14 กุมภาพันธ์ 2561
5.13 K

ความรัก ความสูญเสีย การให้อภัย และความไม่จีรัง ดูจะเป็นสิ่งที่เดินมาเคียงกัน ซึ่งแม้แต่คนที่คิดจะรักยังต้องยอมจ่าย และไม่มีสิทธ์เลือกว่าจะรักได้โดยไร้น้ำตา

บางคนถึงกับกล่าวว่า อยากรัก ก็ต้องแลกมาด้วยน้ำตา แต่ใช่ว่าในโลกนี้จะไม่มีน้ำตาแห่งความปลื้มใจที่ฝากรอยยิ้มไว้กลบบาดแผล

ความรัก ดูจะเป็นเรื่องที่คลุมเครือที่สุดในโลก และมันยังคงเป็นอย่างนั้น

ใครว่านิยามของความรักที่คาลิล ยิบราน เขียนไว้ในหนังสือ ปรัชญาชีวิต คือการให้นิยามความรักบริสุทธ์ได้อย่างชัดเจนที่สุด?

ไม่มีใครกล้าฟันธง

แต่จะว่าไป เพราะความคลุมเครือ ความไม่แน่ใจ และยากที่จะอธิบายนี่แหละ คือเสน่ห์ที่ทำให้หลายคนตกหลุมรักอย่างโงหัวไม่ขึ้น

ที่สำคัญ ความรักไม่เคยสนว่าคุณจะเป็นใครหน้าไหน

หญิงรักหญิง ชายรักชาย คือความรักที่มีค่าน้อยกว่าความรักรูปแบบอื่นๆ หรือไม่?

ใคร (และมีสิทธิ์อะไร) มาตัดสิน?

เหมือนกันกับความรักระหว่าง ‘เชน’ กับ ‘พิช’ จากภาพยนตร์เรื่อง มะลิลา ที่ชวนตั้งคำถามว่า หรือจริงๆ แล้วความรักไม่เคยมีเส้นแบ่งของคำว่าเพศสภาพ เพราะแม้แต่คนที่เคยเข้าใจว่าตัวเองรักได้แค่เพศตรงข้าม ยังอาจเกิดความรักกับเพศเดียวกันได้ในสักวันหนึ่ง  

จะเพศอะไร สำคัญตรงไหน ตราบใดที่หัวใจนั้นมีรัก?

ก่อนวันวาเลนไทน์เพียง 2 วัน เรามีโอกาสสัมภาษณ์ผู้กำกับและทีมนักแสดงจากภาพยนตร์เรื่อง มะลิลา ในวันที่หนังเรื่องนี้ฉายรอบไทยแลนด์พรีเมียร์

มะลิลา

แม้จะเป็นการพูดคุยกันแบบ round table สั้นๆ เพียง 30 นาที แต่นี่คือบทสนทนาว่าด้วยมุมมองความรัก การจัดการกับความสูญเสีย การให้อภัยทั้งกับตัวเองและคนรัก และความไม่จีรังของชีวิตที่ต่อให้ยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็กลบความตายไว้ไม่มิด ผ่านทรรศนะของ นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ที่นำเสนอประเด็น LGBT ได้อย่างมีสุนทรียะและแหลมคม ร่วมด้วย โอ-อนุชิต สพันธุ์พงษ์ ผู้รับบท ‘พิช’ ศิลปินนักทำบายศรีที่พยายามเยียวยาความเจ็บปวดในชีวิตผ่านการทำบายศรีที่เขารัก สมทบด้วย โอ๋-สำเร็จ เมืองพุทธ รับบท ‘พระสันชัย’ (หรือที่ในเรื่องเรียกว่า ‘หลวงพี่ผู้พัน’) พระพี่เลี้ยงของเชน และสุดท้ายจะขาดใครไปไม่ได้นอกจาก เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ รับบท ‘เชน’ เจ้าของสวนมะลิ ผู้ใช้ชีวิตอยู่กับวังวนของความสูญเสีย และพยายามจะตั้งหลักใหม่กับ ‘พิช’ ผู้ชายคนเดียวที่เขารัก

หากมองว่าการสร้างสรรค์ภาพยนตร์สักเรื่องคือกระบวนการทำความเข้าใจชีวิต วงสนทนาวงนี้จึงขับเคลื่อนด้วยบุคคลทั้งสี่ที่ใช้ มะลิลา เป็นตัวค้นหาคุณค่าของลมหายใจที่ขับเคลื่อนด้วยความรัก

จุดประสงค์หาใช่การเฟ้นหาบทสรุปหรือนิยามของความรัก ความสูญเสีย และการให้อภัย

แต่คือการพยายามทำความเข้าใจสิ่งที่เป็นไป เพื่อให้ความรักที่อยู่ในอ้อมกอดของเราในวันนี้ ดีขึ้นกว่าเดิม

ทีมมะลิลา

หลังผ่านการกำกับและการแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ มุมมองและความรู้สึกที่คุณมีต่อความรักเปลี่ยนไปอย่างไร

เวียร์: ถ้าเอาตัวผมคนเดียว ถามว่าตอนนี้ผมมองยังไง ผมมองคล้ายเดิม แต่สำหรับสังคมอื่นๆ ที่ผมได้เห็น หรือตัวละครที่ผมเล่น ผมก็ได้เรียนรู้ความรักในอีกรูปแบบหนึ่ง คือถ้าผมไปเจออะไรอย่างนี้ ผมก็จะรู้แล้วว่า อ๋อ มันไม่ได้มีความรักแค่แบบเดียวอยู่แล้วในโลกใบนี้ ตอนนี้ผมได้รู้เพิ่มว่ามันเป็นไปได้เหรอกับความรักในรูปแบบนี้ที่… (นิ่งคิด)

นุชี่: ที่ผู้ชายคนหนึ่งจะรักผู้ชายอีกคนหนึ่งได้มากขนาดนี้?

เวียร์: ใช่ไง ถูกต้อง ผมรู้สึกว่ามันเป็นไปได้อย่างนั้นเลยเหรอ ถึงขั้นบวชให้

นุชี่: เพราะเธอไม่เคยเห็นผู้ชายที่รักผู้ชายด้วยกัน?

