ร้านกาแฟเล็กๆ ย่านท่าเตียนแห่งนี้ตกแต่งด้วยของชิ้นพิเศษ เป็นของตกแต่งที่ยืนยันว่าเคยมีเจ้าชายไทยเป็นนักแข่งรถ และเจ้าชายไทยอีกพระองค์เป็นผู้จัดการทีม เก่งระดับชนะฝรั่งได้

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

ผู้จัดการทีมพระองค์นั้นคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงบันทึกไว้ในหนังสือ เกิดวังปารุสก์ ว่า “การช่วยจัดการแข่งรถให้พีระเป็นส่วนสำคัญอันหนึ่งในชีวิตข้าพเจ้า ซึ่งได้ทำอยู่ทั้งหมดถึงเกือบแปดปี”

‘พีระ’ ที่ทรงกล่าวถึงคือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม

ระหว่าง พ.ศ. 2478 – 2482 (ค.ศ.1935 – 1939) หรือก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.พีระ เข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่ง 20 ครั้ง ที่สอง 14 ครั้ง และที่สาม 5 ครั้ง กล่าวได้ว่า ‘ชนะเลิศหรือเกือบชนะเลิศ’ คิดเป็นราว 57 เปอร์เซ็นต์ จากการเข้าแข่งทั้งหมด 68 ครั้ง และเป็นนักแข่งรถสมัครเล่นชาวไทย มิใช่นักแข่งอาชีพที่สังกัดตามบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่ล้วนเป็นชาวยุโรป

เป็นความภูมิใจของคนไทยที่ได้ทราบว่าเมื่อ 80 – 90 ปีที่แล้ว ชื่อ B.Bira เป็นที่เกรงขามของนักแข่งฝรั่ง เป็นราชานักแข่งรถที่ไม่มีใครสู้ได้ The Cloud ได้รับโอกาสจาก คุณไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์ กรรมการผู้จัดการสำนักพิมพ์ River Books พาชมสิ่งของแห่งความภาคภูมิใจที่ประดับอยู่ใน ‘คาเฟ่หนูขาว’ หรือ ‘White Mouse Café’ ย่านท่าเตียน และพิเศษกว่าใคร เมื่อคุณไพศาลย์กรุณาเปิดให้เข้าชมห้องทรงงานของพระองค์จุลฯ ในวังจักรพงษ์ เพื่อชมถ้วยรางวัลจากการแข่งรถของ พ.พีระ

เจ้าชายผู้ชื่นชอบยานยนต์และความเร็ว

คุณไพศาลย์เล่าว่า “พระองค์จุลฯ เป็นเจ้านายที่นิยมยานยนต์ เมื่อปลายรัชกาลที่ห้าก็ทรงมีรถเด็กเล่นทำด้วยเหล็ก คงจะเป็นสมเด็จพระพันปีทรงซื้อพระราชทาน มีรูปถ่ายเก็บไว้ พอโตมาหน่อยรัชกาลที่หกก็พระราชทานรถคาดิลแลค เป็นรถไฟฟ้าย่อส่วนสีแดง วิ่งได้เหมือนจริง รถคันนี้ท่านก็มีรูปถ่ายเก็บไว้ ในปลายพระชนม์ชีพท่านก็ขึ้นไปนั่งขับ เป็นภาพที่น่าเอ็นดูมาก”

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
ภาพ : Riverbooks

ร้อยเอกรอนนี พอตส์ (Ronnie Potts) เลขานุการส่วนพระองค์ซึ่งเป็นชาวอังกฤษ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า จริงๆ ท่านชอบรถ แต่ไม่ได้ชอบขับรถ ท่านชอบให้คนอื่นขับให้นั่งมากกว่า”

คำกล่าวนี้ตรงกับที่พระองค์จุลฯ ทรงบันทึกไว้ว่า ตอนเด็กๆ ทรงขับรถได้อย่างดี แต่ทิ้งไปไม่ได้ขับเสียราว 7 ปี จนมาขับอีกครั้งตอนอายุ 20 ปี เกิดขลุกขลักเมื่อต้องเปลี่ยนเกียร์ แต่ก็ทรงเริ่มเลี่ยงการขับรถตั้งแต่นั้นมา

เมื่อพระองค์จุลฯ ไปศึกษาต่อที่สหราชอาณาจักร และทรงพบพระญาติรุ่นน้องคือ พระองค์เจ้าพีระฯ ผู้ชอบขับรถและขับได้ดีเยี่ยม จึงทรงชักชวนกันไปดูการแข่งรถด้วยกันบ่อยๆ เป็นจุดเริ่มต้นให้ทั้งสองพระองค์ทรงคิดเรื่องลงแข่งขันอย่างจริงจัง

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
พระองค์จุลฯ และพระองค์เจ้าพีระฯ ภาพ : River Books

แม้ตอนแรกพระองค์จุลฯ ไม่ทรงเห็นด้วย เพราะห่วงความปลอดภัยของพระองค์เจ้าพีระฯ แต่เมื่อเห็นฝีมือการขับของพระญาติรุ่นน้องแล้วก็ทรงยอม ทรงออกทุนซื้อรถแข่งและเป็นผู้จัดการทีมให้ เป็นการยอมสนับสนุนที่คงไม่ทรงคาดคิดว่าอีกไม่กี่ปีหลังจากนั้นพระองค์เจ้าพีระฯ จะได้มีโอกาสสัมผัสมือกษัตริย์ยุโรปหลายประเทศ และรับถ้วยรางวัลชนะเลิศการแข่งขันหลายรายการ มีชื่อเสียงระบือไกลไปทั่วเกาะอังกฤษและวงการแข่งรถของโลก

Bira the Invincible

พระองค์จุลฯ ทรงบันทึกไว้ว่า “นับแต่ก่อนพีระแข่งรถมา ข้าพเจ้าบังอาจกล่าวได้ว่า นอกจากผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเมืองไทย หรือเคยไปอยู่เมืองไทย ของที่ชาวต่างประเทศนึกถึงเกี่ยวกับเมืองไทย ก็มีแมว กับคนฝาแฝดติดกัน ซึ่งความจริงคนฝาแฝดติดกันที่ไปมีชื่อเสียงอยู่ทั่วโลกนั้น ก็เป็นจีนเสียด้วยซ้ำ” พระองค์จุลฯ ทรงหมายถึง Siamese Cats กับฝาแฝดอิน-จัน ที่มีบิดาชาวจีน มารดาชาวไทย นั่นเอง

นักขับรถหนุ่ม พ.พีระ จึงถือเป็นคนไทยคนแรกที่โด่งดังในระดับโลก มิใช่เพียงเข้าร่วมการแข่งขัน แต่กวาดถ้วยชนะเลิศมาครองนับไม่ถ้วน จนได้รับสมญาจากหนังสือพิมพ์ Motor Sport เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1939 ว่า Bira The Quite Invincible (พีระผู้ไม่มีใครโค่นได้)

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
ภาพ : River Books

หลังจาก พ.พีระ ชนะการแข่งในยุโรปครั้งแล้วครั้งเล่า 5 ธันวาคม พ.ศ. 2480 ชาวกรุงเทพฯ หลายหมื่นคนมีโอกาสได้เห็น ‘รอมิวลุส’ และ พ.พีระ บนถนนราชดำเนิน ตั้งแต่สะพานผ่านพิภพลีลาไปจนถึงลานพระบรมรูปทรงม้า

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
ภาพ : River Books

หนังสือพิมพ์ลงข่าวเป็นที่เอิกเกริกว่าเจ้านายไทยสองพระองค์ทำชื่อเสียงให้ประเทศชาติ สีน้ำเงินที่ทาบนรถรอมิวลุสได้ชื่อว่าเป็น ‘สีพีระ’ สาวๆ ชาวกรุงสมัยนั้นจำนวน ‘หลายร้อยหลายพัน’ ต่างหาซื้อเสื้อผ้าสีน้ำเงินพีระเพื่อสวมใส่ ‘ไปดูท่านพีระขับรถแข่ง’

