The Cloud x ไทยประกันชีวิต

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

เมื่อสิบกว่าปีก่อน ยิว-กรรณิการ์ ศรีวิจา วัย 12 ปี ยังเดินเหินได้คล่องแคล่ว การมาเฝ้าคุณตาซึ่งป่วยเป็นมะเร็งปอดที่โรงพยาบาลในตัวเมืองเชียงใหม่ ทำให้เธอได้พบกับพี่ๆ นักเรียนพยาบาลที่คอยดูแลคุณตาด้วยความห่วงใยเหมือนญาติมิตร ความประทับใจค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแรงบันดาลใจให้เธออยากทำงานที่ได้ดูแลคนอื่นเช่นกัน

“ความฝันเดียวคือการเป็นพยาบาล” ยิวเล่ายิ้มๆ ว่า ตอนที่สอบแอดมิชชันปีแรกไม่ติดพยาบาล เธอเลือกเรียนครูเคมีอย่างไม่ลังเล เพื่อนำความรู้ที่จะได้เรียนในปีนั้นไปใช้สอบพยาบาลอีกครั้งในปีต่อมา และครั้งนี้เธอสอบเข้าเป็นนักเรียนพยาบาลได้สำเร็จ

กรรณิการ์ ศรีวิจา พยาบาลบนวีลแชร์ผู้ทำภารกิจเยียวยาผู้คนเคียงบ่าเคียงไหล่ทีมแพทย์

หนึ่งเดือนสุดท้ายก่อนสำเร็จการศึกษา ยิวประสบอุบัติเหตุ กระดูกสันหลังส่วนทรวงอกได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง ส่งผลให้ลำตัวและขาไม่รับรู้ความรู้สึก และไม่มีแรงที่จะเดินได้ 

เธอสูญเสียความสามารถในการเดินไปตลอดชีวิต ความฝันในการเป็นพยาบาลที่เธอใฝ่ฝันมาตลอดพร่ามัวจนแทบมองไม่เห็น ยิวใช้เวลากว่าสองปีฟื้นฟูร่างกายที่บอบช้ำและความเจ็บปวดจากการสูญเสีย ก่อนลุกขึ้นมาพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า เธอทำอาชีพพยาบาลที่รักได้ ​แม้จะเป็นผู้พิการเองก็ตาม 

ยิวเป็นนักศึกษาพยาบาลคนแรกของประเทศไทย ที่จบการศึกษาและสอบใบประกอบวิชาชีพพยาบาลบนวีลแชร์ 

ทุกวันนี้เธอเป็นพยาบาลวิชาชีพประจำโรงพยาบาลสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ช่วยเหลือผู้คนมาแล้วนับพันชีวิตด้วยสองล้อของเธอ และเป็นต้นแบบของผู้พิการหลายๆ คน จากเรื่องราวที่เธอบอกผ่านเฟซบุ๊กเพจ บันทึกจากวีลแชร์ ที่มีผู้ติดตามกว่า 40,000 คน 

และนี่คือภารกิจแห่งชีวิตของยิว ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงวันนี้

กรรณิการ์ ศรีวิจา พยาบาลบนวีลแชร์ผู้ทำภารกิจเยียวยาผู้คนเคียงบ่าเคียงไหล่ทีมแพทย์

01

เส้นทางแห่งการเยียวยาผู้คน

พยาบาลศาสตร์ เป็นศาสตร์เกี่ยวกับสุขภาพอนามัยที่เน้นการบริการตัวต่อตัวกับผู้ป่วย ทั้งด้านร่างกาย จิตใจไปจนถึงสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้ป่วยอยู่ในสภาวะที่จะต่อสู้การคุกคามของโรคได้ดีที่สุด ทำให้พยาบาลมีความใกล้ชิดกับผู้ป่วยมาก ต่างจากแพทย์ที่ทำหน้าที่รักษา

ผู้บุกเบิกพยาบาลศาสตร์ยุคใหม่และยกระดับให้วิชาชีพพยาบาลได้รับการยอมรับอย่างมีเกียรติเท่าเทียมในสังคม คือ ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล (Florence Nightingale) พยาบาลชาวอังกฤษผู้ทุ่มเทดูแลทหารในสงครามและคนยากไร้ 

เธอพัฒนาและจัดระบบการดูแลเยียวยาของพยาบาลให้ครอบคลุมในหลายมิติ ทำให้ประสิทธิภาพในการฟื้นตัวและหายดีของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ในช่วงศตวรรษที่ 19 เธอทำงานอย่างหนักและสร้างนวัตกรรมให้การพยาบาล จนผู้คนต่างขนานนามเธอว่า ‘สุภาพสตรีแห่งดวงประทีป’ (Lady of The Lamp)

ยิวอธิบายว่า ปีแรกของการเป็นนักเรียนพยาบาล พวกเธอต้องเรียนภาคทฤษฎีเกี่ยวกับร่างกายมนุษย์ทั้งหมด โดยเฉพาะสรีรวิทยาและกายวิภาคศาสตร์ “อธิบายง่ายๆ คือเราต้องทำความเข้าใจความปกติของทุกระบบการทำงานในร่างกาย ตั้งแต่ระบบทางเดินหายใจไปจนถึงระบบประสาท”

จากนั้นปี 2 จึงเริ่มวิชาภาคปฏิบัติ หัดทำหัตถการซึ่งหมายถึงการรักษาผู้ป่วย โดยใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ทุกประเภท เช่น ฉีดยา เจาะเลือด และให้น้ำเกลือ “ภาคทฤษฎี ปีนี้ยากและเข้มข้นขึ้น เพราะเรียนเรื่องจุลชีววิทยาและพยาธิสภาพ เราต้องทำความเข้าใจและแยกให้ได้ว่า แต่ละโรค แต่ละความผิดปกติ ในระบบการทำงานของร่างกายแสดงอาการแตกต่างกันยังไง” 

ยิวนิ่งคิดถึงเรื่องราวสมัยเป็นนักเรียนพยาบาล “ปีสาม เราต้องฝึกงานและขึ้นวอร์ดถึงเจ็ดเดือนครึ่ง วอร์ด (Ward) คือหอพักผู้ป่วยที่รับไว้รักษาในโรงพยาบาล การขึ้นวอร์ดก็คือการเข้าเวร เช้า สาย บ่าย ดึก เพื่อดูแลผู้ป่วยในหอพักเหล่านั้น

“การดูแลผู้ป่วยแต่ละเคสนั้นแตกต่างกันไปตามลักษณะโรคและอาการเจ็บป่วย โดยต้องอาศัยความต่อเนื่องและการวางแผนจากข้อมูลที่แม่นยำ ดังนั้นเราต้องเขียนรายงานทุกอย่างอย่างละเอียด วันนี้คนไข้มีไข้เท่าไหร่ ความดันเท่าไหร่ ปัสสาวะเป็นยังไง ต้องตอบคำถามอาจารย์หมอและอาจารย์พยาบาลให้ได้ว่าอาการป่วยไข้ของผู้ป่วยแต่ละเคส เราจะปฏิบัติการยังไง 

