14 กุมภาพันธ์ 2561
5 K

ความรัก ความสูญเสีย การให้อภัย และความไม่จีรัง ดูจะเป็นสิ่งที่เดินมาเคียงกัน ซึ่งแม้แต่คนที่คิดจะรักยังต้องยอมจ่าย และไม่มีสิทธ์เลือกว่าจะรักได้โดยไร้น้ำตา

บางคนถึงกับกล่าวว่า อยากรัก ก็ต้องแลกมาด้วยน้ำตา แต่ใช่ว่าในโลกนี้จะไม่มีน้ำตาแห่งความปลื้มใจที่ฝากรอยยิ้มไว้กลบบาดแผล

ความรัก ดูจะเป็นเรื่องที่คลุมเครือที่สุดในโลก และมันยังคงเป็นอย่างนั้น

ใครว่านิยามของความรักที่คาลิล ยิบราน เขียนไว้ในหนังสือ ปรัชญาชีวิต คือการให้นิยามความรักบริสุทธ์ได้อย่างชัดเจนที่สุด?

ไม่มีใครกล้าฟันธง

แต่จะว่าไป เพราะความคลุมเครือ ความไม่แน่ใจ และยากที่จะอธิบายนี่แหละ คือเสน่ห์ที่ทำให้หลายคนตกหลุมรักอย่างโงหัวไม่ขึ้น

ที่สำคัญ ความรักไม่เคยสนว่าคุณจะเป็นใครหน้าไหน

หญิงรักหญิง ชายรักชาย คือความรักที่มีค่าน้อยกว่าความรักรูปแบบอื่นๆ หรือไม่?

ใคร (และมีสิทธิ์อะไร) มาตัดสิน?

เหมือนกันกับความรักระหว่าง ‘เชน’ กับ ‘พิช’ จากภาพยนตร์เรื่อง มะลิลา ที่ชวนตั้งคำถามว่า หรือจริงๆ แล้วความรักไม่เคยมีเส้นแบ่งของคำว่าเพศสภาพ เพราะแม้แต่คนที่เคยเข้าใจว่าตัวเองรักได้แค่เพศตรงข้าม ยังอาจเกิดความรักกับเพศเดียวกันได้ในสักวันหนึ่ง  

จะเพศอะไร สำคัญตรงไหน ตราบใดที่หัวใจนั้นมีรัก?

ก่อนวันวาเลนไทน์เพียง 2 วัน เรามีโอกาสสัมภาษณ์ผู้กำกับและทีมนักแสดงจากภาพยนตร์เรื่อง มะลิลา ในวันที่หนังเรื่องนี้ฉายรอบไทยแลนด์พรีเมียร์

มะลิลา

แม้จะเป็นการพูดคุยกันแบบ round table สั้นๆ เพียง 30 นาที แต่นี่คือบทสนทนาว่าด้วยมุมมองความรัก การจัดการกับความสูญเสีย การให้อภัยทั้งกับตัวเองและคนรัก และความไม่จีรังของชีวิตที่ต่อให้ยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็กลบความตายไว้ไม่มิด ผ่านทรรศนะของ นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ที่นำเสนอประเด็น LGBT ได้อย่างมีสุนทรียะและแหลมคม ร่วมด้วย โอ-อนุชิต สพันธุ์พงษ์ ผู้รับบท ‘พิช’ ศิลปินนักทำบายศรีที่พยายามเยียวยาความเจ็บปวดในชีวิตผ่านการทำบายศรีที่เขารัก สมทบด้วย โอ๋-สำเร็จ เมืองพุทธ รับบท ‘พระสันชัย’ (หรือที่ในเรื่องเรียกว่า ‘หลวงพี่ผู้พัน’) พระพี่เลี้ยงของเชน และสุดท้ายจะขาดใครไปไม่ได้นอกจาก เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ รับบท ‘เชน’ เจ้าของสวนมะลิ ผู้ใช้ชีวิตอยู่กับวังวนของความสูญเสีย และพยายามจะตั้งหลักใหม่กับ ‘พิช’ ผู้ชายคนเดียวที่เขารัก

หากมองว่าการสร้างสรรค์ภาพยนตร์สักเรื่องคือกระบวนการทำความเข้าใจชีวิต วงสนทนาวงนี้จึงขับเคลื่อนด้วยบุคคลทั้งสี่ที่ใช้ มะลิลา เป็นตัวค้นหาคุณค่าของลมหายใจที่ขับเคลื่อนด้วยความรัก

จุดประสงค์หาใช่การเฟ้นหาบทสรุปหรือนิยามของความรัก ความสูญเสีย และการให้อภัย

แต่คือการพยายามทำความเข้าใจสิ่งที่เป็นไป เพื่อให้ความรักที่อยู่ในอ้อมกอดของเราในวันนี้ ดีขึ้นกว่าเดิม

ทีมมะลิลา

หลังผ่านการกำกับและการแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ มุมมองและความรู้สึกที่คุณมีต่อความรักเปลี่ยนไปอย่างไร

เวียร์: ถ้าเอาตัวผมคนเดียว ถามว่าตอนนี้ผมมองยังไง ผมมองคล้ายเดิม แต่สำหรับสังคมอื่นๆ ที่ผมได้เห็น หรือตัวละครที่ผมเล่น ผมก็ได้เรียนรู้ความรักในอีกรูปแบบหนึ่ง คือถ้าผมไปเจออะไรอย่างนี้ ผมก็จะรู้แล้วว่า อ๋อ มันไม่ได้มีความรักแค่แบบเดียวอยู่แล้วในโลกใบนี้ ตอนนี้ผมได้รู้เพิ่มว่ามันเป็นไปได้เหรอกับความรักในรูปแบบนี้ที่… (นิ่งคิด)

นุชี่: ที่ผู้ชายคนหนึ่งจะรักผู้ชายอีกคนหนึ่งได้มากขนาดนี้?

เวียร์: ใช่ไง ถูกต้อง ผมรู้สึกว่ามันเป็นไปได้อย่างนั้นเลยเหรอ ถึงขั้นบวชให้

นุชี่: เพราะเธอไม่เคยเห็นผู้ชายที่รักผู้ชายด้วยกัน?

