The Cloud X สารคดีสัญชาติไทย

ผมทรุดตัวลงนั่งเงียบในขณะที่ครอบครัวนกกระเรียนแซนด์ฮิลล์ (Sandhill) ค่อยๆ ขยับตัวเดินเข้ามาหาผม ลูกน้อยสีน้ำตาลอ่อนทั้งสองตัวของมันเดินตามอยู่ไม่ห่างพ่อนกกับแม่นก เมื่อมองจากภาพเบื้องหน้าผ่านเลนส์กล้องถ่ายภาพของผม ผมเชื่อว่าทุกคนคงคิดว่าผมบันทึกจากจากในซุ้มบังไพรที่ตั้งอยู่ริมน้ำในเขตพื้นที่อนุรักษ์สักแห่งในทวีปอเมริกาเหนือ และบันทึกภาพด้วยเลนส์บันทึกภาพระยะไกลแล้วครอปภาพเข้ามา

หากในความเป็นจริงแล้ว เบื้องหลังของผมไปไม่กี่เมตร คือ Highway สาย 19 ที่มุ่งหน้าสู่นคร Tampa ในมลรัฐฟลอริดา และทุ่งหญ้าเบื้องหน้าของผมนั้นก็คือที่รกร้างริมทาง เป็นอาณาเขตติดต่อกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งหนึ่งที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในบริเวณนั้น ผมเห็นนกกระเรียนแซนด์ฮิลล์คู่นี้ในขณะที่ผมกำลังขับรถกลับจาก Crystal River เพื่อกลับไปยังไมแอมี และบังเอิญเห็นนกตัวใหญ่ๆ สองสามตัวเดินอยู่บนที่รกร้างริมทาง 

ผมตัดสินใจกลับรถ แล้วย้อนกลับมาจอดรถในบริเวณที่เป็นที่จอดรถของช้อปปิ้งมอลล์เล็กๆ แห่งหนึ่ง หยิบกล้องออกไปบันทึกภาพนกกระเรียนแซนด์ฮิลล์ที่เดินหากินอยู่ในพื้นที่รกร้างอย่างไม่สนใจใครหรือว่ารถราที่วิ่งผ่านไปผ่านมา

สหรัฐฯ ประเทศที่อนุญาตให้ล่าสัตว์ได้แทบทุกรัฐ ทำอย่างไรให้คนเข้าใจและรักษ์ธรรมชาติ, การล่าสัตว์ในอเมริกา
Manatee เป็นญาติสนิทกันกับพะยูนที่พบในบ้านเรา ในอดีตในช่วงปี 1970 Manatee เคยเป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ ประมาณการว่ามี Manatee เหลืออยู่เพียงไม่ถึง 1,000 ตัวเพียงเท่านั้นในฟลอริดา ผ่านมา 40 ปี จากการอนุรักษ์และคุ้มครองพื้นที่ จำนวนของ Manatee ในฟลอริดาเพิ่มจำนวนมากขึ้นเกือบ 7,000 ตัว

เมื่อพูดถึงการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา หลายคนคงจะไม่เชื่อว่าประเทศที่ออกใบอนุญาตให้ล่าสัตว์ได้ในแทบทุกรัฐ ประเทศที่ตกปลาได้ในเขตอุทยานแห่งชาติ และประเทศที่เคยมีสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ไปมากมายจากการล่าหลายชนิดในช่วงต้นศตวรรษที่แล้ว กลับกลายมาเป็นประเทศหนึ่งที่สรรพสัตว์ใช้ชีวิตได้อย่างอิสระเสรี ในพื้นที่อนุรักษ์อันหลากหลายรูปแบบ

เมื่อมองไปบนท้องฟ้า เราจะเห็นฝูงแร้งบนร่อนอยู่เหนือท้องฟ้า นกล่าเหยื่ออย่างนกอินทรีและเหยี่ยวขนาดใหญ่พบเห็นได้ทั่วไปทั้งในเขตเมืองและชายป่า ในสวนหลังบ้านเราอาจจะพบกวางออกมาหากินในช่วงฤดูกาลห้ามล่าสัตว์ป่า โดยที่บางครั้งเราไม่ต้องออกเดินทางไกลไปถึงพื้นที่อนุรักษ์อย่างอุทยานแห่งชาติหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หากในยามค่ำคืนเวลาที่เราขับรถไปนอกเมือง อาจจะต้องระมัดระวังเวลาที่กวางจะข้ามถนนในเวลากลางคืน

