เรื่องราวนี้อาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่น่าแปลกใจอย่างยิ่ง เพราะมีความมหัศจรรย์บางอย่างที่ผมเหมือนถูกเลือกให้ได้รับเกียรติเป็นผู้เชื่อมต่ออดีตกับปัจจุบัน

มันคืออดีตของความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างคนในทีมแข่งรถเล็กๆ ทีมหนึ่ง ที่สร้างชื่อเสียงอันเกรียงไกรให้ประเทศไทยเมื่อกว่า 80 ปีก่อน ทีมที่ว่าคือ ‘White Mouse Garage Racing Team’ หรือที่เราเรียกกันว่า ‘ทีมรถแข่งคอกหนูขาว’

มันคืออดีตความสัมพันธ์ฉันครอบครัว ระหว่างพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ (พระองค์จุลฯ) กับพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช (พระองค์พีระ) และอดีตผู้ช่วยในทีมที่ชื่อ โทนี่ รุดด์ (Tony Rudd)

สิ่งต่างๆ เริ่มต้นจากการที่ผมได้เข้ามาบริหารดูแลสนามพีระเซอร์กิต (Bira Circuit) เมื่อกลางปี 2560

สนามแข่งรถแห่งนี้มีตำนานยิ่งใหญ่มากมาย ด้วยความที่เป็นสนามแข่งรถมาตรฐานแห่งแรกของประเทศ อยู่คู่กับวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยมาอย่างยาวนานกว่า 33 ปี ถือเป็น ‘สนามครู’ ของคนในวงการนี้แทบทุกคน โดยได้ขออนุญาตใช้ชื่อ สนามพีระ เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระองค์เจ้าพีระ ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นนักขับรถแข่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของไทย

ภารกิจพาของเก่าทีมรถแข่งคอกหนูขาวชุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ใน พระองค์พีระ กลับไทย
ภารกิจพาของเก่าทีมรถแข่งคอกหนูขาวชุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ใน พระองค์พีระ กลับไทย

วันที่ผมเข้าไปบริหารสนามพีระ คนนอกวงการน้อยคนนักที่จะทราบตำนานความยิ่งใหญ่ของพระองค์พีระและสนามแห่งนี้

จากจุดนี้ ผมพยายามรีแบรนด์สนาม และกำหนดเป้าหมายใหม่โดยใช้แรงบันดาลใจจากความยิ่งใหญ่ในการแข่งรถของพระองค์พีระในอดีต ผมพยายามทำเผยแผ่เรื่องราวความสำเร็จของพระองค์ผ่านโซเชียลมีเดียของสนาม พยายามค้นคว้าหาข้อมูลจากหลายแหล่งทั้งสื่อในและต่างประเทศ เพื่อความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ แต่ทุกครั้งมักพบปัญหาคือไม่อาจมั่นใจได้ว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง

จนมาถึงครั้งล่าสุดที่ทำคอนเทนต์ว่าทำไมสีรถแข่งของพระองค์พีระจึงเป็นสีฟ้า ตอนแรกก็หาข้อมูลยืนยันไม่ได้ จนไปพบข้อมูลจากงานเขียนของฝรั่งคนหนึ่ง ซึ่งอ้างอิงจากหนังสือเก่าที่พระองค์จุลฯ เคยเล่าเรื่องราวการแข่งรถของพระองค์พีระ ผู้ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของพระองค์ โดยพระองค์จุลฯ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังและให้ความอุปถัมภ์พระองค์พีระ ทั้งสนับสนุนเส้นทางการแข่งรถจนประสบความสำเร็จมากมายในช่วงยุคก่อนสงครามโลก

ภารกิจพาของเก่าทีมรถแข่งคอกหนูขาวชุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ใน พระองค์พีระ กลับไทย

ผมพบว่าสีฟ้านั้นมาจากความประทับใจที่พระองค์จุลฯ เห็นเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ บาร์บารา กรุต (Barbara Grut) เธอสวมชุดสีฟ้า Hyacinth Blue ในงานราตรี พระองค์จุลฯ ทรงประทับใจมาก ถึงกับขอตัดเศษผ้าชิ้นเล็กๆ จากชุดของเธอผู้นั้น และเอาไปทำสีรถแข่งของพระองค์พีระ ซึ่งต่อมากลายเป็นสีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของรถแข่ง จนเรียกกันว่า Bira Blue

กระทั่งวันหนึ่งผมพาญาติจากออสเตรเลียกับลูกๆ ไปเที่ยวมิวเซียมสยาม วันนั้นที่มิวเซียมสยามมีงานออกร้านขายหนังสือ

คนขายหนังสือร้านที่ผมพบหนังสือชื่อ ดาราทอง ทรงพระนิพนธ์โดยพระองค์จุลฯ แนะนำให้ผมแวะไปดูร้านกาแฟชื่อ White Mouse Bar & Cafe ซอยข้างวังจักรพงษ์ แค่ได้ยินชื่อร้านผมก็ตื่นเต้นแล้ว เพราะมันคือชื่อทีมรถแข่งของพระองค์พีระ

