ย้อนไปเมื่อ พ.ศ. 2551 นิทรรศการเปิดตัวของมิวเซียมสยาม ‘เรียงความประเทศไทย’ ได้สร้างกระแสความตื่นตาตื่นใจให้กับทั้งผู้ชมและวงการพิพิธภัณฑ์เป็นอย่างมาก มีคนไม่น้อยถือว่านิทรรศการนั้นเป็นหมุดหมายของกระบวนทัศน์ใหม่ (New Museology) ในบ้านเราด้วยซ้ำ เนื่องจากเป็นนิทรรศการที่ไม่เน้นของ แต่เน้นวิธีการเล่าเรื่อง อีกทั้งให้ความสำคัญกับปฏิสัมพันธ์ของผู้ชมกับตัวนิทรรศการ และมีการใช้เทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาอย่างไม่เคยมีมาก่อน

มาวันนี้นิทรรศการชุดนั้นถูกแทนที่ด้วย ‘ถอดรหัสไทย’ นิทรรศการชุดใหม่ที่ใช้เวลาสร้างกว่า 18 เดือน และเป็นม้าตัวเต็งที่จะเรียกเสียงฮือฮาให้กับวงการมิวเซียมของบ้านเราอีกครั้ง

แนวคิดของนิทรรศการนี้คืออะไร นิทรรศการนี้ช่วยเรา ‘ถอดรหัส’ อัตลักษณ์ของเราอย่างไร คุณปรมินทร์ เครือทอง ที่ปรึกษาสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ ผู้อยู่เบื้องหลังงานภัณฑารักษ์ของนิทรรศการใหม่นี้จะมาเล่าให้เราฟังกัน

“เราตั้งโจทย์เสมอว่า อะไรก็ตามที่เข้ามาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ต้องมี story จะเอาพระพุทธรูปมาวางก็ได้ แต่คุณต้องอธิบายได้มากกว่าแค่มันเป็นศิลปะยุคไหน ต้องพูดได้มากกว่านั้น”

ครุฑ

คุณปรมินทร์เล่าว่าแก่นความคิดของนิทรรศการชุดใหม่นี้ยังคงคล้ายกับชุดเก่า นั่นคือ ‘หลากหลายคือไทยแท้’ เนื้อหาของนิทรรศการพยายามสื่อสารถึงการผสมผสานของความคิด วัฒนธรรม และความรู้ ซึ่งมีอิทธิพลดั้งเดิมมาจากหลายเชื้อชาติ ทั้งฝรั่งตะวันตก จีน แขกมลายู แขกเปอร์เซีย มอญ ฯลฯ หล่อหลอมให้เราเป็นไทยในแบบทุกวันนี้

“ถ้าเรายอมรับความแตกต่าง ความหลากหลาย แล้วเราเชื่อว่าความหลากหลายคือความสวยงาม มันจะทำให้เราไปไกลกว่านี้ มิวเซียมสยามมีหน้าที่จุดประกายความคิดตรงนี้ว่า เฮ้ย เราลองมองตัวเองใหม่ซิ ว่าเราเกิดมาจากการผสมผสานอะไร มีสัดส่วนเท่าไร”

ในนิทรรศการที่แล้วเราเห็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคสุวรรณภูมิ อย่างเจ้าแม่โคกพนมดี ที่ค้นพบพร้อมกับหอยจากมัลดีฟส์ สะท้อนว่าที่นี่มีการค้าขายกันมา 3,000 – 4,000 ปีแล้ว ยาวมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์

“ที่นี่มีสี่สิบกว่าชาติพันธุ์อยู่ในนี้ เขมรขุดคลอง ลาวสร้างวัง ผสมจนสวยงาม แต่ถ้าเราอยู่ของเราคนเดียวไม่รับอะไรเลยเนี่ย สังคมมันจะกระด้างมาก” คุณปรมินทร์เล่า

ห้องเรียน

แม้ว่าแนวคิดในนิทรรศการใหม่นี้จะยังคงจุดประกายและตั้งคำถามเหมือนเก่า แต่การจัดแสดงถูกออกแบบให้ต่างออกไปจากเดิมพอสมควร ครั้งนี้มีห้องนิทรรศการ 14 ห้อง แต่ละห้องมีธีมเฉพาะ เช่น ‘ไทยรึเปล่า’ ที่ชวนตั้งคำถาม โดยหยิบยกกรณีตัวอย่างปรากฏการณ์ ‘ความเป็นไทย’ ที่เป็นข้อถกเถียงในสังคม อาทิ เลดี้กาก้าสวมชฎา ชุดประจำชาติมิสยูนิเวิร์ส นักแสดงหน้าฝรั่งเล่นละครไทย เป็นต้น

นิทรรศการ

‘ไทยเชื่อ’ ห้องที่รวบรวมวัตถุด้านความเชื่อของเมืองไทยกว่า 108 สิ่ง ทั้งผี พราหมณ์ พุทธ

