เริ่มแรกนั้นชื่อของ เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ มาพร้อมกับภาพความเป็นพระเอกดาวรุ่งผิวเข้ม แสดงตัวตนเป็นหนุ่มขอนแก่นอย่างชัดเจน นับเป็นภาพที่แตกต่างจากพระเอกส่วนใหญ่ในยุคนั้น

แต่ความเป็น ‘ลูกอีสาน’ แท้ร้อยเปอร์เซ็นต์กลับกลายเป็นเสน่ห์ของเวียร์ที่ไม่มีใครเลียนแบบได้  

ไม่น่าแปลกใจที่เขาจะได้รับบทบาทการแสดงและพิธีกรที่พูดภาษาไทยถิ่นอีสานเสมอ จนกลายเป็นซิกเนเจอร์ของเขาไปแล้ว

ที่ผ่านมา เวียร์ไม่เคยอยากลบภาพความเป็นลูกอีสาน พอๆ กับที่ไม่สนใจจะลบภาพต่างๆ ที่เกิดจากกระแสข่าวตั้งแต่เข้าวงการ ไม่ว่าจะเป็นติดปาร์ตี้ ขี้เมา หรือแม้แต่เรื่องสาวๆ ที่มักฮือฮากว่าผลงานที่เขาทุ่มเทสุดตัว

เพราะสุดท้ายเขามองว่า เรื่องเทาๆ ทำให้เขาดูเป็นมนุษย์ทั่วไปที่จับต้องได้ และมีอยู่จริง

และด้วยภาพลักษณ์ความเป็นมนุษย์เดินดินที่ดูจริงใจ น่าจะเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่ทำให้เขาเติบโตในวงการและรั้งอันดับท็อปพระเอกในวงการไว้ได้นานถึง 13 ปี

หลังจากรอจังหวะเวลาว่างจากตารางงานอันแสนแน่นของเขามานาน ในที่สุดเราได้เวลานัดหมายพูดคุยกับเวียร์ ในช่วงก่อนงานแถลงข่าวภาพยนตร์เรื่อง Dew ดิว ไปด้วยกันนะ ผลงานล่าสุดที่เขากระโดดสู่วงการจอเงินอีกครั้ง หลังจากฝากฝีมือการแสดงที่น่าประทับใจในภาพยนตร์เรื่อง มะลิลา ที่พิสูจน์ว่าเขาไม่ได้เป็นได้เพียงแค่พระเอกละครหลังข่าวอีกต่อไป 

เรานั่งสนทนากันแบบสบายๆ หน้าโรงภาพยนตร์ที่มีงานแถลงข่าวในช่วงบ่าย เวียร์ยิ้มแย้ม พูดคุยอย่างสนุกสนานและอารมณ์ดี แม้แววตาจะแสดงความเหนื่อยล้าอยู่บ้างก็ตาม

การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

เปิดตัวด้วยภาพพระเอกภูธร

เวียร์ ศุกลวัฒน์ เป็นเด็กขอนแก่น ที่ทั้งเกิด เติบโต และเรียน ในจังหวัดบ้านเกิดมาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อเรียนอยู่ชั้นปี 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เขาถูกชักชวนให้เข้าสู่วงการบันเทิง

แม้ไม่เคยคิดอยากทำงานด้านนี้มาก่อน แต่เมื่อคุณแม่สนับสนุนสุดตัว เขาจึงตกปากรับคำและเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงช่อง 7 นานถึง 7 ปี

หลังจากประเดิมการแสดงครั้งแรกในละครเรื่อง พลิกดินสู่ดาว เวียร์ได้แจ้งเกิดในวงการบันเทิงเต็มตัวในฐานะดาราดาวรุ่งหน้าใหม่ ละครได้กระแสตอบรับที่ดีมากเกินคาดหมาย แต่เมื่อดูจากผลงานที่ออกมา เขากลับประเมินว่าตัวเองไม่ประสบความสำเร็จกับงานด้านนี้

“เป็นเพราะเราไม่ค่อยชอบ และต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ทักษะการแสดงมากกว่าคนอื่น” เขาเล่าถึงปัญหาใหญ่ในครั้งนั้น “เราทั้งสมาธิสั้น มีความกังวลสูง และใจร้อน พอทำไม่ดีก็จะจมดิ่งอยู่ตรงนั้น คิดว่าตัวเองเป็นตัวถ่วงคนอื่น แม้จะมีคนบอกว่าไม่มีใครเก่งตั้งแต่แรกหรอก แต่ผมคิดว่าถ้าต่อไปไม่พัฒนาก็คงอยู่ในวงการยาก”

เวียร์เล่าว่า เขาไม่ได้คิดไปเองว่าแสดงไม่ดี เพราะมีกระแสเสียงวิจารณ์ที่ตอกย้ำความคิดของเขาเช่นกัน เริ่มจากการแสดงที่เล่นแข็งเป็นท่อนไม้ และต่อมามีเสียงผู้คนคอยค่อนแคะว่าเขาเป็น ‘พระเอกบ้านนอก’ 

“ผมก็บ้านนอกจริงๆ” เขายอมรับความจริงอย่างเข้าใจ “บทบาทในเรื่องก็เป็นเด็กต่างจังหวัดเข้ามาประกวดร้องเพลงอีก มันก็ย้ำว่าเราเป็นแนวนั้น แล้วหน้าตาเราก็ไม่ได้เป็นพระเอก ผิวก็กระดำกระด่าง โคตรน่าเกลียดเลย” เขาทิ้งท้ายด้วยเสียงหัวเราะ

การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า
การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

เด็กขอนแก่นแท้
แต่พูดอีสานไม่เป็น

เมื่อเปิดตัวด้วยภาพลักษณ์ของเด็กหนุ่มอีสานที่พูดภาษาถิ่นได้คล่องปาก เส้นทางในวงการต่อจากนั้นของเวียร์จึงหนักไปทางที่ต้องใช้ความสามารถด้านการพูดภาษาไทยถิ่นอีสานเสมอ  

หลายคนชมว่าเขาพูดสำเนียงอีสานได้หวาน ไพเราะ และน่าฟัง แต่เบื้องหลังคือ ก่อนเข้าวงการเขาไม่เคย ‘เว้าอีสาน’ มาก่อนเลย

