18 กันยายน 2563
10 K

The Cloud x ททท.

สวัสดีครับทุกคน เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ กลับมาอีกครั้งแล้วครับ 

หลังจากผมเขียนบันทึกเที่ยวตามใจ เล่าการเดินทางทั่วไทยของตัวเองไปเมื่อคราวก่อน ก็มีเพื่อนๆ ทักทายกันเข้ามาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวเท่ๆ เส้นทางขี่มอเตอร์ไซค์สวยๆ และชุมชนน่ารักอบอุ่นที่อยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศ ทำให้รู้ว่ามีเพื่อนๆ สายเที่ยวคอเดียวกันอยู่เยอะ วันนี้เลยอยากมาแบ่งปันเรื่องราวการเดินทางครั้งล่าสุดของตัวเองให้เพื่อนๆ ฟังอีกครั้ง 

เวียร์ ศุกลวัฒน์, เกาะสมุย, บันทึกเที่ยวตามใจ

ถึงจะเป็นลูกอีสาน แต่ผมชอบทะเลมาก ที่พีกคือผมเคยเล่นละครเป็นนายหัวมาหลายเรื่องมาก แล้วสกิลล์ในละครก็ขั้นเทพ ดำน้ำตัวเปล่า! ช่วยนางเอกขึ้นนางน้ำ! จับปลามือเดียว! ขับเรือไม่มองทาง! ขอแถลงตรงนี้ว่าตัวจริงไม่ได้เทพขนาดนั้นนะครับ (ฮา) ผมเพิ่งสอบผ่าน ได้รับใบอนุญาตดำน้ำแบบ Scuba Diving ในทริปนี้เลยตื่นเต้นมากครับที่ได้เป็นนักดำน้ำเต็มตัว 

ผมเคยขี่มอเตอร์ไซค์ลงใต้ วิ่งทะลุไปมาเลเซีย ต่อไปถึงสิงคโปร์เมื่อหลายปีก่อน บอกเลยว่าเส้นทางสายเก่าที่ผ่านจังหวัดสุราษฎร์ธานีนั้นสวยงามมาก มีทั้งภูเขา แม่น้ำ และที่สำคัญคือทะล ผมวาดฝันไว้ไกลๆ ว่าวันหนึ่งจะเอามอเตอร์ไซค์ขึ้นเรือเฟอร์รี่ แล้วไปขี่รอบเกาะสมุยให้ได้ ตอนนี้ได้แค่บินจากกรุงเทพฯ ไปเที่ยวพลางๆ ก่อน แต่ถึงยังไงผมก็รักเกาะกลางทะเลอ่าวไทยแห่งนี้มาก ไปมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง

ถ้าอยากรู้ว่าเพราะอะไร ผมขอเล่าไว้ในบันทึกการเดินทางครั้งล่าสุด บนหน้าจอต่อไปนี้นะครับ

เวียร์ ศุกลวัฒน์, เกาะสมุย, บันทึกเที่ยวตามใจ
เวียร์ ศุกลวัฒน์, เกาะสมุย, บันทึกเที่ยวตามใจ

คุยกับคุณลุงชาวเกาะ ใต้ต้นทะพร้าวกลางอ่าวไทย

เวียร์ ศุกลวัฒน์ กับบันทึกการเดินทางทริปล่าสุด เที่ยวชุมชนที่เกาะสมุยและดำน้ำเกาะเต่าครั้งแรก

ผมคิดว่านิสัยของคนอีสานและคนใต้นั้นคล้ายๆ กันเลย คือรักพวกพ้อง ทุกคนเป็นเหมือนครอบครัว มาใต้ทีไรก็รู้สึกเลยว่าเราใกล้กันมาก คุยกันรู้เรื่องถูกคอ 

อย่างเกาะสมุยเนี่ย แรกๆ ก็ไปออกกองถ่ายละคร ไปออกงานกาชาด ไปขึ้นเวทีคอนเสิร์ต แต่ได้ไปบ่อยเข้า ผมก็ซึมซับความเป็นกันเองของผู้คน และตกหลุมรักธรรมชาติ ที่ไม่ว่าจะจุดไหนของเกาะก็สวยไปหมด หลังๆ เลยไปเที่ยวเองบ่อยๆ เพราะมีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ บินถึงก็โดดลงทะเลได้เลย 

