เรื่องราวนี้อาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่น่าแปลกใจอย่างยิ่ง เพราะมีความมหัศจรรย์บางอย่างที่ผมเหมือนถูกเลือกให้ได้รับเกียรติเป็นผู้เชื่อมต่ออดีตกับปัจจุบัน

มันคืออดีตของความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างคนในทีมแข่งรถเล็กๆ ทีมหนึ่ง ที่สร้างชื่อเสียงอันเกรียงไกรให้ประเทศไทยเมื่อกว่า 80 ปีก่อน ทีมที่ว่าคือ ‘White Mouse Garage Racing Team’ หรือที่เราเรียกกันว่า ‘ทีมรถแข่งคอกหนูขาว’

มันคืออดีตความสัมพันธ์ฉันครอบครัว ระหว่างพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ (พระองค์จุลฯ) กับพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช (พระองค์พีระ) และอดีตผู้ช่วยในทีมที่ชื่อ โทนี่ รุดด์ (Tony Rudd)

สิ่งต่างๆ เริ่มต้นจากการที่ผมได้เข้ามาบริหารดูแลสนามพีระเซอร์กิต (Bira Circuit) เมื่อกลางปี 2560

สนามแข่งรถแห่งนี้มีตำนานยิ่งใหญ่มากมาย ด้วยความที่เป็นสนามแข่งรถมาตรฐานแห่งแรกของประเทศ อยู่คู่กับวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยมาอย่างยาวนานกว่า 33 ปี ถือเป็น ‘สนามครู’ ของคนในวงการนี้แทบทุกคน โดยได้ขออนุญาตใช้ชื่อ สนามพีระ เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระองค์เจ้าพีระ ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นนักขับรถแข่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของไทย

ภารกิจพาของเก่าทีมรถแข่งคอกหนูขาวชุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ใน พระองค์พีระ กลับไทย
ภารกิจพาของเก่าทีมรถแข่งคอกหนูขาวชุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ใน พระองค์พีระ กลับไทย

วันที่ผมเข้าไปบริหารสนามพีระ คนนอกวงการน้อยคนนักที่จะทราบตำนานความยิ่งใหญ่ของพระองค์พีระและสนามแห่งนี้

จากจุดนี้ ผมพยายามรีแบรนด์สนาม และกำหนดเป้าหมายใหม่โดยใช้แรงบันดาลใจจากความยิ่งใหญ่ในการแข่งรถของพระองค์พีระในอดีต ผมพยายามทำเผยแผ่เรื่องราวความสำเร็จของพระองค์ผ่านโซเชียลมีเดียของสนาม พยายามค้นคว้าหาข้อมูลจากหลายแหล่งทั้งสื่อในและต่างประเทศ เพื่อความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ แต่ทุกครั้งมักพบปัญหาคือไม่อาจมั่นใจได้ว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง

จนมาถึงครั้งล่าสุดที่ทำคอนเทนต์ว่าทำไมสีรถแข่งของพระองค์พีระจึงเป็นสีฟ้า ตอนแรกก็หาข้อมูลยืนยันไม่ได้ จนไปพบข้อมูลจากงานเขียนของฝรั่งคนหนึ่ง ซึ่งอ้างอิงจากหนังสือเก่าที่พระองค์จุลฯ เคยเล่าเรื่องราวการแข่งรถของพระองค์พีระ ผู้ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของพระองค์ โดยพระองค์จุลฯ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังและให้ความอุปถัมภ์พระองค์พีระ ทั้งสนับสนุนเส้นทางการแข่งรถจนประสบความสำเร็จมากมายในช่วงยุคก่อนสงครามโลก

ภารกิจพาของเก่าทีมรถแข่งคอกหนูขาวชุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ใน พระองค์พีระ กลับไทย

ผมพบว่าสีฟ้านั้นมาจากความประทับใจที่พระองค์จุลฯ เห็นเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ บาร์บารา กรุต (Barbara Grut) เธอสวมชุดสีฟ้า Hyacinth Blue ในงานราตรี พระองค์จุลฯ ทรงประทับใจมาก ถึงกับขอตัดเศษผ้าชิ้นเล็กๆ จากชุดของเธอผู้นั้น และเอาไปทำสีรถแข่งของพระองค์พีระ ซึ่งต่อมากลายเป็นสีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของรถแข่ง จนเรียกกันว่า Bira Blue

กระทั่งวันหนึ่งผมพาญาติจากออสเตรเลียกับลูกๆ ไปเที่ยวมิวเซียมสยาม วันนั้นที่มิวเซียมสยามมีงานออกร้านขายหนังสือ

คนขายหนังสือร้านที่ผมพบหนังสือชื่อ ดาราทอง ทรงพระนิพนธ์โดยพระองค์จุลฯ แนะนำให้ผมแวะไปดูร้านกาแฟชื่อ White Mouse Bar & Cafe ซอยข้างวังจักรพงษ์ แค่ได้ยินชื่อร้านผมก็ตื่นเต้นแล้ว เพราะมันคือชื่อทีมรถแข่งของพระองค์พีระ

