ในที่สุดเมฆก็ไม่ลืมที่จะพาฝนในฤดูร้อนกลับมาใส่ไว้ในปฏิทินเดือนเมษายนตามเดิมเหมือนทุกๆ ปี ความเย็นถูกหอบกลับมาพร้อมกลิ่นหอมของดินแรกฝนที่บ่มไว้ใต้ฝ่าเท้าตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา 

ช่วงที่ผ่านมา ไฟที่ไหม้ดอยสุเทพที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง สร้างความตื่นตระหนกและการตระหนักขึ้นในสังคมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเจ้าบ้านอย่างเชียงใหม่เองที่ไม่ได้นิ่งนอนใจกับไฟป่าแต่อย่างใด เราได้เห็นความร่วมมือกันของหลายภาคส่วนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ถ้าเราติดตามภารกิจการดับไฟป่าในภาคเหนือตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

เรื่องเล่าจากบนดอยของปกาเกอะญอบ้านหนองเต่าที่รวมกลุ่มกันเข้าป่าไปเป็นนักดับไฟ, ไฟป่าภาคเหนือ

เชื้อไฟบาง เปลวไฟเบา

หลายหมู่บ้านเผชิญกับไฟป่าหนักเบาต่างกัน เช่นเดียวกับบ้านหนองเต่า ปีนี้ไฟป่าไม่หนักมาก เพราะนอกจากมีการทำแนวกันไฟแล้ว มีการผลัดเปลี่ยนเวรยามไปนอนป่าเผื่อเฝ้าระวังไฟร่วมเดือน ขณะที่ชาวบ้านอีกส่วนหนึ่งเฝ้าเวรยามทางเข้าหมู่บ้านเพื่อป้องกันโรค COVID-19 

ไฟป่าเกิดขึ้นที่หมู่บ้านใกล้เคียงเป็นอาทิตย์และลามเข้ามาที่หมู่บ้านห้วยตอง รวมถึงลามมาที่หมู่บ้านหนองเต่าของเรา อบต.บะพิ เรียกพวกเราไปที่เกิดไฟป่า เพื่อประเมินเหตุการณ์และควบคุมไฟ ไม่ให้กินพื้นที่เป็นวงกว้างมากไปกว่านี้

เย็นวันนี้เรานัดกันที่ยอดเขาใต้ต้น เส่ ฆอ โพ ไม้ยืนต้นที่พบได้ทางตอนใต้ของภูฏานและทางตอนเหนือของอินเดีย รสชาติหวานเมื่อผลกลายเป็นสีแดงและหวานขึ้นไปอีกเมื่อกลายเป็นสีดำ พวกเขาเรียกมันว่า ‘พัลเบอรี่’

เรื่องเล่าจากบนดอยของปกาเกอะญอบ้านหนองเต่าที่รวมกลุ่มกันเข้าป่าไปเป็นนักดับไฟ, ไฟป่าภาคเหนือ

ทีมที่มุ่งหน้าไปก่อนกำลังพักกินข้าวเย็น หลังจากทำแนวกันไฟเมื่อช่วงบ่าย ไฟกำลังรุกคืบใต้ป่าสนที่มีใบสนเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีปูพื้น แต่เนื่องจากป่าแถบนี้เป็นป่าดิบเขาและมีความหลากหลายทางพันธุ์ไม้มาก บวกกับพวกเรารู้จักพื้นที่เป็นอย่างดี จึงไม่มีอะไรต้องกังวลมากนัก

ที่นี่มีไฟป่าเกิดขึ้นแทบจะปีเว้นปี เชื้อไฟสะสมจึงไม่ได้มากจนทำให้เกิดไฟลุกที่ยากต่อการควบคุม การเดินทางของไฟจึงเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่รุนแรง เมื่อเทียบกับป่าที่ไม่เคยเกิดไฟเป็นเวลานาน ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายมากหากเกิดไฟป่า โดยเฉพาะสัตว์ป่าที่มักหนีเอาตัวรอดไม่ทัน 

ย้อนกลับไปใน ค.ศ. 2017 ในอุทยานแห่งชาติ Yellowstone ในสหรัฐอเมริกา ที่เกิดไฟป่าเป็นวงกว้าง สภาพป่าสนที่มีใบทับถมกันเป็นเวลานาน จึงทำให้ไฟป่าค่อนข้างรุนแรง เช่นเดียวกับไฟป่าที่แอมะซอนหรือในออสเตรเลีย หรือแม้แต่กับป่าดอยสุเทพที่เกิดไฟป่าในปีนี้ บวกกับภาวะโลกร้อน ยิ่งทำให้สถานการณ์ไฟป่าดูน่ากลัวและรุนแรงขึ้นไปอีก

