27 พฤศจิกายน 2562
15 K

สำหรับหลายคนอาจจะรู้จัก วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ ในฐานะนักออกแบบ และกัปตันทีมสตูดิโอ DuckUnit สตูดิโอที่ทำงานในหลากหลายสาขา และยังมีผลงานโดดเด่นออกมาอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา โดยเป็นสตูดิโอออกแบบที่เริ่มบุกเบิกการใช้แอนิเมชัน โมชันกราฟิก ภายในงานอีเวนต์ คอนเสิร์ต ไปจนถึงงานสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่ถ้าเราเห็นงานเหล่านี้ก็ต้องร้องอ๋อกันอย่างแน่นอน

สำหรับบางคนที่มีอายุมากกว่านั้นอีกหน่อยก็อาจจะพอจำเขาได้จากการเป็นนักแสดงรวยอารมณ์ขันในรายการ ยุทธการขยับเหงือก เมื่อหลายทศวรรษที่แล้ว แต่สิ่งที่หลายๆ คนอาจจะไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับเขาก็คือ เขาเป็นคนชอบการปั่นจักรยานทางไกล และพายเรือในแม่น้ำคูคลองตามจังหวัดต่างๆ มาอย่างต่อเนื่องด้วย

วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ กับการเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

สำหรับคนที่ไม่รู้จักหรือไม่ค่อยคุ้นหน้าวิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ แล้วเอาชื่อนี้ไปเสิร์ชในเว็บไซต์สำหรับผู้บริหารระดับสูงอย่างกูเกิล คุณก็จะได้เห็นหน้าตาของผู้ชายตัวสูงที่ผอมบาง ไม่ได้มีมัดกล้ามหรือลักษณะของความเป็นนักกีฬาอะไรพวกนั้นแม้แต่น้อย

ซึ่งมันก็ไม่เป็นไร ถ้าไม่ใช่ว่านอกจากการปั่นจักรยานและการพายเรือที่เรียกได้เต็มปากว่าเลยเถิดจากการเป็นกีฬาที่ชอบไปไกลมาก เพราะเขาเป็นตัวตั้งตัวตี และเจ้าของสิทธิ์การจัดงานปั่นจักรยานทางไกล ในรูปแบบที่ยังไม่เคยมีใครรู้จักมาก่อนในยุคนั้นอย่าง Audax Randonneurs ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศฝรั่งเศส

เป็นเหมือนการปั่นจักรยานท่องเที่ยวผสมกับการแข่งแรลลี่ที่ไม่มีการปิดถนนใดๆ ไปจนถึงการใช้อาสาสมัครมาช่วยกันจัดงานปั่นจักรยานทางไกลจนแพร่หลายออกไปเกือบทุกจังหวัด และทำให้รูปแบบการปั่นจักรยานทางไกลแบบนี้กลายมาเป็นอีกหนึ่งมาตรฐานในบ้านเรา

วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ กับการเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

เมื่อไม่นานมานี้ เราทราบข่าวจากหน้านิวส์ฟีดว่าวิชญ์ได้ออกเดินทางไปเข้าร่วมการปั่นจักรยานทางไกล บนเส้นทางที่เป็นเหมือนตำนานของการปั่น Audax Randonneurs เพราะมันคือเส้นทางการปั่นจักรยานทางไกลที่จัดขึ้นทุกๆ 4 ปี ระยะทาง 1,200 กิโลเมตร จากเมืองปารีส-แบรสต์-ปารีส โดยทุกคนที่เข้าร่วมงานต้องถึงเส้นชัยภายในเวลา 90 ชั่วโมง หรือไม่ถึง 4 วันเต็มนั่นเอง ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ในการเข้าร่วมของเขา

ครั้งแรกที่ไปนั้นเขาพ่ายแพ้กลับมา เนื่องจากปั่นให้จบภายในเวลาที่กำหนดไม่ได้ เวลาผ่านไป 4 ปี ครั้งนี้เขาทำสำเร็จ

วิชญ์ย้ำเสมอว่า เขาไม่ใช่นักกีฬาและไม่ได้ชอบเล่นกีฬา แม้แต่เกมที่เกี่ยวกับกีฬา เขายังไม่แม้แต่สนใจจะเล่นเลย

แต่ตัวเลขไม่เคยโกหกใคร โดยเฉพาะตัวเลขของระยะทาง 1,200 กิโลเมตร ที่บอกกับเราว่าคนที่จะผ่านการปั่นแบบนี้ได้ต้องเตรียมพร้อมมาอย่างดี แล้วอะไรทำให้ชายคนที่ย้ำอยู่เสมอว่าตัวเองไม่ใช่นักกีฬา พาตัวเองมาได้ไกลขนาดนี้ และนี่คือเรื่องราวการได้เจอโลกใบใหม่ที่เขาไม่เคยเจอมาก่อนของวิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ ผ่านการเดินทางด้วยยานพาหนะ 2 ล้อที่เรียกว่าจักรยาน

วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ กับการเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

คุณเริ่มต้นมาสนใจจักรยานตอนไหน

ผมได้จักรยานมาเมื่อแปดปีที่แล้วหลังน้ำท่วมใหญ่ ไปช่วยงานมูลนิธิโลกสีเขียวที่เขารณรงค์เรื่องการใช้จักรยานมา พอได้ค่าออกแบบก็เลยเอาไปซื้อจักรยานพับมาคันหนึ่ง ด้วยความที่ผมเบื่อรถติด เบื่อกรุงเทพฯ ก็เลยเริ่มจากลองปั่นจักรยานเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนๆ ครั้งแรกคือจากคลองโคนไปชะอำ ระยะทางไป-กลับแปดสิบกิโลเมตร ไปแบบไม่รู้เรื่องอะไรเลย รู้แค่ว่า หูว สนุกจัง แล้วก็เริ่มติด ตอนนี้แทบนับอาทิตย์ที่จะไม่ออกไปปั่นจักรยานหรือพายเรือได้เลย

ไอ้การปั่นจักรยานทางไกลที่ทั้งร้อนทั้งทรมาน มีอะไรที่ทำให้คุณสนใจขนาดนั้น

มันมีอิสระที่จะหยุดได้ เวลาเราขับรถเหมือนมีวิธีคิดบางอย่างที่ทำให้เราหยุดไม่ได้ แต่จักรยานมันไม่เหมือนกัน ยิ่งพอมาจัดงานอย่าง Audax Randonneurs ก็ได้มาเห็นว่ามีเส้นทางอยู่เต็มไปหมด ก่อนหน้านี้เราคิดว่าจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ มีแค่สายเอเชียเส้นเดียว อีสานมีมิตรภาพ แต่จริงๆ แล้วมันมีทางอื่นๆ อยู่เยอะมาก ซึ่งถ้าเราไม่ออกจากถนนสายหลักก็จะไม่มีทางได้รู้จักเลย

แล้วเส้นทางเหล่านั้นไปด้วยการขับรถไม่ได้เหรอ

ขับได้ แต่เหมือนเราโดนโปรแกรมบังคับเส้นทางให้เลือกไปแต่เส้นทางหลัก ยิ่งถ้าใช้ชีวิตบนรถยนต์กับเครื่องบิน เราจะคิดแค่จากจุดเริ่มไปถึงจุดหมาย ไม่สนใจจุดอื่น ซึ่งเราเองก็คิดว่าเราเลือกได้ แต่จริงๆ แล้วเราเลือกไม่ได้ นั่งเครื่องบินไปถึงปุ๊บก็เช่ารถขับไปแต่ที่เดิมๆ ก่อนหน้านี้เราคิดว่าเรารู้และเลือกที่หมายเอง ที่จริงแล้วไม่ใช่ สื่อและกระแสมันบอกให้เราเลือก แต่เราไม่เคยฟังเสียง Tempo ของประเทศจริงๆ จักรยานมันทำให้เราเห็นเอง ด้วยธรรมชาติที่ต้องหนีออกจากถนนใหญ่เพราะรถเยอะ ยิ่งทำให้เราได้เห็นทางเส้นอื่น

ตัวผมเองโง่อยู่นาน จากที่เราคิดว่าเมืองไทยเล็กนิดเดียว มีแค่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ โคราช ขอนแก่น มันไม่มีที่อื่นพอไปมาสี่ที่นี้คือครบหมดแล้ว ทีนี้เราก็ต้องไปสิงคโปร์ต่อ จากนั้นก็ต้องจ่ายเงินเยอะๆ ไปยุโรป ซึ่งไอ้เส้นทางเล็กๆ ทั้งหลายที่เราไม่รู้จักมันมีธรรมชาติสวยๆ เต็มไปหมด

ถนนที่น่าเกลียดก็มีอยู่แค่สายเอเชียแหละ สถานที่ท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต เขาหลัก สมุย ที่คนพูดกันว่าเสียหายหมดแล้ว มันพังแค่ตรงที่อยู่ในไกด์บุ๊กหรืออินสตาแกรมแค่นั้นแหละ ที่เหลือแม่งโคตรสวย เลยจากเขาหลักไปยี่สิบกิโลฯ มีหาดบางสักที่สวยมาก ซึ่งเราก็เจอจากการปั่นจักรยานมั่วๆ ไป 

การได้ปั่นจักรยานทำให้เรารู้สึกว่าไม่โดนปิดกั้นเท่ารถยนต์ เครื่องบิน หรือที่องค์การการท่องเที่ยวบอกให้เราทำ พอมีความรู้อะไรแบบนี้ก็ไม่คิดว่าต้องใช้เงินเยอะแล้ว ตอนนี้ผมไม่มีความต้องการที่จะไปยุโรปตอนเกษียณ หรือไปเที่ยวเมืองนอกปีละสองครั้ง ไม่จำเป็นต้องไปดูแสงเหนือที่อะแลสกา ที่นอร์เวย์ เพราะแค่สิงห์บุรีเรายังไม่รู้จักเลย เราแค่ต้องมีเวลาไปดูสิงห์บุรีอีกแบบเท่านั้นเอง

วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ กับการเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ถ้าชอบปั่นจักรยานแบบนั้นก็ดีอยู่แล้ว อะไรที่ผลักดันให้คุณกลายมาเป็นคนจัดงานปั่นจักรยานทางไกลอย่าง Audax Randonneurs

