสู่การมีความคิดที่สร้างสรรค์ (Creative) และเป็นนวัตกรรม (Innovative)

บางที ชีวิตเราก็ไม่ได้ต่างอะไรจากสนามเด็กเล่น มีล้มบ้าง เจ็บบ้าง ถึงเวลาก็ลุกขึ้นมาสู้ใหม่ แม้อีกไม่กี่ปี ผมก็จะเข้าสู่ช่วงวัยกลางคนแล้ว แต่การเก็บความเป็นเด็กไว้สร้างเชื้อไฟในการทำสิ่งใด ๆ ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญและเตือนสติในการดำเนินชีวิตได้เสมอ

#YGNWalls เปลี่ยนกองขยะหลังตึกใจกลางเมืองให้เป็นสนามเด็กเล่นและที่ชมศิลปะของคนย่างกุ้ง
#YGNWalls เปลี่ยนกองขยะหลังตึกใจกลางเมืองให้เป็นสนามเด็กเล่นและที่ชมศิลปะของคนย่างกุ้ง
#YGNWalls เปลี่ยนกองขยะหลังตึกใจกลางเมืองให้เป็นสนามเด็กเล่นและที่ชมศิลปะของคนย่างกุ้ง

แหล่งเช็กอินแห่งใหม่

อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่า คนไทยส่วนใหญ่ที่มาย่างกุ้ง ไม่มาไหว้พระไหว้เทพเสริมสิริมงคลก็มาทำธุรกิจ (ไทยเป็นคู่ค้าของเมียนมาอันดับ 2 และมีการลงทุนสะสมสูงสุดในเมียนมาอันดับ 4 และธุรกิจส่วนใหญ่อยู่ในย่างกุ้ง) การเยี่ยมดูตึกรามบ้านช่องในกรุงย่างกุ้งและการเดินมาเดินเล่นถ่ายรูปในซอยเล็กๆ ก็น่าจะเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับเราได้เห็นมุมมองใหม่ของย่างกุ้ง

คุณลองนุ่งลองจีแล้วไปถ่ายรูป เช็กอิน โพสต์ลงเฟซบุ๊ก ไอจี แล้วติดแฮชแท็ก #YGNWalls สิครับ แล้วคุณอาจจะได้รูปเก๋ๆ ชิคๆ ไว้อวดเพื่อนๆ ของคุณให้เขาได้อิจฉา จนต้องตามไปถ่ายรูปเช็กอินตามคุณก็ได้นะครับ

ในแก่นแท้ของทุกเรื่องย่อมมีข้อดีในตัวเสมอ เพียงแต่เราต้องหาทางที่อย่างน้อยจะปรับนิดแต่งหน่อยให้สิ่งเหล่านั้นกลับมาสวยงามอีกครั้ง 

แม้การพัฒนาพื้นที่ในซอยเล็กๆ หลังตึกใจกลางเมืองย่างกุ้งจะเป็นส่วนเล็กๆ ในการพัฒนาเมืองย่างกุ้งที่กำลังเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่จุดเล็กๆ คือสิ่งสำคัญเสมอ ที่จะช่วยแต่งเติมให้โลกใบนี้มีความงดงาม และพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของพลเมืองโลกต่อไป 

และมันไม่ใช่แค่การเพิ่มพื้นที่สาธารณะให้คนย่างกุ้งเท่านั้น หากแต่มันยังสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดว่า การเพิ่มพื้นที่ให้คนได้หายใจทั้งทางกายภาพและทางจิตวิญญาณ คือการเพิ่มอิสระทางความคิดให้มนุษย์ได้ตระหนักถึงการดำรงอยู่อย่างเป็นอิสระ และตระหนักความเข้าใจถึงความแตกต่างที่เกิดขึ้น อันมีเป้าหมายคือการสร้างคุณภาพชีวิตและสังคมที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข

ภาพ : มณฑ์ศิริ วิจักษนุกูล

Writer & Photographer

ชิน เศรษฐวัฒน์

เด็กราชบุรีผู้ใช้ชีวิตรอบมหาสมุทรอินเดียมา 4 ปี และใช้การเดินทางไว้ปรับสมดุลชีวิต