“ตอนนั้นท่านกำลังมาแรง ทรงเป็นซูเปอร์สตาร์เมืองไทย ตอนนั้นก็ไม่มีคนไทยคนไหนเลยที่เป็นฮีโร่ ท่านกลับมาแบบเป็นขวัญใจคนไทยจริงๆ ในยุค 2480 – 2490” คุณไพศาลย์เล่ายิ้มๆ

“ตอนนั้นเราไม่มีฮีโร่ของชาติ ก็มีแต่พระองค์เจ้าพีระฯ หลังจากยุคท่านถึงจะมี โผน กิ่งเพชร, ชาติชาย เชี่ยวน้อย เป็นยุคหลัง พ.ศ. 2500 มาแล้ว” คุณไพศาลย์หมายถึงนักมวยชาวไทยคนแรกและคนที่ 2 ที่เป็นแชมป์โลก จนทำให้เกิดปรากฎการณ์ยกโขยงไปเชียร์มวยหน้าจอโทรทัศน์กันทั้งตำบลในสมัยนั้น

7 สิ่งของต้องดูใน ‘คาเฟ่หนูขาว’

1. สัญลักษณ์หนูขาว

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

‘คอกรถแข่ง’ ที่คว้าชัยมานับไม่ถ้วนนี้ชื่อ ทีมหนูขาว (White Mouse) พระองค์จุลฯ ทรงเล่าไว้ว่า สมัยนั้นคณะรถแข่งที่มีชื่อเสียงที่สุดคือคอกอิตาเลียนชื่อ เฟอร์รารี มีตราม้าดำมีปีกเป็นสัญลักษณ์ และโดยที่พระองค์จุลฯ ทรงมีชื่อเล่นว่า ‘หนู’ พระองค์เจ้าพีระฯ จึงทรงเขียนรูปหนูสีขาวติดที่รถแข่ง ชาวยุโรปเห็นเป็นของแปลก พวกหนังสือพิมพ์ชอบกล่าวว่า รถแข่งของพีระมีหนู Mickey Mouse ติดอยู่ด้วย ในร้านกาแฟเล็กๆ แห่งนี้จึงมีสัญลักษณ์ที่ว่าปรากฏอยู่ และได้ชื่อว่า White Mouse Café

2. ภาพประวัติศาสตร์การแข่งรถของพระองค์เจ้าพีระฯ

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม

คุณไพศาลย์พา The Cloud ชมภาพต่างๆ ที่ติดอยู่บนฝาผนังร้าน ความพิเศษของภาพเหล่านี้คือ เป็นภาพถ่ายที่บอกเล่าเรื่องราวการแข่งรถของทีมหนูขาว บางภาพเป็นฝีมือการถ่ายของพระองค์จุลฯ หลายภาพมีคำบรรยายภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นลายพระหัตถ์ของพระองค์จุลฯ ว่าแข่งรายการใด ที่ไหน ระบุวันเดือนปี เช่นวันที่ 11 เมษายน 1936 เมื่อพระองค์เจ้าพีระฯ รับถ้วยรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันที่โมนาโก ใช้รถ ‘รอมิวลุส’

บางภาพมีรถแข่ง 3 คัน เรียงกันในสนาม พระองค์จุลฯ บรรยายภาพไว้ว่านี่คือรถแข่ง 1500 ซีซี ที่ประสบความสำเร็จที่สุดของปี 1936 ระบุชื่อนักขับทั้งสามคน และหนึ่งในนั้นคือ พ.พีระ กับรถ E.R.A. รอมิวลุส

บรรยากาศในสนามแข่งน่าตื่นเต้น พระองค์จุลฯ ทรงบันทึกไว้ว่า “รถแข่งเสียงดังสนั่นตั้ง 20 กว่าคันราวกับยักษ์ 20 ตนขู่คำราม จะไล่ขม้ำกินคน ยิ่งเมื่อคนขับแข่งเร่งเครื่องขึ้นเมื่อจวนจะออก ก็ยิ่งดังสนั่นยิ่งขึ้น”

เมื่อกรรมการชูธงเป็นสัญญาณออกตัว อะไรเกิดขึ้นหลังจากนั้น ก็ขึ้นอยู่กับ 4 ปัจจัย คือความสามารถของนักขับ รถที่เร็วและทนทาน มีผู้จัดการและช่างเครื่องที่มีความสามารถ และต้องมีโชคด้วย ดังที่นักแข่งอาวุโสท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้เมื่อ พ.พีระ ชนะการแข่งขันที่มอนติคาร์โล หากขาดข้อใดไปก็ไม่อาจขึ้นสู่ตำแหน่งอันดับหนึ่งได้

3. ป้าย ‘ย’

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

ป้ายแบบนี้เป็นสิ่งจำเป็นต่อชัยชนะ เพราะเป็นการให้สัญญาณแก่นักขับว่า ตอนนี้ควรทำอะไร เช่น ‘ย’ หมายถึง หยุด ‘ร’ หมายถึง เร่งความเร็วขึ้น ‘PAR ๑๕๐’ หมายถึง ทำความเร็วให้ได้ 150 ไมล์ / ชั่วโมง และยังมีสัญญาณที่บอกให้ชะลอความเร็วลงเพื่อถนอมเครื่องยนต์และป้องกันอันตราย (ในกรณีที่คู่แข่งไล่ไม่ทัน)

พระองค์จุลฯ ทรงให้เขียนตัวอักษรและเลขไทยบนป้าย จนหนังสือพิมพ์อังกฤษตื่นเต้นและนำไปเขียนว่า ที่ทีมหนูขาวทำเช่นนั้นเพราะตั้งใจให้เป็นสัญญาณลับ

ในสนาม พ.พีระ (นักแข่ง) และพระองค์จุลฯ (ผู้จัดการทีม) ต้องทำหน้าที่ไปพร้อมกัน พ.พีระ ขับรถเพื่อไปถึงเส้นชัยให้เร็วที่สุด ส่วนพระองค์จุลฯ และผู้ช่วย ต้องคอยสังเกตว่า พ.พีระ อยู่ตำแหน่งไหน ควรเร่งหรือชะลอความเร็ว ควรเข้าที่ซ่อมเติม (Pit) เพื่อเติมน้ำมันหรือซ่อมอะไรบ้างหรือไม่ วิ่งรอบนี้ใช้เวลาไปกี่วินาที ยังเหลือต้องวิ่งอีกกี่รอบ

พระองค์จุลฯ ทรงยกตัวอย่างไว้ว่า สนามดิเอปป์ (Dieppe) ในฝรั่งเศส แข่งระยะทางไกลถึง 320 กิโลเมตร แต่สนามแข่งหนึ่งรอบยาวเพียง 8 กิโลเมตร ก็เท่ากับต้องวิ่งให้ครบ 40 รอบ นักขับต้องสนใจต่อการขับ จึงจำไม่ได้ว่าขับไปแล้วกี่รอบ อีกทั้งผู้จัดการหรือผู้อำนวยการ (พระองค์จุลฯ) จะต้องดูแลและควบคุมช่างเครื่องให้พร้อม มีเครื่องมือพร้อมที่จะช่วยคนขับในที่ซ่อมเติม

คุณไพศาลย์ให้ความเห็นว่า นักแข่งรถและผู้จัดการทีมสมัยก่อนต้องใช้ทักษะเฉพาะตัวสูง เพราะไม่มีเครื่องช่วยอะไรเลย ทุกอย่างต้องคอยนับ คำนวณ และจดด้วยมือ ต้องเฝ้ามองจากต้นทางว่ารถของทีมตนเองใกล้เข้ามาหรือยัง เพื่อเตรียมการในที่ซ่อมเติมให้พร้อม สมัยนี้นักแข่งสื่อสารกับผู้ช่วยในทีมได้เพราะมีหูฟัง แต่สมัยก่อนไม่มี