นิทรรศการ

‘ไทยสถาบัน’ นำเสนอแก่นแนวคิดเรื่องชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

exhibition

‘ไทยตั้งแต่เกิด’ โชว์พัฒนาการความเป็นไทยใน 9 ยุคสมัย

นิทรรศการ

‘ไทยอลังการ’ ภายในจำลองบรรยากาศของท้องพระโรงและพระที่นั่ง

พิพิธภัณฑ์

‘ไทยวิทยา’ จำลองบรรยากาศห้องเรียน 4 ยุคสมัย ได้แก่ ยุคเริ่มต้นประชาธิปไตย ความเป็นไทยยุค 2500 ความเป็นไทยยุคโลกาภิวัตน์ และความเป็นไทยยุคพอเพียง

ห้องเรียน

อีกหนึ่งในจุดเด่นของนิทรรศการใหม่นี้คือความ ‘ถาวร แต่ ไม่ถาวร’ เนื่องจากนิทรรศการตั้งใจออกแบบให้มีความเป็นเอกเทศ ไม่มีเส้นเรื่องตายตัว สามารถปรับเปลี่ยน ดึงเนื้อหาเข้าออกได้ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่มิวเซียมสยามตั้งใจให้ตัวเองมีความทันสมัย และมีพื้นที่พอที่ตอบกระแสต่างๆ ได้ทันที

สิ่งที่ต่างมากจากนิทรรศการครั้งที่แล้วคือการคัดเลือกเนื้อหาให้มีความกระชับ แต่หลากหลายมากขึ้น

“เราไม่ได้ใช้บอร์ดที่มีแต่ตัวหนังสือ เต็มไปด้วยคำอธิบาย เราเรียนรู้แล้วว่าปัจจุบันคนไม่อ่านเกิน 5 บรรทัด ไม่ยืนอ่านอะไรเกิน 5 วินาที ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องไปบังคับให้เขาทำอะไรแบบนั้นที่นี่ บอร์ดข้อมูลเลยเหลือแค่นิดเดียว เป็นคอนเซปต์ของห้อง ส่วนเนื้อหาเราใช้ visual language แทนที่จะอ่านบอร์ดแล้วดูภาพประกอบ เราเริ่มจากเอาภาพประกอบมาวางให้เห็นเต็มไปหมด คุณชอบอันไหนก็ค่อยไปดูอันนั้น ทั้งหมดจะเชื่อมต่อกันเป็นหนึ่ง content ในสมองของผู้ชมเอง”

นิทรรศการ

แล้วการถอดรหัสคืออะไร ผู้ชมจะสามารถถอดรหัส ‘ความเป็นไทย’ ในนิทรรศการนี้ได้ไหมอย่างไร

จากปากคำของคุณปรมินทร์ เราพบว่าความหมายของการ ‘ถอดรหัสไทย’ ในนิทรรศการนี้ ดูเหมือนเป็นการหยิบเอาสิ่งรอบๆ ตัวเรามาสืบความเป็นมาเป็นไป รวมถึงหารากเหง้าแท้จริง (ที่เราอาจคิดไม่ถึง) ของมัน

“คุณจะมา ‘คุณพระช่วย!’ ที่นี่ไม่ได้นะ เพราะทุกอย่างที่คุณเห็นที่นี่คุณเห็นหมดแล้ว แต่เรามาดูว่าเห็นมันเป็นไทยได้อย่างไร อย่างตัวนางกวัก ถ้าเราเอามันมาในแบบที่คนคุ้นเคย มันจะไม่มีสิ่งที่เรียกว่า touch point ซึ่งเราต้องการมาก บางครั้งเราไปพิพิธภัณฑ์ที่ไหนก็ตาม นอนหลับไปคืนหนึ่งตื่นมาแล้วจำไม่ได้ว่า ที่นั่นมีอะไรนะ อันนี้อันตรายมาก…”

มิวเซียมสยาม มิวเซียมสยาม

“ในขณะเดียวกันมันมีหน้าที่ทาง content คือ หลังปี 30 มา สิ่งที่เรียกว่าป๊อปมันเป็นการเติบโตของคนชั้นกลางที่สามารถแหวกกรอบทั้งหลายทั้งปวงของความเป็นไทย tradition อะไรก็สร้างขึ้นมาได้ ความเป็นไทยมันมีเสรีมากขึ้น มุมมองของชนชั้นกลางรุ่นใหม่ เข้ามาแล้วก็บิดนั้น บิดนี้ ซึ่งกล้ามากนะ” คุณปรมินทร์กล่าว

ในแง่เนื้อหา เราได้รับคำใบ้ว่า ห้องสำคัญคือ ห้อง ‘ไทยแค่ไหน’ ถือเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า สรุปแล้วความเป็นไทยดูกันอย่างไร วัดกันอย่างไร ทำไมแบบนี้คือไทย เป็นคำตอบที่พบบ่อย

พิพิธภัณฑ์

และที่พลาดไม่ได้อีกห้องคือ ห้อง ‘ไทยแปลไทย’ หรือห้องลิ้นชัก ที่จะมีข้อมูลแน่นๆ ให้ไปศึกษาต่อได้อีก

พิพิธภัณฑ์

เมื่อถามว่านิทรรศการนี้มีวิธีทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างไร คุณปรมินทร์ให้น้ำหนักกับการเป็น discovery museum (พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้) โดยมองว่าควรมีการแทรกแซงให้น้อยที่สุด และให้ผู้ชมค้นพบเอง