ผมกับญาติรีบเดินไปทันที แต่ร้านปิดแล้ว ผมลองมองผ่านกระจกเข้าไปในร้าน มองเห็นรางๆ ว่ามีถ้วยรางวัลและรูปภาพแปะผนังมากมาย ผมรู้สึกว่าร้านกาแฟร้านนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ 

ภารกิจพาของเก่าทีมรถแข่งคอกหนูขาวชุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ใน พระองค์พีระ กลับไทย

เนื่องจากร้านปิดแล้ว พวกเราเลยลองเดินไปที่ร้านหนังสือหน้าวังจักรพงษ์ ชื่อร้าน River Books เป็นร้านของสำนักพิมพ์วังจักรพงษ์เอง ด้วยความหวังว่าอาจจะมีหนังสืออะไรน่าสนใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับพระองค์พีระ

เมื่อผมเปิดประตูเข้าไป ก็บังเอิญเจอ ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ พระธิดาในพระองค์จุลฯ ผมจำได้ว่าคุณหญิงเคยมาขับรถแข่งของพระองค์พีระที่สนามพีระเมื่อ 30 ปีก่อน และวันนั้นคือวันที่สนามเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการ จากสนามพัทยาเซอร์กิต เป็นสนามพีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต 

ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์

ผมแนะนำตัวทันทีว่าผมเป็นผู้บริหารสนามพีระ คุณหญิงบอกว่า จำได้ เคยไปขับรถแข่ง แล้วคุณหญิงก็สั่งให้คนเปิดร้านและพาผมเข้าไปดู ทันทีที่ผมเดินเข้าไปในร้าน สิ่งของตกแต่งต่างๆ ทำให้ผมอึ้ง เพราะมันคือภาพการแข่งขันมากมายซึ่งเป็นโปสเตอร์ที่พระองค์พีระทรงวาดเอง ไม่ว่าจะเป็นโปสเตอร์งาน Bangkok Grand Prix ค.ศ. 1939 (สุดท้ายไม่ได้จัดเพราะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2) พวงมาลัยจากรถ หนุมาน และถ้วยรางวัลหลายใบ 

ภารกิจพาของเก่าทีมรถแข่งคอกหนูขาวชุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ใน พระองค์พีระ กลับไทย
ภารกิจพาของเก่าทีมรถแข่งคอกหนูขาวชุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ใน พระองค์พีระ กลับไทย
ภารกิจพาของเก่าทีมรถแข่งคอกหนูขาวชุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ใน พระองค์พีระ กลับไทย

หลังจากนั้นอีก 1 สัปดาห์ ผมพาลูกน้องไปที่ร้านนี้อีกครั้ง พนักงานของร้านบอกว่า แปลกมากที่ผมบังเอิญเจอคุณหญิงในเวลานั้น เพราะปกติท่านจะกลับอังกฤษไปแล้ว ถ้าอยู่ก็น้อยครั้งมากที่จะลงมาที่ร้านหนังสือ เขายังแซวผมเล่นๆ ว่า พระองค์พีระพาคุณมาหรือเปล่า

ผ่านไปอีก 2 สัปดาห์ เรื่องราวแปลกๆ ก็เกิดขึ้นอีก เมื่ออยู่ๆ ผมก็ได้รับอีเมลจาก ริชาร์ด พาร์รามินต์ (Richard Parramint) ส่งมาจากอังกฤษ ทั้งที่ปกติเราแทบไม่เคยได้รับอีเมลของบุคคลทั่วไปจากต่างประเทศ ยกเว้นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานแข่งขัน

ริชาร์ดเขียนมาเสนอขายของหลายชิ้น พร้อมแนบไฟล์รูปภาพ เขาอ้างว่ารู้จักครอบครัวของโทนี่ รุดด์ ซึ่งโทนี่เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว เมื่อรุ่นลูกค้นของเก่าเก็บของพ่อแล้วพบของเหล่านี้จึงคิดว่ามันควรได้กลับไปอยู่ที่เมืองไทย

ของเหล่านั้นเป็นของที่พระองค์พีระและพระองค์จุลฯ ประทานให้โทนี่เป็นการส่วนพระองค์ ของสำคัญสุดคือ พระมาลาผ้าขับแข่งสีฟ้า ซับพระพักตร์ปักคำว่า BIRA ผ้าพิมพ์ลายรถแข่งปิดหน้าต่างซึ่งเคยอยู่ที่บ้านเก่าของพระองค์จุลฯ ที่เมืองคอร์นวอลล์ (Cornwall) พระราชหัตถเลขาพร้อมลายพระอภิไธยของทั้งพระองค์จุลฯ และพระองค์พีระและหนังสือเก่าหลายเล่มที่ทรงพระนิพนธ์โดยพระองค์จุลฯ 

ภารกิจพาของเก่าทีมรถแข่งคอกหนูขาวชุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ใน พระองค์พีระ กลับไทย
ภารกิจพาของเก่าทีมรถแข่งคอกหนูขาวชุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ใน พระองค์พีระ กลับไทย
ภารกิจพาของเก่าทีมรถแข่งคอกหนูขาวชุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ใน พระองค์พีระ กลับไทย