เมื่อพระองค์จุลฯ ทรงคำนวณแล้วว่าจะให้ พ.พีระ ทำอย่างไรต่อไป ก็ต้องคอยสื่อสารกับนักขับ ด้วยการยกป้ายต่างๆ เหล่านี้เป็นสัญญาณ ดังที่ทรงบันทึกไว้ว่า “ผู้อำนวยการจึงมีงานทำมาก จะละทิ้งหน้าที่บงการอยู่ไม่ได้เลยตลอดการแข่ง”

4. พวงมาลัยรถหนุมาน

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

นี่เป็นพวงมาลัยของรถแข่งชื่อ หนุมาน ซึ่งรถพังไปแล้ว ซ่อมไม่ได้ พระองค์จุลฯ ก็เลยขายตัวโครงไป เราเลยเก็บพวงมาลัยตัวจริง ส่วนตัวรถหนุมานที่ประกอบขึ้นใหม่มีคนซื้อมาทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่เก้า ตอนนี้ตั้งแสดงที่ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา” คุณไพศาลย์อธิบาย

หนุมานเป็นรถ E.R.A. (English Racing Automobiles) ที่พระองค์จุลฯ ทรงซื้อใน พ.ศ. 2481 พวงมาลัยอันนั้นมีรูปหนุมานแกะสลักด้วยเงินอยู่ตรงกลาง ขนาดใหญ่กว่าพวงมาลัยรถเก๋งในปัจจุบัน

“คราบที่เห็นบนพวงมาลัยเป็นคราบเหงื่อไคลของจริงของพระองค์เจ้าพีระฯ เมื่อท่านขับเมื่อ 70 – 80 ปีที่แล้ว นี่คืออนุสรณ์ที่เราได้เห็นจริงๆ ของพระองค์เจ้าพีระฯ ที่ทรงจับพวงมาลัยนี้บังคับรถไปมาอยู่ในสนามแข่ง” คุณไพศาลย์เล่า

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

นอกจาก ‘หนุมาน’ แล้ว ยังมีรถแข่งคู่ใจ พ.พีระ อีก 2 คันที่มีชื่อ คือ ‘รอมิวลุส’ กับ ‘รีมุส’ คันที่โดดเด่นที่สุดคือรอมิวลุส เป็นรถแข่งสัญชาติอังกฤษในตระกูล E.R.A. (English Racing Automobiles) ผลิตออกมาเพียง 19 คัน ในการแข่งตั้งแต่ พ.ศ. 2479 – 2482 รถรอมิวลุสที่ขับโดย พ.พีระ ชนะเลิศรางวัลที่ 1 ถึง 10 ครั้งด้วยกัน เป็นรถ E.R.A. ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดเหนือรถแข่งยี่ห้ออื่น และเป็นรถแข่งคู่พระทัยของ พ.พีระ มาโดยตลอด

5. ถ้วยรางวัล

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

มุมหนึ่งของร้านมีตู้กระจกบรรจุหนังสือภาษาอังกฤษที่พระองค์จุลฯ ทรงบันทึกเรื่องราวการแข่งรถของ พ.พีระ และจัดพิมพ์ในประเทศอังกฤษ และหนังสือเล่มเล็กๆ ภาพหน้าปกเป็นฝีพระหัตถ์พระองค์เจ้าพีระฯ

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

แต่ที่โดดเด่นสะดุดตาคือสารพัดถ้วยรางวัลจากการแข่งขันที่ พ.พีระ แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและความสามารถ คุณไพศาลย์กล่าวว่า “ถ้วยรางวัลเหล่านี้ถือว่าล้ำค่ามาก เพราะเป็นเงินแท้ๆ และจัดทำเฉพาะสำหรับการแข่งครั้งนั้นๆ ไม่มีอีกแล้ว ถ้วยรางวัลสมัยนี้ใช้วัสดุอื่น ไม่ใช่เงิน ถ้วยเหล่านี้จึงมีมูลค่าสูงมาก ถ้าถ้วยเล็กลงไปก็เป็นของการแข่งย่อยๆ”

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

คุณไพศาลย์ยังกรุณาให้ The Cloud เข้าชมห้องทรงงานของพระองค์จุลฯ ซึ่งอยู่ในวังจักรพงษ์ ในห้องนั้นเป็นที่เก็บรักษาถ้วยรางวัลอีกส่วนหนึ่งทั้งใหญ่และเล็ก และมีถ้วยรางวัลพิเศษคือ Siam Cup พระองค์จุลฯ ทรงบันทึกไว้ว่า “ข้าพเจ้าประสงค์จะแสดงความขอบคุณวงการแข่งรถของอังกฤษ ทั้งอยากจะอวดฝีมือเครื่องถมไทยด้วย จึงจัดสั่งถ้วยถมมาจากเมืองไทย” ถ้วยนี้ทรงสั่งช่างที่กรุงเทพฯ ให้ทำมาหลายใบเพื่อมอบให้นักแข่งรถคนอื่นด้วย

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

6. โปสเตอร์ ‘กรุงเทพกรังด์ปรีซ์’

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

พระองค์จุลฯ ทรงตั้งใจให้เมืองไทยเป็นสนามแข่งรถในระดับนานาชาติ เป็นครั้งแรกในกรุงเทพฯ และในเอเชีย การแข่งรถ ‘กรุงเทพกรังด์ปรีซ์’ เกือบจะเกิดขึ้นจริงๆ เมื่อ 10 ธันวาคม พ.ศ.2482 (ค.ศ. 1939) มีกำหนดแข่งรอบพระบรมมหาราชวังกับท้องสนามหลวง ชิงรางวัล 100,000 บาท เชิญนักแข่งไว้แล้ว 12 คน

แต่น่าเสียดายที่ในเดือนกันยายนปีเดียวกันสงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบิดขึ้นเสียก่อน การแข่งขันนี้จึงไม่เกิดขึ้น เหลือหลักฐานเพียงโปสเตอร์ชิ้นนี้ที่พระองค์จุลฯ สั่งให้พิมพ์ออกมาเป็นตัวอย่าง ฝีพระหัตถ์วาดภาพและทำกราฟิกโดยพระองค์เจ้าพีระฯ

ในปี 1939 โปสเตอร์ใบนี้ถูกส่งเพื่อกระจายข่าวไปทั่วยุโรป คุณไพศาลย์กล่าวว่า ปัจจุบันน่าจะเหลือโปสเตอร์นี้เพียงไม่กี่ใบ ราคาซื้อขายกันหลักแสนบาท

7. ดาราทอง

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

ในแต่ละการแข่งขัน นักแข่งที่นำรถมาถึงเส้นชัยทุกคนจะได้คะแนน ที่หนึ่งได้ 10 คะแนน ที่สองได้ 8 คะแนน ที่สามได้ 6 คะแนน ที่สี่ได้ 4 คะแนน ที่ห้าได้ 3 คะแนน และผู้ไปถึงเส้นชัยได้ 2 คะแนน พอสิ้นปีนำคะแนนมารวมกัน ผู้ได้คะแนนสูงที่สุดของปีนั้นจะได้รับรางวัลดาราทองจากสมาคมนักแข่งรถอังกฤษ

นักแข่งรถหนุ่ม พ.พีระ วัย 22 ปี ใช้เวลาเพียง 2 ปีในสนามแข่งรถเพื่อพิชิตเกียรติยศสูงสุดของการแข่งรถระดับโลก คือได้รับดาราทองเป็นครั้งแรกในพ.ศ. 2479

พระองค์เจ้าพีระฯ เคยประทานสัมภาษณ์ไว้แก่นิตยสาร สารคดี (สัมภาษณ์โดย วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์) ว่า “ผมได้คะแนนรวมสูงสุดครั้งแรกในปี 2479 และได้ติดต่อกันถึงปี 2481 รวมสามปีซ้อน เรียกว่า เป็น ‘โกลด์สตาร์แฮตทริก’ หรือ ‘ดาราทองสามปีซ้อน’ ซึ่งในอดีตและถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีใครทำได้เลย ต่อมาอังกฤษเห็นคนไทยมากวาดรางวัลหมดก็เลยเปลี่ยนกติกาใหม่ว่า ผู้จะได้ดาราทองต้องเกิดในอังกฤษ ผมก็เลยหมดสิทธิ์ แต่ก็ยังแข่งและได้รางวัลนานาชาติอยู่เป็นประจำ”

ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

เป็นชาวเอเชียหัวดำ ขึ้นรับถ้วยรางวัลชนะเลิศในเมืองฝรั่ง มีหรือจะไม่โดนเขม่นว่าทำไมจึงชนะได้

พระองค์เจ้าพีระฯ ทรงเคยประทานสัมภาษณ์ไว้ไม่นานก่อนสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 2528 ว่าเรื่องการเหยียดผิวนั้น ก็มีในวงการรถแข่ง

“บังเอิญผมดังก็เพราะ หนึ่ง ความเป็นเจ้า สอง เอาชนะฝรั่ง ขนาดคนที่สร้างรถยนต์ก็เก่งกว่าเขาได้ เขาเกาหัวเลยว่า เอ…ทำไมมีคนยังงี้มาได้ ไปซื้อรถเขามาแล้วไปชนะเขาอีกที เขาไม่เข้าใจ”

พระองค์เจ้าพีระฯ หมายถึง พ.ศ.2480 ที่ พ.พีระ ชนะการแข่งขันติดๆ กันมาตลอดด้วยรถรอมิวลุส ซึ่งเป็นรถตระกูล E.R.A (English Racing Automobiles) ผู้ผลิตรถยนต์ E.R.A. จึงนำรถรุ่นใหม่ๆ ที่มีกำลังเหนือกว่ารอมิวลุสลงแข่งหลายคันเพื่อเอาชนะ พ.พีระ ให้ได้ เพราะเสียหน้าที่ชาวเอเชียมาซื้อรถ E.R.A. ไปขับแล้วกวาดถ้วยรางวัลสนามแล้วสนามเล่า

แต่เมื่อนักขับชาวสยามร่างเล็กผิวคล้ำยังคงเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่ง บรรดาผู้ผลิตจึงจำต้องยอมรับว่า ‘รอมิวลุส’ ที่ขับโดย พ.พีระ นั้นเป็นเลิศจริงๆ

ความโดดเด่นของ พ.พีระ คือเทคนิคเฉพาะตัวในการขับรถทางโค้ง

หนึ่งในบรรดานักแข่งรถสมัยนั้นวิเคราะห์ไว้ว่า “ถ้าทางตรง รถที่แรงกว่าเอาชนะท่านได้ แต่ทางโค้ง ไม่ว่ารถจะแรงขนาดไหน ไม่มีทางขึ้นหน้าท่านพีระได้ เพราะท่านพีระไม่ใช้วิธีการแตะเบรกขณะเลี้ยว ซึ่งยากนักที่ใครจะบังคับรถที่มีความเร็วขนาดนั้นได้”

เรื่องไม่แตะเบรกขณะเลี้ยว บวกกับไหวพริบที่เป็นเลิศ เคยทำให้ พ.พีระ พิชิตรางวัลชนะเลิศมาแล้วที่สนามบรู๊กแลนด์ส ระยะทาง 250 ไมล์ (402 กม.) ต้องขับทั้งสิ้น 100 รอบ

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม

พระองค์จุลฯ ทรงบันทึกไว้ว่า พ.พีระ และคู่แข่งตลอดกาลคือ เรย์มอนด์ เมย์ส (Raymond Mays) ชาวอังกฤษ ขับเคี่ยวกันอย่างสูสี ในการขับรอบสุดท้าย เมย์สแซงหน้า พ.พีระ จนได้ ซึ่งนักแข่งส่วนมากถ้าโดนแซงในรอบสุดท้ายก็อาจถอดใจ

แต่ พ.พีระ ผู้ขับอย่างเหน็ดเหนื่อยมาร่วม 3 ชั่วโมง ยังไม่ยอมแพ้ ไล่กวดหลังเมย์สอย่างกระชั้นชิดที่สุด เพื่อให้ความเร็วรถแข่งของเมย์สที่บังลมอยู่ด้านหน้า ดูดเอารถรอมิวลุสของ พ.พีระ เข้าไปด้วยจนรถเกือบติดกัน

พอถึงหัวโค้งสุดท้าย พีระก็เลี้ยวรถโดยเหยียบเบรกทีหลังเมย์ส ส่งผลให้รอมิวลุสผ่านหน้ารถของเมย์ส เข้าเส้นชัยเป็นคันแรก ชนะเมย์สเพียง 1 วินาทีเท่านั้น

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
ภาพ : Riverbooks
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

คุณไพศาลย์กล่าวว่า “ในความรู้สึกผม พระองค์จุลฯ ทรงภูมิใจที่ได้เห็นธงไทยโบกสะบัดที่ยุโรป ผมว่าเป็นความรู้สึกหลักของท่าน ไม่มีอะไรเคลือบแฝง ท่านสั่งแผ่นเสียงเพลง สรรเสริญพระบารมี ไปจากเมืองไทย เพราะว่าเวลาแข่งชนะก็ต้องเปิด เราก็ยังเก็บไว้ ผืนธงไตรรงค์ผืนแรกที่ชักขึ้นไปเมื่อพระองค์เจ้าพีระฯ ชนะเราก็ยังเก็บไว้

“ทรงสละทรัพย์มหาศาลเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย เพราะการเป็นเจ้าของทีมต้องมีค่าใช้จ่าย ต้องซื้อรถแข่ง ต้องมีรถตู้เอาไว้ขนรถแข่งไปสนามต่างๆ ต้องมีคนขับ มีช่างเครื่อง อยู่ในสนาม ท่านก็ต้องทำหน้าที่เพื่อช่วยสนับสนุนท่านพีระให้ไปถึงเส้นชัยเร็วที่สุด

“ผมคิดว่ารถแข่งยุคเก่ามันน่าจะอันตรายมากเมื่อเทียบกับการแข่งรถฟอร์มูล่าวัน (Formula One) ในปัจจุบัน เพราะไม่มีเครื่องช่วยใดๆ เลย สมัยนี้มีกล้อง มีคอมพิวเตอร์ นักแข่งมีหน้าที่กดปุ่ม มีเครื่องป้องกันอันตรายจากการชนหรือการคว่ำ แต่สมัยนั้นไม่มีเลย ก็เรียกได้ว่าท่านเสี่ยงชีวิตให้ได้มาซึ่งชัยชนะ” คุณไพศาลย์กล่าว

พระองค์เจ้าพีระฯ ประทานสัมภาษณ์เรื่องความสามารถในการขับรถไว้ว่า ท่านยอมรับว่าเป็นพรสวรรค์เฉพาะด้าน แต่ต้องสู้จนได้มา

“มันเป็นความสามารถที่คนเราได้รับหรือมีมา แต่ไอ้ความสามารถนี่มันก็อยู่ที่ต้องมีใจสู้ด้วย ตอนที่ผมแข่งนั้น ผมแข่งด้วยใจรัก จิตใจพร้อมที่จะทำ พร้อมที่จะทุ่มเทให้ทุกอย่าง ถ้าคิดว่าจะเป็นแชมป์ เราก็ต้องฝึกหนักมากๆ ด้วย”

เมื่อความสามารถและหัวใจนักสู้เช่นนี้มารวมกับทักษะของผู้จัดการทีมอย่างพระองค์จุลฯ ผู้ทรงตั้งใจทำชื่อเสียงให้ประเทศไทย ทำให้ พ.พีระ เป็นชื่อไทยชื่อแรกและชื่อเดียวที่ชนะเลิศในวงการรถแข่งระดับนานาชาติ จนถึงปัจจุบัน

การสิ้นพระชนม์ของ พ.พีระ ที่สถานีรถไฟบารอนส์คอร์ตในกรุงลอนดอน พ.ศ. 2528 กลายเป็นข่าวใหญ่ในสหราชอาณาจักร สำนักข่าว BBC นำเสนอข่าวตลอดวัน หนังสือพิมพ์ทั้งในไทยและสหราชอาณาจักรต่างทำข่าวการสูญเสียเจ้าชายไทยนักแข่งรถ