“ตอนเด็กๆ ไม่เคยใช้ภาษาอีสานเลย ถึงครอบครัวจะเป็นคนอีสานแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ตัวผมเองเป็นลูกอีสานแท้ๆ  ปู่ย่าตายายพูดอีสานกัน พ่อแม่ก็พูด แต่เวลาหันมาพูดกับเราเขาพูดภาษากลาง เพื่อนที่โรงเรียนก็พูดแต่ภาษากลางกัน กลายเป็นว่าฟังออกหมดเลย รู้เรื่องทุกอย่าง แต่พูดไม่ค่อยได้

“พอผมเรียนมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งรวมเด็กแถวภาคอีสานทุกสารทิศ ผมต้องเริ่มพูดอีสานกับเพื่อน เพราะเพื่อนไม่พูดภาษากลางกับผม ก็ต้องฝึกพูดอีสานให้ได้ จนเล่นละครครั้งแรกที่ต้องพูดอีสาน เพื่อนๆ ที่โรงเรียนยังตกใจเลยว่ามึงพูดอีสานได้ด้วยเหรอวะ แต่เพื่อนมหา’ลัยไม่แปลกใจ เพราะเห็นผมพูดอยู่แล้ว”

เมื่อทำงานในวงการเรื่อยมา แต่ว่าคนยังติดภาพเดิม งานที่ได้รับก็ออกไปในแนวเดิม เคยคิดอยากลบภาพความเป็นอีสานหรือลดความเป็นพระเอกภูธรให้จางลง เพื่อรับงานให้ได้กว้างขึ้นไปอีกบ้างไหม – เราลองถาม

“ไม่นะ ผมรู้สึกว่าเป็นเสน่ห์มากกว่า พูดได้ตั้งสองภาษา” เขาหัวเราะชอบใจ “เพื่อนยังเคยแซวว่า ตอนมึงเดินไปคุยกับผู้บริหารดูพูดจาดีมากเลย สักพักแม่บ้านมาทักภาษาอีสานก็พูดกับเขาได้ ใช้ได้นะเนี่ย

“ผมโชคดีที่พ่อแม่ปลูกฝังมาอย่างดี เขาอาจจะเลี้ยงเราแบบคุณหนู เรียนอยู่โรงเรียนใหญ่ในเมือง มีคนขับรถไปรับไปส่งที่โรงเรียน แต่พอปิดเทอมสามเดือนเขาจะส่งไปอยู่บ้านคุณยายที่อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ให้อยู่กับทุ่งนา สัมผัสบรรยากาศอีสานโดยแท้ แล้วอย่าหวังว่าคุณยายหรือคนแถวนั้นจะพูดภาษาไทยกลางเลยนะ ไม่มีเลย” เขาหัวเราะ

การเติบโตมาจาก 2 สภาพแวดล้อมทำให้เวียร์ไม่ลำบากใจเมื่อต้องเริ่มเข้ามาใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ และไม่เคอะเขินเมื่อต้องใช้ภาษาไทยอีสาน

 “เวลามากรุงเทพฯ เราก็พูดอย่างคนเมือง เวลาอยากพูดอีสานเราก็พูด ผมไม่ได้รู้สึกว่ากรุงเทพฯ ไม่ใช่ที่ของเรา หรือต้องลบความเป็นอีสานเมื่อเข้ากรุงเทพฯ เพราะตัวตนของเราดีอยู่แล้ว”

การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

ข่าวคราวไม่เคยเงียบหาย

ตั้งแต่เข้าวงการเวียร์เจอกระแสข่าวทั้งดีและไม่ดีอยู่เสมอ ซึ่งส่วนใหญ่คนมักให้ความสนใจกับข่าวเรื่องส่วนตัว แม้ในช่วงเวลาที่เราได้คุยกับเขา เวียร์ก็มีกระแสข่าวเรื่องส่วนตัวที่เป็นประเด็นอยู่

เรารู้สึกว่าหลายครั้งหลายคราวกระแสข่าวเหล่านี้กลบความสามารถและผลงานที่น่าสนใจของเขาไปแทบสิ้น

“นักแสดงทุกคนอยู่ควบคู่กับข่าวพวกนี้อยู่แล้ว ขาดกันไม่ได้” เขาอธิบายอย่างเข้าใจ “ตั้งแต่ผมเข้าวงการมาจนถึงปัจจุบัน มีทั้งข่าวดีข่าวไม่ดี ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยดี ข่าวจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง มีมูลบ้าง ไม่มีมูลบ้าง แต่งเติมให้ดูสนุกบ้าง หรือบางทีไม่มีอะไรเลย

“แต่เมื่ออยู่ในยุคโซเชียลที่คนสนุกสนานกับการเป็นสื่อ เพราะยุคนี้ทุกคนเป็นสื่อได้หมด ทุกคนมีโทรศัพท์ มีบล็อกของตัวเอง เขาก็เป็นนักข่าวเองได้ วันนี้ลองดูก็ได้ว่าเขาจะถามเรื่องงานวันนี้ว่าหนังเป็นยังไง เล่นยากไหม หรือจะถามเรื่องส่วนตัวของผม เรื่องที่เป็นข่าว เดี๋ยวลองมาดูกันก็ได้ว่าเขาจะสนใจเรื่องไหนมากกว่ากัน” เขายิ้มก่อนจะเล่าความรู้สึกต่อไป

“แต่ถ้าถามว่าผมน้อยใจไหมที่คนไม่โฟกัสเรื่องงานที่ผมตั้งใจทำ ทั้งที่โคตรเหนื่อยเลยกว่าจะออกมาเป็นผลงานสักชิ้น ผมไม่รู้สึกเลย ผมไม่ได้อินกับข่าวเยอะ จริงก็จริง ไม่จริงก็ไม่จริง อะไรไม่จริงก็คือไม่จริง จริงก็ตอบ ขอโทษก็ว่ากันไป”

แต่ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันนะว่าข่าวพวกนี้ติดเป็นภาพลักษณ์ของเวียร์เช่นกัน – เราแสดงความเห็นในมุมของคนธรรมดาที่เป็นผู้รับสารเหล่านั้น

