ร้านกาแฟเล็กๆ ย่านท่าเตียนแห่งนี้ตกแต่งด้วยของชิ้นพิเศษ เป็นของตกแต่งที่ยืนยันว่าเคยมีเจ้าชายไทยเป็นนักแข่งรถ และเจ้าชายไทยอีกพระองค์เป็นผู้จัดการทีม เก่งระดับชนะฝรั่งได้

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

ผู้จัดการทีมพระองค์นั้นคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงบันทึกไว้ในหนังสือ เกิดวังปารุสก์ ว่า “การช่วยจัดการแข่งรถให้พีระเป็นส่วนสำคัญอันหนึ่งในชีวิตข้าพเจ้า ซึ่งได้ทำอยู่ทั้งหมดถึงเกือบแปดปี”

‘พีระ’ ที่ทรงกล่าวถึงคือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม

ระหว่าง พ.ศ. 2478 – 2482 (ค.ศ.1935 – 1939) หรือก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.พีระ เข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่ง 20 ครั้ง ที่สอง 14 ครั้ง และที่สาม 5 ครั้ง กล่าวได้ว่า ‘ชนะเลิศหรือเกือบชนะเลิศ’ คิดเป็นราว 57 เปอร์เซ็นต์ จากการเข้าแข่งทั้งหมด 68 ครั้ง และเป็นนักแข่งรถสมัครเล่นชาวไทย มิใช่นักแข่งอาชีพที่สังกัดตามบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่ล้วนเป็นชาวยุโรป

เป็นความภูมิใจของคนไทยที่ได้ทราบว่าเมื่อ 80 – 90 ปีที่แล้ว ชื่อ B.Bira เป็นที่เกรงขามของนักแข่งฝรั่ง เป็นราชานักแข่งรถที่ไม่มีใครสู้ได้ The Cloud ได้รับโอกาสจาก คุณไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์ กรรมการผู้จัดการสำนักพิมพ์ River Books พาชมสิ่งของแห่งความภาคภูมิใจที่ประดับอยู่ใน ‘คาเฟ่หนูขาว’ หรือ ‘White Mouse Café’ ย่านท่าเตียน และพิเศษกว่าใคร เมื่อคุณไพศาลย์กรุณาเปิดให้เข้าชมห้องทรงงานของพระองค์จุลฯ ในวังจักรพงษ์ เพื่อชมถ้วยรางวัลจากการแข่งรถของ พ.พีระ

เจ้าชายผู้ชื่นชอบยานยนต์และความเร็ว

คุณไพศาลย์เล่าว่า “พระองค์จุลฯ เป็นเจ้านายที่นิยมยานยนต์ เมื่อปลายรัชกาลที่ห้าก็ทรงมีรถเด็กเล่นทำด้วยเหล็ก คงจะเป็นสมเด็จพระพันปีทรงซื้อพระราชทาน มีรูปถ่ายเก็บไว้ พอโตมาหน่อยรัชกาลที่หกก็พระราชทานรถคาดิลแลค เป็นรถไฟฟ้าย่อส่วนสีแดง วิ่งได้เหมือนจริง รถคันนี้ท่านก็มีรูปถ่ายเก็บไว้ ในปลายพระชนม์ชีพท่านก็ขึ้นไปนั่งขับ เป็นภาพที่น่าเอ็นดูมาก”

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
ภาพ : Riverbooks

ร้อยเอกรอนนี พอตส์ (Ronnie Potts) เลขานุการส่วนพระองค์ซึ่งเป็นชาวอังกฤษ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า จริงๆ ท่านชอบรถ แต่ไม่ได้ชอบขับรถ ท่านชอบให้คนอื่นขับให้นั่งมากกว่า”

คำกล่าวนี้ตรงกับที่พระองค์จุลฯ ทรงบันทึกไว้ว่า ตอนเด็กๆ ทรงขับรถได้อย่างดี แต่ทิ้งไปไม่ได้ขับเสียราว 7 ปี จนมาขับอีกครั้งตอนอายุ 20 ปี เกิดขลุกขลักเมื่อต้องเปลี่ยนเกียร์ แต่ก็ทรงเริ่มเลี่ยงการขับรถตั้งแต่นั้นมา

เมื่อพระองค์จุลฯ ไปศึกษาต่อที่สหราชอาณาจักร และทรงพบพระญาติรุ่นน้องคือ พระองค์เจ้าพีระฯ ผู้ชอบขับรถและขับได้ดีเยี่ยม จึงทรงชักชวนกันไปดูการแข่งรถด้วยกันบ่อยๆ เป็นจุดเริ่มต้นให้ทั้งสองพระองค์ทรงคิดเรื่องลงแข่งขันอย่างจริงจัง

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
พระองค์จุลฯ และพระองค์เจ้าพีระฯ ภาพ : River Books

แม้ตอนแรกพระองค์จุลฯ ไม่ทรงเห็นด้วย เพราะห่วงความปลอดภัยของพระองค์เจ้าพีระฯ แต่เมื่อเห็นฝีมือการขับของพระญาติรุ่นน้องแล้วก็ทรงยอม ทรงออกทุนซื้อรถแข่งและเป็นผู้จัดการทีมให้ เป็นการยอมสนับสนุนที่คงไม่ทรงคาดคิดว่าอีกไม่กี่ปีหลังจากนั้นพระองค์เจ้าพีระฯ จะได้มีโอกาสสัมผัสมือกษัตริย์ยุโรปหลายประเทศ และรับถ้วยรางวัลชนะเลิศการแข่งขันหลายรายการ มีชื่อเสียงระบือไกลไปทั่วเกาะอังกฤษและวงการแข่งรถของโลก

Bira the Invincible

พระองค์จุลฯ ทรงบันทึกไว้ว่า “นับแต่ก่อนพีระแข่งรถมา ข้าพเจ้าบังอาจกล่าวได้ว่า นอกจากผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเมืองไทย หรือเคยไปอยู่เมืองไทย ของที่ชาวต่างประเทศนึกถึงเกี่ยวกับเมืองไทย ก็มีแมว กับคนฝาแฝดติดกัน ซึ่งความจริงคนฝาแฝดติดกันที่ไปมีชื่อเสียงอยู่ทั่วโลกนั้น ก็เป็นจีนเสียด้วยซ้ำ” พระองค์จุลฯ ทรงหมายถึง Siamese Cats กับฝาแฝดอิน-จัน ที่มีบิดาชาวจีน มารดาชาวไทย นั่นเอง

นักขับรถหนุ่ม พ.พีระ จึงถือเป็นคนไทยคนแรกที่โด่งดังในระดับโลก มิใช่เพียงเข้าร่วมการแข่งขัน แต่กวาดถ้วยชนะเลิศมาครองนับไม่ถ้วน จนได้รับสมญาจากหนังสือพิมพ์ Motor Sport เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1939 ว่า Bira The Quite Invincible (พีระผู้ไม่มีใครโค่นได้)

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
ภาพ : River Books

หลังจาก พ.พีระ ชนะการแข่งในยุโรปครั้งแล้วครั้งเล่า 5 ธันวาคม พ.ศ. 2480 ชาวกรุงเทพฯ หลายหมื่นคนมีโอกาสได้เห็น ‘รอมิวลุส’ และ พ.พีระ บนถนนราชดำเนิน ตั้งแต่สะพานผ่านพิภพลีลาไปจนถึงลานพระบรมรูปทรงม้า

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
ภาพ : River Books

หนังสือพิมพ์ลงข่าวเป็นที่เอิกเกริกว่าเจ้านายไทยสองพระองค์ทำชื่อเสียงให้ประเทศชาติ สีน้ำเงินที่ทาบนรถรอมิวลุสได้ชื่อว่าเป็น ‘สีพีระ’ สาวๆ ชาวกรุงสมัยนั้นจำนวน ‘หลายร้อยหลายพัน’ ต่างหาซื้อเสื้อผ้าสีน้ำเงินพีระเพื่อสวมใส่ ‘ไปดูท่านพีระขับรถแข่ง’