ผมแปลกใจมากๆ ใจยังไม่อยากเชื่อ จึงลองโต้ตอบอีเมลกับริชาร์ดดูว่าเจออีเมลสนามพีระของเราได้ยังไง เขาบอกว่า แค่เสิร์ชในกูเกิล แถมเขายังเล่าประวัติของโทนี่ รุดด์ ว่าเคยเป็นอดีตผู้ช่วยในทีม White Mouse ที่ตอนหลังได้แรงบันดาลใจจนไปเรียนจบวิศวกรรม และกลายเป็นคนสำคัญในตำนานวงการแข่งรถของอังกฤษคนหนึ่ง ทั้งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของทีมรถแข่งดังอย่าง BRM (British Racing Motors) และ Lotus F1 ในอดีต เขาบอกว่า ลองไปเช็กประวัติดูได้ เมื่อผมลองเช็ก มันก็จริงทุกอย่าง

จดหมายและการ์ดที่เขียนถึงโทนี่ ลงชื่อว่า Elizabeth Chula Chakrabongse หรือ หม่อมเอลิซาเบธ จักรพงษ์ ณ อยุธยา พระชายาในพระองค์จุลฯ คุณแม่ของคุณหญิงนริศรา

ผมสนใจของเหล่านี้จึงพยายามติดต่อสอบถามเพื่อนๆ ฝรั่งผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในวงการค้าขายของเก่า ว่าผมควรทำยังไงจึงจะพิสูจน์ได้ว่าของเหล่านี้เป็นของจริง แต่ทุกคนให้คำแนะนำไม่ได้ ผมจึงต้องกลับไปไล่ดูภาพสิ่งของอีกครั้ง แล้วก็ไปสะดุดกับจดหมายและการ์ดที่เขียนถึงโทนี่ ลงชื่อว่า Elizabeth Chula Chakrabongse หรือ หม่อมเอลิซาเบธ จักรพงษ์ ณ อยุธยา พระชายาในพระองค์จุลฯ คุณแม่ของคุณหญิงนริศรา ผมจึงนึกถึงคุณหญิงทันที ถ้าจะพิสูจน์ว่าของเหล่านี้ว่าเป็นของจริงหรือไม่ คุณหญิงคือผู้ตอบคำถามได้ดีที่สุด

จดหมายและการ์ดที่เขียนถึงโทนี่ ลงชื่อว่า Elizabeth Chula Chakrabongse หรือ หม่อมเอลิซาเบธ จักรพงษ์ ณ อยุธยา พระชายาในพระองค์จุลฯ คุณแม่ของคุณหญิงนริศรา

ผมส่งข้อความพร้อมรูปไปให้คุณหญิงดู คุณหญิงตอบกลับมาว่า น่าแปลกใจมาก เพราะนี่คือจดหมายลายมือคุณแม่คุณหญิงจริงๆ และหลังจากทั้งสองท่านได้คุยกัน คุณหญิงยืนยันกับผมว่า ทุกอย่างเป็นของจริง และมาจากครอบครัวโทนี่จริงเช่นกัน

จดหมายและการ์ดที่เขียนถึงโทนี่ ลงชื่อว่า Elizabeth Chula Chakrabongse หรือ หม่อมเอลิซาเบธ จักรพงษ์ ณ อยุธยา พระชายาในพระองค์จุลฯ คุณแม่ของคุณหญิงนริศรา
จดหมายและการ์ดที่เขียนถึงโทนี่ ลงชื่อว่า Elizabeth Chula Chakrabongse หรือ หม่อมเอลิซาเบธ จักรพงษ์ ณ อยุธยา พระชายาในพระองค์จุลฯ คุณแม่ของคุณหญิงนริศรา

หลังจากแน่ใจในข้อมูลทั้งหมดผมจึงตัดสินใจซื้อของทั้งหมดเอง แล้วแจ้งคุณหญิงว่า จะขอมอบจดหมายที่แม่ของคุณหญิงเขียนถึงโทนี่กลับคืนเป็นสมบัติของคุณหญิง

จดหมายและการ์ดที่เขียนถึงโทนี่ ลงชื่อว่า Elizabeth Chula Chakrabongse หรือ หม่อมเอลิซาเบธ จักรพงษ์ ณ อยุธยา พระชายาในพระองค์จุลฯ คุณแม่ของคุณหญิงนริศรา

จนกระทั่งเดือนมีนาคมการซื้อขายจึงเกิดขึ้น ผมขอความช่วยเหลือให้คุณอาซึ่งอยู่เมืองไบรท์ตันช่วยไปรับของให้ สามีคุณอาน่ารักมาก ถึงกับขับรถ 4 ชั่วโมง ไปเมืองนอร์ฟอล์ก (Norfolk) เพื่อรับของจากริชาร์ดและครอบครัวโทนี่ให้ผม

