“ทุกคนในเมืองรู้สึกได้ว่าอากาศร้อน มลพิษเยอะ รถติด พอฝนตกทีก็น้ำท่วมขัง ทุกอย่างมันกำลังบอกว่า การพัฒนาเมืองที่ผ่านมาอาจไม่ถูกทาง แล้วจากนี้เราจะเดินต่อกันต่อยังไง เราจะยังสร้างเมืองของรถยนต์ ที่เต็มไปด้วยตึกคอนกรีต หรือเราจะเริ่มมองหาหนทางที่จะปรับเปลี่ยนเมืองให้ดีขึ้น” ยศ-ยศพล บุญสม ภูมิสถาปนิกผู้ก่อตั้ง we!park ตั้งคำถาม

แล้วใครกันจะมาเป็นผู้ปรับเปลี่ยนให้ชีวิตดีๆ ที่ลงตัวในเมืองของพวกเราดีขึ้น

ยศบอกว่า ‘ทุกคน’ มีส่วนร่วมกับเรื่องนี้ได้

we!park คือเครือข่ายที่ตั้งใจชวนทุกคน มาช่วยกันสร้างพื้นที่สีเขียวสาธารณะให้เกิดขึ้นมากเท่าที่จะทำได้ โดยใช้แนวคิด Win Win Solution ที่ทำให้ทุกภาคส่วนในสังคม ตั้งแต่ภาครัฐ เอกชน จนถึงประชาชน ได้รับผลประโยชน์โดยพร้อมเพรียงกัน เมื่อทุกคนวิน แล้วใครจะไม่อยากมาร่วมด้วยช่วยกัน สร้างพื้นที่ที่จะทำให้คุณภาพชีวิตในเมืองดีขึ้นล่ะ จริงไหม

we!park โปรเจกต์เพิ่มพื้นที่สีเขียวที่ทุกคนสร้างชีวิตดีและวินได้โดยไม่ต้องรอรัฐบาล, ยศ-ยศพล บุญสม shma

เราจะไปคุยกับยศ ถึงกลยุทธ์ของในการสร้างแรงจูงใจให้หลากหลายองค์กรยินดีมาร่วมมือ หาหนทางสร้างพื้นที่สีเขียวสาธารณะ โดยเฉพาะการตั้งหมุดหมาย Green Bangkok 2030 ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในการเพิ่มจำนวนและคุณภาพพื้นที่สีเขียวในเมือง ไปจนถึงการทำงานกับชุมชนและคนรุ่นใหม่ของ we!park ที่จะกลายมาเป็นผู้ขับเคลื่อนเมืองในอนาคตต่อไป

01

ทำไมพื้นที่สีเขียวดีๆ เกิดขึ้นยากจัง

ยศเล่าว่าเขาเป็นภูมิสถาปนิกที่ทำงานเรื่องภูมิทัศน์เมือง ออกแบบพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะ เมื่อทำมาเรื่อยๆ ก็สงสัยว่า ทำไมพื้นที่สาธารณะดีๆ ในประเทศไทยถึงไม่ค่อยเกิดขึ้นเลย จนได้ไปทำงานกับสำนักงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ซึ่งทำงานเสนอนโยบายในภาคประชาชน 

จึงเริ่มเข้าใจว่า ถ้าอยากให้พื้นที่สาธารณะดีๆ เกิดขึ้น จะต้องเริ่มตั้งแต่การกำหนดนโยบายของภาครัฐ การสร้างกลไกการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของสังคม การจัดหางบประมาณ และการหาทุนสนับสนุน 

ซึ่งกระบวนการที่ว่าเหล่านั้นเกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือไม่มีการบูรณาการร่วม ต่างฝ่ายต่างทำงานของตัวเองไป ยศยกตัวอย่างว่า บางทีภาครัฐมีที่ดินแต่ไม่มีงบประมาณ ในขณะที่เอกชนมีงบประมาณ แต่ไม่มีผู้ออกแบบที่มีองค์ความรู้ ในขณะที่ผู้ออกแบบมีองค์ความรู้ แต่ไม่รู้จะเข้ามาช่วยได้อย่างไร เพราะอย่างนี้ พื้นที่สาธารณะดีๆ จึงไม่ค่อยเกิดขึ้นในบ้านเรา

“ที่ผ่านมานโยบายของภาครัฐไม่ได้พูดถึงพื้นที่สีเขียวสาธารณะตรงๆ แต่เน้นพูดเรื่องปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่สีเขียวเสียมากกว่า อย่างบางทีรัฐมีงบประมาณปรับปรุงภูมิทัศน์ แต่เมื่อใช้ระบบ Top Down ไม่ได้ผ่านกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วมกับชุมชน ผลลัพธ์จึงออกมาเป็นเสาไฟหรือเขื่อนคอนกรีต ซึ่งการปรับปรุงรูปแบบนี้อาจไม่ใช่คำตอบ

we!park โปรเจกต์เพิ่มพื้นที่สีเขียวที่ทุกคนสร้างชีวิตดีและวินได้โดยไม่ต้องรอรัฐบาล, ยศ-ยศพล บุญสม shma

ยศยกตัวอย่างงานที่เขาเคยมีโอกาสทำงานกับชุมชน เพื่อพัฒนาพื้นที่รกร้างจนกลายเป็นลานกีฬาพัฒน์ ทั้งที่ใต้ทางด่วนย่านอุรุพงษ์และชุมชนคลองจั่น เป็นลานกีฬาที่ผ่านกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วม เมื่อคนรู้สึกเป็นเจ้าของ เพราะตรงกับความต้องการจริงๆ เมื่อเข้ามาใช้ เขาก็จะช่วยกันดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง

“เราตระเวนคุยกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ได้รู้ Pain Point ที่แตกต่างกันของพวกเขา อย่าง กทม. ทั้งๆ ที่เป็นหน่วยงานสำคัญในการกำหนดนโยบายพื้นที่สีเขียว แต่ทั้งองค์กรไม่มีนักออกแบบอยู่เลย หรือเอกชนที่มีงบประมาณอยู่ในมือ ก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปลงทุนตรงไหน ติดต่อใคร แล้วจะแน่ใจได้ยังไงว่าการลงเงินนั้น จะเกิดประโยชน์และยั่งยืนจริง” 

we!park โปรเจกต์เพิ่มพื้นที่สีเขียวที่ทุกคนสร้างชีวิตดีและวินได้โดยไม่ต้องรอรัฐบาล, ยศ-ยศพล บุญสม shma

we!park จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นแพลตฟอร์มที่จะเชื่อมทุกภาคส่วนเข้าหากัน มีการพูดคุยกันระหว่างผู้ที่ต้องการขับเคลื่อนเพื่อแชร์ทรัพยากร เพื่อให้เกิดการบูรณาการร่วม และเกิดเป็นพื้นที่สีเขียวสาธารณะที่จับต้องได้ และตอบสนองความต้องการของทุกคนจริงๆ

02

กลยุทธ์ที่ทุกคนวิน

กลยุทธ์ของ we!park เริ่มจากหาพื้นที่ว่างที่ไม่ถูกใช้ประโยชน์ โดยอาจเป็นพื้นที่เศษเหลือจากการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ พื้นที่ใต้ทางด่วน พื้นที่ใต้สะพาน ไปจนถึงพื้นที่รกร้าง ซึ่งเจ้าของพื้นที่ดินยินดีมอบให้เป็นสาธารณะประโยชน์ (ไม่จำเป็นต้องบริจาคให้ถาวร แต่เป็นลักษณะให้ยืมพื้นที่ในช่วงเวลาหนึ่ง)

จากนั้น we!park รับหน้าที่ลงไปศึกษาพื้นที่ มีการดึงคนรุ่นใหม่อย่างนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ เข้ามาทำกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วมกับชุมชน (Participatory Design) 

we!park โปรเจกต์เพิ่มพื้นที่สีเขียวที่ทุกคนสร้างชีวิตดีและวินได้โดยไม่ต้องรอรัฐบาล, ยศ-ยศพล บุญสม shma

เมื่อได้ข้อสรุป ก็จัดหางบประมาณมาปรับปรุงพื้นที่รกร้างให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียวสาธารณะที่ออกแบบโดยชุมชน โดยมีภาครัฐหรือเอกชนเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ เช่น กทม. ก็เป็นพาร์ตเนอร์หลักที่ช่วยในเรื่องงบประมาณบำรุงรักษา

“ที่ผ่านมา เราไม่ได้บูรณาการการใช้ที่ดินในเมือง ซึ่งยังเป็นขององค์กรใหญ่ๆ อย่างกรมธนารักษ์ การรถไฟไทย การทางพิเศษ หน่วยงานราชการ รวมถึงบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ที่ดินเหล่านี้มีศักยภาพที่ควรจะเปิดโอกาสให้คนได้เข้าไปใช้ประโยชน์ ความท้าทายคือจะพัฒนาที่ดินอย่างไรให้มีประสิทธิภาพทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคมไปพร้อมกัน

“อย่างที่ประเทศสิงคโปร์ เขามีกลไกในเชิงนโยบายที่ระบุชัดเจนเลยว่า ถ้าคุณสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างหนึ่งอาคาร คุณจะต้องชดเชยพื้นที่สีเขียวที่เสียไป ชดเชยด้วยการสร้างพื้นที่สีเขียวที่ผนังอาคาร สวนดาดฟ้า ระเบียง นอกจากนี้คุณจะต้องเปิดพื้นที่เป็นสาธารณะด้วย เรียกว่า Privately Owned Public Space (POPS)

“ถ้าเราใช้หลักการเดียวกันนี้ นักพัฒนาได้สร้างอาคาร เมืองก็ได้ประโยชน์ จากการที่มีพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะมาด้วย ได้ผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย (Win Win Solution)”

we!park โปรเจกต์เพิ่มพื้นที่สีเขียวที่ทุกคนสร้างชีวิตดีและวินได้โดยไม่ต้องรอรัฐบาล, ยศ-ยศพล บุญสม shma

“อย่างการเกิดขึ้นของภาษีที่ดิน ก็เป็นอีกหนึ่งตัวกระตุ้นให้เจ้าของที่ดินรู้สึกว่าต้องใช้ที่ดินทำประโยชน์อะไรสักอย่าง ประโยชน์ที่ว่านั้นจะเป็นอะไร คุณจะแค่ปลูกต้นมะนาวเพื่อเลี่ยงภาษี หรือนำมาทำประโยชน์ที่ได้มากกว่านั้นอย่างสร้างพื้นที่สีเขียว สามารถลดหย่อนภาษี สังคมก็ได้พื้นที่สีเขียวที่มีคุณภาพ 

“ตรงนี้เราก็กำลังหารือกับภาครัฐเหมือนกันว่า ถ้าเอกชนเจ้าของที่มาร่วมกับ we!park ช่วยทำกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วม ช่วยออกแบบพื้นที่สาธารณะประโยชน์ดีๆ ที่ทุกคนเข้ามาใช้งานได้ แล้วภาครัฐจะมีมาตรการอะไรมารองรับบ้าง อาจจะออกมาในลักษณะของ CSR Model ที่มีเกณฑ์ชี้วัดชัดเจน ซึ่งก็ต้องกระตุ้นกันต่อไปอีกยาวๆ” 

03

ขอพื้นที่เล็กๆ

ตอนนี้ we!park กำลังทำการศึกษาพื้นที่ 4 แห่งรอบกรุงเทพฯ ตามกลยุทธ์ที่เล่าไปข้างต้นอย่างขะมักเขม้น

we!park โปรเจกต์เพิ่มพื้นที่สีเขียวที่ทุกคนสร้างชีวิตดีและวินได้โดยไม่ต้องรอรัฐบาล, ยศ-ยศพล บุญสม shma