“ตอนนั้นท่านกำลังมาแรง ทรงเป็นซูเปอร์สตาร์เมืองไทย ตอนนั้นก็ไม่มีคนไทยคนไหนเลยที่เป็นฮีโร่ ท่านกลับมาแบบเป็นขวัญใจคนไทยจริงๆ ในยุค 2480 – 2490” คุณไพศาลย์เล่ายิ้มๆ

“ตอนนั้นเราไม่มีฮีโร่ของชาติ ก็มีแต่พระองค์เจ้าพีระฯ หลังจากยุคท่านถึงจะมี โผน กิ่งเพชร, ชาติชาย เชี่ยวน้อย เป็นยุคหลัง พ.ศ. 2500 มาแล้ว” คุณไพศาลย์หมายถึงนักมวยชาวไทยคนแรกและคนที่ 2 ที่เป็นแชมป์โลก จนทำให้เกิดปรากฎการณ์ยกโขยงไปเชียร์มวยหน้าจอโทรทัศน์กันทั้งตำบลในสมัยนั้น

7 สิ่งของต้องดูใน ‘คาเฟ่หนูขาว’

1. สัญลักษณ์หนูขาว

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

‘คอกรถแข่ง’ ที่คว้าชัยมานับไม่ถ้วนนี้ชื่อ ทีมหนูขาว (White Mouse) พระองค์จุลฯ ทรงเล่าไว้ว่า สมัยนั้นคณะรถแข่งที่มีชื่อเสียงที่สุดคือคอกอิตาเลียนชื่อ เฟอร์รารี มีตราม้าดำมีปีกเป็นสัญลักษณ์ และโดยที่พระองค์จุลฯ ทรงมีชื่อเล่นว่า ‘หนู’ พระองค์เจ้าพีระฯ จึงทรงเขียนรูปหนูสีขาวติดที่รถแข่ง ชาวยุโรปเห็นเป็นของแปลก พวกหนังสือพิมพ์ชอบกล่าวว่า รถแข่งของพีระมีหนู Mickey Mouse ติดอยู่ด้วย ในร้านกาแฟเล็กๆ แห่งนี้จึงมีสัญลักษณ์ที่ว่าปรากฏอยู่ และได้ชื่อว่า White Mouse Café

2. ภาพประวัติศาสตร์การแข่งรถของพระองค์เจ้าพีระฯ

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม

คุณไพศาลย์พา The Cloud ชมภาพต่างๆ ที่ติดอยู่บนฝาผนังร้าน ความพิเศษของภาพเหล่านี้คือ เป็นภาพถ่ายที่บอกเล่าเรื่องราวการแข่งรถของทีมหนูขาว บางภาพเป็นฝีมือการถ่ายของพระองค์จุลฯ หลายภาพมีคำบรรยายภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นลายพระหัตถ์ของพระองค์จุลฯ ว่าแข่งรายการใด ที่ไหน ระบุวันเดือนปี เช่นวันที่ 11 เมษายน 1936 เมื่อพระองค์เจ้าพีระฯ รับถ้วยรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันที่โมนาโก ใช้รถ ‘รอมิวลุส’

บางภาพมีรถแข่ง 3 คัน เรียงกันในสนาม พระองค์จุลฯ บรรยายภาพไว้ว่านี่คือรถแข่ง 1500 ซีซี ที่ประสบความสำเร็จที่สุดของปี 1936 ระบุชื่อนักขับทั้งสามคน และหนึ่งในนั้นคือ พ.พีระ กับรถ E.R.A. รอมิวลุส

บรรยากาศในสนามแข่งน่าตื่นเต้น พระองค์จุลฯ ทรงบันทึกไว้ว่า “รถแข่งเสียงดังสนั่นตั้ง 20 กว่าคันราวกับยักษ์ 20 ตนขู่คำราม จะไล่ขม้ำกินคน ยิ่งเมื่อคนขับแข่งเร่งเครื่องขึ้นเมื่อจวนจะออก ก็ยิ่งดังสนั่นยิ่งขึ้น”

เมื่อกรรมการชูธงเป็นสัญญาณออกตัว อะไรเกิดขึ้นหลังจากนั้น ก็ขึ้นอยู่กับ 4 ปัจจัย คือความสามารถของนักขับ รถที่เร็วและทนทาน มีผู้จัดการและช่างเครื่องที่มีความสามารถ และต้องมีโชคด้วย ดังที่นักแข่งอาวุโสท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้เมื่อ พ.พีระ ชนะการแข่งขันที่มอนติคาร์โล หากขาดข้อใดไปก็ไม่อาจขึ้นสู่ตำแหน่งอันดับหนึ่งได้

3. ป้าย ‘ย’

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

ป้ายแบบนี้เป็นสิ่งจำเป็นต่อชัยชนะ เพราะเป็นการให้สัญญาณแก่นักขับว่า ตอนนี้ควรทำอะไร เช่น ‘ย’ หมายถึง หยุด ‘ร’ หมายถึง เร่งความเร็วขึ้น ‘PAR ๑๕๐’ หมายถึง ทำความเร็วให้ได้ 150 ไมล์ / ชั่วโมง และยังมีสัญญาณที่บอกให้ชะลอความเร็วลงเพื่อถนอมเครื่องยนต์และป้องกันอันตราย (ในกรณีที่คู่แข่งไล่ไม่ทัน)

พระองค์จุลฯ ทรงให้เขียนตัวอักษรและเลขไทยบนป้าย จนหนังสือพิมพ์อังกฤษตื่นเต้นและนำไปเขียนว่า ที่ทีมหนูขาวทำเช่นนั้นเพราะตั้งใจให้เป็นสัญญาณลับ

ในสนาม พ.พีระ (นักแข่ง) และพระองค์จุลฯ (ผู้จัดการทีม) ต้องทำหน้าที่ไปพร้อมกัน พ.พีระ ขับรถเพื่อไปถึงเส้นชัยให้เร็วที่สุด ส่วนพระองค์จุลฯ และผู้ช่วย ต้องคอยสังเกตว่า พ.พีระ อยู่ตำแหน่งไหน ควรเร่งหรือชะลอความเร็ว ควรเข้าที่ซ่อมเติม (Pit) เพื่อเติมน้ำมันหรือซ่อมอะไรบ้างหรือไม่ วิ่งรอบนี้ใช้เวลาไปกี่วินาที ยังเหลือต้องวิ่งอีกกี่รอบ

พระองค์จุลฯ ทรงยกตัวอย่างไว้ว่า สนามดิเอปป์ (Dieppe) ในฝรั่งเศส แข่งระยะทางไกลถึง 320 กิโลเมตร แต่สนามแข่งหนึ่งรอบยาวเพียง 8 กิโลเมตร ก็เท่ากับต้องวิ่งให้ครบ 40 รอบ นักขับต้องสนใจต่อการขับ จึงจำไม่ได้ว่าขับไปแล้วกี่รอบ อีกทั้งผู้จัดการหรือผู้อำนวยการ (พระองค์จุลฯ) จะต้องดูแลและควบคุมช่างเครื่องให้พร้อม มีเครื่องมือพร้อมที่จะช่วยคนขับในที่ซ่อมเติม

คุณไพศาลย์ให้ความเห็นว่า นักแข่งรถและผู้จัดการทีมสมัยก่อนต้องใช้ทักษะเฉพาะตัวสูง เพราะไม่มีเครื่องช่วยอะไรเลย ทุกอย่างต้องคอยนับ คำนวณ และจดด้วยมือ ต้องเฝ้ามองจากต้นทางว่ารถของทีมตนเองใกล้เข้ามาหรือยัง เพื่อเตรียมการในที่ซ่อมเติมให้พร้อม สมัยนี้นักแข่งสื่อสารกับผู้ช่วยในทีมได้เพราะมีหูฟัง แต่สมัยก่อนไม่มี