นุชี่ อนุชา เวียร์ ศุกลวัฒน์

เวียร์: ไม่เคยเห็นอยู่แล้ว อาจจะเคยเห็นแต่ไม่ได้ลงไปสัมผัส แต่ตอนนี้ต้องเข้าไป เพราะเราเป็นตัวละครตัวนั้น มันก็ดี ผมว่าจริงๆ แล้ว มนุษย์เป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อ คือแม้แต่ตัวเราเองเรายังไม่รู้เลยว่าเราจะสามารถรู้สึกแบบนั้นได้ ซึ่งจริงๆ แล้วมันอาจจะไปได้ไกลกว่านั้นอีก เราไม่สามารถที่จะรู้ได้เลย แต่มันก็เป็นไปได้ เอาเป็นว่าเราก็อย่าไปตัดสินอะไรเลยดีกว่าว่าคุณจะรู้สึกได้แค่นี้ ได้เท่านี้ เพราะทุกอย่างมันเป็นไปได้มากกว่าที่เราคิด ผมรู้สึกอย่างนั้น

โอ: สำหรับโอ ตัวละคร ‘พิช’ ตัวนี้ผ่านประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายมา เพราะฉะนั้น คนที่ผ่านประสบการณ์พวกนี้มา โอว่าเขาจะมองโลกอีกแบบหนึ่ง เหมือนอย่างตอนที่พ่อตัวเองไม่สบายหนักๆ (ในชีวิตจริงของโอ อนุชิต) เราก็รู้สึกได้ว่าเขามีความเปลี่ยนแปลง เขาตามใจตัวเองมากขึ้น เขาฟังคนรอบข้างน้อยลง เหมือนพอเขารู้ว่าเขาอาจจะอยู่ได้อีกไม่นาน เขาก็ยิ่งตามใจตัวเองเข้าไปใหญ่ เขาคงทำเพื่อคนอื่นมามากแล้ว ส่วนตัวละครตัวนี้อาจไม่ถึงขั้นเอาแต่ใจ แต่เขาเข้าใจโลกในแบบที่เขาเข้าใจ เพราะฉะนั้น เมื่อเขาเห็นคนอื่นทุกข์ร้อนกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง เขาจะรู้สึกว่าถ้ามาเจออย่างฉัน เธอจะเข้าใจเลยว่าไอ้เรื่องพวกนี้มันขี้ปะติ๋ว สิ่งนี้ทำให้เราเข้าใจมุมมองของคนอื่นมากขึ้นว่า เออเนอะ เรื่องบางเรื่องมันอาจจะเป็นเรื่องเล็กสำหรับเรา แต่จริงๆ แล้ว สำหรับคนอื่นมันคือเรื่องใหญ่มาก เพราะฉะนั้น เราก็จะไม่ไปตัดสินคนอื่นว่า เรื่องไหนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทุกอย่างสามารถสำคัญได้กับทุกๆ คน

โอ อนุชิต โอ อนุชิต

โอ๋: สำหรับผม ด้วยความที่หนังเรื่องนี้ตัวละครมันน้อย มุมมองความรักที่ผมเจอในหนังเรื่องนี้คือ ถ้าโลกนี้มีกันแค่สองคนหรือสามคน อย่างพระที่เดินธุดงค์ด้วยกัน ผมมองว่าความรักคือการทำดีต่อกัน

คือผู้ชายคนหนึ่งทำดีกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง ถ้าความรักเขามีมาก เขาก็ทำดีมากๆ สิ่งที่เขาเสียสละให้มันคือความดีที่เขาอยากทำให้ อย่างที่พระเชนบวชให้ เพราะเขาคิดว่ามันคือสิ่งที่ดีที่เขาทำให้คนที่รักได้ อย่างพิชทำบายศรี เพราะเขาคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดี เขาทำให้ นี่คือความรักที่ผมเห็น แล้วพอหลวงพี่ไปธุดงค์ด้วยกัน เขาก็มีความดีต่อกันเหมือนพี่ดูแลน้อง เป็นความรักอีกรูปแบบหนึ่งที่ต่างคนต่างดูแลกัน ผมเห็นความรักในหนังเรื่องนี้เป็นความดี สุดท้าย คนที่ตายจากกัน จะเหลือความรักก็คือความดีที่เขาเคยทำไว้

โอ๋ สำเร็จ เมืองพุทธ

นุชี่: คือเราก็ทำหนัง LGBT มานาน เราคิดว่าสิ่งที่เราจะนำเสนอในนี้ อย่างน้อยมันได้เห็นตัวละครที่แทบจะปราศจากเพศ หรือมีความลื่นไหลทางเพศ เพราะว่าเราพบเจอผู้ชายหลายคนที่เป็นอย่างนั้น แม้กระทั่งเราเองก็เป็นอย่างนั้น อย่างตัวนี้ (หันหน้าไปทางเวียร์) เขาเล่นเป็นตัวละครที่เคยมีความรักมาก่อน เราอาจจะมองว่าเขาเป็นเกย์ ถูกไหม แต่พอเขาแต่งงาน เขามีเมีย มีลูก เราถึงมองว่าเขาเป็นผู้ชาย ถูกไหม เขาบอกด้วยนะว่าถ้าเกิดไม่มีเหตุการณ์พลิกผันในชีวิต เขาก็คงจะอยู่กินกับผู้หญิงคนนั้นต่อไปแหละ เขาก็คงไม่ได้มาเจอพิชอีกแล้ว เขาก็คงจะหยุดอยู่ที่ความเป็นผู้ชาย แต่พอมีเหตุการณ์พลิกผัน เขากลับลื่นไหลมาเป็นเกย์อีกรอบ และพอพลิกผันอีกทีหนึ่ง เขาเป็นเพศบรรพชิต มันเลยมองว่ามันไม่จำกัดเพศน่ะ เรื่องนี้อย่างน้อยจะเห็นแง่มุมนั้น

คือเรามองว่าผู้ชายบางคนมีคุณสมบัตินี้โดยที่เขาไม่รู้ตัว จริงๆ แล้วคุณสามารถรักได้ แต่ด้วยความที่แต่ละคนก็อยู่ในพื้นที่ที่ต่างกัน มันมีกำแพงบางอย่าง ซึ่งเราก็ไปว่าเขาไม่ได้ มันเป็นสิทธ์ของแต่ละคนว่าเขาจะมองยังไง เราไม่สามารถเข้าไปเปลี่ยนความคิดได้ แต่เราแค่จะบอกว่ามันมีทางเลือกแบบนี้ ส่วนคนที่เป็นแบบนี้ก็ไม่ได้ผิด มันเกิดขึ้นได้ ไม่จำเป็นต้องรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่แย่ และเราว่าจริงๆ หนังเรื่องนี้มันก็พูดถึงความรัก ความอาลัย มันเป็น emotional feeling ส่วนตัวของผู้กำกับมากกว่าที่รักคนคนหนึ่งมากและอยากจะเจอเขาเหลือเกิน อยากเจอเขาอีกครั้ง

ประเด็นต่อไปคือความสูญเสีย ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวละครหรือแม้แต่ผู้กำกับเองก็ต้องเผชิญระหว่างการทำหนัง หลังผ่านกระบวนการเหล่านั้น คุณมีความเข้าใจหรือจัดการกับความสูญเสียทั้งกับความรักและชีวิตได้ดีขึ้นไหม