แม้เราจะไม่เข้าใจในเจตนาการซ่อนเนื้อหาให้ผู้ชมต้องตีความเองผิดๆ ถูกๆ ในพิพิธภัณฑ์ แต่ต้องยอมรับว่า ถ้าไม่คำนึงถึงตัวใจความหลักแล้ว กายภาพของนิทรรศการชุดนี้มีความสนุกสนานมากๆ อย่างห้อง ‘ไทยชิม’ ที่มีการใช้เทคโนโลยีฉายแอนิเมชันลงบนจานข้าว

นิทรรศการ มิวเซียมสยาม

หรือห้อง ‘ไทยประเพณี’ ที่ผู้ชมยกกล่องใส่เกมการละเล่นต่างๆ ของไทยมาเล่นกันจริงๆ ในห้องได้ รับรองว่าถูกใจเด็กๆ แน่นอน

นิทรรศการ

คุณปรมินทร์มองว่า กลุ่มผู้ชมเป้าหมายของมิวเซียมสยามอยู่ที่ตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป คือผู้ชมตั้งแต่ระดับ ม.1 ถือว่า walk in ได้โดยไม่ต้องมากับกลุ่ม และมีความรู้ความเข้าใจโดยเฉลี่ยในระดับที่ไม่ยากและไม่ง่ายเกินไป คนอายุ 40 ที่ไม่เคยเรียนประวัติศาสตร์เลยก็อ่านเข้าใจเนื้อหาระดับนี้ได้

“เราเรียกร้องสูงนะ แต่เมื่อเราลุกขึ้นมาเป็น discovery museum แล้ว ผมมองว่าเราควรจะแทรกแซงให้น้อยที่สุด play and learn คือการออกแบบที่เราจะต้องชี้ชวน ดึงความสนใจ ให้คุณมาเล่น แล้วเกิดการเรียนรู้ ส่วนระยะห่างสำหรับบางคนที่ทำยังไงก็ไม่เรียนรู้สักที ผมมองว่าคือสิทธิ์ของผู้ดูว่าเขาต้องการแค่นั้น เขาอยากจะนั่งห้องนี้ทั้งวัน อยากจะอ่านทีละตัว ค่อยๆ คัดลอก หรือจะถ่ายรูป อะไรก็ตามสะดวก ถามว่าคุณได้เรียนรู้อะไรบ้าง ก็แล้วแต่คุณ”

มิวเซียมสยาม

มิวเซียมสยามตั้งปณิธานว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าชมกว่า 30,000 คน ภายในสิ้นปี 2560 พร้อมตั้งเป้าผู้เข้าชมกว่า 5 แสนคน ภายในปี 2561 ด้วย

“สิ่งที่เราทำคือ exhibition lab ไม่ได้ยืนยันว่าจะประสบความสำเร็จ อาจจะล้มเหลวก็ได้

แต่เราก็เรียกมันว่าการเรียนรู้ เผื่อคนสายงานพิพิธภัณฑ์ทั่วประเทศที่เขาต้องการคำแนะนำจากเรา เราก็จะบอกได้ว่าควรจะทำแบบไหน” คุณปรมินทร์เล่า

“ทุกวันนี้เราก็พยายาม เราไม่ได้บอกว่าเราเซียน เราก็เรียนรู้ พิพิธภัณฑ์ไม่มีสูตรสำเร็จ ต้องเรียนรู้กันไป

นอกจากตัวนิทรรศการแล้ว มิวเซียมสยามยังมีฝ่ายวิชาการที่จัดงานเพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านงานพิพิธภัณฑ์ในไทย อย่าง Museum Academy คอร์สอบรมฟรีสำหรับนักพิพิธภัณฑ์ รวมไปถึงงานสัมมนาวิชาการ Museum Forum ที่เชิญผู้นำด้านแนวคิดและการปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์จากทั่วโลกมาให้ความรู้แลกเปลี่ยนกับผู้คนในสายงานที่บ้านเรา แสดงให้เห็นถึงต้องการที่จะขับเคลื่อนทั้งวงการไปข้างหน้า ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองไกลกว่าแค่สิ่งจัดแสดงภายในกำแพงของตัวเอง

“การขับเคลื่อนคือทุกๆ คนต้องช่วยกันเรียนรู้ ช่วยกันรักพิพิธภัณฑ์ ทำยังไงให้คนรักพิพิธภัณฑ์ นั่นคือสิ่งที่มิวเซียมสยามควรจะพาคนไทยทุกๆ คนมา พอทุกๆ คนรักมัน มาเฝ้ามองมัน หรือมาจับผิดมัน จะทำให้เราทำงานหนักขึ้น ทำให้เราระวังมากขึ้น และจริงจังกับมันมากขึ้น

“10 ปีนี้ผมว่าเราทำไปเยอะนะ เราเชื่อว่าถ้าเราไปเรื่อยๆ คนจะตามเรา แล้วเราก็จะไม่หักหลังเขา พอมาก็ได้มาเห็นอะไรที่มันกระตุกต่อมความคิด มันน่าจะได้ผล”