สำหรับช่างภาพสัตว์ป่า การบันทึกภาพชีวิตของสัตว์นั้นทำได้ตั้งแต่ในบ้านเลยด้วยซ้ำ Jim Albernethy เพื่อนชาวฟลอริดาของผมคนหนึ่ง บันทึกภาพนกสารพัดชนิดจากห้องนั่งเล่นภายในบ้าน และในสวนสาธารณะรอบๆ บ้านในรัศมีไม่เกิน 10 กิโลเมตร นอกเหนือไปจากพื้นที่อนุรักษ์ระดับโลกที่เป็นที่รู้จักกันดีอย่างบึงเอเวอร์เกลด 

ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ก็คือธรรมชาติไม่ได้อยู่ห่างไกลจากมนุษย์ และมนุษย์นั้นก็ไม่ได้อยู่ห่างไกลจากธรรมชาติเลย

บทเรียนที่สำคัญที่สุดก็คือการรักษาพื้นที่ทางธรรมชาติเอาไว้ให้มีปริมาณและสัดส่วนที่เหมาะสม สรรพสัตว์ขยายพันธุ์ขึ้นมาเองได้ โดยที่มนุษย์แทบจะไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวเลย

สหรัฐฯ ประเทศที่อนุญาตให้ล่าสัตว์ได้แทบทุกรัฐ ทำอย่างไรให้คนเข้าใจและรักษ์ธรรมชาติ, การล่าสัตว์ในอเมริกา
Sandhill Crane เป็นนกกระเรียนที่พบได้ในทวีปอเมริกาเหนือ ในฟลอริดาจะเป็นสายพันธุ์ย่อยที่พบเหลืออยู่ไม่มากนัก ผมบันทึกภาพนี้จากริมถนน

Crystal River เป็นเมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือทางฝั่งตะวันตกของรัฐฟลอริดา ติดกับอ่าวเม็กซิโก ในช่วงฤดูหนาวของทุกปี ฝูง Manatee จากอ่าวเม็กซิโกจะอพยพเข้ามารวมตัวกันบริเวณที่เป็นน้ำพุร้อน ที่อุณหภูมิของน้ำอุ่นกว่าด้านนอก และในช่วงเวลานั้นของปี เราจะพบ Manatee เข้ามาอาศัยอยู่ร่วมกับผู้คนมากกว่าในช่วงเวลาอื่นๆ 

ในบางครั้ง เมื่อตื่นนอนตอนเช้าและออกมาเดินเล่นหน้าบ้าน เราอาจจะพบ Manatee ว่ายน้ำเข้ามานอนหลับอยู่ในสระว่ายน้ำในบ้านที่เชื่อมต่อกับทะเลสาบ หรือถ้าเราออกแรงเดินเพียงเล็กน้อยไปจนถึง Three Sister Springs ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยที่ฝูง Manatee นับร้อยมารวมตัวกันอยู่ในช่วงฤดูหนาว เราก็จะเห็นหลังสีดำๆ ตะคุ่มๆ ของ Manatee นับร้อยดำผุดดำโผล่อยู่ในแอ่งน้ำพุร้อน 

Fish and Wildlife Conservation Commission เป็นหน่วยงานหลักที่บริหารและจัดการทุกอย่างเกี่ยวกับสัตว์ป่าและการตกปลาในแต่ละรัฐ ซึ่งมีรายได้หลักจากการออกใบอนุญาตตกปลาและล่าสัตว์ เพื่อนำรายได้มาใช้ในการบริหารงานเกี่ยวกับการจัดการต่างๆ เกี่ยวกับสัตว์ป่าและสภาพแวดล้อม ทั้งการตรวจตราและจับกุมผ่านเจ้าหน้าที่ที่เรียกว่า Fish and Wildlife Law Enforcement ผู้ทำหน้าที่เสมือนตำรวจ จับกุมผู้กระทำผิดและส่งฟ้องศาลได้ทันที 