นุชี่: เออเนอะ ความรักย่อมต้องสูญเสีย เป็นของที่คู่กัน เราว่ามันไม่ได้เป็นความรู้สึกที่ก้าวผ่านไปได้ง่ายๆ แม้กระทั่งหนังเรื่องนี้มันก็ไม่ได้ง่าย คือตอนจบ สำหรับเรานะ เราคิดว่าตัวละครอาจจะรู้สึกดีขึ้น แต่ความรู้สึกนั้นก็ไม่ได้หายไปทั้งหมด ความสูญเสียมันก็ยังอยู่ ยังมีเอฟเฟกต์กับเราอยู่ แม้ว่าทำหนังเรื่องนี้จบ ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นการปลดปล่อย (หัวเราะ) ไม่ มันก็ยังคงอยู่นั่นแหละ และเอาจริงๆ หนังมันก็บอกอย่างนั้น ไม่ง่ายหรอกที่จะบรรลุธรรมหรือเข้าใจมัน เราอาจจะเข้าใจในเรื่องของอนิจจังว่าในที่สุดคนเราก็ต้องตายอยู่แล้ว แต่การที่จะทำใจให้ก้าวข้ามผ่านตรงนั้นไปได้ มันก็ไม่ง่าย

นุชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ

คนเราจำเป็นต้องก้าวข้ามผ่านความสูญเสียในอดีตไหม เพื่อที่จะรักได้ต่อ

นุชี่: อันนี้ฉันไม่รู้ ฉันตอบไม่ได้ มันซับซ้อนเกินไป (หัวเราะ)

โอ: โอว่าจำเป็น ไม่อย่างนั้นเราก็เริ่มใหม่กับคนอื่นไม่ได้ถ้าเราไม่ก้าวข้ามผ่านความรักในอดีต มันจะมีการเอาไปเปรียบเทียบหรืออะไรสักอย่างหนึ่ง แล้วท้ายที่สุด ในมุมมองผม ความรักครั้งใหม่ก็จะไม่ success ถ้าไม่ข้ามไปนะ

นุชี่: อันนี้ตอบ realistic มาก

เวียร์: เขาอาจจะผ่านมา ถึงตอบได้

นุชี่: (หันไปทางเวียร์) แล้วเธอคิดว่าเข้าใจความสูญเสียในชีวิตได้มากขึ้นไหมหลังจากเล่นบทนี้

เวียร์ ศุกลวัฒน์ เวียร์ ศุกลวัฒน์

เวียร์: คือเอาตรงๆ นะ ชีวิตผมก็ไม่ได้ง่าย กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ ผมมีการสูญเสียมากมาย แต่ว่าผมอาจจะไม่ได้ต้องสูญเสียคนรักเหมือนตัวละครตัวนี้ แต่ผมก็เคยสูญเสียพี่ชายแท้ๆ ของผมที่ผมรักนะ ผมมีความรู้สึกอยู่แล้ว แต่ว่าผมก็ก้าวผ่านจุดนั้นมาได้ กับแม่ผม กับพ่อผม แต่มันก็คงมีอยู่ลึกๆ เพราะทุกครั้งที่ผมไม่มีสติ ผมก็จะชอบคิดถึงเขาบ้าง

มี (เน้นเสียง) ไม่ได้แบบลบเลือนไปเลย แต่เราอยู่กับมันได้ คือตัวละครตัวนี้ไม่ได้สอนหรอกว่าจะจัดการกับปมปมนี้ยังไง ผมเชื่อว่าเราทุกคนมีวิธีการจัดการในแต่ละปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เหมือนกัน อย่างผมรู้สึกว่าผมเก่งขึ้น จัดการอะไรเก่งขึ้น ตั้งแต่ผมไปนั่งสมาธิกับทีมงาน ผมรู้สึกว่าชีวิตผมดีขึ้น จัดการกับความกลัวเนี่ย ผมสบายเลยตอนนี้

นุชี่: งั้นการรับมือกับความสูญเสียของเธอก็อาจจะดีขึ้น?

เวียร์: ดีขึ้น เพราะผ่านมาแล้ว มันเกิดขึ้นไปแล้ว สูญเสียหลายอย่างแล้ว เออ… มันเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับ

โอ๋: พอมาเล่นหนัง จากตอนแรกที่เราอ่านบท เราตีความอีกแบบหนึ่ง แต่พอเราได้ไปเวิร์กช็อปด้วยกัน แนวคิดผมก็เปลี่ยนไปเลย ผมว่าการสูญเสีย เราไม่ต้องก้าวผ่าน ไม่จำเป็น แค่เราเรียนรู้ว่าเราจะอยู่กับการสูญเสียนั้นยังไง อย่างตัวหลวงพี่ หลวงพี่สูญเสีย แต่หลวงพี่พยายามทำความเข้าใจกับมันว่าการสูญเสียมันเป็นยังไง แล้วอยู่กับมัน ดังนั้น การที่เขาแสวงหาคือแสวงหาความหลุดพ้น คือเขาพยายามทำความเข้าใจกับความสูญเสียที่เขามีมา

นุชี่: ซึ่งบางทีก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง

โอ๋: ใช่ ได้บ้างไม่ได้บ้าง ยากนะที่คนที่สูญเสียไปแล้วจะเข้าใจได้จริงๆ

เวียร์: จิตแข็งก็ทำได้ แต่พอจิตอ่อนๆ ก็แย่

นุชี่: ใช่ ไม่ใช่เรื่องง่าย

เวียร์, ศุกลวัฒน์

เป็นไปได้ไหมว่าสิ่งที่จะช่วยให้เราเข้าใจความสูญเสียจนก้าวผ่านมันไปหรืออยู่กับมันได้อย่างมีความสุขขึ้นคือ การให้อภัย ทั้งกับตัวเองและคนรัก

นุชี่: คือเรารู้สึกว่าหนังเนี่ย จริงๆ มันก็ตั้งใจจะเล่าอย่างนี้ ว่าเวลาที่เราสูญเสียคนที่เรารักไป มันก็ไม่เคยพอหรอกในสิ่งที่เราทำ เราจะรู้สึกว่าเรายังทำได้ไม่ดีพออยู่เสมอ คือเธออาจจะบอกว่าวันนี้เราเตรียมพร้อมแล้ว เราทำดีที่สุดแล้ว แต่เหมือนว่าจริงๆ แล้วกูกำลังหลอกตัวเองอยู่หรือเปล่า จริงๆ มันมีที่ดีกว่านี้ แต่อีกอันหนึ่งเราก็ต้องยอมรับว่า nothing is perfect ซึ่งมันก็จะ ponder กันอยู่อย่างนี้ มันเป็นความ guilty ที่เราอาจจะสลัดไม่ออก

โอ: ทุกคนก็คงมีวิธีจัดการของตัวเอง

นุชี่: ไม่รู้ ถ้าในเรื่องนี้ก็คงบอกว่าต้องประคองสติ แต่ว่าในหนังเรื่องนี้ก็ตั้งคำถามสำคัญนะว่า ที่สุดแล้ว พุทธศาสนาช่วยให้ชีวิตคนดีขึ้นจริงๆ หรือเปล่า เพราะในตอนท้ายที่สุดหนังมันก็ไม่ได้บอก คือมันแล้วแต่การตีความของคนดู เรายังไม่กล้าฟันธงเลยว่าจริงๆ แล้วพุทธศาสนาช่วยหรือไม่ช่วย ใครจะไปตอบได้ขนาดนั้น