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

8 กุมภาพันธ์ 2561
4 K

เทรนด์การเปลี่ยนพื้นที่เก่าที่ไม่ใช้แล้วมาเป็นศูนย์ศิลปะสำหรับชุมชนเป็นกระแสการพัฒนาพื้นที่ที่แพร่หลายไปทั่วโลก ศูนย์สร้างสรรค์อย่าง Huashan 1914 Creative Park ในไต้หวันเกิดจากสวนสาธารณะเก่า แหล่งรวมดีไซเนอร์ฮ่องกงอย่าง PMQ เกิดจากอดีตโรงเรียนและแฟลตตำรวจ หรือ 59 Rivoli แกลเลอรี่และสตูดิโอศิลปินสุดชิกในปารีสก็เกิดจากตึกร้าง

หลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ ก็เริ่มปรับปรุงที่เก่าให้สาธารณชนเข้าไปใช้งาน เช่น การปรับปรุงท่าเรือกลไฟริมน้ำเจ้าพระยาเป็น ล้ง 1919 หรือ การเปลี่ยนโรงพิมพ์ธนบัตรเก่าเป็นศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องน่าดีใจ แต่ไม่น่าแปลกใจนักสำหรับเมืองหลวง ในฐานะคนกรุงเทพฯ ฉันรู้ตัวว่าเรามักได้รับโอกาสทันสมัยก่อนชาวบ้านชาวช่องเขาเสมอ

Public Space ที่ฉันอยากจะเล่าให้คุณฟังครั้งนี้แตกต่างจากกรณีอื่นๆ โดยสิ้นเชิง ศูนย์การเรียนรู้ศิลปะนี้เก๋มาก แม้ไม่ได้เกิดจากอิทธิพลเมืองนอกเมืองนา ไม่ได้เกิดจากการลงทุนมหาศาล และไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง

พื้นที่สาธารณะนี้อยู่ในจังหวัดมหาสารคาม เกิดจากกระติ๊บข้าว มูลควาย กับเงินเพียง 7,000 บาท

และกลุ่มคนเล็กๆ ที่ไม่นั่งรอโอกาส แต่ลงมือทำเพื่อชุมชนนาดูน

โรงละครโฮมทองศรีอุปถัมภ์

ตำบลนาดูนมีชื่อเสียงเรื่องพระบรมธาตุนาดูน นอกจากโบราณสถานอายุมากกว่า 1,300 ปี ที่นี่ไม่มีจุดเด่นอื่น

นาดูนไม่ใช่ตัวเมือง ไม่ใช่แหล่งเศรษฐกิจฟู่ฟ่า ประชากรทำการเกษตร ไม่ก็เข้ากรุงเทพฯ เพื่อทำงาน คนที่อยู่บ้านเกิดมักเป็นคนแก่และเด็กๆ ซึ่งมีเวลาว่างหลังเลิกเรียน กิจกรรมที่พวกเขานิยมมักอยู่หลังหน้าจอ ไม่ก็อาจรวมกลุ่มแข่งรถ

ปรีชา การุณ

ครูเซียง-ปรีชา การุณ นักการละครหุ่นที่เดินทางเข้ามาทำละครโรงเรียนมองเห็นปัญหานี้ เขารู้สึกผูกพันกับเด็กๆ บ้านหนองโนใต้ และเชื่อว่าศิลปะดีกับเด็กๆ ในระยะยาว แต่การพัฒนาจะเกิดขึ้นได้ถ้าทำให้ศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนได้จริงๆ ไม่ใช่แค่ผ่านมาแล้วผ่านไป ชายหนุ่มจึงตัดสินใจปักหลักที่นี่เพื่อพิสูจน์ความเชื่อของตัวเอง

“ผมใช้กระบวนการศิลปะและละครมาพัฒนาเด็กๆ ในพื้นที่ กว่าจะได้ละครเรื่องหนึ่ง เด็กต้องอ่าน คิด เขียน ฝึกทักษะหลายด้าน แต่ศาสตร์ละครเป็นเรื่องใหม่สำหรับเด็กอีสาน เขารู้สึกกล้าๆ กลัวๆ ที่จะเล่น พ่อแม่บางคนเขาก็ไม่เข้าใจ มองว่าการแสดงคืออาชีพเต้นกินรำกิน”