“ใช่ คนอาจมองว่าผมติดปาร์ตี้ ชอบดื่ม เจ้าชู้ แต่ผมมองว่าสุดท้ายเราแคร์ความรู้สึกหรือรับฟังทุกคนไม่ได้ บางทีสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดอาจจะแค่แคร์คนที่อยู่ตรงหน้า ณ ตอนนั้น หรือแคร์คนที่เขารักเราจริงๆ ผมเชื่อว่าแฟนคลับจริงๆ ของผมที่ติดตามผลงานและอยู่กับผมมาสิบสามปี รู้ว่าคนที่เขารักเป็นคนยังไง เขาไม่ค่อยแคร์ข่าวที่เกิดขึ้น เขาเข้าใจและให้กำลังใจ ไม่เหยียบเรา”

เขาพูดราวกับว่าความเป็นดาราในแบบของเขาไม่จำเป็นต้องทำแต่เรื่องดีงามไร้ที่ติ

“ไม่จำเป็นต้องขาวสะอาดไปเสียหมด” เขาตอบอย่างจริงใจ “บางทีก็เทาๆ บ้าง ให้ดูเป็นมนุษย์ ดื่มบ้างเป็นเรื่องปกติ เคยมีเรื่องผู้หญิงบ้าง แต่ตอนนี้เรื่องผู้หญิงไม่มี หลังจากที่เราเริ่มคุยจริงจัง เราก็เต็มที่ ไม่วอกแวก มันเป็นเรื่องของลูกผู้ชาย” สำหรับประเด็นสุดท้าย เขาย้ำอย่างจริงจัง

การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า
การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

เปลี่ยนแปลง แต่ไม่เปลี่ยนไป

“วงการบันเทิงเปลี่ยนผมไปเยอะ เปลี่ยนแล้วกลับมา แล้วก็เปลี่ยนอีก” เขาเกริ่น เมื่อเราถามว่าวงการส่งผลต่อชีวิตเขามากแค่ไหน

เรายังไม่ค่อยเข้าใจคำตอบที่ว่า จึงขอให้เขาขยายความให้ฟัง

“การเปลี่ยนอย่างแรกที่น่ากลัวที่สุดคือ เปลี่ยนสถานะจากเด็กมหาวิทยาลัยคนหนึ่งมาเป็น เวียร์ ศุกลวัฒน์ นักแสดงที่คนรู้จัก แรกๆ ทำให้ผมอยู่ยาก เพราะผมเป็นคนชอบสันโดษ ไม่ค่อยชอบไปที่ที่คนเยอะ พอมาอยู่ตรงนี้การดำเนินชีวิตก็เปลี่ยนไป มีคนอยากทักทาย ขอถ่ายรูป ขอลายเซ็น ผมก็ทำเท่าที่ทำได้ ซึ่งต้องขอโทษแฟนคลับที่ผมไม่ได้ดูแล ยืนถ่ายรูปด้วยเป็นชั่วโมง เราถ่ายรูปหมู่กันสักสองรูป หนึ่งปีมีมีตติ้งกันสักครั้งสองครั้ง ทำบุญด้วยกัน ที่คือสิ่งที่ผมทำได้จริง”

“สองคือ มันเกือบทำให้ผมหลงตัวเอง” เขารีบพูดขึ้นทันทีที่อธิบายประเด็นแรกจบ

“มันเกือบทำให้ผมลืมตัวไปชั่วขณะ คนที่ดึงกลับมาคือคนที่เข้าใจเรา นั่นคือครอบครัว และเพื่อนสนิทที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ถ้าได้กลับไปเจอกันเมื่อไหร่ พวกมันจะด่าผม ตบหัวผม ทำให้ผมรู้ว่า เออ กูไม่ใช่ใครที่ไหนเลย อยู่กับพวกมึงก็โดนพวกมึงเตะ โดนพวกมึงด่า เพื่อนไม่ได้มองว่านี่คือเวียร์ที่เป็นดารา เขาปฏิบัติตัวกับผมเหมือนเดิม ไม่มีเปลี่ยน และเพื่อนพวกนี้แหละที่ดึงผมให้กลับมา” เขายิ้มเมื่อนึกถึงมิตรภาพอันจริงใจที่มีต่อกันของเพื่อนกลุ่มนี้ 

การหวนสู่จอเงินของพระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

กราฟความนิยมพุ่งขึ้นได้แค่ครั้งเดียว

เพราะมีคนขู่ตั้งแต่แรกเข้าวงการว่า ทำงานได้สักสองสามปี พระเอกหน้าใหม่อย่างเวียร์อาจต้องผันตัวไปรับบทพ่อ และจะกลับมาเป็นพระเอกไม่ได้ เวลานั้นเขารับฟังแต่ก็ค้านในใจ จนเมื่อได้สังเกตเส้นทางของรุ่นพี่ในวงการมากมาย เขาจึงพอสรุปได้ว่า กราฟในวงการบันเทิงพุ่งสูงได้แค่ครั้งเดียว

 “สำหรับวงการบันเทิง กราฟจะขึ้นสูงมาก แล้วมันจะคงที่กับตกลงไป น้อยมากที่จะมีโอกาสขึ้นไปอีก ตอนแรกผมเชื่อว่าคงเป็นอายุขัยของอาชีพ เพราะเห็นตัวอย่างของรุ่นพี่ในวงการมาบ้าง แต่พอเอาเข้าจริงผมว่ามันอยู่ที่ตัวเราด้วยเกินกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์”

เมื่อเชื่อมั่นเช่นนี้ เขาจึงทำทุกงานที่ได้รับอย่างเต็มที่ พร้อมไปกับพัฒนาตัวเองไม่หยุด ขณะเดียวกันก็ทิ้งความกังวลใจในเรื่องที่ไม่อาจควบคุมได้