เวียร์: เหมือนแบบ คนอกหักแล้วบวช แล้วสรุปบวชแล้วช่วยได้ไหม หรือมันอยู่ที่คน

นุชี่: หนังมันพูดถึงความเชื่อ ใช่ไหม ทีนี้ก็ต้องทำบายศรี เป็นการตั้งคำถามกับความเชื่อด้วยส่วนหนึ่ง แต่หนังมันก็ตั้งคำถามที่สำคัญว่า ศาสนาพุทธช่วยจริงหรือเปล่า ศาสนามีประโยชน์ต่อสังคมจริงหรือเปล่า อาจจะเห็นในแง่มุมนี้ ซึ่งเราเองก็ตอบไม่ได้ หรือว่าถ้าฉันตอบได้ ฉันก็ไม่บอกหรอก หนังมันต้องให้คนดูเป็นของเขาเองสิคะ ตอนจบมันไม่จำเป็นต้องบอก ใช่ไหม

เวียร์, ศุกลวัฒน์

ประเด็นสุดท้าย จากหนังตัวอย่างที่ตัดออกมา ผมว่าในหลายๆ ตอนของภาพยนตร์เรื่องนี้มีกลิ่นอายของ ‘ความตาย’ อย่างชัดเจน ทำไมคุณต้องเอาความตายเข้ามาเกี่ยวข้องกับความรัก

เวียร์: (หันไปทางนุชี่) ทำไม! ทำไมถึงเอาความตายเข้ามาเกี่ยวข้องกับความรัก (ขึ้นเสียง)

นุชี่: เพราะฉันเป็นคนที่มี death drive ไง ฉันเป็นคนสนใจเรื่องความตายอยู่แล้ว  

เวียร์: ตายแล้วไปไหน… อย่างนี้เหรอ (หัวเราะ)

นุชี่: มันไม่ใช่อย่างนั้น แต่เราคิดว่าความตายเป็นสิ่งที่เราหลงใหลอย่างหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกัน เราก็รู้สึกว่าเราอยากจะก้าวข้ามความกลัวความตายนี้ไป เรามองว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ มันเป็น ultimate ของมนุษย์ ความตายมันคือที่สุดแล้ว และมนุษย์ก็มีความเปราะบางที่ตรงนี้แหละ คือบางคนตอนนี้อาจจะยังไม่ได้นึกว่า อ๋อ ฉันไม่เห็นจะกลัวตายเลย แต่พอถึงใกล้ๆ ขึ้นมา เราก็ไม่รู้หรอกว่าเราจะเกิดความรู้สึกอะไร

เวียร์: ถึงตอนนั้นมันเปลี่ยน

นุชี่: มันคือการจี้จุดอ่อน จะรู้เลยแหละว่าตอนนั้นเราจะเป็นยังไง ซึ่งเราว่าเรามีประสบการณ์ที่เป็นอย่างนั้นมาแล้ว คือถึงตอนนั้นทุกอย่างมันหมดความสำคัญจริงๆ จะว่าเราเห็นแก่ตัวหรือเปล่า ถ้าต้องทำตามความรู้สึกนั้น ความตายจึงเป็นสิ่งลึกลับที่เราอยากจะนำเสนอ

การพยายามทำความเข้าใจความตายช่วยประคับประคองความรักไหม

โอ: ช่วยสิ เพราะท้ายที่สุดเราก็รู้ว่าทุกคนก็ต้องตาย เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ข้างๆ เราก็ไม่สามารถอยู่ไปตราบชั่วนิจนิรันดร์อยู่แล้ว อย่างตอนที่คุณพ่อเสีย ลึกๆ เรารู้สึกโล่งมากเลย เพราะเราเห็นแล้วว่าตอนที่เขาป่วยหนักเขาทรมานขนาดไหน เราว่ามันก็คงเป็นอะไรที่คล้ายๆ กันคือเราก็ต้องตาย แล้วอย่างที่บอก เราก็รักพ่อมากใช่ไหม เพราะฉะนั้น วันที่พ่อเสีย ไอ้ความเสียใจก็มี แต่เรากลับรู้สึกดีใจลึกๆ เพราะถ้าเห็นว่าตอนที่เขาอยู่เขาทรมานขนาดไหน เราจะรู้สึกว่าเขาสบายแล้วจริงๆ

โอ อนุชิต

สุดท้าย ความรักในรูปแบบนี้ ได้สอนให้คุณรักคนในชีวิตจริงได้ดีขึ้นอย่างไร

โอ: จริงๆ ความรักก็คือการที่เราอยากให้คนที่เรารักมีความสุข มีแต่สิ่งที่ดี เพราะฉะนั้น มันก็ก้าวข้ามผ่านเรื่องเพศไปอยู่แล้ว มันก็แค่เรารักคนนี้ เราก็ทำทุกอย่างเพื่อให้เขาเจริญเติบโต เจริญในหน้าที่การงาน มีความสุข เป็นความปรารถนาดี

โอ๋: พอเราเล่นหนังเรื่องนี้ เรารู้สึกว่าชีวิตมันสั้น เราไม่รู้ว่าตื่นมา คนรอบตัวเราใครจะไปบ้าง แล้วการทำความดีกับคนที่เรารัก เรามีเวลา เรารีบทำ เพราะไม่รู้ว่าเราหรือเขาจะไปก่อนกัน แค่นั้น

นุชี่: ฉันก็มั่นใจว่ามันมีหลากหลาย เราไม่ต้องซีเรียสเรื่องเพศหรอก it doesn’t matter เพราะเราว่ามันก็มีหลายคนที่จะรักเราได้

เวียร์: ทุกคนก็มีคุณค่าของตัวเองอยู่แล้ว คือผมไม่เคยตัดสินใครนะ แล้วหลังจากที่ผ่านการกระบวนการของหนังเรื่องนี้ ผมรู้สึกว่าผมมีความสุขขึ้นจากหลายๆ อย่างมากๆ แล้วผมก็ไม่ได้มองว่าอะไรคือเกย์ หรืออะไรพวกนี้อยู่แล้ว ทุกอย่างเท่ากัน ทัดเทียมกัน ความรักทุกอย่างดีหมด ส่วนใหญ่ดีครับ ถ้าไม่อกหักนะ (หัวเราะ) อกหักก็ดีครับ บ่อยๆ ยิ่งดี จะได้ชิน

Writer

กรกฎ อุ่นพาณิชย์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจและ 2 ช่องทางยูทูบ คือ Outsiders Journal เล่าเรื่องไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรม การกินดื่ม และการเดินทางผ่านมุมมองของ ‘คนนอก’ และช่อง Americano Taste เล่าเรื่องแฟชั่นและสไตล์ที่เป็นมากกว่าแค่เสื้อผ้า และจะบอกทุกคนว่า ‘สไตล์คือความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่แค่การเล่นแต่งตัวไปวันๆ’ นอกจากงานเขียน กรกฎยังหัดเย็บสูทเองในเวลาว่าง เพื่อเตรียมทำร้านตัดเสื้อในอนาคต