ปัญหานี้เริ่มละลายหายไปในวันที่ครูเซียงผสมความเป็นอีสานเต็มขั้นในงานของตัวเอง

“วันหนึ่งเราไปเจอคุณตานั่งสานกระติ๊บข้าวอยู่ในชุมชน แล้วหลานวิ่งเข้ามาบอกว่าหิวข้าว พอเขาเปิดกระติ๊บแล้วเราหันไปเห็นพอดี มันเหมือนคนขยับปาก เลยเกิดไอเดียว่าไม่ทำหุ่นแบบเดิมแล้ว เราจะรับบริจาคกระติ๊บข้าวมาทำหุ่น ทำกระติ๊บเล็กเป็นลำตัว กระติ๊บใหญ่เป็นส่วนหัว แล้วก็ใช้ไม้ไผ่ที่หาได้ในท้องถิ่นมาเป็นโครงสร้าง ข้อดีคือมันเบามากเพราะข้างในกลวง

หุ่นกระติ๊บข้าว หุ่นกระติ๊บข้าว หุ่นกระติ๊บข้าว หุ่นกระติ๊บข้าว หุ่นกระติ๊บข้าว

“หุ่นออกมาแบบอีสาน จะทำเป็นละครทั่วไปก็ไม่เหมาะแล้ว งั้นเราทำหมอลำดีกว่า เรารู้จักพ่อครูทองจันทร์ ปลายสวน ที่อยากสอนหมอลำแต่ไม่มีโอกาสและพื้นที่ ก็เลยเชิญมาสอน พอเป็นหมอลำปุ๊บ เด็กๆ ก็คุ้นเคยกับภาษา คุ้นเคยกับการแสดง พ่อแม่ก็เข้าใจและสอนลูกหลานได้ ผลคือพวกเขาเรียนรู้ได้เร็วมาก มาเล่นหุ่นได้ไม่เขินอาย เพราะเขารู้สึกว่าเป็นเจ้าของมัน เด็กๆ ที่ขี้อาย ไม่กล้าแสดงออก พอได้เล่นหุ่นเขาก็รู้สึกปลอดภัย เพราะเขาไม่ได้เป็นคนแสดง หุ่นต่างหากที่เป็นคนเล่าเรื่อง มีอะไรอยากเล่าก็พูดผ่านหุ่นได้”

ครูเซียงดึงเรื่ององคุลีมาล บุญบั้งไฟ พญาแถน พญาคันคาก พระเจ้าอชาตศัตรู พระเจ้าเทวทัต ดึงตัวละครและปริศนาธรรมจากฮูปแต้ม ภาพฝาผนังจากวัดท้องถิ่น ไปจนถึงเรื่องราวในชุมชนที่เด็กๆ ถ่ายทอดมาสร้างบทละครหมอลำหุ่น โดยจัดกิจกรรมพร้อมเสียงกลองเสียงแคนตามโรงเรียนต่างๆ

เมื่อการทำละครกลายเป็นกิจวัตรประจำวันหลังเลิกเรียนที่ประสบความสำเร็จมาก คณะละครเล็กๆ นี้ก็ต้องการพื้นที่ของตัวเองอย่างจริงจัง ถึงตอนนี้นักการละครหุ่นไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไป พลังที่ส่งให้ชุมชนเริ่มออกดอกออกผล พ่อแม่ที่เคยไม่สบายใจเมื่อลูกออกจากบ้านเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเด็กเล็กเด็กโต คุณตาบุญโฮม และ คุณยายสมศรี พาดีจัน เลยบริจาคโรงรถเก่า พื้นที่ติดถนนข้างที่นาของตัวเอง ให้คณะศิลปินรุ่นเยาว์ที่ตั้งชื่อให้ตัวเองว่า ‘เด็กเทวดา’

“พอได้ที่ตรงนี้มาเราก็มาลงแขก พาเด็กๆ ไปเกี่ยวหญ้าคา เอาขี้ควายกับดินเหนียวมาผสมแล้วก็ฉาบแทนปูนซีเมนต์ สร้างเป็นโรงละครโฮมทองศรีอุปถัมภ์ ทุนเริ่มต้น 7,000 บาท”