พื้นที่แรก คือบริเวณหลังวัดหัวลำโพง ด้านหลังร้านกาแฟ Too Fast To Sleep ซึ่งได้รับบริจาคจากภาคเอกชน we!park ได้ไปทำกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วมกับชุมชนและผู้ใช้งานในพื้นที่ เมื่อปลายปีที่แล้วก็มีการเปิดใช้พื้นที่ระยะทดลอง (Mock Up Park) เพื่อทดสอบความพึงพอใจของกลุ่มผู้ใช้ ผลลัพธ์เป็นที่น่าชื่นใจ ตอนนี้กำลังเข้าสู่กระบวนก่อสร้างจริง โดยมี กทม. เป็นเจ้าภาพในการจัดหางบประมาณ และอาจจะทำ Crowdfunding ด้วย

พื้นที่ที่ 2 อยู่ย่านอ่อนนุช บริเวณหลังโครงการ T77 ซึ่งได้รับบริจาคมาจากภาคเอกชนเช่นกัน โดยเดือนหน้ากำลังจะมีกิจกรรมเปิดพื้นที่ซึ่ง we!park ชวนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ อินเตอร์ มาร่วมจัด Pop Up Installation ร่วมกับชุมชน

พื้นที่ที่ 3 คือย่านเอกมัย เป็นพื้นที่เศษเหลือจากการทำสะพานข้ามคลองแสนแสบของเขต we!park จะเปิดประกวดแบบภูมิทัศน์เพื่อสร้างเป็นสวนสองฝั่งคลอง โดยมีข้อแม้สำคัญคือ ต้องมีการทำงานร่วมกับคนในพื้นที่จริงๆ

และพื้นที่ที่ 4 เป็นของเอกชนอย่าง River City ที่ we!park ตั้งใจชวนเจ้าของที่ดินพัฒนาเป็นโมเดลต้นแบบ Privately Owned Public Space หรือพื้นที่สาธารณะที่ครอบครองโดยเอกชน

we!park โปรเจกต์เพิ่มพื้นที่สีเขียวที่ทุกคนสร้างชีวิตดีและวินได้โดยไม่ต้องรอรัฐบาล, ยศ-ยศพล บุญสม shma

จะเห็นได้ว่าทั้งสี่พื้นที่มีความแตกต่างกันในเชิงบริบท และพื้นที่ที่มีศักยภาพก็ไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่ เพราะ we!park ให้ความสำคัญกับเรื่องการเข้าถึงมากกว่า อธิบายให้เห็นภาพคือสวนเล็กๆ มากมายที่กระจัดกระจายไปทั่วเมือง มีประสิทธิภาพกว่าสวนขนาดมหึมาเพียงไม่กี่สวน ที่คนเข้าถึงยากเย็น

“เมื่อเราลงไปศึกษาพื้นที่ ทำกระบวนการมีส่วนร่วม มันไม่จำเป็นว่าผลลัพธ์จะต้องออกมาเป็นพื้นที่สีเขียวสาธารณะเสมอไป แต่ละพื้นที่มีศักยภาพและข้อจำกัดของตัวเอง we!park จึงไม่ได้ตั้งธงไว้ในใจว่าต้องทำสวนเท่านั้น บางพื้นที่ชุมชนอาจต้องการกิจกรรมเปิดพื้นที่หรือเวิร์กช็อป 

“ทีมเราเองก็ค่อยๆ Connecting Dot เช่นกัน อย่างพื้นที่ของ River City พอเราศึกษาไปเรื่อยๆ ก็พบว่ามีทีมนักออกแบบอีกทีมคือปั้นเมือง กำลังทำ Pocket Park บริเวณคลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งอยู่ในรัศมีการให้บริการของพื้นที่สีเขียวสาธารณะ เราก็รู้บริบทมากขึ้นว่าทั้งสองพื้นที่มีศักยภาพที่จะเชื่อมต่อเข้าหากัน”

we!park โปรเจกต์เพิ่มพื้นที่สีเขียวที่ทุกคนสร้างชีวิตดีและวินได้โดยไม่ต้องรอรัฐบาล, ยศ-ยศพล บุญสม shma

“ตอนนี้เราพยายามหาพื้นที่ที่มีศักภาพมาไว้ในมือให้ได้มากที่สุด แน่นอนว่าเอกชนที่สนใจ เขาจะสนใจสิ่งที่อยู่รอบๆ บ้านเขา เพื่อให้เขาได้ประโยชน์ก่อน เราต้องเข้าใจก่อนว่าเขาทำธุรกิจ เพราะถ้าอยู่ดีๆ เราไปบอกว่า เรามาช่วยให้เมืองดีขึ้นกันเถอะ แบบนี้มันคุยกับผู้ถือหุ้นไม่ได้ แต่ถ้าเราเอาย่านของเขาก่อน ในย่านมีทางเดินดีๆ มี Pocket Park ย่านจะน่าอยู่ และคุณภาพชีวิตของผู้คนจะดีขึ้น เขาวิน เขาก็อยากร่วมมือด้วย”

04

เขียวยังไงให้ยั่งยืน

นอกจาก 4 พื้นที่ที่อยู่ระหว่างการศึกษา อีกสิ่งที่ we!park ทำอย่างสม่ำเสมอ คือชวนคนรุ่นใหม่ออกไปเดินสำรวจ Pocket Space ที่ซุกซ่อนอยู่ในย่านต่างๆ ยศบอกว่าการชวนนักศึกษามาทำงานร่วมกันนั้น เป็นการสร้างเครื่องมือที่ทรงพลัง เพราะคนรุ่นใหม่มีไอเดียมากมายที่ต่อยอดได้ ถ้าได้รับการผลักดันอย่างตั้งใจ

เราถามว่าสิ่งที่ we!park กำลังทำอยู่เรียกว่านวัตกรรมทางสังคมได้ไหม ยศบอกว่ามันจะเป็นนวัตกรรมได้ก็ต่อเมื่อสิ่งนี้ทำซ้ำได้ และต้องไม่เกิดขึ้นแค่ที่กรุงเทพฯ เท่านั้น แต่พื้นที่สีเขียวสาธารณะแบบที่พวกเขากำลังพยายามผลักดัน ต้องเกิดขึ้นกระจายไปในทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย

“ทำซ้ำได้ หมายถึงมันต้องเป็นโมเดล เราเลยขอทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในการถอดโมเดลเป็นชุดการพัฒนา เพื่อเป็นเครื่องมือให้เห็นว่า ถ้าต้องการพัฒนาพื้นที่สาธารณะขนาดเล็กแบบนี้ต้องทำยังไง ชวนใครมามีส่วนเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อให้นำไปทำซ้ำที่อื่นในประเทศไทยได้”

we!park โปรเจกต์เพิ่มพื้นที่สีเขียวที่ทุกคนสร้างชีวิตดีและวินได้โดยไม่ต้องรอรัฐบาล, ยศ-ยศพล บุญสม shma

“เพื่อให้ต่อไปเมื่อพูดถึงการพัฒนาพื้นที่สีเขียวสาธารณะ ท้องถิ่นได้งบสนับสนุนในการปรับปรุงภูมิทัศน์ มันจะเกิดกระบวนการออกแบบ Bottom Up ไม่ออกมาเป็นเสาไฟเพียงอย่างเดียว ไม่ได้มองว่าแค่ใช้งบประมาณให้หมดไปในแต่ละปี แต่ทุกการสร้างมีตัวชี้ในมิติอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่แค่เชิงเศรษฐศาสตร์ แต่สร้างอิมแพ็กเชิงสุขภาวะและผู้คนด้วย”

ยศอธิบายต่อว่า พื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่สีเขียวเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้เมืองน่าอยู่ ไม่ใช่แค่สร้างชีวิตชีวา แต่พื้นที่เหล่านั้นมีต้นไม้พืชพรรณที่ช่วยผลิตออกซิเจน กรองฝุ่นมลภาวะ ดูดซับน้ำ 

we!park โปรเจกต์เพิ่มพื้นที่สีเขียวที่ทุกคนสร้างชีวิตดีและวินได้โดยไม่ต้องรอรัฐบาล, ยศ-ยศพล บุญสม shma

ถ้ามองไปยังหลายๆ เมืองทั่วโลก มันมีตัวชี้วัดมานานแล้วว่าการที่สภาพแวดล้อมของเมืองดี ดึงดูดการลงทุน ดึงดูดผู้คนให้อยากเข้าไปอยู่ ไปใช้ชีวิตในเมืองมากขึ้น เมืองไม่ใช่แค่ที่อยู่ แต่เป็นหัวใจสำคัญในการแข่งขันกับนานาชาติในหลายมิติ

ดังนั้นนอกจากสร้างพื้นที่สีเขียวสาธารณะแล้ว อีกหนึ่งภารกิจของ we!park คือจะทำยังไงให้ภาครัฐ เอกชน รวมถึงชุมชนและคนทั่วไปเห็นร่วมกันว่า นี่เป็นเรื่องสำคัญที่มองข้ามไม่ได้

05

เป้าหมายใหญ่ที่ต้องไปให้ถึง

Green Bangkok 2030 คือหมุดหมายในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของ กทม. ที่ผลักดันโดยหลายภาคส่วน รวมถึง we!park โดยตั้ง 3 เป้าหมายที่ต้องทำให้สำเร็จในระยะเวลา 10 ปีนับจากวันนี้ 

เป้าหมายแรก คือเพิ่มขนาดพื้นที่สีเขียวต่อคนในกรุงเทพฯ จาก 6.9 ตารางเมตรต่อคนเป็น 10 ตารางเมตรต่อคน โดยต้องเป็นพื้นที่ที่มีคุณภาพในการใช้งานด้วย

เป้าต่อมา คือระยะการเข้าถึงพื้นที่สีเขียว ตอนนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) ให้ความสำคัญกับการคุณภาพในการเข้าถึง มากกว่าขนาดพื้นที่สีเขียว คนในเมืองควรจากบ้าน 5 – 10 นาที หรือประมาณ 400 เมตร เพื่อเข้าถึงพื้นที่สีเขียวสาธารณะในละแวกบ้าน สิ่งนี้คือตัวชี้วัดการกระจายตัวอย่างเท่าเทียม

ทุกวันนี้มีคนกรุงเทพฯ แค่ 13 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นที่มีพื้นที่สีเขียวสาธารณะในละแวกบ้าน ในอีก 10 ปี สัดส่วนคนกรุงที่สามารถเดินถึงพื้นที่สีเขียวสาธารณะจะต้องเพิ่มเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ให้ได้ ยศบอกว่าบางเมืองในโลกมีการตั้งเป้าไว้ถึง 100 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

we!park โปรเจกต์เพิ่มพื้นที่สีเขียวที่ทุกคนสร้างชีวิตดีและวินได้โดยไม่ต้องรอรัฐบาล, ยศ-ยศพล บุญสม shma

เป้าสุดท้าย คือพื้นที่ร่มไม้ปกคลุม ซึ่งนับรวมพื้นที่ที่ต้นไม้ให้ร่มเงาทั้งในพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ส่วนบุคคล ไม่นับสนามหญ้า ต้องเป็นต้นไม้ใหญ่เท่านั้น

เป้าหมายนี้มีเพื่อชี้วัดความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในเมือง คุณภาพของอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยดูได้จากภาพถ่ายดาวเทียม แม้ที่ผ่านมา กทม. จะรณรงค์ให้คนเอากล้าไม้ไปปลูก แต่ที่ผ่านมายังไม่มีเป้าหมายชัดเจน ใน 10 ปี พื้นที่กรุงเทพฯ จะต้องมีพื้นที่ร่มไม้ปกคลุมเพิ่มเป็น 40 เปอร์เซ็นต์

ฟังยศเล่าให้ฟังแบบนี้ ในฐานะชาวกรุงเทพฯ คนหนึ่งก็อดยิ้มดีใจไม่ได้ นับเป็นการเริ่มต้นที่ดี แม้ยังมีอุปสรรคใหญ่ให้ต้องข้ามไปทีละขั้น 