พิพิธภัณฑ์

มิวเซียมสยาม

เปิดให้บริการ วันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 10.00 – 18.00 น. *หมายเหตุ หยุดทุกวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์

ค่าเข้าชม นักเรียน นักศึกษา (อายุ 15 ปีขึ้นไป) 50 บาท / ผู้ใหญ่คนไทย 100 บาท / ผู้ใหญ่ชาวต่างชาติ 200 บาท

Writer & Photographer

Avatar

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

ช่วงนี้เทรนด์ของการกลับมาใช้ผ้าไทยยังมาแรงอย่างต่อเนื่อง มีนักออกแบบและศิลปินหลายคนหันมาสนใจพัฒนาศักยภาพของผ้าพื้นถิ่นให้เราได้ตื่นเต้นกับลุคใหม่ ๆ ที่ใส่ง่ายและร่วมสมัย หนึ่งในนั้นที่น่าจับตามองคือ คุณฐากร ถาวรโชติวงศ์ หรือ อาจารย์กร จากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้กำลังมีนิทรรศการ Spiritual Eternity จัดแสดงผลงานกว่า 40 ชิ้นอย่างอลังการ ณ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ในอาคารไปรษณีย์กลาง งานนี้นอกจากนำเสนอผลงานแปลกตาจากไอเดียล้ำ ๆ ของคุณฐากรที่ได้คิดค้นร่วมกับผู้ประกอบการทั่วประเทศไทยแล้ว หากมองลึกลงไปในระหว่างวัสดุเส้นด้าย เรายังได้เรียนรู้เรื่องจิตวิญญาณและความรักในเส้นทางสิ่งทอของนักออกแบบรุ่นใหม่คนนี้อีกด้วย 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่
Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่

จุดเริ่มการเดินตามฝัน

หลังจากเปิดนิทรรการไปได้ไม่กี่วัน คุณฐากรสละเวลามาแนะนำงานและกระบวนการเบื้องหลังให้เราฟังอย่างเป็นกันเอง บทสนทนาของเราเริ่มขึ้นในห้วงเพลง Claire de Lune ที่เปิดซ้ำ ๆ ไปมาในแกลเลอรี่ โดยเขาบอกว่ามันเป็นเพลงที่เขาชอบฟังมากที่สุดขณะถักทอผ้าของตน

“ไม่รู้ว่าตอนนั้นเรามองมุมมองของศิลปินกับนักออกแบบผิดไปรึเปล่า แต่มันทำให้รู้สึกว่า เราอยากค้นหา มากกว่าอยากนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ” คุณฐากรเล่าย้อนไปถึงช่วงที่เรียนจบปริญญาตรีใหม่ ๆ และเริ่มมีแรงขับที่จะสร้างผลงานของตัวเอง

“เราเลยเริ่มเดินสายประกวด TIFA (Thai Innovative Fashion Award) ปี 2016 ปรากฏว่าชนะ แล้วเป็นปีแรกที่ประกวดด้วยนะ ทำให้เรามั่นใจมาก ตัดสินใจออกจากงานเลย”

อย่างไรก็ดี เส้นทางในฝันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด “ตอนนั้นเราเอาผ้าที่ออกแบบไปทำกระเป๋า เลยคิดว่าจะทำแบรนด์กระเป๋าดีกว่า แต่ทำไปแล้วรู้สึกว่ามันทำอย่างยั่งยืนไม่ได้ หนึ่งคือเราไม่มีเงินที่หมุนพอจะสต็อก สองคือเราไม่ได้เป็นที่รู้จักขนาดนั้น ถึงแม้จะผ่านการประกวดมาแล้วก็ตาม ตอนนั้นคิดแค่ว่าทำยังไงก็ได้ให้คนรู้จักเราเยอะกว่านี้ เลยเริ่มเดินหน้าเข้าวงการแสดงงาน ก็เริ่มที่ TCDC นี่แหละกับงาน Bangkok Design Week” 

คุณฐากรบอกว่า ต้องขอบคุณ TCDC ที่ให้โอกาส ทั้ง ๆ ที่เป็นการแสดงงานครั้งแรกของเขา เขาตัดสินใจจัดแสดงผ้าผืนเดียวที่ตนเองทอด้วยโครงสร้าง Interknit ที่คิดขึ้นมาเอง โดยผ้าผืนนั้นก็นำกลับมาจัดแสดงในโชว์นี้ด้วย 

“บอกเลยว่าเป็นผ้าที่ทำยากมาก แต่มันมาแค่ผืนเดียวไง ซึ่งคนดูก็คงชื่นชม แต่ไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมอะไรมากมาย จากนั้นแรงขับเริ่มมาแล้ว เรากลับมาคิดว่า ทำไมเราทำขนาดนี้ คนยังไม่ตอบรับเท่าที่ควรนะ รู้สึกอยากเอาชนะ ปีต่อมาก็เลยทำอีก เป็นชิ้นใหญ่ 15 เมตร ทำไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดคนเริ่มให้ความสนใจ มีมหาวิทยาลัยชวนไปสอน เป็นอาจารย์พิเศษ สุดท้ายเป็นอาจารย์ประจำจวบจนทุกวันนี้” 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่

