“ทุกคนในเมืองรู้สึกได้ว่าอากาศร้อน มลพิษเยอะ รถติด พอฝนตกทีก็น้ำท่วมขัง ทุกอย่างมันกำลังบอกว่า การพัฒนาเมืองที่ผ่านมาอาจไม่ถูกทาง แล้วจากนี้เราจะเดินต่อกันต่อยังไง เราจะยังสร้างเมืองของรถยนต์ ที่เต็มไปด้วยตึกคอนกรีต หรือเราจะเริ่มมองหาหนทางที่จะปรับเปลี่ยนเมืองให้ดีขึ้น” ยศ-ยศพล บุญสม ภูมิสถาปนิกผู้ก่อตั้ง we!park ตั้งคำถาม

แล้วใครกันจะมาเป็นผู้ปรับเปลี่ยนให้ชีวิตดีๆ ที่ลงตัวในเมืองของพวกเราดีขึ้น

ยศบอกว่า ‘ทุกคน’ มีส่วนร่วมกับเรื่องนี้ได้

we!park คือเครือข่ายที่ตั้งใจชวนทุกคน มาช่วยกันสร้างพื้นที่สีเขียวสาธารณะให้เกิดขึ้นมากเท่าที่จะทำได้ โดยใช้แนวคิด Win Win Solution ที่ทำให้ทุกภาคส่วนในสังคม ตั้งแต่ภาครัฐ เอกชน จนถึงประชาชน ได้รับผลประโยชน์โดยพร้อมเพรียงกัน เมื่อทุกคนวิน แล้วใครจะไม่อยากมาร่วมด้วยช่วยกัน สร้างพื้นที่ที่จะทำให้คุณภาพชีวิตในเมืองดีขึ้นล่ะ จริงไหม

we!park โปรเจกต์เพิ่มพื้นที่สีเขียวที่ทุกคนสร้างชีวิตดีและวินได้โดยไม่ต้องรอรัฐบาล, ยศ-ยศพล บุญสม shma

เราจะไปคุยกับยศ ถึงกลยุทธ์ของในการสร้างแรงจูงใจให้หลากหลายองค์กรยินดีมาร่วมมือ หาหนทางสร้างพื้นที่สีเขียวสาธารณะ โดยเฉพาะการตั้งหมุดหมาย Green Bangkok 2030 ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในการเพิ่มจำนวนและคุณภาพพื้นที่สีเขียวในเมือง ไปจนถึงการทำงานกับชุมชนและคนรุ่นใหม่ของ we!park ที่จะกลายมาเป็นผู้ขับเคลื่อนเมืองในอนาคตต่อไป

01

ทำไมพื้นที่สีเขียวดีๆ เกิดขึ้นยากจัง

ยศเล่าว่าเขาเป็นภูมิสถาปนิกที่ทำงานเรื่องภูมิทัศน์เมือง ออกแบบพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะ เมื่อทำมาเรื่อยๆ ก็สงสัยว่า ทำไมพื้นที่สาธารณะดีๆ ในประเทศไทยถึงไม่ค่อยเกิดขึ้นเลย จนได้ไปทำงานกับสำนักงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ซึ่งทำงานเสนอนโยบายในภาคประชาชน 

จึงเริ่มเข้าใจว่า ถ้าอยากให้พื้นที่สาธารณะดีๆ เกิดขึ้น จะต้องเริ่มตั้งแต่การกำหนดนโยบายของภาครัฐ การสร้างกลไกการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของสังคม การจัดหางบประมาณ และการหาทุนสนับสนุน 

ซึ่งกระบวนการที่ว่าเหล่านั้นเกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือไม่มีการบูรณาการร่วม ต่างฝ่ายต่างทำงานของตัวเองไป ยศยกตัวอย่างว่า บางทีภาครัฐมีที่ดินแต่ไม่มีงบประมาณ ในขณะที่เอกชนมีงบประมาณ แต่ไม่มีผู้ออกแบบที่มีองค์ความรู้ ในขณะที่ผู้ออกแบบมีองค์ความรู้ แต่ไม่รู้จะเข้ามาช่วยได้อย่างไร เพราะอย่างนี้ พื้นที่สาธารณะดีๆ จึงไม่ค่อยเกิดขึ้นในบ้านเรา

“ที่ผ่านมานโยบายของภาครัฐไม่ได้พูดถึงพื้นที่สีเขียวสาธารณะตรงๆ แต่เน้นพูดเรื่องปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่สีเขียวเสียมากกว่า อย่างบางทีรัฐมีงบประมาณปรับปรุงภูมิทัศน์ แต่เมื่อใช้ระบบ Top Down ไม่ได้ผ่านกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วมกับชุมชน ผลลัพธ์จึงออกมาเป็นเสาไฟหรือเขื่อนคอนกรีต ซึ่งการปรับปรุงรูปแบบนี้อาจไม่ใช่คำตอบ

we!park โปรเจกต์เพิ่มพื้นที่สีเขียวที่ทุกคนสร้างชีวิตดีและวินได้โดยไม่ต้องรอรัฐบาล, ยศ-ยศพล บุญสม shma

ยศยกตัวอย่างงานที่เขาเคยมีโอกาสทำงานกับชุมชน เพื่อพัฒนาพื้นที่รกร้างจนกลายเป็นลานกีฬาพัฒน์ ทั้งที่ใต้ทางด่วนย่านอุรุพงษ์และชุมชนคลองจั่น เป็นลานกีฬาที่ผ่านกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วม เมื่อคนรู้สึกเป็นเจ้าของ เพราะตรงกับความต้องการจริงๆ เมื่อเข้ามาใช้ เขาก็จะช่วยกันดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง

“เราตระเวนคุยกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ได้รู้ Pain Point ที่แตกต่างกันของพวกเขา อย่าง กทม. ทั้งๆ ที่เป็นหน่วยงานสำคัญในการกำหนดนโยบายพื้นที่สีเขียว แต่ทั้งองค์กรไม่มีนักออกแบบอยู่เลย หรือเอกชนที่มีงบประมาณอยู่ในมือ ก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปลงทุนตรงไหน ติดต่อใคร แล้วจะแน่ใจได้ยังไงว่าการลงเงินนั้น จะเกิดประโยชน์และยั่งยืนจริง” 

we!park โปรเจกต์เพิ่มพื้นที่สีเขียวที่ทุกคนสร้างชีวิตดีและวินได้โดยไม่ต้องรอรัฐบาล, ยศ-ยศพล บุญสม shma

we!park จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นแพลตฟอร์มที่จะเชื่อมทุกภาคส่วนเข้าหากัน มีการพูดคุยกันระหว่างผู้ที่ต้องการขับเคลื่อนเพื่อแชร์ทรัพยากร เพื่อให้เกิดการบูรณาการร่วม และเกิดเป็นพื้นที่สีเขียวสาธารณะที่จับต้องได้ และตอบสนองความต้องการของทุกคนจริงๆ

02

กลยุทธ์ที่ทุกคนวิน

กลยุทธ์ของ we!park เริ่มจากหาพื้นที่ว่างที่ไม่ถูกใช้ประโยชน์ โดยอาจเป็นพื้นที่เศษเหลือจากการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ พื้นที่ใต้ทางด่วน พื้นที่ใต้สะพาน ไปจนถึงพื้นที่รกร้าง ซึ่งเจ้าของพื้นที่ดินยินดีมอบให้เป็นสาธารณะประโยชน์ (ไม่จำเป็นต้องบริจาคให้ถาวร แต่เป็นลักษณะให้ยืมพื้นที่ในช่วงเวลาหนึ่ง)

จากนั้น we!park รับหน้าที่ลงไปศึกษาพื้นที่ มีการดึงคนรุ่นใหม่อย่างนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ เข้ามาทำกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วมกับชุมชน (Participatory Design) 

we!park โปรเจกต์เพิ่มพื้นที่สีเขียวที่ทุกคนสร้างชีวิตดีและวินได้โดยไม่ต้องรอรัฐบาล, ยศ-ยศพล บุญสม shma

เมื่อได้ข้อสรุป ก็จัดหางบประมาณมาปรับปรุงพื้นที่รกร้างให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียวสาธารณะที่ออกแบบโดยชุมชน โดยมีภาครัฐหรือเอกชนเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ เช่น กทม. ก็เป็นพาร์ตเนอร์หลักที่ช่วยในเรื่องงบประมาณบำรุงรักษา

“ที่ผ่านมา เราไม่ได้บูรณาการการใช้ที่ดินในเมือง ซึ่งยังเป็นขององค์กรใหญ่ๆ อย่างกรมธนารักษ์ การรถไฟไทย การทางพิเศษ หน่วยงานราชการ รวมถึงบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ที่ดินเหล่านี้มีศักยภาพที่ควรจะเปิดโอกาสให้คนได้เข้าไปใช้ประโยชน์ ความท้าทายคือจะพัฒนาที่ดินอย่างไรให้มีประสิทธิภาพทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคมไปพร้อมกัน

“อย่างที่ประเทศสิงคโปร์ เขามีกลไกในเชิงนโยบายที่ระบุชัดเจนเลยว่า ถ้าคุณสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างหนึ่งอาคาร คุณจะต้องชดเชยพื้นที่สีเขียวที่เสียไป ชดเชยด้วยการสร้างพื้นที่สีเขียวที่ผนังอาคาร สวนดาดฟ้า ระเบียง นอกจากนี้คุณจะต้องเปิดพื้นที่เป็นสาธารณะด้วย เรียกว่า Privately Owned Public Space (POPS)

“ถ้าเราใช้หลักการเดียวกันนี้ นักพัฒนาได้สร้างอาคาร เมืองก็ได้ประโยชน์ จากการที่มีพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะมาด้วย ได้ผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย (Win Win Solution)”

we!park โปรเจกต์เพิ่มพื้นที่สีเขียวที่ทุกคนสร้างชีวิตดีและวินได้โดยไม่ต้องรอรัฐบาล, ยศ-ยศพล บุญสม shma

“อย่างการเกิดขึ้นของภาษีที่ดิน ก็เป็นอีกหนึ่งตัวกระตุ้นให้เจ้าของที่ดินรู้สึกว่าต้องใช้ที่ดินทำประโยชน์อะไรสักอย่าง ประโยชน์ที่ว่านั้นจะเป็นอะไร คุณจะแค่ปลูกต้นมะนาวเพื่อเลี่ยงภาษี หรือนำมาทำประโยชน์ที่ได้มากกว่านั้นอย่างสร้างพื้นที่สีเขียว สามารถลดหย่อนภาษี สังคมก็ได้พื้นที่สีเขียวที่มีคุณภาพ 

“ตรงนี้เราก็กำลังหารือกับภาครัฐเหมือนกันว่า ถ้าเอกชนเจ้าของที่มาร่วมกับ we!park ช่วยทำกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วม ช่วยออกแบบพื้นที่สาธารณะประโยชน์ดีๆ ที่ทุกคนเข้ามาใช้งานได้ แล้วภาครัฐจะมีมาตรการอะไรมารองรับบ้าง อาจจะออกมาในลักษณะของ CSR Model ที่มีเกณฑ์ชี้วัดชัดเจน ซึ่งก็ต้องกระตุ้นกันต่อไปอีกยาวๆ” 

03

ขอพื้นที่เล็กๆ

ตอนนี้ we!park กำลังทำการศึกษาพื้นที่ 4 แห่งรอบกรุงเทพฯ ตามกลยุทธ์ที่เล่าไปข้างต้นอย่างขะมักเขม้น

we!park โปรเจกต์เพิ่มพื้นที่สีเขียวที่ทุกคนสร้างชีวิตดีและวินได้โดยไม่ต้องรอรัฐบาล, ยศ-ยศพล บุญสม shma

พื้นที่แรก คือบริเวณหลังวัดหัวลำโพง ด้านหลังร้านกาแฟ Too Fast To Sleep ซึ่งได้รับบริจาคจากภาคเอกชน we!park ได้ไปทำกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วมกับชุมชนและผู้ใช้งานในพื้นที่ เมื่อปลายปีที่แล้วก็มีการเปิดใช้พื้นที่ระยะทดลอง (Mock Up Park) เพื่อทดสอบความพึงพอใจของกลุ่มผู้ใช้ ผลลัพธ์เป็นที่น่าชื่นใจ ตอนนี้กำลังเข้าสู่กระบวนก่อสร้างจริง โดยมี กทม. เป็นเจ้าภาพในการจัดหางบประมาณ และอาจจะทำ Crowdfunding ด้วย