สหรัฐฯ ประเทศที่อนุญาตให้ล่าสัตว์ได้แทบทุกรัฐ ทำอย่างไรให้คนเข้าใจและรักษ์ธรรมชาติ, การล่าสัตว์ในอเมริกา
Osprey ตัวนี้มาเกาะบนกิ่งไม้หลังบ้านที่เราพักใน Crystal River เพื่อรอจับปลาในลำธารกินแทบทุกเย็น การบันทึกภาพสัตว์ป่าในอเมริกานั้นในบางครั้งก็แทบจะไม่ต้องออกจากบ้าน ไม่ต้องเข้าไปในพื้นที่อนุรักษ์

รวมไปถึงหน้าที่หลักอีกอย่างหนึ่ง ก็คือการให้ความรู้และความเข้าใจกับผู้คน และสนับสนุนให้ผู้คนเข้ามาหาธรรมชาติ ไม่ใช่การกีดกันคนออกจากธรรมชาติ เพื่อที่จะได้จัดการง่ายเหมือนกับบางประเทศ ซึ่งผลสำเร็จของการจัดการที่ดีนั้นก็ส่งผลออกมาให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมในแทบทุกมลรัฐ

สำหรับที่ Crystal River นั้น การจัดการที่ดีและครบวงจรมีตั้งแต่การจำกัดความเร็วของเรือที่วิ่งในพื้นที่ที่ Manatee อาศัยอยู่ โดยการแสดงป้ายที่เห็นได้อย่างชัดเจน การออกกฎที่ชัดเจนว่านักท่องเที่ยวและนักดำน้ำทำอะไรได้และห้ามทำอะไรบ้าง การให้ความรู้และความเข้าใจกับผู้คนและเยาวชนที่สนใจเดินทางมาศึกษาเกี่ยวกับ Manatee ผ่านทั้งทางบริษัทที่ทำทัวร์ไปดู Manatee และอาสาสมัครที่คอยดูแลความเรียบร้อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในชุมชนนั้นๆ ที่จะพายเรือแคนูออกมาดูความเรียบร้อยและคอยตักเตือนคนที่ละเมิดกฎ รวมไปถึงการแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ในกรณีที่มีการกระทำผิด

เมื่อเราเข้าไปจองทัวร์ไปดู Manatee กับโอเปอเรเตอร์หลายเจ้าที่พาเราไปชม Manatee ในช่วงเช้ามืดก่อนที่จะออกเรือ ทุกคนต้องมานั่งชมวิดีโอข้อปฏิบัติและข้อห้ามในการเฝ้าชม Manatee ที่จัดทำขึ้นโดย Fish and Wildlife Conservation Commission ไกด์ที่ได้รับใบอนุญาตจะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ออกระเบียบไว้อย่างเคร่งครัด

สหรัฐฯ ประเทศที่อนุญาตให้ล่าสัตว์ได้แทบทุกรัฐ ทำอย่างไรให้คนเข้าใจและรักษ์ธรรมชาติ, การล่าสัตว์ในอเมริกา
นกยางโทน Great Egret เป็นนกที่เป็นสัญลักษณ์ของ National Audubon Society องค์กรเอกชนเพื่อการอนุรักษ์นกและธรรมชาติที่ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแด่ John James Audubon นักปักษีวิทยาและศิลปินผู้วาดภาพนก และจัดทำหนังสือ Birds of America ขึ้นใน ค.ศ. 1827

สิ่งแรกที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด คือห้ามว่ายน้ำไล่ Manatee เด็ดขาด ผู้ประกอบการแทบทุกแห่งจะมีทุ่นลอยให้เกาะและไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวใช้ตีนกบ สำหรับคนที่ถือกล้องตัวใหญ่ อาจจะอนุโลมให้ใส่ตีนกบได้ วิธีการเฝ้าชมคือเราต้องลอยตัวเหนือผิวน้ำ แล้วรอให้ Manatee เป็นฝ่ายว่ายเข้ามาหาเราเอง ห้ามสัมผัสตัว Manatee ยกเว้นว่า Manatee จะเข้ามาสัมผัสตัวเรา ห้ามดำน้ำลงไปใต้ผิวน้ำ ห้ามใช้ไฟแฟลชและแสงไฟในการบันทึกภาพ และห้ามว่ายเข้าไปแยกแม่กับลูก Manatee ออกจากกันอย่างเด็ดขาด 