นักขับชื่อดังชาวยุโรปหลายคนที่ขับเคี่ยวความเร็วในสนามแข่งมาด้วยกันกับ พ.พีระ เมื่อ 50 ปีก่อนหน้า ต่างบินมาร่วมแสดงความอาลัยเป็นครั้งสุดท้าย แด่ Bira the Quite Invincible พีระ ผู้ไม่มีใครโค่นได้

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม

ขอขอบคุณ

คุณไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์

หนังสือและบทความประกอบการเขียน

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์. เกิดวังปารุสก์. กรุงเทพฯ : ริเวอร์บุ๊คส์, 2560

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์. คนกล้า. กรุงเทพฯ : สารคดี, 2544

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

“ถ้าคนอกหักเดินเข้าร้านกาแฟ คุณจะเสิร์ฟเมนูอะไรให้เขา” เราถามบาริสต้า

“เราเดินไปหยิบเบียร์มาให้ก่อนเลย” เขาตอบพร้อมรอยยิ้ม เผยความทะเล้นของชายหนุ่ม นี่เป็นเหตุการณ์จริงที่เคยเกิดขึ้นที่นี่ ในวันหม่นเทาที่หัวใจไม่อาจซ่อมแซมได้ด้วยเครื่องดื่มมีคาเฟอีน 

บาริสต้าคนที่ว่า คือ พูน-รัชนนท์ เทพบุตร, ส่วนที่นี่คือ ‘Poonypoonycoffee

Poonypoonycoffee ร้านกาแฟในบ้านย่านสุทธิสารของบาริสต้าไทยในเมลเบิร์นที่เป็นขวัญใจคนทั้งซอย

ความสนุกฉบับย่อส่วนก่อนเข้าสู่เนื้อหา ขอเล่าสู่คุณฟังแบบกระชับ พูนเป็นบาริสต้าย่างเข้าปีที่ 11 ถ้าถอยหลังกลับไป 3 ปีก่อน เขาเปิดร้านกาแฟเล็ก ๆ ท้ายซอยบ้านท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ถ้าถอยหลังกลับไป 6 ปีก่อน เขาเป็นบาริสต้า (และเคยเปิดร้านกาแฟ) ในเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ถ้าถอยหลังกลับไปอีก 8 ปีก่อน เขาเพิ่งตบเท้าเข้าสู่วงการกาแฟและบาริสต้าในร้านย่านกรุงเทพฯ 

ลูกบ้าของพูนก็ดีเดือด เขาตัดสินใจเปิด Poonypoonycoffee ภายในระยะเวลาเพียง 7 วัน ขนาดที่ว่าเครื่องบด เครื่องชงกาแฟ ยันข้าวของตกแต่งร้าน ล้วนเป็นของที่ยืมเพื่อนและคุณแม่มาทั้งหมด!

ไม่เว้นแม้แต่การตั้งชื่อร้าน ที่เขาได้ยินเสียงแว่วผ่านหูมาจากร้านกิน-ดื่มยามดึก 

วันนี้พูนพาร้านกาแฟท้ายซอยของเขาเดินทางเข้าสู่ปีที่ 3 จากร้านจิ๋ว ๆ ก็ขยับขยายชวนเพื่อนวัยโจ๋ มาปล่อยของเจ๋ง ๆ ด้วยกัน รับรองว่าแจ๋วทั้งกาแฟ ขนม และอาหาร ฉบับยกออสเตรเลียมาไว้ที่สุทธิสาร

Poonypoonycoffee ร้านกาแฟในบ้านย่านสุทธิสารของบาริสต้าไทยในเมลเบิร์นที่เป็นขวัญใจคนทั้งซอย

เรากำลังเสิร์ฟรสชาติชีวิตของบาริสต้าบ้าพลังวัย 34 – บางวันขมขื่น บางคืนเปรี้ยวซ่า 

ขอให้คุณดื่มด่ำเรื่องราวแก้วนี้อย่างมีความสุข เพราะชีวิตพูนครบรสเหมือนมิติกาแฟ

จิบแรก

“เราเริ่มจากศูนย์จริง ๆ ใช้โต๊ะสนามกางเป็นบาร์กาแฟ เรายืนอีกฝั่ง ลูกค้ายืนอีกฝั่ง”

พูนเล่าถึงวันแรกของการเป็นเจ้าของร้านกาแฟขนาดเล็กมากที่ขายแค่กาแฟดริปและโคลด์บรูว์ ก่อนโรคระบาดจะพลิกชีวิต เขากำลังจะเป็น Head Barista ที่ Code Black Coffee เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย

“จำลูกค้าคนแรกได้ไหม” เราชวนเขาทบทวนถึงวันแรกหลังตัดสินใจเปิดมินิบาร์กาแฟ

“พี่สาว” เขาตอบทันที “แต่พี่สาวเราไม่กินกาแฟนะ ลูกค้าเจ้าแรกของร้านคือคนทั้งซอย (ซอยสบายใจ แยก 4) เพราะซอยนี้เราโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก รู้จักกันหมด เขาเลยกลายเป็นลูกค้า”

ซอยสบายใจ แยก 4 ส่งออกลูกหลานไปเมืองนอกหลายบ้าน มีทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฯลฯ พูนเป็นคนแรก ๆ ที่กลับมา พอรวมตัวกันอีกครั้งเหมือนได้นั่งแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมโดยไม่ต้องเดินทาง

Poonypoonycoffee ร้านกาแฟในบ้านย่านสุทธิสารของบาริสต้าไทยในเมลเบิร์นที่เป็นขวัญใจคนทั้งซอย

เพียง 1 ขวบปี Poonypoonycoffee ก็มีหน้าร้านอยู่ในบ้านเช่าบริเวณท้ายซอย ห่างจากบ้านของเขาเพียงไม่กี่ก้าวเดิน พูนเก็บหอมรอมริบ ค่อย ๆ ซื้อเครื่องปรับอากาศ ซื้อไฟ ซื้อเครื่องบดกาแฟ ซื้อของตกแต่งเป็นของตัวเอง แถมขายทุกอย่างที่พอจะขายได้ ไม่เว้นแม้แต่ขนมถุงในความทรงจำ

“เราหาเงินสุดฤทธิ์ เอาหมด ขนมถุง 10 บาทก็ขาย มีโมนาลิซ่ายืนขายอยู่” เขาชี้ให้ดู

ร้านกาแฟแห่งนี้ตกแต่งสนุกดี ล้วนเป็นของสะสมของเจ้าบ้าน มีตั้งแต่ตุ๊กตาจิ๋วบนคานไม้ บางตัวก็แอบอยู่ตามซอก ตามมุม บนชั้นวางแก้วก็มีแก้วสกรีนลายหญิงสาวสวมเสื้อผ้าน้อยชิ้น มีโมเดลชายหนุ่มโป๊เปลือยจนเห็นจู๋ และสารพัดข้าวของที่ไม่คาดคิดว่าจะอวดโฉมอยู่ในร้านกาแฟแห่งนี้

จริง ๆ เป็นความตั้งใจ พูนอยากให้ร้านเป็นเสมือนบ้านที่เจอเขาได้เสมอหลังบาร์กาแฟ บรรยากาศอบอุ่น เป็นกันเองจนเกิดบทสนทนาขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ และแวะเวียนมาได้บ่อยตามใจต้องการ

Poonypoonycoffee ร้านกาแฟในบ้านย่านสุทธิสารของบาริสต้าไทยในเมลเบิร์นที่เป็นขวัญใจคนทั้งซอย
Poonypoonycoffee ร้านกาแฟในบ้านย่านสุทธิสารของบาริสต้าไทยในเมลเบิร์นที่เป็นขวัญใจคนทั้งซอย