พื้นที่ที่ 2 อยู่ย่านอ่อนนุช บริเวณหลังโครงการ T77 ซึ่งได้รับบริจาคมาจากภาคเอกชนเช่นกัน โดยเดือนหน้ากำลังจะมีกิจกรรมเปิดพื้นที่ซึ่ง we!park ชวนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ อินเตอร์ มาร่วมจัด Pop Up Installation ร่วมกับชุมชน

พื้นที่ที่ 3 คือย่านเอกมัย เป็นพื้นที่เศษเหลือจากการทำสะพานข้ามคลองแสนแสบของเขต we!park จะเปิดประกวดแบบภูมิทัศน์เพื่อสร้างเป็นสวนสองฝั่งคลอง โดยมีข้อแม้สำคัญคือ ต้องมีการทำงานร่วมกับคนในพื้นที่จริงๆ

และพื้นที่ที่ 4 เป็นของเอกชนอย่าง River City ที่ we!park ตั้งใจชวนเจ้าของที่ดินพัฒนาเป็นโมเดลต้นแบบ Privately Owned Public Space หรือพื้นที่สาธารณะที่ครอบครองโดยเอกชน

we!park โปรเจกต์เพิ่มพื้นที่สีเขียวที่ทุกคนสร้างชีวิตดีและวินได้โดยไม่ต้องรอรัฐบาล, ยศ-ยศพล บุญสม shma

จะเห็นได้ว่าทั้งสี่พื้นที่มีความแตกต่างกันในเชิงบริบท และพื้นที่ที่มีศักยภาพก็ไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่ เพราะ we!park ให้ความสำคัญกับเรื่องการเข้าถึงมากกว่า อธิบายให้เห็นภาพคือสวนเล็กๆ มากมายที่กระจัดกระจายไปทั่วเมือง มีประสิทธิภาพกว่าสวนขนาดมหึมาเพียงไม่กี่สวน ที่คนเข้าถึงยากเย็น

“เมื่อเราลงไปศึกษาพื้นที่ ทำกระบวนการมีส่วนร่วม มันไม่จำเป็นว่าผลลัพธ์จะต้องออกมาเป็นพื้นที่สีเขียวสาธารณะเสมอไป แต่ละพื้นที่มีศักยภาพและข้อจำกัดของตัวเอง we!park จึงไม่ได้ตั้งธงไว้ในใจว่าต้องทำสวนเท่านั้น บางพื้นที่ชุมชนอาจต้องการกิจกรรมเปิดพื้นที่หรือเวิร์กช็อป 

“ทีมเราเองก็ค่อยๆ Connecting Dot เช่นกัน อย่างพื้นที่ของ River City พอเราศึกษาไปเรื่อยๆ ก็พบว่ามีทีมนักออกแบบอีกทีมคือปั้นเมือง กำลังทำ Pocket Park บริเวณคลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งอยู่ในรัศมีการให้บริการของพื้นที่สีเขียวสาธารณะ เราก็รู้บริบทมากขึ้นว่าทั้งสองพื้นที่มีศักยภาพที่จะเชื่อมต่อเข้าหากัน”

we!park โปรเจกต์เพิ่มพื้นที่สีเขียวที่ทุกคนสร้างชีวิตดีและวินได้โดยไม่ต้องรอรัฐบาล, ยศ-ยศพล บุญสม shma

“ตอนนี้เราพยายามหาพื้นที่ที่มีศักภาพมาไว้ในมือให้ได้มากที่สุด แน่นอนว่าเอกชนที่สนใจ เขาจะสนใจสิ่งที่อยู่รอบๆ บ้านเขา เพื่อให้เขาได้ประโยชน์ก่อน เราต้องเข้าใจก่อนว่าเขาทำธุรกิจ เพราะถ้าอยู่ดีๆ เราไปบอกว่า เรามาช่วยให้เมืองดีขึ้นกันเถอะ แบบนี้มันคุยกับผู้ถือหุ้นไม่ได้ แต่ถ้าเราเอาย่านของเขาก่อน ในย่านมีทางเดินดีๆ มี Pocket Park ย่านจะน่าอยู่ และคุณภาพชีวิตของผู้คนจะดีขึ้น เขาวิน เขาก็อยากร่วมมือด้วย”

04

เขียวยังไงให้ยั่งยืน

นอกจาก 4 พื้นที่ที่อยู่ระหว่างการศึกษา อีกสิ่งที่ we!park ทำอย่างสม่ำเสมอ คือชวนคนรุ่นใหม่ออกไปเดินสำรวจ Pocket Space ที่ซุกซ่อนอยู่ในย่านต่างๆ ยศบอกว่าการชวนนักศึกษามาทำงานร่วมกันนั้น เป็นการสร้างเครื่องมือที่ทรงพลัง เพราะคนรุ่นใหม่มีไอเดียมากมายที่ต่อยอดได้ ถ้าได้รับการผลักดันอย่างตั้งใจ

เราถามว่าสิ่งที่ we!park กำลังทำอยู่เรียกว่านวัตกรรมทางสังคมได้ไหม ยศบอกว่ามันจะเป็นนวัตกรรมได้ก็ต่อเมื่อสิ่งนี้ทำซ้ำได้ และต้องไม่เกิดขึ้นแค่ที่กรุงเทพฯ เท่านั้น แต่พื้นที่สีเขียวสาธารณะแบบที่พวกเขากำลังพยายามผลักดัน ต้องเกิดขึ้นกระจายไปในทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย

“ทำซ้ำได้ หมายถึงมันต้องเป็นโมเดล เราเลยขอทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในการถอดโมเดลเป็นชุดการพัฒนา เพื่อเป็นเครื่องมือให้เห็นว่า ถ้าต้องการพัฒนาพื้นที่สาธารณะขนาดเล็กแบบนี้ต้องทำยังไง ชวนใครมามีส่วนเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อให้นำไปทำซ้ำที่อื่นในประเทศไทยได้”

we!park โปรเจกต์เพิ่มพื้นที่สีเขียวที่ทุกคนสร้างชีวิตดีและวินได้โดยไม่ต้องรอรัฐบาล, ยศ-ยศพล บุญสม shma