ผมกับญาติรีบเดินไปทันที แต่ร้านปิดแล้ว ผมลองมองผ่านกระจกเข้าไปในร้าน มองเห็นรางๆ ว่ามีถ้วยรางวัลและรูปภาพแปะผนังมากมาย ผมรู้สึกว่าร้านกาแฟร้านนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ 

ภารกิจพาของเก่าทีมรถแข่งคอกหนูขาวชุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ใน พระองค์พีระ กลับไทย

เนื่องจากร้านปิดแล้ว พวกเราเลยลองเดินไปที่ร้านหนังสือหน้าวังจักรพงษ์ ชื่อร้าน River Books เป็นร้านของสำนักพิมพ์วังจักรพงษ์เอง ด้วยความหวังว่าอาจจะมีหนังสืออะไรน่าสนใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับพระองค์พีระ

เมื่อผมเปิดประตูเข้าไป ก็บังเอิญเจอ ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ พระธิดาในพระองค์จุลฯ ผมจำได้ว่าคุณหญิงเคยมาขับรถแข่งของพระองค์พีระที่สนามพีระเมื่อ 30 ปีก่อน และวันนั้นคือวันที่สนามเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการ จากสนามพัทยาเซอร์กิต เป็นสนามพีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต 

ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์

ผมแนะนำตัวทันทีว่าผมเป็นผู้บริหารสนามพีระ คุณหญิงบอกว่า จำได้ เคยไปขับรถแข่ง แล้วคุณหญิงก็สั่งให้คนเปิดร้านและพาผมเข้าไปดู ทันทีที่ผมเดินเข้าไปในร้าน สิ่งของตกแต่งต่างๆ ทำให้ผมอึ้ง เพราะมันคือภาพการแข่งขันมากมายซึ่งเป็นโปสเตอร์ที่พระองค์พีระทรงวาดเอง ไม่ว่าจะเป็นโปสเตอร์งาน Bangkok Grand Prix ค.ศ. 1939 (สุดท้ายไม่ได้จัดเพราะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2) พวงมาลัยจากรถ หนุมาน และถ้วยรางวัลหลายใบ 

ภารกิจพาของเก่าทีมรถแข่งคอกหนูขาวชุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ใน พระองค์พีระ กลับไทย
ภารกิจพาของเก่าทีมรถแข่งคอกหนูขาวชุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ใน พระองค์พีระ กลับไทย
ภารกิจพาของเก่าทีมรถแข่งคอกหนูขาวชุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ใน พระองค์พีระ กลับไทย

หลังจากนั้นอีก 1 สัปดาห์ ผมพาลูกน้องไปที่ร้านนี้อีกครั้ง พนักงานของร้านบอกว่า แปลกมากที่ผมบังเอิญเจอคุณหญิงในเวลานั้น เพราะปกติท่านจะกลับอังกฤษไปแล้ว ถ้าอยู่ก็น้อยครั้งมากที่จะลงมาที่ร้านหนังสือ เขายังแซวผมเล่นๆ ว่า พระองค์พีระพาคุณมาหรือเปล่า

ผ่านไปอีก 2 สัปดาห์ เรื่องราวแปลกๆ ก็เกิดขึ้นอีก เมื่ออยู่ๆ ผมก็ได้รับอีเมลจาก ริชาร์ด พาร์รามินต์ (Richard Parramint) ส่งมาจากอังกฤษ ทั้งที่ปกติเราแทบไม่เคยได้รับอีเมลของบุคคลทั่วไปจากต่างประเทศ ยกเว้นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานแข่งขัน

ริชาร์ดเขียนมาเสนอขายของหลายชิ้น พร้อมแนบไฟล์รูปภาพ เขาอ้างว่ารู้จักครอบครัวของโทนี่ รุดด์ ซึ่งโทนี่เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว เมื่อรุ่นลูกค้นของเก่าเก็บของพ่อแล้วพบของเหล่านี้จึงคิดว่ามันควรได้กลับไปอยู่ที่เมืองไทย

ของเหล่านั้นเป็นของที่พระองค์พีระและพระองค์จุลฯ ประทานให้โทนี่เป็นการส่วนพระองค์ ของสำคัญสุดคือ พระมาลาผ้าขับแข่งสีฟ้า ซับพระพักตร์ปักคำว่า BIRA ผ้าพิมพ์ลายรถแข่งปิดหน้าต่างซึ่งเคยอยู่ที่บ้านเก่าของพระองค์จุลฯ ที่เมืองคอร์นวอลล์ (Cornwall) พระราชหัตถเลขาพร้อมลายพระอภิไธยของทั้งพระองค์จุลฯ และพระองค์พีระและหนังสือเก่าหลายเล่มที่ทรงพระนิพนธ์โดยพระองค์จุลฯ 