เป็นความบังเอิญที่วันนั้นคือวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2562 ตรงกับวันครบรอบ 111 ปี ของ

พระองค์จุลฯ พอดี 

หลังจากนั้นช่วงต้นเดือนกรกฎาคมผมจึงรีบบินไปรับของสำคัญทางประวัติศาสตร์ชุดนี้ เพื่อนำกลับมาเมืองไทยให้ทันวันพระราชสมภพของพระองค์พีระในวันที่ 15 เดือนเดียวกัน

White Mouse Garage Racing Team
White Mouse Garage Racing Team

จากเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ผมว่ามันมหัศจรรย์มาก ผมเป็นคนธรรมดาๆ คนหนึ่งที่เหมือนถูกเลือกให้เป็นคนเชื่อมเรื่องราวในอดีตกับปัจจุบันของคนกลุ่มหนึ่ง 

ปกติผมไม่เชื่ออะไรเหล่านี้ แต่สิ่งที่ผมเชื่อเสมอคือ เวลาเราทำสิ่งที่เรารัก เราจะตั้งใจทุ่มเททำอย่างดีที่สุด ด้วยเจตนาที่ดี แม้จะมีอุปสรรค แต่สุดท้ายเราก็จะพบสิ่งดีๆ เช่นกัน

White Mouse Garage Racing Team
White Mouse Garage Racing Team

ผมจึงอยากแบ่งปันเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างคนในทีมแข่งรถเล็กๆ ทีมหนึ่งในอดีต ผ่านของเก่าแก่อายุกว่า 80 ปี ที่ถูกเก็บรักษาอย่างดีอีกซีกโลก ซึ่งเหมือนมีอะไรกำหนดให้ได้กลับมาหาครอบครัวของเจ้าของยังอีกซีกโลกที่เมืองไทย

White Mouse Garage Racing Team
White Mouse Garage Racing Team

แม้อดีตจะผ่านไปนานแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะจบสิ้นลง มันยังมีพลังที่จะสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์ในปัจจุบันได้ ยิ่งถ้าอดีตเหล่านั้นเป็นอดีตที่ลึกซึ้งของคนในทีม หรือกลุ่มคนที่มาร่วมทำกิจกรรมที่มีความหลงใหลสุดๆ ร่วมกัน เช่นเดียวกับอดีตของคนในทีม White Mouse Garage Racing Team

White Mouse Garage Racing Team
White Mouse Garage Racing Team
White Mouse Garage Racing Team

จากเรื่องราวที่ผมได้สัมผัส สร้างแรงบันดาลใจให้ผมว่าสนามพีระก็สร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มคนอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นต้องหลงใหลแค่การแข่งรถ เพราะสนามพีระเป็นมากกว่าสนามแข่งรถ ที่นี่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม เฉพาะตน เป็นเหมือนครอบครัว ทีมแข่ง ที่เต็มไปด้วยความผูกพัน และวันนี้ก็พร้อมที่จะแบ่งปันเรื่องราวดีๆ ให้คนอื่นๆ ได้เข้ามาสัมผัสร่วมกัน

ภารกิจพาของเก่าทีมรถแข่งคอกหนูขาวชุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ใน พระองค์พีระ กลับไทย

Writer

ตรรก อัครเศรณี

จบ Interior Architect จากเมลเบิร์น คลั่งไคล้ทั้งงานสถาปัตยกรรม ฟุตบอล และรถ ชอบเขียน ชอบวาด มากกว่าพูด มองว่าทุกอย่างที่ชอบมีศิลปะในตัวเอง ปัจจุบันมี 2 บทบาท เป็นทั้งคนออกแบบ (บริษัท ตรรก อินทีเรีย แอนด์ อาร์คิเทค จำกัด) และคนบริหารสนามแข่งรถ (CEO, พีระเซอร์กิต)

Photographers

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

29 พฤศจิกายน 2565
30

“เรื่องนี้เราจะไม่รอ”

เป็นคำพูดที่ นายกฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการของธนาคารกสิกรไทยเน้นย้ำกับ The Cloud เพื่อแสดงเจตนาที่แน่วแน่ในการร่วมเปลี่ยนผ่านสังคมธุรกิจของประเทศไทยไปสู่กระบวนการที่ยั่งยืน แม้เรื่องนี้จะไม่ง่าย แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่ก็ยินดีที่จะก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อชวนทุกคนเดินไปด้วยกัน

เป้าหมายที่ทุกองค์กรทั่วโลกตั้งใจทำให้สำเร็จ คือเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของมนุษยชาติ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด แนวทางการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลที่ดี หรือ ESG ถูกหยิบยกมาใช้บ่อยขึ้น และกำลังจะกลายเป็นขอบเส้นของมาตรฐานการทำธุรกิจในบริบทใหม่ที่ทุกคนต้องเดินตาม

เปลี่ยนวันนี้ ก่อนจะไม่มีโอกาสได้เปลี่ยน และธนาคารกสิกรไทยก็เริ่มต้นมาได้สักพักแล้ว