“เราต้องแม่นยำทั้งข้อมูลในเชิงทฤษฎีและการลงมือปฏิบัติ ห้ามมีข้อผิดพลาด เพราะนี่คือการทำงานกับชีวิตคน” 

กว่า 7 เดือนแห่งความเหน็ดเหนื่อย เป็นเหมือนสัญญาณให้รู้ว่า นี่คือชีวิตการเป็นพยาบาลที่จะต้องพบเจอเมื่อเรียบจบไป ยิวบอกว่าปีนี้เป็นปีที่เหล่านักเรียนพยาบาลถอดใจกันมากที่สุด คำถามมากมายวนเวียนอยู่ในใจว่า เส้นทางแห่งการเยียวยาและดูแลผู้คน ยังเป็นเส้นทางที่พวกเธอพร้อมจะเสียสละก้าวเดินหรือไม่

กรรณิการ์ ศรีวิจา พยาบาลบนวีลแชร์ผู้ทำภารกิจเยียวยาผู้คนเคียงบ่าเคียงไหล่ทีมแพทย์
กรรณิการ์ ศรีวิจา พยาบาลบนวีลแชร์ผู้ทำภารกิจเยียวยาผู้คนเคียงบ่าเคียงไหล่ทีมแพทย์

02

คุณค่าที่ไม่มีวันเสื่อมสลายไป

วิชาจิตวิทยาพยาบาลเป็นหนึ่งในวิชาที่ยิวสนใจ วิชานี้มีเรียนทุกปี ตั้งแต่ปี 1 ถึงปี 4 ของการเป็นนักเรียนพยาบาล 

“คำพูดของอาจารย์ที่ยังอยู่ในใจจนถึงทุกวันนี้ ‘การเป็นพยาบาล ใครจะเป็นก็ได้ แต่การเป็นพยาบาลที่ดี มันเป็นกันยาก’ ภายใต้สภาวะเครียดและตื่นกลัวของผู้ป่วย แน่นอนว่าพยาบาลที่ใกล้ชิดเขา ย่อมได้รับความเครียดและกดดันไปด้วย การจะปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพในสภาวะแบบนั้น ต้องอาศัยจิตใจที่แข็งแกร่งและเปี่ยมไปด้วยเมตตา” 

แม้แต่เรื่องพื้นฐานอย่างการเจาะเลือด ก็มีจิตวิทยาพยาบาลซ่อนอยู่ “ถ้าเราเจาะเลือดผู้ป่วยครั้งแรกไม่สำเร็จ นั่นหมายถึงเขาต้องเจ็บอีกครั้งที่ต้องให้เราสอดเข็มเข้าไปในร่างกาย อาจารย์สอนให้เราคิดไว้เสมอว่าถ้าเป็นตัวเราเอง หรือเป็นญาติเรา เราอยากให้ญาติเราเจ็บซ้ำๆ มั้ย ดังนั้นต้องรอบคอบ ชีวิตคนหนึ่งคนฝากไว้กับเรา เราต้องรับผิดชอบชีวิตเขาอย่างสุดความสามารถ” เธอเอ่ยด้วยเสียงจริงจัง

ขึ้นปี 4 นักเรียนพยาบาลต้องฝึกงานต่ออีก 5 เดือน การปฏิบัติงานเหมือนพยาบาลในโรงพยาบาลทุกอย่าง และไม่มีอาจารย์พยาบาลมาคอยสอนหรือส่งเคสผู้ป่วยรายต่างๆ ให้อีกแล้ว ถือเป็นบททดสอบสุดท้าย ก่อนที่เหล่านักเรียนพยาบาลจะเรียนจบออกไปปฏิบัติหน้าที่บุคลากรสาธารณสุขจริงๆ

“ตอนนั้นเหลือเวลาฝึกงานอีกแค่เดือนเดียว เราก็จะเรียนจบเป็นพยาบาลวิชาชีพ ได้ทำงานดูแลคนอื่นอย่างที่ฝันไว้ แต่เราประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียก่อน ทำให้กระดูกสันหลังส่วนทรวงอกได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง ส่งผลให้ลำตัวและขาไม่รับรู้ความรู้สึก และไม่มีแรงที่จะเดินได้

“ความรู้ทั้งหมดที่เรียนมา ทำให้ประเมินด้วยตัวเองได้ทันทีว่าเราอาการหนัก ถึงคุณหมอจะยังไม่ยืนยัน แต่ในใจเราก็คิดว่าคงมีโอกาสที่จะกลับไปเดินไม่ได้อีก และถ้าเดินไม่ได้ เราก็จะเป็นพยาบาลไม่ได้อีกแล้ว เพราะตลอดเวลาที่ฝึกงาน เราต้องใช้ขาสองข้างเดินกระฉับกระเฉงดูแลผู้ป่วย ถ้าสูญเสียขาไป จะทำหน้าที่นี้ได้ยังไง ไม่ใช่แค่ความเจ็บปวดทางร่างกาย แต่สภาวะจิตใจมันสับสน หวาดวิตกไปหมด ยิ่งเรารู้ เราประเมินได้ เรายิ่งกลัว”

กรรณิการ์ ศรีวิจา พยาบาลบนวีลแชร์ผู้ทำภารกิจเยียวยาผู้คนเคียงบ่าเคียงไหล่ทีมแพทย์
กรรณิการ์ ศรีวิจา พยาบาลบนวีลแชร์ผู้ทำภารกิจเยียวยาผู้คนเคียงบ่าเคียงไหล่ทีมแพทย์

ยิวเล่าว่า เธอใช้เวลาทำกายภาพบำบัดทั้งหมดเกือบสองปี ความฝันที่จะได้เป็นพยาบาลวิชาชีพเลือนรางไปทีละน้อย

สองเดือนแรกหลังจากประสบอุบัติเหตุ การกายภาพบำบัดทำให้เธอกระดิกนิ้วเท้าได้เล็กน้อย จากนั้นเธอกลับมาอยู่บ้านในฐานะผู้ป่วยเรื้อรังที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ 

“ต้องมีคนมาพลิกตัวให้เราทุกๆ สองชั่วโมง อยากไปไหนก็ต้องมีคนอุ้มไป ยิ่งเห็นเพื่อนๆ ถ่ายรูปเรียนจบกัน ชีวิตที่วนอยู่กับการมีความหวังที่จะกลับไปเดินได้จึงหมดหวังไปเรื่อยๆ ทำให้เรายิ่งดาวน์ถึงขั้นมีภาวะซึมเศร้า

“จนถึงวันที่คิดได้ว่า เราต้องหยุดคิดเรื่องกลับไปเป็นพยาบาล สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือโฟกัสที่การรักษาตัวเองก่อน ทำยังไงถึงจะกลับไปดูแลตัวเองได้ ไม่มีขาแต่เรายังมีชีวิตอยู่ จึงตัดสินใจเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง 