เวียร์ ศุกลวัฒน์ กับบันทึกการเดินทางทริปล่าสุด เที่ยวชุมชนที่เกาะสมุยและดำน้ำเกาะเต่าครั้งแรก

คุณลุงชาวเกาะคนหนึ่งแกเล่าให้ฟังว่า ชื่อเกาะสมุย น่าจะมาจากพันธุ์ไม้ชนิดหนึ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปในภาคใต้ของไทย ภาษาใต้เรียกกันว่าต้นหมุยหรือตนสมุย สมัยก่อนผู้คนเริ่มอพยพมาตั้งรกราก และได้พบกับต้นไม้ชนิดนี้ขึ้นอยู่เต็มไปหมด มันเลยกลายมาเป็นชื่อเกาะ แต่ก็มีอีกหลายคนบอกว่า สมุยเป็นภาษาทมิฬโบราณ แปลว่าคลื่นลม แค่ที่มาของชื่อเกาะก็น่าสนใจแล้วใช่ไหมครับ

คุยไปคุยมา ผมยิ่งรู้สึกว่าเกาะสมุยมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมาก คือเมื่อก่อน เกาะสมุยเป็นชุมชนที่ค่อนข้างโดดเดี่ยวและตัดขาดจากภายนอกพอสมควร มีการค้ากับชาวจีนไหหลำที่ล่องเรือสินค้า ผ่านมารับมะพร้าวและกะปิไปขายที่กรุงเทพฯ บ้างเท่านั้น จนกระทั่งเมื่อ 50 ปีที่แล้วสมัยคุณลุงยังเด็ก ฝรั่งแบ็กแพ็กเกอร์รุ่นแรกก็เดินทางมาค้นพบ สวรรค์บนดินแห่งนี้เข้า 

เวียร์ ศุกลวัฒน์ กับบันทึกการเดินทางทริปล่าสุด เที่ยวชุมชนที่เกาะสมุยและดำน้ำเกาะเต่าครั้งแรก

ผมสงสัยมากว่า ในเมื่อสมุยเป็นเกาะปิด แล้วฝรั่งเขาเดินทางมาถึงเกาะได้ยังไง 

“เขานั่งรือขนมะพร้าวมา” คุณลุงตอบกลับด้วยสำเนียงใต้ พร้อมหัวเราะชอบอกชอบใจ

นั่นล่ะครับ จุดเริ่มต้นของการบอกต่อปากต่อปากในหมู่นักท่องเที่ยวแบ็กแพ็กเกอร์ฝรั่ง ที่ใครเดินทางมาเที่ยวเมืองไทย ต้องดั้นด้นมาเกาะสมุยให้ได้ ทั้งที่ตอนนั้นมีบังกะโลของชาวบ้านเริ่มเปิดให้บริการเพียงแค่ไม่กี่หลัง ถนนบนเกาะยังไม่มีด้วยซ้ำ จากหาดหนึ่งไปอีกหาดหนึ่ง ถ้าไม่นั่งเรืออ้อมเกาะไป ก็ต้องเดินข้ามภูเขาเท่านั้น

เวลาผ่านไป นักท่องเที่ยวเยอะขึ้น พร้อมๆ กับการพัฒนาเติบโตของชุมชนเกาะสมุย จากบังกะโลไม่กี่หลัง เกาะสมุยกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมติดอับดับโลก เป็นจุดหมายปลายทางในฝันที่ยังเก็บเอกลักษณ์ ความน่ารักของชุมชนเอาไว้ได้อย่างดี และผมก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ตกหลุมรักเกาะแห่งนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้นเช่นกัน

ชิมข้าวผัดสมุยและลองขอสูตรลับอายุ 70 ปี

นี่คือร้านปุยหยก ตั้งอยู่บ้านหน้าทอน ย่านการค้าชาวจีนที่เก่าแก่ที่สุดบนเกาะสมุย 

ร้านนี้เปิดทำการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2492 เป็นเจ้าแรกในประเทศไทยที่คิดค้นสูตรอาหารข้าวผัดหมูแดง หรือที่เรียกกันว่าข้าวผัดสมุย โดยการนำน้ำซอสสีแดงที่เป็นสูตรลับเฉพาะของทางร้านมาผัดกับข้าวสวย จนออกมาเป็นข้าวสีชมพูเอกลักษณ์ของร้าน กินกับกุนเชียงเด้งๆ หมูแดงนุ่มๆ และหมูกรอบที่กรอบจนฟิน 

