The Cloud X สารคดีสัญชาติไทย

 

จุดมุ่งหมายของชีวิตของเราคืออะไร ผมเชื่อว่าทุกคนมีคำตอบที่ดีสำหรับตนเอง มีคนมากมายที่มีความฝัน แต่ผมเชื่อว่ามีคนไม่มากนักที่จะทำความฝันของตนเองให้เป็นจริงได้ทุกวัน

คุณอิโตะ โยชิทากะ (Ito Yoshitaka) เป็นชาวนาคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในกลางท้องทุ่งในชนบทอันห่างไกลของเกาะฮอกไกโด เขาไม่ได้เป็นคนที่มีชื่อเสียงอะไร เมื่อเทียบกับดาราหรือว่านักร้องในยุคสมัยนี้ที่มี Follower นับแสนนับล้าน แต่เมื่อผมได้อ่านประวัติของเขาแล้วผมเชื่อว่าเขาเป็นคนที่น่าจะมีความสุขที่สุดคนหนึ่งในโลก

นกกระเรียน, ฮอกไกโด

ทุกวันนี้แม้ว่าคุณอิโตะ โยชิทากะ จะจากโลกนี้ไปเกือบ 20 ปีแล้ว แต่เขาก็ได้ทำสัญญาให้ Wild Bird Society of Japan เข้ามาดูแลพื้นที่บางส่วนในบ้านของเขาและ Tsurui-Ito Tancho Sanctury ต่อไป

ในบริเวณรอบๆหมู่บ้านสึรุอิ (Tsurui) ใกล้ๆ กับเมืองคุชิโร (Kushiro) ทางตะวันออกของเกาะฮอกไกโดนั้น พื้นที่ในบริเวณรอบๆ หมู่บ้านนั้นเป็นท้องทุ่ง พื้นที่ชุ่มน้ำ สลับไปกับพื้นที่ทำการเกษตรของผู้คนมาช้านาน ในบริเวณนี้เป็นถิ่นอาศัยของสรรพชีวิตมากมาย รวมไปถึงนกกระเรียนมงกุฎแดง หรือ Red-crowned crane : Grus japonensis นกน้ำขนาดใหญ่ที่มีสีขาวราวกับหิมะ ที่เป็นต้นกำเนิดของนิทานพื้นบ้านและนิยายปรัมปราในหลากหลายวัฒนธรรม

ในญี่ปุ่น นกกระเรียนมงกุฎแดงเรียกว่า Tancho เป็นสัตว์ที่เชื่อกันว่ามีอายุยืนยาวนับพันปี เป็นสัตว์ที่เป็นตัวแทนของโชคลาภ ความรัก และความจงรักภักดี ส่วนในประเทศจีน นกกระเรียนมงกุฎแดงมักจะปรากฏตัวพร้อมกับทวยเทพหรือเหล่าเซียนที่มาจากสรวงสวรรค์ เป็นสัญลักษณ์ของอายุที่ยืนยาว มีความรู้ และเกียรติอันสูงส่ง เราจึงมักจะพบว่าภาพเขียนโบราณทั้งในวัฒนธรรมของจีนและญี่ปุ่นนั้นมีนกกระเรียนมงกุฎแดงอยู่เสมอๆ  และในแทบทุกวัฒนธรรมจะถือว่านกกระเรียนเป็นนกศักดิ์สิทธิ์

นกกระเรียน, ฮอกไกโด

อากาศในยามเช้ามืดในแสงแรกของยามเช้าที่อุณหภูมิลดต่ำลงกว่า -20 องศาในฤดูหนาว ในมุมมองจากสะพาน Otowa นอกหมู่บ้านสึรุอิที่นกกระเรียนมงกุฎแดงฝูงใหญ่นับร้อยไปจับกลุ่มพักนอนกันในยามค่ำคืน นกกระเรียน, ฮอกไกโด
นกกระเรียนมงกุฎแดงเป็นนกที่มักจะปรากฏอยู่ในภาพเขียนและอารยธรรมของเอเชียตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นจีนหรือ ญี่ปุ่น มาตั้งแต่โบราณ ในฐานะสัตว์แห่งทวยเทพและสรวงสวรรค์ สัญลักษณ์ของอายุที่ยืนยาว และเกียรติอันสูงส่ง และความรักที่เป็นนิรันดร์ เมื่อดูจากสภาพแวดล้อมที่มันอาศัยอยู่ก็ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมศิลปินถึงได้รับแรงบันดาลใจมากมายจากนกกระเรียนในธรรมชาติ