นุชี่ อนุชา เวียร์ ศุกลวัฒน์

เวียร์: ไม่เคยเห็นอยู่แล้ว อาจจะเคยเห็นแต่ไม่ได้ลงไปสัมผัส แต่ตอนนี้ต้องเข้าไป เพราะเราเป็นตัวละครตัวนั้น มันก็ดี ผมว่าจริงๆ แล้ว มนุษย์เป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อ คือแม้แต่ตัวเราเองเรายังไม่รู้เลยว่าเราจะสามารถรู้สึกแบบนั้นได้ ซึ่งจริงๆ แล้วมันอาจจะไปได้ไกลกว่านั้นอีก เราไม่สามารถที่จะรู้ได้เลย แต่มันก็เป็นไปได้ เอาเป็นว่าเราก็อย่าไปตัดสินอะไรเลยดีกว่าว่าคุณจะรู้สึกได้แค่นี้ ได้เท่านี้ เพราะทุกอย่างมันเป็นไปได้มากกว่าที่เราคิด ผมรู้สึกอย่างนั้น

โอ: สำหรับโอ ตัวละคร ‘พิช’ ตัวนี้ผ่านประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายมา เพราะฉะนั้น คนที่ผ่านประสบการณ์พวกนี้มา โอว่าเขาจะมองโลกอีกแบบหนึ่ง เหมือนอย่างตอนที่พ่อตัวเองไม่สบายหนักๆ (ในชีวิตจริงของโอ อนุชิต) เราก็รู้สึกได้ว่าเขามีความเปลี่ยนแปลง เขาตามใจตัวเองมากขึ้น เขาฟังคนรอบข้างน้อยลง เหมือนพอเขารู้ว่าเขาอาจจะอยู่ได้อีกไม่นาน เขาก็ยิ่งตามใจตัวเองเข้าไปใหญ่ เขาคงทำเพื่อคนอื่นมามากแล้ว ส่วนตัวละครตัวนี้อาจไม่ถึงขั้นเอาแต่ใจ แต่เขาเข้าใจโลกในแบบที่เขาเข้าใจ เพราะฉะนั้น เมื่อเขาเห็นคนอื่นทุกข์ร้อนกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง เขาจะรู้สึกว่าถ้ามาเจออย่างฉัน เธอจะเข้าใจเลยว่าไอ้เรื่องพวกนี้มันขี้ปะติ๋ว สิ่งนี้ทำให้เราเข้าใจมุมมองของคนอื่นมากขึ้นว่า เออเนอะ เรื่องบางเรื่องมันอาจจะเป็นเรื่องเล็กสำหรับเรา แต่จริงๆ แล้ว สำหรับคนอื่นมันคือเรื่องใหญ่มาก เพราะฉะนั้น เราก็จะไม่ไปตัดสินคนอื่นว่า เรื่องไหนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทุกอย่างสามารถสำคัญได้กับทุกๆ คน

โอ อนุชิต โอ อนุชิต

โอ๋: สำหรับผม ด้วยความที่หนังเรื่องนี้ตัวละครมันน้อย มุมมองความรักที่ผมเจอในหนังเรื่องนี้คือ ถ้าโลกนี้มีกันแค่สองคนหรือสามคน อย่างพระที่เดินธุดงค์ด้วยกัน ผมมองว่าความรักคือการทำดีต่อกัน

คือผู้ชายคนหนึ่งทำดีกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง ถ้าความรักเขามีมาก เขาก็ทำดีมากๆ สิ่งที่เขาเสียสละให้มันคือความดีที่เขาอยากทำให้ อย่างที่พระเชนบวชให้ เพราะเขาคิดว่ามันคือสิ่งที่ดีที่เขาทำให้คนที่รักได้ อย่างพิชทำบายศรี เพราะเขาคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดี เขาทำให้ นี่คือความรักที่ผมเห็น แล้วพอหลวงพี่ไปธุดงค์ด้วยกัน เขาก็มีความดีต่อกันเหมือนพี่ดูแลน้อง เป็นความรักอีกรูปแบบหนึ่งที่ต่างคนต่างดูแลกัน ผมเห็นความรักในหนังเรื่องนี้เป็นความดี สุดท้าย คนที่ตายจากกัน จะเหลือความรักก็คือความดีที่เขาเคยทำไว้

โอ๋ สำเร็จ เมืองพุทธ

นุชี่: คือเราก็ทำหนัง LGBT มานาน เราคิดว่าสิ่งที่เราจะนำเสนอในนี้ อย่างน้อยมันได้เห็นตัวละครที่แทบจะปราศจากเพศ หรือมีความลื่นไหลทางเพศ เพราะว่าเราพบเจอผู้ชายหลายคนที่เป็นอย่างนั้น แม้กระทั่งเราเองก็เป็นอย่างนั้น อย่างตัวนี้ (หันหน้าไปทางเวียร์) เขาเล่นเป็นตัวละครที่เคยมีความรักมาก่อน เราอาจจะมองว่าเขาเป็นเกย์ ถูกไหม แต่พอเขาแต่งงาน เขามีเมีย มีลูก เราถึงมองว่าเขาเป็นผู้ชาย ถูกไหม เขาบอกด้วยนะว่าถ้าเกิดไม่มีเหตุการณ์พลิกผันในชีวิต เขาก็คงจะอยู่กินกับผู้หญิงคนนั้นต่อไปแหละ เขาก็คงไม่ได้มาเจอพิชอีกแล้ว เขาก็คงจะหยุดอยู่ที่ความเป็นผู้ชาย แต่พอมีเหตุการณ์พลิกผัน เขากลับลื่นไหลมาเป็นเกย์อีกรอบ และพอพลิกผันอีกทีหนึ่ง เขาเป็นเพศบรรพชิต มันเลยมองว่ามันไม่จำกัดเพศน่ะ เรื่องนี้อย่างน้อยจะเห็นแง่มุมนั้น

คือเรามองว่าผู้ชายบางคนมีคุณสมบัตินี้โดยที่เขาไม่รู้ตัว จริงๆ แล้วคุณสามารถรักได้ แต่ด้วยความที่แต่ละคนก็อยู่ในพื้นที่ที่ต่างกัน มันมีกำแพงบางอย่าง ซึ่งเราก็ไปว่าเขาไม่ได้ มันเป็นสิทธ์ของแต่ละคนว่าเขาจะมองยังไง เราไม่สามารถเข้าไปเปลี่ยนความคิดได้ แต่เราแค่จะบอกว่ามันมีทางเลือกแบบนี้ ส่วนคนที่เป็นแบบนี้ก็ไม่ได้ผิด มันเกิดขึ้นได้ ไม่จำเป็นต้องรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่แย่ และเราว่าจริงๆ หนังเรื่องนี้มันก็พูดถึงความรัก ความอาลัย มันเป็น emotional feeling ส่วนตัวของผู้กำกับมากกว่าที่รักคนคนหนึ่งมากและอยากจะเจอเขาเหลือเกิน อยากเจอเขาอีกครั้ง