เมื่อพระองค์จุลฯ ทรงคำนวณแล้วว่าจะให้ พ.พีระ ทำอย่างไรต่อไป ก็ต้องคอยสื่อสารกับนักขับ ด้วยการยกป้ายต่างๆ เหล่านี้เป็นสัญญาณ ดังที่ทรงบันทึกไว้ว่า “ผู้อำนวยการจึงมีงานทำมาก จะละทิ้งหน้าที่บงการอยู่ไม่ได้เลยตลอดการแข่ง”

4. พวงมาลัยรถหนุมาน

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

นี่เป็นพวงมาลัยของรถแข่งชื่อ หนุมาน ซึ่งรถพังไปแล้ว ซ่อมไม่ได้ พระองค์จุลฯ ก็เลยขายตัวโครงไป เราเลยเก็บพวงมาลัยตัวจริง ส่วนตัวรถหนุมานที่ประกอบขึ้นใหม่มีคนซื้อมาทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่เก้า ตอนนี้ตั้งแสดงที่ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา” คุณไพศาลย์อธิบาย

หนุมานเป็นรถ E.R.A. (English Racing Automobiles) ที่พระองค์จุลฯ ทรงซื้อใน พ.ศ. 2481 พวงมาลัยอันนั้นมีรูปหนุมานแกะสลักด้วยเงินอยู่ตรงกลาง ขนาดใหญ่กว่าพวงมาลัยรถเก๋งในปัจจุบัน

“คราบที่เห็นบนพวงมาลัยเป็นคราบเหงื่อไคลของจริงของพระองค์เจ้าพีระฯ เมื่อท่านขับเมื่อ 70 – 80 ปีที่แล้ว นี่คืออนุสรณ์ที่เราได้เห็นจริงๆ ของพระองค์เจ้าพีระฯ ที่ทรงจับพวงมาลัยนี้บังคับรถไปมาอยู่ในสนามแข่ง” คุณไพศาลย์เล่า

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

นอกจาก ‘หนุมาน’ แล้ว ยังมีรถแข่งคู่ใจ พ.พีระ อีก 2 คันที่มีชื่อ คือ ‘รอมิวลุส’ กับ ‘รีมุส’ คันที่โดดเด่นที่สุดคือรอมิวลุส เป็นรถแข่งสัญชาติอังกฤษในตระกูล E.R.A. (English Racing Automobiles) ผลิตออกมาเพียง 19 คัน ในการแข่งตั้งแต่ พ.ศ. 2479 – 2482 รถรอมิวลุสที่ขับโดย พ.พีระ ชนะเลิศรางวัลที่ 1 ถึง 10 ครั้งด้วยกัน เป็นรถ E.R.A. ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดเหนือรถแข่งยี่ห้ออื่น และเป็นรถแข่งคู่พระทัยของ พ.พีระ มาโดยตลอด

5. ถ้วยรางวัล

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

มุมหนึ่งของร้านมีตู้กระจกบรรจุหนังสือภาษาอังกฤษที่พระองค์จุลฯ ทรงบันทึกเรื่องราวการแข่งรถของ พ.พีระ และจัดพิมพ์ในประเทศอังกฤษ และหนังสือเล่มเล็กๆ ภาพหน้าปกเป็นฝีพระหัตถ์พระองค์เจ้าพีระฯ

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

แต่ที่โดดเด่นสะดุดตาคือสารพัดถ้วยรางวัลจากการแข่งขันที่ พ.พีระ แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและความสามารถ คุณไพศาลย์กล่าวว่า “ถ้วยรางวัลเหล่านี้ถือว่าล้ำค่ามาก เพราะเป็นเงินแท้ๆ และจัดทำเฉพาะสำหรับการแข่งครั้งนั้นๆ ไม่มีอีกแล้ว ถ้วยรางวัลสมัยนี้ใช้วัสดุอื่น ไม่ใช่เงิน ถ้วยเหล่านี้จึงมีมูลค่าสูงมาก ถ้าถ้วยเล็กลงไปก็เป็นของการแข่งย่อยๆ”

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

คุณไพศาลย์ยังกรุณาให้ The Cloud เข้าชมห้องทรงงานของพระองค์จุลฯ ซึ่งอยู่ในวังจักรพงษ์ ในห้องนั้นเป็นที่เก็บรักษาถ้วยรางวัลอีกส่วนหนึ่งทั้งใหญ่และเล็ก และมีถ้วยรางวัลพิเศษคือ Siam Cup พระองค์จุลฯ ทรงบันทึกไว้ว่า “ข้าพเจ้าประสงค์จะแสดงความขอบคุณวงการแข่งรถของอังกฤษ ทั้งอยากจะอวดฝีมือเครื่องถมไทยด้วย จึงจัดสั่งถ้วยถมมาจากเมืองไทย” ถ้วยนี้ทรงสั่งช่างที่กรุงเทพฯ ให้ทำมาหลายใบเพื่อมอบให้นักแข่งรถคนอื่นด้วย

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

6. โปสเตอร์ ‘กรุงเทพกรังด์ปรีซ์’

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

พระองค์จุลฯ ทรงตั้งใจให้เมืองไทยเป็นสนามแข่งรถในระดับนานาชาติ เป็นครั้งแรกในกรุงเทพฯ และในเอเชีย การแข่งรถ ‘กรุงเทพกรังด์ปรีซ์’ เกือบจะเกิดขึ้นจริงๆ เมื่อ 10 ธันวาคม พ.ศ.2482 (ค.ศ. 1939) มีกำหนดแข่งรอบพระบรมมหาราชวังกับท้องสนามหลวง ชิงรางวัล 100,000 บาท เชิญนักแข่งไว้แล้ว 12 คน

แต่น่าเสียดายที่ในเดือนกันยายนปีเดียวกันสงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบิดขึ้นเสียก่อน การแข่งขันนี้จึงไม่เกิดขึ้น เหลือหลักฐานเพียงโปสเตอร์ชิ้นนี้ที่พระองค์จุลฯ สั่งให้พิมพ์ออกมาเป็นตัวอย่าง ฝีพระหัตถ์วาดภาพและทำกราฟิกโดยพระองค์เจ้าพีระฯ

ในปี 1939 โปสเตอร์ใบนี้ถูกส่งเพื่อกระจายข่าวไปทั่วยุโรป คุณไพศาลย์กล่าวว่า ปัจจุบันน่าจะเหลือโปสเตอร์นี้เพียงไม่กี่ใบ ราคาซื้อขายกันหลักแสนบาท

7. ดาราทอง

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

ในแต่ละการแข่งขัน นักแข่งที่นำรถมาถึงเส้นชัยทุกคนจะได้คะแนน ที่หนึ่งได้ 10 คะแนน ที่สองได้ 8 คะแนน ที่สามได้ 6 คะแนน ที่สี่ได้ 4 คะแนน ที่ห้าได้ 3 คะแนน และผู้ไปถึงเส้นชัยได้ 2 คะแนน พอสิ้นปีนำคะแนนมารวมกัน ผู้ได้คะแนนสูงที่สุดของปีนั้นจะได้รับรางวัลดาราทองจากสมาคมนักแข่งรถอังกฤษ

นักแข่งรถหนุ่ม พ.พีระ วัย 22 ปี ใช้เวลาเพียง 2 ปีในสนามแข่งรถเพื่อพิชิตเกียรติยศสูงสุดของการแข่งรถระดับโลก คือได้รับดาราทองเป็นครั้งแรกในพ.ศ. 2479