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

เริ่มต้นที่ตัวเรา

สิ่งสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน คือการชี้วัดอย่างเป็นรูปธรรมของผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด เริ่มจากกระบวนการทำงานภายในองค์กรที่ทำได้ทันที จากนั้นเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้า ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ ส่วนที่ยากที่สุดคือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่อยู่ปลายทาง ซึ่งต้องนำมาพิจารณาด้วย

การจัดการภายในจึงเป็นสิ่งที่เริ่มได้เร็วกว่าทางอื่น

“เรามองมาที่การทำงานของเรา ว่าอะไรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะบ้าง นั่นก็คือรถยนต์ที่เราใช้ เรามีรถเป็นพันคัน สองคือการใช้ไฟฟ้า แม้เราจะไม่ใช่โรงงาน แต่ก็มีสาขา มีสำนักงานขนาดใหญ่ทั่วประเทศถึง 7 อาคาร ซึ่งใช้ไฟฟ้าพอสมควร

“ถามว่าจะไม่ใช้รถหรือไฟฟ้าได้ไหม ก็ไม่ได้ เราพยายามปรับไปใช้น้ำมัน E85 ก็ช่วยลดคาร์บอนได้บ้าง สุดท้ายเราจะเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในอนาคต ดังนั้น รถหมดสัญญาแล้วก็จะทยอยเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าครับ ส่วนเรื่องการใช้ไฟฟ้า เราติดโซลาร์เซลล์ตามสาขาต่าง ๆ คิดว่าน่าจะประมาณ 200 – 300 สาขาที่ธนาคารเป็นเจ้าของพื้นที่และมีศักยภาพในการติดตั้งได้ จากทั้งหมด 800 สาขาที่มี ก็ช่วยลดค่าไฟได้ 10 – 20% ที่เหลือก็ต้องหักล้างเรื่องคาร์บอนเครดิตเอาอีกที” 

ทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีร่องรอยของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

Green Transition การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่เป็นไปได้

เป้าหมายที่สำคัญของธนาคารกสิกรไทยในการผลักดันเรื่องความยั่งยืนที่สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย โดยธนาคารมีความตั้งใจจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จากการดำเนินงานของธนาคาร ใน พ.ศ. 2573 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในพอร์ตโฟลิโอของธนาคารตามทิศทางของประเทศ ด้วยชุดความคิดที่เป็นไปได้และทำได้จริงมากกว่าการประกาศเป้าหมายเท่ ๆ

“สิ่งที่ท้าทายคือ พอร์ตสินเชื่อของเรามีถึง 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่มาก เราต้องดูว่าจะเริ่มตรงไหน จบตรงไหน ทำได้จริงแค่ไหน ซึ่งเราทำคนเดียวไม่ได้ ขึ้นกับว่าลูกค้าเอากับเราด้วยไหม เราก็ต้องไปเฟ้นหาว่าลูกค้ากลุ่มไหนจะไปด้วยกันต่อ เราเพิ่งจ้างที่ปรึกษาระดับโลกมาวิเคราะห์พอร์ตสินเชื่อของเรา ดูเป็นรายอุตสาหกรรมเลย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มที่เราจะเน้น โดยประเมินออกมาเป็น 3 เซกเตอร์ที่มีบทบาทมากที่สุดคือ 27% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา ส่วนอีก 2 อันคิดเป็นสัดส่วน 13% ถ้าทำทั้งหมด 5 กลุ่มนี้ ก็จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา อย่างธุรกิจพลังงาน โรงไฟฟ้าเป็นพอร์ตที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐทั้งเรื่องพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้าด้วย เรื่องนี้เราจับตามองอยู่ แต่เราก็ไม่รอนะ เราคุยกับลูกค้าไปเลยว่าพอจะเปลี่ยนตรงไหน อย่างไรได้บ้าง”

บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่างเข้าใจและรู้ถึงความสำคัญของ ESG รวมทั้งรายงานต่าง ๆ ที่ต้องจัดทำเพื่อให้สอดคล้องกับการกำกับดูแล คุณกฤษณ์มองว่านี่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“สุดท้ายเราต้องพูดเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ อย่างพวกถ่านหิน เราก็ไม่ปล่อยกู้ให้โรงไฟฟ้าถ่านหินโรงใหม่ เราทำแบบนี้มาได้สักปีหนึ่งแล้ว คือของเดิมที่มีอยู่ แต่ถ้าเขาจะปรับปรุงเพื่อลดการใช้ถ่านหินลง เราก็พร้อมคุย เพราะว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ถึงยังไงผมก็ไม่คิดว่าเราจะตัดพวกเขาออกไปได้ เพราะว่าเวลาลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าไปแล้ว เราก็ต้องอยู่กับเขาไปอีก 20 ปี สมมติสร้างโรงงานมา 5 พันล้านแล้ว จะมีใครมาปิดมันง่าย ๆ ดังนั้น ต้องช่วยกันคิดที่จะปรับเปลี่ยนตัวเอง