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีวงประสานเสียงหญิงล้วน คว้าเหรียญทองจากเวที 4th World Virtual Choir Festival 2021 ได้สำเร็จ ที่น่าปรบมือชื่นชมคือ วงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม (Siam Ruby Women’s Choir) เป็นวงประสานเสียงผู้สูงอายุวัย 50 – 70 ปี ซึ่งรูปแบบการแข่งขันในครั้งนี้เป็นแบบ Virtual ประจวบกับสถานการณ์โควิด-19 ทำให้นักร้องประสานเสียงทั้ง 16 คน ต้องฝึกซ้อมออนไลน์และอัดคลิปส่งประกวดทางแอปพลิเคชันไลน์ โดยเบื้องหลังความตั้งใจมีแรงผลักดันจากคนรุ่นหลานอย่าง อาจารย์ธนาวุฒิ ศรีวัฒนะ ผู้ก่อตั้ง ผู้ฝึกสอน และวาทยกร วงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม ตลอดจนเป็นเจ้าของบริษัท เอนาวา จำกัด สตูดิโอที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยให้ยืนยาว สุขภาพจิตแจ่มใส สุขภาพกายแข็งแรง ด้วยกิจกรรมเสียงเพลง ทั้งคลาสเรียนร้องคาราโอเกะ วงประสานเสียง ฯลฯ 

ความพอดีกันของความสุขและความไพเราะ คือท่าไม้ตายที่ทำให้พวกเขาชนะใจกรรมการ ก่อนจะทำความรู้จักเรื่องราวเบื้องหลังของผู้สูงอายุกับเสียงเพลงและคนเจนวายกับเบบี้บูมเมอร์ ชวนฟังเพลง ‘อสงไขย’ จากพี่วัยเก๋าทั้ง 16 คน พร้อมกัน รับรองว่าขนจะลุกเกรียวด้วยความทึ่งในศักยภาพ ความไพเราะและความสุขที่ผู้ขับร้องมอบให้ผู้ฟัง

บทเพลงที่คว้าเหรียญทองจากเวที 4th World Virtual Choir Festival 2021

Spark Joy

อาจารย์ธนาวุฒิ ศรีวัฒนะ หรือ เดว์ เริ่มเรียนดนตรีตั้งแต่อายุ 4 ขวบ ทั้งชีวิตเขามอบหัวใจให้ดนตรี ระหว่างทางเขาเก็บเกี่ยวประสบการณ์หลากหลาย ทั้งเข้าร่วมการแข่งขันดนตรี ร่วมประกวดดัชชี่บอยแอนด์เกิล และจับงานแสดงร่วมกับช่อง Thai PBS เรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ รับบทเป็น นาคา, โหมโรง รับบทเป็น ศร จวบจนระดับอุดมศึกษา เขาเลือกเรียนสาขาประพันธ์เพลงคลาสสิก วิทยาลัยดุริยศิลป์ มหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ และจบปริญญาโทด้านการอำนวยเพลง วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล หลังจบการศึกษาเขาก็เป็นอาจารย์พิเศษ เป็นวาทยกรวงประสานเสียงศาลายาหนุ่มสาวน่อยน้อย ซึ่งเป็นวงประสานเสียงผู้สูงอายุที่คว้า 4 เหรียญเงิน จากการแข่งขัน 3 ประเทศ

“ผมได้ร่วมโปรเจกต์พิเศษกับ รองศาสตราจารย์ ดร.สุกรี เจริญสุข คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เขาอยากทำโปรเจกต์ช่วยเหลือสังคมด้วยการให้ผู้สูงอายุเข้าถึงดนตรีได้ง่ายขึ้น นั่นก็คือ การร้องเพลง และผมเป็นลูกศิษย์ อาจารย์ฤทธิ์ ทรัพย์สมบูรณ์ ซึ่งเป็นประธานโครงการ เขาชวนผมไปทำด้วยกัน พอทำแล้วผมรู้สึก Spark Joy กับผู้สูงอายุ

“ผมมองเห็นศักยภาพของพวกเขา และผมเป็นคนที่ทำอะไรจะต้องทำให้สุด ต้องดึงศักยภาพของคนสูงวัยออกมาให้เต็มที่ หลังจากนั้นผมเขียนเพลงขึ้นมาหนึ่งเพลง เอาเพลง ผู้ใหญ่ลี ไปทำเป็นร็อกแอนด์โรลว์ ไปแข่งที่ประเทศมาเลเซีย จนได้เหรียญเงินกลับมา เราแข่งมาแล้วสามประเทศ ได้สี่เหรียญเงิน ไม่เคยได้เหรียญทองเลย ในสายตาผม เหรียญทองเป็นเรื่องที่ยากมาก ยากที่จะเห็นว่าความสามารถระดับเหรียญทองมันต้องประมาณไหน 

“ผมสู้แล้วก็คิด แสดงและฝึกฝนพวกเขาต่อไป” อาจารย์ธนาวุฒิเล่าตั้งใจ

ธนาวุฒิ ศรีวัฒนะ ผู้พาวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยามชนะเหรียญทองครั้งแรกของไทย

วงประสานเสียงศาลายาหนุ่มสาวน่อยน้อยมีเหรียญเงินติดตัว แต่อาจารย์ธนาวุฒิก็ยังมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพของวัยอิสระอย่างไม่หยุดยั้ง เขาเสนอละครเวที ในความทรงจำ เดอะมิวสิคัล ให้นักศึกษาสาขาธุรกิจดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ธนาวุฒิเสนอว่า เขาอยากทำละครเวทีที่มีผู้สูงอายุมากที่สุดบนเวที โดยเขารับหน้าที่ประพันธ์เพลง แถมได้ คุณสุชาติ ชวางกูร รับบทพระเอก และ คุณนนทิยา จิวบางป่า รับบทนางเอก ซึ่งการแสดงประสบความสำเร็จโดยไม่ต้องสงสัย และเขายังเป็นผู้ประพันธ์และเรียบเรียงละครเวที เทพธิดาบาร์ 21 ด้วย 

หลังจากเป็นอาจารย์พิเศษสอนนักศึกษาสักพัก เขาก็ตัดสินใจลาออก

“ผมมีคติอยู่ว่า อะไรที่ไม่ใช่ความสุขผมไม่ทำ ผมมีความสุขกับการสอนผู้สูงอายุ ก็เลยตัดสินใจลาออก ลาออกจากวงประสานเสียงศาลายาหนุ่มสาวน่อยน้อยด้วย แล้วก็ชวนลูกศิษย์เก่ามาตั้งวงประสานเสียงด้วยกัน

“ลูกศิษย์ของผมค่าเฉลี่ยอยู่ที่หกสิบปี ส่วนผมอายุสามสิบปี ข้ามเจนกันเลย เจนวายกับเบบี้บูมเมอร์”