ประเด็นต่อไปคือความสูญเสีย ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวละครหรือแม้แต่ผู้กำกับเองก็ต้องเผชิญระหว่างการทำหนัง หลังผ่านกระบวนการเหล่านั้น คุณมีความเข้าใจหรือจัดการกับความสูญเสียทั้งกับความรักและชีวิตได้ดีขึ้นไหม

นุชี่: เออเนอะ ความรักย่อมต้องสูญเสีย เป็นของที่คู่กัน เราว่ามันไม่ได้เป็นความรู้สึกที่ก้าวผ่านไปได้ง่ายๆ แม้กระทั่งหนังเรื่องนี้มันก็ไม่ได้ง่าย คือตอนจบ สำหรับเรานะ เราคิดว่าตัวละครอาจจะรู้สึกดีขึ้น แต่ความรู้สึกนั้นก็ไม่ได้หายไปทั้งหมด ความสูญเสียมันก็ยังอยู่ ยังมีเอฟเฟกต์กับเราอยู่ แม้ว่าทำหนังเรื่องนี้จบ ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นการปลดปล่อย (หัวเราะ) ไม่ มันก็ยังคงอยู่นั่นแหละ และเอาจริงๆ หนังมันก็บอกอย่างนั้น ไม่ง่ายหรอกที่จะบรรลุธรรมหรือเข้าใจมัน เราอาจจะเข้าใจในเรื่องของอนิจจังว่าในที่สุดคนเราก็ต้องตายอยู่แล้ว แต่การที่จะทำใจให้ก้าวข้ามผ่านตรงนั้นไปได้ มันก็ไม่ง่าย

นุชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ

คนเราจำเป็นต้องก้าวข้ามผ่านความสูญเสียในอดีตไหม เพื่อที่จะรักได้ต่อ

นุชี่: อันนี้ฉันไม่รู้ ฉันตอบไม่ได้ มันซับซ้อนเกินไป (หัวเราะ)

โอ: โอว่าจำเป็น ไม่อย่างนั้นเราก็เริ่มใหม่กับคนอื่นไม่ได้ถ้าเราไม่ก้าวข้ามผ่านความรักในอดีต มันจะมีการเอาไปเปรียบเทียบหรืออะไรสักอย่างหนึ่ง แล้วท้ายที่สุด ในมุมมองผม ความรักครั้งใหม่ก็จะไม่ success ถ้าไม่ข้ามไปนะ

นุชี่: อันนี้ตอบ realistic มาก

เวียร์: เขาอาจจะผ่านมา ถึงตอบได้

นุชี่: (หันไปทางเวียร์) แล้วเธอคิดว่าเข้าใจความสูญเสียในชีวิตได้มากขึ้นไหมหลังจากเล่นบทนี้

เวียร์ ศุกลวัฒน์ เวียร์ ศุกลวัฒน์

เวียร์: คือเอาตรงๆ นะ ชีวิตผมก็ไม่ได้ง่าย กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ ผมมีการสูญเสียมากมาย แต่ว่าผมอาจจะไม่ได้ต้องสูญเสียคนรักเหมือนตัวละครตัวนี้ แต่ผมก็เคยสูญเสียพี่ชายแท้ๆ ของผมที่ผมรักนะ ผมมีความรู้สึกอยู่แล้ว แต่ว่าผมก็ก้าวผ่านจุดนั้นมาได้ กับแม่ผม กับพ่อผม แต่มันก็คงมีอยู่ลึกๆ เพราะทุกครั้งที่ผมไม่มีสติ ผมก็จะชอบคิดถึงเขาบ้าง

มี (เน้นเสียง) ไม่ได้แบบลบเลือนไปเลย แต่เราอยู่กับมันได้ คือตัวละครตัวนี้ไม่ได้สอนหรอกว่าจะจัดการกับปมปมนี้ยังไง ผมเชื่อว่าเราทุกคนมีวิธีการจัดการในแต่ละปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เหมือนกัน อย่างผมรู้สึกว่าผมเก่งขึ้น จัดการอะไรเก่งขึ้น ตั้งแต่ผมไปนั่งสมาธิกับทีมงาน ผมรู้สึกว่าชีวิตผมดีขึ้น จัดการกับความกลัวเนี่ย ผมสบายเลยตอนนี้

นุชี่: งั้นการรับมือกับความสูญเสียของเธอก็อาจจะดีขึ้น?

เวียร์: ดีขึ้น เพราะผ่านมาแล้ว มันเกิดขึ้นไปแล้ว สูญเสียหลายอย่างแล้ว เออ… มันเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับ

โอ๋: พอมาเล่นหนัง จากตอนแรกที่เราอ่านบท เราตีความอีกแบบหนึ่ง แต่พอเราได้ไปเวิร์กช็อปด้วยกัน แนวคิดผมก็เปลี่ยนไปเลย ผมว่าการสูญเสีย เราไม่ต้องก้าวผ่าน ไม่จำเป็น แค่เราเรียนรู้ว่าเราจะอยู่กับการสูญเสียนั้นยังไง อย่างตัวหลวงพี่ หลวงพี่สูญเสีย แต่หลวงพี่พยายามทำความเข้าใจกับมันว่าการสูญเสียมันเป็นยังไง แล้วอยู่กับมัน ดังนั้น การที่เขาแสวงหาคือแสวงหาความหลุดพ้น คือเขาพยายามทำความเข้าใจกับความสูญเสียที่เขามีมา

นุชี่: ซึ่งบางทีก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง

โอ๋: ใช่ ได้บ้างไม่ได้บ้าง ยากนะที่คนที่สูญเสียไปแล้วจะเข้าใจได้จริงๆ

เวียร์: จิตแข็งก็ทำได้ แต่พอจิตอ่อนๆ ก็แย่

นุชี่: ใช่ ไม่ใช่เรื่องง่าย

เวียร์, ศุกลวัฒน์

เป็นไปได้ไหมว่าสิ่งที่จะช่วยให้เราเข้าใจความสูญเสียจนก้าวผ่านมันไปหรืออยู่กับมันได้อย่างมีความสุขขึ้นคือ การให้อภัย ทั้งกับตัวเองและคนรัก