ภารกิจพาของเก่าทีมรถแข่งคอกหนูขาวชุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ใน พระองค์พีระ กลับไทย
ภารกิจพาของเก่าทีมรถแข่งคอกหนูขาวชุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ใน พระองค์พีระ กลับไทย
ภารกิจพาของเก่าทีมรถแข่งคอกหนูขาวชุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ใน พระองค์พีระ กลับไทย

ผมแปลกใจมากๆ ใจยังไม่อยากเชื่อ จึงลองโต้ตอบอีเมลกับริชาร์ดดูว่าเจออีเมลสนามพีระของเราได้ยังไง เขาบอกว่า แค่เสิร์ชในกูเกิล แถมเขายังเล่าประวัติของโทนี่ รุดด์ ว่าเคยเป็นอดีตผู้ช่วยในทีม White Mouse ที่ตอนหลังได้แรงบันดาลใจจนไปเรียนจบวิศวกรรม และกลายเป็นคนสำคัญในตำนานวงการแข่งรถของอังกฤษคนหนึ่ง ทั้งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของทีมรถแข่งดังอย่าง BRM (British Racing Motors) และ Lotus F1 ในอดีต เขาบอกว่า ลองไปเช็กประวัติดูได้ เมื่อผมลองเช็ก มันก็จริงทุกอย่าง

จดหมายและการ์ดที่เขียนถึงโทนี่ ลงชื่อว่า Elizabeth Chula Chakrabongse หรือ หม่อมเอลิซาเบธ จักรพงษ์ ณ อยุธยา พระชายาในพระองค์จุลฯ คุณแม่ของคุณหญิงนริศรา

ผมสนใจของเหล่านี้จึงพยายามติดต่อสอบถามเพื่อนๆ ฝรั่งผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในวงการค้าขายของเก่า ว่าผมควรทำยังไงจึงจะพิสูจน์ได้ว่าของเหล่านี้เป็นของจริง แต่ทุกคนให้คำแนะนำไม่ได้ ผมจึงต้องกลับไปไล่ดูภาพสิ่งของอีกครั้ง แล้วก็ไปสะดุดกับจดหมายและการ์ดที่เขียนถึงโทนี่ ลงชื่อว่า Elizabeth Chula Chakrabongse หรือ หม่อมเอลิซาเบธ จักรพงษ์ ณ อยุธยา พระชายาในพระองค์จุลฯ คุณแม่ของคุณหญิงนริศรา ผมจึงนึกถึงคุณหญิงทันที ถ้าจะพิสูจน์ว่าของเหล่านี้ว่าเป็นของจริงหรือไม่ คุณหญิงคือผู้ตอบคำถามได้ดีที่สุด

จดหมายและการ์ดที่เขียนถึงโทนี่ ลงชื่อว่า Elizabeth Chula Chakrabongse หรือ หม่อมเอลิซาเบธ จักรพงษ์ ณ อยุธยา พระชายาในพระองค์จุลฯ คุณแม่ของคุณหญิงนริศรา

ผมส่งข้อความพร้อมรูปไปให้คุณหญิงดู คุณหญิงตอบกลับมาว่า น่าแปลกใจมาก เพราะนี่คือจดหมายลายมือคุณแม่คุณหญิงจริงๆ และหลังจากทั้งสองท่านได้คุยกัน คุณหญิงยืนยันกับผมว่า ทุกอย่างเป็นของจริง และมาจากครอบครัวโทนี่จริงเช่นกัน

จดหมายและการ์ดที่เขียนถึงโทนี่ ลงชื่อว่า Elizabeth Chula Chakrabongse หรือ หม่อมเอลิซาเบธ จักรพงษ์ ณ อยุธยา พระชายาในพระองค์จุลฯ คุณแม่ของคุณหญิงนริศรา
จดหมายและการ์ดที่เขียนถึงโทนี่ ลงชื่อว่า Elizabeth Chula Chakrabongse หรือ หม่อมเอลิซาเบธ จักรพงษ์ ณ อยุธยา พระชายาในพระองค์จุลฯ คุณแม่ของคุณหญิงนริศรา

หลังจากแน่ใจในข้อมูลทั้งหมดผมจึงตัดสินใจซื้อของทั้งหมดเอง แล้วแจ้งคุณหญิงว่า จะขอมอบจดหมายที่แม่ของคุณหญิงเขียนถึงโทนี่กลับคืนเป็นสมบัติของคุณหญิง

จดหมายและการ์ดที่เขียนถึงโทนี่ ลงชื่อว่า Elizabeth Chula Chakrabongse หรือ หม่อมเอลิซาเบธ จักรพงษ์ ณ อยุธยา พระชายาในพระองค์จุลฯ คุณแม่ของคุณหญิงนริศรา