หลังมื้อเย็นเรามีภารกิจที่ต้องลุยกันต่อ ความมืดทำให้เราเห็นแนวไฟได้ชัดเจน เรามุ่งหน้าไต่ระดับความสูงลงเขา ไฟฉายสำคัญมากในภารกิจดับไฟ เราเลาะลงไปตามห้วย พี่มืดแบกถังน้ำคอยฉีดน้ำดับไฟที่กำลังไหม้ท่อนไม้ล้ม ที่อาจจะเป็นสะพานให้ไฟเดินข้ามแนวกันไฟเข้าไปในป่าชุมชนของเรา เราต้องให้แน่ใจว่ามันดับสนิท ไม่เช่นนั้นแรงที่เราลงไปทั้งหมดจะเท่ากับศูนย์ทันที หากมีลมมาพัดให้เปลวไฟในท่อนไม้ลุกขึ้น และปลิวไปติดใบไม้อีกฟากที่ห่างกันไม่กี่วา

เรื่องเล่าจากบนดอยของปกาเกอะญอบ้านหนองเต่าที่รวมกลุ่มกันเข้าป่าไปเป็นนักดับไฟ, ไฟป่าภาคเหนือ

ทีมงานที่เดินหน้าไปก่อนพร้อมกับเครื่องเป่า มีด คราด ข้าวสารอาหารแห้ง หยุดรอเนินเขา เรามองเห็นไฟไม่ไกลจากเรามากกำลังเข้ามาประชิด ที่นี่จะเป็นที่พักของพวกเราในค่ำคืนนี้

ท่ามกลางความมืด ทางลาดชันที่เราต้องกวาดใบไม้ ยกท่อนไม่ที่ผุผังออกจากรัศมีแนวกันไฟ ฝุ่นคลุ้งหนาบดบังวิสัยทัศน์ในการมองเห็นและทำให้หายใจลำบาก เราจึงต้องเหลือบดูทางตลอดเวลา เราอาจจะไถลตกลงไปเบื้องล่างได้ทุกเมื่อ หากเราเหยียบก้อนหินที่ไม่มั่นคงพอ และไม่มีใครรู้เลยว่าจะมีงูหรือสัตว์มีพิษที่กำลังหนีไฟมาเจอกับเราเมื่อไหร่ โดยปกติพวกงูมักจะมาหลบไฟในลำห้วย ท่ามกลางใบไม้สีเขียวเรามักจะเจอกับงูเขียวหางไหม้ ก่อนตัดใบไม้มาใช้ เราจึงต้องตรวจดูให้ดี

เราใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมงในการทำแนวกันไฟ เราคาดหวังว่าไฟจะสงบลงเมื่อมันเดินทางลงไปถึงห้วย เพาะต่าโกล๊ะ เราไม่รู้ว่ามันจะเป็นอย่างที่เราคิดไว้หรือเปล่า 

ดึกมากแล้ว เราตกลงกันว่าเราควรกลับไปพักผ่อนเอาแรง และพรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่

เราแยกย้ายกันนอนตามแบบฉบับที่เรียบง่ายที่สุดในโลก ผมผูกเปลใต้ต้นไม้ที่มองลอดขึ้นไปมีดาวส่องสว่างไกลๆ เครื่องดื่มชูกำลังที่เดินทางมาจากเมืองคงมีน้ำใจมากมายผสมลงไปกับคาเฟอีน ทำเอาผมหลับตาไม่ลงเกือบทั้งคืน กลางคืนยิ่งดึกยิ่งหนาว ราวกับไม่ใช่หน้าร้อนและลมแรงขึ้นทุกที ผมเดินไปดูไฟที่ยังคงเดินทางเข้าใกล้เราทุกที กลับมานอนต่อในเปลอีกครั้ง จนหลับตาลงได้สำเร็จ

เรื่องเล่าจากบนดอยของปกาเกอะญอบ้านหนองเต่าที่รวมกลุ่มกันเข้าป่าไปเป็นนักดับไฟ, ไฟป่าภาคเหนือ