ถ้าเป็นช่วงที่ Manatee เข้ามาอยู่ใน Three Sister Spring มากจนล้นออกมา ทาง Fish and Wildlife Conservation Commission จะปิดทางเข้า โดยนำเชือกมากั้นเอาไว้ ห้ามนักท่องเที่ยวเข้าไปรบกวน Manatee ที่นอนพักอยู่ในเขตเชือกกั้น ซึ่งเราจะสังเกต Manatee ได้จากด้านนอกเท่านั้น

สหรัฐฯ ประเทศที่อนุญาตให้ล่าสัตว์ได้แทบทุกรัฐ ทำอย่างไรให้คนเข้าใจและรักษ์ธรรมชาติ, การล่าสัตว์ในอเมริกา
สำหรับคนอเมริกัน การชื่นชมความงดงามของธรรมชาติและสรรพสัตว์อาจจะไม่ต้องใช้ความพยายามมากมายนัก เพียงแค่ออกมาเดินเล่นหน้าบ้าน ก็มองเห็น Manatee ที่ในบางครั้งก็มาแอบอยู่ใต้สะพานท่าเทียบเรือหน้าบ้าน หรือว่าในสระว่ายน้ำในบ้านที่เชื่อมต่อกับทะเลสาบ และจะลงไปว่ายน้ำเล่นกับ​ Manatee ทั้งวันก็ไม่มีใครว่า ตราบใดที่ยังปฏิบัติตามกฎและข้อบังคับต่างๆ

ข้อห้ามที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งบริเวณ Three Sister Spring คือการห้ามใช้โดรนบันทึกภาพจากมุมสูง ในวิดีโอพรีเซนเทชันของทาง Fish and Wildlife Conservation Commission มีภาพที่แสดงให้เห็นชัดเจนถึงผลเสียที่เกิดขึ้นเมื่อมีการฝ่าฝืนกฎระเบียบว่า การละเมิดกฎเหล่านั้นส่งผลอย่างไรกับ Manatee เช่น การใช้โดรนในการบันทึกภาพ หรือเมื่อมีคนฝ่าฝืนว่ายเข้าไปในเขตที่กั้นไว้เพื่อให้ Manatee ได้พักผ่อน เพียงพริบตาเดียวเท่านั้น ฝูง Manatee ที่กำลังพักผ่อนอยู่อย่างสงบสุขก็แตกตื่นตกใจ ว่ายน้ำกระจายกันออกไปคนละทิศละคนละทาง แน่นอนที่สุดสำหรับคนที่รักและเข้าใจธรรมชาติ ย่อมเข้าใจดีว่าการฝ่าฝืนกฎที่ทาง Fish and Wildlife Conservation Commission ตั้งไว้จะส่งผลเช่นไร 

หากเราปฏิบัติตัวถูกต้องตามกฎระเบียบที่วางไว้ เราจะใช้เวลายาวนานสักกี่วันก็ได้ในการบันทึกภาพได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องขออนุญาตจากใครเพื่อเข้าใช้พื้นที่ในการบันทึกภาพ 

หลายปีที่ผ่านมา ผมพบว่าผมใช้เวลากับท้องทะเลและผืนป่าในต่างประเทศมากขึ้น ไม่ใช่เพราะว่าผมไม่รักประเทศไทย หรือว่าหมดความสนใจในสัตว์ป่าหรือพื้นที่อนุรักษ์ของบ้านเราแล้ว แต่ผมคิดว่าการจัดการเรื่องการอนุรักษ์ในบ้านเรานั้นมุ่งไปผิดทาง แทนที่จะส่งเสริมให้คนรักและเข้าใจธรรมชาติ รวมไปถึงมีโอกาสสัมผัสกับธรรมชาติจริงๆ มากขึ้น กลับใช้วิธีการที่กีดกันคนสนใจและรักธรรมชาติให้ห่างออกธรรมชาติมากขึ้นทุกที 