นุชี่: คือเรารู้สึกว่าหนังเนี่ย จริงๆ มันก็ตั้งใจจะเล่าอย่างนี้ ว่าเวลาที่เราสูญเสียคนที่เรารักไป มันก็ไม่เคยพอหรอกในสิ่งที่เราทำ เราจะรู้สึกว่าเรายังทำได้ไม่ดีพออยู่เสมอ คือเธออาจจะบอกว่าวันนี้เราเตรียมพร้อมแล้ว เราทำดีที่สุดแล้ว แต่เหมือนว่าจริงๆ แล้วกูกำลังหลอกตัวเองอยู่หรือเปล่า จริงๆ มันมีที่ดีกว่านี้ แต่อีกอันหนึ่งเราก็ต้องยอมรับว่า nothing is perfect ซึ่งมันก็จะ ponder กันอยู่อย่างนี้ มันเป็นความ guilty ที่เราอาจจะสลัดไม่ออก

โอ: ทุกคนก็คงมีวิธีจัดการของตัวเอง

นุชี่: ไม่รู้ ถ้าในเรื่องนี้ก็คงบอกว่าต้องประคองสติ แต่ว่าในหนังเรื่องนี้ก็ตั้งคำถามสำคัญนะว่า ที่สุดแล้ว พุทธศาสนาช่วยให้ชีวิตคนดีขึ้นจริงๆ หรือเปล่า เพราะในตอนท้ายที่สุดหนังมันก็ไม่ได้บอก คือมันแล้วแต่การตีความของคนดู เรายังไม่กล้าฟันธงเลยว่าจริงๆ แล้วพุทธศาสนาช่วยหรือไม่ช่วย ใครจะไปตอบได้ขนาดนั้น

เวียร์: เหมือนแบบ คนอกหักแล้วบวช แล้วสรุปบวชแล้วช่วยได้ไหม หรือมันอยู่ที่คน

นุชี่: หนังมันพูดถึงความเชื่อ ใช่ไหม ทีนี้ก็ต้องทำบายศรี เป็นการตั้งคำถามกับความเชื่อด้วยส่วนหนึ่ง แต่หนังมันก็ตั้งคำถามที่สำคัญว่า ศาสนาพุทธช่วยจริงหรือเปล่า ศาสนามีประโยชน์ต่อสังคมจริงหรือเปล่า อาจจะเห็นในแง่มุมนี้ ซึ่งเราเองก็ตอบไม่ได้ หรือว่าถ้าฉันตอบได้ ฉันก็ไม่บอกหรอก หนังมันต้องให้คนดูเป็นของเขาเองสิคะ ตอนจบมันไม่จำเป็นต้องบอก ใช่ไหม

เวียร์, ศุกลวัฒน์

ประเด็นสุดท้าย จากหนังตัวอย่างที่ตัดออกมา ผมว่าในหลายๆ ตอนของภาพยนตร์เรื่องนี้มีกลิ่นอายของ ‘ความตาย’ อย่างชัดเจน ทำไมคุณต้องเอาความตายเข้ามาเกี่ยวข้องกับความรัก

เวียร์: (หันไปทางนุชี่) ทำไม! ทำไมถึงเอาความตายเข้ามาเกี่ยวข้องกับความรัก (ขึ้นเสียง)

นุชี่: เพราะฉันเป็นคนที่มี death drive ไง ฉันเป็นคนสนใจเรื่องความตายอยู่แล้ว  

เวียร์: ตายแล้วไปไหน… อย่างนี้เหรอ (หัวเราะ)

นุชี่: มันไม่ใช่อย่างนั้น แต่เราคิดว่าความตายเป็นสิ่งที่เราหลงใหลอย่างหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกัน เราก็รู้สึกว่าเราอยากจะก้าวข้ามความกลัวความตายนี้ไป เรามองว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ มันเป็น ultimate ของมนุษย์ ความตายมันคือที่สุดแล้ว และมนุษย์ก็มีความเปราะบางที่ตรงนี้แหละ คือบางคนตอนนี้อาจจะยังไม่ได้นึกว่า อ๋อ ฉันไม่เห็นจะกลัวตายเลย แต่พอถึงใกล้ๆ ขึ้นมา เราก็ไม่รู้หรอกว่าเราจะเกิดความรู้สึกอะไร

เวียร์: ถึงตอนนั้นมันเปลี่ยน

นุชี่: มันคือการจี้จุดอ่อน จะรู้เลยแหละว่าตอนนั้นเราจะเป็นยังไง ซึ่งเราว่าเรามีประสบการณ์ที่เป็นอย่างนั้นมาแล้ว คือถึงตอนนั้นทุกอย่างมันหมดความสำคัญจริงๆ จะว่าเราเห็นแก่ตัวหรือเปล่า ถ้าต้องทำตามความรู้สึกนั้น ความตายจึงเป็นสิ่งลึกลับที่เราอยากจะนำเสนอ

การพยายามทำความเข้าใจความตายช่วยประคับประคองความรักไหม

โอ: ช่วยสิ เพราะท้ายที่สุดเราก็รู้ว่าทุกคนก็ต้องตาย เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ข้างๆ เราก็ไม่สามารถอยู่ไปตราบชั่วนิจนิรันดร์อยู่แล้ว อย่างตอนที่คุณพ่อเสีย ลึกๆ เรารู้สึกโล่งมากเลย เพราะเราเห็นแล้วว่าตอนที่เขาป่วยหนักเขาทรมานขนาดไหน เราว่ามันก็คงเป็นอะไรที่คล้ายๆ กันคือเราก็ต้องตาย แล้วอย่างที่บอก เราก็รักพ่อมากใช่ไหม เพราะฉะนั้น วันที่พ่อเสีย ไอ้ความเสียใจก็มี แต่เรากลับรู้สึกดีใจลึกๆ เพราะถ้าเห็นว่าตอนที่เขาอยู่เขาทรมานขนาดไหน เราจะรู้สึกว่าเขาสบายแล้วจริงๆ

โอ อนุชิต

สุดท้าย ความรักในรูปแบบนี้ ได้สอนให้คุณรักคนในชีวิตจริงได้ดีขึ้นอย่างไร

โอ: จริงๆ ความรักก็คือการที่เราอยากให้คนที่เรารักมีความสุข มีแต่สิ่งที่ดี เพราะฉะนั้น มันก็ก้าวข้ามผ่านเรื่องเพศไปอยู่แล้ว มันก็แค่เรารักคนนี้ เราก็ทำทุกอย่างเพื่อให้เขาเจริญเติบโต เจริญในหน้าที่การงาน มีความสุข เป็นความปรารถนาดี

โอ๋: พอเราเล่นหนังเรื่องนี้ เรารู้สึกว่าชีวิตมันสั้น เราไม่รู้ว่าตื่นมา คนรอบตัวเราใครจะไปบ้าง แล้วการทำความดีกับคนที่เรารัก เรามีเวลา เรารีบทำ เพราะไม่รู้ว่าเราหรือเขาจะไปก่อนกัน แค่นั้น