พระองค์เจ้าพีระฯ เคยประทานสัมภาษณ์ไว้แก่นิตยสาร สารคดี (สัมภาษณ์โดย วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์) ว่า “ผมได้คะแนนรวมสูงสุดครั้งแรกในปี 2479 และได้ติดต่อกันถึงปี 2481 รวมสามปีซ้อน เรียกว่า เป็น ‘โกลด์สตาร์แฮตทริก’ หรือ ‘ดาราทองสามปีซ้อน’ ซึ่งในอดีตและถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีใครทำได้เลย ต่อมาอังกฤษเห็นคนไทยมากวาดรางวัลหมดก็เลยเปลี่ยนกติกาใหม่ว่า ผู้จะได้ดาราทองต้องเกิดในอังกฤษ ผมก็เลยหมดสิทธิ์ แต่ก็ยังแข่งและได้รางวัลนานาชาติอยู่เป็นประจำ”

ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

เป็นชาวเอเชียหัวดำ ขึ้นรับถ้วยรางวัลชนะเลิศในเมืองฝรั่ง มีหรือจะไม่โดนเขม่นว่าทำไมจึงชนะได้

พระองค์เจ้าพีระฯ ทรงเคยประทานสัมภาษณ์ไว้ไม่นานก่อนสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 2528 ว่าเรื่องการเหยียดผิวนั้น ก็มีในวงการรถแข่ง

“บังเอิญผมดังก็เพราะ หนึ่ง ความเป็นเจ้า สอง เอาชนะฝรั่ง ขนาดคนที่สร้างรถยนต์ก็เก่งกว่าเขาได้ เขาเกาหัวเลยว่า เอ…ทำไมมีคนยังงี้มาได้ ไปซื้อรถเขามาแล้วไปชนะเขาอีกที เขาไม่เข้าใจ”

พระองค์เจ้าพีระฯ หมายถึง พ.ศ.2480 ที่ พ.พีระ ชนะการแข่งขันติดๆ กันมาตลอดด้วยรถรอมิวลุส ซึ่งเป็นรถตระกูล E.R.A (English Racing Automobiles) ผู้ผลิตรถยนต์ E.R.A. จึงนำรถรุ่นใหม่ๆ ที่มีกำลังเหนือกว่ารอมิวลุสลงแข่งหลายคันเพื่อเอาชนะ พ.พีระ ให้ได้ เพราะเสียหน้าที่ชาวเอเชียมาซื้อรถ E.R.A. ไปขับแล้วกวาดถ้วยรางวัลสนามแล้วสนามเล่า

แต่เมื่อนักขับชาวสยามร่างเล็กผิวคล้ำยังคงเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่ง บรรดาผู้ผลิตจึงจำต้องยอมรับว่า ‘รอมิวลุส’ ที่ขับโดย พ.พีระ นั้นเป็นเลิศจริงๆ

ความโดดเด่นของ พ.พีระ คือเทคนิคเฉพาะตัวในการขับรถทางโค้ง

หนึ่งในบรรดานักแข่งรถสมัยนั้นวิเคราะห์ไว้ว่า “ถ้าทางตรง รถที่แรงกว่าเอาชนะท่านได้ แต่ทางโค้ง ไม่ว่ารถจะแรงขนาดไหน ไม่มีทางขึ้นหน้าท่านพีระได้ เพราะท่านพีระไม่ใช้วิธีการแตะเบรกขณะเลี้ยว ซึ่งยากนักที่ใครจะบังคับรถที่มีความเร็วขนาดนั้นได้”

เรื่องไม่แตะเบรกขณะเลี้ยว บวกกับไหวพริบที่เป็นเลิศ เคยทำให้ พ.พีระ พิชิตรางวัลชนะเลิศมาแล้วที่สนามบรู๊กแลนด์ส ระยะทาง 250 ไมล์ (402 กม.) ต้องขับทั้งสิ้น 100 รอบ

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม

พระองค์จุลฯ ทรงบันทึกไว้ว่า พ.พีระ และคู่แข่งตลอดกาลคือ เรย์มอนด์ เมย์ส (Raymond Mays) ชาวอังกฤษ ขับเคี่ยวกันอย่างสูสี ในการขับรอบสุดท้าย เมย์สแซงหน้า พ.พีระ จนได้ ซึ่งนักแข่งส่วนมากถ้าโดนแซงในรอบสุดท้ายก็อาจถอดใจ

แต่ พ.พีระ ผู้ขับอย่างเหน็ดเหนื่อยมาร่วม 3 ชั่วโมง ยังไม่ยอมแพ้ ไล่กวดหลังเมย์สอย่างกระชั้นชิดที่สุด เพื่อให้ความเร็วรถแข่งของเมย์สที่บังลมอยู่ด้านหน้า ดูดเอารถรอมิวลุสของ พ.พีระ เข้าไปด้วยจนรถเกือบติดกัน

พอถึงหัวโค้งสุดท้าย พีระก็เลี้ยวรถโดยเหยียบเบรกทีหลังเมย์ส ส่งผลให้รอมิวลุสผ่านหน้ารถของเมย์ส เข้าเส้นชัยเป็นคันแรก ชนะเมย์สเพียง 1 วินาทีเท่านั้น

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
ภาพ : Riverbooks
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

คุณไพศาลย์กล่าวว่า “ในความรู้สึกผม พระองค์จุลฯ ทรงภูมิใจที่ได้เห็นธงไทยโบกสะบัดที่ยุโรป ผมว่าเป็นความรู้สึกหลักของท่าน ไม่มีอะไรเคลือบแฝง ท่านสั่งแผ่นเสียงเพลง สรรเสริญพระบารมี ไปจากเมืองไทย เพราะว่าเวลาแข่งชนะก็ต้องเปิด เราก็ยังเก็บไว้ ผืนธงไตรรงค์ผืนแรกที่ชักขึ้นไปเมื่อพระองค์เจ้าพีระฯ ชนะเราก็ยังเก็บไว้

“ทรงสละทรัพย์มหาศาลเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย เพราะการเป็นเจ้าของทีมต้องมีค่าใช้จ่าย ต้องซื้อรถแข่ง ต้องมีรถตู้เอาไว้ขนรถแข่งไปสนามต่างๆ ต้องมีคนขับ มีช่างเครื่อง อยู่ในสนาม ท่านก็ต้องทำหน้าที่เพื่อช่วยสนับสนุนท่านพีระให้ไปถึงเส้นชัยเร็วที่สุด

“ผมคิดว่ารถแข่งยุคเก่ามันน่าจะอันตรายมากเมื่อเทียบกับการแข่งรถฟอร์มูล่าวัน (Formula One) ในปัจจุบัน เพราะไม่มีเครื่องช่วยใดๆ เลย สมัยนี้มีกล้อง มีคอมพิวเตอร์ นักแข่งมีหน้าที่กดปุ่ม มีเครื่องป้องกันอันตรายจากการชนหรือการคว่ำ แต่สมัยนั้นไม่มีเลย ก็เรียกได้ว่าท่านเสี่ยงชีวิตให้ได้มาซึ่งชัยชนะ” คุณไพศาลย์กล่าว

พระองค์เจ้าพีระฯ ประทานสัมภาษณ์เรื่องความสามารถในการขับรถไว้ว่า ท่านยอมรับว่าเป็นพรสวรรค์เฉพาะด้าน แต่ต้องสู้จนได้มา

“มันเป็นความสามารถที่คนเราได้รับหรือมีมา แต่ไอ้ความสามารถนี่มันก็อยู่ที่ต้องมีใจสู้ด้วย ตอนที่ผมแข่งนั้น ผมแข่งด้วยใจรัก จิตใจพร้อมที่จะทำ พร้อมที่จะทุ่มเทให้ทุกอย่าง ถ้าคิดว่าจะเป็นแชมป์ เราก็ต้องฝึกหนักมากๆ ด้วย”