เราเชื่อแล้วว่าอาจารย์ธนาวุฒิสปาร์กจอยกับผู้สูงอายุจริงๆ 

Siam Ruby Women’s Choir

อาจารย์ธนาวุฒิตั้งบริษัท เอนาวา จำกัด ขึ้นมา เพื่อเชื่อมดนตรีกับผู้สูงอายุ ให้มีอายุยืนยาว สุขภาพกายและสุขภาพจิตสดใสแข็งแรง และยังก่อตั้งวงประสานเสียงขึ้นอีก 6 วง ได้แก่ วงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม วงประสานเสียงพลังสุขสูงวัย (ชมรมผู้สูงอายุโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย) วงประสานเสียงเพื่อนโดม วงประสานเสียงเพลินเพลงคอรัส (การรวมตัวกันของผู้ปกครองโรงเรียนเพลินพัฒนา) วงประสานเสียงเยาวชนเทศบาลนครยะลา และ The Emerald Singers (วงขับร้องประสานเสียงที่มีช่วงวัยต่างกันและมีความหลากหลายของเพลงที่ขับร้อง)

ซึ่งวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม เป็นการรวมตัวกันของหญิงวัยอิสระที่มีใจรักเสียงเพลงและต่อยอดเป็นกิจกรรมร้องเพลง มีสมาชิก 16 คน น้องน้อยอายุ 52 ปี และพี่โตอายุ 72 ปี แต่อายุไม่อาจจำกัดความสามารถ

พวกเธอเริ่มออกแข่งขันขับร้องประสานเสียงระดับนานาชาติครั้งแรก ค.ศ. 2019 คว้าเหรียญเงินจากรายการ Senior Choir และรางวัลเหรียญทองแดงจากงาน Singapore International Choral Festival 2019 ประเทศสิงคโปร์

“ทุกการแข่งขันที่ผ่านมาเราไม่เคยได้เหรียญทอง มันเครียดนะ ทุกๆ ครั้งที่แข่ง ผมพยายามปรับตัวตลอด บางทีความผิดมันเกิดจากผมนะ ถ้าผมรู้มาตรฐานของเหรียญทองว่าเป็นประมาณไหนก็คงจะดี แต่นี่ผมมืดแปดด้าน เลยข้อคำแนะนำจากกรรมการทุกครั้ง เขาพูดเหมือนกันว่า ทุกการร้องเพลงต้องมีความสุขและความไพเราะ

“ผู้สูงอายุต้องร้องเพลงอย่างมีความสุข แล้วก็ไพเราะด้วย คำสองคำนี้ มันยากที่จะอธิบายว่าความสุขแบบไหนที่แสดงออกมาแล้วลงตัว กรรมการเคยบอกกับผมว่า เขาไม่ต้องการเพลงที่ยาก ไม่ต้องการให้ร้องหลายเสียง แล้วก็ไม่ต้องการเพลงระดับสูงจนนักร้องร้องแล้วรู้สึกทรมาน แต่เขาต้องการเพลงที่มัน Touch the heart อย่างเดียวก็พอ 

“ผมเอาเรื่องนี้กลับไปคิดจนเจอโควิด-19 ทำให้พวกเราไม่ได้ไปแข่งใน ค.ศ. 2020 ส่วน ค.ศ. 2021 มีการชักชวนจากเจ้าของงานประเทศอินโดนีเซีย ผมก็สนใจเข้าร่วม เพราะเขาเปิดรับซีเนียร์ด้วย ผมลองดูอีกสักตั้ง มานั่งตกผลึกว่าความสุขกับความไพเราะจะออกมาได้ยังไง ในการแข่งขันผมเลือกเพลง อสงไขย
เพลงไทยร้องง่ายๆ จังหวะง่ายๆ และเป็นเพลงที่พวกเขาร้องแล้วเพราะที่สุด ทั้งสิบหกคนก็ชอบ เวลาออกคอนเสิร์ต เขาร้องเพลงนี้แล้วสีหน้าเต็มไปด้วยความสุข ผู้ฟังฟังแล้วรู้สึกไพเราะ มีความพอดีของเสียง จนได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นเหรียญทองเหรียญแรกในหลายปีที่ผ่านมา”

ไม้ตายที่ทำให้พิชิตเหรียญทอง คือความพอดีของความสุขและความไพเราะ-เราย้ำ

ธนาวุฒิ ศรีวัฒนะ ผู้พาวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยามชนะเหรียญทองครั้งแรกของไทย

“ความพอดีต้องคำนึงเป็นอันดับแรก ผมรู้อยู่แล้วว่านักร้องของผมทำได้เท่านี้คือสุดยอด อย่าทำไปมากกว่านั้น เพราะวันนั้นพวกเราอยู่ในจุดที่ต้องแสดงความเจ๋งที่สุดออกมา นั่นคือความพอดีที่สุด ไม่ใช่ความยากที่สุด”

เหรียญทองจาก 4th World Virtual Choir Festival 2021 นับเป็นความสุขที่มอบให้กับคนไทยทุกคน

“นักเรียนบางคนอยู่กับผมมาตั้งแต่ต้นเขาก็ดีใจมาก บางคนเพิ่งมาปีเดียวก็ดีใจ งานนี้ไม่มีใครไม่ดีใจเพราะมันเกินความคาดหมาย อย่างที่ผมบอก ผมเป็นคนที่ทำอะไรจะต้องทำให้สุดจนกว่าจะไปถึงเป้าหมาย สมมติปีที่ห้ายังไม่ได้เหรียญทอง ผมก็จะทำต่อไป บังเอิญว่ามันได้เร็วไปหน่อย ซึ่งผมมองไว้ห้าปี สิบปี ถึงจะได้เหรียญทอง

“วันนั้นผมรู้สึกประสบความสำเร็จมาก ดีใจมาก ฉันทำได้ เพราะผมไม่เคยยอมแพ้กับอะไรเลย งานประกวดผมก็ส่งประกวดตลอดเลยนะ แต่ผมไม่เคยได้ขึ้นเวที ผมก็ไม่หยุดส่ง ส่งคลิปทุกปี เขาไม่เลือก ผมก็ไม่เป็นไร ผมไม่เคยท้อ พูดง่ายๆ ว่าทำไมต้องท้อ เหตุผลของการท้อแท้คืออะไร นั่นยิ่งทำให้ผมกลับมาปรับปรุงและพัฒนาตัวเอง

“พอนักเรียนเห็นว่าผมหรือครูผู้สอนของเขาเป็นนักสู้ ตัวผู้เรียนก็สู้ ไม่มีใครยอมแพ้เลย” 

คุยกับวาทยากรวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม ที่พากลุ่มนักร้องสูงวัยคว้าเหรียญทองครั้งแรกของไทย

Social Distancing

“เราซ้อมกันผ่านไลน์กลุ่มครับ” หัวเรือเฉลยเบื้องหลังความสำเร็จ ทำเอาเราต้องร้องว้าว (ในใจ)

ลูกหลานต่างรู้กันดีว่าแอปพลิเคชันไลน์กับผู้สูงอายุเป็นของคู่กัน ภาพสวัสดีวันจันทร์ก็เช่นกัน 