ชิมข้าวผัดสมุยและลองขอสูตรลับอายุ 70 ปี

อร่อยมากครับ พยายามถามเฮียทายาทรุ่นสองของร้านถึงสูตรลับของน้ำซอส ถามยังไงก็ไม่ยอมบอก ผมเลยประท้วงด้วยการกินรวดสองจานไปเลย

ถ้าใครได้มาเช็กอินที่ร้านปุยหยกแล้ว ผมแนะนำให้เดินมาถัดมาอีกนิด เลี้ยวเข้าถนนเล็กๆ ที่ชื่ออ่างทอง ซึ่งผมชอบมาก เพราะสองฝั่งถนนเรียงรายไปด้วยบ้านไม้เก่าแบบจีนอพยพผสมไทยเกาะ คือผสมผสานระหว่างรูปแบบอาคารแบบจีนกับภูมิปัญญาก่อสร้างของชาวเกาะ บางหลังอายุเกือบร้อยปี ใครเป็นสายถ่ายรูปอย่างผม เดินถนนเส้นนี้เพลินแน่นอน

ชิมข้าวผัดสมุยและลองขอสูตรลับอายุ 70 ปี
ชิมข้าวผัดสมุยและลองขอสูตรลับอายุ 70 ปี

ถ้าใครสงสัยว่าทำไมถนนชื่ออ่างทอง ทั้งๆ ที่อยู่จังหวัดสุราษฎร์ธานี นั่นเพราะเกาะสมุยอยู่ในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง ที่ประกอบไปด้วยเกาะในทะเลอ่าวไทยอีกถึง 42 เกาะนั่นเอง 

เจอพี่ๆ น้องๆ แฟนละครเนียวแน่นที่ชุมชนมลายูโพ้นทะเล

ผมชอบเกาะสมุย เพราะมีความหลากหลาย ทั้งทรัพยากรธรรมชาติทะเล ภูเขา น้ำตก ผืนป่า และผู้คน หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่าบนเกาะสมุยมีชุมชนมลายูโพ้นทะเลที่มีวัฒนธรรมเข้มแข็งตั้งอยู่ด้วย ผมก็เหมือนกัน ไปสมุยหลายต่อหลายครั้ง ไม่เคยรู้จนกระทั่งทริปนี้นี่แหละ 

ชุมชนหัวถนน คือชุมชนมุสลิมดั้งเดิมที่ล่องเรือจากจังหวัดปัตตานีมาตั้งถิ่นฐานบนเกาะแห่งนี้ เมื่อประมาณ 100 ปีที่แล้ว ตอนแรกเป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงนักจับปลาเล็กๆ ต่อมาจึงขยายจนกลายเป็นชุมชนมลายูโพ้นทะเล

ชุมชนมลายู, เกาะสมุย
ชุมชนมลายู, เกาะสมุย

เดินเข้ามาในชุมชน ผมได้พบกับมัสยิดนูรุลเอียะห์ซาน ศูนย์กลางสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้าน ที่ตั้งขึ้นพร้อมๆ กับการก่อตั้งชุมชน และเป็นมัสยิดแห่งเดียวบนเกาะสมุย ได้พบพี่ๆ น้องๆ แฟนละครที่ติดตามผมมาตั้งแต่ละครเรื่องแรก พี่ๆ น่ารักมาก ชงชาเย็นแบบมลายูให้ผมของชิมด้วย ขอบคุณมากนะครับ ชื่นใจสุดๆ

ชุมชนมลายู, เกาะสมุย
ชุมชนมลายู, เกาะสมุย

ที่น่าทึ่งคือ แม้จะย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่สมุยกว่าร้อยปีแล้ว แต่ชุมชนมลายูแห่งนี้ยังรักษาอัตลักษณ์ไว้ได้อย่างเข้มแข็ง มีการเรียนการสอนภาษามลายู ทำให้เด็กๆ ที่แม้จะเกิดที่นี่ก็ยังพูดภาษามลายูได้ ผมเดินผ่านนักท่องเที่ยวหลายคนที่ขี่มอเตอร์ไซค์มานั่งจิบชามลายูในชุมชน เห็นแล้วอิจฉาจริงๆ ครับ ไว้ผมจะกลับมาใหม่พร้อมมอเตอร์ไซค์คู่ใจ 