แต่ในโลกของความเป็นจริงนั้นนกกระเรียนทั่วโลกต่างประสบปัญหาคล้ายๆ กัน เนื่องจากนกกระเรียนนั้นเป็นนกที่กินอาหารหลากหลายชนิด ตั้งแต่ปลาชนิดต่างๆ สัตว์เลี้อยคลาน สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ รวมไปถึงแมลง และพืชพันธุ์นานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพด และธัญญาหารชนิดต่างๆ ในมุมหนึ่ง เมื่อมนุษย์ขยายพื้นที่เข้าไปในธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น พื้นที่ของเราจึงเริ่มทับซ้อนกัน เมื่อเราต้องการผลผลิตเพิ่มมากขึ้น นกกระเรียนที่เข้ามารบกวนพืชผลก็กลายเป็นศัตรูของชาวไร่ชาวนา

ในยุคก่อนปี 1900 นกกระเรียนมงกุฎแดงพบได้ทั่วไปทั้งทางตอนเหนือของเกาะฮอนชู (Honshu) และฮอกไกโด (Hokkaido) รวมไปถึงทางตอนเหนือของจีนแผ่นดินใหญ่ และแมนจูเรีย แต่พื้นที่ในการทำรังของมันบนเกาะฮอนชูก็ลดลงเรื่อยๆ จนในที่สุดนกกระเรียนมงกุฎแดงที่เคยอพยพไปมาระหว่างสองเกาะก็ย้ายไปอยู่ทางตะวันออกอันห่างไกลของเกาะฮอกไกโด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ห่างไกลจากมนุษย์มากที่สุด

นกกระเรียน, ฮอกไกโด

ทุกเช้าในช่วงฤดูหนาว เมื่อนกกระเรียนที่ไปพักนอนในบริเวณในแม่น้ำใกล้กับสะพานตื่นนอนก็จะบินออกไปหากิน และบางส่วนก็จะแวะเวียนเข้ามาที่ Tsurui-Ito Tancho Sanctuary ในช่วงประมาณ 9 โมงเช้า และตอนบ่ายในราวบ่าย 2 โมง ก่อนที่จะกลับไปนอนในบริเวณริมแม่น้ำในตอนเย็น

การเพาะปลูกในยุคที่เริ่มมีการใช้ยาฆ่าแมลง ยากำจัดศัตรูพืช ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้จำนวนของนกกระเรียนหลากหลายสายพันธุ์ในหลายๆ พื้นที่ในโลกเริ่มลดจำนวนลง โดยเฉพาะในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ใน ค.ศ. 1952 เป็นปีที่คลื่นความหนาวเย็นเข้าปกคลุมเหนือท้องทุ่งของฮอกไกโดเป็นเวลายาวนาน นกกระเรียนมงกุฎแดงในธรรมชาติทางตอนเหนือของฮอกไกโดที่หลงเหลือในตอนนั้นมีจำนวนลดลงเหลือเพียงแค่ 33 ตัวเท่านั้น ส่วนในแผ่นดินใหญ่ของจีนที่เคยมีนกกระเรียนอาศัยอยู่นั้นก็ไม่มีรายงานการพบอย่างเป็นทางการ (อาจจะเป็นด้วยในยุคนั้นจีนก็ปิดประเทศกับฝ่ายโลกเสรีจึงไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนในช่วงนั้น)

ชาวนาที่ใจดีแห่งหมู่บ้านสึรุอิรวมทั้งคุณอิโตะ โยชิทากะ ต่างก็นำข้าวโพดและธัญพืชที่ได้จากช่วงฤดูเก็บเกี่ยวไว้ มาเลี้ยงนกกระเรียนที่กำลังจะอดตายในช่วงฤดูหนาวอันยาวนาน   

และนั่นคือบทเริ่มต้นของมิตรภาพอันยาวนานระหว่างชาวนาในหมู่บ้านแห่งนี้กับนกกระเรียน