“เพื่อให้ต่อไปเมื่อพูดถึงการพัฒนาพื้นที่สีเขียวสาธารณะ ท้องถิ่นได้งบสนับสนุนในการปรับปรุงภูมิทัศน์ มันจะเกิดกระบวนการออกแบบ Bottom Up ไม่ออกมาเป็นเสาไฟเพียงอย่างเดียว ไม่ได้มองว่าแค่ใช้งบประมาณให้หมดไปในแต่ละปี แต่ทุกการสร้างมีตัวชี้ในมิติอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่แค่เชิงเศรษฐศาสตร์ แต่สร้างอิมแพ็กเชิงสุขภาวะและผู้คนด้วย”

ยศอธิบายต่อว่า พื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่สีเขียวเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้เมืองน่าอยู่ ไม่ใช่แค่สร้างชีวิตชีวา แต่พื้นที่เหล่านั้นมีต้นไม้พืชพรรณที่ช่วยผลิตออกซิเจน กรองฝุ่นมลภาวะ ดูดซับน้ำ 

we!park โปรเจกต์เพิ่มพื้นที่สีเขียวที่ทุกคนสร้างชีวิตดีและวินได้โดยไม่ต้องรอรัฐบาล, ยศ-ยศพล บุญสม shma

ถ้ามองไปยังหลายๆ เมืองทั่วโลก มันมีตัวชี้วัดมานานแล้วว่าการที่สภาพแวดล้อมของเมืองดี ดึงดูดการลงทุน ดึงดูดผู้คนให้อยากเข้าไปอยู่ ไปใช้ชีวิตในเมืองมากขึ้น เมืองไม่ใช่แค่ที่อยู่ แต่เป็นหัวใจสำคัญในการแข่งขันกับนานาชาติในหลายมิติ

ดังนั้นนอกจากสร้างพื้นที่สีเขียวสาธารณะแล้ว อีกหนึ่งภารกิจของ we!park คือจะทำยังไงให้ภาครัฐ เอกชน รวมถึงชุมชนและคนทั่วไปเห็นร่วมกันว่า นี่เป็นเรื่องสำคัญที่มองข้ามไม่ได้

05

เป้าหมายใหญ่ที่ต้องไปให้ถึง

Green Bangkok 2030 คือหมุดหมายในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของ กทม. ที่ผลักดันโดยหลายภาคส่วน รวมถึง we!park โดยตั้ง 3 เป้าหมายที่ต้องทำให้สำเร็จในระยะเวลา 10 ปีนับจากวันนี้ 

เป้าหมายแรก คือเพิ่มขนาดพื้นที่สีเขียวต่อคนในกรุงเทพฯ จาก 6.9 ตารางเมตรต่อคนเป็น 10 ตารางเมตรต่อคน โดยต้องเป็นพื้นที่ที่มีคุณภาพในการใช้งานด้วย

เป้าต่อมา คือระยะการเข้าถึงพื้นที่สีเขียว ตอนนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) ให้ความสำคัญกับการคุณภาพในการเข้าถึง มากกว่าขนาดพื้นที่สีเขียว คนในเมืองควรจากบ้าน 5 – 10 นาที หรือประมาณ 400 เมตร เพื่อเข้าถึงพื้นที่สีเขียวสาธารณะในละแวกบ้าน สิ่งนี้คือตัวชี้วัดการกระจายตัวอย่างเท่าเทียม

ทุกวันนี้มีคนกรุงเทพฯ แค่ 13 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นที่มีพื้นที่สีเขียวสาธารณะในละแวกบ้าน ในอีก 10 ปี สัดส่วนคนกรุงที่สามารถเดินถึงพื้นที่สีเขียวสาธารณะจะต้องเพิ่มเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ให้ได้ ยศบอกว่าบางเมืองในโลกมีการตั้งเป้าไว้ถึง 100 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

we!park โปรเจกต์เพิ่มพื้นที่สีเขียวที่ทุกคนสร้างชีวิตดีและวินได้โดยไม่ต้องรอรัฐบาล, ยศ-ยศพล บุญสม shma

เป้าสุดท้าย คือพื้นที่ร่มไม้ปกคลุม ซึ่งนับรวมพื้นที่ที่ต้นไม้ให้ร่มเงาทั้งในพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ส่วนบุคคล ไม่นับสนามหญ้า ต้องเป็นต้นไม้ใหญ่เท่านั้น

เป้าหมายนี้มีเพื่อชี้วัดความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในเมือง คุณภาพของอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยดูได้จากภาพถ่ายดาวเทียม แม้ที่ผ่านมา กทม. จะรณรงค์ให้คนเอากล้าไม้ไปปลูก แต่ที่ผ่านมายังไม่มีเป้าหมายชัดเจน ใน 10 ปี พื้นที่กรุงเทพฯ จะต้องมีพื้นที่ร่มไม้ปกคลุมเพิ่มเป็น 40 เปอร์เซ็นต์

ฟังยศเล่าให้ฟังแบบนี้ ในฐานะชาวกรุงเทพฯ คนหนึ่งก็อดยิ้มดีใจไม่ได้ นับเป็นการเริ่มต้นที่ดี แม้ยังมีอุปสรรคใหญ่ให้ต้องข้ามไปทีละขั้น 

“ตอน กทม. มาคุยกับเรา เรื่องสร้าง Pocket Park ด้วยกลยุทธ์ของ we!park เราก็บอกเขาไปนะว่า เราทำกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วมกับชุมชน กระตุ้นพื้นที่ และช่วยหาพาร์ตเนอร์เอกชน รวมถึงสถาบันการศึกษาในการทำงานร่วมกันได้

“แต่ในฐานะหน่วยงานภาครัฐ คุณต้องไปบูรณาการหน่วยงานต่างๆ ที่ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินมากมายในกรุงเทพฯ ด้วย เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและเห็นเป้าหมายตรงกัน ไม่อย่างนั้นการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมตามเป้าที่วางไว้จะสำเร็จ

