27 พฤศจิกายน 2562
14 K

สำหรับหลายคนอาจจะรู้จัก วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ ในฐานะนักออกแบบ และกัปตันทีมสตูดิโอ DuckUnit สตูดิโอที่ทำงานในหลากหลายสาขา และยังมีผลงานโดดเด่นออกมาอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา โดยเป็นสตูดิโอออกแบบที่เริ่มบุกเบิกการใช้แอนิเมชัน โมชันกราฟิก ภายในงานอีเวนต์ คอนเสิร์ต ไปจนถึงงานสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่ถ้าเราเห็นงานเหล่านี้ก็ต้องร้องอ๋อกันอย่างแน่นอน

สำหรับบางคนที่มีอายุมากกว่านั้นอีกหน่อยก็อาจจะพอจำเขาได้จากการเป็นนักแสดงรวยอารมณ์ขันในรายการ ยุทธการขยับเหงือก เมื่อหลายทศวรรษที่แล้ว แต่สิ่งที่หลายๆ คนอาจจะไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับเขาก็คือ เขาเป็นคนชอบการปั่นจักรยานทางไกล และพายเรือในแม่น้ำคูคลองตามจังหวัดต่างๆ มาอย่างต่อเนื่องด้วย

วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ กับการเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

สำหรับคนที่ไม่รู้จักหรือไม่ค่อยคุ้นหน้าวิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ แล้วเอาชื่อนี้ไปเสิร์ชในเว็บไซต์สำหรับผู้บริหารระดับสูงอย่างกูเกิล คุณก็จะได้เห็นหน้าตาของผู้ชายตัวสูงที่ผอมบาง ไม่ได้มีมัดกล้ามหรือลักษณะของความเป็นนักกีฬาอะไรพวกนั้นแม้แต่น้อย

ซึ่งมันก็ไม่เป็นไร ถ้าไม่ใช่ว่านอกจากการปั่นจักรยานและการพายเรือที่เรียกได้เต็มปากว่าเลยเถิดจากการเป็นกีฬาที่ชอบไปไกลมาก เพราะเขาเป็นตัวตั้งตัวตี และเจ้าของสิทธิ์การจัดงานปั่นจักรยานทางไกล ในรูปแบบที่ยังไม่เคยมีใครรู้จักมาก่อนในยุคนั้นอย่าง Audax Randonneurs ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศฝรั่งเศส

เป็นเหมือนการปั่นจักรยานท่องเที่ยวผสมกับการแข่งแรลลี่ที่ไม่มีการปิดถนนใดๆ ไปจนถึงการใช้อาสาสมัครมาช่วยกันจัดงานปั่นจักรยานทางไกลจนแพร่หลายออกไปเกือบทุกจังหวัด และทำให้รูปแบบการปั่นจักรยานทางไกลแบบนี้กลายมาเป็นอีกหนึ่งมาตรฐานในบ้านเรา

วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ กับการเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

เมื่อไม่นานมานี้ เราทราบข่าวจากหน้านิวส์ฟีดว่าวิชญ์ได้ออกเดินทางไปเข้าร่วมการปั่นจักรยานทางไกล บนเส้นทางที่เป็นเหมือนตำนานของการปั่น Audax Randonneurs เพราะมันคือเส้นทางการปั่นจักรยานทางไกลที่จัดขึ้นทุกๆ 4 ปี ระยะทาง 1,200 กิโลเมตร จากเมืองปารีส-แบรสต์-ปารีส โดยทุกคนที่เข้าร่วมงานต้องถึงเส้นชัยภายในเวลา 90 ชั่วโมง หรือไม่ถึง 4 วันเต็มนั่นเอง ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ในการเข้าร่วมของเขา

ครั้งแรกที่ไปนั้นเขาพ่ายแพ้กลับมา เนื่องจากปั่นให้จบภายในเวลาที่กำหนดไม่ได้ เวลาผ่านไป 4 ปี ครั้งนี้เขาทำสำเร็จ

วิชญ์ย้ำเสมอว่า เขาไม่ใช่นักกีฬาและไม่ได้ชอบเล่นกีฬา แม้แต่เกมที่เกี่ยวกับกีฬา เขายังไม่แม้แต่สนใจจะเล่นเลย

แต่ตัวเลขไม่เคยโกหกใคร โดยเฉพาะตัวเลขของระยะทาง 1,200 กิโลเมตร ที่บอกกับเราว่าคนที่จะผ่านการปั่นแบบนี้ได้ต้องเตรียมพร้อมมาอย่างดี แล้วอะไรทำให้ชายคนที่ย้ำอยู่เสมอว่าตัวเองไม่ใช่นักกีฬา พาตัวเองมาได้ไกลขนาดนี้ และนี่คือเรื่องราวการได้เจอโลกใบใหม่ที่เขาไม่เคยเจอมาก่อนของวิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ ผ่านการเดินทางด้วยยานพาหนะ 2 ล้อที่เรียกว่าจักรยาน

วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ กับการเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

คุณเริ่มต้นมาสนใจจักรยานตอนไหน

ผมได้จักรยานมาเมื่อแปดปีที่แล้วหลังน้ำท่วมใหญ่ ไปช่วยงานมูลนิธิโลกสีเขียวที่เขารณรงค์เรื่องการใช้จักรยานมา พอได้ค่าออกแบบก็เลยเอาไปซื้อจักรยานพับมาคันหนึ่ง ด้วยความที่ผมเบื่อรถติด เบื่อกรุงเทพฯ ก็เลยเริ่มจากลองปั่นจักรยานเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนๆ ครั้งแรกคือจากคลองโคนไปชะอำ ระยะทางไป-กลับแปดสิบกิโลเมตร ไปแบบไม่รู้เรื่องอะไรเลย รู้แค่ว่า หูว สนุกจัง แล้วก็เริ่มติด ตอนนี้แทบนับอาทิตย์ที่จะไม่ออกไปปั่นจักรยานหรือพายเรือได้เลย

ไอ้การปั่นจักรยานทางไกลที่ทั้งร้อนทั้งทรมาน มีอะไรที่ทำให้คุณสนใจขนาดนั้น

มันมีอิสระที่จะหยุดได้ เวลาเราขับรถเหมือนมีวิธีคิดบางอย่างที่ทำให้เราหยุดไม่ได้ แต่จักรยานมันไม่เหมือนกัน ยิ่งพอมาจัดงานอย่าง Audax Randonneurs ก็ได้มาเห็นว่ามีเส้นทางอยู่เต็มไปหมด ก่อนหน้านี้เราคิดว่าจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ มีแค่สายเอเชียเส้นเดียว อีสานมีมิตรภาพ แต่จริงๆ แล้วมันมีทางอื่นๆ อยู่เยอะมาก ซึ่งถ้าเราไม่ออกจากถนนสายหลักก็จะไม่มีทางได้รู้จักเลย

แล้วเส้นทางเหล่านั้นไปด้วยการขับรถไม่ได้เหรอ

ขับได้ แต่เหมือนเราโดนโปรแกรมบังคับเส้นทางให้เลือกไปแต่เส้นทางหลัก ยิ่งถ้าใช้ชีวิตบนรถยนต์กับเครื่องบิน เราจะคิดแค่จากจุดเริ่มไปถึงจุดหมาย ไม่สนใจจุดอื่น ซึ่งเราเองก็คิดว่าเราเลือกได้ แต่จริงๆ แล้วเราเลือกไม่ได้ นั่งเครื่องบินไปถึงปุ๊บก็เช่ารถขับไปแต่ที่เดิมๆ ก่อนหน้านี้เราคิดว่าเรารู้และเลือกที่หมายเอง ที่จริงแล้วไม่ใช่ สื่อและกระแสมันบอกให้เราเลือก แต่เราไม่เคยฟังเสียง Tempo ของประเทศจริงๆ จักรยานมันทำให้เราเห็นเอง ด้วยธรรมชาติที่ต้องหนีออกจากถนนใหญ่เพราะรถเยอะ ยิ่งทำให้เราได้เห็นทางเส้นอื่น

ตัวผมเองโง่อยู่นาน จากที่เราคิดว่าเมืองไทยเล็กนิดเดียว มีแค่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ โคราช ขอนแก่น มันไม่มีที่อื่นพอไปมาสี่ที่นี้คือครบหมดแล้ว ทีนี้เราก็ต้องไปสิงคโปร์ต่อ จากนั้นก็ต้องจ่ายเงินเยอะๆ ไปยุโรป ซึ่งไอ้เส้นทางเล็กๆ ทั้งหลายที่เราไม่รู้จักมันมีธรรมชาติสวยๆ เต็มไปหมด

ถนนที่น่าเกลียดก็มีอยู่แค่สายเอเชียแหละ สถานที่ท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต เขาหลัก สมุย ที่คนพูดกันว่าเสียหายหมดแล้ว มันพังแค่ตรงที่อยู่ในไกด์บุ๊กหรืออินสตาแกรมแค่นั้นแหละ ที่เหลือแม่งโคตรสวย เลยจากเขาหลักไปยี่สิบกิโลฯ มีหาดบางสักที่สวยมาก ซึ่งเราก็เจอจากการปั่นจักรยานมั่วๆ ไป 

การได้ปั่นจักรยานทำให้เรารู้สึกว่าไม่โดนปิดกั้นเท่ารถยนต์ เครื่องบิน หรือที่องค์การการท่องเที่ยวบอกให้เราทำ พอมีความรู้อะไรแบบนี้ก็ไม่คิดว่าต้องใช้เงินเยอะแล้ว ตอนนี้ผมไม่มีความต้องการที่จะไปยุโรปตอนเกษียณ หรือไปเที่ยวเมืองนอกปีละสองครั้ง ไม่จำเป็นต้องไปดูแสงเหนือที่อะแลสกา ที่นอร์เวย์ เพราะแค่สิงห์บุรีเรายังไม่รู้จักเลย เราแค่ต้องมีเวลาไปดูสิงห์บุรีอีกแบบเท่านั้นเอง

วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ กับการเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ถ้าชอบปั่นจักรยานแบบนั้นก็ดีอยู่แล้ว อะไรที่ผลักดันให้คุณกลายมาเป็นคนจัดงานปั่นจักรยานทางไกลอย่าง Audax Randonneurs

ตามนิสัยเด็กสถาปัตย์ฯ ที่ไปเห็นไอ้จักรยานดีไซน์เก๋ๆ สวยๆ แบบที่มีตะแกรงติดรอบๆ เข้า แล้วสงสัยว่ามันคืออะไร ก็ค้นหาจนได้เจอคำว่า Randonneurs เข้า (อ่านว่า ร็องดอนเนอร์ หรือจักรยานแบบปั่นท่องเที่ยวพักแรมในภาษาฝรั่งเศส-ผู้เขียน) ก็ไปเสิร์ชๆ ต่อมากขึ้น จนเจอว่ามันมีการปั่นจักรยานทางไกลที่เริ่มต้นที่ระยะทางสองร้อยกิโลเมตร ซึ่งตอนนั้นมีอยู่หลายที่ในโลกแล้ว แต่ยังไม่มีที่บ้านเรา

เลยเขียนไปถามทางคนจัดว่าจะจัดยังไงได้บ้าง และตกกระไดพลอยโจนได้สิทธิ์ในการจัดมาแบบไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่จริงๆ แล้วการปั่นจักรยานทางไกล Audax Randonneurs เนี่ยมันง่ายมากเลยนะ มันเป็นการจัดโดยไม่แสวงหากำไร ทีแรกคิดว่าจะไม่ได้จัดอะไรมากมาย แค่เอาเวลาที่จะไปเที่ยวสิงคโปร์มาปั่นจักรยานอันนี้แทนแค่นั้น แล้วตอนเริ่มต้นก็จัดการกันอยู่แค่สามคนเอง

ตอนแรกสุดคิดว่าจะทำแค่สองร้อยกิโลเมตรเท่านั้นแหละ แต่พอคนมาร่วมเยอะ แล้วก็ปั่นผ่านสองร้อยกิโลเมตรมาแล้ว เลยมาทำสามร้อยกิโลฯ และก็เริ่มไหลมาเป็นสี่ร้อย หกร้อยกิโลฯ เพื่อให้ได้สิทธิ์ไปลองระยะหนึ่งพันสองร้อยกิโลฯ หรือ PBP ด้วย

ก่อนหน้านั้นในบ้านเราไม่มีการปั่นจักรยานทางไกลเหรอ

ตอนนั้นมีไกลที่สุดก็คือสองร้อยกิโลเมตร กรุงเทพฯ-หัวหิน จัดขึ้นปีละครั้ง ใครจบได้ก็คือเท่มากแล้ว นอกนั้นที่มีอย่างมากคือหนึ่งร้อยกิโลเมตร

ซึ่งไอ้รูปแบบการปั่น Audax Randonneurs ไม่ใช่แบบที่ทุกคนในตอนนั้นเข้าใจ คนมาปั่นก็งงว่าไม่เห็นจัดการอะไรให้ ไม่มีการปิดถนน ซึ่งในยุคก่อนหน้านี้คนปั่นจักรยานจะชินกับการที่ต้องปิดถนนให้ เอาความเร็วเป็นที่ตั้ง หรือถ้าเป็นสายท่องเที่ยวก็คือไม่มีกำหนดเวลาอะไรเลย แต่นี่มันอยู่ก้ำๆ กึ่งๆ เราแค่เตรียมเส้นทางไว้ให้แล้วมีใบบอกเส้นทาง ไปถึงจุดเช็กพอยต์ก็ประทับตราแล้วปั่นต่อ แค่นั้นเลย

Audax ไม่ได้มีรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องปั่นเป็นกลุ่ม จะปั่นคนเดียวก็ได้ จะทำอะไรก็เชิญ เอาจักรยานอะไรมาปั่นก็ได้ทั้งนั้น พอทำซ้ำไปสักสองปีสามปีมันก็จะมีคนเข้าใจมากขึ้น และเริ่มฮิตขึ้นมา เริ่มมีคนมาปั่นหลายร้อยคน เส้นทางเริ่มแพร่หลายออกไป ก็มาเกิดเหตุการณ์ว่าพี่ที่สนิทคนหนึ่งมาปั่น Audax สามร้อยกิโลเมตรที่เขาใหญ่ แล้วเขาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต

ตอนนั้นขวัญเสียกันหมด มีความคิดอยากจะเลิกแล้ว แต่ภรรยาพี่เขามาบอกว่า พวกเธออย่าเลิกปั่นจักรยานนะ เราก็มาคิดว่าถ้าเราเลิกทำ มันคงไม่มีสถานที่หรือกิจกรรมที่ให้เราได้คิดถึงพี่คนนี้ เลยคิดว่าอย่างน้อยเราก็ควรทำให้เป็นที่สำหรับระลึกถึงพี่คนนี้ ก็เลยทำต่อ

ทีนี้มันก็เริ่มขยายไปยังจังหวัดอื่นๆ ใหญ่โตขึ้น มีคนจากจังหวัดโน้นจังหวัดนี้มาติดต่อขอจัดเพิ่มขึ้น เพราะเส้นทางที่จัดขึ้นมาก็เป็นเหมือนของๆ จังหวัดเขาเลย แล้วการจัดแบบ Audax นี้ มันเป็นการจัดที่แทบไม่ต้องใช้เงินมากมาย เพราะการจัดการทุกอย่างใช้ระบบอาสาสมัครทั้งหมด มีกฎเลยว่าห้ามติดโลโก้สปอนเซอร์

นี่เป็นการจัดการกีฬาอีกแบบหนึ่งซึ่งเราไม่เคยเจอเลยนะ เรา Self-sustain ดูแลตัวเองได้ เหมือนกับเราได้สร้างเครือข่ายอะไรสักอย่างขึ้นมา และการปั่นจักรยานทางไกลแบบนี้ของไทยนี่มหัศจรรย์มาก เพราะว่าประเทศไทยคือมหาอำนาจ Audax ของโลก มีจำนวนคนที่มาเข้าร่วมเยอะมาก เคยอยู่ที่หนึ่งของโลกเมื่อสามปีก่อน

สมัยก่อนเพื่อนๆ ชอบแซวว่าผมเป็นคนสังคมอักเสบ คือไม่ค่อยอยากยุ่งอะไรกับใคร พอกลายมาเป็นคนจัดงาน Audax ก็เริ่มได้เห็นว่าบางจังหวัดที่ไม่ได้เป็นหมุดหมายอะไรก็แทบไม่มีคนรู้จัก พอมาจัดงานปั่นจักรยานก็กลายมาเป็นที่หมายปลายทางของบางคนขึ้นมา เขาก็ภูมิใจในจังหวัดของตัวเอง โดยที่ไม่ต้องไปพึ่งใครหรือแม้แต่ระบบราชการ ซึ่งทำให้เรามีความสุขมากที่เห็นหลายๆ จังหวัดจัดงาน

สิ่งนี้ช่วยปรับพฤติกรรมให้เราเคารพคนอื่นมากขึ้น คุยกับคนอื่นมากขึ้น ปรับจิตใจเรา ช่วยเปิดทัศนคติ และเปิดโลกเรามาก เรามีเพื่อนทุกจังหวัดก็รู้สึกว่าดีจัง เลยคิดว่า เออ สงสัยดวงมันจะให้มาทำอะไรแบบนี้แล้วล่ะ ก็เลยประคองมันมาเรื่อยๆ 

วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ กับการเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ถ้ามองการปั่น Audax ในบ้านเรา กับที่คุณได้ไปปั่นมาที่ฝรั่งเศส มันแตกต่างกันยังไงบ้าง

เพราะต้นแบบของการปั่นมาจากฝรั่งเศส เราก็จะรู้สึกว่ามันดูฝรั่งๆ หน่อย แต่พอมันมาอยู่ในเมืองไทยก็กลายเป็นอีกอย่างหนึ่งที่เข้ากับวัฒนธรรมและสังคมบ้านเรามาก อย่างเช่นการได้ไปนอนในวัด อาหารก็เป็นขนมจีนที่บ้านนี้เขาทำมาให้กินกัน

หรือถ้าปั่นจักรยานตอนเที่ยงๆ ร้อนๆ ก็จะเจอคุณลุงนั่งอยู่ใต้ต้นไม้แล้วเดินเอาน้ำจากในบ้านเขามารินให้เรา เขาไปยืนให้น้ำอยู่ทั้งวัน เขาอาจจะไม่ได้รวยเงินด้วยซ้ำ แต่รวยเวลา หรือตอนไปปัตตานี มันไม่มีน้ำ เห็นกองมะพร้าวอยู่ข้างทาง เลยขอซื้อมะพร้าวแทน เขาบอกอันนี้มันแก่แล้วไม่ขายให้ แต่เขาพาลิงไปปีนต้นเอามะพร้าวใหม่ๆ มาให้ พอถามว่าเท่าไหร่ เขาบอกไม่คิดเงิน ให้ฟรี

หรือตอนไปปั่นที่มหาสารคาม คือกลางอีสานเลยนะ และไม่มีใครพูดภาษากลางกับเรา ทั้งๆ ที่เราห่างกับเขาแค่นี้เอง แต่พอพูดถึงอีสาน เรารู้จักแค่โคราช ขอนแก่น ยโสธร ที่เหลือเราก็ไม่รู้อะไรอีกแล้ว หรือบนถนนเส้นรองๆ ก็ยังมีบ้านอีสานแบบสมัยก่อนที่มีฟางข้าวตั้งอยู่ข้างหน้า ซึ่งถ้าไม่ไปด้วยเส้นทางแบบนี้ก็ไม่มีทางเจอ