ชุมชนมลายู, เกาะสมุย
ชุมชนมลายู, เกาะสมุย
ชุมชนมลายู, เกาะสมุย

ก่อนกลับ ผมไม่ลืมที่จะแวะตลาดแขกหน้าชุมชน มีปลาสดๆ จากท้องทะเลวางขายมากมาย กะห์เจ้าของแผงเล่าให้ฟังว่า เป็นปลาจากการประมงพื้นบ้าน น้องชายของกะห์ออกเรือไปจับเองทุกเช้าด้วยเครื่องมือเล็กๆ ที่ไม่ทำลายสภาพแวดล้อมใต้ทะเล หลังบ้านกะห์ทำปลาแปรรูปด้วย เมื่อก่อนส่งขายทั่วทั้งเกาะ แต่ตอนนี้พอนักท่องเที่ยวลดลง ครอบครัวชาวประมงของกะห์ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย

ใครมีโอกาสไปเที่ยวเกาะสมุย อย่าลืมแวะไปทักทายและช้อปปิ้งอาหารทะเลสดๆ ที่ตลาดแขกบ้านกะห์กันด้วยนะครับ

เกาะเต่าครั้งแรก จะได้เจอเต่าไหมนะ

เกาะเต่า
เกาะเต่า

วันต่อมา ผมออกเรือจากเกาะสมุย มุ่งหน้าสู่เกาะเต่าด้วยเรือสปีดโบ๊ต ใช้เวลาไม่นานแค่ชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงแล้วครับ สวรรค์ของนักดำน้ำ

ออกตัวก่อนเลยว่านี่เป็นประสบการณ์เที่ยวเกาะเต่าครั้งแรกของผม ตอนแรกกะจะมาเรียน Scuba Diving ให้จบคอร์สเฉยๆ คือผมเคยเรียนดำน้ำตั้งแต่ 2 – 3 ปีก่อน เพื่อเข้าฉากเล่นละคร (เป็นนายหัวขั้นเทพอย่างที่รู้กัน) เมื่อหลายปีก่อน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้สอบขอใบอนุญาตดำน้ำแบบจริงๆ จังๆ เสียที 

เกาะเต่า, เวียร์ ศุกลวัฒน์
เกาะเต่า, เวียร์ ศุกลวัฒน์

แต่ปรากฏว่าการมาเกาะเต่าครั้งแรก ผมได้ประสบการณ์เหนือความคาดหมายมากมาย อย่างการได้เจอเต่า! เต่าทะเลสองแม่ลูกที่ว่ายน้ำอย่างสุขใจอยู่ใกล้ๆ แนวปะการัง นี่เป็นการพบสัตว์ทะเลหายากครั้งแรกของผม ทั้งช็อกทั้งเซอร์ไพรส์ ตอนนี้ที่ผมเป็นนักดำน้ำเต็มตัวแล้ว ก็หวังว่าในทริปดำน้ำครั้งต่อไป ผมจะโชคดีได้เจอเจ้าฉลามวาฬหรือแมนต้าอย่างในทริปนี้ สาธุ

เกาะเต่า, เวียร์ ศุกลวัฒน์
เกาะเต่า, เวียร์ ศุกลวัฒน์

คนส่วนใหญ่คิดว่าเกาะเต่ามีดีที่โลกใต้น้ำ ใช่ครับ เกาะเต่าขึ้นชื่อระดับโลกว่ามีจุดดำน้ำใกล้ชายฝั่งที่สุดยอด แต่อยากกระซิบบอกว่าทรัพยากรบนเกาะก็สวยงามไม่แพ้กัน เพื่อนชาวกรุงเทพฯ ของผมหลายคนลงไปเที่ยว และติดอกติดใจเสน่ห์เกาะเต่า จนย้ายลงไปตั้งถิ่นฐานเป็นชาวเกาะหลายคน 

เพื่อนผมกลุ่มนี้ สืบเสาะหาเส้นทาง Hiking จุดดำน้ำในเกาะที่ต้องผจญภัยก่อนไปถึง และเส้นทางพายเรือคายัครอบเกาะ และแนะนำให้ผมได้ไปเจอกับสวรรค์บนดินที่ซ่อนตัวอยู่เงียบๆ แต่สวยบาดใจที่เขาบอกผมว่า สมมติมีนักท่องเที่ยว 5,000 คน จะมีแค่คนเดียวเท่านั้นที่สนใจการท่องเที่ยวแบบนี้ 