เมื่อความสามารถและหัวใจนักสู้เช่นนี้มารวมกับทักษะของผู้จัดการทีมอย่างพระองค์จุลฯ ผู้ทรงตั้งใจทำชื่อเสียงให้ประเทศไทย ทำให้ พ.พีระ เป็นชื่อไทยชื่อแรกและชื่อเดียวที่ชนะเลิศในวงการรถแข่งระดับนานาชาติ จนถึงปัจจุบัน

การสิ้นพระชนม์ของ พ.พีระ ที่สถานีรถไฟบารอนส์คอร์ตในกรุงลอนดอน พ.ศ. 2528 กลายเป็นข่าวใหญ่ในสหราชอาณาจักร สำนักข่าว BBC นำเสนอข่าวตลอดวัน หนังสือพิมพ์ทั้งในไทยและสหราชอาณาจักรต่างทำข่าวการสูญเสียเจ้าชายไทยนักแข่งรถ

นักขับชื่อดังชาวยุโรปหลายคนที่ขับเคี่ยวความเร็วในสนามแข่งมาด้วยกันกับ พ.พีระ เมื่อ 50 ปีก่อนหน้า ต่างบินมาร่วมแสดงความอาลัยเป็นครั้งสุดท้าย แด่ Bira the Quite Invincible พีระ ผู้ไม่มีใครโค่นได้

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม

ขอขอบคุณ

คุณไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์

หนังสือและบทความประกอบการเขียน

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์. เกิดวังปารุสก์. กรุงเทพฯ : ริเวอร์บุ๊คส์, 2560

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์. คนกล้า. กรุงเทพฯ : สารคดี, 2544

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

18 พฤศจิกายน 2565
3 K

“นี่เป็นองุ่นพันธุ์ Cabernet Franc นะครับ ปกติในตำราที่เราจะเห็น Cabernet Sauvignon ซะส่วนใหญ่ แต่ Cabernet Franc เป็นพ่อของ Cabernet Sauvignon อีกทีหนึ่ง พ่อเขามีความ Light Body และ Elegant มากกว่าลูก ถ้าลูกจะออกแนว Full Body ไวน์หนัก ๆ เลย แต่ว่าจะมี Pyrazines เหมือนกัน Pyrazines เป็นสารที่มีอยู่ในตระกูล Cabernet เท่านั้นนะครับ สารตัวนี้จะทำให้ได้ความเขียว เขียวคล้าย ๆ กลิ่นพริกหยวก…”

ช้าก่อน! อย่าเพิ่งคิดว่ายากและปิดจอเลิกอ่านบทความไปตั้งแต่เนิ่น ๆ

วันนี้เราอยู่กันที่ ‘Wine Academic’ และเป็นตามชื่อ ผู้รู้เรื่องไวน์ที่นี่จะค่อย ๆ สอน ไม่ปล่อยให้เรางง ใครอยากรู้เบื้องต้นก็มายืนถาม ใครอยากรู้ลึกหน่อยก็เข้าร่วมกิจกรรม เข้าคลาสเกี่ยวกับไวน์ที่ทางร้านจัดอยู่เป็นประจำได้

“วัยรุ่นในสังคมเดี๋ยวนี้เข้ามาในโลกของไวน์มากขึ้น บางคนก็อยากรู้ แต่ไม่รู้จะไปหาคอร์สเรียนที่ไหนที่ให้ความรู้เขาได้” แนน-เฌอญาดา เจียระไนรุ่งโรจน์ หนึ่งในเจ้าของร้านเล่าถึงเหตุผลที่เปิดที่นี่ขึ้นมา “ปกติทั่วไปเราเห็นร้านหรู ๆ แพริ่งกับอาหารอิตาเลียน เปิดเมนูมาก็ไม่รู้จะสั่งอะไร ไม่มีใครแนะนำเรา แต่มาที่นี่ เหมือนมานั่งเล่นบ้านเพื่อนหลังเลิกงาน แล้วพูดคุยกับยุ่น ถามเรื่องไวน์ได้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมร้านเราชื่อ Wine Academic

‘ยุ่น’ ที่แนนหมายถึง คือ พุฒิณัฐ บุญญฤกษ์บวร เจ้าของร้าน Wine Academic อีกคนที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘ไวน์เนิร์ด’ ตัวยง เขาชอบเครื่องดื่มชนิดนี้มากแบบที่ถามอะไรก็ตอบได้ ถึงบรรยากาศที่นี่จะดูสบาย ๆ เป็นกันเอง แต่เมื่อก้าวเข้ามาในร้านแล้ว คุณจะดื่มไวน์เป็น เข้าใจเครื่องดื่มชนิดนี้มากขึ้น ชนิดรู้ลึกไปถึงประวัติศาสตร์เลยทีเดียว

ร้านนี้ตั้งอยู่บนชั้น 2 เหนือร้าน BURR everyday ย่านฝั่งธนฯ เป็นร้านเล็ก ๆ ที่มีแค่โต๊ะยาวกลางร้าน และขวดไวน์ประเภทต่าง ๆ ล้อมรอบ แต่เรื่องราวเบื้องหลังนั้นสนุกน่าสนใจไม่แพ้ใคร

Wine Academic BKK บ้านฝั่งธนฯ ที่สอนชิมไวน์ เข้าถึงง่าย ทำให้ไวน์ไปกันได้ดีกับของกินไทย
Wine Academic BKK บ้านฝั่งธนฯ ที่สอนชิมไวน์ เข้าถึงง่าย ทำให้ไวน์ไปกันได้ดีกับของกินไทย

Meet The Wine Nerd

ก่อนจะพาเยี่ยมชมร้าน เราขอพาไปรู้จักเจ้าของร้านไฟแรงอย่างยุ่นกับแนนสักหน่อย

‘ยุ่น’ เป็นบัณฑิตคณะเศรษฐศาสตร์ที่จบมาทำงานเป็นกุ๊ก จุดเริ่มต้นของยุ่นในเส้นทางนี้เกิดขึ้นในวันเกิดอายุ 25 ปีของเขา ซึ่งตรงกับ National Drink Wine Day พอดี (Born to be อะไรเช่นนี้) เมื่อยุ่นได้ทราบความจริงข้อนี้จากกูเกิล เขาจึงลองเดินเข้าไปในร้าน Riedel ห้างเกสร ที่มีตู้กดไวน์ให้ลองกด

“ด้วยความที่เราเพิ่งเริ่มลอง เราก็อยากดื่มเยอะ ๆ อยากลองตัวนู้นตัวนี้” ยุ่นตั้งใจเล่า “ไวน์แต่ละตัวมันต่างกันนะ ตอนนั้นบ้ากลิ่นแบบเสื้อหนัง แล้วมันมีไวน์ตัวหนึ่งกลิ่นเหมือนเสื้อหนัง เราชอบมากเลย”

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ยุ่นก็เริ่ม ‘ศึกษาไวน์’ อย่างจริงจัง ทั้งอ่านหนังสือ พยายามเข้าร่วมอีเวนต์ Wine Tasting ซึ่งทำให้เขาเริ่มรู้จักเพื่อน ๆ ในกลุ่มไวน์มากขึ้น และเริ่มเรียนคอร์สของ WSET ด้วยการสนับสนุนจากพ่อ โดย WSET หรือ Wine & Spirit Education Trust องค์กรระดับโลกที่จัดหลักสูตรและการสอบในด้านไวน์ สุรา และสาเก ทั้งยังเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการการศึกษาด้านไวน์ชั้นนำของโลกด้วย

Wine Academic BKK บ้านฝั่งธนฯ ที่สอนชิมไวน์ เข้าถึงง่าย ทำให้ไวน์ไปกันได้ดีกับของกินไทย