“คุณหมอแนะนำให้เราลองฝึกใช้วีลแชร์ ขณะเดียวกันก็ฝึกกายภาพในการทรงตัว การเดิน การยืนไปด้วย ถือเป็นประโยชน์ทั้งสองทาง หกเดือนหลังจากนั้น วีลแชร์กลายเป็นขาที่พาเราออกจากความสิ้นหวัง และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเพจเฟซบุ๊ก ‘บันทึกจากวีลแชร์’

“ทุกวันนี้เราช่วยเหลือตัวเองได้หมด ขึ้นลงวีลแชร์ ใช้ชีวิตประจำวัน ทำงาน เดินทาง ท่องเที่ยว ทำกิจกรรมสนุกๆ เราไม่ขอความช่วยเหลือจากใครมาก ยกเว้นทางที่เราไปไม่ได้จริงๆ ถึงจะขอความช่วยเหลือ ทุกคนมีคุณค่าในตัวเอง แม้ว่าจะสูญเสียคุณค่าบางอย่างไป แต่เราสร้างคุณค่าบางอย่างเพิ่มขึ้นมาทดแทนได้เสมอ” ยิวเล่าพร้อมรอยยิ้ม

กรรณิการ์ ศรีวิจา พยาบาลบนวีลแชร์ผู้ทำภารกิจเยียวยาผู้คนเคียงบ่าเคียงไหล่ทีมแพทย์
กรรณิการ์ ศรีวิจา พยาบาลบนวีลแชร์ผู้ทำภารกิจเยียวยาผู้คนเคียงบ่าเคียงไหล่ทีมแพทย์

03

กำลังสำคัญของทีมแพทย์

ยิวเล่าว่าเพจเฟซบุ๊ก ‘บันทึกจากวีลแชร์’ ที่ตอนนี้มีผู้ติดตามกว่า 40,000 คน เดิมเป็นเพจที่เธอตั้งใจทำไว้ขายตุ๊กตา 

“ระหว่างที่รักษาตัว เราทำตุ๊กตาขายไปด้วย เพราะอยู่โรงพยาบาลนาน ถ้าอยู่เฉยๆ ไม่มีรายได้อะไรเลย เงินที่มีก็ร่อยหรอไปเรื่อยๆ ทีแรกก็ไม่กล้า เพราะพอถักได้แต่ไม่ได้เก่งอะไร เลยลองทำตุ๊กตาหน้าตาประหลาดๆ (หัวเราะ) สองตัวแรกโปรโมตในเพจเฟซบุ๊ก แล้วก็เขียนเล่าเรื่องตัวเองเอาไว้ ปรากฏว่ามีลูกค้าสนใจสั่งซื้อตุ๊กตา ยิ่งมีคนสั่ง เรายิ่งเก่งขึ้นเพราะได้ฝึกถักทุกวัน จากเดือนแรกได้เงินไม่กี่ร้อย ออเดอร์เพิ่มขึ้นเป็นหลายพันจนทำไม่ทัน บอกลูกค้าว่ามีคิว ลูกค้าก็รอ เราก็ถักมาจนถึงทุกวันนี้ 

“ในขณะเดียวกัน ก็มีคนเข้ามาให้กำลังใจและติดตามเพจเยอะขึ้นเรื่อยๆ มีน้องๆ ผู้พิการหลายคนทักมาปรึกษา เรื่องราวต่างๆ ที่เราโพสต์ไปไกลกว่าที่คิดมาก จนถึงวันหนึ่งที่เรารู้สึกว่าความสุขที่ได้รับ มันมากกว่าความทุกข์ที่เคยมีไปแล้ว ความเจ็บปวดทางร่างกายและใจ เปลี่ยนเป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต เราพร้อมกลับไปเป็นนักเรียนพยาบาลอีกครั้ง”

กรรณิการ์ ศรีวิจา พยาบาลบนวีลแชร์ผู้ทำภารกิจเยียวยาผู้คนเคียงบ่าเคียงไหล่ทีมแพทย์

ยิวอธิบายว่า พ.ร.บ.วิชาชีพพยาบาล ระบุไว้ในข้อสุดท้ายว่า “พยาบาลจะต้องไม่เป็นผู้ป่วยเรื้อรังที่มีอุปสรรคต่อวิชาชีพ โดยคณะกรรมการจะเป็นผู้พิจารณา”

“หลายคนถามว่าความพิการเป็นอุปสรรคต่อการเป็นพยาบาลหรือเปล่า แม้จะอยู่บนวีลแชร์ แต่เรายังทำหน้าที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเจาะเลือด ฉีดยา ทำแผล หรือให้อาหารทางสายยาง มีเพียงบางอย่างเท่านั้นที่ทำไม่ได้ ด้วยข้อจำกัดทางร่างกาย เช่น การยกตัวผู้ป่วย”

ยิวเล่าว่าเธอตัดสินใจเขียนฎีกาถึงสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทูลเกล้าฯ ถึงเรื่องราวของตัวเองที่ใฝ่ฝันจะช่วยเหลือผู้คนด้วยการเป็นพยาบาลวิชาชีพ แม้จะมีข้อจำกัดทางร่างกายบางส่วน แต่ยังมีความสามารถและใจที่มุ่งมั่นในการพยาบาลอย่างเต็มเปี่ยม และทำหนังสือส่งไปที่สภาการพยาบาล เพื่อขอพิจารณาการสอบใบประกอบวิชาชีพพยาบาล 

ต่อมาทางคณะกรรมการได้พิจารณาและตอบกลับมาว่า สิ่งที่เธอเป็นนั้นไม่ได้เป็นปัญหาต่อการปฏิบัติวิชาชีพ และยังมีงานในส่วนสาธารณสุขอีกมากมายที่เธอยังเป็นกำลังสำคัญของทีมแพทย์ได้

กรรณิการ์ ศรีวิจา พยาบาลบนวีลแชร์ผู้ทำภารกิจเยียวยาผู้คนเคียงบ่าเคียงไหล่ทีมแพทย์

04

พยาบาลวิชาชีพบนวีลแชร์

ยิวเป็นพยาบาลวิชาชีพมาเกือบสองปีแล้ว ทุกวันนี้เธอทำงานในแผนกผู้ป่วยนอก (OPD) เฉพาะทาง โรงพยาบาลสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่มีผู้มาใช้บริการนับพันคนต่อวัน 

“ปลายฤดูหนาว ช่วงต้นในการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 แต่ละวันโรงพยาบาลสันทรายรับผู้ป่วยไข้หวัดมากกว่าสามร้อยคน ส่วนใหญ่มีอาการไข้ ไอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ซึ่งเป็นอาการเดียวกับ COVID-19”

ในช่วงแรกการคัดกรองเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะมีผู้มารับบริการเยอะ และบุคลากรทางการแพทย์ยังไม่ทันตั้งตัวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เพียงไม่นาน พวกเขาก็ได้ดำเนินมาตรการเฉพาะกิจสำหรับการแพร่ระบาดในครั้งนี้อย่างทันท่วงที