นุชี่: ฉันก็มั่นใจว่ามันมีหลากหลาย เราไม่ต้องซีเรียสเรื่องเพศหรอก it doesn’t matter เพราะเราว่ามันก็มีหลายคนที่จะรักเราได้

เวียร์: ทุกคนก็มีคุณค่าของตัวเองอยู่แล้ว คือผมไม่เคยตัดสินใครนะ แล้วหลังจากที่ผ่านการกระบวนการของหนังเรื่องนี้ ผมรู้สึกว่าผมมีความสุขขึ้นจากหลายๆ อย่างมากๆ แล้วผมก็ไม่ได้มองว่าอะไรคือเกย์ หรืออะไรพวกนี้อยู่แล้ว ทุกอย่างเท่ากัน ทัดเทียมกัน ความรักทุกอย่างดีหมด ส่วนใหญ่ดีครับ ถ้าไม่อกหักนะ (หัวเราะ) อกหักก็ดีครับ บ่อยๆ ยิ่งดี จะได้ชิน

Writer

กรกฎ อุ่นพาณิชย์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจและ 2 ช่องทางยูทูบ คือ Outsiders Journal เล่าเรื่องไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรม การกินดื่ม และการเดินทางผ่านมุมมองของ ‘คนนอก’ และช่อง Americano Taste เล่าเรื่องแฟชั่นและสไตล์ที่เป็นมากกว่าแค่เสื้อผ้า และจะบอกทุกคนว่า ‘สไตล์คือความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่แค่การเล่นแต่งตัวไปวันๆ’ นอกจากงานเขียน กรกฎยังหัดเย็บสูทเองในเวลาว่าง เพื่อเตรียมทำร้านตัดเสื้อในอนาคต

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ในวันที่อะไร ๆ ก็ดูไม่เป็นใจเราเท่าไหร่ ต้องเผชิญหน้ากับรถที่ติดบรม ฟ้าฝนเริ่มตั้งเค้า สติสตังพลันหล่นหาย ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่อำนวยความสะดวกนัก

เรื่องดี ๆ ไม่กี่อย่างในวันนี้คือ เรานัดพบกับศิลปินคนหนึ่งในยามบ่าย

บทสนทนาที่ยาวนานร่วมชั่วโมง ทำให้เราเข้าใจว่ามันก็เป็นเพียงวันแย่ ๆ หนึ่งวันในชีวิต เป็นรสชาติขื่นขมที่ต้องฝืนกลืนลงไปบ้าง และเช้าวันใหม่จะงดงามอีกครั้งเสมอ

เราคุยกับเขาในนาม จ๋าย-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี คนละคนกับ จ๋าย ไททศมิตร ที่เขาเองบอกว่าไม่มีทางเป็นคนเดียวกันได้ เว้นแต่มีเนื้อในและความเชื่อเดียวกันเท่านั้น

ใครหลายคนมักพูดกันว่า ชีวิตก็เหมือนหนังเรื่องหนึ่งที่ยากจะรู้ตอนจบของมัน และตัดสินกันแค่ฉากเดียวไม่ได้ เราโยนคำถามง่าย ๆ ต่อให้จ๋าย หลังเขากลับมาสานต่อความฝันอยากเป็นผู้กำกับในวัยเยาว์ ด้วยการกำกับ MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ศิลปินรุ่นน้องในค่ายของเขาเอง

เราถามจ๋ายว่าถ้าชีวิตเป็นเหมือนหนังเรื่องหนึ่งจริง ในสายตาผู้กำกับหน้าใหม่ หนังของเขาจะเป็นอย่างไร

จ๋ายหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะเริ่มต้นเล่าให้เราฟัง

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 1 คุณยายผมดีที่สุดในโลก

“หนังของผมมันเหมือนรถไฟเหาะ ยาวมาก ผมว่ามันจะเป็นหนัง 4 ภาค

“ภาคแรกเป็นหนังแนวญี่ปุ่น คุณยายผมดีที่สุดในโลก อวล ๆ อบอุ่น ร้องไห้น้ำตาไหล”

แน่นอนไม่ต้องบอก จ๋ายเป็นเด็กที่เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของยาย พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เขายังจำความไม่ได้ เราเกือบไม่มีศิลปินที่ชื่อจ๋ายอย่างทุกวันนี้ด้วยซ้ำ เพราะใครต่างก็บอกว่าหากเด็กคนนี้ลืมตาดูโลกขึ้นมาจะมีร่างกายไม่สมประกอบ แม้กระทั่งถูกบอกว่าถ้าเกิดเป็นผู้หญิงจะไม่มีใครเลี้ยงดู

จ๋ายเล่าเองก็ยังเขิน ที่ชีวิตจริงของเขาน่าสงสารเกินกว่าจะเชื่อลง แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าดีหรือเลว ยายก็ยังเลี้ยงดูเขาด้วยความรัก ไม่เคยคาดหวังให้เขาเป็นอะไร จ๋ายจึงเป็นเด็กที่เติบโตมาโดยปราศจากความฝัน มีเพียงอิสระทางความคิด

คอหนังญี่ปุ่นจะทราบดี ว่าโทนหนังสีอบอุ่นในบรรยากาศนุ่มนวลแบบนี้ มักลงเอยด้วยคราบน้ำตาเต็มสองแก้ม เพราะละอองแห่งความสุขของเด็กน้อยจบลงด้วยการที่ยายจากไปไม่มีวันกลับ ขณะที่เขาเป็นเพียงเด็กประถม

น่าสนใจว่าปัจจุบัน ทั้งบทบาทการเป็นนักแสดง นักร้อง รวมถึงรอยสักมากมายที่ทั้งปรากฏและไม่ปรากฏให้เห็น ล้วนเป็นการแสดงออกถึงตัวตนอย่างหนึ่งของเขาหรือไม่

จ๋ายตอบว่าลึก ๆ แล้ว เขาชอบให้คนมาสนใจตั้งแต่เด็ก พยายามหาความรักจากที่อื่นมาทดแทนความอบอุ่นของพ่อแม่ที่ขาดหายไป แม้ในบางช่วงชีวิต ความกล้าแสดงออกของเขาจะหนักไปทางเรื่องไม่ดีก็ตาม

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 2 เรียกเขาว่าอีกา

“ภาค 2 เป็นอีกาเลย เป็นเรื่องตอนที่เราย้ายไปจังหวัดสุราษฎร์ธานี เราเริ่มสู้คน มีเรื่องชกต่อย โดนกระทืบ คนล้อเราไอ้ลาว สารพัด”

