เมื่ออิทธิพลจากส่วนกลางอย่างกรุงเทพฯ แผ่ขยายไปทั่วราชอาณาจักร ความเป็นกรุงเทพฯ จึงเริ่มเข้าไปผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่น จะอาหารก็ดี การแต่งกายก็ดี ไม่เว้นแม้แต่งานศิลปะ และยิ่งหากจังหวัดนั้นเป็นจังหวัดใหญ่ อิทธิพลจากส่วนกลางก็จะยิ่งเข้มข้นตามไปด้วย แต่ใช่ว่าเมื่อความเป็นกรุงเทพฯ เข้าไปแล้ว ความเป็นท้องถิ่นจะหายไปนะครับ เปล่าเลย มันกลับเกิดการผสมผสานจนทั้งสองอย่างเข้ากันอย่างลงตัว วัดแห่งนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนวัดหนึ่งเลยครับ วัดทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ครับผม

สันนิษฐานกันว่า วัดทุ่งศรีเมืองสร้างขึ้นราวสมัยรัชกาลที่ 3 ในสมัยของ พระพรหมราชวงศา (กุทอง) เจ้าเมืองอุบลราชธานีตอนนั้น พระอริยวงศาจารย์ ญาณวิมล อุบลสังฆปาฏิโมกข์ หรือ พระอริยวงศ์ (สุ้ย) หลักคำ หรือเจ้าคณะเมืองอุบลราชธานีในเวลานั้น จำพรรษาอยู่ที่วัดมณีวนาราม (วัดป่าน้อย) วัดที่ตั้งอยู่ชายดงอู่ผึ้งที่มีอาณาเขตติดกับทุ่งชายเมืองหรือทุ่งศรีเมือง ในเวลากลางคืนท่านมักจะไปนั่งวิปัสสนาอยู่ริมทุ่งชายเมืองนี้ 

ภายหลังจึงได้สร้างหอพระพุทธบาทขึ้นบริเวณริมทุ่งชายเมืองที่ท่านไปนั่งวิปัสสนา แต่เนื่องจากตั้งอยู่ในที่ลุ่มจึงมีการขุดดินบริเวณทิศเหนือและทิศตะวันตกของจุดสร้างหอพระพุทธบาท เพื่อจะถมพื้นให้สูงก่อนลงมือก่อสร้าง บริเวณที่ขุดนั้นต่อมาได้กลายเป็นสระน้ำ แต่ปัจจุบันเหลือเพียงสระทางทิศเหนือที่เป็นที่ตั้งของหอไตรเท่านั้น หอไตรหลังนี้สร้างโดยญาครูช่าง (ญาครู เป็นสมณศักดิ์ของภิกษุเวียงจันทน์และอีสานในสมัยก่อน) ในตอนแรก ทั้งหอพระพุทธบาทและหอไตรเป็นส่วนหนึ่งของวัดมณีวนาราม แต่ต่อมาถูกแยกออกมา และเพราะวัดตั้งอยู่ริมทุ่งชายเมือง วัดนี้จึงได้ชื่อว่า ‘วัดทุ่งชายเมือง’ หรือ ‘วัดทุ่งศรีเมือง’ นั่นเอง

อาคารที่สำคัญที่สุดในวัดแห่งนี้คงจะหนีไม่พ้นหอพระพุทธบาทของวัด อาคารที่สร้างในราวต้นรัชกาลที่ 4 และถือเป็นอาคารแห่งแรกๆ ในอีสานนอกโคราชที่แสดงถึงอิทธิพลจากภาคกลางอย่างชัดเจน ชนิดที่ว่าถ้าเอาอาคารหลังนี้ไปตั้งในกรุงเทพมหานครก็แทบจะหาความแตกต่างไม่ได้เลย อาคารผนังสูง เครื่องบนเป็นเครื่องลำยอง มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ นาคสะดุ้ง ไม่เกี่ยวใดๆ กับทองเนื้อเก้านะครับ ซึ่งต่างจากสิม (หมายถึงได้ทั้งโบสถ์และวิหาร) แบบอีสานอย่างมากครับ 

ไม่ใช่แค่ตัวอาคารที่แสดงความเป็นภาคกลาง แต่การสร้างหอพระพุทธบาทและรอยพระพุทธบาทนี้เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่พระอริยวงศ์นำมาจากกรุงเทพฯ ด้วย เพราะสิ่งนี้ถือเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีในอุบลราชธานีมาก่อน แถมยังมีการกำหนดงานเทศกาลปิดทองรอยพระพุทธบาทในช่วงวันเพ็ญเดือน 3 แบบเดียวกับที่วัดพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรีด้วย ซึ่งประเพณีนี้ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน 