ยุคแรกของร้านกาแฟ พูนอยากนำเสนอกาแฟคลาสสิกฉบับออสเตรเลีย อย่างเอสเปรสโซ่ ลองแบล็ก แฟลตไวต์ คาปูชิโน่ ฯลฯ เขาเฟ้นหาเมล็ดกาแฟไทยที่มีรสชาติใกล้เคียงกับเมล็ดกาแฟที่เมลเบิร์นที่สุด พูนบอกว่าคนออสเตรเลียไม่ดื่มกาแฟเปรี้ยว เน้นดื่มกาแฟรสชาติหนัก ๆ ขม ๆ จนเขาเจอเมล็ดกาแฟจากดอยปางขอนของรุ่นพี่ที่รู้จัก ก็โป๊ะเชะ! แต่เมื่อเปิดทำการจนเข้าที่เข้าทาง บาริสต้าหนุ่มก็ยังต้องปรับตัว เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับพฤติกรรมการดื่มกาแฟของคนไทยซึ่งต่างจากคนที่นู่นโดยสิ้นเชิง

เราชวนพูนแบ่งปันประสบการณ์ในฐานะผู้คลุกคลีกับวงการกาแฟออสเตรเลียมา 6 ปี

“พฤติกรรมการดื่มกาแฟของคนไทยกับคนออสเตรเลียต่างกันยังไง” เราสงสัย

“คนออสเตรเลียกินกาแฟแทนน้ำ” เขาเปรย “เขากินกาแฟเพื่อใช้ชีวิต 1 คนกินกาแฟประมาณ 4 – 5 แก้ว กินตั้งแต่ 7 โมงเช้ายันเลิกงานกลับบ้าน เราไปเรียนภาษาอังกฤษ 3 เดือนแรก เขามีวิชาสอนเข้าร้านกาแฟสำหรับคนต่างชาติเลยนะ ว่าต้องทำอะไรบ้าง ทักทายใครบ้าง มีเมนูอะไรบ้าง

“ในมุมของคนทำงานด้านบริการก็ต้องเรียนรู้พวกนี้ด้วยเหมือนกัน จนถึงการรับลูกค้าและบริการลูกค้า เพราะร้านกาแฟไม่ใช่แค่ร้านกาแฟ แต่ร้านกาแฟคือโรงแรมที่ขายเฉพาะกาแฟ เมื่อลูกค้าเข้ามา เราต้องดูแลเขาประดุจครอบครัว และเสิร์ฟกาแฟแก้วที่ดีที่สุดให้กับเขา” พูนบอกสิ่งที่เขายึดถือตลอดมา

“ส่วนคนไทยยังขาดความเข้าใจเรื่องกาแฟ เช่น คนไทยเคยเข้าใจว่ากาแฟขมเท่ากับอร่อย หรือกาแฟเปรี้ยวเท่ากับไม่อร่อย ซึ่งความเข้าใจแบบนั้นตอนนี้ดีขึ้นแล้ว อีกอย่างเราพยายามแชร์ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับกาแฟให้ลูกค้า เรามองว่าเรื่องกาแฟยังไปได้อีกไกลมากในประเทศไทย”

Poonypoonycoffee ร้านกาแฟในบ้านย่านสุทธิสารของบาริสต้าไทยในเมลเบิร์นที่เป็นขวัญใจคนทั้งซอย

กาแฟที่ดีในนิยามของบาริสต้าวัย 34 คนนี้เป็นแบบไหน เราคิดเผื่อว่าคุณสงสัยเหมือนกัน

“กาแฟที่ดี คือ กาแฟที่มีครบทุกมิติ เวลาสกัดกาแฟออกมา 1 แก้ว ใน 1 จิบต้องมีทุกรสชาติ ตั้งแต่เปรี้ยว เค็ม หวาน ขม บาริสต้าควรทำสิ่งนี้ออกมาให้ลูกค้าดื่มและให้ความรู้กับเขาด้วย” 

มีข้อมูลอีกอย่างที่บาริสต้าจากเมลเบิร์นเล่าให้เราฟัง และเราอยากให้เขาเล่าให้คุณฟังเอง

“การเปิดร้านกาแฟของคนเมลเบิร์น จะเป็นร้านกาแฟที่ปรับตัวให้เข้ากับพื้นที่ที่มี เช่น พูนนี่เปิดร้านกาแฟในตึกเก่า พูนนี่จะไม่เปลี่ยนร้าน แต่ปรับตัวให้เข้ากับบริบทพื้นที่เดิม พื้นไม้เดิม ๆ อิฐแดงเดิม ๆ ให้ความสำคัญกับเครื่องชงกาแฟและเมล็ดกาแฟมากกว่า ที่สำคัญ ต้องเป็นมิตรกับร้านกาแฟข้างเคียง

“เป็นมิตรที่ดีเลยนะ เช่น นมหมดก็เดินไปยืมร้านข้าง ๆ บางทีก็อัปเดตเทรนด์กาแฟกัน ไปออกอีเวนต์หรือแฮงก์เอาต์ด้วยกัน เพราะทุกคนช่วยกันชูให้วงการกาแฟบ้านเขาพัฒนา คงไม่ใช่คู่แข่ง สุดท้ายแล้วสไตล์อาหารหรือกาแฟที่ทำออกมาแต่ละร้านไม่เหมือนกัน เราบังคับให้ใครมาชอบร้านเราไม่ได้ เราเชื่อว่าเราทำดีที่สุดในมุมของเรา ถ้าใครบังเอิญชอบก็ถือเป็นกำไร” พูนปันความเห็นที่เคยประสบ

ขอตีโค้งยูเทิร์นกลับมาที่เรื่องราวของร้าน Poonypoonycoffee ย่านสุทธิสาร ที่เริ่มต้นจากศูนย์ จนเข้าสู่ปีที่ 3 ของการเดินทาง กัปตันพูนมีเพื่อนร่วมเดินทางด้วยกันแล้ว! ร้านจิ๋วกำลังขยายความเจ๋งแจ๋ว 

Poonypoonycoffee ร้านกาแฟในบ้านย่านสุทธิสารของบาริสต้าไทยในเมลเบิร์นที่เป็นขวัญใจคนทั้งซอย

พูนชวนรุ่นน้องที่เก่งกาจด้านอาหารและขนมมาติดเกาะด้วยกัน (มาทำร้านด้วยกัน) เพราะรสมือดี สมัยอยู่ออสเตรเลียก็ทำอาหารกินด้วยกันบ่อย ๆ พอเชฟแลนดิ้งที่ร้าน พูนนี่พูนนี่ก็ขอเสิร์ฟอาหารสไตล์ออสซี่ในบ้านท้ายซอยย่านสุทธิสาร เป็นอาหารทานง่าย ๆ ปราศจากโมโนโซเดียมกลูตาเมต

“มีเมนูหนึ่งเราประทับใจมาก ชื่อว่า Poonny Breaky น้องเขาคิดมาให้ เพราะแม่งดันจำได้ว่าเราชอบกินอะไรเป็นมื้อเช้า ก็มีมะเขือเทศ เห็ด เบคอน ไข่ 2 ฟอง และขนมปัง ดันรู้อีกว่าเราชอบกินกล้วย ก็มี Banana Bread ส่วนเมนูแบบคนออสเตรเลียก็มีพวก Salmon on Toast, Avocado on Toast”

พูนสาธยายเมนูอร่อยที่เข้ามาเติมเต็มบ้านกาแฟหลังนี้ ไม่นานนักก็มีขนมมาเสิร์ฟถึงโต๊ะไม้ตัวยาวที่เคยเป็นโต๊ะทำงานของคุณแม่มาก่อน คงไม่ต้องบอกว่าขนมอบอร่อยจนต้องยกนิ้วโป้ง 2 นิ้ว ประทับใจครัวซองต์ทานคู่กับแยมสตรอว์เบอร์รีโฮมเมดมาก กระซิบเลยว่ามีขนมอบและขนมเค้กเพียบ! 