ได้ยินแบบนี้ก็ต้องไปสิครับ รออะไร 

เส้นทางผจญภัยที่ 1 ใน 5,000 คนเท่านั้นจะเลือกไป

ก่อนออกเดินทางเราแวะเติมพลังด้วยผัดหมี่กะทิ สารภาพเลยว่าผมไม่เคยกินผัดหมี่ชนิดนี้มาก่อน พี่แม่ค้าบอกว่าใช้น้ำกะทิจากเกาะสมุยเคี่ยวกับเครื่องแกง จากนั้นนำมาผัดกับเส้น เป็นอาหารที่หากินได้แค่ทางใต้เท่านั้น โอ้โห อร่อยสุดๆ

เกาะเต่า, เวียร์ ศุกลวัฒน์

สำหรับการ Hiking เส้นทางนี้ เราต้องแบกเป้ใส่อาหารปิกนิก ตีนกบและหน้ากาก Snorkel ติดตัวไปด้วย เพราะระยะทางไปกลับใช้เวลาถึง 5 ชั่วโมง แต่เป็น 5 ชั่วโมงที่สุดยอดมาก

เติมพลังกันเสร็จ เริ่มเดินขึ้นเขาผ่านป่าย่อมๆ สู่จุดชมวิวลับที่สูงที่สุดของเกาะ จากนั้นลงมาเจอกับอ่าวเล็กๆ ที่ต้องข้ามเขาไม่ก็นั่งเรือมาถึงจะพบ อ่าวแห่งนี้เงียบสงบมาก จะลงเล่นน้ำ Snorkeling หรือจะให้นั่งมองวิวทั้งวันก็ยังไม่เบื่อเลยครับ 

ผมชอบดูพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก ผมคิดว่าเป็นช่วงเวลาที่สวยที่สุดของวัน แสงสวย ยิ่งถ้าได้มาอยู่ในที่สวยๆ ยิ่งดีเข้าไปใหญ่

เกาะเต่า, เวียร์ ศุกลวัฒน์

ผมเอากล้องฟิล์มมาด้วย เวลาไปเที่ยวผมจะขนฟิล์มไปหลายแบบหลายม้วน เพราะอยากทดลองดูว่า พื้นที่เดียวกัน แสงและอุณหภูมิใกล้ๆ กัน ถ้าใช้ฟิล์มอันนั้นอันนี้ ภาพจะออกมาเป็นยังไง ผมสนุกกับการถ่ายภาพฟิล์มเพราะมันไม่มีกฎตายตัวเลย อย่างถ้ามาเที่ยวเกาะ หลักการ (แบบมั่วๆ) ของผมคือ อุณหภูมิสูง ลองใช้ฟิล์มฟ้าดูไหม สีจะได้คอนทราสกับโทนของภาพ 

ผมกลับกรุงเทพฯ มาสักพักแล้ว แต่ยังไม่มีเวลาเอาฟิล์มไปล้างเลย เอาเป็นว่าถ้าผมล้างฟิล์มเมื่อไหร่ จะรับลงรูปในอินสตาแกรมให้เพื่อนๆ ได้ดูกันนะครับว่ารูปฟิล์มเซ็ตนี้ของผมรุ่งหรือร่วง (ฮา)

เพื่อนๆ ล่ะชอบถ่ายภาพแบบไหน และมีเทคนิคถ่ายภาพหรือหลักการ (แบบมั่วๆ) อย่างผมไหม ถ้ามีก็ส่งมาบอกกันได้นะครับ แล้วอย่าลืมบอกด้วยล่ะว่าถ่ายที่สถานที่ท่องเที่ยวไหนของเมืองไทย เผื่อผมจะตามไปเช็กอินด้วย เพราะพวกเราสายเที่ยวคอเดียวกันอยู่แล้ว

เกาะเต่า, เวียร์ ศุกลวัฒน์

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ศุกลวัฒน์ คณารศ

นักแสดงช่อง 7 ที่มีบทบาทที่ 2 เป็นนักเดินทางที่ชอบการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ และบทบาทที่ 3 เป็นพิธีกรรายการ Super Weir รายการการเดินทางเพื่อสังคม ที่เกิดจาก 2 สิ่งที่ชอบ คือการขี่มอเตอร์ไซค์ และการช่วยเหลือสังคม

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

18 กันยายน 2564
1 K

“They don’t speak, but they tell you everything about life. They are the 7,000 incredibly lifelike specimens in the Grande Galerie de l’Évolution. A mythical place renovated in 1994, where modernity stands alongside history and science to tell us the great adventure of biodiversity.” 