จนกระทั่งเดือนมีนาคมการซื้อขายจึงเกิดขึ้น ผมขอความช่วยเหลือให้คุณอาซึ่งอยู่เมืองไบรท์ตันช่วยไปรับของให้ สามีคุณอาน่ารักมาก ถึงกับขับรถ 4 ชั่วโมง ไปเมืองนอร์ฟอล์ก (Norfolk) เพื่อรับของจากริชาร์ดและครอบครัวโทนี่ให้ผม

เป็นความบังเอิญที่วันนั้นคือวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2562 ตรงกับวันครบรอบ 111 ปี ของ

พระองค์จุลฯ พอดี 

หลังจากนั้นช่วงต้นเดือนกรกฎาคมผมจึงรีบบินไปรับของสำคัญทางประวัติศาสตร์ชุดนี้ เพื่อนำกลับมาเมืองไทยให้ทันวันพระราชสมภพของพระองค์พีระในวันที่ 15 เดือนเดียวกัน

White Mouse Garage Racing Team
White Mouse Garage Racing Team

จากเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ผมว่ามันมหัศจรรย์มาก ผมเป็นคนธรรมดาๆ คนหนึ่งที่เหมือนถูกเลือกให้เป็นคนเชื่อมเรื่องราวในอดีตกับปัจจุบันของคนกลุ่มหนึ่ง 

ปกติผมไม่เชื่ออะไรเหล่านี้ แต่สิ่งที่ผมเชื่อเสมอคือ เวลาเราทำสิ่งที่เรารัก เราจะตั้งใจทุ่มเททำอย่างดีที่สุด ด้วยเจตนาที่ดี แม้จะมีอุปสรรค แต่สุดท้ายเราก็จะพบสิ่งดีๆ เช่นกัน

White Mouse Garage Racing Team
White Mouse Garage Racing Team

ผมจึงอยากแบ่งปันเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างคนในทีมแข่งรถเล็กๆ ทีมหนึ่งในอดีต ผ่านของเก่าแก่อายุกว่า 80 ปี ที่ถูกเก็บรักษาอย่างดีอีกซีกโลก ซึ่งเหมือนมีอะไรกำหนดให้ได้กลับมาหาครอบครัวของเจ้าของยังอีกซีกโลกที่เมืองไทย

White Mouse Garage Racing Team
White Mouse Garage Racing Team

แม้อดีตจะผ่านไปนานแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะจบสิ้นลง มันยังมีพลังที่จะสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์ในปัจจุบันได้ ยิ่งถ้าอดีตเหล่านั้นเป็นอดีตที่ลึกซึ้งของคนในทีม หรือกลุ่มคนที่มาร่วมทำกิจกรรมที่มีความหลงใหลสุดๆ ร่วมกัน เช่นเดียวกับอดีตของคนในทีม White Mouse Garage Racing Team

White Mouse Garage Racing Team
White Mouse Garage Racing Team
White Mouse Garage Racing Team

จากเรื่องราวที่ผมได้สัมผัส สร้างแรงบันดาลใจให้ผมว่าสนามพีระก็สร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มคนอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นต้องหลงใหลแค่การแข่งรถ เพราะสนามพีระเป็นมากกว่าสนามแข่งรถ ที่นี่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม เฉพาะตน เป็นเหมือนครอบครัว ทีมแข่ง ที่เต็มไปด้วยความผูกพัน และวันนี้ก็พร้อมที่จะแบ่งปันเรื่องราวดีๆ ให้คนอื่นๆ ได้เข้ามาสัมผัสร่วมกัน

ภารกิจพาของเก่าทีมรถแข่งคอกหนูขาวชุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ใน พระองค์พีระ กลับไทย

Writer

ตรรก อัครเศรณี

จบ Interior Architect จากเมลเบิร์น คลั่งไคล้ทั้งงานสถาปัตยกรรม ฟุตบอล และรถ ชอบเขียน ชอบวาด มากกว่าพูด มองว่าทุกอย่างที่ชอบมีศิลปะในตัวเอง ปัจจุบันมี 2 บทบาท เป็นทั้งคนออกแบบ (บริษัท ตรรก อินทีเรีย แอนด์ อาร์คิเทค จำกัด) และคนบริหารสนามแข่งรถ (CEO, พีระเซอร์กิต)

Photographers

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ใต้แสงแดดแผดจ้าที่สาดส่องลงมายังเมืองโพนโฮง เสียงกึงกังของเครื่องจักรสลับกับเสียงสอนสั่งของผู้มีอายุที่อึงอลมาจากโรงฝึกทั้งสี่หลัง ฟังดูคล้ายคำทักทาย “สะบายดี” ซึ่งคณาจารย์และนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคแขวงเวียงจันทน์กำนัลแด่ผู้มาเยือน

วิทยาลัยเทคนิคแขวงเวียงจันทน์ เมื่อน้ำใจไทยช่วยสร้างสถาบันอาชีวะชั้นนำให้ สปป.ลาว

ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ประเทศเพื่อนบ้านคนสนิทของพวกเราชาวไทยที่ปลูกเรือนอาศัยอยู่อีกฟากของแม่น้ำโขง