อาจารย์ธนาวุฒิเลือกใช้แอปพลิเคชันสื่อสารยอดนิยมมาเชื่อมวัยอิสระ ในวันที่โรคภัยบอกให้เราต้อง Social Distancing พูดไปจะหาว่าอวย เพราะคุณพี่ สว. (สูงวัย) ติดใจการเรียนการสอนออนไลน์กันยกใหญ่ ส่วนการซ้อมก็อาศัยการวิดีโอคอลพร้อมกัน แล้วตรวจเช็กการร้องแยกอีกเป็นรายบุคคล ซึ่ง 16 คน ไม่ได้เท่ากับ 16 ครั้ง คุณพี่บางท่านต้องตรวจการบ้านถึง 3 รอบ และมากสุดคือ 10 รอบขึ้นไป เพื่อให้ได้รอบที่ดีที่สุดของทุกคน ผู้สอนว่านี่คือโจทย์หิน

คุยกับวาทยากรวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม ที่พากลุ่มนักร้องสูงวัยคว้าเหรียญทองครั้งแรกของไทย

“รูปแบบการส่งประกวดคือการอัดคลิปของแต่ละคนแล้วเอามาต่อกัน โดยผมเล่นไลน์เปียโนแจกทุกคน แล้วให้เขาใส่หูฟังฟังเสียงเปียโนแล้วร้องออกมาปากเปล่า หลังจากนั้นผมให้ซาวนด์เอ็นจิเนียช่วยซ้อนเสียงทั้งหมดให้

“ความยากคือทุกคนต้องร้องให้เป๊ะก่อน หายใจพร้อมกัน ปิดคำ เปิดคำพร้อมกัน ซึ่งพวกเขาต้องอัดมาจากที่บ้าน บางคนยังพักผ่อนอยู่ที่หัวหินอยู่เลย บางคนก็อยู่บ้านหลาน บ้านญาติ อุปกรณ์ก็ของญาติบ้าง หลานบ้าง”

เราแอบหยอกผู้สอนไปว่ากว่าจะถึงเส้นชัยก็อุปสรรคไม่น้อย วัยอิสระไม่โอดโอยกันบ้างหรือ

“ตอนหลังก็มาสารภาพว่าท้อ” อาจารย์ธนาวุฒิเว้นจังหวะก่อนจะอธิบาย

“ผมบอกเขาว่า คุณฟังเสียงตัวเองคนเดียวอย่าท้อเลย คนฟังสิบหกเสียงยังไม่ท้อเลย” ผู้สอนหัวเราะ

การปรับตัวไม่เพียงเฉพาะการฝึกซ้อมของวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม แต่คลาสร้องเพลงคาราโอเกะของเอนาวา สตูดิโอ ก็ถูกปรับมาเรียนออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ด้วยเหมือนกัน มีสอนมากถึง 13 คลาสต่อสัปดาห์

การสอนร้องคาราโอเกะของที่นี่ จะสอนร้องอย่างปลอดภัย เข้าใจตัวเองและเข้าใจข้อจำกัด

“ผมทำธุรกิจเกี่ยวกับผู้สูงอายุ ต้องปรับตัวกันหนักมาก ก่อนหน้าก็หลงทาง แต่ผมว่าข้อดีของคนที่มาเรียนกับผมคือ หัวใจเขาไม่แก่ ถ้าหัวใจแก่ไม่มาเรียนร้องเพลงหรอก อะไรที่เขาปรับได้ เขาจะปรับเร็วเลย กลายเป็นว่าติดใจ

“ผมเปิดสอนร้องเพลงออนไลน์สัปดาห์ละหนึ่งเพลง ตอนนี้ผมเปิดสิบสามห้องต่อสัปดาห์ มีคนสนใจเยอะมาก ห้องหนึ่งผมสอนสิบห้าคน สิบห้าคูณสิบสามคือจำนวนนักเรียนทั้งหมดที่เรียนออนไลน์ บางคนเข้าห้องน้ำก็เดินร้องเพลงไปด้วย แล้วก็มีการบอกต่อด้วยนะ ตัวลูกอายุหกสิบกว่าแล้ว ก็ชวนคุณแม่อายุเก้าสิบมาเรียนด้วยกัน”

สนทนากันสักพัก ต่อมสงสัยทำงาน การสอนสูงวัยร้องเพลงยากกว่าคนทั่วไปหรือเปล่า-เราถาม

“เขาประสบการณ์เยอะ บางทีเม็มฯ เต็ม อาจจะเข้าใจช้ากว่าคนทั่วไป ผมต้องใจเย็น ค่อยเป็นค่อยไปก็จะเข้าใจเขา สิ่งที่ผมชอบคือวัฒนธรรมเก่าๆ ที่เขาให้ความเคารพคุณครู แม้ผมจะเป็นรุ่นหลานของเขา แต่บางคนไม่ได้มองว่าผมเป็นเด็ก เขามองว่าผมเป็นอาจารย์ ถ้าพวกเขามองข้ามอายุ ทุกอย่างก็ไม่ใช่ปัญหา คุณค่าความเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้อยู่ที่อายุ มันอยู่ที่ภาวะความเป็นผู้นำ และอีกฝ่ายต้องยอมรับในสิ่งที่ผมเป็น ส่วนผมก็ต้องแอคทีฟและพัฒนาอยู่เสมอ”

เพียงเข้าใจและยอมรับก็พิชิตระยะห่างระหว่างวัยได้ นี่สิ ความหมายของวลี อายุเป็นเพียงตัวเลข!

คุยกับวาทยากรวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม ที่พากลุ่มนักร้องสูงวัยคว้าเหรียญทองครั้งแรกของไทย

Live and Learn

การทำงานกับผู้สูงอายุมาหลายขวบปี ทำให้อาจารย์ธนาวุฒิมีไกด์บุ๊กในการดำเนินชีวิต เป็นตำราและบทเรียนชีวิตนับสิบ นับร้อย ของเหล่าพี่ๆ วัยอิสระ เขาเรียกมันว่า ‘สูตรสำเร็จ’ ที่ทำให้เขาเติบโตขึ้นพร้อมกับภาวะผู้นำ

“ต้องค่อยๆ เรียนรู้ผู้สูงอายุ หลายคนมีความสามารถหลากหลาย และหลายคนทำให้ผมมีความสามารถมากขึ้นด้วยซ้ำ เขาผ่านอะไรมาเยอะ ผมเอาตรงนั้นมาประยุกต์ใช้กับตัวเอง ซึ่งสิ่งที่ผมเรียนรู้จากนักเรียนมีสามสเต็ป

“หนึ่ง ผมเรียนรู้ที่จะเป็นหรือไม่เป็นเหมือนกับเขา สอง ผมเรียนรู้วิธีการจะใช้ความสุขเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอด สาม การต่อสู้กับความแก่ ซึ่งผมพยายามศึกษาทุกเรื่องใหม่หมดทุกครั้ง เพราะการเรียนรู้จะทำให้คุณเติบโต แล้วคุณก็ต้องกลับไปเรียนรู้อะไรบางอย่างเพื่อที่จะเป็นเด็ก แล้วเติบโต ถ้าคุณเรียนรู้ทุกๆ ปี คุณก็จะไม่มีความแก่