เท่าที่ฟังก็มีแต่เรื่องที่ดีและสนุกไปหมดทุกเรื่องเลย

Audax มันคือการปั่นจักรยานที่ทรมานเป็นทุนเดิม เป็นการพาเราไปอยู่ในจุดต่ำที่สุดของชีวิตแล้ว (หัวเราะ) จะประกอบอาชีพอะไร นายพล นักธุรกิจ จะใหญ่แค่ไหนก็ต้องไปนอนข้างถนน นอนในวัด เท้าก็เหม็น น้ำก็ไม่มีให้อาบ มันพาเราไปอยู่ในจุดต่ำที่สุดและทรมานสุดๆ ถ้าเราผ่านอันนี้ได้ทุกอาทิตย์ ชีวิตก็สบายแล้ว

อย่างตอนไปปั่น PBP ที่ปารีสก็แบบนี้เหมือนกัน มันจะมีโรงยิมที่เปิดให้นอนพัก กลิ่นเท้ากลิ่นอะไรเต็มไปหมด น้ำก็มีแต่น้ำเย็น ไม่มีน้ำอุ่นเลยไม่อาบน้ำ ไม่รู้ใครเป็นใคร ไม่มีอะไร บางคนบอกว่าปั่นไปทำไม วิวก็มีแต่ทุ่ง แต่ไม่ใช่ มันเป็นสปิริตของคนปั่น แค่ไปดูคนปั่นก็คุ้มแล้ว

อะไรคือสปิริตของ Audax

มันคือคนที่ทำอะไรแบบไม่ถือตัว ไม่อวดว่าฉันทำอะไร คนที่ทำได้ไม่ค่อยขี้โอ่ ไม่มีการประกาศว่าใครเป็นที่หนึ่ง ตอนเข้าจุดเช็กพอยต์ก็บอกแค่ว่าผ่าน ตอนที่ผมจบเส้นทางนี้ก็ อ้าว จบแล้วเหรอ ตอนเข้าเส้นชัยก็มีคนที่ซึ้ง แต่มันก็ไม่ได้อลังขนาดนั้น จบแล้ว ง่วงว่ะ มันก็แค่ผ่านไป ถามว่าทำอะไรต่อ ก็ปั่นซ้ำ

หลายคนที่มาปั่นระยะทาง 1,200 กิโลเมตรนี้คือปั่นจบมาแปดครั้งสิบครั้ง เหมือนเป็นการทำอะไรสักอย่างตลอดทั้งชีวิต ถ้าทำงานในระบบ Commercial ทำงานเร่งเหมือนใส่ปุ๋ย มันจะทำให้มีอีเวนต์ที่มีคนเยอะมหาศาล อัดเงินเข้ามาโปรโมต แล้วก็เลิกไปในเวลาไม่นาน ก็เลยชอบสปิริตของ Audax แบบนี้ เป็นเรื่องที่ว่าด้วยความต่อเนื่อง ยั่งยืน วัดกันนานๆ

ผมเคยเห็นคุณโพสต์ในเฟซบุ๊กว่าเมื่อก่อนไม่เคยชอบการปั่นจักรยานกลางคืน แต่หลังๆ กลับชอบมาก ไอ้การปั่นจักรยานตอนกลางคืนนี่ก็ถือเป็นสปิริตอย่างหนึ่งของ Audax ด้วยไหม

เมื่อก่อนปั่นจักรยานตอนกลางคืนนี่กลัวไปหมดเลยนะ กลัวผี กลัวนู่นนี่ จำได้เลยว่าเส้นทางเจ้าพระยาสี่ร้อยกิโลเมตร ตอนแรกปั่นไปกับเพื่อนแล้วเราปั่นไม่ค่อยไหว แต่เพื่อนยังสภาพดีอยู่เลยให้เพื่อนปั่นนำไปก่อน ก็ปั่นคนเดียวไปเรื่อยๆ จนเจอศาลาริมทาง สภาพเหมือนในหนังผีเลย เก่าๆ หลอนๆ คือยังไงก็ต้องมีผีนั่งรออยู่ ตอนนั้นพอเจอศาลาปุ๊บก็เข้าไปนอนเลย มันไม่มีแรงเหลือจะไปฟุ้งซ่าน ไม่กลัวแล้วผี กลัวไม่ได้นอน จากนั้นก็เลิกกลัวผีไปเลย

ถ้าเรายังฟุ้งซ่านอยู่ เราก็จะไปคิด บางทีปั่นๆ ไปแล้วเจอเงาตะคุ่มๆ ถ้าเป็นตัวเองสมัยก่อนก็จะคิดว่าเป็นผีแน่นอน ก็เลยทักทายไปว่า สวัสดีครับ ปรากฏว่าเป็นคนกำลังหาปลาอยู่ ถ้าใจเราไม่คิดมันก็ไม่คิด นอนข้างเมรุ นอนข้างโลงศพ มีครบทุกอย่าง แล้วพอตัดความกลัวผีออกไป กลายเป็นว่าการใช้เวลาตอนกลางคืนนี่ทำให้รู้สึกเงียบจังเลย เริ่มสังเกตว่า วันนี้พระจันทร์เต็มดวง พอเราเห็นมิติว่ากลางคืนมันสวยแบบนี้ได้เนี่ย เราก็ได้เวลาเพิ่มมาอีกครึ่งหนึ่งเลยนะ เป็นอีกครึ่งที่เราไม่เคยใช้ ไม่เคยเห็นมาก่อน

การเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
การเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

แล้วความคิดในการปั่นจักรยาน 1,200 กิโลเมตร ทุกๆ 4 ปี มันมาตอนไหน

เราก็ปั่นมาเรื่อยๆ สองร้อย สามร้อย สี่ร้อยกิโลเมตรได้ ตอนนั้นรู้แล้วว่าทุกๆ 4 ปีจะมีการปั่นเส้นทาง PBP (Paris-Brest-Paris) ระยะหนึ่งพันสองร้อยกิโลเมตร ที่เป็นเหมือนตำนานยิ่งใหญ่มาก แต่ยังขาดระยะทางหกร้อยกิโลเมตร แต่ถ้าไม่จบครบทั้งสี่รายการจะสมัครไปปั่นเส้นนี้ไม่ได้ ก็เลยอยากไปลองดูว่าเป็นยังไง

ซึ่งตอนนั้นในบ้านเรายังไม่มีสนามหกร้อยกิโลเมตร เลยต้องไปขอให้ทางระยอง เครือข่ายปั่นจักรยานทางไกลภาคตะวันออก ช่วยทำให้หน่อย ไม่ได้คิดว่าคนปั่นถึงยี่สิบคนหรือเปล่า ปรากฏว่าได้มาห้าร้อยกว่าคน เราจึงได้สมัครไป PBP เป็นครั้งแรกเมื่อสี่ปีก่อน 

ทำไมต้องเป็นทุก 4 ปี

เป็นฟอร์แมตมาตั้งแต่ 1893 แล้วนะ ไอ้การจัดทุกๆ สี่ปีครั้งอาจจะเป็นรูปแบบเหมือนโอลิมปิกสมัยก่อนก็ได้ มันเก่าแก่ มันขลังที่สุดแล้ว เก่ากว่า Tour de France อีก แล้วกฎกติกาก็คล้ายๆ กับที่เราจัด แต่ระยะทางหนึ่งพันสองร้อยกิโลฯ นี้ก็ต้องปั่นให้จบในเก้าสิบชั่วโมง 

บรรยากาศการไปร่วมปั่นจริงๆ ครั้งแรกมันเป็นยังไงบ้าง

พอไป PBP จริงๆ เรารู้สึกว่า เฮ้ย PBP นี่มันคือบ้านนอกฝรั่ง เมืองแบรสต์ อยู่ในแคว้นบริตตานี ที่อยู่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส เป็นแคว้นที่ปลูกอะไรก็ไม่ค่อยดี การปั่นจักรยานเป็นเหมือนกิจกรรมเด่นประจำแคว้น พอเจอคนเข้าไปปั่น พวกชาวบ้านที่เขาไม่ได้รวยแต่ก็มีน้ำใจเหมือนคนไทย มีการตั้งซุ้มเหมือนซุ้มสงกรานต์ ตั้งซุ้มเหมือนปาร์ตี้กัน พวกที่ไปนั่งสัปหงกหน้าบ้านหรืออาการไม่ดีเขาก็เรียกเข้าไปนอนในบ้าน เอาน้ำมาให้ ซึ่งเราไม่คิดว่าวัฒนธรรมฝรั่งมันจะมีแบบนี้ PBP ทำให้ผมเปลี่ยนความคิดที่มีต่อคนฝรั่งเศสไปเลย 

เมื่อก่อนเราเคยคิดว่าคนฝรั่งเศสจะเป็นคนแข็งๆ เชิดๆ กลายเป็นได้ข้อสรุปใหม่ว่าคนต่างจังหวัดไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนก็เหมือนกัน คือมีน้ำใจ มีเวลาเหลือเฟือ ส่วนคนเมืองก็จะเป็นคนเร่งๆ รีบๆ ขี้หงุดหงิด

สมมติว่าจัดปั่น Audax ในกรุงเทพฯ แล้วมีคนลืมของไว้ ผู้จัดจะเซ็งมากที่ต้องมารับผิดชอบ แต่ในขณะที่คนนครปฐมเขากุลีกุจอจะเอามาคืนให้ แค่ปริมณฑลแต่วิธีคิดคนละเรื่อง ซึ่งถ้าเราไม่ได้ทำงานหรือเจอคนเยอะๆ เราก็จะไม่รู้เลยว่าเป็นยังไง กรุงเทพฯ ก็เหมือนเป็นที่ที่เอาคนใจดีๆ รอบกรุงเทพฯ ทั้งหมดมาอัดรวมเป็นปลากระป๋องสิบล้านคน ยังไงมันก็ต้องเครียด พอคิดแบบนี้ได้เราก็ไม่เครียดละ

วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ กับการเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ กับการเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

แล้วการไปปั่นเส้นทาง PBP ครั้งแรกนั้น คุณเตรียมตัวยังไง

ตอนนั้นไม่รู้เรื่องอะไรเลย คือคิดว่าปั่นจบหกร้อยกิโลเมตรมาแล้วก็แค่ปั่นต่อไปอีกเท่าหนึ่งแค่นั้นเอง 

สรุปว่าไปปั่นมาแล้วเป็นยังไงบ้าง

ไม่จบ 

ถ้าเป็นเกมก็คือเลเวลไม่ถึง คนที่ไปปั่นส่วนมากในเส้นทาง PBP คือพวกนักปั่นจักรยานระดับโปร ได้รางวัลกันหมดทุกคน มันไม่ได้มีแค่เรื่องของระยะทางที่ไกลอย่างเดียว มีเรื่องความชันของเส้นทางด้วย ประชากรคนไทยส่วนใหญ่ที่อยู่ในภาคกลางเป็นที่ราบมากๆ ตั้งแต่หน้าปากอ่าวไทยไปจนถึงสุโขทัยรวมกว่าห้าร้อยกิโลเมตร ตอนนั้นผมเคยไปเปิดแผนที่โลกดูนะ เพราะผมอยากรู้ว่าประเทศที่มีที่ราบแบบไทยนั้นมีอีกไหม มันไม่มี คนที่ไปด้วยยังชวนคุยเลยว่า คุณวิชญ์คิดว่ามันมีที่ราบๆ ซักกิโลหนึ่งไหม 

ซึ่งคุณก็ไม่รู้ก่อนไป?

รู้ครับ แต่ไม่คิดว่าจะขนาดนั้น เมืองไทยก็มีภูเขาอย่างสวนผึ้ง หรือไม่ก็เขาใหญ่ตอนบน ปากช่องก็เป็นเนินๆ ประเทศอื่นๆ ในโลกนอกจากประเทศไทย เนินๆ แบบนี้ก็เรียกว่าราบ แต่ความร้ายกาจของเนินก็คือมันไม่ได้ชันมากเหมือนเขา เราก็จะไม่ระวังตัว เห็นคนข้างหน้าปั่นเร็วเราก็จะปั่นตามเขาไป แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเราจะผ่อนแรงยังไงจนสุดท้ายหมดแรง

ตอนแรกสุดเราวางแผนไว้ว่าจะปั่นไปด้วยความเร็วเฉลี่ยยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงเพื่อให้มีเวลาพัก ปรากฏว่าไปถึงเช็กพอยต์แรกก็พอดีเวลา พอมาถึงเช็กพอยต์อันถัดไป มันช้ากว่าที่ตั้งใจไว้ไปสามสิบนาที ก็เลยพักสั้นลงไปอีก พอมาถึง เช็กพอยต์ถัดมาก็กลายเป็นไม่มีเวลาเหลือแล้ว เลยตัดสินใจปั่นออกไปกลางดึกหนาวๆ แรงก็หมดเลยไปนอนข้างทาง

อากาศตอนกลางคืนมันก็หนาวมากๆ นอนไม่หลับ จะลุกมาปั่นก็ไม่มีแรง จนสุดท้ายเราก็รู้ตัวแล้วว่าไม่มีทางปั่นจบในกรอบเวลาเก้าสิบชั่วโมง ก็คิดแค่ปั่นต่อไปเรื่อยๆ ถึงเมื่อไหร่ก็ช่าง แต่พอไปถึงเมืองแบรสต์ตอนห้าโมงเย็นจากที่ควรจะถึงตอนเที่ยง พอเห็นพระอาทิตย์ตกปุ๊บ ยังไม่ทันเย็นเลยนะ แต่กลัวความหนาวแล้ว พอมาคิดว่าต้องไปเจออากาศหนาวๆ แบบนั้นอีกก็เลยยอมแพ้

เรียนรู้อะไรจากตอนนั้นบ้าง

หนึ่ง เลเวลไม่ถึง และสอง ความหนาวมันน่ากลัวกว่าที่คิด

ที่คิดว่าคนเคยไปเรียนเมืองนอก ไปทำงาน ไปนู่นนี่มา อาจจะได้เปรียบ ผมมองว่าไม่จริงเลย เพราะว่าทุกคนที่ไปเมืองนอก ถึงเวลาหนาวก็เข้าห้อง เปิดฮีตเตอร์ อันนี้คือไม่ได้ เป็นเก้าสิบชั่วโมงที่อยู่นอกชายคาตลอด ต้องคิดว่าจะทำยังไง จะวางแผนยังไงกับสภาพอากาศ

การเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
การเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

หลังจากแพ้กลับมาคุณเตรียมตัวยังไงบ้าง

ตั้งแต่กลับมาหลังจากแพ้ ปีแรกเราก็ตะกายฝาแบบโกรธแค้น แต่เข้าใจว่าไม่สำเร็จเพราะตัวเราไม่มีความสามารถพอ ความแค้นดำเนินมาได้ประมาณหนึ่งปี พอปีที่สอง ช่วงนั้นก็เริ่มห่างหายจากการซ้อม เพิ่งจะมาตั้งใจซ้อมเพื่อทำให้ได้ในปีนี้เอง

ถามว่าจะพิชิต PBP จริงๆ ทำยังไง มันต้องเข้าใจตัวเองว่าปั่นไกลๆ ทำยังไง การที่เราเป็นคนไม่แข็งแรง ไม่ได้เป็นนักกีฬามาตั้งแต่กำเนิด ขนาดวิดีโอเกมฟุตบอลยังไม่เล่น มันทำให้เราเริ่มสนใจเรื่องการจะทะลุขีดจำกัดร่างกายอันอ่อนแอของตัวเองให้ได้ ก็เลยเริ่มมาสนใจและจัดการการนอนของตัวเองมากขึ้น เริ่มนับเวลานอนและปรับให้เป็นระเบียบที่สุด คือนอนห้าทุ่ม ตื่นหกโมงเช้า ไม่มีมานอนมั่วซั่ว แล้วก็งดกาแฟตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ไปจนถึงเลิกกินน้ำหวาน เลิกตามกันเป็นพรวนเลยนะพฤติกรรมที่ไม่ค่อยดีเนี่ย

ดูคุณทุ่มเทเพื่อเอาชนะการปั่นจักรยานเส้นทางนี้มากเลย

มันไม่ใช่การทุ่มเทเพื่อจะเอาชนะ แต่พอได้ทำสิ่งเหล่านี้แล้วรู้สึกเลยว่าเราดีขึ้น การที่เราได้นอนเป็นเวลา ตื่นเป็นเวลา มันดีกับชีวิตเรามาก แค่นี้ก็มีประโยชน์แล้ว 

แค่การไม่กินกาแฟก็ทำให้เราไม่ต้องไปร้านกาแฟ ทำให้มีเวลามาทำนู่นนี่เยอะมาก หรืออย่างตอนไปก็พยายามใช้โซเชียลมีเดียให้น้อยลง กลายเป็นว่าการปั่นจักรยานทางไกลมันเปลี่ยนทั้งร่างกายและใจ รู้เลยว่าสมัยก่อนน่าตบ ความอดทนต่ำ หงุดหงิดง่ายมาก 

นอกจากการเตรียมตัว มีการเตรียมอุปกรณ์อย่างอื่นด้วยไหม เหมือนครั้งก่อนคุณเตรียมข้าวสำเร็จรูปไปด้วยเพื่อแก้ปัญหาอาหารไม่ถูกปาก

ก็มีบ้าง แต่อย่างเรื่องข้าวนี่เราคิดไปเองว่าจะได้เจอรสชาติที่คุ้นเคย แต่คราวนี้เราเริ่มอ่านเมืองเขาออกไง คือทุกเมืองทุกตำบลจะมีโบสถ์อยู่ตรงกลาง แล้วใกล้ๆ นั้นจะมีร้านขนมปัง ซึ่งจะเปิดเช้ามาก หกโมงครึ่งก็เปิดแล้ว ผมก็แวะซื้อกินเพราะไม่อยากขนของไปเยอะๆ พอกินไปสักพักก็เริ่มสนุกแบบ เฮ้ย ขนมปังอันนี้มีแค่บางร้าน มันของพิเศษนี่หว่า ไปคราวหน้าจะสนุกมากเพราะจะไปหาของกิน มันคือทัวร์ของกินฝรั่งเศสแบบโลคอล เหมือนทัวร์กินส้มตำที่อีสาน อันนี้ใส่ปลาร้า อันนี้ไม่ใส่ ซึ่งครั้งที่แล้วเราก็ไม่เคยสนใจเรื่องแบบนี้ ไม่เคยมองมัน 

การเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
การเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
การเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

พอได้เตรียมตัวไปแบบนี้แล้ว การไปปั่น PBP รอบนี้มันเป็นยังไงบ้าง

คราวนี้วันแรกก็เริ่มปั่นตั้งแต่เช้าไปจนถึงดึก พอห้าทุ่มปุ๊บก็กินกาแฟ ด้วยความที่งดมาตั้งแต่ต้นปี กาแฟก็เลยได้ผลมาก จากที่อยู่ในช่วงเวลานอนปกติ กาแฟทำให้แหก Cycle การนอนมาปั่นต่อได้จนถึงเจ็ดโมงเช้า ซึ่งเป็นเวลาตื่นประจำของเรา กลายเป็นเราตื่นโดยอัตโนมัติแล้วก็ปั่นต่อเนื่องไปอีกทั้งวัน แล้วค่อยมานอนตามจังหวะเดิมของเรา