จะด้วยสำเนียงการพูดที่แปร่งหู หรือใด ๆ ก็ตามที่ฟ้องว่าคณะของเรายกขบวนข้ามโขงมาจากเมืองไทย ทั้งผู้เรียนและผู้สอนที่สถาบันการศึกษาวิชาชีพแห่งนี้ดูจะมีรอยยิ้มแจ่มใส เกินจะเชื่อได้ว่านั่นเป็นเพียงยิ้มมารยาทที่ปุถุชนพึงมีต่อกัน

ต้นเหตุของรอยยิ้มเหล่านั้นมีที่มาจากข้อความ 2 ภาษาบนผืนป้ายกลางวิทยาลัยนี้เอง

วิทยาลัยเทคนิคแขวงเวียงจันทน์ เมื่อน้ำใจไทยช่วยสร้างสถาบันอาชีวะชั้นนำให้ สปป.ลาว

อาชีวะสึกสา

เมื่อสัก 50 ปีก่อนหน้านี้ การเรียนการสอนด้านอาชีวศึกษาของประเทศลาวจัดอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่าขัดสน ด้วยความที่เป็นประเทศขนาดเล็ก ประชากรเบาบาง ซ้ำยังไม่มีทางออกสู่ทะเล การจะนำเข้าเทคโนโลยี วัตถุอุปกรณ์ ตลอดจนวิทยาการความรู้ต่าง ๆ จากต่างประเทศจึงมีข้อจำกัดสูง

ท่านหนูพัน อุดสา อธิบดีกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการและกีฬาแห่ง สปป.ลาว กล่าวว่า โรงเรียนที่เปิดสอนด้านนี้ทั่วประเทศเคยมีน้อยจนนับได้ด้วยนิ้วมือข้างเดียว ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นได้จากความช่วยเหลือของต่างชาติ

วิทยาลัยเทคนิคแขวงเวียงจันทน์ เมื่อน้ำใจไทยช่วยสร้างสถาบันอาชีวะชั้นนำให้ สปป.ลาว

“ก่อนการตั้ง สปป.ลาว มีโรงเรียนอาชีวศึกษาแค่ 2 – 3 แห่ง เช่น โรงเรียนเทคนิคปากป่าสัก โรงเรียนลาว-เยอรมัน สะหวันนะเขต ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ แต่ภายหลังประเทศชาติได้รับการปลดปล่อย ก่อตั้งเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตย ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางดี”

ค.ศ. 1975 ลาวเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบราชาธิปไตยเป็นสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ความสัมพันธ์กับบางประเทศมีอันต้องชะงักงันลง ขณะที่บางประเทศก็งอกเงยขึ้น ส่วนบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างไทยนั้น ย่อมไม่มีวันตัดกันขาด

“สำหรับความร่วมมือก็มีหลายประเทศ เช่นราชอาณาจักรไทย มีการร่วมมือกับประเทศไทยตั้งแต่ ค.ศ. 1998 เป็นต้นมา ความร่วมมือขั้นแรกสุดเลยก็คือเป็นพันธมิตรในการพัฒนาโรงเรียนวิชาชีพโพนโฮงเพื่อพัฒนาให้เป็นโรงเรียนเทคนิควิชาชีพแขวงเวียงจันทน์”

โฮงเฮียนอาชีวะสึกสาโพนโฮง

ประเทศลาวแบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น 17 แขวง กับ 1 เขตนครหลวง คือนครหลวงเวียงจันทน์อันเป็นเมืองศูนย์กลางการปกครองของประเทศ บริเวณที่ห้อมล้อมนครหลวงอยู่นั้นถูกจัดตั้งเป็นแขวงชื่อ ‘เวียงจันทน์’ เหมือนกัน แต่มีเมืองหลักคือเมืองโพนโฮง ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงไป 55 กิโลเมตร

วิทยาลัยเทคนิคแขวงเวียงจันทน์ เมื่อน้ำใจไทยช่วยสร้างสถาบันอาชีวะชั้นนำให้ สปป.ลาว

ค.ศ. 1988 แขวงเวียงจันทน์ก่อตั้ง ศูนย์อาชีวศึกษาโพนโฮง ขึ้นเพื่อใช้ฝึกอบรมการช่างแก่ทหารช่างตลอดจนนายช่างทั่วไป ก่อนจะโอนมาสังกัดกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ในอีก 4 ปีให้หลัง พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น โรงเรียนการอาชีวศึกษาโพนโฮง

ท่านทองหล่อ วิไลทอง ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคแขวงเวียงจันทน์คนปัจจุบัน พาเราย้อนรำลึกความหลังเมื่อครั้งยังเป็นโรงเรียน และตัวเขายังดำรงตำแหน่งเป็นเพียงรองผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งนั้นด้วยความภูมิใจในทุก ๆ ย่างก้าวที่ผ่านมา