สหรัฐฯ ประเทศที่อนุญาตให้ล่าสัตว์ได้แทบทุกรัฐ ทำอย่างไรให้คนเข้าใจและรักษ์ธรรมชาติ, การล่าสัตว์ในอเมริกา
Manatee ที่ Crystal River ค่อนข้างคุ้นเคยกับมนุษย์ และมักเป็นฝ่ายที่ว่ายเข้ามาหามนุษย์เสมอ กฎเหล็กที่สำคัญที่สุดก็คือ สัตว์จะเป็นผู้เลือกว่าจะเข้ามาหาเราหรือไม่เสมอ

การออกกฎและระเบียบ พร้อมถึงการอธิบายว่าเพราะเหตุใดจึงต้องมีกฎข้อบังคับที่หยุมหยิมเช่นนั้นขึ้นมา เป็นสิ่งที่เข้าใจได้สำหรับการท่องเที่ยวในธรรมชาติที่เปราะบาง

หากวิธีการที่ดูเหมือนจะง่ายกว่าในการจัดการ คือการออกกฎห้ามไม่ให้คนเข้าไปใช้พื้นที่ทางธรรมชาติที่มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาใช้เสมอๆ

ไม่น่าแปลกใจที่ใช้เวลากว่า 60 ปีในการจัดตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่อนุรักษ์ธรรมชาติขึ้นมาในบ้านเรา

ดูเหมือนว่าผู้คนกับธรรมชาติดูจะห่างไกลกันมากขึ้นทุกที

สารคดีสัญชาติไทย

Writer & Photographer

นัท สุมนเตมีย์

ช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และ อีกหลากหลายนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ปัจจุบันนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้ว นัท ยังถ่ายภาพยนต์สารคดีใต้ท้องทะเล และบันทึกภาพทางอากาศให้กับทีมงานสารคดีหลายทีม

Life on Earth

เรื่องราวสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา

The Cloud x สารคดีสัญชาติไทย

ผมเกิดมาเมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว ใช้ชีวิตวัยเด็กในยุคสมัยที่เวลากับระยะทางปฏิสัมพันธ์กันในอัตราส่วนที่แตกต่างจากทุกวันนี้มาก จังหวะชีวิตของคนในยุคสมัยนั้นก็ต่างไปจากทุกวันนี้

เวลาที่เรานั่งชมภาพยนตร์สักเรื่องอย่างสนุกสนานสัก 2 ชั่วโมง เป็นระยะเวลาที่เท่าๆ กันกับที่เราขับรถไปบนถนนจนถึงพัทยาในวันที่รถไม่ติด หรืออาจจะไปได้แค่จากบ้านแถวๆ ชานเมืองไปแยกราชประสงค์ในวันที่รถติด และก็เช่นกันด้วยเวลา 2 ชั่วโมงเราสามารถเดินทางจากท่าอากาศยานดอนเมืองไปจนถึงสิงคโปร์ได้ด้วยเวลา 2 ชั่วโมงเช่นกัน แน่นอนที่สุดแม้จะเป็นเวลาที่เท่ากัน แต่ความรู้สึกของเราต่อระยะทางกับเวลานั้นไม่เท่ากัน

คนที่ใช้เวลานั่งเรือเร็วเพียงชั่วโมงกว่าๆ ด้วยการจัดการที่พร้อมสรรพในยุคปัจจุบันไปถึงเกาะสิมิลันได้ในพริบตา หรือไปดำน้ำกับเรือให้บริการดำน้ำแบบ Liveaboard หรู ที่เพียงแค่ลงจากเครื่องบินก็มีรถไปรับ ก้าวลงเรือแล้วก็เข้านอนในที่นอนนุ่มๆ แสนสบาย ตื่นเช้ามาก็ลงดำน้ำที่สิมิลันได้เลย อาจจะไม่เข้าใจคนที่เคยใช้เวลาเตรียมการอันยาวนานนับปีรวบรวมอุปกรณ์จองเรือเตรียมเต็นท์ เครื่องครัว และอาหาร แบกคอมเพรสเซอร์ จัดเวรกันอัดถังอากาศนับสิบใบทุกค่ำคืน เพื่อจะไปดำน้ำกันที่สิมิลันปีละครั้งเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน

หลายสิ่งหลายอย่างที่แตกต่างกันไประหว่างยุคสมัยนั้นอาจจะเป็นแค่เรื่องของระยะทางกับเวลา

การถ่ายภาพก็เช่นกันเป็นเรื่องของระยะทางกับเวลา เราอาจเดินทางนับแรมเดือนไปทั่วโลก เพื่อที่จะบันทึกช่วงจังหวะเวลาที่เราเลือกไว้แค่เศษเสี้ยวส่วนร้อยของวินาทีเก็บเอาไว้เพียงเท่านั้น ส่วนเวลาที่เหลือนั้นอาจจะถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของเราไม่ว่าประสบการณ์จากการเดินทางนั้นจะเป็นเสียงหัวเราะหรือว่าน้ำตา

ชีวิตของคนเราก็เช่นกัน…

ผมเริ่มต้นถ่ายภาพใต้น้ำครั้งแรกเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ในสมัยที่อุปกรณ์ถ่ายภาพ องค์ความรู้ และทักษะ รวมถึงประสบการณ์ ของผู้ที่เดินทางมาก่อนนั้นอาจจะไม่ได้มีให้ศึกษาง่ายดายเหมือนกับทุกวันนี้ ที่แค่คลิกก็พบเห็นแล้วมากมายในโลกออนไลน์

แน่นอนที่สุดทุกความผิดพลาดของเราก็คือการเรียนรู้ ฟิล์มแต่ละม้วนที่กดชัตเตอร์ไปคือครู ซึ่งกว่าเราจะเห็นความผิดพลาดเวลาก็อาจผ่านไปนาน 3 วัน 2 สัปดาห์ หรือว่า 1 เดือน หลายๆ ครั้งเราก็เรียนรู้ในปีนี้เพื่อที่จะพบว่าเราลืมไปแล้วเมื่อมีโอกาสเดินทางไปดำน้ำที่สิมิลัน (ในสมัยนั้นเรารู้สึกว่ามันอยู่ไกลจนเหมือนสุดปลายฟ้า) อีกครั้งในฤดูกาลถัดไป

หลายคนอาจจะรู้สึกอึดอัดเวลาที่รถติดในกรุงเทพฯ ว่าทำไมเวลาสองสามชั่วโมงยังไปไม่ถึงที่หมายสักที ทั้งที่ที่หมายอยู่ห่างไปแค่ไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้น

แต่เชื่อไหมครับว่าผมใช้ระยะเวลาเกือบ 20 ปี เพื่อระยะทางเพียงไม่กี่เมตรเท่านั้น

ในสมัยที่ผมเริ่มต้นถ่ายภาพใต้น้ำใหม่ๆ ผมเชื่อมั่นในพลังขาของตนเอง ทุกครั้งที่พบเห็นปลาตัวใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นกระเบนราหูหรือฉลามวาฬว่ายผ่านเข้ามาใกล้แนวปะการัง ผมจะเตะขาพุ่งเข้าไปหาเพื่อบันทึกภาพให้ได้ใกล้มากที่สุด เพราะระยะที่จะให้ภาพที่ดีที่สุดของโลกใต้ทะเลกับมุมรับภาพอันกว้างไกลของเลนส์มุมกว้าง 15 มิลลิเมตรนั้น เราจะต้องอยู่ห่างจากสิ่งที่เราต้องการจะบันทึกภาพไม่เกิน 2 หรือ 3 เมตรเท่านั้น

หลายปีผ่านไปผมเรียนรู้ว่าเราไม่สามารถที่จะว่ายน้ำได้เร็วเทียบเท่ากับปลาตัวที่ว่ายน้ำได้เชื่องช้าที่สุดบนโลกใบนี้ จากการเฝ้าสังเกตข้อผิดพลาดที่ผมได้ทำมาว่าทำไมผมมักจะได้แต่ภาพหางของปลาเหล่านั้น ทำให้ผมเริ่มสนใจและศึกษาและทดลองวิธีการใหม่ๆ ในการทำงาน