“มีเคสหนึ่ง ผู้ป่วยหายใจเหนื่อยหอบ ทีมต้องซีพีอาร์ พยายามฟื้นชีพเขา เราช่วยผู้ป่วยได้สำเร็จ จากนั้นส่งตัวขึ้นไปถึงห้องไอซียู พอซักประวัติจากญาติผู้ป่วย ถึงเพิ่งทราบว่าผู้ป่วยไปคอนแท็กในพื้นที่เสี่ยงมา ทั้งทีมเลยโดนกักตัวและคัดกรองโรคกันทั้งหมด พอเจอเหตุการณ์นี้ โรงพยาบาลเราก็มีมาตรการทันที”

กรรณิการ์ ศรีวิจา พยาบาลบนวีลแชร์ผู้ทำภารกิจเยียวยาผู้คนเคียงบ่าเคียงไหล่ทีมแพทย์

ยิวอธิบายต่อว่า ตามปกติโรงพยาบาลจะมี OPD ทั่วไปและ OPD เฉพาะทาง แต่ตอนนี้มีคลินิกพิเศษเพิ่มขึ้นมานั่นคือ OPD ARI สำหรับการคัดกรอง COVID-19 โดยเฉพาะ ผู้ป่วยรายไหนมีอาการเข้าข่าย จะถูกส่งตัวมาที่คลินิกนี้เท่านั้น ห้ามไปส่วนอื่นของโรงพยาบาล โดยแพทย์และพยาบาลจะสวมใส่ชุดปฏิบัติการเต็มรูปแบบ 

“แม้ประเทศไทยจะยังไม่ประกาศการระบาดของเชื้อไวรัสเป็นเฟสที่สาม แต่โรงพยาบาลแต่ละแห่งก็มีข้อปฏิบัติที่รัดกุมในการคัดกรองโรคเป็นของตัวเอง เราวางแผนการทำงานกันอย่างละเอียด ประกอบกับพื้นฐานความรู้ด้านสาธารณสุข บุคลากรสาธารณสุขต่างรู้ว่าต้องปฏิบัติตัวยังไง เพื่อที่จะไม่ไปติดและเอาเชื้อไปแพร่ใส่คนที่บ้าน

“แต่ละโรงพยาบาลมีบริบทในการทำงานไม่เหมือนกัน ยิ่งเราเป็นโรงพยาบาลใหญ่ ก็ยิ่งต้องมีการวางแผนในโรงพยาบาลแน่นหนา ประชุมทุกวันและปรับเปลี่ยนแผนกันทุกวัน เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นแผนที่ดีที่สุด ซึ่งจะใช้ได้กับโรงพยาบาลเรา ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อยนะ แต่คุ้มค่าความเหนื่อย” 

ยิวบอกว่า จริงๆ ทีมสาธารณสุขไม่ได้กลัวหรือหวาดวิตกกับเชื้อไวรัสขนาดนั้น ตราบใดที่ผู้ป่วยเล่าความจริงทั้งหมด ตั้งแต่ประวัติการเดินทาง ไปจนถึงการใช้ชีวิตที่อาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เพื่อการรักษาและควบคุมเชื้อที่มีประสิทธิภาพที่สุด

 บอกความจริงเราเถอะ เราไม่ได้จะทำอะไร แค่เราจะพาไปห้องแยก ซึ่งไม่ได้น่ากลัว มีทีวีให้ดู (ยิ้ม) แต่เปิดแอร์ไม่ได้นะ เพราะเชื้อแพร่กระจายทางอากาศได้ เปิดได้แค่พัดลม รักตัวเองก็ต้องรักคนอื่นด้วย

โรงพยาบาลสันทรายรักษาผู้ป่วย COVID-19 หายไปแล้วหลายคน ตอนนี้มีผู้ป่วยได้รับการรักษายู่ 2 ราย และผู้สังสัยว่าจะติดเชื้ออีกหลายคนได้รับการกักตัวอยู่ที่โรงพยาบาล “บางทีผู้ป่วยหรือผู้ที่ถูกกักตัวเบื่ออาหารโรงพยาบาล เราก็ซื้ออาหารและขนมจากข้างนอกเข้ามาให้ เพราะรู้ว่าผู้ป่วยอยู่ในสภาวะเครียดและกลัว”

 ยิวพูดขึ้นยิ้มๆ เรานึกถึงประโยคแรกที่เธอบอก ‘ดูแลด้วยความห่วงใยเหมือนญาติมิตร’ นอกจากทักษะและความรู้แล้ว หัวใจของการพยาบาลคือความใส่ใจนี่เอง

กรรณิการ์ ศรีวิจา พยาบาลบนวีลแชร์ผู้ทำภารกิจเยียวยาผู้คนเคียงบ่าเคียงไหล่ทีมแพทย์

05

สองล้อที่จะก้าวเดินไป

เราอยากเรียนต่อเฉพาะทางเป็นพยาบาลเวชศาสตร์ฟื้นฟู เพราะมีประสบการณ์ตรง เราประสบอุบัติเหตุและเคยสูญเสียมาก่อน คนที่ประสบอุบัติเหตุใหม่และต้องสูญเสียอะไรบางอย่างไปในชีวิต ความเข้มแข็งของจิตใจเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

“เราจึงอยากใกล้ชิดและดูแลผู้ประสบอุบัติเหตุโดยตรง เพื่อพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิด ไม่ใช่แค่ในฐานะพยาบาล แต่ในฐานะเพื่อนที่ประสบมันมาเช่นกัน เราเองก็จะได้มุมมองที่จะนำไปพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานต่อไป”

“หัวใจของการเป็นพยาบาลคืออะไร” ยิวเอ่ยทิ้งท้าย 

“บางทีผู้ป่วยอาจจะเป็นคนแก่ที่อยู่บ้านคนเดียว แล้วเขาไม่รู้จะเล่าความทุกข์ให้ใครฟัง เรารับฟังอย่างเข้าใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเอาข้อมูลที่จะใช้รักษาเขามาให้ได้ครบถ้วน ถ้าเขาไม่เป็นอะไร เขาไม่มาโรงพยาบาลหรอก เขาไม่อยากเจ็บปวด เขาถึงมาหาเรา และเราเป็นคนที่ต้องหยิบยื่นความช่วยเหลือให้อย่างเต็มใจและตั้งใจ”

กรรณิการ์ ศรีวิจา พยาบาลบนวีลแชร์ผู้ทำภารกิจเยียวยาผู้คนเคียงบ่าเคียงไหล่ทีมแพทย์

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

ชัยวัฒน์ ทาสุรินทร์

โด้เป็นช่างภาพดาวรุ่งจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นที่รักของเพื่อนๆ และสาวๆ ถึงกับมีคนก่อตั้งเพจแฟนคลับให้เขา ชื่อว่า 'ไอ้โด้ FC'

Larger than Life

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

The Cloud x ไทยประกันชีวิต
Larger than Life แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

ครูยศ เหล่าอัน คือนักปลูกต้นไม้

ตลอดเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ชายคนนี้ปลูกต้นไม้ไปแล้วมากกว่า 1 ล้านต้นทั่วประเทศ