ตามนิสัยเด็กสถาปัตย์ฯ ที่ไปเห็นไอ้จักรยานดีไซน์เก๋ๆ สวยๆ แบบที่มีตะแกรงติดรอบๆ เข้า แล้วสงสัยว่ามันคืออะไร ก็ค้นหาจนได้เจอคำว่า Randonneurs เข้า (อ่านว่า ร็องดอนเนอร์ หรือจักรยานแบบปั่นท่องเที่ยวพักแรมในภาษาฝรั่งเศส-ผู้เขียน) ก็ไปเสิร์ชๆ ต่อมากขึ้น จนเจอว่ามันมีการปั่นจักรยานทางไกลที่เริ่มต้นที่ระยะทางสองร้อยกิโลเมตร ซึ่งตอนนั้นมีอยู่หลายที่ในโลกแล้ว แต่ยังไม่มีที่บ้านเรา

เลยเขียนไปถามทางคนจัดว่าจะจัดยังไงได้บ้าง และตกกระไดพลอยโจนได้สิทธิ์ในการจัดมาแบบไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่จริงๆ แล้วการปั่นจักรยานทางไกล Audax Randonneurs เนี่ยมันง่ายมากเลยนะ มันเป็นการจัดโดยไม่แสวงหากำไร ทีแรกคิดว่าจะไม่ได้จัดอะไรมากมาย แค่เอาเวลาที่จะไปเที่ยวสิงคโปร์มาปั่นจักรยานอันนี้แทนแค่นั้น แล้วตอนเริ่มต้นก็จัดการกันอยู่แค่สามคนเอง

ตอนแรกสุดคิดว่าจะทำแค่สองร้อยกิโลเมตรเท่านั้นแหละ แต่พอคนมาร่วมเยอะ แล้วก็ปั่นผ่านสองร้อยกิโลเมตรมาแล้ว เลยมาทำสามร้อยกิโลฯ และก็เริ่มไหลมาเป็นสี่ร้อย หกร้อยกิโลฯ เพื่อให้ได้สิทธิ์ไปลองระยะหนึ่งพันสองร้อยกิโลฯ หรือ PBP ด้วย

ก่อนหน้านั้นในบ้านเราไม่มีการปั่นจักรยานทางไกลเหรอ

ตอนนั้นมีไกลที่สุดก็คือสองร้อยกิโลเมตร กรุงเทพฯ-หัวหิน จัดขึ้นปีละครั้ง ใครจบได้ก็คือเท่มากแล้ว นอกนั้นที่มีอย่างมากคือหนึ่งร้อยกิโลเมตร

ซึ่งไอ้รูปแบบการปั่น Audax Randonneurs ไม่ใช่แบบที่ทุกคนในตอนนั้นเข้าใจ คนมาปั่นก็งงว่าไม่เห็นจัดการอะไรให้ ไม่มีการปิดถนน ซึ่งในยุคก่อนหน้านี้คนปั่นจักรยานจะชินกับการที่ต้องปิดถนนให้ เอาความเร็วเป็นที่ตั้ง หรือถ้าเป็นสายท่องเที่ยวก็คือไม่มีกำหนดเวลาอะไรเลย แต่นี่มันอยู่ก้ำๆ กึ่งๆ เราแค่เตรียมเส้นทางไว้ให้แล้วมีใบบอกเส้นทาง ไปถึงจุดเช็กพอยต์ก็ประทับตราแล้วปั่นต่อ แค่นั้นเลย

Audax ไม่ได้มีรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องปั่นเป็นกลุ่ม จะปั่นคนเดียวก็ได้ จะทำอะไรก็เชิญ เอาจักรยานอะไรมาปั่นก็ได้ทั้งนั้น พอทำซ้ำไปสักสองปีสามปีมันก็จะมีคนเข้าใจมากขึ้น และเริ่มฮิตขึ้นมา เริ่มมีคนมาปั่นหลายร้อยคน เส้นทางเริ่มแพร่หลายออกไป ก็มาเกิดเหตุการณ์ว่าพี่ที่สนิทคนหนึ่งมาปั่น Audax สามร้อยกิโลเมตรที่เขาใหญ่ แล้วเขาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต

ตอนนั้นขวัญเสียกันหมด มีความคิดอยากจะเลิกแล้ว แต่ภรรยาพี่เขามาบอกว่า พวกเธออย่าเลิกปั่นจักรยานนะ เราก็มาคิดว่าถ้าเราเลิกทำ มันคงไม่มีสถานที่หรือกิจกรรมที่ให้เราได้คิดถึงพี่คนนี้ เลยคิดว่าอย่างน้อยเราก็ควรทำให้เป็นที่สำหรับระลึกถึงพี่คนนี้ ก็เลยทำต่อ

ทีนี้มันก็เริ่มขยายไปยังจังหวัดอื่นๆ ใหญ่โตขึ้น มีคนจากจังหวัดโน้นจังหวัดนี้มาติดต่อขอจัดเพิ่มขึ้น เพราะเส้นทางที่จัดขึ้นมาก็เป็นเหมือนของๆ จังหวัดเขาเลย แล้วการจัดแบบ Audax นี้ มันเป็นการจัดที่แทบไม่ต้องใช้เงินมากมาย เพราะการจัดการทุกอย่างใช้ระบบอาสาสมัครทั้งหมด มีกฎเลยว่าห้ามติดโลโก้สปอนเซอร์

นี่เป็นการจัดการกีฬาอีกแบบหนึ่งซึ่งเราไม่เคยเจอเลยนะ เรา Self-sustain ดูแลตัวเองได้ เหมือนกับเราได้สร้างเครือข่ายอะไรสักอย่างขึ้นมา และการปั่นจักรยานทางไกลแบบนี้ของไทยนี่มหัศจรรย์มาก เพราะว่าประเทศไทยคือมหาอำนาจ Audax ของโลก มีจำนวนคนที่มาเข้าร่วมเยอะมาก เคยอยู่ที่หนึ่งของโลกเมื่อสามปีก่อน

สมัยก่อนเพื่อนๆ ชอบแซวว่าผมเป็นคนสังคมอักเสบ คือไม่ค่อยอยากยุ่งอะไรกับใคร พอกลายมาเป็นคนจัดงาน Audax ก็เริ่มได้เห็นว่าบางจังหวัดที่ไม่ได้เป็นหมุดหมายอะไรก็แทบไม่มีคนรู้จัก พอมาจัดงานปั่นจักรยานก็กลายมาเป็นที่หมายปลายทางของบางคนขึ้นมา เขาก็ภูมิใจในจังหวัดของตัวเอง โดยที่ไม่ต้องไปพึ่งใครหรือแม้แต่ระบบราชการ ซึ่งทำให้เรามีความสุขมากที่เห็นหลายๆ จังหวัดจัดงาน

สิ่งนี้ช่วยปรับพฤติกรรมให้เราเคารพคนอื่นมากขึ้น คุยกับคนอื่นมากขึ้น ปรับจิตใจเรา ช่วยเปิดทัศนคติ และเปิดโลกเรามาก เรามีเพื่อนทุกจังหวัดก็รู้สึกว่าดีจัง เลยคิดว่า เออ สงสัยดวงมันจะให้มาทำอะไรแบบนี้แล้วล่ะ ก็เลยประคองมันมาเรื่อยๆ 

วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ กับการเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ถ้ามองการปั่น Audax ในบ้านเรา กับที่คุณได้ไปปั่นมาที่ฝรั่งเศส มันแตกต่างกันยังไงบ้าง

เพราะต้นแบบของการปั่นมาจากฝรั่งเศส เราก็จะรู้สึกว่ามันดูฝรั่งๆ หน่อย แต่พอมันมาอยู่ในเมืองไทยก็กลายเป็นอีกอย่างหนึ่งที่เข้ากับวัฒนธรรมและสังคมบ้านเรามาก อย่างเช่นการได้ไปนอนในวัด อาหารก็เป็นขนมจีนที่บ้านนี้เขาทำมาให้กินกัน

หรือถ้าปั่นจักรยานตอนเที่ยงๆ ร้อนๆ ก็จะเจอคุณลุงนั่งอยู่ใต้ต้นไม้แล้วเดินเอาน้ำจากในบ้านเขามารินให้เรา เขาไปยืนให้น้ำอยู่ทั้งวัน เขาอาจจะไม่ได้รวยเงินด้วยซ้ำ แต่รวยเวลา หรือตอนไปปัตตานี มันไม่มีน้ำ เห็นกองมะพร้าวอยู่ข้างทาง เลยขอซื้อมะพร้าวแทน เขาบอกอันนี้มันแก่แล้วไม่ขายให้ แต่เขาพาลิงไปปีนต้นเอามะพร้าวใหม่ๆ มาให้ พอถามว่าเท่าไหร่ เขาบอกไม่คิดเงิน ให้ฟรี

หรือตอนไปปั่นที่มหาสารคาม คือกลางอีสานเลยนะ และไม่มีใครพูดภาษากลางกับเรา ทั้งๆ ที่เราห่างกับเขาแค่นี้เอง แต่พอพูดถึงอีสาน เรารู้จักแค่โคราช ขอนแก่น ยโสธร ที่เหลือเราก็ไม่รู้อะไรอีกแล้ว หรือบนถนนเส้นรองๆ ก็ยังมีบ้านอีสานแบบสมัยก่อนที่มีฟางข้าวตั้งอยู่ข้างหน้า ซึ่งถ้าไม่ไปด้วยเส้นทางแบบนี้ก็ไม่มีทางเจอ

เท่าที่ฟังก็มีแต่เรื่องที่ดีและสนุกไปหมดทุกเรื่องเลย

Audax มันคือการปั่นจักรยานที่ทรมานเป็นทุนเดิม เป็นการพาเราไปอยู่ในจุดต่ำที่สุดของชีวิตแล้ว (หัวเราะ) จะประกอบอาชีพอะไร นายพล นักธุรกิจ จะใหญ่แค่ไหนก็ต้องไปนอนข้างถนน นอนในวัด เท้าก็เหม็น น้ำก็ไม่มีให้อาบ มันพาเราไปอยู่ในจุดต่ำที่สุดและทรมานสุดๆ ถ้าเราผ่านอันนี้ได้ทุกอาทิตย์ ชีวิตก็สบายแล้ว