นี่คือวิธีของเราเอง ไม่รู้คนอื่นทำยังไง มันสนุกนะ พอพ้นวันแรกมา ยี่สิบเก้าชั่วโมงปั่นไปแล้วห้าร้อยกิโลเมตร ซึ่งถือเป็นเวลาที่โอเค ระยะทางครึ่งหลังก็เริ่มจะมีเวลาให้นอนสะสมอยู่บ้าง คือตอนซ้อมที่ไทยก็วางแผนไว้ว่าครึ่งแรกจะไม่อัด ไม่เร่ง ไม่เหนื่อย พอครึ่งหลังเนี่ยสนุกแล้ว ถ้าเรามีแรงอยู่เต็มๆ ปั่น Audax ใช้แรงแค่ครึ่งหนึ่งก็พอ เพราะงั้นจะทำอะไรก็ใช้แรงแค่ครึ่งเดียว เพื่อให้มันดำเนินต่อไปได้เรื่อยๆ

สำหรับผม การปั่น Audax แทบจะเป็นการธุดงค์แล้ว ถ้าเกิดทำไปเรื่อยๆ นะ ผมบอกเพื่อนว่าไม่ต้องเรียกไปวิปัสสนา เพราะไปปั่น Audax อยู่ทุกอาทิตย์ จริงๆ มันก็มีความคล้ายการเดินจงกรม เป็นการทำซ้ำๆ มองดูตัวเองเหมือนกันเลย ผมคิดว่าแบบนี้มันเหมาะกับคนไทย ไว้ใช้ปราบพวกคนหัวรั้น คนที่มีอีโก้เยอะๆ เพราะต้องไปนอนข้างถนนแบบนั้น

การเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ซึ่งคุณใช้เวลาไปเท่าไหร่จนปั่นจบ

แปดสิบเก้าชั่วโมงห้านาที ตอนแรกคิดว่าจะทำได้ที่แปดสิบเจ็ดถึงแปดสิบแปดชั่วโมง เพราะทำเวลามาดี แต่ติดที่เจ็บเข่าในช่วงท้ายๆ นี่แหละ ปีนี้คนไทยไปทั้งหมดแปดสิบเอ็ดคน จบสิบเอ็ดคน น้อยกว่าครั้งที่แล้วอีก โดยสภาพอากาศของทั้งสองครั้ง ครั้งนี้หนาวกว่า เขาว่าครั้งที่แล้วอากาศดีที่สุด

การเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ถ้าให้มองย้อนดูตัวเองตั้งแต่วันที่ได้จักรยานมาฟรีจนถึงตอนนี้ คุณได้เรียนรู้อะไรบ้าง

เปลี่ยนไปเยอะ ง่ายๆ คือเป็นหวัดแค่สามครั้งตั้งแต่วันที่ได้จักรยานฟรีมา (ยิ้ม)

เราเป็นคนที่ก่อนหน้านี้ไม่เอากีฬาเลย เราคิดว่าเราเป็นครีเอทีฟ ก็ทำให้ตัวเองมีความคิดบ้าๆ สุดๆ ก็พอ แต่พอช่วงแปดเก้าปีที่ผ่านมา มันคือการปรับชีวิตให้มันสมดุล ผมคิดว่าแค่นี้แหละ ถ้าไม่สมดุลชีวิตมันก็ไปต่อไม่ได้ 

ถ้าผมไม่ได้จักรยานมาตอนนั้น ผมอาจจะเป็นมะเร็งไปแล้วก็ได้ เพราะมันทั้งเครียดด้วย โกรธด้วย หงุดหงิดด้วย แล้วตอนนี้กลายเป็นว่าเวลาเห็นผู้ใหญ่แก่ๆ เขายังมีพลังไปปั่น PBP ตอนอายุเจ็ดสิบ ไม่ใช่แบบคนอายุเจ็ดสิบที่อยู่โรงพยาบาล แต่แก่แล้วยังสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นด้วยชีวิต ไม่โกรธมาก ไม่รวยมาก ไม่เป็นภาระกับใคร เรารู้สึกว่าเราอยากจะแก่แบบนี้ ก่อนหน้านี้อาจจะอยากมีชื่อเสียง อยากดัง อยากรวย แต่ตอนนี้ไม่แล้ว

เพราะคุณมีชื่อเสียงอยู่แล้วหรือเปล่า

ก่อนหน้านี้ผมก็พอมีชื่อเสียงนะ แต่มันมีทั้งส่วนดีและไม่ดี เวลาที่ไม่มีชื่อเสียง เราจะรู้สึกว่าต้องทำงานให้มันพิเศษ ให้มันเจ๋งไปตลอด ซึ่งไม่มีทาง กลายเป็นตอนนี้ก็ทำงานแบบเดิมแต่ทำด้วยแรงครึ่งหนึ่ง วันก่อนน้องสถาปนิกคนหนึ่งบอกว่าผมเคยไปพูดกับเขาที่มหาลัยฯ ว่าถ้าทำงานจนต้องลงมานอนใต้โต๊ะ แล้วตื่นขึ้นมาทำต่อ แบบนี้มึงจะไม่เก่งได้ยังไง ผมบอกกูขอโทษ ผมว่าวิธีคิดของตัวผมในสมัยก่อนที่ทำงานหนักๆ มันผิด มันจะทำได้แป็บนึงแต่ทำนานไม่ได้ ตอนนี้เอาเป็นว่าออกแรงครึ่งหนึ่งแล้วทำต่อไปให้ได้นานๆ ก็พอ

วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ กับการเดินทางด้วยจักรยานที่พาเขาไปเห็นโลกอีกใบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

Writers

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

วินัย สัตตะรุจาวงษ์

ผู้กำกับรายการและโฆษณาที่ช่วงนี้หันมาสนใจงานแนวสารคดี จึงเน้นทำงานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริง ตัวอย่างผลงานที่ผ่านมาคือ รายการ human ride และ เป็น อยู่ คือ

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“ค่ะ”

คือคำพูดติดปากที่ทำให้คนทั้งประเทศจดจำ จิตดี ศรีดี ผู้ประกาศข่าวจากรายการ ทุบโต๊ะข่าว ทางช่องอมรินทร์ทีวีได้เป็นอย่างดี ไม่ใช่เพราะเธอไม่มีอะไรจะพูดหรือไม่มีความคิดความอ่านแต่อย่างใด ในทางกลับกัน สิ่งที่คนดูประทับใจในตัวเธอคือการเป็นลูกคู่ที่ดีเยี่ยมของพิธีกรฝีปากกล้า พูดในจังหวะที่ควรพูดและทำให้รายการดูกลมกล่อมขึ้น จากไหวพริบและความอดทนของตัวเธอเองตลอด 7 ปีที่ผ่านมา

จนถึงเวลาที่บทถัดไปของชีวิตเริ่มต้นขึ้น

น้อยคนที่จะรู้ว่า จิตดี ศรีดี หรือ เจี๊ยบ คนนี้ เคยทำงานเป็นพนักงานโรงแรมมาก่อนถึง 2 ปี ก่อนจะเดินตามความฝัน เริ่มต้นอาชีพผู้ประกาศข่าวต้นชั่วโมงทางวิทยุ และค่อยๆ เติบโตจนมาเป็นพิธีกรคู่ขวัญกับ พุทธ อภิวรรณ ผู้ประกาศข่าวชื่อดังขวัญใจมหาชน 

จนล่าสุดที่มีข่าว ‘จิตดีจะได้พูดแล้ว’ ทำให้แวดวงสื่อและแฟนคลับของเธอตื่นเต้นว่าเธอจะย้ายไปไหน ซึ่งจิตดีเองก็ยืนยันว่าไม่ได้ลาออกจากช่อง ยังเป็นพนักงานเหมือนเดิม เพียงแต่เธอได้รับโอกาสจากผู้บริหารอมรินทร์ทีวีให้ย้ายช่วงมาจัดรายการข่าวเช้า ‘อรุณอัมรินทร์’ แทน เป็น 1 ใน 4 ผู้ประกาศข่าวหลักร่วมกับ โจ-อรชุน รินทรวิฑูรย์, บอล-สถาปัตย์ แพทอง และ กรุ๊งกริ๊ง-รังสิมา ศฤงคารนฤมิตร ที่หลายคนคุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่แล้ว

จะว่าไปนี่คือการก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเองภายใต้เงาของพุทธด้วยซ้ำ เพราะอยู่รายการใหญ่ มีผู้ดำเนินรายการที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดสายตาของผู้ชม ย่อมมั่นคงกว่าการเริ่มต้นใหม่เองเสมอ แม้จิตดีจะบอกกับ The Cloud ว่าเธอได้พูดมากขึ้นเป็นเท่าตัว แต่โจทย์นี้ก็ไม่ง่ายเมื่อต้องทำงานช่วงชิงเรตติ้งข่าวเช้าในวันที่กรรมกรข่าวตัวจริงอย่าง สรยุทธ สุทัศนะจินดา หวนกลับคืนหน้าจออีกครั้ง ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอต้องทำการบ้านอย่างหนักในการปรับตัวและพัฒนาตัวเธอเองมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีเวลาเหลือให้มองสิ่งที่อยู่ข้างหลังอีกต่อไป

บทสัมภาษณ์นี้น่าจะทำให้ใครหลายคนรู้จัก เข้าใจ และรักผู้หญิงคนนี้มากขึ้น ไม่ใช่ในฐานะผู้ประกาศข่าวชื่อดัง แต่เป็นบทบาทของลูกคนหนึ่งที่มีความฝัน ผูกพันกับแม่อย่างลึกซึ้ง เด็กสาวจากสามพรานที่สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาเองจากศูนย์ อดีตนักจัดรายการวิทยุในวัดของชุมชนที่สอบใบผู้ประกาศผ่านเพราะมีหลวงพ่อคอยชี้แนะ 

ถ้ามองชีวิตของเธออย่างตรงไปตรงมา เรื่องราวของเธอก็คือเรื่องของคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง เหมือนกับตัวผู้เขียนและผู้อ่าน ไม่ได้มีใครพิเศษไปกว่าหลักการของเหตุและผลที่มีทีมาที่ไปของมันเอง เพียงแต่เรื่องของ เจี๊ยบ จิตดี นี้ น่าจะเป็นเรื่องธรรดาที่ทำให้ใครหลายคนยิ้มได้ อิ่มใจ และเอ็นดูความเป็นเธอไม่น้อยเลย