สไตล์ที่นิยามด้วยการทดลองไปเรื่อย ๆ

“กรว่างานกรประหลาด (หัวเราะ) ไม่ได้รู้สึกว่าความงามของเรางามแบบจับต้องได้เสียทีเดียวนะ คนต้องทำความรู้จักกับมันนิดห่นึง อาจจะเด่นที่วัสดุแปลก ๆ คนอาจจะนึกไม่ถึง (Exotic Materials) การจับนั่นผสมนี่… มันมาจากการชอบทดลอง” คุณฐากรเล่า เมื่อเราถามถึงการนิยามไสตล์หรือลักษณะจำเพาะของเขา

“การลองทำให้เราเริ่มรักงานตัวเองขึ้นเรื่อย ๆ คือพอได้ลองเราก็ได้ใช้เวลาทำงาน รู้ตัวอีกทีเวลาก็หมดไปเป็นวัน ๆ เออทำไมเราอยู่กับมันได้นานขนาดนั้นนะ แสดงว่าเราคงมีความสุขในกระบวนการนี้ มันคงเป็นมิติทางจิตวิญญาณ เป็น Spiritual ของเราจริงๆ แหละ ถ้านึกย้อนไปตอนแรก ๆ ที่เราอยากใช้ชีวิตเป็นดีไซเนอร์ เราเคยตั้งคำถามว่าเราจะไปอยู่ตรงไหน คำตอบของการใช้ชีวิตคืออะไร 

“มันคือการมีชื่อเสียงหรือมีเงิน แต่พอได้ทำ มาเจอสิ่งที่เราอยู่กับมันได้นาน ๆ ทั้งวันทั้งคืน เราเลยคิดว่าอันนี้ละมั้งคือคำตอบของชีวิต ถ้ามันหมายถึงการค้นพบสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุข เราคงได้ค้นพบสิ่งนั้นแล้วแหละในช่วงอายุนี้”

เขาบอกว่าแนวคิดนี้คือที่มาของชื่อนิทรรศการที่พูดถึงจิตวิญญาณและเวลาที่เป็นนิรันดร์ วางบริบทชวนให้ผู้เข้าชมได้ครุ่นคิดทบทวนการเดินทางและความหมายของชีวิต ผ่านแรงมือแรงใจในผ้าแต่ละผืนที่จัดแสดงในแกลเลอรี่

เมื่อเราถามว่าผ้าชุดไหนที่เขาใช้เวลาครุ่นคิดกับมันมากที่สุด คุณฐากรผายมือไปที่โซนด้านขวาของนิทรรศการ 

“โซนนี้คือทำเองหมดเลย” คุณฐากรยิ้มอย่างภูมิใจ เขาพาเราไปดูผ้า 2 ชิ้นที่ล้อกัน ชิ้นหนึ่งสร้างสรรค์จากเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์สีดำ แทรกด้วยเส้น Reflective Rainbow เหลือบรุ้ง อีกชิ้นสร้างสรรค์จากเส้นเอ็นใสแทรกด้วยเส้นพลาสติด Vinyl Hologram 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่

“แรงบันดาลใจของเราเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ นะ อย่าง 2 ชิ้นนี้โจทย์คือ ต้องจัดแสดงในงาน อาจารย์ศิลป์ พีระศรี แล้วตอนนั้นกระแสการย้ายประเทศกำลังมา ตอนเราทำงานเลยตั้งคำถามว่า แล้วตรงไหนล่ะที่เราอยากจะไปอยู่ คิดไปคิดมาไปโผล่ Valhala หรือสุขาวดีในเทพปกรณัมนอร์ส เราเลยเอาไอเดียของคำว่าสุขาวดีหรือสวรรค์ในแต่ละศาสนามาทับซ้อนกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าส่วนที่คล้ายกันคือความเรืองรอง ความสุขแบบประเจิดประเจ้อ ก็เลยเอาตรงนั้นมาเป็นแรงบันดาลใจเลือกวัสดุที่มีความเล่นกับแสงระยิบระยับ

 “เรารู้สึกว่าเราไม่อยากสร้างอะไรขึ้นมาคลุม แล้วทำทุกชิ้นให้มันเข้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อย่าง 3 ชิ้นนี้มีแรงบันดาลใจจากซูเปอร์ฮีโรของมาร์เวล คือไปดูหนังเรื่อง Eternals แล้วชอบมาก เราตีความภาพลักษณ์ของตัวละคร Thena ออกมาเป็นชิ้นนี้ ถักด้วยคอตตอนสีครีมแทรกเส้นหนังเดียว PU สีเงิน ส่วนอันนั้นเป็น Scarlet Witch ใช้เส้นด้ายโพลีเอสเตอร์สีแดง แทรกด้วยเส้นหนัง PU เหมือนกัน แต่เป็นสีแดง Hologram และเทปเลื่อมสีแดง”