อย่างตอนไปปั่น PBP ที่ปารีสก็แบบนี้เหมือนกัน มันจะมีโรงยิมที่เปิดให้นอนพัก กลิ่นเท้ากลิ่นอะไรเต็มไปหมด น้ำก็มีแต่น้ำเย็น ไม่มีน้ำอุ่นเลยไม่อาบน้ำ ไม่รู้ใครเป็นใคร ไม่มีอะไร บางคนบอกว่าปั่นไปทำไม วิวก็มีแต่ทุ่ง แต่ไม่ใช่ มันเป็นสปิริตของคนปั่น แค่ไปดูคนปั่นก็คุ้มแล้ว

อะไรคือสปิริตของ Audax

มันคือคนที่ทำอะไรแบบไม่ถือตัว ไม่อวดว่าฉันทำอะไร คนที่ทำได้ไม่ค่อยขี้โอ่ ไม่มีการประกาศว่าใครเป็นที่หนึ่ง ตอนเข้าจุดเช็กพอยต์ก็บอกแค่ว่าผ่าน ตอนที่ผมจบเส้นทางนี้ก็ อ้าว จบแล้วเหรอ ตอนเข้าเส้นชัยก็มีคนที่ซึ้ง แต่มันก็ไม่ได้อลังขนาดนั้น จบแล้ว ง่วงว่ะ มันก็แค่ผ่านไป ถามว่าทำอะไรต่อ ก็ปั่นซ้ำ

หลายคนที่มาปั่นระยะทาง 1,200 กิโลเมตรนี้คือปั่นจบมาแปดครั้งสิบครั้ง เหมือนเป็นการทำอะไรสักอย่างตลอดทั้งชีวิต ถ้าทำงานในระบบ Commercial ทำงานเร่งเหมือนใส่ปุ๋ย มันจะทำให้มีอีเวนต์ที่มีคนเยอะมหาศาล อัดเงินเข้ามาโปรโมต แล้วก็เลิกไปในเวลาไม่นาน ก็เลยชอบสปิริตของ Audax แบบนี้ เป็นเรื่องที่ว่าด้วยความต่อเนื่อง ยั่งยืน วัดกันนานๆ

ผมเคยเห็นคุณโพสต์ในเฟซบุ๊กว่าเมื่อก่อนไม่เคยชอบการปั่นจักรยานกลางคืน แต่หลังๆ กลับชอบมาก ไอ้การปั่นจักรยานตอนกลางคืนนี่ก็ถือเป็นสปิริตอย่างหนึ่งของ Audax ด้วยไหม

เมื่อก่อนปั่นจักรยานตอนกลางคืนนี่กลัวไปหมดเลยนะ กลัวผี กลัวนู่นนี่ จำได้เลยว่าเส้นทางเจ้าพระยาสี่ร้อยกิโลเมตร ตอนแรกปั่นไปกับเพื่อนแล้วเราปั่นไม่ค่อยไหว แต่เพื่อนยังสภาพดีอยู่เลยให้เพื่อนปั่นนำไปก่อน ก็ปั่นคนเดียวไปเรื่อยๆ จนเจอศาลาริมทาง สภาพเหมือนในหนังผีเลย เก่าๆ หลอนๆ คือยังไงก็ต้องมีผีนั่งรออยู่ ตอนนั้นพอเจอศาลาปุ๊บก็เข้าไปนอนเลย มันไม่มีแรงเหลือจะไปฟุ้งซ่าน ไม่กลัวแล้วผี กลัวไม่ได้นอน จากนั้นก็เลิกกลัวผีไปเลย

ถ้าเรายังฟุ้งซ่านอยู่ เราก็จะไปคิด บางทีปั่นๆ ไปแล้วเจอเงาตะคุ่มๆ ถ้าเป็นตัวเองสมัยก่อนก็จะคิดว่าเป็นผีแน่นอน ก็เลยทักทายไปว่า สวัสดีครับ ปรากฏว่าเป็นคนกำลังหาปลาอยู่ ถ้าใจเราไม่คิดมันก็ไม่คิด นอนข้างเมรุ นอนข้างโลงศพ มีครบทุกอย่าง แล้วพอตัดความกลัวผีออกไป กลายเป็นว่าการใช้เวลาตอนกลางคืนนี่ทำให้รู้สึกเงียบจังเลย เริ่มสังเกตว่า วันนี้พระจันทร์เต็มดวง พอเราเห็นมิติว่ากลางคืนมันสวยแบบนี้ได้เนี่ย เราก็ได้เวลาเพิ่มมาอีกครึ่งหนึ่งเลยนะ เป็นอีกครึ่งที่เราไม่เคยใช้ ไม่เคยเห็นมาก่อน

การเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
การเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

แล้วความคิดในการปั่นจักรยาน 1,200 กิโลเมตร ทุกๆ 4 ปี มันมาตอนไหน

เราก็ปั่นมาเรื่อยๆ สองร้อย สามร้อย สี่ร้อยกิโลเมตรได้ ตอนนั้นรู้แล้วว่าทุกๆ 4 ปีจะมีการปั่นเส้นทาง PBP (Paris-Brest-Paris) ระยะหนึ่งพันสองร้อยกิโลเมตร ที่เป็นเหมือนตำนานยิ่งใหญ่มาก แต่ยังขาดระยะทางหกร้อยกิโลเมตร แต่ถ้าไม่จบครบทั้งสี่รายการจะสมัครไปปั่นเส้นนี้ไม่ได้ ก็เลยอยากไปลองดูว่าเป็นยังไง

ซึ่งตอนนั้นในบ้านเรายังไม่มีสนามหกร้อยกิโลเมตร เลยต้องไปขอให้ทางระยอง เครือข่ายปั่นจักรยานทางไกลภาคตะวันออก ช่วยทำให้หน่อย ไม่ได้คิดว่าคนปั่นถึงยี่สิบคนหรือเปล่า ปรากฏว่าได้มาห้าร้อยกว่าคน เราจึงได้สมัครไป PBP เป็นครั้งแรกเมื่อสี่ปีก่อน 

ทำไมต้องเป็นทุก 4 ปี

เป็นฟอร์แมตมาตั้งแต่ 1893 แล้วนะ ไอ้การจัดทุกๆ สี่ปีครั้งอาจจะเป็นรูปแบบเหมือนโอลิมปิกสมัยก่อนก็ได้ มันเก่าแก่ มันขลังที่สุดแล้ว เก่ากว่า Tour de France อีก แล้วกฎกติกาก็คล้ายๆ กับที่เราจัด แต่ระยะทางหนึ่งพันสองร้อยกิโลฯ นี้ก็ต้องปั่นให้จบในเก้าสิบชั่วโมง 

บรรยากาศการไปร่วมปั่นจริงๆ ครั้งแรกมันเป็นยังไงบ้าง

พอไป PBP จริงๆ เรารู้สึกว่า เฮ้ย PBP นี่มันคือบ้านนอกฝรั่ง เมืองแบรสต์ อยู่ในแคว้นบริตตานี ที่อยู่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส เป็นแคว้นที่ปลูกอะไรก็ไม่ค่อยดี การปั่นจักรยานเป็นเหมือนกิจกรรมเด่นประจำแคว้น พอเจอคนเข้าไปปั่น พวกชาวบ้านที่เขาไม่ได้รวยแต่ก็มีน้ำใจเหมือนคนไทย มีการตั้งซุ้มเหมือนซุ้มสงกรานต์ ตั้งซุ้มเหมือนปาร์ตี้กัน พวกที่ไปนั่งสัปหงกหน้าบ้านหรืออาการไม่ดีเขาก็เรียกเข้าไปนอนในบ้าน เอาน้ำมาให้ ซึ่งเราไม่คิดว่าวัฒนธรรมฝรั่งมันจะมีแบบนี้ PBP ทำให้ผมเปลี่ยนความคิดที่มีต่อคนฝรั่งเศสไปเลย 

เมื่อก่อนเราเคยคิดว่าคนฝรั่งเศสจะเป็นคนแข็งๆ เชิดๆ กลายเป็นได้ข้อสรุปใหม่ว่าคนต่างจังหวัดไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนก็เหมือนกัน คือมีน้ำใจ มีเวลาเหลือเฟือ ส่วนคนเมืองก็จะเป็นคนเร่งๆ รีบๆ ขี้หงุดหงิด

สมมติว่าจัดปั่น Audax ในกรุงเทพฯ แล้วมีคนลืมของไว้ ผู้จัดจะเซ็งมากที่ต้องมารับผิดชอบ แต่ในขณะที่คนนครปฐมเขากุลีกุจอจะเอามาคืนให้ แค่ปริมณฑลแต่วิธีคิดคนละเรื่อง ซึ่งถ้าเราไม่ได้ทำงานหรือเจอคนเยอะๆ เราก็จะไม่รู้เลยว่าเป็นยังไง กรุงเทพฯ ก็เหมือนเป็นที่ที่เอาคนใจดีๆ รอบกรุงเทพฯ ทั้งหมดมาอัดรวมเป็นปลากระป๋องสิบล้านคน ยังไงมันก็ต้องเครียด พอคิดแบบนี้ได้เราก็ไม่เครียดละ

วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ กับการเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ กับการเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

แล้วการไปปั่นเส้นทาง PBP ครั้งแรกนั้น คุณเตรียมตัวยังไง

ตอนนั้นไม่รู้เรื่องอะไรเลย คือคิดว่าปั่นจบหกร้อยกิโลเมตรมาแล้วก็แค่ปั่นต่อไปอีกเท่าหนึ่งแค่นั้นเอง 

สรุปว่าไปปั่นมาแล้วเป็นยังไงบ้าง

ไม่จบ 

ถ้าเป็นเกมก็คือเลเวลไม่ถึง คนที่ไปปั่นส่วนมากในเส้นทาง PBP คือพวกนักปั่นจักรยานระดับโปร ได้รางวัลกันหมดทุกคน มันไม่ได้มีแค่เรื่องของระยะทางที่ไกลอย่างเดียว มีเรื่องความชันของเส้นทางด้วย ประชากรคนไทยส่วนใหญ่ที่อยู่ในภาคกลางเป็นที่ราบมากๆ ตั้งแต่หน้าปากอ่าวไทยไปจนถึงสุโขทัยรวมกว่าห้าร้อยกิโลเมตร ตอนนั้นผมเคยไปเปิดแผนที่โลกดูนะ เพราะผมอยากรู้ว่าประเทศที่มีที่ราบแบบไทยนั้นมีอีกไหม มันไม่มี คนที่ไปด้วยยังชวนคุยเลยว่า คุณวิชญ์คิดว่ามันมีที่ราบๆ ซักกิโลหนึ่งไหม 

ซึ่งคุณก็ไม่รู้ก่อนไป?