นี่คือคำโปรยบนหน้าเว็บไซต์จองตั๋วเข้าชม ‘แกลเลอรี่วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต’ (Grande Galerie de l’Évolution) ภายใต้การดูแลของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งฝรั่งเศส (Muséum National d’Histoire Naturelle) ที่น่าจะสะกิดคนที่มีความสนใจเรื่องวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต และคนที่ชื่นชอบการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ ให้เกิดความรู้สึกอยากทำความรู้จักและเดินเข้าไปสำรวจในแกลเลอรี่นี้มากยิ่งขึ้น

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
ระเบียงชั้นบนของแกลเลอรี่ มองเห็นส่วนจัดแสดงบริเวณโถงกลางของอาคารอย่างชัดเจน

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 9 ปีที่แล้ว ผมบังเอิญเห็นภาพส่วนจัดแสดงของแกลเลอรี่แห่งนี้จากนิตยสารไทยฉบับหนึ่ง ตอนแรกผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสถานที่ในภาพตั้งอยู่ ณ จุดไหนของกรุงปารีส และด้วยความอยากรู้จึงค้นหาเพิ่มเติมจาก Google จนรู้ว่าภาพที่เห็นเป็นส่วนจัดแสดงหนึ่งในแกลเลอรี่วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต นับตั้งแต่นั้นมา ผมหมายมั่นตั้งใจว่า หากมีโอกาสไปเที่ยวประเทศฝรั่งเศสเมื่อไหร่ จะต้องหาเวลาไปเยี่ยมชมแกลเลอรี่แห่งนี้ให้ได้ เวลาผ่านไปประมาณ 6 ปี ผมก็มีโอกาสไปเยือนกรุงปารีสเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2561 แน่นอนว่าหนึ่งในจุดมุ่งหมายการเที่ยวครั้งนั้น ก็คือแกลเลอรี่แห่งนี้นั่นเอง

จำได้ว่าวันที่ผมไปเยี่ยมชมแกลเลอรี่วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตเป็นวันที่ท้องฟ้าสดใส ไร้เมฆฝนมากวนใจ (หลังจากที่แอบภาวนาในใจทั้งคืน ขอให้ฝนไม่ตก) ผมกับพี่สาวนั่งรถไฟใต้ดินไปยังสถานี Censier-Daubenton ซึ่งเป็นสถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้กับแกลเลอรี่แห่งนี้ที่สุด หลังออกจากสถานีเดินต่ออีกประมาณไม่เกิน 10 นาทีก็ถึงที่หมาย

แกลเลอรี่วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต เป็นหนึ่งในอาคารจัดแสดงนิทรรศการที่ถือว่าน่าสนใจมากแห่งหนึ่ง ภายใต้การดูแลของพิพิธภัณท์ประวัติศาสตร์แห่งฝรั่งเศส แกลเลอรี่นี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ของสวนพฤกษศาสตร์แห่งปารีส (Jardin des Plantes de Paris) ตัวอาคารมีลักษณะโครงสร้างเป็นโถงกว้าง มีส่วนจัดแสดงที่เปิดให้เข้าชมด้วยกันทั้งหมด 4 ชั้น 

จุดเด่นของอาคารนี้คือเพดานกระจก (Glass Ceiling) สไตล์ศตวรรษที่ 19 ในแต่ละชั้นจะมีระเบียงทางเดินที่จัดแสดงเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตอย่างน่าสนใจ และจากระเบียงนี้ เรายังมองเห็นส่วนจัดแสดงในบริเวณโถงกลางของอาคารอย่างชัดเจน และยังมีอีกหลายห้องที่น่าสนใจ เช่น ห้องจัดแสดงสัตว์สตัฟฟ์ ห้องจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับนกโดโด้ 