ต้นไม้คือผู้เก็บไฟ เรื่องเล่าของชาวเมารี

เรื่องเล่าจากบนดอยของปกาเกอะญอบ้านหนองเต่าที่รวมกลุ่มกันเข้าป่าไปเป็นนักดับไฟ, ไฟป่าภาคเหนือ

ทาแล เพื่อนชาวเมารีในนิวซีแลนด์ เคยเล่าให้เรื่องของพวกเขาให้ผมฟัง เมื่อครั้งเขาเดินทางมาพักอาศัยที่เชียงใหม่ ชาวเมารีมีเทพแห่งไฟชื่อ ‘มาฮุยคา’ เป็นเทพแห่งไฟใต้ผืนดิน เรื่องเล่าในตำนานของชาวเมารีมีอยู่ว่า วันหนึ่ง มาวี ชายหนุ่มเกิดสงสัยขึ้นมาว่า ไฟมาจากไหน เขาจึงเอาน้ำไล่ดับไฟของทุกคนทั้งหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านต่างพากันเหน็บหนาวและหุงหาอาหารไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น มาวีจึงต้องไปหาไฟกลับมาให้คนในหมู่บ้าน ก่อนออกเดินทาง ผู้เฒ่าสั่งกับมาวีว่า

“มาฮุยคา เทพแห่งไฟเป็นผู้มีจิตใจดี แต่เธอก็โกรธได้หากเราทำให้เธอไม่พอใจ”

มาวีเดินทางมาถึงถ้ำ เขาได้ยินเสียงดังกระหึ่มราวกับฟ้าผ่าถามขึ้นว่า

“เจ้าเป็นใครและมาที่นี่ได้อย่างไร” มาวีเล่าเรื่องทั้งหมดให้เทพแห่งไฟฟังและร้องขอความช่วยเหลือ เทพแห่งไฟเห็นใจ จึงมอบเปลวไฟจากนิ้วมือนิ้วหนึ่งของตัวเองให้มาวีเอากลับบ้าน 

 “เอาเปลวไฟที่นิ้วข้าไป และขอให้เจ้ามอบความเคารพต่อไฟเหมือนที่เจ้าเคารพต่อข้า”

มาวีน้อมรับไฟด้วยความเคารพและเดินทางกลับ ขณะที่เขากำลังเดินข้ามแม่น้ำ มาวีทำเปลวไฟตกน้ำ เขาจึงต้องกลับไปขอไฟจากเทพแห่งไฟอีกครั้ง และเขาก็ทำมันตกน้ำเช่นเดิม เป็นแบบนี้หลายหน จนทำไฟที่นิ้วของเทพแห่งไฟค่อยๆ หมดไปทีละนิ้ว

เรื่องเล่าจากบนดอยของปกาเกอะญอบ้านหนองเต่าที่รวมกลุ่มกันเข้าป่าไปเป็นนักดับไฟ, ไฟป่าภาคเหนือ

เทพแห่งไฟโกรธมาก เธอจึงไล่มาวีกลับไป มาวีวิ่งหนีเอาตัวรอดอย่างสุดชีวิต เทพแห่งไฟวิ่งตามไปติดๆ มาวีใช้พลังพิเศษที่เขามีกลายร่างเป็นเหยี่ยวบินหนีไป เทพแห่งไฟหยิบเปลวไฟสุดท้ายบนนิ้วเท้าของเธอและขว้างไป หวังจะให้โดนเหยี่ยวตัวนั้น เปลวไฟไม่โดนมาวี แต่เปลวไฟไปติดบนต้นไม้ ไฟไหม้และดับไป

หลังจากเหตุการณ์สงบลง มาวีนำไม้ที่ถูกไฟไหม้กลับบ้าน พร้อมกับสอนวิธีติดไฟจากการสีไม้ให้ชาวบ้าน ชาวบ้านต่างปลื้มปีติพอใจที่ได้ใช้ไฟทำอาหารและให้ความอบอุ่นกายเช่นเดิม 

ชาวเมารียังมีคนที่ได้รับการนับถือว่าเป็นผู้เฝ้าไฟ พวกเขาได้รับการเรียกขานว่า ‘อาฮิคา’ เป็นผู้ดูแลไฟที่บ้าน ดูแลอาหาร ตลอดจนเฝ้าดูความเป็นอยู่ของบ้านให้ปลอดภัย แม้รูปแบบและหน้าที่จะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แต่ชาวเมารีก็ยังให้ความสำคัญต่อผู้ที่ดูแลไฟ และหน้าที่ของอาฮิคายังคงดำรงอยู่ต่อไป 