นกกระเรียน, ฮอกไกโด

นกกระเรียนเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักและจงรักภักดี นกกระเรียนส่วนใหญ่จะเลือกคู่และรักกันไปตลอดทั้งชีวิต ในช่วงเวลาที่นกกระเรียนตัวผู้จะทำหน้าที่ปกป้องรังของมันและจะอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวจนกระทั่งลูกนกโตเต็มวัยก็จะแยกจากไป (จากการวิจัยในยุคหลังพบว่ามีนกกระเรียนบางตัวที่มีการเปลี่ยนคู่ครองบ้างแต่เป็นจำนวนน้อย เช่นเดียวกับนกเงือก)

นับตั้งแต่นั้นมาทุกฤดูหนาว คุณอิโตะจะนำเอาข้าวโพดมาโปรยให้กับนกกระเรียนกินในช่วงฤดูหนาวแทบทุกวันต่อเนื่องกันมานานหลายสิบปี จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Tancho Guardian ในปี 1981 จนกระทั่งในปี 1987 เขาได้ยกพื้นที่บางส่วนในฟาร์มของเขาให้กับ Wild Bird Society of Japan เพื่อจัดตั้งเป็นเขตอนุรักษ์นกกระเรียนที่ใช้ชื่อว่า Tsurui-ito Tancho Sanctuary และเขาก็ทำหน้าที่ในการนำอาหารออกมาให้นกกระเรียนทุกวันในช่วงฤดูหนาว ก่อนที่เขาจะจากไปในปี 2000 เมื่อมีอายุได้ 81 ปี กว่า 30 ปีที่เขาเริ่มต้นให้อาหารนกกระเรียนเพียงคู่เดียวในที่ดินของเขา ทุกวันนี้มีนกกระเรียนมาหาเขาที่บ้านโดยเฉลี่ยวันละประมาณ 300 ตัว

และจากนกกระเรียนที่เหลืออยู่เพียง 33 ตัวในบริเวณรอบๆ หมู่บ้านแห่งนี้ก็เพิ่มขึ้นจนมีจำนวน 1,200 ตัวในญี่ปุ่น และหลงเหลืออีกเพียงไม่กี่ร้อยตัวในจีน เกาหลี และไซบีเรีย ประมาณการว่ามีนกกระเรียนมงกุฎแดงหลงเหลืออยู่ในธรรมชาติทั้งโลกในราว 1,700 – 2,000 ตัว

ทุกวันนี้หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็นหมู่บ้านที่สวยงามที่สุดในญี่ปุ่น  

ในช่วงฤดูหนาวในแต่ละปีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกต่างก็เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อชมนกกระเรียนมงกุฎแดง เต้นรำกลางหิมะเพื่อจับคู่ ก่อนที่นกจะแยกย้ายกระจายกันออกไปทำรัง และเลี้ยงลูกในท้องทุ่งในพื้นที่ชุ่มน้ำในช่วงฤดูร้อน ก่อนที่จะกลับมารวมกันในบริเวณนี้อีกครั้งในช่วงฤดูหนาว

และจุดที่ทุกคนจะต้องแวะมาก็คือในบริเวณ Tsurui-ito Tancho Sanctuary หรือบ้านของคุณอิโตะ โยชิทากะ ผู้ล่วงลับนั่นเอง

นกกระเรียน, ฮอกไกโด

ฝูงนกกระเรียนนับร้อยที่มารวมตัวกันในบริเวณ Tsurui-Ito Tancho Sanctuary ที่เริ่มมาจากคุณอิโตะ โยชิทากะ ชาวนาใจดีนำข้าวโพดที่เขาเก็บไว้ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวบางส่วนมาโปรยให้นกกระเรียนที่กำลังจะอดตายคู่หนึ่งที่มาเกาะในบริเวณบ้านของเขาเมื่อหลายสิบปีก่อน จากนกกระเรียนที่เหลือเพียง 33 ตัวสุดท้าย ปัจจุบันนี้มีนกกระเรียนมงกุฎแดงในธรรมชาติเพิ่มขึ้นนับพันตัวในญี่ปุ่น

Writer & Photographer

นัท สุมนเตมีย์

ช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และ อีกหลากหลายนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ปัจจุบันนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้ว นัท ยังถ่ายภาพยนต์สารคดีใต้ท้องทะเล และบันทึกภาพทางอากาศให้กับทีมงานสารคดีหลายทีม