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
หุ่นจำลองนกโดโด้

ภาพในนิตยสารที่จุดประกายให้ผมอยากเข้ามาเยี่ยมชมแกลเลอรี่แห่งนี้ ก็คือภาพขบวนสัตว์จำลองที่มีชื่อเรียกว่า ‘La caravane des animaux de la savane africaine’ (The Caravan of animals from the African savanna) ประกอบไปด้วยรูปจำลองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์นักล่าชนิดต่างๆ ในทวีปแอฟริกา จัดแสดงอยู่บนพื้นไม้ปาร์เกต์ เช่น ช้างแอฟริกา ยีราฟ สิงโต วิลเดอบีสต์ ม้าลาย ไฮยีน่า เม่น และเสือชีตาห์ โดยสัตว์แต่ละตัวมีลักษณะและท่าทางแตกต่างกันไปตามธรรมชาติ ส่วนตัวแล้วผมประทับใจกับส่วนจัดแสดงนี้มากที่สุด เนื่องจากเป็นส่วนจัดแสดงที่จัดวางได้อย่างลงตัว น่าสนใจ และยังอยู่ในบริเวณที่โดดเด่นมากๆ อย่างโถงกลางของอาคาร ประกอบกับการที่บรรดารูปจำลองของสัตว์เหล่านี้มีความเหมือนจริงมาก ชนิดที่ว่าเหมือนได้ยืนกระทบไหล่ หายใจรดต้นคอกับฝูงสัตว์เหล่านี้ในทุ่งหญ้าสะวันนา ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วกำลังยืนอยู่ในแกลเลอรี่กลางกรุงปารีส แค่ไปยืนใกล้ๆ แล้วลองจินตนาการว่าถ้าจู่ๆ พวกมันเกิดมีชีวิตขึ้นมาก็รู้สึกบันเทิงแล้ว

หมายเหตุ : เหตุผลที่ผมเรียกสิ่งจัดแสดงชุดนี้ว่า ‘รูปจำลอง’ แทนที่จะใช้คำว่า รูปปั้นหรือสัตว์สตัฟฟ์ เพราะว่าผมยังไม่มีข้อมูลว่าทางแกลเลอรี่ใช้กรรมวิธีอะไรในการสร้างรูปจำลองของสัตว์เหล่านี้ ให้ดูค่อนข้างสมจริงและได้สัดส่วนที่เหมาะสม จะให้พูดไปเลยว่าเป็นรูปปูนปั้นก็ไม่น่าจะใช่ หรือจะฟันธงว่าเป็นสัตว์สตัฟฟ์ทั้งหมดก็ยังไม่ใช่อีกเหมือนกัน

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
ขบวนสัตว์จำลอง La caravane des animaux de la savane africaine
ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์

ระหว่างที่ผมและพี่สาวเดินสำรวจภายในแกลเลอรี่ เข้าห้องนั้นออกห้องนี้ เราสองคนก็เจอกับ ‘ห้องจัดแสดงสัตว์สตัฟฟ์’ ในตอนแรกเข้าใจว่าเป็นห้องทำงานของเจ้าหน้าที่แกลเลอรี่ เพราะห้องนี้ไม่ได้เปิดประตูเรียกแขกเหมือนห้องอื่นๆ แต่เปิดแง้มๆ ไว้เท่านั้น ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเลยมองลอดเข้าไป จึงรู้ว่าเป็นห้องแสดงสัตว์สตัฟฟ์ (เกือบพลาดไปแล้วเรา) ห้องนี้ตั้งอยู่บริเวณปีกด้านหนึ่งของตัวอาคาร (จำไม่ได้ว่าอยู่ที่ชั้น 2 หรือชั้น 3) ภายในจัดแสดงสัตว์สตัฟฟ์หลายสิบชนิดที่ยืนนิ่งๆ ในตู้กระจก ค่อนข้างมิดชิดแน่นหนา ไฟสลัวๆ พร้อมกับสัตว์สตัฟฟ์ที่มองจ้องกลับมาก็แอบทำให้รู้สึกหวิวๆ เหมือนกัน 

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
ภายในห้องจัดแสดงสัตว์สตัฟฟ์

ในขณะที่เดินชมไปเรื่อยๆ ผมพบกับ ‘สมันสตัฟฟ์’ ตอนนั้นผมเองก็ไม่ได้รู้ถึงความสำคัญและที่มาที่ไปของเจ้าสมันตัวนี้มาก่อน เห็นแค่ว่าเป็นกวางตัวหนึ่งที่ดูแปลกตา และถูกจัดวางให้อยู่ในส่วนที่โดดเด่นของห้อง ก็เลยถ่ายรูปเก็บเอาไว้ และมารู้ภายหลัง (อีกแล้ว) ว่า เจ้าสัตว์สตัฟฟ์ตัวนั้นคือสมัน ไม่ใช่กวางทั่วไป และที่สำคัญ ยังเป็นสมันเพียงตัวเดียวในโลกที่ได้รับการสตัฟฟ์ไว้ทั้งตัวอย่างสมบูรณ์ก่อนที่พวกมันจะสูญพันธุ์ไป และไม่มีใครที่เคยได้เห็นพวกมันตัวเป็นๆ อีกเลย 