“ตอน กทม. มาคุยกับเรา เรื่องสร้าง Pocket Park ด้วยกลยุทธ์ของ we!park เราก็บอกเขาไปนะว่า เราทำกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วมกับชุมชน กระตุ้นพื้นที่ และช่วยหาพาร์ตเนอร์เอกชน รวมถึงสถาบันการศึกษาในการทำงานร่วมกันได้

“แต่ในฐานะหน่วยงานภาครัฐ คุณต้องไปบูรณาการหน่วยงานต่างๆ ที่ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินมากมายในกรุงเทพฯ ด้วย เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและเห็นเป้าหมายตรงกัน ไม่อย่างนั้นการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมตามเป้าที่วางไว้จะสำเร็จ

“เราก็พยายามกระตุ้น กทม. อยู่ตลอดว่า ในสิบปี ถ้าอยากผลักดันจนสำเร็จตามเป้า คุณต้องนำสิ่งนี้ไปสู่ร่างนโยบายเพื่อผนึกกำลังกัน ขอยกตัวอย่างสิงคโปร์อีกที เขามีรายงานออกมาชัดเจนเลยว่าถ้าพื้นที่สีเขียวมเท่านี้ มันจะกระทบจำนวนนักท่องเที่ยว ส่งผลต่อสุขภาพและสาธารณะสุขของประชากร พื้นที่สีเขียวสาธารณะเท่านี้ ตัวชี้วัดเท่านี้ ถ้าหน่วยงานภาครัฐมาลงทุน เอกชนยินดีลงทุนสนับสนุนตามการนำของรัฐ ผลลัพธ์ที่ได้กลับมาก็เท่าทวี

“เรื่องพื้นที่สีเขียวเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะมันยึดโยงไปถึงความมั่นคงในชีวิตด้านอื่นๆ ฝุ่นพิษ PM 2.5 น้ำท่วม โลกร้อน Urban Heat นี่คือประเด็นใหญ่มหึมาทั้งนั้น เป้าหมายสามข้อที่วางไว้ชัดเจนและท้าทาย แต่ในระดับปฏิบัติการยังเล็กมาก แต่แม้หนึ่งในคนขับเคลื่อนอย่าง we!park เองยังเป็นยูนิตเล็กๆ เป็นกองทัพมด แต่เราจะผลักดันเรื่องนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่ากรุงเทพฯ จะเป็นพื้นที่ชีวิตดีๆ ที่ลงตัวอย่างที่ใฝ่ฝันจริง”

we!park โปรเจกต์เพิ่มพื้นที่สีเขียวที่ทุกคนสร้างชีวิตดีและวินได้โดยไม่ต้องรอรัฐบาล, ยศ-ยศพล บุญสม shma

Writer

Avatar

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

คุณรู้จักซีรีส์สืบสวนสอบสวนอย่าง CSI ไหม แล้ว NCIS, Bones หรือ Partners for Justice ล่ะ

ถ้ารู้จัก คงเคยได้ยินชื่ออาชีพ ‘นักนิติวิทยาศาสตร์’ อยู่บ้าง พวกเขาคือผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล เพื่อช่วยสืบคดีและค้นหาความจริงผ่านศพ 

ในประเทศไทย นักนิติวิทยาศาสตร์คือหนึ่งในทีมเบื้องหลังของ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ผู้ช่วยพิสูจน์อัตลักษณ์เพื่อติดตามคนหายและพาโครงกระดูกนิรนามกลับบ้าน

ฟังดูอาจเป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้จริงแล้ว ‘คนหาย’ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับใคร เมื่อไหร่ก็ได้ อย่างที่เราเคยเห็นฉลากน้ำดื่มที่มีภาพเด็กหาย เห็นโพสต์ตามหาญาติในเพจมูลนิธิกระจกเงา รวมไปถึงประกาศผ่านข่าวและหน้าหนังสือพิมพ์ไม่เว้นแต่ละวัน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แต่ไม่ว่าชีวิตพวกเขาจะอยู่ในสถานะใด เป้าหมายของ พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และ นก-นฤมล ภราสมพงษ์ นักนิติวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มตรวจวิเคราะห์กระดูก กองพัฒนาระบบการติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม คือ ‘การพาทุกคนกลับบ้าน’ 

ครั้งนี้ The Cloud จึงขอนำทุกท่านเข้าสู่โลกเบื้องหลังอันเต็มไปด้วยความหวังที่ไม่เคยริบหรี่ พบเจอกับกลุ่มคนผู้เปี่ยมพลังในการเปลี่ยนความหวังให้เป็นความจริง

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

3,291
สถานะ : พบตัว / ส่งคืน

ครอบครัวหนึ่งลาออกจากงาน เดินทางตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศไทยเพื่อตามหาคนรักที่หายไป โดยมีเพียงกระดาษ A4 ที่พรินต์รูปคนสำคัญและความหวังที่จะพาเขานั้นกลับบ้าน

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีบุคคลสูญหายกว่า 2,346 ราย บุคคลนิรนามอีก 1,663 ราย ศพนิรนามอีก 2,848 ราย และตัวเลขเหล่านี้เพิ่มขึ้นทุกวันตามสถิติในหน้าเว็บไซต์ของ คณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามคนหาย และการพิสูจน์คนนิรนามและศพนิรนาม (ค.พ.ศ.)