“ผมใช้วิธีนี้กับตัวเองเสมอ หนึ่งปีต้องมีหนึ่งเรื่องเล่า ปีก่อนผมสนใจเรื่องแฟชั่น กีฬา เครื่องดื่ม การลงทุน ส่วนปีนี้ผมกำลังศึกษาเรื่องไวน์และพันธุ์องุ่น พอสนใจแล้วผมเอาจริง อย่างตอนสนใจเรื่องอาหาร ผมไปเรียน ไปลองขาย เพื่อให้อยู่ในจุดที่ผมเข้าใจมันจริงๆ แม้กระทั่งปีที่สนใจเรื่องการลงทุน เล่นหุ้น ก็กลายเป็นนิสัยติดตัวผม ทำให้ผมใช้เงินเป็น ที่สำคัญ ต้องดูด้วยว่าเราได้อะไรจากความรู้นั้น และมันทำให้เราอยู่รอดได้ยังไง ยิ่งรู้เยอะ ยิ่งดี” 

คุณพี่วัยอิสระและอาจารย์ธนาวุฒิพิสูจน์ให้เห็นแจ้งแล้วว่า อายุไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

ใช่-ไม่มีใครแก่เกินเรียน

คุยกับวาทยากรวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม ที่พากลุ่มนักร้องสูงวัยคว้าเหรียญทองครั้งแรกของไทย

Passion & Impact

ชายผู้มอบชีวิตให้กับดนตรีตั้งเป้าหมายใหญ่ที่จะพาวงประสานเสียงผู้สูงอายุไปถึงคือการโลดแล่นทั่วโลก และเป็นที่พูดถึงในนาม ‘วงประสานเสียงผู้สูงอายุ’ ไม่ใช่เพียงแค่วงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม แต่หมายรวมถึงวงประสานเสียงผู้สูงอายุทั่วประเทศไทย ต้องได้รับการยอมรับจากสากลว่ามีความสามารถ ถ้าพูดถึงเมื่อไหร่ต้องที่ไทยเท่านั้น

“สิ่งหนึ่งที่ผมทำสำเร็จแล้วคือ ความสุขที่มากพอจนผู้เห็น ผู้ฟังต้องยิ้มตาม ผมไม่ต้องการให้คนฟังฟังแล้วรู้สึกว่าเจ๋ง เก่งที่สุด หรือเทียบกับใคร แต่ขอเป็นความสุขที่ไม่มีใครเทียบดีกว่า และทับทิมสยามก็เป็นตัวแทนประเทศไทย ไม่น้อยหน้าไปกว่าการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกหรือพาราลิมปิก เพราะเราคือผู้สูงอายุไทยที่สร้างชื่อเสียงให้ก้องโลก”

และนับเป็นการคว้าเหรียญทองครั้งแรกของประวัติศาสตร์ไทยสำหรับวงประสานเสียงผู้สูงอายุด้วย

“นี่คือยาที่ดีที่สุด” วาทยกรพูดถึงการเกิดขึ้นของวงประสานเสียงผู้สูงอายุ

“เพราะการร้องเพลงช่วยพัฒนาสมองซีกขวา ส่วนการร้องประสานเสียงช่วยพัฒนาสมองซีกซ้าย สมองทั้งสองซีกจะไม่ฝ่อ และการยืนร้องเพลง ร่างกาย สรีระสง่างดงามมากขึ้น อีกเรื่องคือการฝึกหายใจ ยิ่งเก็บออกซิเจนได้เยอะ การเผาผลาญยิ่งดี และที่สำคัญได้สังคม มิตรภาพ เพื่อนๆ ให้การยอมรับ ทำให้คนสูงวัยรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าต่อสังคม ช่วยสร้างความรับผิดชอบ เพราะมีส่งการบ้าน ต้องฝึกซ้อม และข้อสุดท้ายทำให้สูงวัยเป็นนักพิชิตเป้าหมาย เป้าหมายคือมีคอนเสิร์ตหนึ่งครั้งทำให้ประทับใจที่สุด นี่คือการทำให้ฮอร์โมนความสุขและความสำเร็จพลุ่งพล่าน”

ผู้คลุกคลีกับบรรดาวัยอิสระบอกว่าการตั้งเป้าหมายนั่นสำคัญ ยิ่งพิชิตได้ยิ่งเพิ่มพลังใจ

คุยกับวาทยากรวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม ที่พากลุ่มนักร้องสูงวัยคว้าเหรียญทองครั้งแรกของไทย

“อาจจะเป็นการร้องเพลงจบหนึ่งเพลง การร้องเพลงไม่ให้เพี้ยน การร้องเพลงให้ตรงจังหวะ มันเป็นการชนะใจตัวเองทั้งนั้น ลูกหลานต้องพยายามถามสูงวัยว่าความสุขของเขาคืออะไร ให้มุ่งเน้นไปทางนั้น เพราะกิจกรรมทำให้คุณภาพของคนสูงวัยดีขึ้น และต้องไม่ลืมหาเป้าหมายระยะสั้นให้ได้ เพื่อให้เขากระโจนสู้เป้าหมายนั้นอย่างภาคภูมิใจ”

สิ่งที่ทำให้เด็กชายที่ผูกพันกับดนตรีตั้งแต่ 4 ขวบ จวบจน อายุ 30 ปี คือ ‘แพสชันและอิมแพค’

“แพสชันคือสิ่งแรกที่คุณต้องมี ต้องมีความอยาก ความรัก ความคลั่งไคล้ ส่วนอิมแพค มันต้องมีประโยชน์หรือเข้ากับสถานปัจจุบัน ตัวผมก็ไม่ได้ทำธุรกิจสำเร็จในปีแรกหรือสองปีแรก แต่สิ่งที่ทำให้ผมมีความอดทนอยู่ได้คือ ‘แพสชัน’ จงเชื่อในแพสชันของคุณ แล้วจงคิดอย่างถี่ถ้วนว่ามันอิมแพคต่อคนทั้งประเทศหรือคนทั้งโลกยังไงบ้าง

“บั้นปลายผมวางแผนกับภรรยาว่าจะเก็บเงินแล้วทำเพื่อสังคม ไปตระเวนแนะนำชาวบ้านเรื่องการเก็บเงิน ส่วนตัวผมจะทำให้ชุมชนมีศักยภาพ มีทักษะ มีความรู้มากขึ้น ผ่านดนตรีและการร้องประสานเสียง 

“ทุกวันนี้ดนตรีให้ทุกอย่างกับผม ผมคงจะอยู่กับดนตรีต่อไป พัฒนาวงการดนตรี ไม่ว่าจะเป็นการประสานเสียง ส่งเสริมดนตรีไทย ส่งเสริมคุณภาพผู้สูงวัยกับดนตรี เพราะผมอยากทำให้ตัวเองมีประโยชน์ต่อสังคม”

เราเชื่อว่าแพสชันที่มีต่อเสียงเพลงและผู้สูงอายุของชายคนนี้กำลังสร้างอิมแพคในใจพวกคุณ

คุยกับวาทยากรวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม ที่พากลุ่มนักร้องสูงวัยคว้าเหรียญทองครั้งแรกของไทย

ภาพ : วงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม Siam Ruby Women’s Choir

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load