ขณะที่เราตื่นตากับผ้าแต่ละชิ้น อดถามไม่ได้ว่าเขาใช้เวลาการถักนานไหม

“แต่ละอันใช้เวลาไม่เท่ากันนะครับ ซึ่งถ้ามีเวลาทำทั้งวันมันก็คงไม่นานขนาดนี้ แต่พอดีว่าเราเองก็มีงานประจำะ อันนี้เราเลยต้องกลับมาจากสอนเสร็จ ไปอาบน้ำ แล้วค่อยลงมานั่งกับเครื่องทอ ได้สักวันละ 10 – 20 เซนติเมตรบ้าง สะสมไปเรื่อย ๆ”

การพัฒนาองค์ความรู้จากท้องถิ่น

แน่นอนว่าเมื่อจัดงานที่ TCDC สิ่งที่ถูกชูโรงด้วย คือหนึ่งในพันธกิจขององค์กรด้านการเสริมสร้างองค์ความรู้ และต่อยอดในธุรกิจอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งโชว์นี้คุณฐากรบอกว่ามีผลงานจำนวนไม่น้อยที่เขาได้ร่วมพัฒนากับกลุ่มผู้ประกอบการจากเหนือจรดใต้ประเทศไทย

 “มันเกิดจากความสนใจของเราเองนี่แหละ เรารู้สึกว่าผ้าไหมไทย โดยรวมแล้วไม่มีความสดใหม่เท่าไร คือวิธีการเรายึดตั้งเดิมได้ แต่น่าจะมีภาพลักษณ์ (Visual) ใหม่ด้วย” 

คุณฐากรเล่าต่อไปว่า หนึ่งสิ่งสำคัญในการพัฒนางานกับทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว คือความกล้าที่จะแหวกแนวขนบและความเชื่อดั้งเดิม โปรเจกต์แรก ๆ ที่เขาเริ่มทำงานด้วย คือการพัฒนาผ้าไหมแต้มหมี่กับอำเภอชนบท บ้านหัวฝาย จังหวัดขอนแก่น 

“เราเริ่มคุยกับชุมชนนี้มานานมากแล้ว ตั้งแต่ตอนเรียน ป.โท ตอนแรกคือติดต่อเขา ซื้อผ้ามาทำกระเป๋า ทำจ๊อบนั้นจ๊อบนี้ไปเรื่อย ๆ พอรู้จักกันนาน ๆ เข้า เริ่มมีการไว้เนื้อเชื่อใจ เรามาเป็นอาจารย์ด้วย เลยถามเขาไปว่า พี่ลองให้ผมออกแบบลายผ้าให้ดูไหม โดยลายแรก ๆ ที่ทำไปเป็นลายผีเสื้อ แรงบันดาลใจมาจากตอนที่เราไปลงพื้นที่ที่ขอนแก่น คุณแม่สุภาณี ภูแล่นกี่ เป็นปราชญ์ชาวบ้านและเป็นประธานกลุ่มทอผ้าไหมที่นั่น บอกเราว่าเขาซาบซึ้งในชีวิตของผีเสื้อนะ เพราะว่าหนอนไหมผีเสื้อเป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตคนในชุมชน ทำให้พวกเขามีงาน จากนั้นพวกมันก็ตายไป เลยเป็นเรื่องราวของความผูกพันระหว่าง 2 สปีชีส์ 

“เราเลยอยากทำคอลเลกชันผีเสื้อขึ้นมา อย่างไรก็ดี ตัวหนอนไหมไม่ได้มีลวดลายอะไร เราเลยตั้งคำถามว่ามีผีเสื้ออะไรอีกทีทำไหมได้และมีลวดลายสวยงาม เลยไปลงที่ผีเสื้อไหมอีรี่ ซึ่งเป็นผีเสื้อกลางคืน ปีกใหญ่หน่อย”

ตอนที่ทำออกมาแล้วเสร็จ คุณฐากรยอมรับว่าเป็นลายผ้าที่ประหลาดมาก แต่ปรากฏว่าขายดี มีผู้สนใจมากมาย รวมทั้ง คุณปันปัน นาคประเสริฐ ที่ซื้อเหมาไปเกือบหมด 

พอโปรเจกต์นั้นประสบความสำเร็จ หน่วยงานต่าง ๆ ก็เริ่มติดต่อมา โดยเฉพาะ CEA และ TCDC เชียงใหม่ ที่ช่วยประสานงานให้เจอกันในโครงการ Collaborative Project 2021 จนได้พัฒนาผ้าฝ้ายย้อมหินกับกลุ่มผ้าฝ้ายเชิงดอน อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

“งานเซ็ตนี้สนุกมาก เพราะผู้ประกอบการเปิดรับไอเดียของเรา” คุณฐากรเล่าอย่างภูมิใจ “อย่างชุดนี้เป็นลายยางกล้วย ตั้งต้นคือชุมชนนี้ย้อมสีผ้าจากหินโมคคัลลาน เป็นหินชนิดที่พบในบริเวณท้องถิ่นนั้นแหละ พวกเขาเอาหินไปบดให้เป็นผงสี มันโยงไปได้ถึงต้นกำเนิดศิลปะโบราณ เขาก็คงเอาความรู้นั้นมาทำเป็นเทคนิคย้อมผ้าด้วย ปรากฏว่าการย้อมในช่วงแรก ๆ สีติดไม่ค่อยดีเท่าไร เราก็เลยถามเขาว่าทำยังไงสีถึงติดดีขึ้นมาล่ะ เขาบอกว่าเขาหยอดยางกล้วยลงไป มันเลยจุดประกายให้เราว่า ยางกล้วยต้องมีคุณค่ากว่าการเป็น Mordant (สารช่วยการติดทนของสีบนผ้า) แล้ว