“จริง ๆ WSET ไม่ต้องเรียนทุกเลเวลก็ได้นะ แต่ยุ่นเรียน” แนนเมาท์เพื่อน ความเนิร์ดของยุ่นนี่เอาช้างมาฉุดก็ไม่อยู่ เขาเป็นถึงคนที่ได้เรตติ้งอันดับ 1 ในไทยของแอพดื่มไวน์ Vivino หมายความว่าเขารีวิวไวน์ถี่ที่สุดจนไต่อันดับขึ้นมาขนาดนี้

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า ‘ซอมเมอลิเยร์’ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ยุ่นเป็น ซอมเมอลิเยร์มาจากคนละสถาบัน คนละสายกับที่ยุ่นเรียนมา ทางนั้นจะได้รับการเทรนเรื่องเซอร์วิสหรือการบริการลูกค้า แต่ WSET เป็นการเรียนเพื่อให้ได้ความรู้ลึก ๆ เรื่องไวน์เสียมากกว่า

“ผมเรียนเพราะแพสชันล้วน ๆ เรียกว่าไวน์เนิร์ดก็ได้ครับ”

Wine Academic BKK บ้านฝั่งธนฯ ที่สอนชิมไวน์ เข้าถึงง่าย ทำให้ไวน์ไปกันได้ดีกับของกินไทย

ส่วน ‘แนน’ เจ้าของร้านอีกคนที่นั่งอยู่ข้างยุ่น เรียนจบ Modern Management and Information Technology กลางวันเธอเป็นพนักงานประจำบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง พอตกกลางคืนก็มาประจำที่ร้านไวน์แห่งนี้ ยุ่นและแนนรู้จักกันผ่านเพื่อน ๆ ในกลุ่มไวน์ และเจอกันในงาน Wine Tasting

“จริง ๆ แนนก็เหมือนคนทั่วไปเลย ที่เริ่มดื่มไวน์ก็ดื่มเฉย ๆ เพิ่งมามีความรู้ก็ตอนที่รู้จักยุ่น แล้วก็ฝึกจากตรงนั้นมาเรื่อย ๆ ได้ยินเยอะ ๆ ได้ชิมเยอะ ๆ เราก็จำ ถามว่าตอนนี้แนนเก่งไหม ก็ไม่ได้ถึงกับเก่งเหมือนยุ่น แต่ว่าพอรู้บ้าง” แนนถ่อมตัว แต่สำหรับคนไม่มีความรู้เรื่องไวน์อย่างเราแล้ว เธอก็จัดเป็นกูรูคนหนึ่งเลย

เมื่อพูดถึงบทบาทในร้าน ยุ่นจะเป็นผู้ให้ข้อมูลแก่ลูกค้าและเหล่านักเรียน ส่วนแนนดูแลเรื่องอาหาร การจัดการ ติดต่อลูกค้า และวางแผนการทำงานต่าง ๆ รวม 2 คน แท็กทีมกันทำ Wine Academic ได้อย่างลงตัว

สำหรับคนรักไวน์อย่างทั้งคู่ การที่ได้เปิดพื้นที่นี้ขึ้นมา เลือกซื้อของเข้าร้าน พบปะผู้คนคอเดียวกัน คงมีความสุขมาก ๆ เลย

Wine Academic BKK บ้านฝั่งธนฯ ที่สอนชิมไวน์ เข้าถึงง่าย ทำให้ไวน์ไปกันได้ดีกับของกินไทย

เปิดประตูสู่โลกของไวน์

“ปกติลูกค้าชอบไวน์ขาวหรือไวน์แดง” เป็นคำถามแรกที่ยุ่นและแนนจะถามลูกค้า

และ “ปกติลูกค้าดื่ม Full Body หรือ Light Body” เป็นคำถามต่อไป แต่หากตอบไม่ได้ก็ไม่ต้องเป็นห่วง พวกเขาแค่ถามให้รู้ เผื่อว่าลูกค้าที่รู้จักไวน์จะมีความชอบแบบไหนเป็นพิเศษ

เมื่อลูกค้าตัดสินใจเปิดขวดไหนแล้ว จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของยุ่นที่จะไปยืนอธิบายว่าขวดนั้นคือองุ่นอะไร มาจากแคว้นไหน ประเทศไหน มีกระบวนการทำอย่างไร ทำไมจึงออกมาเป็นแบบนี้ และจุดเด่นของขวดนี่คืออะไร

“สิ่งที่ลูกค้าจะได้กลับไป คือหากครั้งหน้าไปสั่งที่อื่น เขาจะรู้ว่าองุ่นพันธุ์นี้คาแรกเตอร์เป็นแบบนี้ ๆ นะ” แนนกล่าว

เมื่อบทสนทนาเกิดขึ้น บรรยากาศก็ผ่อนคลายตาม ที่นี่เป็นเหมือนคอมมูนิตี้เล็ก ๆ ที่เหมือนมาเที่ยวบ้านเพื่อนแล้วได้รู้จักคนใหม่ ๆ ได้คอนเนกชัน แรก ๆ ลูกค้าที่นี่ก็มีแต่กลุ่มเพื่อนของยุ่นและแนน หรือคนในกลุ่มไวน์ที่บอกต่อ ๆ กัน เมื่อเวลาผ่านไปเริ่มมีลูกค้าหน้าใหม่แวะเวียนมานั่งที่โต๊ะกลางร้านตัวนี้ ซึ่งบทสนทนาก็พาให้ลูกค้ารู้จักกันเอง แล้วนัดกันมาที่นี่ในครั้งถัดไป

“ตอนนี้มีลูกค้าค่อนข้างหลากหลายค่ะ มีตั้งแต่เด็ก ๆ นักศึกษาที่เป็นบีกินเนอร์ เพิ่งเริ่มดื่ม ไปจนถึงอายุ 40 – 50 แต่ส่วนใหญ่เรียกได้ว่าเป็นวัยทำงาน”

Wine Academic BKK บ้านฝั่งธนฯ ที่สอนชิมไวน์ เข้าถึงง่าย ทำให้ไวน์ไปกันได้ดีกับของกินไทย

คุณคิดว่าคนที่ชอบไวน์ สนใจไวน์ มีอะไรร่วมกันไหม – เราถาม

“ผมสังเกตว่าจะเป็นคนชอบกิน ใช้เงินไปกับอาหาร” ยุ่นตอบ ก่อนแนนเสริมว่า “แล้วก็ชอบสำรวจ ชอบศึกษา เพราะไวน์มีอะไรให้เรียนรู้ไปเรื่อย ๆ ไม่สิ้นสุด คุณไม่สามารถดื่มไวน์ทุกขวดบนโลกใบนี้ พอไปเจอขวดใหม่ก็เป็นความแปลกใหม่”

คล้าย ๆ คนชอบกาแฟเลยเนอะ

“ความจริงศาสตร์ใกล้กันค่ะ กาแฟกับไวน์ ลูกค้าที่มาเรียนกับเราเขาก็ไปทำกาแฟมาก่อน เปิดร้านกาแฟมาก่อน ความจริงมันใกล้เคียงกันมาก” แนนเผย

“หลายคนก็เริ่มมาจากคราฟต์เบียร์นะ” ยุ่นพูดขึ้นมาราวกับอ่านใจเราได้ “พอเริ่มศึกษาคราฟต์เบียร์หรือกาแฟมา ก็จะเริ่มแยกแยะกลิ่นออก พอมาไวน์ก็จะเกี่ยวข้องกัน เพราะไวน์แต่ละตัว องุ่นแต่ละพันธุ์ ก็จะต่างกัน”

Wine Academic BKK บ้านฝั่งธนฯ ที่สอนชิมไวน์ เข้าถึงง่าย ทำให้ไวน์ไปกันได้ดีกับของกินไทย
Wine Academic BKK บ้านฝั่งธนฯ ที่สอนชิมไวน์ เข้าถึงง่าย ทำให้ไวน์ไปกันได้ดีกับของกินไทย