“ผมทำเต็มที่ในระยะเวลาที่เราคิดว่าทำได้ เราไม่ได้ไปกังวลว่าต้องระวังตัว หรือกลัวว่าจะหมดยุคของเราแล้ว เราเพียงแต่เดินหน้า ทำหน้าที่ของเราให้ดี ผมว่ามันคือหลักการของทุกอาชีพที่เราต้องพัฒนาตัวเอง ใฝ่หาความรู้ ช่างสังเกต หรือคืนกลับสู่สังคมบ้าง นี่เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว และผมก็ทำมาเรื่อยๆ ซึ่งอาจเป็นโชคก็ได้ อาจเป็นเพราะเรามีคนสนับสนุนเยอะ มีแฟนคลับที่น่ารัก เหมือนกับเราไม่ได้เดินมาเพียงคนเดียว”

การกระโดดเข้ามาแสดงภาพยนตร์เป็นอีกหนึ่งหนทางในการพัฒนาฝีมือการแสดง พร้อมท้าทายความสามารถของตัวเอง ที่ผ่านมา เราจึงได้เห็นเขาแสดงบทบาทในภาพยนตร์ที่แตกต่างจากการเป็นพระเอกละครอย่างสิ้นเชิง 

การหวนสู่จอเงินของพระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

ผลงานที่พิสูจน์ภาพนักแสดงของเวียร์ได้ชัด คือผลงานจากภาพยนตร์เรื่อง มะลิลา ที่ได้รับหลายรางวัลการันตีจนคนหันมาสนใจและเห็นเขาในมุมมองใหม่ ที่ไม่ใช่เพียงพระเอกละครหลังข่าว

“ผมอยากให้คนได้เห็นการแสดงของผมในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ในขณะเดียวกันเราก็ได้ทำงานที่ท้าทายและพัฒนาฝีมือไปด้วย การเล่นละครอาจมีบทที่แตกต่าง แต่งานที่ยากกว่านั้นก็มีอีกเยอะ ผมจึงลองเข้ามาสัมผัสกับการแสดงภาพยนตร์แนวอินดี้หรือสายประกวด การลงทุนไม่สูง สปอนเซอร์ไม่เยอะ และเน้นศิลปะจริงๆ เพื่อที่เราจะได้พิสูจน์ตัวเองด้วยว่าทำได้หรือไม่”

การทำงานในวงการมายาวนานถึง 13 ปี ทำให้เวียร์เข้าใจสัจธรรมของอาชีพที่มีขึ้นลงเหมือนกับสรรพสิ่งทั่วไป และพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ขึ้นลงเช่นนั้นได้เช่นกัน

“ทุกอย่างมีขึ้นมีลงเป็นเรื่องปกติ แต่สุดท้ายก็อยู่ที่เรานั่นแหละ ว่าถ้าถึงเวลาที่ลงจริงๆ ยอมรับได้ไหม หรือว่าเราปล่อยให้ลงเพราะตัวเราเอง มันมีหลายปัจจัย แต่สิ่งที่ผมจะไม่ให้เกิดขึ้นแน่ๆ คือ ผมจะไม่ปล่อยให้มันลงด้วยตัวเอง แต่ถ้าจะลงด้วยสิ่งรอบนอกหรือความเปลี่ยนแปลงที่ควบคุมไม่ได้ ก็ต้องเป็นไป แต่เราก็คงมีจุดยืนอื่นที่มีคุณค่าให้เราทำต่อไปได้ ผมอาจจะผันตัวไปเป็นผู้จัด เป็นคนเบื้องหลัง หรืออาจจะปล่อยวาง ไปปลูกต้นไม้ ขี่มอเตอร์ไซค์รอบโลก ก็เป็นไปได้หมด”

การหวนสู่จอเงินของพระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

ความสุขมีอยู่ทั่วไป
รอเพียงแค่หาให้เจอ

สิ่งหนึ่งที่เราสัมผัสได้จากการพูดคุยกับเวียร์ในวันนี้คือ เขามีความสุขกับชีวิตและทุกสิ่งที่ทำ สำหรับเขาแล้วความสุขช่างหาง่าย อยู่ที่ว่าทำอย่างไรจึงจะหาเจอ

 “ความสุขอาจไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวผมทุกวัน บางวันผมอาจสร้างมันเองได้ แต่จริงๆ แล้วความสุขมีอยู่ทั่วไป อยู่ทุกที่ อยู่ที่เราจะมองเห็นมันแล้วดึงมันเข้ามาหาเราหรือไม่มากกว่า อย่างผมทำงานก็มีความสุข เลี้ยงหมาก็มีความสุข แม้จะเหนื่อยมาก หรือปลูกต้นไม้ก็มีความสุข การได้ไปเที่ยวหรือมาเล่นภาพยนตร์ ได้เจอสังคมใหม่ๆ ก็เป็นความสุข โดยรวมแล้วทุกกิจกรรมที่ผมทำ แฝงความสุขอยู่ในนั้นด้วย”

อีกหนึ่งความสุขที่กลายเป็นความสำเร็จและความภูมิใจเหนือสิ่งอื่นใดคือการได้เห็นคนที่รักสุขสบาย ความสุขที่ว่านี้มากล้นจนเราสัมผัสได้จากน้ำเสียงและแววตา

“ตอนนี้ผมให้คุณพ่อคุณแม่ได้พักจากงาน ให้เขา Early Retire จากการทำงานหนักกันมาทั้งชีวิต เพราะคุณแม่เป็นพยาบาล ยืนเยอะ คุณพ่อเป็นวิศวกรก็คุมงานหนักหนาสาหัส ผมบอกว่าตอนนี้เวียร์มีหน้าที่การงานที่มั่นคงพอสมควรแล้ว ไม่ต้องลำบากคุณพ่อคุณแม่แล้ว เลยให้เขาได้ออกมาทำสิ่งที่รักเร็วขึ้นสักหน่อย การได้เห็นคนที่เรารักมีความสุขก็ถือเป็นความภูมิใจและเป็นความสำเร็จในชีวิตของผมแล้วนะ”

ก่อนจบบทสนทนา เราชวนเวียร์คุยเรื่องบ้าน ครอบครัว และเพื่อนๆ ที่บ้านเกิดของเขาอีกครั้ง เพราะเห็นพักหลังเขาหาเวลากลับบ้านและไปเยี่ยมเยียนเพื่อนสนิทที่ขอนแก่นอยู่เสมอ