“เราใช้กล้วยดิบซึ่งมียางเยอะที่สุด เอาสีมาทาบนต้นกล้วยที่ถูกตัด สีก็จะติดกับกล้วย แล้วก็เอาไปปั๊มประทับลงบนผ้า แสตมป์ไปเรื่อย ๆ จนยางกล้วยหมดและสีจาง ก็ฝานกล้วยและทาสีลงใหม่ ทำซ้ำไปเรื่อย ๆ อันข้าง ๆ เป็นต้นอ่อนกล้วย ตอนนี้เป็นลายลิขสิทธ์ของเขาไปเลย” 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่
Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่
นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

ไอเดียใหม่ ๆ ที่ต้องงดงามและยั่งยืน

อีกไฮไลต์หนึ่งของนิทรรศการคือโซนผ้าบาติก จำนวนไม่น้อยในนี้ได้ร่วมพัฒนากับผู้ประกอบการไทยบาติก จังหวัดกระบี่ จากเป็นทุนวิจัยสำหรับบุคลากรของคณะมัณฑนศิลป์ 

“สิ่งที่อยากอธิบายเกี่ยวกับงานนี้คือ มันไม่ใช่วิจัยเพื่อพัฒนาลวดลาย แต่เกิดจากการตั้งคำถามว่า สิ่งที่เรากำลังช่วยผู้ประกอบการบาติกคืออะไร โดยคอนเซปต์แล้วบาติกเป็นเทคนิคการสร้างลาย ไม่ใช่เทคนิคการทอผ้าแบบอื่น ๆ เราเลยมีคำถามว่า ถ้าวันหนึ่งทางรัฐไม่ได้ส่งดีไซเนอร์หรืออาจารย์ไปช่วยออกแบบลายกับคนในพื้นที่ แล้วพวกเขาจะเอาอะไรออกแบบลายใหม่ ๆ ได้ด้วยตัวเองล่ะ นอกจากนี้ เวลาออกแบบลายให้เขา เขาก็จะใช้ได้แค่เจ้าเดียว เป็นลิขสิทธิ์ของเขา ไม่มีการต่อยอด เราเลยตัดสินใจไปพัฒนาเทคนิค และกระบวนการผลิตแทน แถมเราใช้แนวคิดความยั่งยืนมาครอบด้วย”

คุณฐากรชี้ให้เราดูผ้าหลาย ๆ ชิ้นที่เขาภูมิใจ “ชิ้นชื่อ Melt Osmosis หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ผ้าน้ำแข็ง มีจุดเริ่มมาจากการลงพื้นที่กับผู้ประกอบการ เราเห็นเขาใช้เทคนิค Osmosis คือเขาลงสีผ้าให้เปียกชุ่ม จากนั้นค่อยเอาโอเอซิสที่เขาใช้ปักดอกไม้ไปวางบนผ้า ตัวโอเอซิสที่เป็นโฟมก็จะดูดน้ำขึ้นมา สร้างลักษณะสีซึม ๆ บนผ้า แต่เรารู้สึกว่าโอเอซิสไม่ยั่งยืน มันเป็นโฟมที่ใช้แล้วทิ้ง เราเลยลองเปลี่ยนเป็นน้ำแข็ง พอลงสีแล้ววางน้ำแข็งให้มันละลาย สร้างความเจือจางเฉพาะจุดบนผ้าได้แทน ต้นทุนถูกกว่า ไม่เป็นพิษ ใช้ได้เลย” 

นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

 “อีกชิ้นเป็นผ้ายืดลายเส้นเหมือนเกลียวคลื่น อันนี้ปกติเราจะไม่เห็นบาติกบนผ้ายืด เพราะลงสียาก เราพยายามหาคุณสมบัติของผ้ายืด คือผ้าจะฝืดและหนืด สีไหลช้า เขียนเทียนก็ยาก จะลงสีก็ยาก เราเลยลองใช้ Brushwork วาดลงผ้าไปเลย ติดบ้างไม่ติดบ้างเป็นเสน่ห์ไป และลดการใช้เทียนด้วย เพราะการที่ผู้ประกอบการอยู่กับเทียนนาน ๆ ก็ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจได้ ส่วนผืนนี้ที่ใกล้ ๆ กัน ด้วยความผ้าที่มีความฝืด พอจับขยุมแล้วมันอยู่ตัว เราเลยเอาผงสีโรยแล้วเอาฟ็อกกี้ฉีด สีก็จะซึมเข้าหากัน กลายเป็นสีผสมแนวฟุ้ง ๆ ไม่เหมือนใคร”