วิทยาลัยเทคนิคแขวงเวียงจันทน์ เมื่อน้ำใจไทยช่วยสร้างสถาบันอาชีวะชั้นนำให้ สปป.ลาว

“เราได้โยกย้ายจากศูนย์อาชีวะมาเป็นโรงเรียนอาชีวศึกษาโพนโฮง เลยย้ายมาตั้งอยู่ที่นี่ แล้วเผอิญว่า วัตถุอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือ โครงสร้างต่าง ๆ ก็ไม่มี ทางรัฐบาลลาวจึงได้สมทบกับรัฐบาลไทยให้มายกระดับ มาปรับปรุงคุณภาพโรงเรียนนี้นับแต่ ค.ศ. 1998 เป็นต้นมา”

มิตรคนแรกที่คณะครูและนักเรียนโรงเรียนอาชีวศึกษาโพนโฮงได้รู้จัก คือตัวแทนจากกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) ในสังกัดกระทรวงการต่างประเทศของไทย

วิทยาลัยเทคนิคแขวงเวียงจันทน์ เมื่อน้ำใจไทยช่วยสร้างสถาบันอาชีวะชั้นนำให้ สปป.ลาว

“TICA มาซ่วยพวกเฮาหลาย” รอง ผอ. ในวันนั้น บอกด้วยภาษาลาวปนไทย พลางนำแขกจากดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงชมอุปกรณ์การเรียนที่ได้รับการตีตรากรมความร่วมมือระหว่างประเทศไว้ มีตั้งแต่โลโก้รุ่นเก่ายันรุ่นปัจจุบัน “เขาสนับสนุนอุปกรณ์การเรียนให้เรามาตั้ง 20 กว่าปีแล้ว อย่างจักรเย็บผ้าพวกนี้ก็ 22 ปี เป็นบ่าวน้อย (หนุ่มน้อย) แล้วนะนี่”

วิทยาลัยเทคนิคแขวงเวียงจันทน์ เมื่อน้ำใจไทยช่วยสร้างสถาบันอาชีวะชั้นนำให้ สปป.ลาว

ในยุคที่วิทยาลัยยังมีสถานะเป็นโรงเรียนอยู่นั้น ท่านทองหล่อนับว่าเป็นความช่วยเหลือในระยะที่ 1 ธารน้ำใจที่ไหลข้ามโขงมาในคราวนั้นมีประจักษ์พยานเป็นโรงฝึก 4 หลัง ซึ่งใช้เป็นที่เล่าเรียนต่างสาขาวิชากัน

“โรงฝึกที่ 1 เป็นโรงฝึกปฏิบัติสร้างรถยนต์และกลจักรการเกษตร โรงที่ 2 ไว้ฝึกไฟฟ้า โรงที่ 3 ใช้ฝึกตัดเย็บเสื้อผ้า โรงที่ 4 เป็นโรงฝึกก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์”

วิทยาลัยเทคนิคแขวงเวียงจันทน์ เมื่อน้ำใจไทยช่วยสร้างสถาบันอาชีวะชั้นนำให้ สปป.ลาว

ใช่เพียงความช่วยเหลือทางอาคารและอุปกรณ์การเรียน กรมความร่วมมือระหว่างประเทศของไทยยังส่งครูบาอาจารย์และนักวิชาการด้านการศึกษาไปปรับปรุงหลักสูตรให้โรงเรียนในทั้ง 5 สาขาที่เปิดสอน ไม่ว่าจะเป็นก่อสร้างเคหสถาน ตัดเย็บเสื้อผ้า ไฟฟ้า กสิกรรม หรือแม้แต่ปรุงแต่งอาหาร (คหกรรม)

“ปรับปรุงหลักสูตรสำเร็จไปแล้ว เราก็ได้รับการสนับสนุนวัตถุอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องจักร ประกอบเข้าอยู่ในโครงสร้าง ให้มันถูกต้องตามสาขาดังกล่าวนี้ จากนั้นก็ยังได้ส่งครูไปยกระดับวิชาเฉพาะทาง เพื่อให้ครูมีระดับความรู้เพื่อจะเอามาสอนต่อ อันนี้เป็นความช่วยเหลือระยะที่ 1” ท่านผู้อำนวยการสรุปปิดท้าย ก่อนพาเราไปรู้จักกับความช่วยเหลือระยะที่ 2

วิทะยาไลเตกนิกแขวงเวียงจัน

“นับตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา โรงเรียนของเราได้ยกระดับเป็นวิทยาลัย”

ท่านทองหล่อซึ่งควบบทบาทผู้ประสานงานโครงการความร่วมมือลาว-ไทย มาตั้งแต่ต้น เล่าถึงหลักไมล์สำคัญที่ทำให้สถาบันในความดูแลของท่านต้องรับมือความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่

วิทยาลัยเทคนิคแขวงเวียงจันทน์ เมื่อน้ำใจไทยช่วยสร้างสถาบันอาชีวะชั้นนำให้ สปป.ลาว