ในที่สุดผมได้ข้อสรุปว่า ถ้าเรายิ่งไล่ สิ่งที่เราต้องการนั้นก็จะยิ่งหนีเราห่างไปไกลขึ้นเรื่อยๆ วิธีการที่ดีที่สุดก็คือการเฝ้ารอจังหวะและโอกาสที่ปลานั้นจะสนใจเราและว่ายเข้ามาหาเราเอง

ปลาเป็นสัตว์สังคมที่เคยชินกับการอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ทับซ้อนกันในระบบนิเวศที่หลากหลาย ปลานักล่าและปลาที่ตกเป็นเหยื่ออาจจะว่ายสวนกันไปมาในบริเวณกองหินเล็กๆ ได้ ตราบใดที่ปลานักล่านั้นไม่ได้มีท่าทีที่คุกคามหรือถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้าต่างๆ ให้ออกล่าเหยื่อ ไม่ว่าจะเป็นกระแสน้ำ คาวเลือด หรือว่าปัจจัยอื่นๆ

เปรียบเทียบง่ายๆ กับการเดินไปบนท้องถนน เราก็จะเดินสวนกันไปมากับผู้คนด้วยท่าทีที่เป็นปกติและเป็นมิตร หากไม่มีท่าทีคุกคามให้เราต้องระมัดระวังตัว ต่างไปจากกรณีที่อยู่ดีๆ มีคนวิ่งพุ่งตรงมาหาเราอย่างรวดเร็ว แน่นอนที่สุดถ้าเราไม่คิดจะหาทางตอบโต้หรือสู้เราก็ต้องวิ่งหนีหรือหลบไปจากท่าทีที่คุกคามนั้น

หลังจากที่ผมเริ่มเข้าใจ ผมก็เริ่มบันทึกภาพด้านหน้าของปลาชนิดต่างๆ ได้มากขึ้นก็ภาพทางด้านหางของปลาที่กำลังว่ายหนีเราออกไป ระยะทางและทีท่าที่ไม่ไว้ใจกันนั้นก็ค่อยๆ ลดลงมาตามประสบการณ์ที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี

ฉลามหัวค้อน

ผมพบฉลามหัวค้อนครั้งแรกในชีวิตที่เกาะลายังลายัง หรือที่เรียกกันว่า Swallow Reef ในเขตของหมู่เกาะ Spratly ในทะเลจีนใต้ ครั้งแรกเมื่อปี 1999 แทบทุกเช้าเรามักจะมีโอกาสพบฝูงฉลามหัวค้อนนับร้อยว่ายวนเข้ามาใกล้กำแพงผาที่ตัดดิ่งลงสู่ความลึกเวิ้งว้างเกือบ 2 กิโลเมตรจนมองไม่เห็นพื้นเบื้องล่าง

ไดฟ์มาสเตอร์ผู้ชำนาญพื้นที่จะพาเราดำดิ่งลงไปในความลึกราวๆ 120 ฟุตในห้วงน้ำสีน้ำเงินเข้ม แล้วปล่อยตัวให้ล่องลอยไปกับกระแสน้ำราวกับอยู่ในห้วงของอวกาศ สิ่งที่เรารับรู้มีเพียง บนหัวของเราคือผิวน้ำและด้านล่างลงไปคือความลึกที่ดำมืดของห้วงมหาสมุทรเท่านั้น ในความลึกนั้นเราจะมีเวลาเพียงประมาณ 15 นาทีเท่านั้นที่จะเฝ้ารอจังหวะที่ฝูงฉลามหัวค้อนนั้นจะว่ายโฉบเข้ามา ทุกสายตาจะจับจ้องมองหาเงาที่เคลื่อนไหวไปมาทั้งจากในห้วงน้ำที่มืดทึบเบื้องล่าง หรือห้วงน้ำสีน้ำเงินเข้มในระดับเดียวกับเราที่อยู่ด้านนอกออกไป