“เราก็พยายามกระตุ้น กทม. อยู่ตลอดว่า ในสิบปี ถ้าอยากผลักดันจนสำเร็จตามเป้า คุณต้องนำสิ่งนี้ไปสู่ร่างนโยบายเพื่อผนึกกำลังกัน ขอยกตัวอย่างสิงคโปร์อีกที เขามีรายงานออกมาชัดเจนเลยว่าถ้าพื้นที่สีเขียวมเท่านี้ มันจะกระทบจำนวนนักท่องเที่ยว ส่งผลต่อสุขภาพและสาธารณะสุขของประชากร พื้นที่สีเขียวสาธารณะเท่านี้ ตัวชี้วัดเท่านี้ ถ้าหน่วยงานภาครัฐมาลงทุน เอกชนยินดีลงทุนสนับสนุนตามการนำของรัฐ ผลลัพธ์ที่ได้กลับมาก็เท่าทวี

“เรื่องพื้นที่สีเขียวเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะมันยึดโยงไปถึงความมั่นคงในชีวิตด้านอื่นๆ ฝุ่นพิษ PM 2.5 น้ำท่วม โลกร้อน Urban Heat นี่คือประเด็นใหญ่มหึมาทั้งนั้น เป้าหมายสามข้อที่วางไว้ชัดเจนและท้าทาย แต่ในระดับปฏิบัติการยังเล็กมาก แต่แม้หนึ่งในคนขับเคลื่อนอย่าง we!park เองยังเป็นยูนิตเล็กๆ เป็นกองทัพมด แต่เราจะผลักดันเรื่องนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่ากรุงเทพฯ จะเป็นพื้นที่ชีวิตดีๆ ที่ลงตัวอย่างที่ใฝ่ฝันจริง”

we!park โปรเจกต์เพิ่มพื้นที่สีเขียวที่ทุกคนสร้างชีวิตดีและวินได้โดยไม่ต้องรอรัฐบาล, ยศ-ยศพล บุญสม shma

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ทุกอย่างเริ่มต้นจากความอยากรู้อยากเห็นว่า “การรักษาช้างที่ดุมากทำร้ายคนเสียชีวิต!!” หรือ “การบุกป่าไป ‘รักษาช้าง’ ที่ยากลำบาก” เป็นอย่างไร จึงคลิกเข้าไปดูคลิปวิดีโอทั้งสองใน YouTube 

นั่นเป็นครั้งเเรกที่เราได้พบกับ หมอโบว์-สัตวแพทย์รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร สัตวแพทย์หญิงรักษาช้าง เจ้าของช่อง ‘หมอเตี้ย’ 

คุณหมอหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เตรียมเข็มฉีดยาให้ช้างอย่างคล่องแคล่ว และให้ยาช้างด้วยท่าทางทะมัดทะแมง สถานการณ์ที่ดูโหดหินสำหรับคนทั่วไป ไม่ได้ทำให้อารมณ์ขันของหมอคนนี้ลดลงแม้แต่น้อย เธอกลับทำให้การรักษาช้างดูสนุกน่าติดตาม หยอดเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการรักษาช้างฉบับเข้าใจง่าย ทำให้เรารู้จักช้างมากกว่าเมื่อ 10 นาทีก่อนดูคลิปหลายเท่า 

ผู้หญิงคนนี้เท่จริง ๆ! หมอโบว์มีทัศนคติแบบไหนกัน แล้วอะไรในชีวิตที่พาเธอมาเจอกับช้าง ความอยากรู้อยากเห็นเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง 

เรื่องแบบนี้หาดูในคลิปวิดีโอไหนก็คงไม่สนุกเท่าชวนตัวจริงมานั่งคุย โชคดีที่หมอโบว์พอจะมีเวลาชั่วโมงกับอีกหน่อยของเย็นวันเสาร์ที่ไม่ได้อยู่กับคนไข้ไซส์จัมโบ้ เราจึงถือโอกาสให้เธอพาไปรู้จัก ด.ญ.รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร ช้าง และบทบาทการเป็นหมอ 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

เด็กหญิงโบว์

เราเห็นหมอโบว์ใช้ชีวิตแบบลุย ๆ มีเรื่องที่ต้องทำตลอดทั้งวัน เดี๋ยวก็ทำกับข้าว เดี๋ยวก็ทำแผลให้ช้าง แต่ก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใสดูมีพลังงานเหลือเฟืออยู่ตลอด จึงสงสัยว่าเธอเป็นสายผจญภัยมาตั้งแต่ไหนแต่ไรเลยหรือเปล่า

แต่เมื่อถามถึงวัยเด็ก หมอโบว์กลับบอกว่าตนเองเป็นเด็กหญิงขี้อายและพูดน้อย

“ตอนเด็กโบว์ขี้อายมาก จนอาจารย์โทรไปปรึกษาผู้ปกครองเลยว่า ทำไมเด็กคนนี้ไม่พูดกับใครเลย เหมือนเด็กเข้าสังคมยาก”

เด็กหญิงโบว์เลี้ยงสัตว์แทบทุกชนิดที่ครอบครัวเกษตรกรครอบครัวหนึ่งจะเลี้ยงได้ ตั้งแต่นก ไก่ ยันหมาพิตบูล ด้วยความที่คุณพ่อเป็นคนชอบสัตว์อยู่แล้ว จนวันหนึ่งที่เธอเสียเจ้าหมาพิตบูลไป สัตวแพทย์ในตอนนั้นก็ช่วยไม่ได้ และเธอเองก็ไม่มีความรู้เกี่ยวกับวิธีดูแลที่ถูกต้อง นอกจากน้ำตาที่เสียไป เธอคิดในใจว่าถ้าตัวเองมีความรู้บ้างก็คงจะทำอะไรได้มากกว่านี้ เป็นเหตุที่ทำให้เธอกลายมาเป็นสัตวแพทย์