ยัง ยังไม่หมด ถ้าลองสังเกตดีๆ จะเห็นว่าการถมพื้นให้หอพระพุทธบาทสูงกว่าระดับพื้นวัดนั้น นอกจากจะเพื่อป้องกันน้ำท่วมแล้ว ยังอาจเป็นความพยายามที่จะทำให้รอยพระพุทธบาทซึ่งประดิษฐานภายในดูคล้ายประดิษฐานบนเนินเขาแบบเดียวกับที่สระบุรีเช่นกัน 

วัดทุ่งศรีเมือง วัดฟิวชันแห่งแรกๆ ในอีสาน นอกโคราช ที่ผสมศิลปะกรุงเข้ากับเอกลักษณ์ท้องถิ่น

ข้างนอกว่าแปลกแล้ว ข้างในแปลกขึ้นไปอีก เพราะแทนที่เข้าไปเราจะเจอพระประธานตั้งเป็นประธานของอาคาร แต่กลับมีรอยพระพุทธบาทอยู่ด้วย ถ้าฟังจากชื่ออาคารอาจจะไม่รู้สึกแปลกนะครับ แต่ลองคิดดีๆ ครับ ปกติแล้วรอยพระพุทธบาทมักจะตั้งอยู่ในมณฑป อาคารทรงสี่เหลี่ยมหลังคายอดแหลม ถ้านึกไม่ออกให้ลองนึกถึงวัดพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรี แต่นี่ตั้งอยู่ในวิหาร อาจจะแปลกตาสักหน่อย แต่ในภาคกลางเราก็มีแบบนี้เหมือนกัน เพียงแต่เป็นวิธีที่ไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่ 

รอยพระพุทธบาทนี้ตามประวัติกล่าวว่านำมาจากวัดสระเกศ แต่พอลองดูดีๆ ลายมงคลข้างในกลับไม่ได้อยู่ในตารางทั้งหมด แถมลายบางลาย เช่น นกหัสดีลิงค์ ก็เป็นสิ่งที่ไม่มีในรอยพระพุทธบาทที่ทำในกรุงเทพฯ ดังนั้น จึงน่าจะเป็นของที่ทำขึ้นในจังหวัดอุบลราชธานีมากกว่า ในส่วนของพระประธานนั้นมีนามว่า พระเจ้าใหญ่องค์เงิน ดูจากชื่อแล้วพระพุทธรูปองค์นี้น่าจะสร้างจากเงินแน่ๆ ใช่ครับ แต่เงินที่ว่าไม่ใช่แร่เงินตรงๆ นะครับ มันคือเงินฮาง เงินตราที่มีรูปทรงยาวซึ่งเป็นเงินตราท้องถิ่นของภาคอีสานในสมัยโบราณนั่นเอง

วัดทุ่งศรีเมือง วัดฟิวชันแห่งแรกๆ ในอีสาน นอกโคราช ที่ผสมศิลปะกรุงเข้ากับเอกลักษณ์ท้องถิ่น
วัดทุ่งศรีเมือง วัดฟิวชันแห่งแรกๆ ในอีสาน นอกโคราช ที่ผสมศิลปะกรุงเข้ากับเอกลักษณ์ท้องถิ่น

อีกหนึ่งความแปลกของอาคารหลังนี้ก็คือเสาทั้งสี่ต้นที่ปักอยู่ภายในหอพระพุทธบาท หลายท่านอาจสงสัยว่ามันแปลกตรงไหน วัดหลายวัดก็มีเสาข้างในเหมือนกัน แต่เสาเหล่านั้นจะตั้งอยู่ห่างจากผนังพอสมควร ทว่าเสาเหล่านี้ไม่ใช่ เสาทั้งสี่ต้นตั้งอยู่ใกล้ผนังมาก เป็นเสาไม้ มีหน้าที่ค้ำยันขื่อที่ชำรุด ที่สำคัญ เสาเหล่านี้ไม่ใช่ของที่มีมาแต่เดิม แต่เป็นสิ่งที่ พระครูวิโรจน์รัตโนบล (รอด นนฺตโร) ต่อเติมขึ้นเมื่อครั้งท่านเป็นเจ้าอาวาส 

ทำให้เกิดพื้นที่พิเศษขึ้นภายในอาคาร คล้ายแยกตัวเองออกจากส่วนอื่นๆ ของอาคาร จุดนี้ล่ะครับที่ทำให้ถูกใช้งานในฐานะอุโบสถของวัด เพราะช่วงที่เพิ่งแยกออกจากวัดมณีวนารามใหม่ๆ ราว พ.ศ. 2428 วัดแห่งนี้มีอาคารหลักแค่ 2 หลัง คือหอพระพุทธบาท กับหอไตร ไม่มีการสร้างอาคารอื่นใดเพิ่มเติม ดังนั้น จึงดัดแปลงหอพระพุทธบาทเพื่อใช้เป็นอุโบสถด้วย ด้วยการสร้างใบเสมาขึ้นมาล้อมตัวอาคารในเวลาเดียวกัน แต่เนื่องจากในปัจจุบันใบเสมาได้ชำรุดไปจนหมด สิ่งนี้จึงถือเป็นร่องรอยเดียวของความเป็นอุโบสถที่หลงเหลืออยู่ในหอพระพุทธบาทนี้ ซึ่งในปัจจุบันวัดทุ่งศรีเมืองก็ยังคงใช้หอพระพุทธบาทเป็นอุโบสถอยู่ครับ