รู้ครับ แต่ไม่คิดว่าจะขนาดนั้น เมืองไทยก็มีภูเขาอย่างสวนผึ้ง หรือไม่ก็เขาใหญ่ตอนบน ปากช่องก็เป็นเนินๆ ประเทศอื่นๆ ในโลกนอกจากประเทศไทย เนินๆ แบบนี้ก็เรียกว่าราบ แต่ความร้ายกาจของเนินก็คือมันไม่ได้ชันมากเหมือนเขา เราก็จะไม่ระวังตัว เห็นคนข้างหน้าปั่นเร็วเราก็จะปั่นตามเขาไป แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเราจะผ่อนแรงยังไงจนสุดท้ายหมดแรง

ตอนแรกสุดเราวางแผนไว้ว่าจะปั่นไปด้วยความเร็วเฉลี่ยยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงเพื่อให้มีเวลาพัก ปรากฏว่าไปถึงเช็กพอยต์แรกก็พอดีเวลา พอมาถึงเช็กพอยต์อันถัดไป มันช้ากว่าที่ตั้งใจไว้ไปสามสิบนาที ก็เลยพักสั้นลงไปอีก พอมาถึง เช็กพอยต์ถัดมาก็กลายเป็นไม่มีเวลาเหลือแล้ว เลยตัดสินใจปั่นออกไปกลางดึกหนาวๆ แรงก็หมดเลยไปนอนข้างทาง

อากาศตอนกลางคืนมันก็หนาวมากๆ นอนไม่หลับ จะลุกมาปั่นก็ไม่มีแรง จนสุดท้ายเราก็รู้ตัวแล้วว่าไม่มีทางปั่นจบในกรอบเวลาเก้าสิบชั่วโมง ก็คิดแค่ปั่นต่อไปเรื่อยๆ ถึงเมื่อไหร่ก็ช่าง แต่พอไปถึงเมืองแบรสต์ตอนห้าโมงเย็นจากที่ควรจะถึงตอนเที่ยง พอเห็นพระอาทิตย์ตกปุ๊บ ยังไม่ทันเย็นเลยนะ แต่กลัวความหนาวแล้ว พอมาคิดว่าต้องไปเจออากาศหนาวๆ แบบนั้นอีกก็เลยยอมแพ้

เรียนรู้อะไรจากตอนนั้นบ้าง

หนึ่ง เลเวลไม่ถึง และสอง ความหนาวมันน่ากลัวกว่าที่คิด

ที่คิดว่าคนเคยไปเรียนเมืองนอก ไปทำงาน ไปนู่นนี่มา อาจจะได้เปรียบ ผมมองว่าไม่จริงเลย เพราะว่าทุกคนที่ไปเมืองนอก ถึงเวลาหนาวก็เข้าห้อง เปิดฮีตเตอร์ อันนี้คือไม่ได้ เป็นเก้าสิบชั่วโมงที่อยู่นอกชายคาตลอด ต้องคิดว่าจะทำยังไง จะวางแผนยังไงกับสภาพอากาศ

การเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
การเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

หลังจากแพ้กลับมาคุณเตรียมตัวยังไงบ้าง

ตั้งแต่กลับมาหลังจากแพ้ ปีแรกเราก็ตะกายฝาแบบโกรธแค้น แต่เข้าใจว่าไม่สำเร็จเพราะตัวเราไม่มีความสามารถพอ ความแค้นดำเนินมาได้ประมาณหนึ่งปี พอปีที่สอง ช่วงนั้นก็เริ่มห่างหายจากการซ้อม เพิ่งจะมาตั้งใจซ้อมเพื่อทำให้ได้ในปีนี้เอง

ถามว่าจะพิชิต PBP จริงๆ ทำยังไง มันต้องเข้าใจตัวเองว่าปั่นไกลๆ ทำยังไง การที่เราเป็นคนไม่แข็งแรง ไม่ได้เป็นนักกีฬามาตั้งแต่กำเนิด ขนาดวิดีโอเกมฟุตบอลยังไม่เล่น มันทำให้เราเริ่มสนใจเรื่องการจะทะลุขีดจำกัดร่างกายอันอ่อนแอของตัวเองให้ได้ ก็เลยเริ่มมาสนใจและจัดการการนอนของตัวเองมากขึ้น เริ่มนับเวลานอนและปรับให้เป็นระเบียบที่สุด คือนอนห้าทุ่ม ตื่นหกโมงเช้า ไม่มีมานอนมั่วซั่ว แล้วก็งดกาแฟตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ไปจนถึงเลิกกินน้ำหวาน เลิกตามกันเป็นพรวนเลยนะพฤติกรรมที่ไม่ค่อยดีเนี่ย

ดูคุณทุ่มเทเพื่อเอาชนะการปั่นจักรยานเส้นทางนี้มากเลย

มันไม่ใช่การทุ่มเทเพื่อจะเอาชนะ แต่พอได้ทำสิ่งเหล่านี้แล้วรู้สึกเลยว่าเราดีขึ้น การที่เราได้นอนเป็นเวลา ตื่นเป็นเวลา มันดีกับชีวิตเรามาก แค่นี้ก็มีประโยชน์แล้ว 

แค่การไม่กินกาแฟก็ทำให้เราไม่ต้องไปร้านกาแฟ ทำให้มีเวลามาทำนู่นนี่เยอะมาก หรืออย่างตอนไปก็พยายามใช้โซเชียลมีเดียให้น้อยลง กลายเป็นว่าการปั่นจักรยานทางไกลมันเปลี่ยนทั้งร่างกายและใจ รู้เลยว่าสมัยก่อนน่าตบ ความอดทนต่ำ หงุดหงิดง่ายมาก 

นอกจากการเตรียมตัว มีการเตรียมอุปกรณ์อย่างอื่นด้วยไหม เหมือนครั้งก่อนคุณเตรียมข้าวสำเร็จรูปไปด้วยเพื่อแก้ปัญหาอาหารไม่ถูกปาก

ก็มีบ้าง แต่อย่างเรื่องข้าวนี่เราคิดไปเองว่าจะได้เจอรสชาติที่คุ้นเคย แต่คราวนี้เราเริ่มอ่านเมืองเขาออกไง คือทุกเมืองทุกตำบลจะมีโบสถ์อยู่ตรงกลาง แล้วใกล้ๆ นั้นจะมีร้านขนมปัง ซึ่งจะเปิดเช้ามาก หกโมงครึ่งก็เปิดแล้ว ผมก็แวะซื้อกินเพราะไม่อยากขนของไปเยอะๆ พอกินไปสักพักก็เริ่มสนุกแบบ เฮ้ย ขนมปังอันนี้มีแค่บางร้าน มันของพิเศษนี่หว่า ไปคราวหน้าจะสนุกมากเพราะจะไปหาของกิน มันคือทัวร์ของกินฝรั่งเศสแบบโลคอล เหมือนทัวร์กินส้มตำที่อีสาน อันนี้ใส่ปลาร้า อันนี้ไม่ใส่ ซึ่งครั้งที่แล้วเราก็ไม่เคยสนใจเรื่องแบบนี้ ไม่เคยมองมัน 

การเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
การเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
การเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

พอได้เตรียมตัวไปแบบนี้แล้ว การไปปั่น PBP รอบนี้มันเป็นยังไงบ้าง

คราวนี้วันแรกก็เริ่มปั่นตั้งแต่เช้าไปจนถึงดึก พอห้าทุ่มปุ๊บก็กินกาแฟ ด้วยความที่งดมาตั้งแต่ต้นปี กาแฟก็เลยได้ผลมาก จากที่อยู่ในช่วงเวลานอนปกติ กาแฟทำให้แหก Cycle การนอนมาปั่นต่อได้จนถึงเจ็ดโมงเช้า ซึ่งเป็นเวลาตื่นประจำของเรา กลายเป็นเราตื่นโดยอัตโนมัติแล้วก็ปั่นต่อเนื่องไปอีกทั้งวัน แล้วค่อยมานอนตามจังหวะเดิมของเรา

นี่คือวิธีของเราเอง ไม่รู้คนอื่นทำยังไง มันสนุกนะ พอพ้นวันแรกมา ยี่สิบเก้าชั่วโมงปั่นไปแล้วห้าร้อยกิโลเมตร ซึ่งถือเป็นเวลาที่โอเค ระยะทางครึ่งหลังก็เริ่มจะมีเวลาให้นอนสะสมอยู่บ้าง คือตอนซ้อมที่ไทยก็วางแผนไว้ว่าครึ่งแรกจะไม่อัด ไม่เร่ง ไม่เหนื่อย พอครึ่งหลังเนี่ยสนุกแล้ว ถ้าเรามีแรงอยู่เต็มๆ ปั่น Audax ใช้แรงแค่ครึ่งหนึ่งก็พอ เพราะงั้นจะทำอะไรก็ใช้แรงแค่ครึ่งเดียว เพื่อให้มันดำเนินต่อไปได้เรื่อยๆ

สำหรับผม การปั่น Audax แทบจะเป็นการธุดงค์แล้ว ถ้าเกิดทำไปเรื่อยๆ นะ ผมบอกเพื่อนว่าไม่ต้องเรียกไปวิปัสสนา เพราะไปปั่น Audax อยู่ทุกอาทิตย์ จริงๆ มันก็มีความคล้ายการเดินจงกรม เป็นการทำซ้ำๆ มองดูตัวเองเหมือนกันเลย ผมคิดว่าแบบนี้มันเหมาะกับคนไทย ไว้ใช้ปราบพวกคนหัวรั้น คนที่มีอีโก้เยอะๆ เพราะต้องไปนอนข้างถนนแบบนั้น

การเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ซึ่งคุณใช้เวลาไปเท่าไหร่จนปั่นจบ