หลายคนอาจคิดว่าหมอโบว์ชอบช้างมาตั้งแต่ตอนเรียน ที่จริงแล้วสัตว์ใหญ่ตัวแรกที่เธอชอบคือม้าต่างหาก จากการได้ลองขี่ม้าในวิชาเรียน ปรากฏว่าทำได้ดีจนครูฝึกถึงกับชวนให้เป็นนักกีฬาขี่ม้าเลยทีเดียว เราเกือบจะได้รู้จัก ‘หมอโบว์รักษาม้า’ แทนช้างไปเสียแล้ว 

พอถามว่าถ้าตอนนี้เลือกเป็นหมอม้าได้ จะเป็นไหม หมอโบว์ตอบทันทีเลยว่า “ไม่เลือกค่ะ” พร้อมกับเสียงหัวเราะ

“คนไทยเลี้ยงช้างเหมือนเป็นคนในครอบครัว ถ้าช้างป่วยก็เหมือนพ่อแม่ของเขาป่วย เวลาเรารักษาหายเลยรู้สึกชื่นใจมาก” 

หมอโบว์รักษาช้าง

จุดเริ่มต้นของ ‘หมอโบว์รักษาช้าง’ คือตอนที่ได้ไปฝึกงานช่วงปีท้าย ๆ ของการเรียนสัตวแพทย์

การพบกันครั้งแรกระหว่างหมอโบว์และช้างไม่ได้โรแมนติกอย่างที่หลายคนคิด ตั้งแต่ครั้งแรกก็ถูกช้างใช้งาสะบัดกระเด็นขณะที่เข้าไปหยอดตาให้ ทำเอาอาจารย์หมอที่อยู่ในเหตุการณ์คิดว่า ศิษย์ตัวเองคงจะขยาดช้างแน่แล้ว แต่ผิดคาด หมอโบว์ยังกลับมารับเคสช้างต่อ 

เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ได้ทำให้เธอกลัว เพราะช้างก็เพิ่งรู้จักหมอโบว์ ส่วนหมอโบว์ก็ไม่เคยเจอกับช้างมาก่อน จึงไม่รู้วิธีการเข้าหาช้างที่ถูกต้อง พอได้รักษาหลายเคสเข้า ก็เริ่มชอบเพื่อนไซส์ใหญ่ตัวนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

“เอาจริง ๆ มันเป็นความชอบส่วนตัว ชอบช้าง ชอบลักษณะนิสัยของช้าง ถึงเขาจะเป็นสัตว์ใหญ่แต่เป็นสัตว์ที่อบอุ่น รักเจ้าของมาก แล้วก็อายุยืน อายุ 70 – 80 ก็ยังอยู่กับเรา” ซึ่งหมายความว่าถ้าเราเริ่มเลี้ยงช้าง 1 เชือก เขาก็จะอยู่คู่กับเราไปทั้งชีวิตของคนเลี้ยง “เราแก่ เขาก็แก่ตาม”​ 

เมื่อเรียนจบ ก็ใช่ว่าหมอโบว์จะได้เป็นหมอช้างทันทีอย่างใจหวัง เพราะตอนนั้นไม่มีตำแหน่งว่างอยู่เลย เธอจึงเก็บเกี่ยวประสบการณ์รักษาสัตว์เล็ก ระหว่างรองานที่อยากได้เปิดรับสมัคร กระทั่งวันหนึ่ง โรงพยาบาลช้างกระบี่ ซึ่งขณะนั้นเป็นโรงพยาบาลช้างแห่งแรกและแห่งเดียวในภาคใต้ มีช้างป่วยติดเตียงอาการหนักอยู่ 2 เชือก ต้องการหมอดูแลช้างเพิ่ม หมอโบว์จึงรีบสมัครทันที ทั้ง ๆ ที่ประสบการณ์การรักษาในขณะนั้นเป็นศูนย์! 

การดูแลช้างป่วยติดเตียงไม่ใช่เรื่องง่าย ปกติจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน ถ้าช้างเสียก็ต้องลาออก แต่ที่กล้าอาสารับเคสยากแม้ว่าประสบการณ์ยังน้อย ก็เพราะมีรุ่นพี่คอยดูแลให้คำแนะนำ รวมกับความอยากรักษาช้างมาก ได้งานรูปแบบไหนก็พร้อมเรียนรู้ภาคปฏิบัติจากเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเต็มที่ 

คนไข้รายแรกของหมอโบว์จึงเป็นช้างป่วยติดเตียงที่ชื่อเจ้าบัวสวรรค์และเจ้าโซฟา ถึงแม้ตอนนี้เจ้าโซฟาจะไม่อยู่แล้ว แต่เจ้าบัวสวรรค์ก็ยังเป็นหนึ่งในคนไข้ไซส์จัมโบ้ที่เป็นเพื่อนรักของหมอโบว์จนถึงปัจจุบัน 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ตัวใหญ่ใจเสาะ

‘หมอเตี้ย’ คือชื่อเรียกที่หมอโบว์ตั้งให้ตัวเอง เพราะส่วนสูงคือสิ่งเดียวที่เธอคิดว่าแตกต่างจากหมอรักษาช้างคนอื่น

“โบว์อาจจะตัวเตี้ยกว่าหมอคนอื่น (หัวเราะ) คนมักคิดว่าหมอช้างต้องสูง เพราะช้างตัวใหญ่ แต่พอมาเจอหมอโบว์ ‘เอ้า! ทำไมเหลือตัวแค่นี้’ แล้วจะฉีดยาถึงเหรอ” 

แต่จริง ๆ แล้ว คนจะสูงเท่าไหร่ก็สูงไม่เท่าช้าง ไม่ว่าจะสูง 157 หรือ 170 เซนติเมตร ก็ต้องมีเก้าอี้เสริมเหมือนกันหมด ช้างบางเชือกสูงถึง 3 เมตร การเป็นคนตัวเล็กก็มีประโยชน์ในแบบคนตัวเล็ก ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการรักษาช้างแต่อย่างใด เพราะการทำแผลช้างบางครั้งก็ต้องการคนแขนเล็กเพื่อล้วงทำความสะอาดแผลได้สะดวกเหมือนกัน สัตวแพทย์ที่โรงพยาบาลช้างกระบี่ก็เป็นผู้หญิงทั้งหมด