ความท้าทายต่อไปคุณฐากรบอกว่า ผู้ประกอบการแม้ว่าจะเชื่อใจเราเต็มที่ ก็ต้องฝึกทดลองต่อด้วย ด้วยความที่แต่ละฝ่ายเรียนมาไม่เหมือนกัน ผู้ประกอบการแต่ละคนต้องฝึกหาองค์ประกอบที่ลงตัว หรือการเลือกสีที่ออกมาแล้วงดงามในมุมมองของผู้ซื้อด้วย เพราะไม่ใช่ทุกครั้งที่การทดลองจะออกมาสำเร็จลงตัวเสมอไป ชวนให้เราตั้งคำว่า คุณฐากรรับมืออย่างไรเมื่อไอเดียของเขาล้มเหลว

“ก็ทำใหม่” เขาหัวเราะ

“มันไม่สาแกใจก็ทำใหม่ ไปต่อ จนกว่าจะได้” 

นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล
นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

จิตวิญญาณที่อยากส่งต่อ

งานอีกส่วนในนิทรรศการนั้น คุณฐากรบอกว่าได้แรงขับจากการทำงานเป็นอาจารย์

 “เราอยากทำหลาย ๆ อย่าง เพื่อทดสอบความสามารถของเรา และเป็นโอกาสเผยแพร่ความรู้ด้วย” คุณฐากรเล่า “ที่จริงสิ่งที่เราภูมิใจมากในฐานะอาจารย์ คือบางชิ้นในนี้ทอโดยลูกศิษย์ เราภูมิใจเพราะรู้สึกว่าเขาเอาจากเราไปได้หมด แล้วเขาเก่งกว่าเรา”

จากช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้การเรียนการสอนต้องจัดในรูปแบบออนไลน์ วิชาที่คุณฐากรสอนมักเน้นการปฏิบัติเพื่อเกิดทักษะ ทำให้นักเรียนจำเป็นต้องจะส่งพัสดุมาให้ตรวจที่บ้าน เกิดเป็นซองพัสดุที่เหลือทิ้งจำนวนมาก อาจารย์กรคนเก่งเลยคิดไอเดีย ออกโจทย์สร้างผลงานจากวัสดุเหลือใช้เหล่านี้ออกมางดงามอย่างไม่น่าเชื่อ งานส่วนนี้ถูกแสดงภายใต้ชื่อชุด From My Students

สุดท้ายก่อนจากกันเราถามคุณฐากรว่า เมื่อมองกลับไปในช่วงเวลานับสิบปีที่คลุกคลีอยู่กับสิ่งทอ เขาได้เรียนรู้อะไรจากเส้นทางของตัวเองมากที่สุด

“มาถึงจุดนี้ได้คือโคตรอดทน” คุณฐากรกล่าว

“เราไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่พร้อมมากขนาดนั้น แต่พ่อแม่รักเรา เขาให้เราทำในสิ่งที่เราอยากจะทำมาตลอด แม้บางครั้งจะไม่เห็นด้วย แต่เราก็ดื้อฝืนด้วยความมุมานะของเรา สุดท้ายมาถึงตรงนี้ เราก็ต้องอดทนกับความคาดหวังของครอบครัว ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเรายืนหยัดกับสิ่งนี้ที่เราเลือกได้ เราต้องอดทนกับผู้ร่วมงานที่อาจจะไม่เข้าใจเรา อีกทั้งปัญหาอุปสรรค์ต่าง ๆ ร้อยแปดระหว่างทาง และที่สำคัญคืออดทนกับตัวเอง คือเราจะเอาแบบนี้ เราต้องเอาให้ได้” 

นอกจากความอดทนแล้ว เขายังอยากฝากข้อคิดเรื่องการพัฒนาต่อยอดโดยไม่ก็อปปี้ของเดิมด้วย 

“ไม่อยากฝากเรื่องฝีมือนะ เด็กสมัยนี้พัฒนาฝีมือได้รวดเร็วเพราะสื่อมันเยอะ กลายเป็นว่าอีกสิ่งที่อยากฝากคือ อย่าทำงานซ้ำ ถ้ามีคนทำแล้วอย่าไปทำซ้ำวนลูป ผู้ประกอบการทุกวันนี้เขาให้เราไปช่วยพัฒนา เราก็ไม่ควรไปทำสิ่งที่เขาทำได้อยู่แล้ว แค่ไปเปลี่ยนลายเปลี่ยนสี มันไม่ได้ยั่งยืน สำหรับกร เราควรให้ความรู้เขาด้วย ซึ่งเราก็ต้องกล้าทดลองก่อน และพอเราทดลองด้วยตัวเราเอง มันก็ไม่มีทางซ้ำใครอยู่แล้ว เวลาเอาไปถ่ายทอดต่อเขาก็ใช้ได้นาน ถ้ามันซ้ำ มันก็หากินได้ไม่นาน”

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

นิทรรศการ Spiritual Enternity โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ 

วันที่ 2 – 28 สิงหาคม 2565 เวลา 10.30 – 19.00 น. 

วันอังคาร-อาทิตย์ (ปิดทุกวันจันทร์) 

ณ ห้องแกลเลอรี่ ชั้น 1 อาคารส่วนหลัง ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบกรุงเทพฯ หรือ TCDC กรุงเทพฯ อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรศัพท์ 0 2105 7400 #213, 214 หรือเว็บไซต์ www.tcdc.or.th

Writer

Avatar

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load