“ผมรู้สึกว่าอีสานคือบ้านเราจริงๆ ผมชอบทะเลนะ ไปแล้วก็มีความสุข แต่ก็สู้กลับบ้านแล้วจ้ำข้าวเหนียวไม่ได้ มันมีความสุขกว่าอีก” เขาหัวเราะ

ในฐานะที่เป็นลูกอีสาน อยากให้บอกเราหน่อยว่า เสน่ห์ของอีสานคืออะไร – เราถามทิ้งท้าย

“ผมว่าคนอีสานเป็นคน ‘มักม่วน’” เขาตอบพร้อมยิ้มกว้าง “คนอีสานเป็นมิตร ยิ้มเก่ง มีแต่เสียงหัวเราะ และอยู่กันแบบครอบครัว ชนิดที่คุณจะแวะไปกินข้าวบ้านไหนก็ได้ หรือถ้าให้เห็นภาพชัด ผมอยากให้ลองนึกถึงเพลงหมอลำ มันมีสีสัน สนุก มีเซิ้ง มีความหลากหลาย ผมว่านี่แหละเป็นเสน่ห์ของอีสานบ้านเรา”

การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

Writer

Avatar

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

The Cloud X PONY

เคยได้ยินมาบ้าง ว่านิวยอร์กเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน มีตั้งแต่หัวเราะเขินแบบหนังรอมคอม ไปจนถึงอารมณ์ขันที่ตลกไม่ออก มหานครที่มีประชากรกว่า 10 ล้านคน ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศที่มีภารกิจและความฝันใส่กระเป๋ามาเต็มใบ ก่อนจะตกตะกอนเป็นวัตถุดิบชั้นดีบางอย่างของชีวิต

และเพราะว่าเป็นนิวยอร์ก ดังนั้นต่อให้หยิบมาเล่าซ้ำเท่าไหร่ก็ไม่เคยเบื่อที่จะฟังสักครั้ง

บ่ายวันหนึ่ง ที่สภาพอากาศและฟ้าฝนเปลี่ยนสีท้องฟ้าให้เข้มขึ้น 2 – 3 เฉด เรามีนัดกับ เบ๊น-ธนชาติ ศิริภัทราชัย ผู้กำกับไฟแรงจาก Salmon House พูดคุยเรื่องราวอีกมุมของนิวยอร์กที่มีส่วนช่วยสร้างเสริมสายตาล้ำๆ และอารมณ์ขันประหลาดๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา

ที่ผ่านมา เราและใครหลายคนคงเคยติดตามนิวยอร์กของธนชาติผ่านหนังสือ New York 1st Time ก่อนที่จะตามมาผลงานเขียน งานภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนเสมอมา คืองานที่มีอารมณ์ขันบางอย่างที่จริงใจ เพราะธนชาติรู้วิธีรับมือกับความรู้สึกของผู้คนที่หลากหลาย

ธนชาติอาจจะเล่าเรื่องนิวยอร์กจนเบื่อแล้วก็ได้ เราคิดในใจ

ก่อนจะเข้าสู่บทสนทนา เราถามธนชาติว่า ถ้าให้นิยามว่าเขาเป็น…จากนิวยอร์ก คำตอบในช่องว่างนั้นคืออะไร

“คนกวน*** จากนิวยอร์ก” โอเค เข้าใจทุกอย่าง

CHAPTER 01

หลังจากดำรงตำแหน่งอยู่ในทีมผู้ช่วยผู้กำกับในภาพยนตร์ ลุงบุญมีระลึกชาติ ของพี่เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ธนชาติก็ตอบตัวเองได้ว่าเขาอยากทำงานเขียนบทและกำกับงานรูปแบบแปลกๆ มากกว่า พี่เจ้ยจึงแนะนำให้เรียนต่อปริญญาโทในต่างประเทศ และหมุดหมายปลายทางก็ไม่ใช่ที่ไหน มหานครนิวยอร์กนั่นเอง เอาชนะผู้ท้าชิงอย่างลอนดอน ด้วยเหตุผลข้อหนึ่ง ลุงของธนชาติอยู่ที่นี่ และข้อสอง นิวยอร์กมีอะไรน่าสนใจมากมายเต็มไปหมด

“เรารู้สึกว่าไปเรียนทั้งทีมันไม่ใช่แค่เรียนมหาวิทยาลัยอย่างเดียว เพราะสัปดาห์หนึ่งเรียนแค่ 15 ชั่วโมง ดังนั้นเวลาที่เหลือเราก็ควรออกไปพบเจอสิ่งที่เราไม่คุ้น นิวยอร์กมีมิวเซียม มีงานศิลปะ มีร้านหนังสือทำมือ” ธนชาติเล่าเหตุผลที่ทำให้นิวยอร์กชนะขาดลอยอย่างไม่ต้องสงสัย

หลักสูตรของธนชาติที่ School of Visual Arts (SVA) ไม่ใช่การเรียนเพื่อเป็น Filmmaker แต่เน้นความเป็น Lens-Based Art หรือแนวภาพเคลื่อนไหวในวงการศิลปะ ทำหนังทดลอง วิดีโออาร์ตทำ art installation ทำ performance เพราะรู้ตัวว่าสุดท้ายเขาก็คงต้องกลับมาทำงาน commercial อยู่แล้ว กับเรื่องโปรดักชั่น พวกใช้ไฟอะไร ถ่ายเลนส์เท่าไหร่ และจุดยืนบล็อกกิ้งนักแสดงต่างๆ เขาจึงเก็บไว้เรียนรู้ตอนกลับมาทำงานที่กรุงเทพ

“ตอนนี้ขอออกไปเจอเรื่องที่ไม่คุ้น อาร์ตจัดไปเลย เราจะได้หาอะไรใหม่ๆ” เมื่อธนชาติขอมา นิวยอร์กก็จัดให้

ธนชาติบอกเราว่า นิวยอร์กที่ทุกคนคิดว่าไฮโซและรวยนั้น แท้จริงแล้วค่าครองชีพไม่แพงไปกว่าการใช้ชีวิตอยู่ใจกลางเมืองหลวงที่ชื่อยาวที่สุดในโลกได้ ค่าใช้จ่ายส่วนมากจะอยู่กับค่าที่อยู่อาศัย ซึ่งหากไม่ฟุ้งเฟ้อ Gossip Girls เป็นหนุ่มสาว The Upper East Side คุณก็อยู่อาศัยที่นี่ได้อย่างสบาย