เขาชวนทุกคนปลูกต้นไม้ ด้วยวิธีที่แปลกประหลาด เรียบง่าย และได้ผลจริง แต่ใช่ว่าทุกคนจะยอมรับวิธีนี้ตั้งแต่ได้ฟังครั้งแรก

จะน่าเหลือเชื่อไปไหมหากฉันบอกว่า ใต้รากสาขาลึกลงไปในผืนดิน ต้นไม้ของครูยศ มีเถ้าอัฐิของผู้ล่วงลับถูกฝังอยู่ด้วย

แต่สุดท้ายต้นไม้จำนวน 1 ล้านต้น คงบอกได้ว่าสิ่งที่เขาทำ ส่งต่อไปสู่ผู้คนในสังคมได้ไกลขนาดไหน

เมื่อแรกเริ่ม ครูยศถูกมองว่าบ้าที่คิดจะทำ ‘โครงการปลูกต้นไม้ด้วยเถ้ากระดูก’ ด้วยความเชื่อต่อพิธีกรรมที่มีมาอย่างยาวนาน จนถึงความกลัวต่อวิญญาณผีสาง ทำให้แนวคิดของเขาถูกต่อต้านจากชาวบ้านทันที

ครูยศ เหล่าอัน

เจตนาดีของครูยศ คือต้องการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ชุมชน ส่งเสริมให้คนปลูกและดูแลต้นไม้ ที่สำคัญคือช่วยลดปัญหาขยะมลพิษในแหล่งน้ำจากการลอยอังคาร

ครูยศจึงลงมือทำ แม้จะถูกต่อต้าน ทำเพื่อพิสูจน์ว่าแนวคิดของเขาไม่ใช่เรื่องพิเรนทร์ที่เป็นไปไม่ได้

เขาเริ่มปลูกต้นไม้บนที่ดินสาธารณะรกร้างว่างเปล่า จากสิบเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสนต้น พิสูจน์จนชาวบ้านค่อยๆ ซึมซับและเข้าใจ ด้วยผลลัพธ์ที่สัมผัสได้อย่างอากาศบริสุทธิ์และร่มเงาไม้ใหญ่

จากเสียงต่อต้าน กลายเป็นความเชื่อถือและศรัทธาที่ขยายจากหมู่บ้านเล็กๆ ออกไปไกล เถ้าอัฐิจำนวนมากมายถูกส่งมาจากทุกสารทิศ เพื่อให้ครูยศนำไปปลูกต้นไม้

ครูยศ เหล่าอัน

ชีวิตคือการเดินทาง และการเดินทางที่ใช้เวลาชั่วชีวิตคือการมุ่งหน้ากลับไปสู่สภาวะแท้จริง สภาวะที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ” ครูยศกล่าวขึ้นขณะพาฉันเดินฝ่าดงไม้ลึกเข้าไป

ที่นี่คือวัดป่าโรจธรรม จังหวัดขอนแก่น สองข้างทางเรียงรายไปด้วยต้นไม้ที่อุดมสมบูรณ์อย่างสวนป่า ใต้รากสาขาของต้นไม้ทุกต้นมีเถ้ากระดูกมนุษย์ ชิ้นส่วนแห่งชีวิตที่ถูกคืนกลับสู่ผืนดิน ให้เป็นสภาวะแท้จริงที่เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ 

“ทุกชีวิตเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป แต่เราสามารถสร้างประโยชน์เป็นบุญกุศลให้โลกใบนี้ได้ แม้สิ้นชีวิตไปแล้วก็ตาม ต้นไม้ที่เจริญงอกงามจากเถ้าถ่านอัฐิจะคงอยู่ต่อไป เพื่อผลิตออกซิเจน มอบความชุ่มชื้น และแผ่กิ่งก้านสาขาอย่างเมตตา เป็นที่พักพิงอาศัยแก่เพื่อนร่วมโลก” ครูยศเอ่ยขึ้น

ต้นไม้แห่งความศรัทธาได้ถูกปลูกขึ้นในใจของผู้คน และจะผลิดอกออกผลไปอีกแสนนาน

01

ที่มาของความเชื่อ

ทางพุทธศาสนา เมื่อมนุษย์สิ้นลมหายใจร่างกายจะถูกนำไปประกอบพิธีฌาปนกิจด้วยการเผา จนสุดท้ายเหลือเพียงเถ้าถ่านอัฐิที่จะถูกนำไปลอยอังคารในแม่น้ำหรือมหาสมุทร เพื่อส่งดวงวิญญาณของผู้วายชนม์ไปสู่ภพภูมิที่ดี 

เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ครูยศเห็นชาวบ้านนำอัฐิของเหล่าผู้ล่วงลับไปลอยอังคารในแม่น้ำชีที่แห้งขอดในฤดูแล้ง ผ้าขาว หม้อ ไห ถุงปุ๋ย ติดอยู่ตามเกาะแก่งแม่น้ำ แม้แต่อัฐิยังถูกโปรยลงบนพื้นดินแตกระแหงที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นลำน้ำ นอกจากจะเป็นภาพที่น่าสลดใจแล้ว ภาชนะและข้าวของที่ติดอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติเหล่านั้นยังเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม 

“เริ่มจากความเมตตาและสงสาร เมื่อเห็นอัฐิของผู้วายชนม์ถูกนำไปกองทิ้งไว้ตามแหล่งน้ำที่แห้งขอดช่วงฤดูแล้ง เพราะเถ้าถ่านเหล่านั้นก็คือคน แทนที่ผู้วายชนม์จะได้ไปเกิดดีมีสุข กลับมาถูกมองในแง่ไม่ดีงาม”

หลังเฝ้าสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่หลายปี ครูยศจึงเกิดความคิดว่า ในเมื่อแก่นแท้ของการลอยอังคารคือการกลับคืนสู่ธรรมชาติผ่านสายน้ำของมนุษย์คนหนึ่ง การกลับคืนสู่ธรรมชาติผ่านธาตุชนิดอื่นอย่าง ‘ดิน’ ก็ถือเป็นการเข้าถึงแก่นแท้นี้ไม่ต่างกัน

โครงการปลูกต้นไม้ด้วยเถ้ากระดูก ของชุมชนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ จึงถือกำเนิดขึ้น 

“ถ้าเรานำอัฐิเหล่านั้นไปผสมกับดินเป็นส่วนหนึ่งของการปลูกต้นไม้ คืนร่างกายมนุษย์กลับคืนสู่แผ่นดิน คืนชีวิตกลับสู่ธรรมชาติ น่าจะเป็นบุญกุศลมากกว่ามาทิ้งไว้เช่นนั้น ซึ่งก็เหมือนกับคืนสู่น้ำในการลอยอังคารตามความเชื่อดั้งเดิมของศาสนาพุทธ” 

แนวคิดการนำเถ้ากระดูกมาปลูกต้นไม้ของครูยศ ถูกต่อต้านจากคนในชุมชนทันที เพราะแม้จะมีเจตนาดี แต่ด้วยความเชื่อต่อพิธีกรรมที่มีมาอย่างยาวนาน จนถึงความกลัวต่อวิญญาณผีสาง ทำให้แนวคิดดังกล่าวดูแหวกแนวไปมากสำหรับคนเมื่อ 30 ปีก่อน