ทั้งคู่บอกว่า เสน่ห์ของไวน์ที่แตกต่างไปจากอีก 2 เครื่องดื่ม คือมีการ Oxidation ไม่โดนอากาศก็มีกลิ่นอับ ๆ แบบหนึ่ง ครั้นพอปล่อยให้โดนอากาศกลิ่นก็จะเปลี่ยนไป หากเทไวน์แล้วดื่มเลยก็จะได้รสชาติแบบหนึ่ง แต่หากตั้งทิ้งไว้ ก็จะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เสมือนได้ชิมหลายขวดทั้งที่มีแค่ขวดเดียว

นั่นแหละคือความซับซ้อนของมัน ไวน์เป็นเครื่องดื่มที่เซนซิทีฟมาก มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้มีรสชาติหรือกลิ่นไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะสถานที่ปลูก ดิน อากาศ หรือความเก่าแก่

“บางทีก็เลือกไวน์จากอากาศ” ยุ่นตอบเมื่อเราถามว่า ปกติแล้วเขาเลือกไวน์ให้ตัวเองดื่มจากอะไร “อย่างวันนี้อากาศชื้น ๆ ฝนตก ก็อยากเปิดอะไรที่มีกลิ่นดินเปียก เห็ด ๆ ให้มันเข้ากับอากาศ”

นั่นไง มีกลิ่นแปลก ๆ มาอีกแล้ว เมื่อกี้ก็กลิ่นเสื้อหนัง คราวนี้ก็กลิ่นดินเปียก

“จริง ๆ เราต้องมีกลิ่นพวกนั้นในหัวก่อน พอเราไปเจอไวน์ เราก็จะบอกว่าตัวนี้กลิ่นเหมือนเสื้อหนัง เหมือนหญ้าในฟาร์ม เหมือนสิ่งนั้นสิ่งนี้” แนนพูด

ไวน์ที่เห็นใน Wine Academic ไม่ใช่ขวดที่เราเห็นตามตลาดทั่วไป แต่มาจากความชอบของยุ่น หากยุ่นไปชิมไวน์ตัวไหนตามงาน Wine Tasting มาแล้วชอบ ก็จะนำตัวนั้นเข้ามาในร้าน ซึ่งพวกเขาจะเปลี่ยนกันทุกอาทิตย์ หากลูกค้าถามหา Wine List ที่นี่จึงไม่มีให้

ปัจจุบันที่นี่มีไวน์ไทยอยู่ 1 ตัวในร้าน เป็นของกรานมอนเต้ ปลูกจากไร่ในไทย ปกติแล้วความร้อนจะทำให้ Acid ในไวน์หายไป แต่ตัวนี้ยังมีอยู่ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ยุ่นเลือกตัวนี้เข้ามา และเป็นที่ถามหาของลูกค้าต่างชาติมากเป็นพิเศษ

สารพัดกิจกรรมกินดื่ม

ที่นี่ไม่ใช่ร้านอาหาร โดยปกติแล้วหากจะมาก็ต้องรองท้องมาก่อนส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ที่นี่มีอาหารทานเล่นอย่างหมูปิ้ง เฟรนช์ฟรายส์ นักเก็ต ขนมจีบ หรือ Cold Cuts and Cheese เผื่อไว้ให้กินแกล้ม โดยมียุ่นกับแนนแนะนำการจับคู่เบื้องต้น แต่วันที่จัดอีเวนต์ที่จะได้กินดื่มแบบจัดหนักจัดเต็มก็มี โดยอีเวนต์ที่ว่าก็มี Chef’s Table บ้าง Pairing อาหารบ้าง

กิจกรรม Pairing อาหารของร้านนี้น่าสนใจมาก ถ้าเห็นลิสต์อาหารทานเล่นก็คงพอเดาได้ว่าที่นี่ชอบจับคู่ไวน์กับอาหารไทย เวลามีกิจกรรม Pairing อาหารจะล้ำไปกว่านั้นอีก ไม่ได้มีแค่หมูปิ้งหรือขนมจีนเท่านั้น

“เวลาเราดื่มไวน์ ไม่จำเป็นต้องกินอาหารอิตาเลียนหรืออาหารฝรั่งเศสอยู่ตลอด จริง ๆ ถ้าเรา Pairing อาหารไทยได้ถูกต้อง มันก็ไปกันได้หมด” แนนบอก

ยุ่นอธิบายเกี่ยวกับ ‘กฎการจับคู่อาหาร’ ให้เราฟังโดยคร่าวว่า ไวน์แดงที่มีแทนนินเยอะ ๆ และมีรสฝาด ส่วนใหญ่จับคู่กับเนื้อ เพราะว่าความฝาดจะช่วยตัดเลี่ยนมันเนื้อ ส่วนไวน์ขาวที่มี Acidity หรือความเปรี้ยว มีความสดชื่น เหมาะทานคู่กับซีฟู้ด ซึ่งกฎพื้นฐานนั้นก็ประยุกต์ใช้กับอาหารไทยได้

“ส่วนใหญ่เวลาผมจะจับคู่ ผมก็จะนั่งดูก่อนว่า ไวน์ตัวนี้มีกลิ่นอะไรบ้าง มีเท็กซ์เจอร์ประมาณไหน องุ่นพันธุ์นี้มีเลเวลของแทนนินเท่าไหน บอดี้ประมาณไหน เราควรมาจับคู่กับอะไร

“อย่างเราอยู่ร้านเนี่ย ก็คงสั่งอาหารอิตาเลียน สั่งอาหารฝรั่งมากินไม่ได้ทุกวัน” แนนพูดต่อ “เราสั่งก๋วยเตี๋ยวบ้าง ข้าวผัดกะเพราบ้าง แล้วก็คิดว่าเอาไปจับคู่กับอะไรดีน้า”

เราถามเขาว่ามีอาหารอะไรที่ไม่เหมาะกับไวน์บ้างไหม พวกเขาตอบทันควันว่า ไม่มี แม้แต่ขนมก็มีไวน์หวานหรือ Dessert Wine ไว้จับคู่ แต่ต้องจำกฎข้อหนึ่งไว้ว่า ไวน์ต้องหวานกว่าขนม

ล่าสุดพวกเขาจัดกิจกรรม Pairing ‘ของดีฝั่งธน’ ขึ้นมา โดยนำ 10 ของอร่อยมาจับคู่กับไวน์ ไม่ว่าจะเป็นสตรีทฟู้ด กุยช่ายตลาดพลู สมศักดิ์ปูอบ เนื้อตุ๋นเจริญนคร ห่านพะโล้ท่าดินแดง หรือขนมไทยต่าง ๆ โดยคู่ที่ลูกค้าประทับใจที่สุด คือกุยช่ายตลาดพลูกับไวน์ขาว Muskateller

เปิดโลกไวน์ไปกับ ยุ่น-แนน สองเจ้าของร้าน ไวน์อะคาเดมี่ ที่ตั้งใจแบ่งปันความรู้ พรัอมชักชวนคนรุ่นใหม่มาบ้าไปด้วยกัน

“เราพยายามคิดนอกกรอบจากค่านิยมปัจจุบัน ทำไมล่ะ ทำไมไวน์แดงต้องดื่มคู่กับเนื้อสเต๊กอย่างเดียว ดื่มคู่กับหมูปิ้งก็ได้”

จากที่ดูเป็นของหรูหราก็ดูจับต้องได้ขึ้นมาทันที

“เวลาจัดกิจกรรม เราจะยกมาทีละคู่ แล้วแนะนำคาแรกเตอร์ของไวน์ก่อน จากนั้นค่อยบอกว่าอาหารในจานคืออะไร รสชาติที่ชูออกมาคืออะไร ทำไมเราถึงเอาทั้งไวน์และอาหารจานนี้มาจับคู่กัน มันจะไปด้วยกันได้ยังไง เข้ากันแบบไหน”