“คนชอบคิดว่า นิวยอร์กมีแต่ตึกสูงๆ จริงๆ ก็เหมือนกับที่กรุงเทพฯ ก็ไม่ได้มีแค่สีลมและสยาม และส่วนมากเราก็อยู่ย่านบางกะปิ บางแค หนองแขม ของนิวยอร์ก ความฟู่ฟ่าแบบในหนังและเอ็มวีมันแค่กระจุกหนึ่งในแมนฮัตตัน ซึ่งในขณะเดียวกันมันมีย่านอื่นที่เหมือนนิมมานเหมินท์ เหมือนข้าวสาร มีย่านบรู๊กลิน” ธนชาติชี้ช่องรวยให้เราเหล่านักล่าฝันจดชื่อย่านทดไว้ในกระดาษก่อนวางแผนถอนเงินในบัญชีฝากประจำ

ด้วยภาพลักษณ์ภายนอกที่แข็งแกร่งของธนชาติ ทำให้เราเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เมื่อเขาบอกว่าต้นฉบับของหนังสือสร้างชื่อ New York 1st Time นั้นมีจุดเริ่มต้นจากการโหยหาประเทศไทย

“ด้วยความที่เราไม่ได้อยู่เกาะกลุ่มกับเพื่อนคนไทยที่นั่นมากนัก แต่จะอยู่กับเพื่อนคนตุรกี เกาหลี เยอรมัน มากกว่า พอนานวันเข้าก็เหงา คิดถึงบ้าน ขาดคนคุยเรื่องคล้ายๆ กัน แต่ก็เขียนไดอารี่เก็บไว้เรื่อยๆ จนวันหนึ่ง Skype กับที่บ้าน แล้วขอให้อาโกพาหมามาที่หน้าจอเพราะคิดถึงมันหลังจากที่ไม่เจอมา 2 – 3 ปี วันนั้นเราเลยตัดสินใจทำต้นฉบับจริงจังเพราะคิดถึงบ้านเกินไปแล้ว”

เรื่องราวความสนุกและวายป่วงเกี่ยวประสบการณ์ครั้งแรกต่างๆ ของธนชาติในนิวยอร์ก คุณสามารถหาอ่านได้ในหนังสือ New York 1st Time ของเขา แต่เรื่องราวที่มาของอารมณ์ขันประหลาดๆ ที่ธนชาติมักใส่ลงไปในงานเขาทุกชิ้นนั้น โปรดอ่านที่นี่ อย่าเพิ่งย้ายเปลี่ยนหน้าจอไปไหน

CHAPTER 02

“เมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกว่า คุณคิดถูกแล้วที่มานิวยอร์ก” เราตั้งใจเลือกคำถามที่ทำให้ผู้ตอบคิดหาคำพูดอยู่นาน แต่เราประเมินธนชาติต่ำเกินไป เพราะเขาตอบแทบจะทันทีที่เราออกเสียงตัวสะกดพยางค์สุดท้ายในคำถามก่อนหน้า

“เราชอบเข้าไปดูพิพิธภัณฑ์มาก มีย่านชื่อเซลซีที่มี Highline มีแกลเลอรี่ให้เข้าฟรีเยอะเลย เรารู้สึกว่างานศิลปะหลายๆ งานมันต้องมาดูที่นี่จริงๆ นะ ยกให้เป็นเหมือนเมืองหลวงของศิลปะยังได้เลย ไม่ว่าจะเจออะไร ก็จะรู้สึก ‘อย่างนี้ก็มีด้วย’ ‘อย่างนี้ก็ได้ด้วยหรอ’ เคยเข้าไปดูงานของ Doug Wheeler เป็นสถาปนิกที่มาทำงานศิลปะ งานของเขาคือห้องสีขาวขนาดใหญ่ๆ เขาใช้วิธีจัดไฟไม่ให้เห็นเส้นขอบผนังหรือประตูใดๆ ให้ความรู้สึกเหมือนว่าห้องนี้ไม่มีที่สิ้นสุด คนยอมเข้าแถวเป็นชั่วโมงๆ เพื่อดูสิ่งนี้” คำตอบธนชาติทำให้ระดับความอิจฉาของเราเพิ่มขึ้น 2 ขีด

เหตุผลที่ธนชาติยกนิวยอร์กให้เป็นเมืองหลวงของวงการศิลปะ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนายหน้างานศิลปะและแกลเลอรี่เจ้าใหญ่อยู่ที่นี่เยอะ ทั้งยังเป็นเมืองที่คนให้ความสนใจกับงานศิลปะมากกว่าเมืองอื่นๆ

“Art Fair ที่นิวยอร์กก็เยอะโคตร ศิลปินใหม่ก็ตบเท้ามุ่งหน้ามาแจ้งเกิดที่นี่ เพราะมี community เยอะ”

ด้วยความที่วงการศิลปะของที่นี่มีความเป็นธุรกิจ แตกต่างจากของเราที่เวลาบอกว่าเป็นศิลปิน คนเข้าใจว่าต้องเป็นอาจารย์รุ่นใหญ่ ต้องเข้าใจและเข้าถึงยาก ทั้งๆ ที่ศิลปินก็เหมือนคนทั่วไป ใส่เสื้อเชิ้ต ทำงาน 9 AM – 5 PM เพียงแค่ออฟฟิศเขาคือสตูดิโอ นอกจากนี้ยังมีวันที่ไปสังสรรค์ มีการเมืองภายใน มีงานที่เปิดตัวเพื่อนสร้างคอนเนกชัน

“จริงๆ ศิลปินที่นู่นพลิ้วมากเถอะ ไม่ได้ติสท์จนคุยกับใครไม่รู้เรื่อง ต้องอยู่เป็น รู้จักเข้าหาคอนเนกชัน”

ในแง่ของการทำงาน ธนชาติเล่าว่า นิวยอร์กทำให้เขากล้าสร้างสรรค์งานในทางที่ชอบมากขึ้น