แม้หมอที่ฝีมือดีและประสบการณ์มากกว่าเธอจะมีอีกเยอะ แต่หมอโบว์ก็เลือกแชร์ประสบการณ์ของตัวเองเพราะเห็นว่าช้างไม่ใช่สัตว์ที่ใครจะเจอได้ในชีวิตประจำวัน ถึงจังหวะนี้ เราเลยขอให้หมอโบว์เล่าชีวิตใน 1 วันของสัตวแพทย์ให้ฟังแบบคร่าว ๆ

“วันทำงานปกติที่ไม่ได้มีเคสหนัก เริ่มประมาณ 08.30 น. เลิก 16.30 น. ถ้ามีช้างป่วย นอนลุกไม่ขึ้น ก็ต้องเตรียมรถแบ็กโฮในการยกเพราะช้างหนักประมาณ 4 ตัน ช้างนอนนานไม่ได้ มันจะหายใจไม่ออกแล้วเสียชีวิต ถ้าต้องให้น้ำเกลือหรือให้ยาก็ต้องเฝ้า นอนกับช้างไปเลยทั้งคืน 

“ในกรณีที่เราปล่อยช้างไปพักผ่อนแล้วสุขภาพไม่แข็งแรง ต้องรอรับโทรศัพท์ในช่วงเช้า ตี 5 – 6 โมงเราก็ต้องไปดู ไปให้ยา ทุกวันจะมีช้างป่วยซึ่งเป็นเคสปกติที่ต้องทำแผลหรือให้ยามารอคิว” 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ช้างที่เข้ามาแต่ละตัวจะถูกจัดให้อยู่ในซอง เสมือนกับห้องพักผู้ป่วยที่มีหลังคาสูงและหลักมัดช้างเวลารักษา ถ้าช้างดุมากก็จะอยู่ซองที่ไกลเพื่อน หันหน้าออกจากตัวอื่น เพราะอาจจะทำร้ายคน ทำร้ายช้างด้วยกันเอง หรือทำร้ายหมอได้

การรักษาช้างต้องทำงานเป็นทีม นอกจากหมอ ๆ ต้องแตะมือกันสลับเวร แต่ละคนยังต้องมีผู้ช่วยอีก 4 – 5 คน คอยดูแลความปลอดภัย ช่วยผสมยาและส่งอุปกรณ์ให้ ที่ขาดไม่ได้คือควาญหรือเจ้าของช้าง เพราะพวกเขาคือคนที่ช้างไว้ใจที่สุดประหนึ่งคนในครอบครัว ช้างอาจจะตื่นกลัวหมอเหมือนเด็กกลัวคนแปลกหน้า และทำทุกอย่างเพื่อป้องกันตัวเอง ควาญต้องมัดเชือกช้างกับเสา ไม่งั้นหมออาจจะโดนเตะได้ บางครั้งหมอโบว์ก็ต้องออกไปรักษานอกสถานที่ด้วยเหมือนกัน ต้องสแตนด์บายเตรียมยาใส่กระเป๋า เตรียมเสื้อเผื่อไปนอนค้างคืน

หมอโบว์ถึงกับหัวเราะเมื่อเราสงสัยว่า กระเป๋ายาช้างจะมีขนาด XL แต่เนื่องจากสถานการณ์ที่ต้องเจอคาดเดาไม่ได้ ความคล่องตัวจึงเป็นเรื่องสำคัญ​

“ที่จริงมียาฉุกเฉินที่ต้องเตรียมไว้อยู่แล้ว เราหิ้วไปได้เลยทั้งลังพร้อมกับยาเพิ่มเติมตามอาการของโรค สมมติว่าช้างท้องอืด ก็ต้องเตรียมยาท้องอืดขนใส่กระเป๋าไป แล้วเดินทางไปกับรถโรงพยาบาลพร้อมคนขับรถ ในกรณีที่ต้องเอาช้างกลับมารักษาต่อที่โรงพยาบาล เราให้น้ำเกลือช้างก่อนได้ แล้วค่อยเอาขึ้นรถกลับมา ติดตามอาการอย่างใกล้ชิดตั้งแต่บ้านเขาจนถึงที่โรงพยาบาล”

ยาสำหรับช้างไม่ได้พิสดารอย่างที่คิด หลัก ๆ ที่ใช้ ส่วนใหญ่ก็คือยาคน แค่ใช้ในปริมาณที่เยอะกว่า อย่างเช่นยาฆ่าเชื้อ Cephalexin ที่ต้องใช้ประมาณ 30 – 40 ขวดต่อครั้ง น้ำเกลือก็ต้องใช้มากกว่าคนประมาณร้อยเท่า ทำให้การรักษาใช้เวลานานจนอาจลากยาวถึงตี 2 เลยทีเดียว 

ไม่ใช่แค่เรื่องยา โรคที่คนเป็นช้างก็เป็นได้เหมือนกัน เช่น โรคท้องอืด ซึ่งฟังดูเหมือนเป็นโรคธรรมดา แต่ก็เป็นเรื่องใหญ่ได้ เพราะช้างเป็นสัตว์ตัวใหญ่แต่ใจเสาะ ท้องอืดนิดเดียวก็กระวนกระวายจนขาดใจตายได้เลย! 

การทำให้ช้างหายป่วยก็ต้องใช้เวลามากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ แผลธรรมดาต้องใช้เวลารักษาอย่างน้อย 1 เดือน แผลสาหัสก็อาจจะต้องรักษากันเป็นปีหรือหลายปีก็ได้ แต่ไม่ว่าจะอาการหนักหรือเบา อยู่โรงพยาบาลนานหรือสั้น ช้างทุกตัวที่มาหาหมอ ณ โรงพยาบาลช้างกระบี่จะได้รับการรักษาฟรี

“ถ้าถามว่าโบว์มีนิสัยส่วนไหนที่เข้ากับช้างได้บ้าง ก็อาจจะเป็นคนใจเย็นมั้ง ช้างต้องรักษาแบบเดิมทุกวันจนกว่าจะหาย ต้องพยายามอดทนมากในการรักษา โบว์เป็นคนใจเย็น เป็นคนรอได้ แล้วก็เป็นคนที่ชอบเห็นพัฒนาการของช้างดีขึ้นอย่างช้า ๆ”