นอกจากเครื่องดื่มสำหรับสายคาเฟอีน พูนยังคิดเมนูไทยประดิษฐ์ หยิบผลไม้มาทำเครื่องดื่มเพิ่มความสดชื่น เป็นการสร้างเมนูใหม่จากวัตถุดิบต้นทุนที่มีอยู่แล้ว อย่าง Yakuza Sour ที่เขาได้แรงบันดาลใจจากเครื่องดื่มมัทฉะผสมยูสุในร้านอาหารญี่ปุ่น สมัยยังใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย

ร้านกาแฟและอาหารฉบับออสเตรเลียในบ้านท้ายซอยย่านสุทธิสาร ที่อยากให้ความรู้ด้านกาแฟแบบถูกต้องกับนักดื่มทุกคน

ขอเปิดประตูความน่ารักมุ้งมิ้งฟรุ้งฟริ้งด้วยเมนู Babychino ที่เราเพิ่งเคยได้ยินครั้งแรก พูนบอกว่าเป็นเมนูซิกเนเจอร์ของ Poonypoonycoffee มันคือฟองนมที่ถูกปั้นแต่งให้เป็นสารพัดสิ่งที่ลูกค้าต้องการ

“มันเป็นเมนูที่คนชอบมาก แต่เราขี้เกียจทำ” เจ้าของร้านตอบด้วยรอยยิ้มยียวน

“จริง ๆ เมนูนี้เป็นเมนูของเด็ก ตอนเราทำงานที่เมลเบิร์น เวลาเด็กไปร้านกาแฟกับพ่อแม่ก็อยากสั่งคาปูชิโน่เหมือนพ่อ แต่เด็กกินกาแฟไม่ได้ ก็เลยเกิดเมนู Babychino ขึ้น ด้วยความที่เราเรียนศิลปะมา ก็พอจะปั้นฟองนมเป็นรูปต่าง ๆ ได้ ทำให้เด็ก ๆ ติดใจ และเราเริ่มมีชื่อเสียงจากการทำลาเต้อาร์ตอยู่แล้ว เจ้าของร้านเลยให้เรามาประจำที่ร้านเขาทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เด็ก ๆ ก็จะบอกว่า ‘อยากกินหมี’ (ทำเสียงสดใส) เราเป็นขวัญใจเด็ก เพราะพูนนี่จะปั้นหมีให้ แล้วก็แถมคุกกี้ให้ด้วย เด็กกรี๊ดกว่าเดิม”

“ถ้าวันไหนพูนนี่ขี้เกียจทำเมนู Babychino จะบอกลูกค้าว่าอะไร” เราโยนคำถามยียวน

“นมหมด” เขาหัวเราะ เราก็หัวเราะ เพราะคงไม่มีใครเชื่อ “ที่เราทำเมนู Babychino เก่ง เพราะเราใช้เวลาปีกว่าในการศึกษาเรื่องนม ตั้งแต่พันธุ์วัว โปรตีนในนมแต่ละยี่ห้อ อุณหภูมิที่เหมาะในการตีฟองนม ถ้าอุณหภูมิต่างกันฟองนมจะออกมาเป็นยังไง จนถึงการทดลองปั้นและทดลองวางในแก้วกาแฟ”

ร้านกาแฟและอาหารฉบับออสเตรเลียในบ้านท้ายซอยย่านสุทธิสาร ที่อยากให้ความรู้ด้านกาแฟแบบถูกต้องกับนักดื่มทุกคน
ร้านกาแฟและอาหารฉบับออสเตรเลียในบ้านท้ายซอยย่านสุทธิสาร ที่อยากให้ความรู้ด้านกาแฟแบบถูกต้องกับนักดื่มทุกคน

“อาชีพบาริสต้าคือการสื่อสาร เหมือนบาร์เทนเดอร์ เราเป็นคนชอบคุย ชอบถาม อยากกินอะไร ชอบแบบไหน ลองเปลี่ยนมากินเมนูนี้มั้ย ถ้าคิดไม่ออกช่วยคิดให้ มันเป็นเสน่ห์ของร้านนะ เหมือนเราได้ดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่ลูกค้าสั่ง บาริสต้าจิ้ม ๆ กด ๆ จ่ายเงิน เอามาเสิร์ฟแล้วแยกย้าย ซึ่งแบบนี้เราไม่ชอบและไม่อยากเป็นแบบนั้นด้วย การทำงานที่ออสเตรเลีย ทำให้เราเรียนรู้ว่ากาแฟก็คือกาแฟ คนที่นั่นไม่ได้ต้องการความพิเศษ บางทีแค่ต้องการเพื่อนคุยในระยะเวลาสั้น ๆ แค่นั้นด้วยซ้ำ

“การที่เราพูดอะไรบางอย่างออกไป อาจทำให้เขามีความสุขทั้งวันเลยก็ได้ มีครั้งหนึ่งเราเจอลูกค้าหน้าบึ้ง เราเลยทำกาแฟที่มีรูปผู้หญิงนั่งอ้าขาเสิร์ฟให้เขา เขาวิ่งมากอดเราเลย Today I feel so blue, you made my day. เขาหัวเราะออกมาจากที่นั่งหน้าเครียด” พูนบำบัดผู้คนด้วยพลังงานดีในตัวเขา 

ระหว่างสนทนา พูนคุยกับน้องบาริสต้าฝึกหัดด้วยภาษากาแฟ ไม่นานนักกาแฟร้อนสีดำเข้มส่งกลิ่นหอมก็ตั้งตรงหน้าของเขา พูนยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ เราปล่อยให้เขาละเลียดรสชาติเพียงครู่

“ทำไมถึงเลือกดื่มเมนูร้อนตอนนี้” เราถามเขาพลางมองออกไปเห็นแดดจ้าของกรุงเทพฯ 

“เราต้องการดื่มอะไรร้อน ๆ เพราะเหมือนมีอะไรติดตรงคอ ต้องการเครื่องดื่มลงไปลวกคอที่ไม่ใช่น้ำร้อนเปล่า ๆ อีกอย่างน้องกำลังอยากฝึกทำกาแฟ เขาก็มาฝึกกับเรา เพราะอยากไปช่วยร้านของเพื่อนในอนาคต” พูนตอบคำถาม แถมเขายังบอกอีกว่า แค่ฟังเสียงจากเครื่องกาแฟก็รู้แล้วว่าบาริสต้าฝึกหัดคนนี้ทำผิดหรือถูก แม้กระทั่งเสียงตีฟองนมก็ด้วย! ยกตำแหน่งหูอัจฉริยะนัมเบอร์วันให้เขาเลย 

ร้านกาแฟและอาหารฉบับออสเตรเลียในบ้านท้ายซอยย่านสุทธิสาร ที่อยากให้ความรู้ด้านกาแฟแบบถูกต้องกับนักดื่มทุกคน

“เมนูที่คุณเพิ่งดื่ม เรียกว่า Long Black ใช่มั้ย” เราวกกลับไปแก้วเดิม 

“ใช่ เข้มข้น มันมีอะไรหลาย ๆ อย่างในความเรียบง่ายของกาแฟแก้วนี้ มีทั้งน้ำเปล่า มีทั้งความเค็ม มีทั้งความกร่อย เวลาดื่มเข้าไปจะรู้สึกเหมือนดื่มน้ำบ๊วย แน่น หอมกลิ่นถั่วและช็อกโกแลต ซึ่งชีวิตเราขมเหมือน Long Black เลย เคยเปิดร้านกาแฟที่เมลเบิร์น ล้มละลาย จนเหลือเงินแค่ 3 ดอลลาร์ฯ” 

พูนกำลังชวนจิบกาแฟแก้วที่ขมที่สุดในชีวิตของเขา (เราคิดว่าอย่างนั้น)

“เปิดนานเท่าไหร่” เราถามทันที หลังจากได้ยินและสิ้นประโยค ‘ล้มละลาย’

“เดือนเดียว หมุนเงินไม่พอ เพราะใช้เงินเก็บตัวเอง” แล้วที่บ้านคุณรู้เรื่องนี้ไหม เราถามต่อ