“พอเห็นงานเยอะๆ เข้า เราก็รู้สึกว่ามันเป็นอะไรก็ได้นี่ ไม่ว่าจะทำอะไรมันมีตลาดของมันอยู่ เราไปเจอหนังสือเล่มหนึ่ง เปิดหน้าแรกเจอสีดำจัดทั้งหน้า เปิดหน้าต่อมาเทาขึ้นมาหน่อย แล้วค่อยเทาอ่อนลงๆ ไปจนถึงหน้าสุดท้ายเป็นสีขาว แค่นี้ขายได้แล้ว ชื่อหนังสือว่า Fade เฮ้ย แบบนี้ก็ขายได้”

ธนชาติย้ำว่า ไม่ว่างานจะออกมาเป็นอย่างไร ที่นี่ก็จะมีคนกลุ่มที่เปิดรับฟังสารนั้นเสมอ ขอเพียงคุณชอบและรู้สึกกับงานที่ทำจริงๆ

เหมือนที่ใครเคยบอกว่า แม้ว่าคุณจะเป็น 1 ในล้าน แต่ก็จะมีคนแบบคุณอย่างน้อย 8 คนในนิวยอร์ก

นอกจากความกล้าในการสร้างสรรค์ผลงาน นิวยอร์กยังสอนธนชาติเรื่องความกล้าที่จะเปิดรับฟังความคิดเห็นและแสดงความเห็นในงาน

“เวลาคนที่นี่ไม่ชอบงานไหน เขาจะให้เหตุผลประกอบ 1 2 3 4 จำได้ว่างานชิ้นแรกของเรามีเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งบอกว่าเขาไม่ชอบ เพราะว่ามันดูไม่ใช่งานระดับปริญญาโท จริงๆ ก็แอบช็อก ว่าเกลียดอะไรเราหรือเปล่า แต่เขาคอมเมนต์ตรงๆ แบบนี้กับทุกคน และเมื่อออกจากห้องเรียนทุกคนก็เพื่อนกันกอดคอไปกินข้าว มันต่างจากห้องเรียนและโลกการทำงานในบ้านเมืองเรา เพราะผสมปนกันหมด ไม่แยกแยะเป็นเรื่องๆ” ธนชาติในวันที่แข็งแกร่งย้อนเล่าบทเรียนสำคัญนั้นให้ฟัง

กับเมืองที่มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ หลั่งไหลผ่านเข้าและออกท่ามกลางกลุ่มคนเจ๋งๆ อยู่ตลอดเวลา วิธีการรับมือที่ดีที่สุดคือ เลือกทำในสิ่งที่ตัวเองสนใจมากที่สุด ธนชาติเล่าความตั้งใจเดิมของงาน thesis ที่อยากทำงานเท่ๆ อย่างการจัดนิทรรศการ ทำเรื่อง space ทำเรื่อง installation แต่พบว่าสิ่งที่สนใจที่สุดคือเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง งาน thesis ในชื่อ The Meaningful Strangers สารคดีที่เขาเที่ยวถามศัพท์ภาษาอังกฤษยากๆ กับคนแปลกหน้าในรถไฟฟ้าใต้ดิน จนได้รับรางวัล thesis ดีเด่นประจำคณะในที่สุด

อีกโปรเจกต์เกิดขึ้นระหว่างคุยเล่นกับเพื่อนว่า ประเทศของแต่ละคนได้ยินเสียงหมาเห่าว่าอะไร ขณะที่ไทยของเราได้ยินว่า โฮ่งโฮ่ง คนรัสเซียบอก กัฟกัฟ คนเกาหลีบอก ม่องม่อง ธนชาติจึงเกิดความคิดว่าในเมื่อหมาเห่าคนละเสียง เขาจึงเดินถ่ายภาพคนและเก็บสะสมเสียงหมาของแต่ละประเทศไปเรื่อยๆ ในนิวยอร์ก

ด้วยเชื้อชาติและวัฒนธรรมที่หลากหลาย เราสงสัยว่าอารมณ์ขันของคนในเมืองหรือประเทศในฝั่งฟากตรงข้ามกับเรา เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

สาบานได้เลยว่าเราแอบเห็นประกายวิบวับในตาของธนชาติ ก่อนจะเปรียบเทียบความแตกต่างให้ฟังว่า

“คนไทยจะมีภาพการขำที่ชัดกว่า เช่น สมมติคนเดินตกท่อ ถ้าเป็นคนไทยจะขำกับภาพที่คนตกท่อให้เห็น ขณะที่คนอเมริกันจะขำกับคนตกท่อเหมือนกัน ภาพที่ออกมาไม่ใช่กับภาพคนตกลงไปในท่อตรงๆ แต่เป็นภาพน้ำจากท่อกระเด็นขึ้นมาเลอะกำแพง นั่นคือมีช่องว่างให้คิดมากกว่า” ธนชาติวาดภาพประกอบคำบรรยายจนหายสงสัย

อีกกิจกรรมโปรดของธนชาติในนิวยอร์กคือ การดู Stand up comedy ช่วยฝึกภาษาและสังเกตอารมณ์ขันของคนที่นี่

“เวที stand up เป็นเวทีศักดิ์สิทธิ์ คนขึ้นไปพูดอะไรก็ได้และจะได้รับการให้อภัยเพียงแต่คุณต้องคมให้พอ ขำให้พอนะ จะมืดหม่น จะเถื่อน แค่ไหนก็ได้ เป็นเรื่องศาสนาหรือศีลธรรมก็ได้” ธนชาติเล่าพร้อมยกตัวอย่างมุกที่ประทับใจให้ฟังว่า

“เรื่องราวประมาณว่า ‘ผมเป็นคนที่ไม่เคร่งศาสนามาก่อนในชีวิต จนกระทั้งเครื่องบินที่ผมขึ้นกำลังตกหลุมอากาศ จังหวะนั้นเองผมก็เริ่มริดรอนสิทธิของเกย์’ จบ ขำไหม”

“ไม่เข้าใจเลย” เราตอบ

ธนชาติจึงแนะนำให้เราดูและฟังเป็นภาษาอังกฤษ อย่างที่เขาบอก มันจะมีช่องว่างที่ให้คิดตาม