แปดสิบเก้าชั่วโมงห้านาที ตอนแรกคิดว่าจะทำได้ที่แปดสิบเจ็ดถึงแปดสิบแปดชั่วโมง เพราะทำเวลามาดี แต่ติดที่เจ็บเข่าในช่วงท้ายๆ นี่แหละ ปีนี้คนไทยไปทั้งหมดแปดสิบเอ็ดคน จบสิบเอ็ดคน น้อยกว่าครั้งที่แล้วอีก โดยสภาพอากาศของทั้งสองครั้ง ครั้งนี้หนาวกว่า เขาว่าครั้งที่แล้วอากาศดีที่สุด

การเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ถ้าให้มองย้อนดูตัวเองตั้งแต่วันที่ได้จักรยานมาฟรีจนถึงตอนนี้ คุณได้เรียนรู้อะไรบ้าง

เปลี่ยนไปเยอะ ง่ายๆ คือเป็นหวัดแค่สามครั้งตั้งแต่วันที่ได้จักรยานฟรีมา (ยิ้ม)

เราเป็นคนที่ก่อนหน้านี้ไม่เอากีฬาเลย เราคิดว่าเราเป็นครีเอทีฟ ก็ทำให้ตัวเองมีความคิดบ้าๆ สุดๆ ก็พอ แต่พอช่วงแปดเก้าปีที่ผ่านมา มันคือการปรับชีวิตให้มันสมดุล ผมคิดว่าแค่นี้แหละ ถ้าไม่สมดุลชีวิตมันก็ไปต่อไม่ได้ 

ถ้าผมไม่ได้จักรยานมาตอนนั้น ผมอาจจะเป็นมะเร็งไปแล้วก็ได้ เพราะมันทั้งเครียดด้วย โกรธด้วย หงุดหงิดด้วย แล้วตอนนี้กลายเป็นว่าเวลาเห็นผู้ใหญ่แก่ๆ เขายังมีพลังไปปั่น PBP ตอนอายุเจ็ดสิบ ไม่ใช่แบบคนอายุเจ็ดสิบที่อยู่โรงพยาบาล แต่แก่แล้วยังสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นด้วยชีวิต ไม่โกรธมาก ไม่รวยมาก ไม่เป็นภาระกับใคร เรารู้สึกว่าเราอยากจะแก่แบบนี้ ก่อนหน้านี้อาจจะอยากมีชื่อเสียง อยากดัง อยากรวย แต่ตอนนี้ไม่แล้ว

เพราะคุณมีชื่อเสียงอยู่แล้วหรือเปล่า

ก่อนหน้านี้ผมก็พอมีชื่อเสียงนะ แต่มันมีทั้งส่วนดีและไม่ดี เวลาที่ไม่มีชื่อเสียง เราจะรู้สึกว่าต้องทำงานให้มันพิเศษ ให้มันเจ๋งไปตลอด ซึ่งไม่มีทาง กลายเป็นตอนนี้ก็ทำงานแบบเดิมแต่ทำด้วยแรงครึ่งหนึ่ง วันก่อนน้องสถาปนิกคนหนึ่งบอกว่าผมเคยไปพูดกับเขาที่มหาลัยฯ ว่าถ้าทำงานจนต้องลงมานอนใต้โต๊ะ แล้วตื่นขึ้นมาทำต่อ แบบนี้มึงจะไม่เก่งได้ยังไง ผมบอกกูขอโทษ ผมว่าวิธีคิดของตัวผมในสมัยก่อนที่ทำงานหนักๆ มันผิด มันจะทำได้แป็บนึงแต่ทำนานไม่ได้ ตอนนี้เอาเป็นว่าออกแรงครึ่งหนึ่งแล้วทำต่อไปให้ได้นานๆ ก็พอ

วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ กับการเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

Writers

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

วินัย สัตตะรุจาวงษ์

ผู้กำกับรายการและโฆษณาที่ช่วงนี้หันมาสนใจงานแนวสารคดี จึงเน้นทำงานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริง ตัวอย่างผลงานที่ผ่านมาคือ รายการ human ride และ เป็น อยู่ คือ

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

1 กันยายน คือวันที่บทสนทนานี้เกิดขึ้น

30 สิงหาคม คือวันที่เธอขึ้นเครื่องบินจากฝรั่งเศสกลับบ้านนานเกือบ 20 ชั่วโมง

28 สิงหาคม คือวันที่เธอพิชิตการแข่งขันวิ่งเทรล UTMB-PTL 2022 ในฐานะผู้หญิงคนแรกของประวัติศาสตร์ไทย

22 สิงหาคม คือวันที่เธอก้าวขาออกจากจุดสตาร์ท 

เธอวิ่งไปทั้งหมด 6 วันครึ่ง ใช้เวลา 152 ชั่วโมง 30 นาที ผ่าน 3 ประเทศ ไกล 300 กิโลเมตร ความชันรวมมากกว่า 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ โดยปราศจากป้ายบอกทาง

เรากำลังพูดถึง ซึง-สว่างจิต แซ่โง้ว นักวิ่งเทรลหญิงหนึ่งเดียวในทีม True South Thailand ทีมไทยแรกที่เอาชนะสนามวิ่งอัลตร้ายากสุดในโลก พร้อม เอก-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ แอลวิน-สุภัทร บุญเจือ เพื่อนร่วมทีมสุดทรหด

ซึง-สว่างจิต แซ่โง้ว ทีม True South Thailand พร้อม เอก-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ แอลวิน-สุภัทร บุญเจือ

เราต่อสายถึงเธอผ่านอินเทอร์เน็ตแทนการพบหน้า เพื่อให้ซึงได้พักผ่อนจากความเมื่อยล้า คาดคิดว่าเธอคงมีเค้าของนักวิ่งสาวจอมพลังที่เหน็ดเหนื่อยอยู่บ้าง แต่เปล่าเลย ซึงตอบทุกคำถามด้วยรอยยิ้ม เปล่งปลั่ง เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ

โอกาสดีอย่างนี้ จะชวนซึงคุยถึงประสบการณ์ที่เพิ่งผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆ เพียงอย่างเดียวก็กระไรอยู่ เราชวนเธอย้อนกลับไปไกลกว่านั้น ตั้งแต่วันที่เธอยังเป็นเด็กสาวแก่นเซี้ยว ความกลัวในใจที่ยังคงข้ามผ่านไม่ได้ จนถึงฝันน้อย ๆ ของซึงในวัยใกล้ฝั่ง 

ถ้าไม่ติดว่าในช่วงท้ายของการสนทนา ผู้หญิงที่วิ่ง 300 กิโลเมตรสำเร็จใน 6 วัน จะถามเรากลับด้วยคำถามที่ทำเอาคนฟังส่ายหน้า

“ปกติออกกำลังกายบ้างรึเปล่าคะ”

ในนามตัวแทนของผู้หญิงที่เดินขึ้นบันไดยังเหนื่อย เราคิดว่าอย่างน้อยก็ควรจะมีรองเท้าวิ่งดี ๆ ประดับบ้านไว้สักคู่

ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย

“หนูต้องอดทน”

แม้ภายนอกซึงจะดูเป็นนักกีฬาแอดเวนเจอร์เต็มเหนี่ยว แต่ความจริงแล้วเธอประกอบอาชีพเป็นคุณครู และเรียนจบปริญญาเอก

เธอเริ่มเป็นครูมาตั้งแต่เรียนปริญญาตรี เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่เป็นครูสอนวิชาว่ายน้ำประจำโรงเรียนนานาชาติ ไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพ สอนเด็ก ๆ วัยอนุบาลจนถึงพี่ ๆ มัธยมปลาย ซึงเล่าว่าอดีตนักกีฬาทีมชาติมักจะแปลงร่างมาเป็นครูซะเยอะ ที่นี่เองที่ทำให้เธอได้มีเพื่อนเป็นนักกีฬา ชาวต่างชาติ และเริ่มออกวิ่งระยะยาวเพราะแค่อยากเข้าสังคมเท่านั้น

น่าสงสัยว่างานสอนว่ายน้ำดูไม่ค่อยผาดโผนเท่าไร แตกต่างจากกิจกรรมยามว่างของเธอมากพอดู ซึงบอกว่าอย่างน้อยมันก็เป็นงานที่ไม่อยู่กับที่ 

“ถ้าเห็นเด็กเหนื่อย เราก็บอกว่าไม่ได้นะ หนูต้องอดทน ต้องสู้ต่อไปอีก พอเวลาเราเหนื่อย ก็จะนึกถึงตอนที่เราบอกเด็ก ๆ ว่าเราจะท้อไม่ได้” ครูซึงกล่าว

“ไม่เคยกลัวที่สูง”

พูดถึงเด็ก ซึงพาเราย้อนกลับไปวัยเด็กด้วยการเล่าว่า เธอเติบโตมาในครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว มีการละเล่นเหมือนเด็กกรุงเทพฯ ทั่วไป เช่น บอลลูนตบเพี้ยะ กระโดดหนังยาง ไม่มีอะไรแปลกประหลาดพิสดาร รู้แค่ว่าเป็นเด็กที่แอคทีฟตลอดเวลา ไม่เคยอยู่นิ่ง และมีกีฬาอยู่ในทุกช่วงของชีวิต

เข้าวัยประถม ซึงก็เริ่มฉายแววนักกีฬาด้วยการเป็นนักวอลเลย์บอลของโรงเรียน พอมัธยมซึงก็ขยับไปเป็นนักบาสเกตบอลของโรงเรียนอีกเช่นกัน ใช้เป็นโควต้าให้เธอเข้าเรียนในคณะพลศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เท่านั้นไม่พอ เธอยังเลือกเรียนต่อในระดับปริญญาโทที่คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกลับมาเรียนปริญญาเอกที่ มศว อีกครั้งในคณะเดิม ควบคู่กับการเป็นครูสอนว่ายน้ำไปด้วย 

เราถามซึงว่า เธอเคยวิ่งออกนอกลู่นอกทางไปทำอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับกีฬาบ้างไหม ซึงใช้เวลาคิดไม่นาน เพื่อตอบว่านอกจากออกจากกีฬาชนิดนี้ ไปเข้ากีฬาชนิดใหม่ เธอก็ไม่เคยทำอย่างอื่นเลย