“ช่วงที่ผ่านมามีประชุมกับกลุ่มนักลงทุนตลอด ล่าสุดมีกลุ่มที่เข้ามาขอคุยเรื่อง ESG อย่างเดียวเลย ดูว่าเราเป็นอย่างไร อันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้ เราก็รู้สึกดี ผมเองไม่ได้มีคำตอบให้เขาทุกอย่าง แต่เราบอกเขาเรื่อง KBank Way คือ Walk the Talk พูดแล้วก็ทำ ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด”

เรียบง่ายแต่หนักแน่นเอาเรื่อง สำคัญวิถีของธนาคารกสิกรไทย

ความยั่งยืนทำคนเดียวไม่ได้

สิ่งที่เป็นอุปสรรคและความท้าทายของธนาคารคือ การชวนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กมาร่วมเปลี่ยนผ่านกระบวนการทางธุรกิจไปด้วยกัน ซึ่งกลุ่มนี้อาจต้องใช้ทั้งแรงผลักและแรงจูงใจมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่

“ความท้าทายของเราคือลูกค้าขนาดที่เล็กลงมา ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เขาจะมองว่าพอต้องใช้เงินลงทุนที่มากขึ้น แต่ผลตอบแทนหรือกำไรที่ได้อาจจะลดลง แล้วแบบนี้แรงจูงใจที่จะให้เขาทำคืออะไร อย่างลงทุนทำโรงงานสีเขียว 100 ล้านบาท ถ้าเราเป็นผู้ประกอบการก็จะคิดว่าทำไปทำไม อย่างแรกเราต้องมีแรงจูงใจ เราเองต้องไปชวนลูกค้าคุย เอาตัวเลขไปเสนอเพื่อประกอบการตัดสินใจ อันที่สองผมว่าภาครัฐก็ต้องเข้ามาช่วยด้วย ผมคิดว่าภาครัฐควรทำเป็นรายอุตสาหกรรมไป ไม่ต้องทำผ่านระบบธนาคาร บอกไปเลยว่าถ้าใครเดินมาทางนี้ จะได้แบบนี้ ถ้าใครไม่ทำตามนี้ ก็จะเกิดผลแบบนี้ ภาครัฐก็ต้องเล่น 2 บทด้วย” 

ล่าสุด ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการกำหนดนิยามและจัดหมวดหมู่โครงการหรือกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย (Thailand Taxonomy) ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำนิยามและหมวดหมู่ เพื่อให้ภาครัฐ ธนาคาร และกลุ่มธุรกิจ มีความเข้าใจตรงกันและมีจุดที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดแผนและนโยบายต่าง ๆ ขององค์กร ซึ่งสถาบันการเงินต้องประเมินความเสี่ยง รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอีกก้าวของการร่วมมือกันในวงที่กว้างขึ้น

“ในต่างประเทศเขาบังคับผ่านกฎหมายเป็นรายอุตสาหกรรมเลยนะ เริ่มจากการวัดคาร์บอนก่อน พิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรมไป ซึ่งปัจจุบันบ้านเรายังไม่มีเรื่องพวกนั้น ตอนนี้เริ่มแล้วแต่ยังเป็นภาพกว้าง ๆ อยู่ ผมว่าการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เห็นคือ เราเอาสิ่งนั้นมาเชื่อมกับธุรกิจเยอะขึ้น ผมเป็นกรรมการผู้จัดการที่ดูแลด้านเป้าหมายสินเชื่อและด้านความเสี่ยง ดูว่าเป็นอย่างไร รายได้มาจากทางไหน เสี่ยงอย่างไร ผมก็เอาเรื่อง ESG ใส่ไปด้วย มันยากขึ้นคือเป้าสินเชื่อก็ต้องทำให้ได้ เรื่อง ESG ก็ต้องทำให้ชัดว่าพอร์ตสินเชื่อเราจะวิ่งไปทางไหน และทำไมต้องเป็นทางนั้น นี่เป็นโจทย์ทางธุรกิจไปแล้ว

“เรามี Climate Pillar เป็นเสาหลักอันใหม่ขึ้นมา คือรวมโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาไว้ด้วยกัน แล้วทางนี้ก็จะเอามาตั้งเป็นเป้า เราอยากเป็นผู้นำด้าน ESG ของภูมิภาคก็ต้องออกมาทำก่อน ทั้งการตั้งเป้าหมาย มีคำมั่นสัญญา ผู้นำในความหมายของเราไม่ใช่ผู้นำที่ทิ้งคนอื่นนะ แต่เป็นผู้นำที่ชวนคนอื่นเข้ามาทำด้วย มีคนถามว่ากลัวคนอื่นมาแข่งมั้ย ผมตอบว่าผมชอบเลย มาแข่งเรื่อง ESG ถือว่าดี ใครมีวิธีดี ๆ หรือเทคโนโลยีอย่างไรก็มาแชร์กัน เรื่องนี้อยากชวนมาแข่งนะ เพื่อทำให้เป็นรูปธรรม จับต้องได้มากขึ้น ตอนนี้เราพยายามสร้างมาตรฐานใหม่และคุยกับแบงก์ชาติ แต่ต้องบอกว่าเรื่องนี้ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือกัน ถ้าลูกค้าไม่เอาด้วยก็จะเกิดช้าครับ”