Life on Earth

เรื่องราวสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา

ปลายฤดูหนาว 

ยามบ่ายที่แสงแดดจัดจ้า ท้องฟ้าสีครามเข้มแต่อุณหภูมิ บนเส้นทางคดเคี้ยว ขนาบด้วยป่าเบญจพรรณ ซึ่งรถขับเคลื่อน 4 ล้อสีบรอนซ์เก่า ๆ กำลังแล่นอยู่ เย็นยะเยือก 

หลังจากข้ามลำห้วยเล็ก ๆ มาราว 15 เมตร เส้นทางเป็นเนินชัน ชายผู้บังคับรถหยุด ปลดเกียร์หลักเป็นเกียร์ว่าง และผลักเกียร์ขับเคลื่อน 4 ล้อ ไปในเกียร์โลว์ รถเคลื่อนขึ้นเนินชันช้า ๆ ไม่มีอาการลื่นไถล สุดปลายเนิน เขาหยุดรถ ปลดเกียร์มาไว้ในตำแหน่งขับเคลื่อน 2 ล้อ

“ต้องถนอมหน่อยครับ ใช้เขามานานแล้ว” ชายผู้ขับรถพูด

ผมหันมองหน้า ประภาส มั่นคง ชายผู้กำลังขับรถ ใบหน้ากร้านแดด ลม ดูคล้ายนักร้องเพื่อชีวิตรุ่นใหญ่คนหนึ่ง

“หลับตาขับก็ได้มั้ง” ผมพูด เรารู้จักกันมานานเกิน 20 ปี และเขาก็เดินทางอยู่บนเส้นทางนี้มากว่า 20 ปีเช่นกัน

“อีกปีกว่า ๆ ก็เกษียณแล้วล่ะครับ” ประภาสพูดเบา ๆ

เขาเป็นพนักงานพิทักษ์ป่า ซึ่งนามเรียกขานขึ้นต้นด้วยเลขแปด 

ชีวิตใกล้ปลดระวางของพนักงานพิทักษ์ป่า ผู้สืบเจตจำนงของ สืบ นาคะเสถียร
ประภาส พิทักษ์ป่า
ภาพ : เกศรินทร์  เจริญรักษ์ 

“พวกรหัสแปดนี่เหลือไม่กี่คนหรอกครับ จะปลดระวางพร้อม ๆ กันนี่แหละ ที่เหลือก็เป็นพนักงานราชการ”

“วางแผนไว้ว่าจะทำอะไรหรือยังครับ” ผมชวนคุย

“อยู่บ้านปลูกต้นไม้ไปแหละครับ ไม่น่าจะลำบาก โชคดีที่มีบำนาญใช้ทุกเดือน”

ประภาสและเพื่อน ๆ คือรุ่นสุดท้ายของคนทำงานในป่าที่มีตำแหน่ง ‘พิทักษ์ป่า’ มีสถานภาพใกล้เคียงกับการเป็นข้าราชการ

“อยู่บ้านปลูกต้นไม้ จะเหงา คิดถึงป่าไหม อยู่ในป่ามานานขนาดนี้”

ประภาสหันมองหน้า ยิ้ม ๆ ไม่ตอบคำถาม 

หลายวันก่อน ผมมาถึงหน่วยพิทักษ์ป่า ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และอยู่ห่างจากสำนักงานเขต 12 กิโลเมตร เส้นทางลำลองมีขึ้น-ลงหุบ แต่ใช้ได้ตลอดปีแม้ในช่วงฤดูฝน ใช้เวลาเดินทางจากสำนักงานเขตไม่นาน และคล่องตัวกับการใช้มอเตอร์ไซค์

ในฤดูฝน บนเส้นทางมีต้นไม้ล้มบ้าง และบางครั้งเสียเวลากับการจัดการรื้อกอไผ่ที่ช้างดึงล้มมาขวางทั้งกอ

สำนักงานหน่วยพิทักษ์ป่าเป็นบ้านไม้ รูปทรงสิ่งก่อสร้างในยุคแรก ๆ ของบ้านในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

บ้านที่ใช้เป็นสำนักงานสูงจากพื้น ราว 1 เมตร บันได 3 ขั้น ด้านหน้าเป็นระเบียงยาว ฝาไม้กระดานสีเขียวอ่อน ๆ ทาทับสีเขียวซีด ๆ ที่นี่ใช้เป็นห้องวิทยุสื่อสาร รวมทั้งเป็นที่พักหัวหน้าหน่วย