กว่าจะเป็น 'จิตดี' ผู้ประกาศข่าวที่อาจพูดน้อยที่สุดในไทย และบทบาทใหม่ที่เธอขอเล่าเอง

เป็นอย่างไรบ้างกับการเปลี่ยนมาอ่านข่าวเช้า

ท้าทายค่ะ เพราะการแข่งขันสูงมาก เราต้องทำให้แตกต่างเพื่อให้คนดูอยู่กับเราไปตลอดสามชั่วโมงที่เรานั่งจัดข่าวเช้ากัน พอเปลี่ยนเวลาก็เปลี่ยนชีวิตไปเลยค่ะ ทั้งเวลานอน เวลาตื่น เวลากิน แม้กระทั่งเวลาขับถ่าย (หัวเราะ) เปลี่ยนหมด ทุกวันนี้ตื่นสามทุ่มครึ่งไม่เกินสี่ทุ่ม ตื่นเวลาคนเข้านอน หลังจากตื่นแล้วก็อาบน้ำแต่งตัวมาเข้าออฟฟิศไม่เกินห้าทุ่มครึ่งหรือเที่ยงคืนประมาณนี้ จะมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นรอบวันบ้าง จากนั้นก็มาคุยกันว่าข่าวของเราเก้าเบรกเราจะเล่นอะไรกันบ้าง

นอกจากเป็นผู้ประกาศข่าวแล้วก็ช่วยงานกองบรรณาธิการด้วย

ใช่คะ ต้องเลือกประเด็นข่าวและวางข่าว ตอนนี้พี่ใหญ่ในทีมคือ พี่โจ อรชุน รองลงมาก็เจี๊ยบ จะมีน้องที่เขาอยู่ข่าวเช้าเดิมคือ น้องกรุ๊งกริ๊ง รังสิมา และ บอล สถาปัตย์ ตัวเจี๊ยบมีโอกาสมาดูเบื้องหลังด้วย ซึ่งระบบการทำงานของข่าวเช้าต่างจากรายการ ทุบโต๊ะข่าว ที่เคยทำมา ทีมทำงานต่างกันก็ต้องปรับตัว ดูว่าเขาทำอย่างไรมาก่อน อะไรที่เราต้องปรับบ้างให้ทีมแข็งแรงขึ้น ตอนนี้เราจะหาจุดแข็งจุดอ่อนของแต่ละคน เป็นเรื่องของผู้จัดรายการก่อนเลยค่ะ บทบาทของเราก่อนหน้านี้ไม่ค่อยได้พูด ตอนนี้ต้องพูดเยอะขึ้น เรามีข่าวที่เราต้องรับผิดชอบและต้องนำเสนอหน้ากล้องให้ดี

แล้วจุดแข็งของคุณเจี๊ยบ จิตดี คืออะไร

เรื่องประเด็นข่าวค่ะ เรามองออกอยู่แล้ว รู้ว่าต้องเลือกข่าวแบบไหน ควรไว้เบรกไหน จัดเรียงข่าวอย่างไรค่ะ

ทุกวันนี้มีความสุขกับการทำงานหรือเปล่า

มีความสุข สนุกมากเลยนะ เรารู้สึกผ่อนคลาย และเคมีตรงกันทั้งสี่คนเลย รู้สึกแบบนั้นค่ะ โชคดีที่มีเพื่อนร่วมงานดี น้องในทีมก็น่ารัก เป็นเด็กรุ่นใหม่ที่พร้อมจะเรียนรู้

กว่าจะเป็น 'จิตดี' ผู้ประกาศข่าวที่อาจพูดน้อยที่สุดในไทย และบทบาทใหม่ที่เธอขอเล่าเอง

มาวันนี้ได้พูดเยอะขึ้นแล้วเป็นอย่างไรบ้าง

(หัวเราะ) เจี๊ยบได้พูดเยอะขึ้นอีกเท่าตัวเลยค่ะ เพราะว่าแต่ละเบรก จิตดีต้องได้พูดสักหนึ่งข่าว บางเบรกยาวก็อ่านสองข่าว ได้พูดเยอะขึ้น พอได้พูดเราก็พูดเลย แสดงศักยภาพเต็มที่ อยากใส่อะไรก็ใส่ในข่าว รูปแบบข่าวเช้าคือข่าวเช้าอารมณ์ดี ต้องมีความร่าเริง ต้องดูอารมณ์ข่าว เป็นตัวเองมากขึ้น ตอน ทุบโต๊ะข่าว ก็เป็นตัวเองนะคะ มีแหย่เล่น มีเถียง แต่พูดมากไม่ได้

รายการ ทุบโต๊ะข่าว เหมือนพื้นที่ปลอดภัย พอต้องออกมาจัดรายการเช้าเอง รู้สึกกดดันหรือไม่

คือเจี๊ยบต้องปรับตัวและแสดงศักยภาพให้มากยิ่งขึ้น ต้องทำให้คนดูเข้าใจง่ายที่สุด บวกกับความเป็นตัวตนของเรา เราต้องเล่าให้เข้าไปกับข่าว ทำงานสี่คนก็ไม่ได้ง่ายเลย ธรรมชาติของแต่ละคนแตกต่างกัน ก็ต้องปรับ เพื่อปลุกคนดูตอนเช้า ตัวเจี๊ยบไม่เคยเป็นน้ำเต็มแก้ว เราพร้อมเรียนรู้ ทำงานเป็นทีม มันทำให้ทุกอย่างสำเร็จ ไม่ใช่โชว์คนเดียว ไม่เป็นแบบนั้นเพราะงานจะไม่เดิน บอกทุกคนหมดว่ามีอะไรบอกได้เลยนะ พร้อมปรับค่ะ

วันนี้ได้พูดเยอะขึ้น ตั้งใจจะพูดอะไร

สิ่งที่เจี๊ยบคิดคือ อยากปั้นข่าวเช้าให้เป็นที่พึ่งของประชาชน มีเรื่องร้องทุกข์ ร้อนใจตรงไหนขอให้บอกเรา เราจะช่วยเป็นกระบอกเสียงให้เกิดการแก้ไข อยากสร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้น หรือมีบางช่วงที่เป็นมุมดีๆ ให้คนที่กำลังท้อ ได้มีความหวัง มีกำลังใจสู้ต่อ บางคนหาทางออกไม่เจอ เราอาจมีบางแง่มุมมาสอดแทรกให้พวกเขา

มองกลับไปที่จุดเริ่มต้น ทำงานสายนี้มากี่ปีแล้ว

นานมากเลยค่ะ ถ้านับตอนนี้ก็สิบสองสิบสามปีได้ พอเจี๊ยบเรียนจบ สองปีแรกเราทำงานโรงแรมก่อน จากนั้นมาทำงานเป็นผู้ประกาศอ่านข่าวต้นชั่วโมงทางวิทยุ พอต้นสังกัดที่เราอยู่เขาทำเคเบิลทีวี เรามีโอกาสได้ไปจัดรายการข่าว อ่านข่าว ทำมาโดยตลอด จากนั้นก็ลาออก แล้วอีก สี่เดือนไปทำอีกช่องหนึ่ง เป็นรายการเกี่ยวกับการเกษตรค่ะ แล้วก็ถูกชักชวนกับคุณพุทธมาทำที่อมรินทร์ทีวี ตอนนี้ก็เข้าสู่ปีที่เจ็ดแล้ว

เห็นว่าทำด้านนี้มาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย

สมัยเป็นนักศึกษาทำงานเสียงตามสายค่ะ เป็นชมรมเลย มีรุ่นพี่ที่เขาจัดอยู่แล้ว เขาจะเฟ้นหานักศึกษาที่สนใจด้านนี้ เจี๊ยบไปสมัครและเขาเห็นแววเรา ก็พูดคุยและชักชวนกันเข้ามาทำ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นเลย ตอนเด็กเจี๊ยบอยากเป็นดีเจ เพราะตอนนั้นวิทยุบูมมากเลยนะ เราฟังวิทยุ EFM, Green Wave, Hot Wave คิดว่าอยากทำแบบนั้น แต่ตัวเราไม่ได้มีเส้นสายหรือจะหาเส้นจากไหนเพราะเราไม่มี ก็ค่อยๆ ไต่เต้าด้วยตัวเองจนวันหนึ่งได้มาสายนี้

โชคดีอีกอย่างที่ก่อนเรียนจบเจี๊ยบไปฝึกงานในวิทยุชุมชนในวัดสามพราน (พุทโธภาวนา) ได้จัดรายการหนึ่งชั่วโมงเต็ม เป็นรายการแนวความรู้คู่การศึกษา เอาเกร็ดข่าวมาเล่าคู่กับความรู้ในชุมชนและเปิดเพลงลุกทุ่งไปด้วย มีพระอาจารย์ท่านคอยแนะนำ ท่านให้ตำรามาและให้เจี๊ยบไปฝึกออกเสียง ร เรือ ล ลิง ฝึกสอบใบผู้ประกาศ เจี๊ยบก็เอาตำรานั้นไปฝึกเองแล้วก็ไปสอบจนผ่าน เพราะพระอาจารย์นี่ล่ะค่ะที่สอนการออกเสียง จำได้ว่าวันนั้นมีเปิดสอบแปดสิบคน แต่สอบผ่านสามคน เจี๊ยบเป็นหนึ่งในสามคนนั้นค่ะ