หลายคนรู้จักจ๋ายจากการเป็นนักร้องนำวงไททศมิตร เพลง แดงกับเขียว หรือภาพลักษณ์ไว้หนวดเครายาว ยากจะมีใครเหมือน แต่จ๋ายบอกกับเราว่า เพราะการรับบทเป็น ‘บิลลี่ อินทร’ จากภาพยนตร์เรื่อง 4 Kings ทำให้คนแห่แหนรู้จักไททศมิตรมากขึ้นเป็นเท่าตัว จากที่เคยมีโต๊ะว่างเวลาเล่นคอนเสิร์ต ก็ไม่มีภาพนั้นให้เห็นอีกแล้ว

แม้บทบาทการเป็นบิลลี่ จะทำให้เขาคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาครอบครอง มีเครื่องการันตีความสามารถ ได้รับการยอมรับในฐานะนักแสดงในสายตาใครหลายคน จ๋ายกลับบอกว่า นั่นยังไม่ถึงมาตรฐานที่เขาเคยทำได้

“ผมว่าผมแสดงได้ดีกว่านี้ถ้าได้เล่นหลังเรียนจบใหม่ ๆ ผมเป็นจ๋ายไททศมิตรมานานแล้ว ผมทิ้งการแสดงไป เพราะผมยอมรับในอุตสาหกรรมหนังบ้านเราว่าไม่มีที่ให้กับคนอย่างผม เราไว้หนวด ไว้เครา สักทั้งตัว ผมคงไม่มีทางโด่งดังเหมือนพระเอกละคร”

เราพยายามเทียบให้เห็นภาพตัวเขาในภาค 2 นี้ง่าย ๆ เพราะจ๋ายเองก็ผ่านการตอบคำถามเรื่องชีวิตมามากมาย และเรื่องราวของเขามันเยอะสิ่งจนไม่สามารถสาธยายให้ฟังได้ทั้งหมด

คิดว่าตัวคุณกับ บิลลี่ อินทร เหมือนหรือต่างกันยังไง เราถาม

“เหมือนกันเลยครับ” เขาตอบทันที “บิลลี่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดของจ๋าย แต่ทั้งหมดของบิลลี่ในหนังเป็นจ๋ายแน่ ๆ เราเป็นคนมีอะไรแล้วไม่ค่อยพูดเหมือนกัน ครอบครัวแตกแยก เคยเข้าสถานพินิจ พื้นเพคล้ายกันมาก”

ส่วน เรียกเขาว่าอีกา เชื่อว่าคนวัยทำงานอย่างเรา ๆ คงไม่มีใครไม่รู้จักหนังวัยรุ่นชกต่อยในตำนานแห่งโรงเรียนมัธยมปลายซูซูรัน ที่ต้องต่อสู้กันเพื่อชิงความเป็นใหญ่และอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมโรงเรียน จนกระทั่ง ‘เก็นจิ’ นักเรียนชายปริศนาย้ายเข้ามาที่นี่ เช่นเดียวกับเด็กอีสานที่ต้องกลายไปเป็นคนแปลกหน้า แปลกถิ่น ในแผ่นดินด้ามขวานอย่างเขา

ถ้าจ๋ายว่าช่วงชีวิตหนึ่งของเขาเป็นเหมือนหนังเรื่องนี้ ลองคิดกันเล่น ๆ ว่าแก๊ง 4 Kings เป็นอีกหนึ่งผู้ทรงอิทธิพลในซูซูรัน เข้าไปมีเรื่องกับเก็นจิ ต่อยตีกับกองกำลังเซริซาวะ ด้วยทักษะการต่อสู้แบบแดงกับเขียว จินตนาการเอาแล้วกันว่าจะเลือดตกยางออกขนาดไหน

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 3 สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ

“ภาค 3 ก็เป็นเรื่องในมหาลัย สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ ถึงเวลาที่ต้องตั้งใจเรียนแล้ว ผมเป็นเด็กเนิร์ดมาก อยากเก่งกว่าเพื่อน อยากเก่งกว่ารุ่นพี่ อยากเก่งกว่าอาจารย์ แสดงละครทุกเรื่อง หอบผ้าหอบผ่อนมากินนอนที่มหาลัย”

หลังยายจากไปและผ่านการตะลุมบอนแบบซูซูรันมาอย่างโชกโชน จ๋ายเริ่มมีความคิดอยากเป็นผู้กำกับก็ตอนมัธยมปลาย จากการถูกครูชักชวนให้ขึ้นไปแสดงบนเวทีหลายครั้ง พอได้ลองเป็นผู้ควบคุม ได้คิด ได้วางแผน เขาก็ชอบจนอยากเรียนต่อด้านนี้อย่างจริงจัง แม้จะไม่ได้เป็นคอหนังตัวยง ไม่มีภาพยนตร์เรื่องโปรด ไม่มีผู้กำกับหนังในดวงใจ จ๋ายใกล้ชิดกับโลกดารามากที่สุดก็คงจะเป็นตอนที่ถูกถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แล้วเขาตอบว่า ‘ตี๋ใหญ่’ นั่นแหละ

จากเด็กที่อยู่โดยปราศจากความฝัน กลายเป็นเด็กที่ทะเยอทะยานอยากเก่งกว่าใคร ในยุคที่ละครเวทีของ บอย ถกลเกียรติ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จ๋ายคิดว่าการเป็นผู้กำกับละครเวทีจะต้องยากและท้าทายมากกว่าแน่นอน เว้นเสียแต่ว่า

“จุดเปลี่ยนของเรา คือ อาจารย์จับเราไปเล่นเรื่อง คำพิพากษา เป็นละครเวทีเรื่องแรก ด้วยลุคที่เราไว้หนวดมาตั้งแต่ปีหนึ่ง ก็ได้รับบทเป็นสัปเหร่อ มันมีบทพูดว่า “โลกยังหมุนวนต่อไป ไม่มีเอ็ง ไม่มีข้า ก็ไม่มีใครใส่ใจ เพลงชาติก็ยังขึ้น จบก็สวดมนต์ แล้วครูใหญ่ก็ให้โอวาทเหมือนทุกวัน”

“เราพูดเสร็จแล้วน้ำตาไหลทำไมไม่รู้ แล้วเราก็แบลงก์เลย ลืมบท เล่นเสร็จเราลงมาถามอาจารย์ว่าเมื่อกี้มันคืออะไร เหมือนไม่ใช่ตัวเรา เขาบอกว่านี่แหละ คือการแสดง