ชีวิตใกล้ปลดระวางของพนักงานพิทักษ์ป่า ผู้สืบเจตจำนงของ สืบ นาคะเสถียร

เดินขึ้นบันได จะเห็นภาพวัวแดงตัวผู้ 2 ตัวสีจาง ๆ เป็นภาพโปสเตอร์ที่พิมพ์มาเนิ่นนาน เหนือภาพวัวแดงมีตัวหนังสือหนา ๆ เขียนว่า ‘ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง’

ด้านซ้ายมือมีประตูเข้าห้องที่วางเครื่องรับส่งวิทยุ ติดผนังมีแผนที่ขนาดใหญ่ แสดงอาณาเขตและพื้นที่ รวมทั้งตำแหน่งที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์ป่าต่าง ๆ

ผนังฝั่งตรงข้ามท้ายห้องมีโปสเตอร์ขนาดใหญ่อีกแผ่นเป็นรูปผู้ชายสวมแว่นตา เสื้อกันหนาวทรงทหารสีเขียว มือซ้ายถือกล้องยาสูบ ไหล่ด้านขวาสะพายย่ามสีมอ ๆ กำลังก้มให้ชายร่างเล็กใช้นิ้วจิ้มสีบนหน้าผาก ใต้ภาพมีตัวหนังสือตัวใหญ่ เขียนว่า ‘25 ปี สืบ’

ความหมาย 25 ปีในโปสเตอร์ คือระยะเวลาที่ สืบ นาคะเสถียร จากไป 

จากไปอย่างตั้งใจให้สงครามที่เขาเผชิญชนะ

ชีวิตใกล้ปลดระวางของพนักงานพิทักษ์ป่า ผู้สืบเจตจำนงของ สืบ นาคะเสถียร

พลบค่ำ ผมขึ้นรถที่ประภาสนำมารอรับ 

“กระทิงออกมาตลอดบ่ายจนค่ำเลยครับ ตอนเดินออกมานี่ก็ยังอยู่ในโป่ง” 

“เมื่อก่อนตอนผมทำงานใหม่ ๆ สัตว์ไม่ได้เยอะหรือเห็นง่ายอย่างนี้นะครับ” ประภาสพูด

ถึงแม้ว่าป่านี้จะได้รับการประกาศให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เป็นพื้นที่คุ้มครอง แต่การล่าสัตว์ บุกรุกพื้นที่ ตัดไม้ ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

สืบ นาคะเสถียร ในฐานะหัวหน้าเขตในช่วงเวลานั้น ตัดสินใจเลือกใช้ชีวิตของเขาเป็นเครื่องมือบอกให้คนได้รับรู้ถึงปัญหา 

และมันได้ผล

ชีวิตใกล้ปลดระวางของพนักงานพิทักษ์ป่า ผู้สืบเจตจำนงของ สืบ นาคะเสถียร

หลังการจากไปของเขา มีสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น ‘สรรพกำลัง’ มากมายทุ่มเทเข้ามาในป่านี้ มีการทำงานป้องกันอย่างเป็นระบบจริงจัง เป็นแหล่งอาศัยสัตว์ป่าอันเหมาะสม ประชากรสัตว์ป่าเพิ่มจำนวน

นกยูงเดินริมถนน พบได้ทุกที่ มีจุดที่พบวัวแดงเป็นฝูงใหญ่ง่าย ๆ

สืบ นาคะเสถียร ทำความตั้งใจของเขาให้เป็นจริง

และที่สำคัญ เขาได้มอบความเป็นผู้ ‘พิทักษ์ป่า’ ไว้ในใจคน

ชีวิตใกล้ปลดระวางของพนักงานพิทักษ์ป่า ผู้สืบเจตจำนงของ สืบ นาคะเสถียร

เช้านี้หน่วยพิทักษ์ป่าเงียบสงบ เสียงชะนี 2 ครอบครัวที่ร้องโต้ตอบกันเงียบไปแล้ว เก้ง 2 ตัวเดินหางกระดิกเข้ามา พญากระรอกดำกระโจนข้ามกิ่งไม้ เอาหัวห้อย ใช้หางยาว ๆ เกาะกิ่งไม้ไว้