ผ่านมาสิบกว่าปีในวงการสื่อ คิดว่าอะไรที่ทำให้คนทำอาชีพนี้ยังอยู่ได้นาน

ต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยค่ะ อะไรที่ดีอยู่แล้วเราก็คงไว้ เราต้องพัฒนาอะไรใหม่ๆ ไปด้วย อย่างเมื่อก่อนเป็นสื่อ ก็แค่วิทยุ ทีวี เดี๋ยวนี้มีสื่อโซเชียลเต็มไปหมด เราต้องปรับตัวให้สื่อสารผ่านสิ่งเหล่านี้ ต้องทันโลกมากขึ้น ช่องทางในการฝึกฝนตัวเองก็มีมากขึ้นด้วย เราจึงต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา

กว่าจะเป็น 'จิตดี' ผู้ประกาศข่าวที่อาจพูดน้อยที่สุดในไทย และบทบาทใหม่ที่เธอขอเล่าเอง

คนภายนอกเห็นตอนจัดรายการ ถูกแย่งพูดตลอด จริงๆ รักกันดีกับคุณพุทธใช่ไหม

รักกันดีค่ะ สนิทสนม เป็นพี่เป็นน้องกัน สิ่งที่ได้เรียนรู้คือการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ต้องตื่นตัวตลอด ไม่อยู่นิ่ง คิดสิ่งใหม่เสมอ มองประเด็นให้แตก จับจริตชาวบ้านให้ถูก จะไม่ปล่อยผ่านความผิดพลาดออกไป เจออะไรผิดต้องรีบแก้เลย

เคยโดนดุไหม

โดนทุกวันค่ะ หนักสุดคือน้ำตาตกในห้องประชุมเลย เราก็ลุกเดินไปเข้าห้องน้ำ อันนี้เป็นตอนแรกๆ นะ เพราะเราไม่เคยเห็นเขาเป็นแบบนี้ เราไม่อยากให้คนมาสงสารเรา ก็แค่ลุกออกไป เจี๊ยบต้องทำการบ้านเยอะมาก เวลานักข่าวของเราเวลาลงพื้นที่ไปเจาะประเด็นจะส่งข้อมูลมา เราต้องอ่าน บางข่าวส่งมาเดี๋ยวนั้น เราก็ต้องประมวลผลตรงนั้นเลย

คุณพุทธเป็นอัจฉริยะตรงที่จับประเด็นได้ตรงนั้นและขยี้เก่ง ส่วนเรามีช้าบ้างไม่ทันบ้างก็ต้องปรับตัว เราต้องดูว่าคู่หูของเราต้องการอะไร เราจะเสริมตรงนั้น ตั้งแต่ทำงานกับเขามา เจี๊ยบจะโฟกัสไปที่เนื้อหาที่เราต้องการจะสื่อถึงคนดู ไม่ได้มาดูว่าฉันถูกตัดบทนะหรือถูกหักหน้า คนดูอาจจะมองแบบนั้น แต่ด้วยความที่เป็นเจี๊ยบ ก็จะ อ๋อ พี่เขาเป็นแบบนี้ ให้พี่เขาโซโล่ไป เราเสริมได้ก็เสริม ทั้งที่พี่เขาอาจจะตกหล่นบางอย่างไป เราคอยช่วยเสริม เจี๊ยบเป็นคนขี้เกรงใจ ไม่ค่อยสู้รบปรบมือกับใคร พี่เขาเป็นหัวหน้าด้วย ก็ปล่อยพี่เขาเล่าไป เราไม่กล้าขัดหรือแย้ง พูดง่ายๆ ก็ไม่มีปากไม่มีเสียงนั่นล่ะค่ะ

คนชอบแซวจิตดีว่าพูดแต่คำว่า ค่ะ เคยไปอ่านคอมเมนต์พวกนั้นบ้างไหมและรู้สึกอย่างไร

ไม่เป็นไรค่ะ เขาเห็นแบบนั้นแต่อาจไม่ทราบเบื้องหลังว่าเราทำงานหนักมาก โดนคุณพุทธเคี่ยวเรื่องภาพ เสียง บท คุณพุทธเป็นคนที่ดูรายการนี้ (ทุบโต๊ะข่าว) เขาคุมทุกอย่าง เสียงต้องเอาช่วงนี้นะ ภาพต้องปล่อยแบบนี้นะ เราเป็นคนหนึ่งในทีมต้องรู้ว่าพี่เขาจะเอาอะไร เราก็คอยเสริม เป็นตัวช่วย 

บางอย่างสิ่งที่พี่เขาคิดมันพรั่งพรู จะไปขัดเขาไม่ได้ เพราะเวลาที่เราไปขัดก็จะมีอาการ (ปัดมือ) เราต้องเรียนรู้กันและกัน จะให้ไปพูดแทรกเหรอ คนดูจะรู้สึกว่าแย่งกันพูด เราปล่อยเขาเล่าไป เราอยากเสริมอะไรถึงจังหวะเราก็เล่า บางทีไม่ทันใจ เขาก็ดึงไปเล่าเอง เป็นแบบนี้มาตลอดเจ็ดปีที่อยู่ด้วยกัน คนมองจากภายนอกเห็นแต่ว่าพี่เขาพูดอยู่คนเดียว ที่อื่นอาจจะมีการแบ่งบท แต่ที่นี่ไม่มีแบ่ง ดังนั้น คุณต้องทำการบ้าน เจี๊ยบก็รอจังหวะพี่เขาหยุดหายใจถึงได้พูด (หัวเราะลั่น)

คนมักคิดว่าพิธีกรที่พูดเยอะคือรู้เยอะและฉลาด พูดน้อยเท่ากับไม่ฉลาด เราพูดน้อยจะทำอย่างไรดี

เจี๊ยบไม่แคร์ค่ะ บางเรื่องที่ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะรู้ทุกอย่าง เราไม่ได้ฉลาดไปทุกเรื่อง แต่เราไปหาข้อมูลให้รู้ได้ มันไม่ใช่เรื่องโชว์โง่หรืออวดฉลาด ไม่ใช่ว่าคนที่พูดเยอะจะอวดฉลาด ไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลย เจี๊ยบคิดแต่ว่าคนดูจะได้อะไรจากรายการของฉัน อยากให้รายการออกมาดี อยากให้คนดูรับรู้ข้อมูลที่ครบถ้วนในแบบของเรา เราไม่ได้เตรียมกันนะ เราจัดสดที่ตรงนั้นเลย เป็นธรรมชาติของพวกเราทั้งสองคน ทุกอย่างพี่พุทธคุมเองหมด

ถ้าเป็นคนอื่นมานั่งคิดว่าไม่ได้พูดเลยจะอึดอัดนะ เรามีสคริปต์ มีเรื่องในหัวนะ แต่อรรถรสในการเล่า เราต้องยอมพี่เขาจริงๆ เรายอมรับและศรัทธาในตัวพี่เขา ก็เลยแบบ เออ เชิญเลยค่ะพี่ เล่าเลย แล้วเราก็ตามเขา ดูเหมือนเราไม่ค่อยได้พูด แต่เบื้องหลังทำงานกันหนัก

กว่าจะเป็น 'จิตดี' ผู้ประกาศข่าวที่อาจพูดน้อยที่สุดในไทย และบทบาทใหม่ที่เธอขอเล่าเอง
ชีวิตบนทางเดินขรุขระของ ‘จิตดี ศรีดี’ ผู้ประกาศข่าวที่อาจจะพูดน้อยที่สุดในประเทศไทย กับบทบาทใหม่ในรายการข่าวเช้า

โดนแซวออกอากาศแรงๆ โกรธบ้างหรือไม่

เอาจริงๆ นะ ไม่โกรธเลย น่ารักดี คือ แรกๆ ก่อนมาที่อมรินทร์ทีวีเราทำงานข่าวดึกกับพี่เขามาสองปี พอมาเจอแซวที่นี่แรกๆ ก็โกรธ ควันออกหูเลย จำได้ว่ามีข่าวหนึ่งเรื่องหมอลำที่แต่งตัวเป็นตัวตลก ทาปากเบินๆ เขียนคิ้วหนาๆ เขาบอกว่า จิตดี เหมือนเธอเลย นี่ก็เงียบ โกรธ มือสั่นเลย ฉันเป็นผู้หญิงนะ มาว่าแบบนี้ได้ยังไง ตอนนั้นเพิ่งรู้จักกัน พอพักรายการเราก็ตึงใส่เลย พออีกวันหนึ่งก็แซวอีก จบรายการเขาก็พูดคุยกับเราปกติ ยังสงสัยว่าพี่เขาไม่โกรธอะไรเลยหรอวะ งั้นเราไม่โกรธก็ได้ (หัวเราะ) เพราะมันเป็นลูกเล่นของพี่เขา บางข่าวเป็นสีสัน แซวได้ก็แซว กลายเป็นคนดูชอบให้แซวด้วยซ้ำ

คิดว่าข่าวอาชญากรรมให้อะไรกับสังคม

มันไม่ใช่แค่เรื่องฆ่าแกงนะคะ บางทีก็มีเรื่องล่อลวง เป็นด้านมืดของสังคมที่บางทีคนไม่รู้เท่าทัน พอเรานำเสนอก็สะท้อนว่ามันมีคนแบบนี้นะ โหดเหี้ยมอย่างนี้นะ ทุกอย่างมันเป็นอุทธาหรณ์ได้ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงในครอบครัวหรืออะไรก็ตาม คนดูจะคิดว่าเขาจะไม่ทำตามแบบนี้ หรือเวลาเห็นคนลำบากก็จะคิดว่าเขายังอยู่ได้เลยแม้เป็นผู้ถูกกระทำ บางคดีดูเหมือนเป็นการตายธรรมดาแต่พอเราส่งนักข่าวไป คดีพลิกเพราะเป็นฆาตกรรมก็มี มีหลายคดีเลย ถือเราว่าได้ช่วยสังคม ดังนั้นข่าวอาญชากรรมก็ถือว่าให้อะไรกับสังคมเยอะเลยค่ะ

ตอนขึ้นไปรับรางวัลผู้ประกาศข่าวหญิงที่สุดแห่ง ค.ศ. 2017 วินาทีที่ยืนอยู่บนเวที คิดอะไรอยู่