“ผมสักคำว่า ‘ศีล’ กับ ‘สติ’ หลายคนถามว่ามาจากศาสนาเหรอ เปล่าเลย มาจากการเล่นละคร เพราะการแสดงมีอคติไม่ได้ ต้องถือศีล ไม่มีใครทำถูกใจใครทั้งหมด เสี้ยวหนึ่งของเขาอาจจะติดใจเราบ้าง แต่เราก็ต้องเล่น”

เพราะชีวิตประจำวันในบางครั้งเหนื่อยยากเหลือเกิน จ๋ายจึงชอบเวลาที่ได้สวมบทบาทเป็นคนอื่น เราถามเขาต่อว่าเหตุการณ์ไหนเกิดขึ้นก่อนกัน ระหว่างเป็นจ๋ายที่ร้องเพลงเพราะ หรือต้องฝึกร้องเพลงให้เพราะเพื่อเล่นละครเวที แปลกที่เขาไม่เลือกสักอย่าง แต่จ๋ายตอบว่าเขาไม่คิดว่าตัวเองร้องเพลงเพราะ

“ทุกวันนี้ก็ยังไม่คิดว่าเพราะ ผมจะประหม่ามากเวลาร้องกับนักร้องที่มีชื่อเสียง เช่น ลูกหว้า พิจิกา, พี่พี สะเดิด ถ้าต้องใส่สูท ยืนหน้าเวที ร้องเพลงจริงจัง แต่ผมไม่มีปัญหากับการแสดงสดไททศมิตร”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ภาค 4 ไททศมิตร

หยิ่งทะนงองอาจในวิถี แบกศักดิ์ศรีค้ำคอเดินสุดสาย ไม่ยอมงอ อ่อนข้อ โถ ไอ้ควาย เมื่อความตายมาเยือนเพื่อนไม่มี

หยิ่งผยองลำพองว่าตนเก่ง ว่าตนเจ๋งว่าตนสุด ไอ้ฉิบหาย เมื่อถึงฆาตถึงคราวชีพมลาย ผลสุดท้ายกลัวตายเป็นแม่งทุกคน

บทเปิดทรงพลังจากเพลงดัง แดงกับเขียว เราพบว่ามันคล้ายคลึงกับละครเวทีอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อถามว่าจ๋ายดีไซน์หรือนำเทคนิคจากละครเวทีมาใช้ในการแสดงสดด้วยหรือไม่ เขาตอบว่าไททศมิตรเล่นสดด้วยสัญชาตญาณ

หากใครไม่เคยดูการแสดงสดของพวกเขา เราขอท้าให้คุณไปดูว่ามันดุเดือดขนาดไหน และคำตอบของคำถามว่า ‘ทำไมจ๋ายไททศมิตรกับจ๋ายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราถึงเป็นคนละคนกัน’ ก็เป็นเพราะไม่มีใครแสดงความ Aggressive ได้ตลอดเวลา (จ๋ายย้ำว่าฝากบอกทุกคนด้วย ว่าการเล่นสดแต่ละครั้งกินพลังมากเหลือเกิน)

เขาเชื่อว่าศิลปะทุกแขนง ทั้งงานศิลป์ ดนตรี ละคร ภาพยนตร์ ฯลฯ มีแก่นเดียวกัน คือการทำให้ผู้รับสารรู้สึกได้ เพียงแต่วิธีการแสดงออกแตกต่างกันเท่านั้น การเล่นสดของพวกเขาจึงไม่ใช่การจัดวาง ไม่มีดีไซน์ ไม่กำหนดว่าใครรับบทเป็นใคร หากเล่นไปตามความรู้สึกอย่างเต็มที่ คนดูย่อมรู้สึกไปกับมัน

หลังโลดแล่นอยู่บนเส้นทางดนตรีมาพักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ได้หวนกลับไปทำตามฝัน และใช้ทักษะจากการเรียนละครเวทีเป็นข้อได้เปรียบ เรากำลังพูดถึง MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ที่เขาลงมือเขียนบทและกำกับด้วยตัวเองเป็นชิ้นแรก

จ๋ายเล่าว่า เขาเริ่มจากการตีความหมายของชื่อเพลง มองเห็นว่ามนุษย์เราจับความรู้สึกกันได้เก่งมาก บางทีเพื่อนทะเลาะกัน เดินเข้ามาในห้อง เพื่อนอีกคนก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าวันนี้ไม่ปกติ เช่นเดียวกับตัวเอก 3 คนที่มีความรักให้กันเป็นวงกลมอยู่ดี ๆ พอมีสถานะมาครอบไว้ก็กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนขึ้นมา ส่วนเรื่องโรคเอดส์ จ๋ายอยากเป็นกระบอกเสียงให้กับชาว LGBTQIA+ ที่ในยุคหนึ่งก็เคยออกมาต่อสู้เรื่องนี้อย่างจริงจัง

เราอดถามไม่ได้ว่าคนที่มีประสบการณ์การกำกับน้อยมากอย่างเขา มีวิธีการทำงานอย่างไร

“ผมเป็นผู้กำกับที่ปล่อยให้คนเก่งทำงาน และไม่ทำในสิ่งที่ไม่รู้ อย่างเรื่องภาพ เราก็จะให้คนที่เขาเชี่ยวชาญทำ เราเอาเวลามาเวิร์กกับบท ที่มาที่ไปของตัวละคร เป็นแอคติ้งโค้ชบ้าง เพราะเราถนัดเรื่องนี้”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู
คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

เมื่อพระเอกผ่านการใช้ชีวิตมาอย่างยากลำบาก (อาจถึงขั้นเข็ดหลาบ) ถึงจุดหนึ่งก็ต้องถึงคราวอวสาน เราถามจ๋ายว่าเขาออกแบบตอนจบของหนังความยาว 4 ภาคนี้ว่าอย่างไร จ๋ายตอบทันควันว่า “ตายครับ”

เป็นอย่างที่จ๋ายเคยพูดไว้ในการสัมภาษณ์รายการหนึ่ง ว่าเขาอยากนอนอยู่บนเตียง ตายไปโดยที่ยังหัวเราะได้อย่างสุดเสียง เพราะเขาสะใจที่ได้ใช้ชีวิต

เพียงแต่มีเพิ่มเติมเล็กน้อยก็ตรงเมื่อถึงแดนสนธยา ยายที่จ๋ายรักที่สุดในโลกจะยืนรอเขาอยู่ตรงนั้น ทักทายเขาด้วยน้ำเสียงประชดประชันที่จ๋ายอาจลืมไปแล้วว่า “เป็นไง เหนื่อยไหม” กับชีวิตเหนื่อยยากมานานที่ได้จบลงเสียที