“ตอนนั้นก็เผอิญว่าเราจะได้ปรับปรุงวิทยาลัยนี้ให้เป็นตัวแบบของอาชีวศึกษา โครงการร่วมมือทางด้านวิชาการลาว-ไทย เลยได้สืบต่อเป็นระยะที่ 2”

ระยะนี้โรงเรียนอาชีวศึกษาโพนโฮงซึ่งมีชื่อใหม่ว่า ‘วิทยาลัยเทคนิคแขวงเวียงจันทน์’ ยังได้เฝ้าฯ รับเสด็จเจ้าฟ้าหญิงผู้ทรงเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยอย่าง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ความร่วมมือลาว-ไทย ผลักดันศูนย์อาชีวศึกษาที่เคยขาดแคลนจนกลายเป็นวิทยาลัยต้นแบบของประเทศลาว

“สมเด็จพระเทพฯ เสด็จมาเยี่ยมวิทยาลัยเรา และพระราชทานคอมพิวเตอร์ให้ 20 เครื่องในเบื้องต้น ท่านสนับสนุนเราเรื่องคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยี ตัวโครงการของสมเด็จพระเทพฯ ก็มีวิทยาลัยเทคนิคหนองคายเป็นผู้รับผิดชอบ ตอนหลังคอมพิวเตอร์ 20 เครื่องนั้นล้าสมัย ตกรุ่นไปแล้ว ท่านยังได้พระราชทานเพิ่มให้อีก 20 เครื่อง รวมแล้วเป็น 40 เครื่องที่พระราชทานมา”

เนื่องจากที่ตั้งวิทยาลัยเทคนิคแขวงเวียงจันทน์เป็นเนินสูง อีกหนึ่งความขาดแคลนนอกเหนือจากอุปกรณ์การเรียนก็คือน้ำใช้ พระองค์ท่านจึงทรงแนะนำให้ TICA ช่วยให้ในวิทยาลัยมีน้ำใช้เพียงพอต่อความต้องการของนักเรียนนักศึกษา เป็นที่มาของหอถังเก็บน้ำบาดาลที่ยืนเด่นอยู่ในวิทยาลัยทุกวันนี้

ความร่วมมือลาว-ไทย ผลักดันศูนย์อาชีวศึกษาที่เคยขาดแคลนจนกลายเป็นวิทยาลัยต้นแบบของประเทศลาว

“มีน้ำใช้เพียงพอแล้ว ท่านยังให้สืบต่อ ทำโครงการน้ำสะอาดให้เด็กได้ดื่มอีกด้วย” ท่านทองหล่อว่า

ปัจจุบัน วิทยาลัยเทคนิคแขวงเวียงจันทน์มีครูผู้สอนมากกว่า 160 คน ทำหน้าที่ถ่ายทอดวิชาความรู้แก่นักศึกษามากกว่า 2,000 คน เยาวชนลาวที่มีอายุราว 15 – 18 ปีเหล่านี้ เมื่อร่ำเรียนจบจากโพนโฮงไปแล้ว พวกเขาจะได้รับวุฒิชั้นกลาง (เทียบเท่า ปวช.) หรือชั้นสูง (เทียบเท่า ปวส.) เป็นฝีมือชนที่พร้อมสร้างอนาคตที่ดีให้กับตนเองและบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขาต่อไป

ความร่วมมือลาว-ไทย ผลักดันศูนย์อาชีวศึกษาที่เคยขาดแคลนจนกลายเป็นวิทยาลัยต้นแบบของประเทศลาว

“นักศึกษาพวกนี้จบไปแล้วก็ไปทำงานต่อในโรงงาน” ผอ.ทองหล่อ เล่าด้วยแววตาภาคภูมิ หลังจากแวะสนทนานักศึกษาสาวในชุดยูนิฟอร์มนุ่งซิ่นที่กำลังง่วนอยู่หน้าจักรเย็บผ้า “มีบางคนไปทำงานถึงเกาหลี ถึงญี่ปุ่น เขามาให้วิทยาลัยออกใบรับรองภาษาอังกฤษให้ก็มี”

นอกจากสาขาวิชาเรียนที่เราได้เห็นในโพนโฮงแล้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยยังกระซิบให้เราฟังอีกว่า ทุกวันนี้ทางวิทยาลัยได้ขยายวิทยาเขตเพิ่มอีกแห่งหนึ่งที่เมืองวังเวียง ที่นั่นมีไว้สอนสาขาวิชาการท่องเที่ยวอาหาร และการโรงแรม เพราะวังเวียงเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ชาวไทยนิยมไปพักผ่อนหย่อนใจ

จากข้อมูลของท่านอธิบดีหนูพัน สถาบันอาชีวศึกษาใน สปป.ลาว ขณะนี้มีมากถึง 78 แห่ง ถ้านับเฉพาะของภาครัฐก็จะมีทั้งสิ้น 25 แห่ง กระจายอยู่แทบทุกแขวงในประเทศ มีอาจารย์มากกว่า 2,000 คน ส่วนนักศึกษาก็มีไม่ต่ำกว่า 20,000 คน