ระหว่างรอคู่ถัดไปมาเสิร์ฟ เราต้องล้างปากก่อนไหม? – เราถาม นึกภาพว่าลิ้นคงจะเพี้ยนไปหมดถ้าต้องชิมหลาย ๆ ตัวในมื้อเดียว

“ส่วนใหญ่ผมเอาไวน์ล้างเลยครับ หรือจะเป็นน้ำเปล่าก็ได้” นักดื่มไวน์ตอบ “อีกอย่างหนึ่งที่โอเคก็คือ พวกขนมปังหรืออะไรแป้ง ๆ ที่ไม่ค่อยมีรส กินขนมปังล้างปากก็ได้แล้วค่อยดื่มอีกขวด”

“มีพี่คนหนึ่งใช้ข้าวเหนียวคลีนพาเลต มันก็โอเคนะ” เขาหัวเราะร่า

ถ้าคิดว่าการเข้าร่วม Chef’s Table หรือกิจกรรม Pairing ยังได้ใกล้ชิดกับไวน์แบบไม่สาแก่ใจ ที่นี่มีคลาสเรียนราคาเข้าถึงได้ให้ลงตั้งแต่เริ่มต้น เรียกว่า Wine Academic 101 ซึ่งสิ่งที่จะได้รู้จากคอร์สนี้ก็คือวิธีอ่านฉลาก ความแตกต่างของไวน์จากแคว้นหรือประเทศต่าง ๆ อโรม่าของไวน์ วิธีดื่มว่าไวน์แบบไหนควรใช้แก้วแบบไหน วิธีPairing กับอาหารเบื้องต้น

“นอกเหนือไปจากนั้น เรามีคลาสที่สอนเรื่องเจาะจงลงไปอีก เหมาะสำหรับคนที่อยากรู้ลึกในไวน์ของแคว้นต่าง ๆ เราก็เปิดสอนคลาส Burgundy บ้าง Bordeaux บ้าง”

เปิดโลกไวน์ไปกับ ยุ่น-แนน สองเจ้าของร้าน ไวน์อะคาเดมี่ ที่ตั้งใจแบ่งปันความรู้ พรัอมชักชวนคนรุ่นใหม่มาบ้าไปด้วยกัน

ยุ่นวางชีทหนาปึ้ก อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาประวัติศาสตร์ลงตรงหน้าเรา พร้อมโชว์รูปในคลาสเรียนที่มีเขาและเพื่อนในวงการไวน์อีกคนช่วยกันเลกเชอร์ ดูเป็นบรรยากาศที่จริงจัง ทว่าสนุกสนานไปพร้อมกัน เพราะทุกคนที่นั่งล้อมโต๊ะนั้นได้เรียนรู้ในสิ่งที่อยากรู้ เราคิดว่าถ้านักเรียนมีพื้นฐานความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ในแง่มุมอื่น ๆ มาก่อน คงจะเรียนเรื่องไวน์ได้สนุกกว่าเดิมเสียอีก

เราเองยังไม่มีโอกาสได้เรียนกับ Wine Academic แต่เท่าที่ได้มาเยี่ยมเยียนร้านสั้น ๆ วันนี้ ก็ได้เรียนรู้วิธีการดื่มไวน์เบื้องต้นว่าต้องมีขั้นตอนในการลิ้มรสอย่างไรบ้าง

เท่านี้ก็ไปโม้ให้เพื่อนฟังได้บ้างแล้ว

เปิดโลกไวน์ไปกับ ยุ่น-แนน สองเจ้าของร้าน ไวน์อะคาเดมี่ ที่ตั้งใจแบ่งปันความรู้ พรัอมชักชวนคนรุ่นใหม่มาบ้าไปด้วยกัน
เปิดโลกไวน์ไปกับ ยุ่น-แนน สองเจ้าของร้าน ไวน์อะคาเดมี่ ที่ตั้งใจแบ่งปันความรู้ พรัอมชักชวนคนรุ่นใหม่มาบ้าไปด้วยกัน

มามะ มาจอยกัน

“เราดีใจที่ครั้งที่เห็นคนอยากรู้เรื่องไวน์ ทุกคนไม่ได้เข้ามาดื่มอย่างเดียว แต่เข้ามาเพราะอยากรู้” แนนพูดอย่างดีใจ เมื่อเราถามถึงความสุขของการเปิดร้านนี้ “มีคนส่งข้อความมาถามเรื่อย ๆ ว่า ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไวน์มาได้ไหม เราก็บอกว่ามาเลย แล้วถ้าคุณอยากรู้อะไรคุณถามได้หมด มาคนเดียวก็ได้ไม่เป็นไร เดี๋ยวเรานั่งเป็นเพื่อน”

“ส่วนความท้าทาย ช่วง 3 – 4 เดือนแรกคือโลเคชันค่ะ ด้วยความที่ร้านอยู่ข้างบน แทบจะไม่มีใครรู้จักเลย

“แต่ตอนนี้ ความท้าทายคือลูกค้าที่เข้ามาค่อนข้างมีหลายกลุ่ม เราอยากจะคีพลูกค้าไว้ อย่างคลาสเรียนหรือกิจกรรม เราก็ต้องคิดในสิ่งที่แปลกใหม่ นอกกรอบ คิดสิ่งที่ไม่เคยมีคนทำ ครั้งหน้าอาจจะเป็นของดีเยาวราชก็ได้” แนนเล่าไอเดีย ฟังแล้วน่าจะจัดกิจกรรมสนุก ๆ ได้อีกเยอะ ไม่ได้จำกัดแค่ฝั่งธนฯ ที่เป็นที่ตั้งของร้าน

“ตอนนี้อุตสาหกรรมกำลังจะบูมนะครับ อย่างที่ผมบอกไปว่า คนรุ่นใหม่หันมาชอบดื่มไวน์มากขึ้น ผมก็คิดว่าอนาคตอยากให้คนที่เริ่มดื่มได้เปิดโลกใหม่ ๆ มากขึ้น สนใจอะไรก็ศึกษา” ยุ่นพูด

“แล้วก็อยากให้คอมมูนิตี้ไวน์กว้างขึ้น ตอนนี้ยังแคบ” แนนเสริม เธอบอกว่ามีน้อยคนที่จะมานั่งดื่มไวน์แล้วเถียงกันว่านี่เป็นองุ่นอะไร จากประเทศไหน ปีอะไร 

อาจจะเพราะเมื่อก่อนเครื่องดื่มชนิดนี้ค่อนข้างเข้าถึงยาก ทั้งเรื่องราคา ทั้งเรื่องความรู้ที่ต้องไปลงเรียนคอร์สแพง ๆ หรือลงทุนหาข้อมูลเอง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นภาษาอังกฤษ

“เราอยากให้มีคนแบบนี้เข้ามาเล่นกับเราเยอะ ๆ นะ เราจะได้รู้สึกว่าเราไม่บ้าอยู่คนเดียว” แนนปิดท้าย พร้อมเอ่ยชักชวนให้คนมาที่ Wine Academic กันเยอะ ๆ 

“อะไรที่คุณไม่รู้ มาที่นี่คุณจะรู้”

เปิดโลกไวน์ไปกับ ยุ่น-แนน สองเจ้าของร้าน ไวน์อะคาเดมี่ ที่ตั้งใจแบ่งปันความรู้ พรัอมชักชวนคนรุ่นใหม่มาบ้าไปด้วยกัน

Wine Academic

ที่ตั้ง : 77 ถนนกรุงธนบุรี แขวงคลองต้นไทร เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : 17.30 – 23.30 น. (ปิดวันจันทร์)

โทรศัพท์ : 06 1136 6999

Facebook : Wine Academic BKK

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load