ทาแลเล่าให้ฟังอีกว่า ชาวเมารีเคยมีระบบเกษตรแบบไร่หมุนเวียน แต่ภายหลังการเข้ามารุกรานของคนผิวขาว ความเปลี่ยนแปลงแบบฉุดกระชากทำให้พวกเขาตั้งตัวแทบไม่ทัน ทุกวันนี้ชาวเมารีกลับมารื้อฟื้นภาษา วัฒนธรรม กลับมารื้อฟื้นความเป็นชุมชน ที่มีคำตอบให้กับอนาคตของลูกหลานของพวกเขา

ต้อนไฟลงห้วย ดับไฟด้วยความเย็น

หลับตานอนได้ไม่นานเท่าไหร่ ราวตี 4 อบต.บะพิ ปลูกพวกเราให้ตื่น ไฟข้ามแนวกันไฟจนได้ คงเป็นเพราะลมแรงเมื่อคืน เราเตรียมตัวและรีบไปทำแนวกันไฟต่อ เครื่องเป่าลมช่วยเราได้มากเหลือเกิน ลำพังคราดและมีดพร้าเราคงต้องใช้เวลาและแรงกายมากกว่านี้ เราต้อนไฟลงห้วย ให้ไฟปะทะกับความเย็นของต้นกล้วยป่าและลำห้วยเล็กๆ ซึ่งปลอดภัยกว่าและมีโอกาสที่เราจะควบคุมไฟได้มากกว่า

ฟ้าสางแล้ว เราทำแนวกันไฟสำเร็จ ที่เหลือก็เพียงเฝ้าระวังไม่ให้ไฟข้ามมา เรากลับมาหุงข้าวทำอาหาร เป็นเวลาเดียวกันกับนกที่ส่งเสียงออกหากินในตอนเช้า มีเสียงไก่ป่า แต่เราไม่ได้ยินเสียงชะนีฝูงสุดท้าย บางทีพวกมันอาจจะซ่อนตัวใกล้ๆ เรา ถ้าพวกมันอยู่แถวนี้ ผมอยากให้พวกมันรับรู้ว่า อย่างกังวลอะไร วันนี้เราจะอยู่ที่นี่จนกว่าไฟจะดับลง

เรื่องเล่าจากบนดอยของปกาเกอะญอบ้านหนองเต่าที่รวมกลุ่มกันเข้าป่าไปเป็นนักดับไฟ, ไฟป่าภาคเหนือ

หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จแล้ว เราลงไปตรวจไฟด้านล่างหุบเขาตามลำห้วย ตอนสายๆ เราได้ยินเสียงตะโกนเรียกมาจากอีกฟากของภูเขา พี่น้องของเราที่ตามมาสมทบค่อยๆ ปรากฏตัวออกมาทีละคน ทั้งคนหนุ่มสาว แม่บ้านพ่อบ้านตลอดจนคนรุ่นปู่ ก็ยังอุตส่าห์เดินทางมาให้กำลังใจลูกหลาน

ในเวลานั้นผมรู้สึกโล่งและสบายใจมากขึ้น ผมเชื่อเหลือเกินว่าทุกคนก็รู้สึกเช่นเดียวกัน ไฟป่าครั้งนี้แทบจะกลายเป็นปัญหาเล็กไปทันที เราพักพูดคุยกันก่อนแยกกันเป็นสองทีม ชาวบ้านที่มาสมทบแยกกลับลงไปทำแนวกันไฟ ตามรอยเขตหมู่บ้านหนองเต่าและหมู่บ้านห้วยตอง ผมอยู่ปักหลักเฝ้าระวังไฟที่ยังดับไม่สนิทกับทีมงานชุดเดิม

เรากลับไปกินข้าวเที่ยงที่ฐานที่เรานอนพักเมื่อคืน ปลากระป๋องกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเคล้ากันในหม้อ รอให้นักดับไฟมาเติมท้องที่ว่าง ก่อนจะต้องขึ้นลงเขาสูงเป็นครั้งสุดท้ายของวัน

เราลงไปตรวจดูไฟเป็นครั้งสุดท้าย เสียงต้นไม้หักและล้มลงดังอยู่เบื้องล่าง เราต้องตักน้ำใส่ขวดเอาไปรดอยู่นานกว่าจะดับสนิท