ความร่วมมือลาว-ไทย ผลักดันศูนย์อาชีวศึกษาที่เคยขาดแคลนจนกลายเป็นวิทยาลัยต้นแบบของประเทศลาว

เป็นเรื่องน่ายินดียิ่งที่ความร่วมมือจากไทยช่วยให้ศูนย์อาชีวศึกษาเล็ก ๆ ที่เคยขาดแคลนทุกด้าน พัฒนามาเป็นหนึ่งในวิทยาลัยอาชีวศึกษาต้นแบบให้สถาบันอื่นมาศึกษาดูงาน

“มาถึงปัจจุบันก็ถือว่าวิทยาลัยเราเป็นวิทยาลัยที่เป็นต้นแบบทางด้านทักษะฝีมือของอาชีวศึกษา เพราะว่าวิสัยทัศน์ของวิทยาลัยเราก็เขียนแบบนั้น ในโครงการร่วมมือลาว-ไทย โดยเฉพาะวิทยาลัยเทคนิคแห่งเวียงจันทน์ของพวกเรา เป็นวิทยาลัยที่ได้รับการสนับสนุนครั้งแรกจากทุก ๆ วิทยาลัยทั่วประเทศ ฉะนั้นเมื่อผ่านการช่วยเหลือมา ก็ถือว่าการพัฒนาการเรียนการสอนนี่ก็ถือว่าดีขึ้น แล้วก็มีคุณภาพกว่าเก่า จากเดิมที่ไม่มี ก็ถือว่าดีขึ้น มีคุณภาพขึ้นกว่าเก่า ครบชุดทั้งอาคารสถานที่ นักเรียนนักศึกษามีความสนใจเข้ามาเรียนในวิทยาลัยของเราเยอะขึ้น พอเรียนจบไปแล้ว เขาก็จะมีความรู้ มีทักษะทางฝีมือ ไปประกอบสัมมาชีพในสถานประกอบการได้” ท่านทองหล่อบอกก่อนนำคนของท่านไปถ่ายรูปหมู่

คณะผู้บริหารวิทยาลัยพากันส่งยิ้มกว้างให้หน้ากล้อง เมื่อทั้งหมดประจำที่หน้าป้าย ‘โครงการความร่วมมือลาว-ไทย’ ซึ่งเขียนด้วยชุดอักษรของทั้งสองชาติเคียงคู่กัน

ความร่วมมือลาว-ไทย ผลักดันศูนย์อาชีวศึกษาที่เคยขาดแคลนจนกลายเป็นวิทยาลัยต้นแบบของประเทศลาว

“ราชอาณาจักรไทยและ TICA ให้การสนับสนุนพวกเราตลอดมา ทำให้มีสิ่งดี ๆ เยอะขึ้น วิทยาลัยเราก็ทำทุกอย่างให้เป็นต้นแบบวิทยาลัยที่มีคุณภาพ ก็ต้องอาศัยพี่น้องไทยมาช่วย เดี๋ยวนี้นักศึกษาก็เข้ามาเพิ่มเยอะมาก ที่มาเรียนไม่ได้มีอยู่แค่ในแขวงเวียงจันทน์ แต่มาจากทั่วประเทศ ห้องฝึกปฏิบัติต่าง ๆ ของเราก็ยังไม่มีเท่าที่ควร

“ตรงนี้คงมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อหาทางพัฒนากันต่อไป เพราะเราก็เหมือนพี่เหมือนน้อง พูดกันด้วยความเข้าใจ โดยเฉพาะวิทยาลัยอาชีวศึกษาต่าง ๆ ที่อยู่เลียบแม่น้ำโขง เป็นต้นว่าหนองคาย อุดรธานี พวกเราก็ได้ร่วมมือกันมาหมด” ผู้ประสานงานโครงการฝ่ายลาวทิ้งท้าย

แม้ สปป.ลาว จะสามารถยืดหยัดพัฒนาตนเองได้อย่างมั่นคงในปัจจุบัน แต่ความเป็นบ้านพี่เมืองน้องและสายสัมพันธ์ที่ผูกพันเชื่อมโยงมาแต่ก่อนเก่ากลับไปอาจตัดขาด เป็นความสบายใจและความเข้าใจที่สองฝั่งแม่น้ำโขงมีให้กันตลอดมาและตลอดไป ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จของการพัฒนาอย่างยั่งยืนระหว่างสองประเทศ

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

พลอยดาว ธีระเวช

ชอบถ่ายภาพอาหาร ชอบดูคนทำอาหาร ชอบซื้ออาหารแล้วบังคับให้คนอื่นทาน ชอบทำอาหารทั้งขนาดปกติและขนาดจิ๋ว ชอบชาเขียวและชอบเที่ยวตลาดอาหาร

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load