“สมัยเรียน ป.ตรี มีให้กระโดดน้ำ 10 เมตร เป็นการทดสอบจิตใจ (หัวเราะ) เราเป็นเด็กเรียน อยากได้คะแนนดี ๆ เพื่อนให้เรายืนท่าตอกตะปู ซึงก็ลงท่านั้น สนุกมาก ชอบมาก แต่ให้กระโดดอีกก็ไม่เอาแล้ว แค่อยากรู้ว่ามันเป็นยังไง

“นิสัยส่วนตัวเป็นคนชอบความท้าทาย ตื่นเต้นหวาดเสียว เราชอบชูแขนเวลาเล่นไวกิ้ง ไม่เคยกลัวที่สูง”

ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย
ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย

“มันเปลืองแฟ้บ”

เวลาว่างของคนอื่นอาจใช้ไปกับการวาดรูป อ่านหนังสือ นอนหลับพักผ่อน แต่เวลาว่างของซึงใน 10 ปีหลังนี้ คือการรีดเหงื่อออกจากร่างกาย เลยเถิดไปถึงขั้นลงแข่งไตรกีฬา

“ถ้าในกลุ่มเพื่อนฝรั่งที่วิ่งด้วยกันซึงถือว่าช้าที่สุดในกลุ่มนะ พอมาปั่นจักรยาน เพื่อนก็เป็นเยาวชนทีมชาติมาก่อน หรือเป็นคนที่เกือบติดทีมชาติ ซึงก็ปั่นช้าที่สุด กระทั่งว่ายน้ำ ซึงก็ว่ายไม่ทันเขา แต่พอซึงมาแข่งคนเดียว ผลงานมันอยู่ในระดับต้น”

จุดแข็งของซึงจึงเป็นความอดทนที่ใครยากจะโค่นล้มนอกจากใจตัวเอง ต่อให้ความเร็วจะสู้ไม่ได้ แต่ในเรื่องความอึดเธอขอสู้ตาย ทุกกีฬาที่ไปเรื่อย ๆ อยู่ได้ยาว ๆ อย่างการแข่งขันไตรกีฬา Ironman Triathlon ระยะวิ่ง 100 – 200 กิโลเมตรเธอก็ผ่านมาได้สบาย

คำถามง่าย ๆ เกิดขึ้นตามมาว่า เธอค้นพบพลังอึดของตัวเองได้ยังไง

“ตอนวิ่งแข่ง 100 กิโลเมตร ถ้าไม่ลงก็ไม่รู้” ซึงเปิดเผยความลับ 

“เราลง 50 กิโลเมตรของ The North Face ครั้งแรก แล้วรู้สึกแรงหมดพอดี พอมาลงแข่งรอบสองรู้สึกว่าแรงมันยังเหลือ เลยลองไปลงวิ่งแข่ง 100 กิโลเมตรดู ก็ได้ที่หนึ่งของผู้หญิง เพิ่งรู้ตัวว่าอึด เราวิ่งสนุกมาก วิ่งเพลิน ๆ วิ่งไปเรื่อย ๆ แล้วก็แทบไม่ลงมาวิ่งระยะสั้นอีกเลย เราว่ามันเร็วไป แบบเฮ้ย ยังไม่ทันได้คูลดาวน์เลยจบแล้วเหรอ ถ้าเป็นเพื่อน ๆ กันเขาจะแซวว่าวิ่ง 20 กิโล มันเปลืองแฟ้บ”

ไม่รอให้เราได้เอ่ยปากถามถึงสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับจุดแข็ง ปลายสายก็ดักทางขึ้นมาเสียก่อนราวกับอยากระบายให้ฟังว่า “อยากถามจุดอ่อนไหม เราเกลียดการขึ้นเขามาก”

“มีขึ้นเดี๋ยวก็มีลง”

ซึงคงเป็นคนที่โดนพูดใส่ว่า เกลียดอะไรขอให้ได้อย่างนั้นมากที่สุดคนหนึ่ง 

แม้ความอึดถึกทนของซึงจะเป็นผล เมื่อ เอก ธนาธร นึกถึงเธอเป็นคนแรก ๆ ในการออกเดินทางครั้งใหญ่ แต่สนาม UTMB-PTL อาจเรียกได้ว่าไปแข่งปีน มากกว่าไปแข่งวิ่งด้วยซ้ำไป 

และเผื่อใครไม่รู้ นี่คือการไปพิชิตเทือกเขาครั้งที่สองของพวกเขา ด้วยเหตุผลหลายประการจึงทำให้ครั้งแรกพลาดไปอย่างน่าเจ็บใจ 

ถามว่าสนามนี้สำคัญยังไงถึงต้องกลับไปอีกครั้ง 

UTMB หรือ Ultra-Trail du Mont-Blanc ถือว่าเป็นสนามสวยสุดในโลกที่นักวิ่งเทรลทุกคนใฝ่ฝั่นอยากไปสักครั้งในชีวิต ถึงขนาดถูกขนานนามว่าเป็นโอลิมปิกของกีฬาวิ่งเทรล เพราะวิ่งบนเทือกเขาแอลป์ ผ่าน 3 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี และวิ่งกลับมาที่ฝรั่งเศส เรื่องวิวระหว่างทางคงเกินจะจินตนาการถึง

แบ่งออกเป็น 7 ระยะ ซึ่ง PTL ถือเป็นระยะที่ยากสุดในโลก รับสมัครแค่ปีละ 300 คน เพราะมีกติกามหาโหด คือต้องวิ่งระยะทางรวม 300 กิโลเมตร ความชันรวม 27,000 กิโลเมตร ข้ามยอดเขาที่มีความสูงถึง 2,500 เมตรมากกว่า 30 ลูก ให้สำเร็จภายในเวลา 152 ชั่วโมง 30 นาที ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวจัด ไปจนถึงร้อนหูดับตับไหม้ โดยปราศจากป้ายบอกทาง ต้องวางแผนเส้นทางด้วยตัวเอง และต้องสมัครแบบทีมเท่านั้น ทักษะที่ผู้เข้าแข่งขันจำเป็นต้องมี จึงไม่ใช่แค่การวิ่งเป็น แต่รวมถึงสกิลล์การเอาตัวรอด กับหัวใจที่กล้าแกร่งยิ่งกว่าหินบนหน้าผา 

ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย
ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย

การสมัครก็ใช่ว่าใครจะได้ไปกันง่าย ๆ ผู้สมัครต้องมีพอยต์การวิ่งระยะยาวสะสมให้ถึงเกณฑ์ แล้วยังต้องลุ้นผลการจับสลากร่วมกับผู้สมัครทั่วโลกว่าจะได้ไปหรือไม่ แต่ซึงบอกว่า PTL ยากในระดับที่ใครสมัครก็รับหมด ขอแค่ผ่านทุกข้อบังคับ (ที่เยอะและรัดกุมมาก) เพราะคนสมัครน้อย อย่างในปีนี้ก็มีแค่ 101 ทีมเท่านั้นเอง

“ตอนเริ่ม PTL ซึงเคานต์ดาวน์ทุกกิโลเมตรเลย เหลือ 300 เหลือ 250 เหลือ 170 เหลือ 2 วัน เหลือคืนสุดท้าย พอเจอเขาสูงชัน ซึงก้มมองพื้นอย่างเดียว เพราะสูงแค่ไหนก็อยู่ใต้เท้าเราอยู่ดี พยายามข้ามเขาไปทีละลูก คิดแค่ว่า มีขึ้นเดี๋ยวก็มีลง”

UTMB-PTL 2022
“ถ้าตกก็คือร่วง”

การกลับมาลงแข่งครั้งนี้สำคัญกับคุณยังไง

เป็นความท้าทายมาก เพราะปีที่แล้วซึงวิ่งไม่จบ เราเคยเข้าใจว่าเทรลคือวิ่ง ๆ ไปอย่างเดียว แต่พอไปเจอหน้างานคือมันปีนเยอะมาก ปีนทั้งวัน ใช้สองขาสองมือ ไม้โพลพับเก็บไปได้เลย 

PTL ในความคิดซึงไม่ใช่แค่วิ่งเทรล มันเลยกรอบการวิ่งเทรลไปแล้ว มันรวมการปีนเขา การแคมป์ปิ้ง เป้แต่ละคนหนักเฉลี่ย 7 โล ของเพื่อนน่าจะ 8 – 9 โล ขึ้นอยู่กับอาหาร น้ำ ถ้าแค่อุปกรณ์บังคับน้ำหนักของเป้ก็ประมาณ 5.8 กิโล บวกอุปกรณ์ทีมพวกผ้าใบ ถุงนอน เฟิร์สเอด เตา หม้อ แล้วต้องแบก 6 วัน 6 คืน เราพอมีประสบการณ์จากปีที่แล้ว ปีนี้เลยตั้งใจจะกลับมาเอาชนะให้ได้ โชคดีที่อากาศดีมากเลยช่วยได้เยอะ ถ้าฝนตกที่ PTL นี่ก็หนังชีวิตเหมือนกันนะ

ถือว่าซ้อมหนักกว่ารอบที่แล้วไหม 

ซ้อมข้ามปีเลย ตั้งแต่วิ่งเทรลที่เกาะช้าง 100 กิโลเมตร วิ่งเทรลที่เบตง 100 กิโลเมตร วิ่งเทรลที่เกาะยาวใหญ่ 100 กิโลเมตร วิ่งสนาม Eiger Ultra Trail อีก 250 กิโลเมตร หลังจากนั้นก็ไปขึ้นยอดเขา Monch ความสูง 4,107 เมตร ยอดเขา Jungfrau ความสูง 4,158 เมตร และยอดเขา Bishorn ความสูง 4,153 เมตร เป็นการปรับที่สูง บางทีก็มีพายุลมแรง ทางก็ชันมาก อาการเราออกเลย หายใจแผ่ว ไม่มีอากาศ หัวใจเต้นรัว ตื่นเช้ามามึนหัว แต่ก็เป็นการซ้อมเพื่อเข้าเส้นชัย

เราต้องขึ้นเขาให้ไวขึ้น แต่งตัวให้เร็วขึ้น เตรียมอาหารให้เพียงพอ พลังงานที่ PTL กินไม่เหมือนพวกวิ่งเทรลเลย ต้องเป็นอาหารหนัก ๆ ที่อยู่ยาว ๆ ไม่ใช่เจล มาม่า 2 ห่อ โจ๊กห่อหนึ่งก็พอแล้ว อยู่เมืองหนาวกินต้มยำแซ่บ ๆ ก็รู้สึกตื่นดี ถ้าเจอทีมซัพพอร์ตก็จะบอกเขาว่าขอข้าว ขอสเต๊ก แทบจะเดินกินตลอดเลย