ฉลามหัวค้อน

ไม่นานนักเราก็จะเห็นเงาสีเงินของฉลามหัวค้อนที่สะท้อนแสงแวบเข้ามา เริ่มจากตัวหรือสองตัวที่เป็น Scout หรือหน่วยสอดแนมและตามมาด้วยฝูงฉลามนับร้อยที่เคลื่อนขบวนผ่านเข้ามาในครรลองสายตา แต่ฉลามจะรักษาระยะห่างจากเราไว้ประมาณ 5 – 10 เมตร ใกล้พอที่จะเห็น แต่ไกลเกินไปที่จะถ่ายภาพได้

ฉลามหัวค้อน

ทุกครั้งที่เราขยับตัว ฉลามหัวค้อนจะขยับห่างออกจากเราเพื่อรักษาระยะห่าง และจะมีใครสักคนในกลุ่มพยายามว่ายพุ่งสุดตัวตรงเข้าไปหาฝูงฉลามหัวค้อน ซึ่งนั่นคือหายนะ ฝูงฉลามนับร้อยจะแตกฮือออกไป และหายวับไปในม่านน้ำสีครามเข้มราวกับที่ผ่านมานั้นเป็นแค่ความฝันหรืออาการเมาไนโตรเจนที่เกิดขึ้นเพราะการดำน้ำลึก

ผมใช้เวลากว่าครึ่งเดือน เจอกับภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้เกือบทุกวันและกลับบ้านมือเปล่า กับภาพเบลอๆ ไกลๆ ในฟิล์มกว่า 20 ม้วน นั่นคือประสบการณ์ดำน้ำกับฉลามหัวค้อนครั้งแรกในชีวิต

ผ่านมาอีกเกือบ 20 ปี ที่เกาะดาร์วินในหมู่เกาะกาลาปากอส ผมเรียนรู้ว่าถ้าเรายิ่งไล่ ฉลามหัวค้อนนั้นก็จะยิ่งว่ายห่างจากเราไป และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เราต้องควบคุมจิตใจของเราไม่ให้มีความอยากได้ภาพมากจนเกินไป เพราะทุกครั้งที่เราขยับตัว หรือเพียงแค่เราหายใจออกด้วยความตื่นเต้น เสียงจากฟองอากาศของเรานั้นคือสิ่งที่ทำให้ฉลามหัวค้อนหวาดกลัว

บนพื้นทรายในความลึกประมาณ 50 ฟุต ผมนั่งนิ่งๆ เพียงลำพังอยู่หลังกองหินเพื่อเฝ้ารอจังหวะ หายใจด้วยท่าทีผ่อนคลาย และเมื่อเห็นฝูงฉลามหัวค้อนว่ายผ่านเข้ามาในครรลองสายตา ผมสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดแล้วกักเก็บลมหายใจไว้ รอจังหวะที่ฉลามหัวค้อนจะว่ายผ่านเข้ามา จาก 10 เมตร เป็น 5 เมตร

ฉลามหัวค้อน

สุดท้ายฝูงฉลามหัวค้อนก็เคลื่อนที่ผ่านมาเหนือหัวของผมด้วยท่าทีที่เป็นธรรมชาติ ก่อนจะเคลื่อนที่ผ่านไปในระยะห่างไม่เกิน 2 เมตรเท่านั้น

เมื่อฝูงฉลามเคลื่อนผ่านไปผมปล่อยลมหายใจที่เก็บกักไว้ออก ความรู้สึกยินดีที่บันทึกภาพได้ ไม่เท่ากับความรู้สึกปีติและอิ่มเอมใจ ในการเดินทางระยะ 3 เมตรสุดท้ายที่ผมใช้เวลายาวนานเกือบ 20 ปี

ฉลามหัวค้อน

Writer & Photographer

นัท สุมนเตมีย์

ช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และ อีกหลากหลายนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ปัจจุบันนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้ว นัท ยังถ่ายภาพยนต์สารคดีใต้ท้องทะเล และบันทึกภาพทางอากาศให้กับทีมงานสารคดีหลายทีม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load