“ถ้าเราสามารถสร้างตัวละครยายให้คนดูผูกพันได้ตั้งแต่ภาคแรก แล้วปิดจบด้วยยายนะ โอโห ผมว่าน้ำตาท่วมโรง

“ผมจะตั้งชื่อหนังเรื่องนี้ว่า ‘จ๋าย’ ไม่มีต่อท้าย ไม่มีอะไร คำโปรยก็ง่าย ๆ ว่าชีวิตจริงมันยิ่งกว่าละครนี่แหละ”

เขียนบทและกำกับโดยจ๋าย

“อะไรที่เป็นของจริงมักจะดี อะไรที่ดีมักจะจำเป็น และอะไรที่จำเป็นมักจะได้รับการรักษา” คือคำพูดที่ โอม Cocktail มอบให้กับเขา

ผู้ชายที่สวมเสื้อลายเสือใหญ่ ซ่อนแววตาไว้ใต้เงาของหมวกถักคู่ใจ แต่ความคิดส่งตรงมายังปากได้อย่างฉาดฉาน ไม่มีลังเล จ๋ายบอกกับเราว่า ข้อดีอย่างหนึ่งของเขาคือการที่เขาสนทนาได้กับทุกคน ทั้งรุ่นน้อง รุ่นพี่ รุ่นเดียวกัน บางคนอาจจะไม่รู้ว่าเขาคุยได้ทั้งซ้ายและขวา

อย่างน้อยที่สุด จ๋ายอยากทำตัวให้มีประโยชน์ต่อสังคม และถ้ามีโอกาส เขาก็อยากทำหนังที่ส่งมอบความหวังให้กับประเทศนี้

“จริง ๆ เราอยากเล่าหลายเรื่องมาก เรื่องเล็ก ๆ ไม่ต้องเป็นเรื่องตัวเองก็ได้ แต่อยากเล่าให้คนดูรู้สึกไปกับมัน เราว่านี่คือความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ ทั้งภาพ แสง สี เสียง มันทำให้เรามีอารมณ์ร่วม

“เราอยากทำหนังที่เล่าเรื่องความหวัง เพราะเราว่าปัจจุบันที่คนเราทะเลาะกัน ด่ากัน ความโกรธมันเกิดจากความสิ้นหวัง เราอยากบอกว่ามันยังมีความหวังอยู่ ขอแค่รอเวลา ต่อให้ปัจจุบันดำมืดแค่ไหน มันจะยังมีแสงสว่างรออยู่ ขอแค่รออย่างมีหวัง สิ่งเหล่านี้มันยิ่งกว่าศาสนาอีกนะ”

ตลอดการพูดคุย จะเห็นว่าจ๋ายพูดเรื่องแสงสว่างในชีวิตบ่อยมาก เราถามเขาด้วยความสงสัยว่านั่นเป็นคติพจน์ประจำใจของเขาหรือเปล่า

“ไม่เชิงคติพจน์ มันเป็นความเชื่อของผมมากกว่า เราโตมากับยุคที่เพลงพูดถึงความเชื่อและความฝัน แต่เดี๋ยวนี้ไปสอนเด็กเรื่องความเชื่อมันด่าเราหมดแล้ว ข้าวยังไม่มีจะกินเลยจะให้เชื่ออะไร

“เราอยากให้ทุกคนใช้ชีวิตด้วยความรู้สึก ถ้าเรารักพ่อ สักวันหนึ่งพ่อจะต้องตาย แต่ถ้าเรารักความรู้สึกที่พ่อมีให้เรา พ่อจะไม่มีวันตาย”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ย้อนกลับไปที่หนัง 4 ภาคของตัวเขาเอง ไม่รู้จ๋ายมองว่าแต่ละภาคใช้เวลานานแค่ไหน แต่หากต้องเล่าถึงอัตชีวประวัติตลอด 30 กว่าปีของเขาให้จบ เราอยากรู้ว่าจ๋ายจะให้ใครเล่นเป็นพระเอกหนังเรื่องนี้

“หายากมาก” เขาตอบ “มันต้องเหนื่อยมากนะ เล่นหนัง 4 ภาค ผมว่ามันต้องเป็นคนละคนกันเล่น เพราะเพื่อนที่อีสานก็จะงงว่าผมที่ร้องเพลงเป็นใคร เพื่อนที่เคยตีกันก็งงว่าผมที่ตั้งใจเรียนละครเวทีเป็นใคร เพื่อนทุกคนจะงงว่าทำไมจ๋ายมาเล่นหนัง มันเหมือนเป็นคนละคน”

แล้วคุณชอบภาคไหนของ ‘จ๋าย’ ที่สุด เราถาม

“ตอบไม่ได้ เมื่อก่อนอาจจะตอบได้ว่าเราไม่ชอบภาคนี้ของชีวิตเลย อยากตัดออกไป แต่ตอนนี้เรายอมรับความอ่อนแอของตัวเองได้แล้ว เราพูดทุกวันเกิดเลยว่า เราขอบคุณทุกคนในชีวิต ขอบคุณพ่อแม่ที่ทิ้งเราไปและที่กลับมาในวันนี้ ขอบคุณยาย ขอบคุณเพื่อน ขอบคุณสังคมแย่ ๆ ขอบคุณคนที่เคยกระทืบเรา มีเรื่องกับเรา”

ถ้านั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์ เอนด์เครดิตก็คงกำลังเลื่อนผ่านไปพร้อมกับเพลงประกอบหนังสักเพลง มีรายชื่อคนที่เขารักและเคยบาดหมางในอดีตเป็นผู้ร่วมสร้าง มีความหวัง มีการจากลา ผ่านการเดินทางราวกับรถไฟเหาะที่เกินจะคาดเดา แม้บางทีเรื่องราวล้มลุกคลุกคลานจะเล่าไปแล้วอายเพื่อน แต่จ๋ายยังคงยืนยันว่าอยากให้ทุกคนได้ดูหนังชีวิตของเขา

“ถ้าคนชื่อจ๋ายดังมีชื่อเสียง หนังมันก็คงจะทำเงิน แต่ผมไม่รู้สึกว่าผมดัง ความดังคืออะไร มันวัดกันเป็นเดซิเบลไม่ได้ ถ้าผมยังเดินห้างได้อยู่ก็โอเค อาจจะยังไม่ดังมาก” ผู้กำกับหนังหัวเราะ

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load