หลังจากที่ซ้อมมาอย่างดี มันเพียงพอให้คุณพร้อมตั้งรับทุกสถานการณ์จริงไหม

อย่างน้อยก็ได้ความมั่นใจระดับหนึ่ง เวลาแข่งเราก็รู้สึกว่ามันคือการขึ้นลงเขาทั้งวันกับปีนทั้งวัน ซึ่งเราเตรียมใจมาเรียบร้อยแล้ว แค่ได้กิน ได้นอนก็ยังดี เพราะปีที่แล้วได้นอนวันละชั่วโมง ปีนี้ได้นอนวันละ 2 ชั่วโมง 

ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย
ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย

นอกจากทักษะการวิ่งและปีนผา นักวิ่งเทรลต้องฝึกฝนอะไรอีก

ต้องสู้กับการอดหลับอดนอน สู้กับตัวเอง ทรมานมากนะ อยากนอนก็ไม่ได้นอน ด้วยวันที่ยาวนานก็ต้องอดทน แล้วคืนที่ 3 เหมือนมีภาพหลอน เราเพลียมาก แอลก็เป็น ตาลาย เห็นกิ่งไม้เล็ก ๆ มันกระดึ๊บได้เหมือนหนอน เห็นบ้านที่มีลวดลายอยู่หน้าบ้าน แอลหันมาถามว่าพี่ซึงเห็นคนนั่งคุยกันหน้าบ้านไหม เราบอกว่าเห็นเหมือนกันเลย (หัวเราะ) แต่เป็นแค่คืนเดียว เราต้องการพักผ่อน เป็นปกติมากของการวิ่งเทรล 

คุณเอาชนะความอ่อนเพลียของตัวเองยังไง

นักวิ่งเทรลเขาจะเรียกว่า ออโตไพลอต (Autopilot) คือเดินกึ่งหลับกึ่งตื่นเหมือนซอมบี้ ทีมจะรู้เลย เพราะเราจะเริ่มห่างจากเขาสัก 30 เมตร แล้วก็จะจ็อกกิ้งไปหา แล้วก็ทิ้งห่าง จนมีจุดหนึ่งที่อันตราย เขาหันมาบอกว่าตรงนี้ห้ามออโตไพลอตนะครับ ทีมก็เตือนกัน เขาดูกันออก

กิโลเมตรที่เท่าไหร่ที่รู้สึกเหนื่อยมากที่สุด 

วันที่ 2 เหนื่อยมากที่สุดเลย เพราะมันเป็นหินลอย เดินบนหินลอยเป็นชั่วโมงยังไม่ถึง 1 กิโล แค่ทางขึ้นวันนั้นทั้งวันน่าจะได้แค่เขาลูกเดียว ตอนลงก็ไม่ได้ลงแค่กิโลเมตรเดียว น่าจะประมาณ 4 กิโลได้ แล้วหินลอยขามันต้องเบรกตลอดเวลา เราเมื่อยมาก ต้องนั่งยืดขากันเลย ขาต้องแข็งแรง ใจต้องกล้า 

ถามว่าทางโหดไหม ก้มมองลงไปมันก็โหดมากจริง ๆ แต่พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นเขา เห็นวิว มันก็หายเหนื่อยไปนิดหนึ่ง พอพ้นวันนี้ไปรู้สึกว่าเขาอื่นก็ง่ายกว่าเขาลูกนี้ไปแล้ว

Cr Supat Bunjuar

โพสต์โดย Sawangjit Seung Saengow เมื่อ วันอังคารที่ 23 สิงหาคม 2022

ดูเหมือนเป็นกีฬาที่เต็มไปด้วยการตัดสินใจเฉพาะหน้า 

ใช่ จะทำอะไรต้องลุย บางทีเพื่อนปีนทางขวา เรารู้สึกซ้ายง่ายกว่า เราก็ไปทางซ้าย พี่เอกกับแอลวินก็ไปกันคนละทาง บางทีก็แล้วแต่ดวง เขาปีนอาจจะง่ายเราปีนอาจจะยาก แต่ละคนมีสไตล์เป็นของตัวเอง แต่เป้าหมายเดียวกันคือเส้นชัย ทุกคนไม่มีใครยอมแพ้เลย คิดแต่จะไปข้างหน้าอย่างเดียว

มีกติกาว่าคนในทีมวิ่งห่างกันได้ไม่เกิน 15 นาที ต้องไปด้วยกัน แต่เวลาปีนเขาแนวดิ่งต้องอยู่ห่างกัน เพราะเหยียบหินกลิ้งลงมาใส่เพื่อนก็มีนะ ซึงเคยเจอหินร่วงมาใหญ่กว่าหัว ต้องรีบหลบให้ทัน 

ทีมก็มีหลง ทางมันให้ขึ้นไปแล้วขึ้นต่อได้อีก แต่เราไม่รู้ เราขึ้นแล้วก็ลง ติดอยู่ตรงนั้นน่าจะ 4 – 5 ชั่วโมง แต่ชอบทีมมากตรงที่เขาไม่โวยวายว่า หลงเพราะใคร เราไม่เป็นไร ไปต่อ ๆ แค่ต้องทันคัตออฟสุดท้าย จากวิ่งชิลล์ ๆ กลายเป็นต้องวิ่งหนีคัตออฟ 

มีความตลกตรงที่ปลุกพี่เอกไม่ตื่น (หัวเราะ) คัตออฟมันต้องออก 03.00 น. แล้วเขาดูเวลาจากที่มีคนมี GPS บวกลบได้ 10 นาที ถ้ายังไม่ออกวิ่งก็ต้องออกจากการแข่งขัน ตอนนั้น 02.55 น. ปลุกพี่เอกแล้วเขาบอกขอนอนต่อ ซึงเลยถามว่า GPS อยู่ที่แอลใช่ไหม งั้นให้แอลออกไปรอข้างนอก แต่รอแค่ 5 นาที พี่เอกก็ออกมาแล้ว 

ตี 3 อากาศหนาวมาก ยิ่งสูงยิ่งหนาว ลมแรงจนสั่นกันหมด รีบเก็บของแล้วต้องรีบเดินต่อเลย มีคนมาถามว่าเวลาหนาวมากต้องทำยังไง เราบอกแค่อดทนอย่างเดียว และต้องขยับร่างกายตลอดเวลา

PTL เป็นสนามที่ต้องวิ่งผ่านทั้งภูเขา น้ำตก ทุ่งหญ้า ปีนหน้าผา ฯลฯ อะไรที่อันตรายที่สุด

ปีนหน้าผา Via Ferrata ถ้าตกก็คือร่วง มีแบบนี้หลายจุดมาก ปีที่แล้วระยะ PTL เคยมีผู้เข้าแข่งขันเสียชีวิตไปคนหนึ่ง เขาน่าจะวิ่งไปถึงตอนกลางคืน แต่ทีมซึงไปถึงตอนที่พระอาทิตย์กำลังจะตกเลยยังพอเห็นทาง

การปีนเขาเป็นอย่างเดียวที่ซึงช้ากว่าผู้ชาย ขาเขายาวกว่าซึง ยกขาสูง ดึงได้ไกล แต่ทีมนี้มั่นใจในตัวซึงมาก เวลาปีนหรือผ่านอะไรหวาดเสียวไม่มีใครหันหลังมาดู เคยถามแอลวินว่า น้องถามจริง มองพี่เป็นผู้หญิงกันบ้างไหม เขาตอบคำเดียวว่าไม่ครับ แล้วก็หันไป (หัวเราะ)

Via Ferrata . . . . คอร์ นิวทริชั่น Energy for…

โพสต์โดย Sawangjit Seung Saengow เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม 2022

จุดไหนที่คุณรู้สึกกลัว

ที่กลัวเลยคือยอดสุดท้าย ทีมกลัวจะไม่ทันเวลาเข้าเส้นชัย จุดนั้นน่าจะใส่หมวกป้องกัน แอลวิลหันมาถามว่าต้องใส่อุปกรณ์ไหมครับ พี่เอกบอกว่าเวลาไม่ทันแล้ว ซึงพับไม้เก็บเลย อย่างน้อยมีสองมือดีกว่ามือเดียว ต้องค่อย ๆ ปีน บางจุดก็คลาน ต้องเอาให้ชัวร์ มันไม่ยาก แต่สูง ลมแรง เป้หนัก หวาดเสียวมาก 

ตั้งแต่วิ่งมา เคยพลาดบ้างไหม

ยัง เพราะรู้ว่าจะพลาด มีจุดหนึ่งแทนที่จะวิ่งไปตามรูต เขาตัดผ่าเขาลงมาเป็นทางลัด ตอนแอลวิ่งลงก็มีวูบเหมือนกัน ส่วนพี่เอกแกโยนไม้ลงไปก่อนแล้วค่อยปีนลง แต่พอซึงจะปีนลง ซึงรู้เลยว่าเราทำไม่ได้ กลัวลื่นแล้วหลุดไป เราเลยตัดสินใจปีนกลับขึ้นไปวิ่งตามรูต 

อีกอันหนึ่งตอนข้ามน้ำตก เรามองท่าเพื่อนก็รู้แล้วมันยากหรือง่าย เราดูท่าพี่เอก แม่งดูยากว่ะ แอลเลยหาทางอื่นที่ดูง่ายขึ้น แต่พอถามแล้วน้องบอกไม่ง่ายครับ เท่านั้นแหละ เหมือนเจอยากกับยาก แต่ก็ตัดสินใจข้ามตามไป 

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

เล่าวินาทีที่ถึงเส้นชัยให้ฟังหน่อย

3 กิโลเมตรสุดท้ายวิ่งเหนื่อยมาก ทีมเอาแรงมาจากไหนกันก็ไม่รู้ จู่ ๆ มาวิ่งหน้าตั้ง ทางที่วิ่งหินก็เยอะมาก ถ้าสะดุดหัวทิ่มแน่นอน แต่ซึงรู้ว่าที่เส้นชัยจะเจอทีมซัพพอร์ต รู้ว่าเขาเตรียมชาเขียว สเต๊ก ไว้ให้ เราก็คิดว่าจะได้กินแล้วอีกหน่อยหนึ่ง