ตัวเลขหลักพันประกอบจากชีวิตหลักหน่วยที่อาจเป็นได้ตั้งแต่คนชราผู้มีโรคอัลไซเมอร์ติดตัว ผู้ป่วยที่มีอาการหลงลืม เด็กที่ประสบอุบัติเหตุจนจำอะไรไม่ได้ หรือแม้กระทั่งผู้เคราะห์ร้ายจากคดีฆาตกรรม

สถาบันนิติวิทยาศาสตร์จึงทำงานทั้งในแง่ประกาศคนหาย ประกาศคนนิรนาม ประกาศศพนิรนาม จนถึงพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ทั้งจากข้อมูล ลายนิ้วมือ ผลทันตกรรม ไปจนถึง DNA เพื่อช่วยในการทำคดี

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

เราขอฉายภาพให้เข้าใจก่อนว่า พวกเขามีภารกิจช่วยคนและศพ ประเทศไทยมี ‘คนหาย’ ที่ไม่แน่ใจในสถานะ พวกเขาคือคนที่ญาติแจ้งความกับตำรวจ และยินยอมเผยแพร่ข้อมูลเพื่อให้ ‘สังคม’ ช่วยแจ้งเบาะแส 

ประเทศไทยมี ‘คนนิรนาม’ ที่ยังมีชีวิต แต่จำชื่อตนเองไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ถูกบ้างผิดบ้าง อีกทั้งบางคนเดินทางข้ามจังหวัด จนการตามหาคนรู้จักกลายเป็นเรื่องยาก

สุดท้าย ประเทศไทยมี ‘ศพนิรนาม’ จำนวนนับพันที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร บางคนมาในสถานะที่ญาติยังจดจำใบหน้าได้ และบางคนมาเพียงกระดูก ถึงอย่างนั้น นักนิติวิทยาศาสตร์ก็มองว่า กระดูกเพียงไม่กี่ชิ้นคือหลักฐานสำคัญที่ทำให้รู้ว่า พวกเขาเคยมีชีวิตอยู่บนโลก

แต่การนำคนหายและศพกลับบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฐานข้อมูลคนหายในไทยยังกระจัดกระจายไม่รวมเป็นหนึ่ง บ้างไม่ถูกบันทึกลงระบบ ไหนจะเรื่องสิทธิในการเปิดเผยข้อมูลที่คลุมเครือ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราไม่ทราบว่าญาติของผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นใคร จะเปิดเผยข้อมูลลงเว็บให้ญาติมาหาก็ยังมีความก้ำกึ่งเรื่องสิทธิมนุษยชน เราจึงควรมี พ.ร.บ. บุคคลสูญหาย บุคคลนิรนาม หรือศพไร้ญาติ เพื่อระบุข้อกำหนดให้ชัดเจนในการเก็บ DNA เผยแพร่ข้อมูล รวมถึงทำให้สังคมรู้ว่านี่คือธุระของทุกคน”

นอกจากมูลนิธิกระจกเงาผู้ทำงานด้านบุคคลสูญหายมายาวนาน ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยังพยายามขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน พัฒนาระบบ CIR เพื่อให้ข้อมูลที่ญาติกรอกและข้อมูลที่หน่วยงานรับแจ้งจับคู่กันได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงจัดระเบียบการฝังศพนิรนามในสุสานศพไร้ญาติ เพื่อให้พวกเขายังมีโอกาสกลับสู่ครอบครัว

“ในสุสานต่างจังหวัดไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ เราเลยทำ MOU ร่วมกับมูลนิธิสว่างอริยะธรรมสถาน (เม่งเลี้ยง) และกลุ่มสหพุทธรรมสงเคราะห์ (พ้งเลี้ยง) เพื่อสร้างมาตรฐานการเก็บศพ กำหนดว่าเก็บไว้กี่ปี ระบุเงื่อนไขก่อนเผาทำลาย เราไม่อยากให้ถึงวันที่ญาติมา แล้วพบว่าคนในหลุมถูกเผาไปแล้ว 

“แล้วเรายังมีกรณีที่ญาติทราบว่าศพอยู่กับที่นี่ แต่ไม่มีเงินมารับกลับ ทางเราเองก็มีต้นทุนในการดำเนินงานจำกัดสวนทางกับจำนวนคนหาย ในอนาคตจึงมีแผนเปิดมูลนิธิของสถาบันเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในส่วนต่าง ๆ เพิ่มเติม”

ผู้อำนวยการเล่าพร้อมพาเราขึ้นไปยังห้องเก็บกระดูก เพื่อพบกับนฤมล นักนิติวิทยาศาสตร์ผู้อยู่เบื้องหลังการวิเคราะห์กระดูก และส่งศพนิรนามกลับบ้าน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จุดเริ่มต้นจากคำถามของคุณหญิงพรทิพย์

“คิดว่าความรู้ของตัวเองมีประโยชน์อะไร ไหนลองบอกมา” คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ (ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการและอาจารย์ในสมัยนั้น) ถามนฤมล

เธอเพิ่งส่งใบสมัครเข้าทำงานที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และถูกเรียกให้เข้าสัมภาษณ์ภายในไม่กี่วัน

“หนูรู้จักแค่โครงกระดูกมนุษย์และร่างกายมนุษย์ค่ะ แต่ไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เลย” เธอตอบ

“งั้นมาลองทำดูโดยใช้ความรู้ที่มี พี่กำลังต้องการความรู้นั้น”

นฤมลเป็นเด็กสายวิทย์ เรียนจบปริญญาตรีคณะเทคนิคการแพทย์ สาขาวิชารังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยมหิดล เข้าทำงานเป็นนักรังสีเทคนิคในแผนกเอกซเรย์ของโรงพยาบาล ก่อนเรียนต่อจนจบปริญญาโทกายวิภาคศาสตร์ เพราะตนเองคล่องเรื่องกระดูกมนุษย์ แต่ตอนนั้นยังไม่มีคำว่านิติวิทยาศาสตร์อยู่ในความคิดของเธอ

“เพื่อนเคยแซวตอนเรียนปริญญาโทว่า จบแล้วไปทำงานกับอาจารย์พรทิพย์สิ เพราะเรามักเห็นท่านนั่งทานข้าวในโรงอาหาร เราไม่กลัวศพ เราไม่กลัวเลือด แต่ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกคล้อยตามเพื่อน