เรื่องเล่าจากบนดอยของปกาเกอะญอบ้านหนองเต่าที่รวมกลุ่มกันเข้าป่าไปเป็นนักดับไฟ, ไฟป่าภาคเหนือ

ไฟป่าค่อยๆ มอดดับ จึงได้เวลาที่พวกเราต้องพาตัวเองเดินกลับขึ้นบนสันเขา มอเตอร์ไซค์คันสีแดงของแม่รอผมอยู่นั่นเพื่อพาผมกลับบ้าน ผมลืมไปสนิทเลยว่า ทางขึ้นลาดชันและยาวไกล และผมได้ใช้พลังงานไปมากมายกับการขึ้นลงตลอดช่วงบ่าย ผมน่าจะเอาอะไรยัดใส่ท้องเมื่อมื้อเที่ยงมากกว่านี้ ท้องผมเริ่มร้อง กล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ที่เกี่ยวพันโยงใยตามขาออกอาการงอแง ผมเอาน้ำที่เหลือมากรอกปาก ผมหิวและภาวนาให้มีใครทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตกระหว่างทางสักห่อหนึ่ง 

แล้วโชคชะตาก็เข้าข้างผมจนได้ ไม่ใช่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอย่างที่ผมคาดหวังไว้ แต่เป็นลูกบ๊วยสุกเหลืองฉ่ำเต็มที่ที่พร้อมจะละลายในปากของผม ต้นบ๊วยต้นนี้อายุน่าจะราวๆ 40 ปี มันออกผลเต็มต้นและร่วงเต็มไปหมด มันเป็นบ๊วยที่รสชาติดีที่สุดในโลกต้นหนึ่งตั้งแต่เคยกินบ๊วยมา ผมเก็บลูกบ๊วยกลับบ้านหนึ่งกำมือ หวังว่าจะเอากลับไปเพาะเป็นความทรงจำดีๆ

ในที่สุดผมก็พาตัวเองกลับมาถึงจุดเริ่มต้นที่มีต้นพัลเบอรรี่รออยู่ ผมค่อยๆ เก็บผลไม้มหัศจรรย์ชนิดหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัยใส่ปากเพื่อเติมน้ำตาลให้ร่างกาย ภารกิจของวันนี้ปีนี้สำเร็จลงแล้ว แต่ยังมีอะไรให้คิดต่อมากมาย

ไฟป่ารอคอยวงล้อมแห่งการรับฟัง พูดคุย

ไฟป่าดับแล้ว ป่ากำลังฟื้นฟูตัวเองอย่างช้าๆ และไม่นานจะกลับคืนเป็นปกติ คงไม่มีใครปฏิเสธว่าปัญหาเชิงโครงสร้าง คือรากเหง้าของปัญหาที่อยู่ลึกลงไปในเมืองไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราไม่มีบรรยากาศของบ้านเมืองที่มีเสถียรภาพมายาวนานมากแล้ว เรายังมีเรื่องอื่นๆ มากมายที่ต้องติดตาม ในขณะที่ต้องเผชิญกับวิกฤตในปีนี้อย่างอดทนไปด้วยกัน

เราอยากเห็นพื้นที่พูดคุย รับฟัง แลกเปลี่ยน การถกกันด้วยใจเปิดกว้างของทุกภาคส่วน เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนกว่านี้ เวลาที่เราพูดถึงการปกป้องเชียงใหม่ เราไม่ได้พูดถึงแค่เราจะใช้อำนาจอย่างไรเท่านั้น แต่เรากำลังพูดถึงเชียงใหม่ว่ามีองค์ความรู้อะไรบ้างในการจัดการกับไฟป่า ความรู้ในเมืองไทยอะไรบ้างที่เราหยิบจับมาใช้ได้ เราได้ใช้มันอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง เครื่องมือใหม่ๆ อะไรบ้างที่จะมาเสริมให้เกิดความร่วมมืออย่างแท้จริง ภาครัฐเองจะอำนวยโอกาสให้เกิดขึ้นได้อย่างไร เพื่อให้ปัญหาต่างๆ บรรเทาลง และให้เมืองไทยได้ความผาสุขกลับมาอีกครั้ง

ถึงแม้การดับไฟป่าเป็นวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เราควรขอบคุณชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ตัวเล็กๆ สภาลมหายใจเชียงใหม่ ทีมงานสายใต้ออกรถ ชาวเชียงใหม่ ชาวไทยทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาครั้งนี้ปีนี้ และขอคาราวะดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับทั้งเจ็ดท่านที่สละชีวิตเพื่อผืนป่าของพวกเราทุกคน