คนปรบมือเยอะมาก ตื่นเต้นมาก ดีใจมาก เพื่อน ๆ น้ำตาคลอกันเยอะเลย รู้สึกว่าในที่สุดก็ทำได้สำเร็จ จบสักที อีกวันหนึ่งก็ไปรับเหรียญรางวัล เป็นกระดิ่งวัวกับเสื้อ Finisher (ซึงอวดความภาคภูมิใจของเธอให้เราดูผ่านจอ) เพื่อนก็แซวกันว่าเสื้อตัวนี้มีแค่ 3 ตัวในประเทศไทย

ถามว่าเรารู้สึกระบมที่เท้าบ้างไหม ก็มีนะบลิสเตอร์ วิ่งจนมันแตก แล้วขึ้นใหม่ แล้วก็แตก สภาพเท้าแต่ละคนพี่เอกน่าจะเป็นหนักสุด ซึงถือว่าเบาสุดแล้ว คนก็ถามว่าทำไมซึงดูดีจัง ซึงทาครีมกันแดดค่ะ อีก 2 คนเขาไม่ได้ทา

กิจกรรมแรกหลังจากเข้าเส้นชัยของคุณคืออะไร

นอนแล้วก็กิน (หัวเราะ)

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน
ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

“เพราะเราเป็นผู้หญิงเอเชีย”

สมัยที่ซึงเข้าวงการวิ่งเทรล เธอบอกว่าตอนนั้นอุปกรณ์บังคับยังมีแค่เป้น้ำกับรองเท้านักวิ่ง 

อีก 10 ปีต่อมา True South Thailand เป็น 1 ใน 47 ทีมที่วิ่งสนาม PTL จบ จาก 47 ทีมที่วิ่งจบ มีผู้หญิงเพียง 6 คน และไม่เคยมีสาวไทยคนไหนทำได้นอกจากซึง

“ตอนแรกไม่รู้เลยว่าทำไมพี่เอกถึงเลือกซึงเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ไปแข่ง” เธอรำลึกความหลัง 

พอเข้าเส้นชัยมาแล้วถึงได้เข้าใจว่าสิ่งที่เธอทำนั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหน คงเพราะที่ผ่านมาเธอไม่เคยมองว่าเพศสภาพเป็นอุปสรรคในการเล่นกีฬา และการวิ่งเทรลก็ไม่มีข้อกำจัดอะไรที่จะหยุดความสามารถของผู้หญิง 

“มีผู้ชายชื่อเอริคเข้ามากอดซึง กอดพี่เอก กอดแอลวิน แล้วก็กลับมากอดเราอีกรอบ เขามองตาเราแล้วก็น้ำตาไหลด้วยความภูมิใจ อาจจะเพราะเราเป็นผู้หญิงเอเชีย เขารู้สึกดีใจกับเรามาก ๆ

“มีเพื่อนต่างชาติอีกคนที่เคยวิ่ง 50 กิโลมาด้วยกัน เขานึกถึงสมัย 10 ปีที่แล้วที่ซึงยังง้องแง้ง ไม่อยากวิ่งขึ้นเขา ลูกชายเขาเห็นว่าซึงเรียนวิทยาศาสตร์การกีฬาก็อยากเป็นเหมือนเรา ลูกสาวเขารู้ว่าเราเล่นไตรกีฬาก็อยากหัดเล่นเหมือนเรา เขาบอกว่าคุณไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้แค่ผู้หญิงนะ แต่คุณเป็นแรงบันดาลใจให้กับพวกเราด้วย”

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

“ซึงไม่เคยเห็นด้วยเลย ที่คนชอบบอกว่ามีกีฬาหรืองานบางชนิดสงวนไว้สำหรับผู้ชาย เราไม่ได้คิดอะไรตรงนั้น ไม่สนใจด้วย เพราะมั่นใจว่าเราทำได้

“PTL เป็นการวิ่งที่พักบ้าง ลุยบ้าง เหนื่อยบ้าง ท้อบ้าง ล้มบ้าง ลุกบ้างตลอดทาง ซึงวิ่งตามผู้ชายมาหลายงานมาก เราบอกตัวเองว่างานนี้จะเป็นงานสุดท้ายที่เราจะวิ่งตามสองคนนี้” 

เชื่อเหลือเกินว่าคำพูดของซึงคงทำให้ใครหลายคนมีคำตอบในใจว่า ทำไมเอกถึงเลือกเธอ

“ต้องดูสาวยันแก่”

คีย์เวิร์ดจากซึงที่เราชอบมากคือคำว่า ง้องแง้ง 

เพราะนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าซึงที่เคย ง้องแง้ง เป็นยังไง

ซึงอธิบายด้วยการยกตัวอย่างเหตุการณ์เมื่อ 10 ปีก่อน เช่น การวิ่งฮาล์ฟมาราธอนปกติจะอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง 55 นาที ก่อนแข่งแต่ละคนจะมาถามกันว่าเป้าหมายของคุณคืออะไร บางคนก็ท้าทายตัวเองมาก แต่เธอขอแค่เข้าเส้นชัยให้ได้ก็พอ

ส่วนความปราดเปรียวไม่ต้องพูดถึง ซึงบอกว่าเธอน่าจะวิ่งเร็วกว่าตอนนี้มากนัก แต่พอถามว่าซึงคนนั้นจะพิชิตสนาม PTL ได้ไหม เธอตอบว่า “ไม่ ล้านเปอร์เซ็นต์” เพราะซึงเมื่อ 10 ปีก่อนขึ้นเขาไม่เก่ง ถนัดทางลาด ที่สำคัญคือเธอยังง้องแง้ง

ไม่แปลกเลยที่ซึงจะเป็นนักกีฬาประเภทที่ไม่ต้องการทำลายสถิติตัวเอง ไม่มีรายการไหนค้างคาใจ หรือคิดไม่ตกว่าน่าจะทำดีกว่านี้ได้ 

“เราเข้าใจความรู้สึกของคนที่วิ่งช้า คนที่เหนื่อย คนที่ตามเพื่อนอยู่ข้างหลัง เพราะเราผ่านทุกอย่างมาหมดแล้ว แล้วเราก็ยินดีที่จะเดินไปกับคนที่วิ่งช้า”

สำหรับซึง เธอมองว่าการวิ่งเปรียบได้กับการใช้ชีวิต มีขึ้น มีลง มีทางให้เลือก มีอุปสรรคให้ข้าม มีปัญหาให้แก้ไขเพื่อไปให้ถึงเส้นชัย ขณะเดียวกัน ก็เป็นกีฬาที่ทำให้เธอได้ใช้เวลาอยู่กับความคิดตัวเอง และเป็นอิสระจากพันธนาการทางสังคม 

“เรามีความสุขที่ชีวิตเราวุ่นวายนิดหนึ่งแต่ไม่ได้วุ่นวายมากเกินไป ทำงานอาจจะเครียด แต่พอเครียดเดี๋ยวก็ไปออกกำลังกาย ออกกำลังกายเหนื่อยเดี๋ยวเราก็กิน เวลาพักก็พักจริง เวลาทำงานก็ตั้งใจ เราต้องบาลานซ์ชีวิต”

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน
ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปจาก 10 ปีก่อน คือเส้นชัยที่ยังคงเป็นเป้าหมายเดียวของเธอเสมอ ขอแค่สนุกและมีบรรยากาศสวยงามตลอดทาง โดยเฉพาะตอนพระอาทิตย์ขึ้นในรุ่งสาง ทำให้รู้สึกว่าทุกวันมีความหมาย 

ถ้าไม่ใช่การเกิดก็คงเป็นการตาย ที่สอนให้ชีวิตได้รู้ซึ้งถึงอะไรบางอย่าง ในวัย 37 ปี เราเชื่อว่า การวิ่งนำพาบททดสอบมาให้เธอฟันฝ่านับครั้งไม่ถ้วน ส่วนประสบการณ์เฉียดตายก็คงเป็นยิ่งกว่าครูคนไหนที่ผ่านมา แม้เธอจะยังไม่มีภาพของตัวเองในอนาคตอันไกล แต่สิ่งที่จริงแท้แน่นอนคือเธอจะยังอยู่บนลู่วิ่ง

“ตอนซึงอายุ 60 ก็จะวิ่งอยู่ ไม่ต้องถึง 100 กิโลเมตรหรอก แค่ 10 โลก็ยังดี แต่มั่นใจมากว่าจะต้องดูสาวยันแก่” 

คิดว่าอะไรที่ทำให้คุณยังคงวิ่งต่อ – เราถาม

ถามว่ามีเหตุผลอะไรที่จะทำให้ซึงหยุดวิ่งดีกว่า – ซึงตอบ 

พร้อมกับยืนยันว่าการวิ่งเป็นกีฬาที่ง่ายที่สุด เพราะอาศัยแค่รองเท้าผ้าใบคู่เดียว

บอกตามตรง เราที่มีภาวะวิตกกังวลติดตัว และพยายามถอยห่างจากการเที่ยวผจญภัย แค่ฟังเรื่องเล่าจากต่างแดนของซึงยังใจสั่น เธอบอกว่าความกล้าเท่านั้นที่จะเอาชนะความกลัวได้ เป็นทักษะที่เราคงต้องใช้เวลาฝึกฝนนานเท่านานกว่าจะได้สักครึ่งหนึ่งของเธอ

หลังผ่านความยาก ความโหด ความหิน ด้วยความอึด ความถึก ความทน จนเกือบเอาตัวไม่รอดในสนาม PTL ที่ไม่ต่างกับสมรภูมิ สุดเส้นทางไม่มีการยืนบนแท่นอันดับ 1 2 3 ขอเพียงวิ่งจนจบได้ก็วิเศษเกินพอ เพราะสิ่งที่รออยู่หลังเส้นชัยคือรางวัลของผู้ชนะหัวใจตัวเอง

ใครต่อใครต่างบอกว่า หากผ่านสนามนี้ไปได้ ชีวิตก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้ว

ถ้าอย่างนั้น เราขอถามซึงเป็นคำถามสุดท้าย 

“คุณยังกลัวอะไรอยู่บ้างไหม”

นักวิ่งหญิงแกร่งหัวเราะให้กับเรื่องเดียวที่ยังพิชิตไม่ได้

“แมลงสาบค่ะ”

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load