การเปลี่ยนแปลงที่มีผลในวงกว้าง จะฉายเดี่ยวไม่ได้

เป้าหมายความยั่งยืนที่ชี้วัดได้

แล้วตอนนี้ธนาคารกสิกรไทยมีสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านและความยั่งยืนอยู่เท่าไหร่ 

นี่คือคำตอบ

“ประมาณ 1 – 2 % ของสินเชื่อทั้งหมดครับ เมื่อก่อนมีความท้าทายเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสีเขียวว่าวัดยังไง ปีนี้เราเริ่มนับแล้ว ตอนนี้จะชัดขึ้นว่าอันไหนได้หรือไม่ได้ อาคารสร้างขึ้นมาแบบประหยัดพลังงานหรือเปล่า สร้างอย่างไร เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกอันที่เราเน้น เนื่องจากปล่อยคาร์บอนเยอะ ต้องมีกระบวนการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนการพิจารณาเครดิต เราทำมาหลายปีแล้ว อย่างเช่น ลูกค้าอยากทำโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะ ฟังดูน่าจะกระทบกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน เราก็ดูว่าเขากู้เงินไปแล้วจะใช้ทำอะไรบ้าง คืนอะไร อย่างไร มาตรฐานสากลของสิ่งนั้นคืออะไร ปล่อยมลพิษไปแล้วกระทบอะไรมั้ย เทคโนโลยีที่ใช้คืออะไร ถ้าผ่านตามมาตรฐานหมด ก็จะเข้าไปคณะกรรมการของธนาคาร ถ้าเขาไฟเขียวถึงจะเอามาดูต่อ แปลว่าถ้าไม่ได้ตามมาตรฐาน เราก็จะไปคุยถึงปัญหา หา Solution ให้ลูกค้า แต่ถ้ายังทำไม่ได้เราไม่คุยด้วย

“ตอนนี้เราตั้งเป้าเพิ่มสินเชื่อและการลงทุนสีเขียวเข้าไปในระบบอีกสัก 2 แสนล้านบาท เราอยากชวนธุรกิจมาทำกันเพิ่ม เรื่องความยั่งยืนนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ยังไงก็จุดติด แต่ว่าสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กและขนาดกลางจะยากหน่อย ส่วนประชาชนทั่วไปก็เป็นเรื่องวิถีชีวิต อย่างรถหรือบ้านที่ประหยัดพลังงาน ก็ต้องปรับเปลี่ยน เราอยากเป็นต้นแบบเรื่องความยั่งยืนให้พวกเขา

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

“ส่วนการตรวจสอบมันก็จะมีกระบวนการอยู่ เราดูว่าเครื่องจักรเขาเป็นไปตามที่กำหนดมั้ย มีทีมลงไปดู มีกระบวนการทบทวนวงเงิน เวลาเราให้เงินใครไป เราก็ต้องไปติดตามและดูแล ถือเป็นความท้าทายเวลาที่เราจะทำเรื่องความยั่งยืนให้ใหญ่ขึ้น บางอย่างอาจต้องมีองค์กรภายนอกเข้ามาช่วย สุดท้ายก็จะเกิดการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องตามมาด้วย” 

ธนาคารกสิกรไทยประกาศตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนที่ 2.5 หมื่นล้านบาทต่อปี รวมเป็นวงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ภายใน พ.ศ. 2573 แม้ใน 3 ไตรมาสแรกของ พ.ศ. 2565 ตัวเลขจะยังไปไม่ถึงจุดที่หวัง ซึ่งธนาคารได้ให้สินเชื่อไปแล้วกว่า1.6 หมื่นล้านบาท แต่ก็ยังคงผลักดันต่อและคาดว่าขนาดของสินเชื่อใน พ.ศ. 2566 น่าจะโตได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

“ตัวเลขพวกนี้จะสะท้อนว่าเราทำได้และทำจริงมั้ย ปล่อยไปแล้วเป็นไง ติดข้อจำกัดอะไรบ้าง อีกเรื่องคือแผนที่วางไว้ ลูกค้าเดินด้วยกับเราหรือเปล่า เรามีองค์ความรู้ที่จะขยายไปอุตสาหกรรมอื่นมั้ย ซึ่งโจทย์พวกนี้ต้องรวมไว้ใน Climate Pillar ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายของทีมขายไปแล้ว พวกเขาก็รับโจทย์ไป ผมเองก็ถูกคาดหวังให้รายงานตัวเลขพวกนี้ตลอดกับบอร์ดและสื่อมวลชน ผมเชื่อว่าการที่เราแชร์เรื่องพวกนี้ได้ เป็นการตอกย้ำว่าเราทำตามที่สัญญาและเห็นว่ามันสำคัญ”

เมื่อ The Cloud ถามคุณกฤษณ์ว่าเป้าหมายที่ประกาศออกมาดูจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวา ถือว่าธนาคารระวังตัวไปหน่อยหรือไม่ คำตอบที่ได้น่าสนใจทีเดียว