ต่าบลึ๊

เรื่องเล่าจากบนดอยของปกาเกอะญอบ้านหนองเต่าที่รวมกลุ่มกันเข้าป่าไปเป็นนักดับไฟ, ไฟป่าภาคเหนือ

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

 ห่อโข่ ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ที่ที่เราทุกคนร้องไห้

การร้องไห้เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ ที่เราทุกคนบนโลกล้วนเคยประสบพบเจอในชีวิต แม้เราจดจำเสียงร้องไห้ครั้งแรกของเราในวันที่ลืมตาดูโลกไม่ได้ ทารกบางคนถูกตีก้นหากชักช้าไม่ยอมร้องไห้ให้หมอตำแยสมัยใหม่ฟัง หลังจากการร้องไห้ครั้งนั้น เราได้เริ่มต้นมีชีวิตบนโลกใบนี้ที่หมุนมาช้านานและกำลังหมุนต่อไป

‘ห่อโข่’ แปลว่า ดิน โลก และที่ร้องไห้ การร้องไห้เป็นภาษาแรกของมนุษย์ทุกคน ทุกเผ่าพันธุ์บนโลก ยังไม่มีบันทึกไหนบอกว่ามีเด็กลืมตาดูโลกแล้วหัวเราะ อาจมีบ้างที่มีเด็กน้อยยิ้ม แต่มันจะเกิดหลังจากร้องไห้ ภาษาสากลนี้จึงเหมาะที่สุดแล้วสำหรับความเชื่อบรรพบุรุษของปกาเกอะญอ ผู้เรียกขานดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ว่าห่อโข่ หรือที่ที่เราทุกคนร้องไห้

ปกาเกอะญอเชื่อว่า ห่อโข่ คือดาวโลก ที่ที่ทุกคนร้องไห้ เพราะน้ำตาบอกว่าเรามีชีวิต

วาระที่หนึ่ง

การเกิดมาแล้วร้องไห้ทันที แปลว่าการเดินทางบนโลกใบนี้มันไม่ใช่เรื่องสนุกนัก เราต้องพบเจอความยากลำบากไม่มากก็น้อย ไม่ช้าก็เร็วเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ก็มีเรื่องราวที่มอบรอยยิ้มและความสุขใจให้เราได้เช่นกัน อย่างเด็กๆ ใช้การร้องไห้เป็นเครื่องมือในการได้มาซึ่งของเล่น ขนม หรืออะไรก็ตามที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า 

เมื่อครั้งพ่อแม่พาไปยังแหล่งที่มีของเล่นเด็ก เด็กบางคนขอผู้ปกครองด้วยวาจาอย่างน่ารักน่าเอ็นดู ก็ได้ของที่หมายปองมาครองครองอย่างราบรื่น แต่คงมีเด็กจำนวนมากที่อาจต้องสวมบทบาทนักแสดง ด้วยการเปล่งเสียงร้องและรีดน้ำตาออกมา ถ้ายังไม่ประสบความสำเร็จ ก็ยังมีไม้ตายสุดท้ายด้วยการลงไปนอนเกลือกกลิ้งบนพื้น ซึ่งใช้ได้ผลอยู่บ่อยๆ แต่พอโตขึ้นมาหน่อยอาจจะต้องใช้วิธีอื่นๆ ที่เหมาะกับวัยมากขึ้น นี่ก็เป็นความยากลำบากน้อยๆ ของผู้ปกครองเช่นเดียวกับลูกๆ ที่ต้องฝึกฝนไม้ตายไว้ใช้ยามจำเป็น

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

จึงมีสุภาษิตกล่าวไว้ว่า เด็กได้มาด้วยการร้องไห้ ผู้ใหญ่ได้มาด้วยเล่ห์กล และวัยเด็กนี้เองเป็นวัยที่หอมที่สุด ความหอมเป็นกลิ่นและบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา เราสังเกตได้จากบ้านที่มีเด็กอยู่ มักมีเสียงเพลงของพ่อแม่ที่กล่อมลูกน้อย เสียงที่ญาติๆ ข้างบ้านไปแสดงความเอ็นดูเจ้าตัวน้อย เสียงหัวเราะและเสียงร้องเพลงของเด็กน้อยที่โตขึ้นมาหน่อย ช่วยหล่อเลี้ยงบรรยากาศของบ้านให้อบอวลไปด้วยความสดใสด้วยพลังงานของเด็ก ช่วยให้ผู้ใหญ่ยิ้มได้และรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดของการงาน เด็กจึงเนื้อหอมที่สุดในบ้าน

มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่ผู้ใหญ่กำลังถกเถียงกันเรื่องกำจัดปีศาจตัวหนึ่งที่เข้ามารุกรานหมู่บ้าน ทำให้ผู้คนเดือดร้อน ล้มป่วย และสร้างความหวาดกลัวไปทั่ว ผู้ใหญ่ประชุมหารือกัน 7 วัน 7 คืนบนบ้าน แต่ก็หาทางออกไม่เจอ เด็กๆ ที่กำลังเล่นกันตามประสาเด็กใต้ถุนบ้านได้ยินเสียงผู้ใหญ่ถกเถียงกันอย่างจริงจัง จนรู้สึกว่ามันรบกวนการเล่นของพวกเขา เด็กคนหนึ่งในนั้นจึงขึ้นไปบนบ้าน แล้วยื่นปืนลมที่ทำจากไม้ไผ่ของตัวเอง และบอกกับผู้ใหญ่ว่าให้ล่อปีศาจเข้ามาในปืนลมของเขา ครั้นปีศาจเข้าไปแล้วให้เอาขี้ผึ้งอุดหัวท้ายของปืนลมแล้วเอาไปเผา ปีศาจก็จะไม่โผล่มาอีก

ทางออกที่ง่ายราวกับปอกกล้วยกินของเด็ก สำหรับผู้ใหญ่แล้วมันเป็นความคิดที่ไร้เดียงสาเท่านั้นเอง แต่ผลที่ออกมาก็ทำให้ผู้ใหญ่ต้องคิดใหม่ ผู้ใหญ่คิดมากไป คิดซับซ้อนเกินไป จึงไม่แปลกที่เจ้าชายน้อยจะไม่ค่อยเข้าใจพวกผู้ใหญ่นัก

การร้องไห้วาระแรกนี้เป็นการร้องไห้พื่อต้อนรับเริ่มต้นการมีชีวิตในโลก ซึ่งวัยเด็กนี้เอง น่าจะเป็นวัยที่พวกเราหลายคนยกมือสนับสนุนเห็นด้วยว่า วัยเด็กคือวัยที่เรามีความสุขมากที่สุด

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

วาระที่สอง

การดีใจก็ทำให้เราร้องไห้ได้เช่นกัน บ่อยครั้งที่เราเห็นนักกีฬาหลั่งน้ำตาในโอกาสที่ได้รับชัยชนะ หลังการแข่งขันจบสิ้นลง การบากบั่นฝึกฝนมาทั้งปีได้รับผลตอบแทนที่มีค่าต่อจิตจากมากมาย เช่นเดียวกับฝ่ายที่ปราชัยก็ร่ำไห้เสียใจที่พลาดหวังในการแข่งขันทั้งๆ ที่ก็ฝึกฝนไม่น้อยไปกว่ากัน ความรักมีพลังมหาศาลที่จะปลดปล่อยน้ำตาอุ่นๆ ไหลมาอาบแก้มของใครต่อมากมาย ความผิดหวังจากความรักนำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างถึงที่สุดนี่เอง ที่เปลี่ยนแปลงคนคนหนึ่งกลายเป็นอีกคนไปเลย

วาระที่สาม

การจากลาดูจะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ร้องไห้มากที่สุดครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะการจากลาที่ไม่มีวันได้พบเจอกันอีก คนสมัยก่อนเชื่อว่านอกจากโลกใบนี้แล้ว ยังมีโลกอีก 4 ใบทับซ้อนกันอยู่ คือ โลกที่เรากำลังอยู่ โลกวิญญาณ โลกแห่งความตาย โลกนรก โลกสวรรค์ ในบรรดาโลกทั้งห้านี้มีการร้องไห้ให้ได้ยิน และทุกโลกต่างหมุนโคจรไปกับเราทุกขณะทุกวัน หากเราดีใจ อิ่มใจ หรือรู้สึกสงบ ก็บอกได้เลยว่า เรากำลังอยู่ในโลกสวรรค์ แต่ถ้าเราทุกข์ใจ ก็บอกได้ทันทีเช่นกันว่าเรากำลังย่ำไปในโลกของนรก ส่วนคนที่เมาสุรา อาจจะกำลังท่องเที่ยวไปในโลกแห่งวิญญาณ เพราะร่างกายที่อ่อนเอนทรงตัวไม่มั่นคงนั้น อาจเหลือความเป็นมนุษย์เพียงครึ่งเดียว ในแต่ละวันเราอาจจะท่องเที่ยวไปมาจนครบทั้งห้าโลกก็ได้