CHAPTER 03

ในฐานะที่นิวยอร์กเป็นเมืองแห่งโอกาส นิวยอร์กให้โอกาสอะไรธนชาติบ้าง เราถาม

“ให้โอกาสให้เราได้ดูแลตัวเอง ให้เราเรียนรู้ความไม่สนไม่แคร์กับบางเรื่องมากขึ้น ก่อนหน้านี้ เราค่อนข้างคิดมากเวลาเจออะไรเฟลๆ แล้วจะจิตตกไปทั้งวัน แรกๆ ที่มานิวยอร์ก มีวันที่เช้าสดใสวันหนึ่ง เราเดินของเราอยู่ดีๆ ก็มีคนสูบบุหรี่ใส่หน้า เราก็เลยหันหน้าไปทางอื่นเพราะไม่อยากดมควัน เขาก็พูดว่า F*** Bitch ประมาณว่า ‘ดีออก อ่อนแอนักนะมึง’ เราก็จิตตกว่าทำไมต้องมาใจร้ายใส่เรา”

จากคำบอกเล่าของธนชาติอาจจะฟังดูแล้วรู้สึกว่านิวยอร์กเกอร์มีอารมณ์รุนแรงหน่อยๆ ไม่ใจดีเหมือนคนโตเกียว ถ้าทำอะไรไม่ถูกใจก็ทำนิสัยไม่ดีใส่กัน แต่โปรดเข้าใจว่านิวยอร์กนั้นเป็นมหานครแห่งคนแปลกหน้า และทุกคนที่คุณเจอจะเป็นคนที่คุณมีสิทธิ์เจอเขาครั้งเดียวในชีวิตแล้วจะไม่เจออีกเลย

และเมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมา มาแล้วก็ไปอย่างเร็ว ดังนั้นถ้าจะถือทุกอย่างไว้กับตัวก็อาจจะประสาทเสีย ปล่อยผ่านไปง่ายขึ้น

“วิธีการรับมือง่ายมาก เดินมิวเซียมจบ เดินสวนสาธารณะ จบเลย เหมือนถูกดึงไปอีกโลก” ธนชาติกล่าว

นอกจากความแข็งแกร่งที่หล่อหลอมจากนิวยอร์กเกอร์เข้าใจยาก ชีวิตกว่า 3 ปีที่นี่ของธนชาติยังสอนเขาให้รู้จักฟังความต้องการของตัวเอง กล้าที่จะบอกว่าชอบไม่ชอบ รู้จักปฏิเสธ ไม่มัวแต่กลัวว่าใครจะคิดหรือรู้สึกอะไร

“เรารู้สึกว่าคนไทยประนีประนอมมากเกินไป ถ้ามันต้องชน ในจังหวะสุดท้าย เรามักจะหักหลบไม่กล้าชน เพราะเรากลัวความขัดแย้ง กลัวที่จะต้องปะทะกัน แต่อย่าลืมว่าทุกอย่างบนโลกมันพัฒนามากได้เพราะคนมันทะเลาะกัน ขัดแย้งกัน ลุยแล้วคุยกันหาทางออก การไม่กล้าบอกสิ่งที่ตัวเองคิดจริงๆ แม้จะหักหนีต่อกันแต่ความขัดแย้งในใจยังอยู่ กลายเป็นวัฒนธรรมพูดลับหลัง นินทา ตั้งเป็นพรรคเป็นพวก เพียงเพราะเราหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าแค่นั้น

“เราเคยอ่านเจอประโยคหนึ่งว่า ‘Thailand is the land of smiles but they smile for many reasons’ เราไม่ได้เพราะเป็นมิตรอย่างเดียว แต่เรายิ้มเพราะไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไร ยิ้มเพราะยิ้มไว้ก่อน โคตรจริงเลย แต่เดี๋ยวก่อน นี่มันนอกเรื่องนิวยอร์กแล้วนะ” ธนชาติ ณ กรุงเทพฯ ยิ้มอ่อนให้เรา

ธนชาติยอมรับว่านิวยอร์กทำให้เขาเป็นคนกวนๆ ขึ้นจากแต่ก่อน

“ที่นี่ เราเห็นอารมณ์ขันจากทุกอย่างรอบตัว เป็นช่วงเวลาที่เราได้ input อารมณ์ขันประหลาดๆ เยอะมาก อยู่ไทยเราจะชินกับอารมณ์ขันแบบเดิมๆ อารมณ์คอเมดี้ ตลกแบบหัวเราะ 555 ซึ่งเป็นเพียงซับเซ็ตหนึ่งของอารมณ์ขันแบบ humor มีเสียดสี มีหม่นหมอง เช่น ตัวอย่างรายการ Between Two Ferns with Zach Galifianakis รายการสัมภาษณ์คนดังที่ตลกร้าย (มากๆ) เพราะในชุดคำถามของพิธีกรนั้นมีเส้นบางๆ กั้นระหว่างตลก หยาบคาย และดิบเถื่อนอยู่”

ธนชาติเจออารมณ์ขันที่ ‘อะไรก็ไม่รู้’ มากขึ้น เขาบอกว่า ตอนที่ทำลุงเนลสันครั้งแรก (BKK 1st Time : ตอนโดนคนไทยด่าครั้งแรก) ธนชาติไม่รู้หรอกว่าคนจะขำกับเขาด้วยหรือเปล่า แต่เขาขำ ก็เลยทำออกมา ซึ่งพิสูจน์แล้วว่านอกจากจะเข้าใจยังเกิดเป็นกระแสที่เปลี่ยนชีวิตเขาไม่น้อย

“คนไทยต้องการอารมณ์ขันหลากหลายประเทศกว่านี้ ทุกวันนี้ลูกค้าถามว่า ‘คุณเบ๊น หนังมันจะตลกไหม’ เราก็ตอบว่า ‘มันคงตลกแหละ’ จริงๆ ตอนนี้เราก็เริ่มเห็นวิวัฒนาการของอารมณ์ขันบ้างแล้ว ไม่ต้องตึ่งโป๊ะแบบเดิมๆ ก็ได้”

“นี่แหละสิ่งที่เราได้จากนิวยอร์ก” ธนชาติทิ้งท้าย

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load