“ผมเลยเริ่มจากการลงมือทำเลย ทำให้ชาวบ้านดู พิสูจน์ให้เขาเห็น” ครูยศเล่า 

วัดตามชนบทสมัยนั้นมีทั้งวัดที่มีเมรุเผาศพและวัดที่ไม่มีฌาปนสถานจึงใช้เพียงกองฟอนแบบโบราณ กองฟอนคือการเอาไม้เนื้อแข็งมาสุมรวมกันเป็นทรงสี่เหลี่ยมคล้ายคอกหมูเพื่อวางหีบศพแล้วเผา เมื่อเผาเสร็จก็จะมีเถ้าถ่านอัฐิหลงเหลืออยู่ในบริเวณ

ครูยศ เหล่าอัน

“ผมก็ไปเก็บเถ้ากระดูกแถวเมรุบ้าง กองฟอนบ้าง มาปลูกต้นไม้บนที่ดินสาธารณะรกร้างว่างเปล่าตามหมู่บ้าน โดยเฉพาะวัดและบริเวณรอบๆ อย่างป่าช้าเก่า ซึ่งมีพื้นที่ว่างสามารถปลูกต้นไม้ได้ ผมก็จะขออนุญาตเจ้าอาวาสวัดก่อนเข้าไปปลูกทุกครั้ง โดยเน้นพืชสมุนไพรและไม้ยืนต้น จากสิบเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสนต้น

02

พลังแห่งศรัทธา

“ชาวบ้านค่อยๆ ซึมซับและเข้าใจจากผลลัพธ์ที่เราทำ เห็นความร่มรื่น สัมผัสอากาศบริสุทธิ์ จากต้นไม้ที่ปลูกไว้ตามพื้นที่ว่างไม่ได้ใช้ประโยชน์ของชุมชน จากที่ชาวบ้านมองว่าครูยศนี่บ้า (หัวเราะ) เขาก็เริ่มให้ความเชื่อถือและเล่ากันปากต่อปาก จากบ้านสู่บ้านเพื่อนำอัฐิมาบริจาค บ้านไหนอยู่ใกล้ก็หอบมาให้ ส่วนคนอยู่ไกลก็ติดต่อทางจดหมาย ส่งอัฐิเป็นพัสดุไปรษณีย์มา

“ตอนที่แม่ผมถึงแก่ความตาย ผมนำอัฐิของแม่มาผสมดินปลูกต้นไม้บนที่นาของตัวเอง เขียนป้ายชื่อแม่อย่างดี ระบุวันเกิดวันตาย และปักไว้ข้างๆ ต้นไม้ที่งอกเงยขึ้นจากเถ้ากระดูกของท่าน ต้นไม้ของแม่โตวันโตคืนให้ร่มเงาลูกหลานในอาณาบริเวณบ้าน” 

ครูยศ เหล่าอัน

โครงการปลูกต้นไม้ปลูกป่าด้วยเถ้ากระดูกเริ่มเป็นที่รู้จัก จากแค่ในตำบลก็ขยายไปยังต่างจังหวัด ครูยศได้รับการติดต่อจากชาวบ้านและผู้นำชุมชนจำนวนมากที่ศรัทธาและสนใจอยากร่วมโครงการ 

“ผมสนับสนุนให้คนปลูกต้นไม้บนที่ดินของตัวเอง ตามหัวไร่ปลายนาที่บรรพบุรุษหาที่ดินที่ดอนไว้ให้ คุณมีกินมีใช่ทุกวันนี้เพราะพ่อแม่ให้ คุณกล้าไหมที่จะปลูกต้นไม้ให้ท่าน ถ้ากล้าผมจะไปทำพิธีปลูกให้ แต่ถ้าไม่กล้า อยากบริจาคอัฐิก็ส่งมา ผมจะปลูกให้ บางหมู่บ้านเก็บเถ้าถ่านอัฐิผู้วายชนม์ไว้เป็นร้อยห่อ รอผมและคณะไปทำพิธีปลูกให้ ซึ่งพิธีก็เรียบง่ายมาก ไม่สิ้นเปลืองเลย” ครูยศกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

03

ป่าในวัดป่า

ที่ดินทั้ง 20 ไร่ ของวัดป่าโรจนธรรมแห่งนี้เป็นพื้นที่ไร่นาเดิมของชาวบ้านที่บริจาคให้โครงการมาทำวัดป่า แบ่งการใช้งานเป็นอาสนสถานและที่พักสงฆ์ประมาณ 5 ไร่ ที่เหลือปลูกต้นไม้ และขุดบึงเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้รดต้นไม้ในฤดูแล้ง ที่นี่ไม่ใช้น้ำประปาใช้น้ำจากบ่อดินธรรมชาติ ไม่มีไฟฟ้า และการบิณฑบาตทุกเช้าจะต้องเดินเท้าเข้าหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ห่างออกไป 5 กิโลเมตร 

ไม่มีป้ายหรือกำแพงวัด ถ้าใครบังเอิญขับรถหลงจากทางหลวงลึกเข้ามา คงคาดไม่ถึงว่าที่นี่คือวัด และเป็นวัดที่ทำหน้าที่เสมือนโอเอซิสให้ร่มเงาและเก็บกักความชุ่มชื้นมหาศาลเอาไว้ บนพื้นที่เกษตรกรรมขนาดมหึมาสุดลูกหูลูกตาที่แทบไม่มีไม้ยืนต้นอยู่เลย

ครูยศ เหล่าอัน

ครูยศพาฉันเดินสำรวจสวนป่าในบริเวณวัด ยิ่งลึกยิ่งร่มรื่น เรือนยอดของไม้พะยูงจำนวนนับพันต้นทำหน้าที่เป็นหลังคาธรรมชาติกันเปลวแดดร้อนเปรี้ยง เศษใบและกิ่งไม้ที่ร่วงหล่นทับถมกันช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในผืนดิน เป็นที่อยู่อาศัยให้สรรพสัตว์ร่วมโลก

“ต้นพะยูงพวกนี้ เพิ่งปลูกไปเมื่อไม่นาน อายุราว 4 – 5 ปี” ครูยศอธิบายต่อถึงวิธีคัดเลือกสายพันธุ์ต้นไม้ที่จะนำมาเข้าร่วมโครงการ ว่าต้องเป็นพันธุ์พืชพื้นถิ่นดั้งเดิมที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศมาตั้งแต่โบราณ พื้นที่จะถูกกับดินฟ้าอากาศ ทางภาคอีสานมีพวกประดู่ ยางนา ไม้แดง เพียงเมล็ดได้รับความชุ่มชื้นก็จะแตกหน่อเติบโตอย่างแข็งแรงโดยธรรมชาติ เพราะอุณหภูมิและปัจจัยต่างๆ พอเหมาะกับพันธุ์พืชนั้นๆ 