ตรงข้ามกับสำนักงาน มีแผงผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์และห้องควบคุม ด้านซ้ายมือคือบ้านพักที่เรียกว่าบ้าน 4 ครอบครัว ถัดมาหน่อยเป็นเพิงเล็ก ๆ ใช้เป็นที่ประกอบอาหาร ข้างกองไฟมีเปลสีเขียวผูกอยู่ ผู้ชายร่างผอมหลับสนิท เขาอยู่เฝ้าหน่วย หลังเพื่อน ๆ เดินกลับจากลาดตระเวนก็กลับบ้าน อีก 2 วันจะกลับมา

ว่าตามจริง นี่คือสภาพหน่วยพิทักษ์ป่าและคนทำงานในป่าที่หลายคนพบเจอ ช่วงเวลาที่พวกเขาพักจากงาน เวลาที่ผ่อนคลาย หลายคนมีกลิ่นแอลกอฮอล์คลุ้ง 

แต่นี่คือคนทำงานที่ได้รับการฝึกฝนอบรมในระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพคนละหลายครั้งจนชำนาญ

ขณะทำงาน พวกเขาจะมีอีกสภาพหนึ่ง และเป็นภาพที่คนมักจะไม่ได้เห็น

ภาพวัวแดงในโปสเตอร์ที่พิมพ์มาเนิ่นนาน พร้อมคำอธิบายว่า ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง ยังติดอยู่บนผนัง

แต่ถึงวันนี้ ที่นี่ดูเหมือนจะเป็นป่าที่พบเจอวัวแดงที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติได้ง่ายที่สุด  

บางที นี่นับได้ว่าเป็นหลักฐานยืนยันผลงานของคนทำงานในป่าอย่างเป็นรูปธรรม  

มีความจริงอีกอย่างที่ไม่ได้เห็น คือ คนทำงานในป่าเหล่านี้ ทำงานของพวกเขาได้ผลมากเกินกว่า ‘ความใส่ใจ’ และปัจจัยที่ได้รับ…

แสงไฟสาดส่องไปตามเส้นทางคดโค้ง ขนาบด้วยต้นไม้แน่นทึบ ประภาสชะลอรถ เม่น 2 ตัวเดินนำหน้าไปสักพักก่อน ค่อยเลี้ยวเข้าด่านด้านซ้าย

“อยู่บ้านปลูกต้นไม้จะคิดถึงป่าไหมครับ” ผมถามซ้ำ

ประภาสหันมอง ใบหน้าคล้ายนักร้องเพื่อชีวิตยิ้มกว้าง

“ไม่คิดถึงหรอกครับ” เขาตอบ

“ป่ามันอยู่กับผม ไม่ได้ห่างไปไหน ไม่ว่าอย่างไร ผมก็ ‘เป็น’ พิทักษ์ป่าครับ”

คนทำงานในป่ามากว่าครึ่งชีวิตตอบคำถาม 

เป็นคำตอบอันทำให้ผมเข้าใจความหมายของการทำงานด้วยหัวใจ

คุยกับ ประภาส มั่นคง คนทำงานในป่าที่มีตำแหน่ง ‘พิทักษ์ป่า’ รุ่นสุดท้ายก่อนเกษียณ ถึงชีวิตที่มีป่าอยู่ในหัวใจ
คุยกับ ประภาส มั่นคง คนทำงานในป่าที่มีตำแหน่ง ‘พิทักษ์ป่า’ รุ่นสุดท้ายก่อนเกษียณ ถึงชีวิตที่มีป่าอยู่ในหัวใจ
คุยกับ ประภาส มั่นคง คนทำงานในป่าที่มีตำแหน่ง ‘พิทักษ์ป่า’ รุ่นสุดท้ายก่อนเกษียณ ถึงชีวิตที่มีป่าอยู่ในหัวใจ
  ส่วนหนึ่งของสัตว์ป่าที่อยู่ในแหล่งอาศัยที่ได้รับการดูแลป้องกันและได้ดำเนินชีวิตไปตามวิถี
สารคดีสัญชาติไทย

Writer & Photographer

ปริญญากร วรวรรณ

ถ่ายทอดเรื่องราวของสัตว์ป่าและดงลึกทั่วประเทศไทยผ่านเลนส์และปลายปากกามากว่า 30 ปี มล. ปริญญากร ถือเป็นแบบอย่างสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างเคารพธรรมชาติให้คนกิจกรรมกลางแจ้งและช่างภาพธรรมชาติรุ่นปัจจุบัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load