“พอจบกายวิภาคมา คนส่วนใหญ่ไปเป็นอาจารย์ เราก็คิดอย่างนั้น จนไปเจอเว็บไซต์สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ประกาศรับคนจบปริญญาสาขาที่เราเรียนหรือสาขาที่เกี่ยวข้อง เราก็ส่งไปจนได้สัมภาษณ์กับอาจารย์พรทิพย์ในอีก 2 วันถัดมา”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

ยุคนั้นปริญญาโทกายวิภาคมีนักศึกษาเรียนจบน้อย ในรุ่นของนฤมลมีเพียง 2 คน เธอจึงกลายเป็นบุคลากรคุณภาพในวันที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพิ่งเริ่มก่อตั้ง ถึงขั้นที่คณะกรรมการคุยกันว่า โปรไฟล์นี้คือคนที่คุณหญิงต้องการ

“พอสัมภาษณ์เสร็จเราถามอาจารย์พรทิพย์ว่า หนูได้ไหมคะ ท่านบอกว่า มาทำงานได้เลย อาจารย์มอบหมายให้อยู่ศูนย์พิสูจน์บุคคลสูญหาย จนถึงวันนี้ 19 ปีแล้ว เราก็ยังทำงานที่นี่อยู่”

เข้างานวันแรก ๆ หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพและเดินทางไปที่เกิดเหตุเพื่อค้นหากระดูก ฟังดูเหมือนง่าย แต่เส้นทางการทำงานที่แท้จริงขรุขระเสมอ เธอต้องขวนขวายอ่านหนังสือ ปรึกษาขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ และสอบชิงทุนเพื่อไปศึกษาการทำงานในต่างประเทศ หนึ่งในนั้นคือการไปเรียนที่ฮาวายใน Forensic Science Academy ห้องปฏิบัติการนิติมานุษยวิทยา (Central Identification Laboratory, Hawaii) ที่ดีที่สุดในโลก

“อาจารย์พรทิพย์เห็นความสำคัญเรื่องนิติวิทยาศาสตร์มานานแล้ว เพราะประเทศไทยในอดีตไม่มี กระดูกหรือศพเน่าจึงถูกละเลยเพราะไม่มีข้อมูล แต่ด้วยการขับเคลื่อนของอาจารย์และอีกหลายท่าน ไทยจึงได้ร่วมมือกับต่างประเทศ และตัวเองก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่จนมีความรู้ในการทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

Diary of Life

หากศพอยู่ในสภาพที่แพทย์ชันสูตรตรวจสอบอะไรต่อไม่ได้ ด่านต่อไปคือการค้นหาข้อมูลจากกระดูก หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพจากห้องแล้วนำไปสลายที่นครนายก เพื่อเอาเนื้อเยื่อออกและทำความสะอาด จากนั้นจึงตรวจกระดูกอย่างละเอียดเพื่อค้นหาร่องรอย ความผิดปกติ เช่น โรคและบาดแผลต่าง ๆ

“ไม่ใช่ทุกเคสที่มีกุญแจให้เราไข แต่บางเคสมี เช่น Defend Wound คนอาจยกแขนขึ้นมาป้องกันตัวจนเกิดรอยลึกบนกระดูก ถ้าพี่เห็นรอยแตกบนกระดูกเป็นรอยสันคมแนวขนาน แปลว่าอาจเกิดจากของมีคม

“หรือสมมติเจอกองเนื้ออยู่บนพื้น พี่เอามาตรวจแล้วเจอรูกลม ๆ บนกระดูก แปลว่าสาเหตุการตายอาจไม่ใช่รถทับ เพราะมีรอยกระสุน ใครบ้างจะปล่อยให้รถทับแล้วมายิงซ้ำ หรือเจอศพแล้วค่อยมายิง หากพี่ส่งสิ่งที่ตรวจเจอให้พนักงานสอบสวน อย่างน้อยเขาอาจเอาไปเป็นข้อมูลสำหรับทำคดีต่อได้” นฤมลเล่าประสบการณ์

ด้วยความที่คลุกคลีกับศพและกระดูกมานาน เพียงการมองด้วยตาเปล่าก็ทราบได้ว่านั่นคือกระดูกคนหรือสัตว์ เพราะฉะนั้น หากสงสัย โปรดส่งมาให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราจะนำกระดูกที่ได้ทั้งหมดมาเรียง เพื่อสร้าง Biological Profile ระบุเพศ อายุ เชื้อชาติ ส่วนสูง สาเหตุการตาย ซึ่งมีส่วนช่วยในการหาคนหายและทำคดี อย่างกระดูกชิ้นนี้ที่มีเหล็กดามอยู่” เธอชี้

เหล็กที่ว่าเป็นข้อมูลพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลชิ้นสำคัญ หากทราบเพิ่มเติมว่าศพนี้เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 19 – 30 ปี มีเหล็กดามเข่า เจ้าหน้าที่จะลดจำนวนกลุ่มเป้าหมาย โดยตีวงไปยังผู้สูญหายที่เพศ ช่วงอายุ ประวัติทางการแพทย์ และข้อมูลจากญาติตรงกัน

“จากที่มีข้อมูลคนสูญหายเพศชายในระบบ 100 คน อาจเหลือแค่ 20 คนที่ขาเจ็บ หากศพดามเหล็กที่ขาขวา อาจเหลือที่ตรงกันแค่ 5 คน หลังจากนั้นจะมีการ Confirm Test โดยนำญาติมาที่สถาบันฯ เพื่อตรวจสอบหลักฐาน รูปพรรณสัณฐาน และข้อมูลเพิ่มเติมทางการแพทย์ ถ้าเข้าข่ายจึงส่งไปตรวจ DNA”

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ข้อมูล’ โดยเฉพาะข้อมูลจากญาติพี่น้อง หากใครมีประวัติทันตกรรมหรือประวัติทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นผลเอกซเรย์ ผ่าตัด หรือดามเหล็ก โปรดเก็บเอาไว้ให้ดี สิ่งนี้คือหลักฐานที่จะตามหาญาติของท่านจนพบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน
'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แล้วในคดีสำคัญ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ตรวจสอบไม่มีอคติในการทำงาน