“ถ้ามีการระบุสายพันธุ์ไว้ในพินัยกรรมของผู้วายชนม์ ผมก็จะปลูกให้ตามความประสงค์นั้น บางคนพูดไว้ก่อนตาย ชีวิตผมได้ดิบได้ดีเพราะทุเรียน ปลูกต้นทุเรียนด้วยเถ้ากระดูกผมนะ หรือบางคนอยากได้ต้นพะยูง เพราะจะได้ช่วยพยุงชีวิตของลูกหลานให้มั่นคง

“ที่สำคัญคือ เราต้องการให้มีระบบนิเวศ มีต้นไม้หลากหลายชนิดปลูกแซมกันอยู่ในพื้นที่เดียว เพราะมันจะทำให้พวกนก หนู ปู แมลง มดแดง หรือนก มาพึ่งพิงอาศัย”

04

คืนสู่สามัญ

วันนี้จะมีพิธีปลูกต้นไม้ด้วยเถ้าถ่านอัฐิจากผู้วายชนม์จำนวน 13 ท่าน

“เราจะเริ่มด้วยการทำพิธีกรรมทางศาสนาก่อน เป็นพิธีที่เรียบง่ายทว่าสำคัญและศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้เกียรติผู้วายชนม์

เริ่มด้วยนิมนต์พระบังสกุล อนิจจา วต สังขารา อุปปาทวยธัมมิโน อุปปัชชิตวา นิรุชชันติ เตสัง วูปสโม สุโข พระสงฆ์ก็จะไปยืนพิจารณา สักวันไม่ว่าอาตมาหรือโยมก็ต้องมีสภาพนี้เหมือนกัน

จากนั้นถวายจัตุปัจจัยให้พระภิกขุสงฆ์ ก่อนจะเข้าสู่พิธีปลูกต้นไม้ พระสงฆ์รูปไหนอยากร่วมปลูกด้วย ก็เชิญจับจอบจับเสียมลงแปลงสวนป่าพร้อมญาติโยมได้เลย” ครูยศกล่าวยิ้มๆ

ในการปลูกต้นไม้ ครูยศจะขุดหลุมขนาดกว้าง 50 ลึก 50 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และจอกแหนที่เก็บขึ้นมาจากแอ่งน้ำธรรมชาติ มารองก้นหลุมเอาไว้ ไม่ต้องใช้สารเคมีใดๆ จากนั้นนำเถ้าถ่านอัฐิผู้วายชนม์ผสมเข้ากับวัตถุดิบธรรมชาติที่ใช้รองก้นหลุมเหล่านั้น พร้อมอธิษฐานจิต   

ครูยศ เหล่าอัน
ครูยศ เหล่าอัน

“ขอให้ท่านผู้บริจาคสรีระร่างกาย เถ้าถ่านอัฐินี้ จงไปเกิดดีมีสุขในสัมปรายภพเบื้องหน้า บุตรหลานของท่านเบื้องหลังก็ขอให้มีความสุขความเจริญเช่นกัน บัดนี้ชมรมอนุรักษ์และคณะทั้งหลายจะปลูกต้นไม้เป็นเกียรติ เป็นอนุสรณ์ให้กับท่าน”

เมื่ออธิษฐานจบก็ลงมือปลูกด้วยกระบวนอย่างการปลูกต้นไม้ทั่วไป ญาติโยมและพระสงฆ์ร่วมไม้ร่วมมือกันเอากล้าไม้ลงหลุมที่จัดเตรียมเอาไว้ กลบดินให้แน่น เป็นอันเสร็จพิธี

ครูยศ เหล่าอัน

ในเถ้ากระดูกประกอบไปด้วย ธาตุไนโตรเจน โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียม ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ต้นไม้แตกรากได้ดี ช่วยเร่งการออกดอกผล นอกจากนี้ เถ้ากระดูกมีความเป็นด่างเล็กน้อย ทำให้เมื่อผสมลงในดินที่เป็นกรดจะช่วยปรับปรุงคุณภาพของดิน

ลูกหลานผู้วายชนม์ท่านไหนอยากปักป้ายระบุชื่อ วันเกิด วันตาย อายุ ไว้ข้างต้นไม้ ก็สามารถทำได้เพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงผู้ล่วงลับ แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ต้องการระบุชื่อ ปล่อยให้เถ้าถ่านอัฐิได้ผสมผสานไปเป็นส่วนหนึ่งของดิน อย่างการเป็นส่วนหนึ่งของน้ำในพิธีลอยอังคาร

ครูยศ เหล่าอัน

“ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน นับถือศาสนาอะไร ก็สามารถบริจาคเถ้าถ่านอัฐิมาปลูกต้นไม้ได้ มีชาวต่างชาติจำนวนมากทั้งชาวยุโรป ชาวอเมริกัน ที่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธเข้าร่วมโครงการนี้ บางท่านอยู่เมืองไทย มีภรรยาเป็นคนไทย เขาก็บอกไว้ก่อนเสียชีวิตเลยว่าถ้าเขาเป็นอะไรไปไม่ต้องส่งร่างกลับประเทศเขานะ ให้เอาเถ้ากระดูกไปปลูกต้นไม้แทน

“ช่วงขวบปีแรกของการปลูกเราอาจจะต้องรดน้ำดูแลกล้าไม้ แต่เมื่อพ้น 5 ปีแรกไปแล้วต้นไม้จะดูแลเรา ผลิตออกซิเจน ปรับสภาพอากาศ ดูแลระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม พวกเราจะอาศัยพึ่งใบบุญของป่านี้ไปอีกชั่วลูกชั่วหลาน

“ถ้าคุณมีโอกาสกลับมาที่วัดป่านี้ในอีก 2 – 3 ปีข้างหน้า ต้นไม้อายุน้อยที่เห็นอยู่นี้จะเติบโตเป็นไม้ใหญ่เขียวชอุ่มยิ่งกว่าเดิม อาณาบริเวณของวัดป่าจะร่มรื่นรมณียาเหมือนกับในสมัยพุทธกาล”

05

ปลูกต้นไม้ในใจคน

“ผมเป็นเด็กวัด ได้ซึมซับความรู้ทางพระพุทธศาสนาตั้งแต่เด็ก วัดสมัยโบราณจะมีความร่มรื่น ไม่ได้มีอาคารสิ่งก่อสร้างมากอย่างในปัจจุบัน ผู้คนเข้าไปแล้วจะรู้สึกร่มเย็น สามารถปลดเปลื้องความทุกข์ได้ เราจึงอยากให้โครงการปลูกต้นไม้ปลูกป่าด้วยเถ้ากระดูกนี้ได้ไปสร้างความร่มรื่นให้หลายๆ วัดเป็นรมณียสถาน เพื่อถวายพระพุทธเจ้าผู้ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานในผืนป่า”