มันเป็นกำลังใจในการทำงานให้กับเรา เพราะแสดงว่าเขาเห็นเรา มันไม่ใช่แค่เจี๊ยบกับพี่พุทธนะคะ แต่เป็นทั้งทีมงานเลย พวกเราช่วยสร้างกันขึ้นมา ไม่ได้โกรธเวลาคนแซวว่าพูดแต่คำว่า ‘ค่ะ’ แล้วทำไมได้รับรางวัล ใครจะรู้ว่าเราทำงานหนักมาก จิตดีทำงานเกินสิบสองชั่วโมง บางวันสิบห้าชั่วโมงก็มี เข้างานบ่ายสองก็ต้องมาดูข่าวว่ามีอะไรบ้าง พอประชุมข่าว พี่พุทธจะเคาะประเด็นเอง เจี๊ยบต้องรู้ว่าทิศทางจะไปทางไหน ต้องไปดูภาพ ทำบท คิดพาดหัวข่าว อ่านสคริปต์ พอจบรายการก็ต้องอัปคลิปรายการ ทำพาดหัวทำปกเองอีก กลับบ้านตีสามครึ่งหรือตีสี่ทุกวันเลยค่ะ งานหนักมาก ไม่ผ่านไม่ได้กลับค่ะ

มีวิธีผ่อนคลายตัวเองยังไงจากการทำงานหนักขนาดนั้น

คือพอวางมือถือหรือไม่ได้ดูทีวีก็ถือว่าได้พักแล้วล่ะค่ะ แต่เวลากลับบ้านต้องเปิดทีวีดูช่องอื่นอยู่ดี มันกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตอยู่แล้วที่เราต้องเสพข่าว ดูข่าวว่าช่องอื่นเขามีคอนเทนต์อะไร เป็นแบบนั้นไปแล้ว ถ้าวันไหนไม่อยากดูข่าว ก็จะดูหนัง ดูซีรีส์ ยูทูบ เฟซบุ๊กไปเรื่อยแทน

ชีวิตนี้มีเรืองให้กังวลหรือเปล่า

เคยกังวล กลัวตกงานค่ะ เครียด

ระดับจิตดีเนี่ยนะกลัวตกงาน

ใช่ค่ะ มันมีความกดดัน ความเครียด อย่างเคยโดนพี่พุทธตวาดว่า “ทำไม่ได้ก็ลาออกไป” เราก็เครียด คิดว่าเราตกงานคงแย่ เพราะเรามีภาระข้างหลัง มันเป็นเรื่องที่ฝังในใจว่าเราต้องทำให้ดี ไม่อย่างนั้นเราจะตกงาน (หัวเราะ) มันเป็นแบบนั้นจริงๆ เจี๊ยบเป็นหัวหน้าครอบครัว ดูแลแม่ เป็นลูกคนเดียว แต่ไม่เอาแต่ใจนะคะ เป็นคนมีเหตุผลพอสมควร ไม่ได้งี่เง่านะ

(ผู้เขียน : การสนทนาระหว่าง The Cloud และจิตดีเป็นไปอย่างลื่นไหล เธอตอบคำถามอย่างสดใสและมั่นใจในตัวเอง จนเมื่อถึงคำถามง่ายๆ ข้อถัดไปนี้ ท่าทีของผู้ประกาศข่าวคนเก่งก็เปลี่ยนไป นิ่งอยู่ชั่วครู่ และสิ่งที่ตามมาก็ทำให้ทีมงานประหลาดใจอยู่ไม่น้อย)

ชีวิตบนทางเดินขรุขระของ ‘จิตดี ศรีดี’ ผู้ประกาศข่าวที่อาจจะพูดน้อยที่สุดในประเทศไทย กับบทบาทใหม่ในรายการข่าวเช้า

ความฝันของจิตดีคืออะไร

เจี๊ยบหรอคะ เจี๊ยบอยากมี คือ… (นิ่งสักพักและเริ่มน้ำตาคลอ) มัน มันพูดไม่ออกค่ะ นี่ไม่ได้จะดราม่านะ (จากนั้นเธอร้องไห้และทีมงานก็หยิบทิชชูส่งให้เธอซับน้ำตาที่ไม่มีทีท่าจะหยุดไหลง่ายๆ)

คำถามเรื่องความฝัน ความฝันของเจี๊ยบไม่มีอะไรเลยค่ะ มีแต่หน้าของแม่ลอยมาเลย (สะอื้น) อยากให้แม่มีความสุข ทุกวันนี้มีความสุขนะคะ แต่ไม่รู้สิ อยากให้แม่สบาย อยากจะมีบ้านอยู่ด้วยกัน เพราะตอนนี้เจี๊ยบมีบ้านของเจี๊ยบ ส่วนแม่ก็จะอยู่ที่ของเขา ซึ่งเขาผูกพัน เป็นที่ทำงานแม่เขา แต่วันหนึ่งแม่ต้องเกษียณ หยุดทำงาน เราอยากดูแลเขา แม่อายุห้าสิบเก้าย่างหกสิบแล้วค่ะ ในหัวคิดแต่ว่าอยากมีบ้านอยู่ด้วยกัน มีเรา แฟน แม่ และอาจจะมีลูกตัวน้อย อยากมีแบบนี้ (ร้องไห้) คือเราก็คุยกันทุกวันแหละค่ะ แต่ไม่รู้จะบอกยังไงดี

คุณแม่ได้ดูรายการหรือเปล่าและพูดว่าอย่างไรบ้าง

ดูค่ะ แม่จะคอยบอกว่าพูดให้ชัดๆ นะลูก จะคอยสอนตลอด เวลาเราเครียดจากที่ทำงาน บ่นให้แม่ฟัง แม่ก็จะบอกว่าไม่ต้องไปสนใจ ไม่ต้องเก็บมาคิด ตั้งใจทำหน้าที่ของเรา เขาเป็นคนที่รับฟังเรา คือแม่เลี้ยงเจี๊ยบมา พอสิบขวบคุณพ่อเสีย แม่เลี้ยงดูเรามาด้วยเงินเดือนที่น้อยมาก แต่เจี๊ยบโชคดีอย่างที่ชีวิตนี้มีผู้ใหญ่คอยอุปถัมภ์มาโดยตลอด 

อย่างเจี๊ยบเกิดและโตมาจากสวนสามพราน พ่อแม่ทำงานในนั้น แม่เจี๊ยบทำงานเป็นแม่บ้านของตระกูลในสวนสามพรานนี่ล่ะค่ะ เราเป็นลูกแม่บ้าน ลูกหลานของพวกเขาก็เป็นเจ้านายของเราด้วย ถือว่าตัวเองโชคดีที่ได้เกิดและเติบโตมาในที่ที่ดี เพราะสวนสามพรานเลี้ยงดูพนักงานดีมาก อบอุ่นเป็นครอบครัว ข้าวหม้อแกงหม้อ เลี้ยงให้อิ่มเลย เราเกิดและโตในนั้น แม่ทำงานในนั้น ไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตลำบากเลยเรื่องการกินการนอน แต่ด้วยความที่เราไม่มีสมบัติอะไร แม่ก็หาเช้ากินค่ำ ใช้เงินเดือนชนเดือน พอเจี๊ยบเรียนจบก็ต้องสร้างของเจี๊ยบเอง (สะอื้น) และนี่คือสิ่งที่เจี๊ยบสร้าง (ร้องไห้)

พอทำงานมีรายได้แล้ว ช้อปปิ้งเก่งหรือเปล่า

อู๊ย เหมือนเป็นการบำบัดอย่างหนึ่ง เป็นค่ะ ช้อปพวกเสื้อผ้าเยอะที่สุด พอวันหนึ่งเราต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เรารู้สึกว่าต้องประหยัดนะ รู้จักใช้ เพราะเคยแบบ (สะอื้น) ไม่เหลือเงินในบัญชี ต้องไปยืมเพื่อนฝูงก็มี มันมีอะไรหลายๆ อย่างที่เราต้องใช้เงิน มีครั้งหนึ่งแม่ต้องผ่าสะโพก เราต้องเอาเงินเก็บมาใช้หมด ยังไงเราก็ต้องให้แม่ ดูแลแม่น่ะค่ะ เจี๊ยบเต็มใจอยู่แล้ว พอเราผ่านเหตุการณ์มาหลายๆ อย่าง ทำให้คิดได้ว่า เราต้องประหยัด ทุกอย่างเจี๊ยบสร้างเอง ถ้าวันหนึ่งไม่มีก็คือไม่มีเลย เจี๊ยบต้องเป็นหลักให้แม่ มีบางวันที่ใช้เงินเดือนชนเดือน เราต้องอยู่ให้ได้ ยังโชคดีที่ในแต่ละช่วงชีวิตที่ทำให้เราได้เจอกับโอกาสที่ดีในทุกๆ เรื่อง

วันข้างหน้า ถ้าเป็นแม่คนบ้าง จะสอนอะไรลูก

แม่ของเจี๊ยบสอนให้เป็นคนดี เป็นเด็กดี ให้คิดดีค่ะ ถ้ามีลูกเจี๊ยบก็จะสอนให้เขารู้จักการใช้ชีวิตที่ดี ให้มีสติ เพราะแม่ก็บอกกับเจี๊ยบแบบนั้น ให้เป็นเด็กดี พูดจาดีๆ นะ เราซึมซับสิ่งดีๆ จากสิ่งแวดล้อมในสวนสามพรานไปด้วย เวลาเจออะไรไม่ดีในชีวิตก็จะมาระบายกับแม่ ระบายกับเพื่อน แล้วก็ผ่านมันมาได้

ชีวิตบนทางเดินขรุขระของ ‘จิตดี ศรีดี’ ผู้ประกาศข่าวที่อาจจะพูดน้อยที่สุดในประเทศไทย กับบทบาทใหม่ในรายการข่าวเช้า

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load