นฤมลบอกว่าทุกกระบวนการเป็นไปตามหลักสากลที่เรียกว่า Blind Analysis คือเธอไม่ทราบข้อมูลของโครงกระดูกเลย ไม่ว่าจะประวัติ สำนวนคดี หรือสถานที่ที่พบ เพื่อปฏิบัติกับกระดูกทุกโครงอย่างเท่าเทียม

“สุดท้ายพี่จะรู้ข้อมูลเองเมื่อศพบอก สมมติ พี่เจอรากไม้ตามโพรงจมูก พี่จะเขียนลงในรายงานว่ามีรากไม้ ซึ่งอาจตรงกับคดีว่า ตำรวจไปเก็บมาจากป่า ขุดจากดิน หรืองมจากในน้ำ บางทีเราไปพลิกป่าหาเอง ได้มา 1 ชิ้นก็ถือว่าได้ แต่ข้อมูลจะน้อยกว่าได้มาทั้งโครง”

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

เกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา งานนี้สอนเธอว่า กระดูกที่คนอื่นมองเป็นเพียงกระดูก แท้จริงแล้วคือสมุดบันทึกชีวิตที่ไม่ใช่ใครก็เปิดอ่านได้

“แต่เราคือคนนั้น ใครเคยแขนหัก ขาหัก มันบันทึกอยู่ในกระดูก ต่อให้ผ่านไป 10 – 20 ปีมันก็จะถูกบันทึกอยู่อย่างนั้น พี่จะเห็นร่องรอย พี่จะรู้ว่าเขามีตัวตน แต่ถ้ากระดูกนี้ไปอยู่กับคนอื่น เป็นผู้เคราะห์ร้ายสักคนที่ล้มอยู่ที่ไหนสักแห่ง กระดูกของพวกเขาอาจกระจัดกระจาย ตัวตนแตกสลาย และหายไปตลอดกาล

“อะไรที่จะบอกกับประชาชนได้ คืออยากให้ช่วยแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อเก็บกระดูกที่คุณพบมาให้เรา ไม่ต้องกังวลว่านั่นจะเป็นกระดูกสัตว์แล้วใครจะว่าอะไร หากนั่นเป็นคนที่คุณรัก คุณก็คงคิดเหมือนกันว่าอยากเพิ่มโอกาสในการหาเขาให้เจอ”

'คนหายไม่ใช่เรื่องไกลตัว' คุยกับทีมงานสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ผู้อยู่เบื้องหลังการพาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จะรอวันได้พบเธอ

“พี่ทำงานนี้มา 19 ปี ไม่ได้สำเร็จทั้งหมด แต่ก็หาเจอหลายเคส พี่ไม่ได้ไปคุยกับญาติเขาโดยตรง แต่ดีใจอยู่ข้างหลังทุกครั้งที่มีน้องมาบอกว่า เราได้คืนคนสำคัญให้ครอบครัว 

“มีจริง ๆ พ่อแม่ที่แข็งแรงดีเดินออกไปตลาด แต่หายไปเป็น 10 ปี บางคนความจำดีแต่ดันถูกรถเฉี่ยวจนหลงลืม ถูกส่งไปสถานสงเคราะห์ บางคนหนีออกมาเพราะจะกลับบ้าน แต่ดันหลงไปไกลกว่าเดิม ลูกหลานลาออกจากงานเพื่อตามหา หากเขารู้ว่าสุดท้ายพ่อแม่อยู่ที่นี่ อย่างน้อยชีวิตเขาก็ได้เดินต่อ อย่างน้อยเขาก็ได้พ่อแม่คืน

“กระดูกที่คุณเก็บมาให้เราตรวจ คุณรู้ไหมว่าเขาตามหากันขนาดไหน” นฤมลเล่าอย่างตั้งใจ

ภายในห้องเก็บกระดูกของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มีกระดูกนิรนามรอคอยการกลับบ้านกว่า 1,600 โครง จาก 4 จังหวัดที่สถาบันรับผิดชอบ อาวุโสที่สุดอยู่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2545 และมีอีกมากมายกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

“เรามีกลุ่มพิสูจน์อัตลักษณ์ที่ติดต่อกับญาติ กลุ่มบริหารจัดการฐานข้อมูลเพื่อสร้างศูนย์กลางข้อมูลเดียวกันทั้งประเทศ กลุ่มห้องปฏิบัติการทำหน้าที่ตรวจพิสูจน์หลักฐานจากศพ และกลุ่มติดตามคนหายที่ทำงานกับทุกภาคส่วนทั้งตำรวจและโรงพยาบาล คือเก็บข้อมูลกับคนไข้เพื่อตามหาญาติเลย เราไม่อยากให้เขาจากไปแล้วค่อยเก็บข้อมูล เพราะหากเจอเร็วย่อมเป็นประโยชน์กว่า”

นอกจากความรู้สึก การตามหาคนหายและระบุตัวตนศพนิรนามยังเป็นเรื่องของการพิทักษ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะลบคำสบประมาท หาตัวคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมาย คืนความยุติธรรมในคดี รวมถึงมอบสิทธิอันชอบธรรมคืนให้กับครอบครัว ออกใบมรณบัตร สิ้นสุดคดี ยุติการชำระหนี้แทน 

“ทั้งหมดเป็นบริการประชาชน ตั้งแต่แจ้งหาย เก็บหลักฐาน เก็บ DNA จนถึงรับศพกลับบ้าน ไม่มีการเก็บค่าบริการทั้งคนหายและการตรวจพิสูจน์ศพนิรนาม เว้นแต่เป็นการตรวจที่ไม่ใช่ทางคดี

“การพาศพกลับบ้านอาจไม่ได้เป็นประโยชน์กับผู้ตาย แต่เป็นการทำเพื่อคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เราอยากให้สังคมตระหนักถึงเรื่องนี้ แล้วมาแจ้งเบาะแส เก็บกระดูกมาพิสูจน์ เราจะพาพวกเขากลับบ้าน”

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load