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ภารกิจคนตัวเล็ก

แม้ทีมสัตวแพทย์จะเป็นผู้จัดการปัญหาเร่งด่วนที่ช้างและเจ้าของจะต้องเผชิญในทุก ๆ วัน แต่การดูแลรักษาสิ่งใดก็ตามอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมต้องใส่ใจการแก้ปัญหาทั้งในระยะสั้นและยาว เราจึงอยากรู้ว่าคนที่คลุกคลีกับช้างอย่างหมอโบว์ คิดว่าปัญหาเกี่ยวกับช้างในปัจจุบันมีอะไรบ้าง 

เธอบอกว่าความท้าทายหนึ่งที่สำคัญในการปฏิบัติงาน คือจำนวนงานวิจัยเกี่ยวกับการรักษาที่จำกัด ทำให้โรคบางโรคของช้างยังรักษาไม่ได้ 

“สมมติว่าหมาแมวท้องอืดเพราะกินอะไรเข้าไป เราผ่าท้องแล้วเอาของชิ้นนั้นออกมาได้เลย แต่ช้างยังไม่มีการผ่าตัดช่องท้อง เพราะช้างเป็นสัตว์ตัวใหญ่ หนังหนา เย็บแผลให้ติดไม่ได้ การผ่าช่องท้องจึงอันตรายกับช้างมาก รักษาได้เฉพาะพื้นฐานภายนอกเท่านั้น”

หมอโบว์ชวนเราถกประเด็นนี้ด้วยการคลี่ปัญหาที่ช้างเผชิญออกมาดูเพิ่มเติม เริ่มจากช่วงโควิดที่ผ่านมา ซึ่งทั้งช้างทั้งคนต่างได้รับผลกระทบ

“สัตวแพทย์ไม่ค่อยเจอปัญหาเท่าไหร่ แต่ช้างกับเจ้าของช้างต้องเจอปัญหาเยอะ ช้างมีอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่น การแสดงช้าง การนั่งหลังช้าง ซึ่งต้องอาศัยนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการบางท่านถึงขั้นปิดปาง ต้องส่งช้างกลับบ้าน หรือไม่ก็ต้องพักงานช้าง พอไม่มีรายได้ก็ต้องลดจำนวนควาญช้างหรือคนดูแลลง เพราะฉะนั้น การดูแลมันจะไม่ทั่วถึง บางเชือกผอมลง บางเชือกป่วยเป็นโรค” 

สำหรับการใช้งานช้าง หมอโบว์ไม่เห็นด้วยที่ให้ช้างทำงานหนักเกินไปไม่ว่างานใดก็ตาม ในส่วนนี้ไม่ได้หมายถึงงานใช้กำลังเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงงานที่ทำให้ช้างได้รับอาหารไม่เหมาะสม เช่น การกินผลไม้ที่มีรสหวานมากเกินไปจนทำให้เกิดภาวะท้องอืดท้องเสียได้ การใช้ช้างทำงานควรอยู่ในระดับที่พอดี 

บางงานก็ให้ช้างทำได้ หากเจ้าของคอยดูแลว่าช้างมีอาหารและน้ำกินเพียงพอ ทำงานเหนื่อยไปหรือไม่ พักผ่อนพอหรือเปล่า สำหรับหมอโบว์ที่ใกล้ชิดกับทั้งควาญช้างและช้าง เธอเข้าใจดีว่าการที่ช้างเป็นสัตว์ใหญ่ ค่าดูแลย่อมสูงตามไปด้วย ควาญช้างทำงานคนเดียวอาจไม่พอ บางทีช้างก็ต้องทำงานเพื่อให้ทั้งตัวเองและเจ้าของพอมีพอกิน 

ปัจจุบันนี้ คนส่วนมากบนโลกขาดความสัมพันธ์กับธรรมชาติ ได้เห็นและรู้จักสัตว์ป่าน้อยลง เหมือนกับที่หมอโบว์พูดไว้ตั้งแต่ต้นว่า มีโอกาสน้อยนักในชีวิตประจำวันที่คนทั่วไปจะได้เจอกับช้าง 

พอรู้น้อย เห็นน้อย ก็ผูกพันน้อย ทำให้เกิดความเพิกเฉยต่อปัญหาที่ช้างกำลังเผชิญตามไปด้วย 

การที่คนตัวเล็ก ๆ หนึ่งคนจะแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ได้ ส่วนหนึ่งคือการทำหน้าที่ของตนให้ดี และนำความถนัดของตัวเองมาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างที่หมอโบว์บันทึกการรักษาแล้วนำมาแบ่งปันให้คนดูได้รู้จักช้างมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความช่วยเหลือในระดับที่ใหญ่ขึ้นก็เป็นเรื่องจำเป็น สิ่งที่พอจะช่วยแก้ปัญหาระยะยาวได้ เห็นจะเป็นการให้ความรู้แก่คนเลี้ยงและคนทั่วไปเกี่ยวกับช้าง 

“บางคนซื้อช้างมาด้วยความที่เขามีตังค์ ก็เลยซื้อมาทั้ง ๆ ที่ไม่มีความรู้เรื่องการเลี้ยงช้าง หมอก็ต้องคอยบอกว่าช้างกินอะไรได้บ้างไม่ได้บ้าง สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ จึงมีการจัดงานประชุมช้างสำหรับคนเลี้ยงช้างหรือเจ้าของช้างเข้าร่วม เพื่อเรียนรู้วิธีการดูแลช้างอย่างถูกต้อง”

เราหวังว่าการนำประสบการณ์และแง่คิดของหมอโบว์มาเล่าต่อ จะเป็นอีกช่องทางที่ช่วยให้คนรู้จักช้างมากขึ้นอีกนิด และช่วยถ่ายทอดเสียงของทีมสัตวแพทย์ตัวเล็ก ซึ่งกำลังทำหน้าที่รักษาคนไข้ตัวใหญ่อยู่ทุกวัน เมื่อคนตัวเล็กกับสถาบันใหญ่ต่างทำหน้าที่ของตนเพื่อสิ่งเดียวกัน ก็ย่อมทำให้เป้าหมายนั้นสำเร็จ 

ภาพ : หมอโบว์-สัตวแพทย์รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร

Writers

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load