พอมานึกย้อนกลับไป ก็แอบเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้ตั้งใจดูมันอย่างละเอียดเท่าที่ควร 

หมายเหตุ : สมันเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกกีบคู่ชนิดหนึ่ง ลักษณะคล้ายกวาง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Rucervus schomburgki มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า Schomburgk’s Deer ซึ่งตั้งขึ้นตามชื่อของ เซอร์โรเบิร์ต โชมเบิร์ก (Sir Robert Schomburgk) กงสุลแห่งราชสำนักอังกฤษประจำสยาม ในรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย เนื่องจากเขาเป็นบุคคลแรกที่ทำให้นักวิชาการตะวันตกในสมัยนั้นได้รู้จักและรับรู้ถึงการมีอยู่ของสมัน 

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
สมันสตัฟฟ์

นอกจากส่วนจัดแสดงเกี่ยวกับสัตว์บกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในชั้นบนแล้ว บริเวณชั้นล่างสุดของอาคารก็มีส่วนจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสัตว์น้ำและสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทร จุดที่น่าสนใจของโซนข้างล่างคือ โครงกระดูกวาฬ รูปจำลองสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทร เช่น ฉลาม ปลาทูน่า วาฬนาร์วาล ปูและหอยชนิดต่างๆ รวมไปถึงสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ อีกมากมาย 

อ้อ ความพิเศษอีกอย่างหนึ่งของแกลเลอรี่แห่งนี้ก็คือ การใช้แสง สี เสียง ในการสร้างบรรยายกาศให้ผู้เข้าชมรู้สึกเหมือนอยู่ในธรรมชาติ ระหว่างเดินๆ อยู่อาจจะได้ยินเสียงที่เหมือนกำลังเดินอยู่ในป่า ต่อมาอีก 5 นาทีเราอาจจะได้ยินเสียงฝนตก ฟ้าร้อง และฟ้าผ่า ที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ไปพร้อมๆ กับแสงและสีของหน้าต่างแปรผันไปตามเสียงที่เราได้ยิน

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
การเล่นแสงและสีของหน้าต่างแกลเลอรี่ 

ตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงกว่าๆ ในแกลเลอรี่แห่งนี้ผ่านไปรวดเร็วมาก รู้ตัวอีกทีก็จวนจะถึงเวลาปิดให้เยี่ยมชมแล้ว ผมเดินกลับมาออกด้วยความประทับใจและดีใจ เพราะได้ทำความฝันเล็กๆ ที่เก็บมาตลอดหลายปีให้เป็นความจริง และในตอนนี้ ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านมาเกือบ 3 ปีแล้ว แต่ผมยังจำอารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นขณะที่เดินชมภายในแกลเลอรี่แห่งนี้ได้เป็นอย่างดี 

ถ้าหากประเทศไทยมีแกลเลอรี่หรือพิพิธภัณฑ์ที่มีการนำเสนอได้สวยงาม สนุก และน่าสนใจในลักษณะนี้บ้าง ก็คงจะเป็นสถานที่ที่สร้างแรงบันดาลใจ ความเพลิดเพลิน และความกระหายใคร่รู้ให้กับผู้คน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนได้ไม่น้อย 

สองพี่น้องนั่งรถไฟใต้ดินไปเดินชม Grande Galerie de l’Évolution แกลเลอรี่ในสวนพฤกษศาสตร์แห่งปารีส

ข้อมูลอ้างอิง 

 www.jardindesplantesdeparis.fr

Francis H. Giles (1937) The Riddle of Cervus Schomburgki. The Journal of Siam Society, Natural History Supplement. Vol. XI., No.1.

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ดิศรณ์ ง้วนพันธ์

ข้าราชการตัวเล็กๆ สังกัดกระทรวงการค้าริมแม่น้ำเจ้าพระยา ชอบเที่ยวพิพิธภัณฑ์ รักการถ่ายภาพและชอบวาดรูป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load