เด็กเทวดา โรงละครโฮมทองศรีอุปถัมภ์ โรงละครหุ่นหมอลำ โรงละครหุ่นหมอลำ

ครูเซียงพาเดินชมโรงละครเล็กๆ ที่มีเวทีง่ายๆ ด้านหน้า ห้องเก็บหุ่นด้านหลัง ขยับขยายจนมีห้องจัดแสดงหุ่นมาสเตอร์พีซจากนิทานพื้นบ้านเรื่องสินไซให้คนทั่วไปเข้าชม ตัวละครกระติ๊บข้าวเกิดจากจินตนาการของเด็กๆ ที่เห็นภาพบนสิมหรือโบสถ์อีสาน ทั้งสาทพี่น้อง สินไซรูปหล่อ สีโหครึ่งสิงห์ครึ่งช้าง และสังข์ทองก้นหอย จนถึงงูซวงตัวใหญ่ที่มีหัวเป็นยักษ์ หุ่นเหล่านี้เป็นหุ่นยุคแรกๆ ที่ต้องใช้ 3 คนเชิด รูปแบบคล้ายหุ่นดั้งเดิมของญี่ปุ่น

ส่วนในห้องเก็บหุ่นด้านหลัง ศิลปินหนุ่มพาเราไปดูหุ่นยุคต่อมาที่พัฒนากลไกให้มีด้ามจับหลังลำตัว เช่น หุ่นที่มีรอยสักเต็มตัวมาจากเด็กคนหนึ่งที่ได้แรงบันดาลใจจากคุณปู่ที่เป็นนักมวยเก่าจากศรีสะเกษ หุ่นนักเป่าแคนได้แรงบันดาลใจพ่อสมบัติ สิมหล้า นักเป่าแคนตามือหนึ่งของประเทศไทยที่เป็นคนตาบอด หุ่นตัวนี้มีเรื่องราวพิเศษ เพราะรุ่งสุริยา บุญสิงห์ ลูกศิษย์รุ่นแรกของครูเซียงชื่นชมพ่อสมบัติมากขนาดเดินทางไปเรียนเป่าแคนจนเชี่ยวชาญ จนตอนนี้กลับมาเป็นครูสอนหมอลำที่บ้านเกิด

หุ่นกระติ๊บข้าว หุ่นกระติ๊บข้าว

“เรื่องราวคติธรรม ธรรมะ ศิลปะ กล่อมเกลาเขา เขามาอยู่กับผมตอนปอสาม ตอนนี้อยู่มอหก เป็นผู้นำเยาวชนตั้งแต่เด็กเลย เขาตั้งชมรมหมอลำในโรงเรียนดงยางตั้งแต่มอสาม ตอนนี้มีหลักสูตรท้องถิ่น ทุกวันพุธบ่ายสามจะเรียนเรื่องหุ่น โดยที่เขาเป็นวิทยากร”

ครูเซียงเล่าอย่างภาคภูมิใจ ปัจจุบันคณะเด็กเทวดาจากชุมชนเล็กๆ นี้เดินสายพาหุ่นหมอลำไปรับงานเล่นละครทั่วประเทศ ทุกๆ วันหลังเลิกเรียน ศิลปินจิ๋วจะเข้ามาอ่านนิทาน ร้องหมอลำ และซ้อมละคร ส่วนผู้เฒ่าผู้แก่ที่เป็นช่างสานกระติ๊บก็มารวมตัวที่นี่เหมือนกัน เพราะทักษะสานหุ่นตัวจ้อยไปจนถึงไดโนเสาร์ตัวยักษ์กลับมาสร้างงานให้ประชากรอย่างสม่ำเสมอ

คณะเด็กเทวดา

“พอหุ่นดูแลชุมชน ชุมชนก็กลับมาดูแลหุ่น” นักการละครกล่าวพร้อมรอยยิ้มจริงใจ

โครงสร้างและระบบของโฮมทองศรีอุปถัมภ์แห่งตำบลนาดูนสุดแสนเรียบง่าย ดีไซน์อีสานถักทอกลมกลืนอยู่ในทุกส่วนของโรงละคร แม้ Public Space นี้เล็กมาก แต่ฟังก์ชันการทำงานนั้นเกินร้อย

เหตุผลที่เล่าเรื่องนี้ให้คุณฟัง เพราะฉันคิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดในเรื่องนี้ไม่ใช่พื้นที่ และไม่ใช่ตุ๊กตา

หัวใจคนธรรมดาที่คิดถึง Public ต่างหาก ที่ทำให้ Space นี้งดงาม

ครูเซียง ปรีชา การุณ

Facebook : หมอลำหุ่น คณะเด็กเทวดา

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load