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น

โลกไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวลำพัง โลกต้องการผู้ที่คอยช่วยเหลืออย่างดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างมายังโลก ทำให้โลกนั้นมีชีวิต มีความหวัง 

‘หมื่อหล่า’ แปลตรงตัวว่า ใบของดวงอาทิตย์ มีความหมายว่า ‘ความหวัง’ ตราบใดที่โลกยังมีดวงอาทิตย์ เราก็จะยังมีความหวัง ต่อให้บางยุคบางสมัยยากลำบาก ในการประกอบพิธีกรรม คนสมัยก่อนจะเอ่ยขอบคุณฟ้าดินเพื่อระลึกถึงบุญคุณของธรรมชาติที่ได้ดูแลมนุษย์ให้อยู่รอดปลอดภัยในทุกฤดูทุกปี ที่เราอยู่รอดปลอดภัยได้ทุกวันนี้ นอกจากเป็นเพราะการเรียนรู้ที่จะปรับตัวของเราแล้ว ส่วนสำคัญคือการบิดตัวถ้อยทีถ้อยอาศัยของโลกที่พอเหมาะพอดี

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

ทุกๆ วันมีก้อนอุกกาบาตโคจรมาชนกับโลกนับครั้งไม่ถ้วน แต่ด้วยชั้นบรรยากาศของโลกนี้เอง ช่วยปกป้องให้เรารอดพ้นจากภัยอันตรายที่เกิดกับเรา หากก้อนอุกกาบาตเหล่านั้นทะลวงชั้นบรรยากาศโลกเข้ามาได้ โลกอาจจะเจ็บปวดโดยที่เราไม่รู้เลย

หรือการรักษาสมดุลและจัดวาง วงแหวนแห่งไฟที่เป็นรอยแยกของเปลือกโลก ซึ่งทอดยาวตามแนวชายฝั่งในมหาสมุทรแปซิฟิก เก็บภูเขาไฟและระเบิดเวลาของการเกิดแผ่นดินไหว เราในฐานะมนุษย์แทบจะบังคับอะไรไม่ได้เลย หากเกิดอะไรขึ้นแบบกะทันหัน

แต่เพราะความรักของดวงดาวที่ร้องไห้ ซึ่งมอบความรักที่ยิ่งใหญ่ เป็นความรักที่ไร้กาลเวลา ต่อให้เราจะตัดต้นไม้มาสร้างบ้าน ต้นไม้ไม่เคยห้าม แต่ยังแตกกิ่งก้านใหม่ออกมาให้ร่มเงากับเราอีกครั้ง เราจับปลาในท้องทะเลกิน มหาสมุทรไม่เคยห้าม แถมยังเพิ่มฝูงปลาให้เรา แผ่นดินไม่เคยห้ามเราทำเหมืองแร่ เพื่อให้เราได้นั่งเครื่องบินท่องเที่ยว ส่งจรวดไปดาวอังคาร มีชีวิตอย่างสะดวกสบาย

นอกจากการใส่วันสิ่งแวดล้อมโลกลงในปฏิทิน เพื่อย้ำเตือนให้เราเห็นคุณค่าของโลกใบนี้ การกล่าวขอบคุณฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ก็เป็นสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้เรายังพอนึกภาพที่เราเกี่ยวข้องกับโลกและจักรวาลได้บ้าง คนรุ่นก่อนที่เชื่อว่าชีวิตของเราขึ้นตรงต่อแรงหมุนของโลก และเราต้องยอมรับและหมุนไปกับฤดูกาลของโลกที่หมุนเปลี่ยนไป

กินน้ำ ให้รักษาชีวิตของน้ำ ใช้ดิน ให้ดูแลชีวิตของโลก

คือถ้อยคำสั้นๆ ที่คนรุ่นก่อนฝากไว้ให้เรา เพื่อที่เราจะยังมีความหวังต่อไป ในวันที่เราต่างได้ยินเสียงสะอื้นจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load