ครูยศเป็นคนที่มีแนวคิดอนุรักษ์มาตั้งแต่เด็ก ตอนอายุ 12 ปี สมัยเป็นเด็กวัดที่วัดโพธิ์ชัย จังหวัดมหาสารคาม มีคหบดีผู้มีอันจะกิน นำหน่อพระศรีมหาโพธิ์จากประเทศอินเดียมาทอดกฐินให้วัด แต่ก็ไม่มีคนปลูก จนเวลาผ่านไปหลายเดือน ในที่สุดครูยศจึงตัดสินใจที่จะปลูกหน่อพระศรีมหาโพธิ์เอง โดยตั้งอธิษฐานจิตว่า “หากข้าพเจ้าจะมีบุญวาสนาได้พึ่งพาอาศัยพระพุทธศาสนา ขอให้ต้นโพธิ์ที่ข้าพเจ้าปลูกจงเจริญงอกงามสืบไป”

50 ปีต่อมา ต้นโพธิ์ดังกล่าวยังคงอยู่และเติบโตแผ่กิ่งก้านสาขา ใครไปใครมาก็ต้องไปพึ่งร่มเงา ครูยศจึงเป็นคนรักต้นไม้มานับจากนั้น

เมื่อเติบโตขึ้น ครูยศตระเวณปลูกต้นไม้ตามป่าสาธารณประโยชน์ ที่ดินรกร้าง ในหลายจังหวัดทางภาคอีสาน หลังจบวิทยาลัยครู วิชาเอกเกษตรกรรม ครูยศก็มารับราชการครู นอกจากปลูกฝังเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เด็กๆ แล้ว ยังได้นำคณะนักเรียนและครูร่วมกันเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ชุมชน โดยเน้นปลูกต้นไม้ในวัด ป่าช้า โรงเรียน และที่ดินสาธารณะรกร้างตามหมู่บ้าน และส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกสวนป่าในพื้นที่ตนเอง

“ผมอึดอัดมาก เวลาเห็นบางหน่วยงานจัดงานปลูกต้นไม้เอาหน้าแบบสักงับ สักงับเป็นภาษาอีสานแปลว่า ขุดหลุมตื้นๆ ซึ่งตรงกับการกระทำของหน่วยงานเหล่านั้น คือเอาต้นไม้ลงดินโดยไม่ตระเตรียมหลุม ไม่ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักที่จะเป็นสารอายุให้ต้นไม้ แค่เอารากลง ถ่ายภาพ แล้วก็จากไปตลอดกาล

“ผมเสียดายงบประมาณราชการที่มาสูญเสียให้กับความฉาบฉวยเหล่านี้ปีละหลายล้านบาท

ผมจึงไปอาสาออกแบบการปลูกต้นไม้ ให้คำแนะนำการทำสวนป่า สวนสาธารณะประโยชน์กับองค์การบริหารส่วนต่างๆ ทั่วประเทศ ผมไม่รอให้ใครมาเปลี่ยน ผมลงมือทำเดี๋ยวนั้น เพื่อหวังว่าสิ่งเล็กๆ ที่ทำจะช่วยประเทศ ช่วยโลกได้

“ชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีคณะทำงานหลัก 15 คน ตั้งแต่พระภิกษุสงฆ์ไปจนถึงนักเรียนนักศึกษา และเรามีสมาชิกชมรม 1 พันกว่าคนทั่วประเทศ ผมปลูกฝังและกระจายงานออกไป เพราะผมทำอยู่คนเดียว รู้อยู่คนเดียว วันหนึ่งผมตายขึ้นมา โครงการนี้ก็จะไม่ได้ไปต่อ ซึ่งนั่นคือความไม่ยั่งยืน” ครูยศกล่าว

06

กุศโลบายเพื่อวันพรุ่งนี้

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ปลูกต้นไม้ด้วยเถ้ากระดูกไปแล้ว 1,030,047 ต้น มีการลงทะเบียนใส่หมายเลขไว้อย่างเป็นระบบ สามารถตรวจสอบได้

“ปลูกต้นไม้ใช้เวลาไม่กี่ปีก็ได้เก็บผลกิน แต่การเปลี่ยนแนวคิดเพื่อปลูกต้นไม้ในใจคนนั้นใช้เวลาและความอดทนอย่างมหาศาล ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อย แต่ท้อไม่ได้ เพราะได้ตั้งปณิธานที่จะคืนบุญคุณให้แผ่นดิน คืนความอุดมสมบูรณ์ คืนพื้นที่สีเขียวให้ผืนป่าจนกว่าชีวิตจะหาไม่ เมื่อถึงวันนั้นก็เอาเถ้าถ่านจากร่างกายผมมาเป็นปุ๋ยต้นไม้”

อีกหนึ่งปัญหาที่ครูยศให้ความสำคัญคือ ปัญหาขยะในผืนป่า “คนทุกวันนี้มักง่าย เอาป่ามาเป็นที่ทิ้งขยะ บางคนเข้ามาท่องเที่ยว บางคนเข้ามาเก็บผลผลิตจากป่าไปประทังชีวิต ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติแต่กลับทิ้งภาระมลพิษไว้เบื้องหลัง”

ชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงร่วมกับภาครัฐ ภาคประชาชน และองค์กรเอกชนหลายแห่ง จัดทำโครงการเก็บขยะออกจากป่า คืนเทวดาให้ต้นไม้ ซึ่งเป็นการชวนอาสาสมัครเข้าไปช่วยกันเก็บขยะสิ่งแปลกปลอมออกจากผืนป่า

“ป่าเป็นแหล่งผลิตต้นน้ำและออกซิเจน เมื่อป่าสะอาด คนก็ได้รับผลผลิตบริสุทธิ์ไปด้วย ในอีกแง่ ซึ่งจะมองเป็นกุศโลบายก็ได้ คือเมื่อป่าสะอาด เทพบุตร เทพธิดา เจ้าป่าเจ้าเขา จะได้ความร่มเย็นและได้พลังในการปกปักรักษาป่าดังเดิม

เมื่อเดือนที่ผ่านมา ป่าชุมชนภูกระแต จังหวัดมหาสารคาม กลายเป็นป่าปลอดขยะแห่งแรกของประเทศไทย ทั้งที่แต่ก่อนเป็นที่ทิ้งขยะ มีขยะสะสมที่คนเอามาทิ้งไว้เป็นร้อยๆ ตัน หลังจากช่วยกันกำจัดขยะออกจากป่าจนหมด

เราก็เอาโครงการปลูกต้นไม้ปลูกป่าด้วยเถ้ากระดูกเข้าไปเพิ่มปริมาณต้นไม้ เท่านั้นแหละ ไม่มีใครกล้านำขยะมาทิ้งอีกเลย เพราะกลัวสิ่งที่ดูแลรักษาต้นไม้อยู่ครูยศทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

รักอิสระ มุกดาม่วง

เป็นคนจังหวัดอุดรธานี-ถิ่นภาคอีสาน โดยกำเนิด รักอิสระเคยดร็อปเรียนตอนมัธยมแล้วไปเป็นเด็กล้างจานที่ร้านอาหารไทยในอเมริกา 1 ปี ชอบเดินทางท่องเที่ยว ถ่ายรูป และสนใจภาพเชิงสารคดีเป็นพิเศษ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load