“ผมว่าบางเรื่องเราทำคนเดียวไม่ได้ จะมาประกาศว่าจะไม่ปล่อยกู้ให้พวกธุรกิจพลังงานเลย หยุดปล่อยกู้หมดถ้าไม่ใช่ธุรกิจสีเขียว ทำแบบนี้เท่ากับเราทิ้งลูกค้านะ ซึ่งไม่ใช่การตัดสินใจที่มีเหตุผล เพราะว่าลูกค้ากับเราต้องไปด้วยกันต่างหาก ผมว่าเราต้องคำนวณเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ ถ้าเหมาะสมเราก็จะทำ ถ้าอันไหนทำได้เราก็จะให้คำมั่นสัญญา สิ่งที่เราทำคือ Walk the Talk อันไหนเราสัญญาจะทำ เราทำ แต่สิ่งที่เราจะไม่ทำคือเราจะไม่รอ บางคนบอกว่าเรื่องนี้รอได้ รอคนอื่นทำไปก่อน แต่ที่กสิกรไทยเราไม่รอครับ”

พูดแล้วทำ อันไหนไม่ทำก็ไม่พูด

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

ยั่งยืนที่วิถีชีวิตและโอกาสเติบโต

สิ่งที่แยกจากกันไม่ได้สำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งใหม่ คือการพาทุกคนไปข้างหน้าด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เรื่องการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนก็เช่นกัน สิ่งที่ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยเป็นห่วงคือภาคเกษตรกรรม ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนทางออกสำหรับเกษตรกรที่อยู่ในระบบนับล้านรายจะยังไม่ชัดเจนนัก ซึ่งเกษตรกรเองอาจจะยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ รวมทั้งเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องก็ยังมีราคาสูง บทบาทของภาครัฐจึงสำคัญมากในการออกนโยบายและมาตรการจูงใจเพื่อสร้างจุดเริ่มต้นให้เกิดขึ้น

ชุดความคิดใหม่ ๆ นอกกรอบจึงต้องนำมาใช้กับกระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งที่ดีให้ผู้บริโภคปรับตัวได้เร็วขึ้น

“เรามีโครงการ SolarPlus คือคิดว่าถ้าเราสามารถคุยกับลูกบ้านในหมู่บ้านต่าง ๆ ให้พวกเขาอนุญาตให้ติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โดยที่เราออกเงินให้ เขาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ลูกบ้านได้ประหยัดค่าไฟ โดยที่ธนาคารปล่อยกู้ให้กับบริษัทที่ติดตั้ง สุดท้ายแล้วลูกบ้านไม่ต้องใช้เงินลงทุน บริษัทติดตั้งก็ได้ธุรกิจเพิ่ม ธนาคารเราได้เรื่องคาร์บอนเครดิต แต่จะยากตรงการขออนุญาตและกระบวนการนี่ล่ะครับที่ต้องผลักดันกันต่อไป นี่เป็นวิธีคิดที่ออกมานอกกรอบ หรืออย่างโครงการส่งเสริมการเช่าจักรยานยนต์ไฟฟ้าแล้วให้มาเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่สาขาธนาคารได้ นี่ก็เริ่มแล้วและจะขยายต่อไป

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

“นอกจากมิติของสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ธนาคารเราทำได้มากคือมิติด้านสังคม ผ่านโจทย์สำคัญเรื่องความครอบคลุมทางการเงิน ปัจจุบันคนใช้ K PLUS มีประมาณ 20 ล้านรายแล้ว แต่ก็ยังมีรายย่อยที่เข้าถึงบริการสินเชื่อยากลำบาก เราก็พยายามทำให้พวกเขาเข้าถึงเงินได้มากขึ้น ปีที่ผ่านมาเราทำให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มได้ 5 – 6 แสนราย ปีหน้าก็จะไปต่อ เรื่องนี้ต้องดูควบคู่กับปัญหาหนี้ครัวเรือนด้วยนะ ถ้าดันให้สินเชื่อโตมากเกินไป ก็เหมือนธนาคารทำบาป เพราะต้องดูเรื่องความสามารถในการชำระด้วย หนี้กับรายได้ต้องโตคู่กัน หน้าที่เราคือต้องให้กู้กับคนที่เขาชำระหนี้คืนได้ ไม่ใช่ปล่อยให้กับคนที่เขาใช้หนี้แล้วไม่เหลือเงินกินใช้เลย การไปไล่เติมหนี้ฝั่งเดียวมันทำได้ชั่วครั้งชั่วคราว ต้องทำให้เขาเติบโตขึ้นด้วย การทำให้เข้าถึงแหล่งเงินเป็นแค่การเปิดประตู แต่การทำให้เขาเติบโตต่างหากคือสิ่งที่ยั่งยืน”

ปรับที่วิธีคิด เปลี่ยนที่กระบวนการ 

นี่คือก้าวใหม่ที่น่าจับตาของธนาคารกสิกรไทย

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load