“รู้ตื้น ๆ วันนั้นเราตัดสินใจโทรหาแม่ พูดไม่ออก ถ้าพูดคงน้ำตาแตก ก็เลยกดวาง ตอนนั้นเราเหลือเงินแค่ 3 เหรียญฯ ซื้ออาหารกินยังไม่ได้เลย เลยไปขอข้าวจากร้านที่เราเคยทำงานพาร์ตไทม์

“เราบอกเพื่อนว่า My business failed, no money. นี่เป็นอีกหนึ่งรสชาติในชีวิตเรา” 

เราไม่แน่ใจว่ารสชาติสุดท้ายที่ทิ้งไว้ในปากจะหวานหรือขม คงมีแต่เขาที่รู้คำตอบของรสชาติชีวิตแก้วนี้ แต่เราชื่นชมความกล้าได้กล้าเสียของพูน ไม่เช่นนั้นเขาคงพูดได้ไม่เต็มปากว่า ‘ชีวิตมันขม’

วางแก้ว

พูนวางแก้วกาแฟสีขาวลงบนโต๊ะ น้ำร้อนสีดำพร่องพอสมควร เขาพาเรากลับไปที่จุดเริ่มต้นของเด็กชายพูนนี่ เด็กนักเรียนจากโรงเรียนราชินี ผู้มีความถนัดด้านดนตรีและสนใจการปั่นจักรยาน

“เราเล่นคลาริเน็ตมา 13 ปี พอต้องตัดสินใจเรียนต่อ ก็รู้ตัวเองว่า เล่นดนตรีตลอดชีวิตแม่งไส้แห้ง เลยไปเรียนกราฟิกดีไซเนอร์ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เรียนจบก็ทำงานแอนิเมเตอร์ที่ช่อง 9 อยู่ 1 ปี”

สุดท้ายพูนตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เส้นทางชีวิตโต๋เต๋พาเขามานั่งชนแก้วเครื่องดื่มสีอำพันกับเจ้าของร้านกาแฟ (ขายจักรยานด้วย) ในกรุงเทพฯ คุยไปคุยมา พูนถูกชักชวนให้เป็นบาริสต้าในร้านกาแฟร้านนั้น ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ แต่ทักษะภาษาอังกฤษพูนอยู่ในระดับ Snake Snake Fish Fish 

ร้านกาแฟและอาหารฉบับออสเตรเลียในบ้านท้ายซอยย่านสุทธิสาร ที่อยากให้ความรู้ด้านกาแฟแบบถูกต้องกับนักดื่มทุกคน

“เราตัดสินใจไปเรียนต่อภาษาที่เมืองนอก เพราะดูหนังเรื่อง The Secret Life of Walter Mitty มีประโยคที่ว่า

“To see the world, things dangerous to come to, to see behind walls, draw closer, to find each other, and to feel. That is the purpose of life. พอดูจบ นั่งมองตัวเอง กูทำอะไรอยู่วะเนี่ย”

“วันที่คุณตัดสินใจบินเดี่ยวไปเมลเบิร์น อายุเท่าไหร่” – เราถาม

“25” เขาตอบทันที “เราอยากเห็นโลก เราไม่เคยคิดจะออกต่างประเทศด้วยซ้ำ เคยออกไปแข่งดนตรีระดับโลก แล้วก็กลับ ตอนนั้นขอวีซ่า 6 เดือน กะเปลี่ยนชีวิตเลย พออยู่ได้ 3 เดือนก็เจอตัวเอง”

“เราเจอธาตุแท้ของตัวเอง” เขาย้ำ “เจอรสชาติชีวิตที่แท้จริง”

“เรารู้สึกว่าหนังเรื่อง The Secret Life of Walter Mitty ทำให้เราอยากไปเผชิญโลก พอเราไปเผชิญโลก มันทำให้เราเจอทั้งชีวิตของเรา เราเคยเช่ารถขับรอบเมือง เคยขับรถไปแคมป์ปิ้งคนเดียว เคยโดนตำรวจจับ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำในไทยแล้วจะได้รับความเป็นห่วงจากพ่อแม่ แต่ที่นั่นมันอิสระ เราดูแลตัวเองได้

“ตลอด 6 ปี สิ่งที่เราได้กลับมาคือ ชีวิตของเราจริง ๆ” พูนยอมรับด้วยรอยยิ้ม

จิบสุดท้าย

หลังเรียนจบด้านกราฟิกดีไซเนอร์และเชฟที่เมลเบิร์น พูนเดินสายเข้าวงการกาแฟ เริ่มจากบาริสต้าร้าน Manchester Press ในโรงพิมพ์เก่า ร้าน Hamodava Cafe คาเฟ่ของรัฐบาลที่เปิดให้อาสาสมัครมาเสิร์ฟกาแฟ 0 เหรียญฯ ให้กับคนทั่วไปและคนไร้บ้าน ร้าน No. 19 ที่เจ้าของเป็นคนอิตาเลียน ร้าน Lights In The Attic Cafe ร้าน The Crux and Co. และ ร้าน Code Black Coffee ที่เขากำลังจะรับตำแหน่งเป็น Head Barista แต่ด้วยสถานการณ์โลก ทำให้เขากลับบ้าน มาเปิด Poonypoonycoffee ร้านกาแฟท้ายซอยที่อบอุ่นที่สุดในซอยสบายใจ

“พอเปิดร้านเข้าปีที่ 3 ร้านเรามีความเป็นไทยมากขึ้น เพราะพยายามปรับตัวกับความเป็นไทย เราอยากให้ลูกค้ามาที่ร้านแล้วได้ความรู้เรื่องกาแฟกลับไป มาแลกเปลี่ยนกาแฟหรือรสชาติกับเราก็ได้ เราคุยกับเขาได้ตั้งแต่ที่มาที่ไปของเมนูยันหลักวิทยาศาสตร์ เราชอบเจอคน ชอบเจอเพื่อนใหม่ ๆ 

“จากที่เราเคยชงกาแฟไปวัน ๆ ทุกวันนี้ ทุกช็อตที่สกัดออกมา เราอยากทำให้ดีที่สุด เพราะเราเห็นคุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำ ตลอด 11 ปี เราเรียนรู้เยอะ การบริการลูกค้าทำให้เราแคร์คนมากขึ้น

“สิ่งที่สำคัญที่สุด เราเรียนรู้ที่จะรู้จักตัวเองในการทำธุรกิจ ถ้าเราชอบอะไร แล้วทำสิ่งนั้นซ้ำไปเรื่อย ๆ คนจะมองเห็น และมันตอกย้ำว่าเราทำสิ่งนั้นได้ดีจริง ๆ จากตอนแรกคิดว่าบาริสต้ามันเท่ เขาสวมผ้ากันเปื้อนยีนส์ เราอยากใส่ ก็เลยสมัครงานในร้านกาแฟ แต่ตอนนี้ไม่มีความรู้สึกเท่แบบนั้นแล้ว

“แต่เราพร้อมที่จะทำกาแฟให้คนดื่มแล้วรู้สึกฟังก์ชันที่สุด แล้วก็ทำให้ลูกค้าประทับใจทุกครั้งที่เขาตั้งใจมาหาเรา เราว่าการที่ร้านกาแฟร้านหนึ่งจะอยู่ได้นาน มันต้องมีชีวิตคนทำอยู่ในนั้น

“ตอนนี้ที่ Poonypoonycoffee มีจิตวิญญาณของเรากับกลิ่นกาแฟ” นี่คือจิบสุดท้ายของกาแฟแก้วนี้

ร้านกาแฟและอาหารฉบับออสเตรเลียในบ้านท้ายซอยย่านสุทธิสาร ที่อยากให้ความรู้ด้านกาแฟแบบถูกต้องกับนักดื่มทุกคน

Poonypoonycoffee

ที่ตั้ง : 85 ซอยสบายใจ แยก 4 แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการทุกวันจันทร์-ศุกร์ (ยกเว้นวันพุธ) เวลา 09.00 – 17.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00 – 17.00 น.

โทรศัพท์ : 09 8799 8331

Facebook : Poonypoonycoffee

Instagram : poonypoonycoffee

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load