ฮูปแต้มหรือจิตรกรรมฝาผนังภายในหอพระพุทธบาท

และสิ่งที่จะไม่พูดก็คงไม่ได้ ย่อมหนีไม้พ้นฮูปแต้มหรือจิตรกรรมฝาผนังภายในหอพระพุทธบาทแห่งนี้ เพราะแม้จะมีเนื้อหาตามมาตรฐาน เช่น พุทธประวัติ หรือเวสสันดรชาดก หรือใช้เทคนิคการเขียนอย่างภาคกลาง ไม่ว่าจะเป็นปราสาทราชวัง ตัวพระตัวนาง มากแค่ไหนก็ตาม แต่ก็มีการแทรกชาดกอื่นๆ เช่น จุลปทุมชาดก หรือที่ผมชอบเรียกเล่นๆ ว่า ชาดกบาร์บีคิวพลาซ่า หรือนิทาน เช่น สินไซ หรือสังข์ศิลป์ชัย รวมไปถึงสอดแทรกวิถีชีวิตของชาวพื้นถิ่นอีสานเอาไว้อย่างมากมาย เช่น การเป่าแคน หรือแม้แต่ภาพแนว 18+ ที่นี่ก็มีแทรกๆ อยู่เช่นกัน ต้องลองมองหากันดูครับ ที่สำคัญ การเล่าเรื่องไม่ได้หยุดแค่ที่ผนังเท่านั้น แม้แต่เสาก็ยังมีการใส่ภาพเล่าเรื่องลงไปด้วยเช่นกัน

ฮูปแต้มหรือจิตรกรรมฝาผนังภายในหอพระพุทธบาท
ฮูปแต้มหรือจิตรกรรมฝาผนังภายในหอพระพุทธบาท
ฮูปแต้มหรือจิตรกรรมฝาผนังภายในหอพระพุทธบาท

อีกหนึ่งอาคารที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เพราะถือเป็นที่กล่าวขานว่างามที่สุดในภาคอีสาน นั่นก็คือ หอไตร หรือหอธรรม นั่นเอง ความงามของหอไตรหลังนี้งดงามจนถูกยกย่องให้เป็น 1 ใน 3 ของดีเมืองอุบล ได้แก่ “พระบทม์วัดกลาง พระบางวัดใต้ หอไตรวัดทุ่ง” หอไตรหลังนี้ยังตั้งอยู่กลางสระน้ำทางทิศเหนือของหอพระพุทธบาท สร้างขึ้นโดยดำริของพระอริยวงศาจารย์ โดยให้ญาครูช่างพระชาวเวียงจันทน์เป็นผู้สร้าง 

หอไตรหลังนี้เป็นอาคารไม้ฝาปะกนยกพื้นสูง มีสะพานไม้ยื่นไปที่ฝั่งทางด้านหน้า มีงานแกะสลักไม้งดงามทั้งอาคาร ไม่ว่าจะเป็นหน้าบัน ประตู คันทวย หรือแม้แต่องค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ ที่แกะเป็นรูปสัตว์ แฝงคติธรรมน่าสนใจ เช่น หงส์ 2 ตัวพาเต่าบินจากชาดกเรื่องกัจฉปชาดก หรือปูหนีบคอนกกระยางจากพกชาดก หลังคามีหน้าบัน มีเครื่องลำยองแบบเดียวกับหอพระพุทธบาท ส่วนหลังคามีการซ้อนชั้น มีหลังคาปีกนกคลุมโดยรอบอาคาร ซึ่งการซ้อนชั้นหลังคามักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอิทธิพลจากช่างพม่า เพราะในอุบลราชธานีมีชาวกุลาหรือไทใหญ่ที่อาศัยมาตั้งแต่ราวสมัยรัชกาลที่ 3 – 4 แต่ 

วัดทุ่งศรีเมือง วัดฟิวชันแห่งแรกๆ ในอีสาน นอกโคราช ที่ผสมศิลปะกรุงเข้ากับเอกลักษณ์ท้องถิ่น
วัดทุ่งศรีเมือง วัดฟิวชันแห่งแรกๆ ในอีสาน นอกโคราช ที่ผสมศิลปะกรุงเข้ากับเอกลักษณ์ท้องถิ่น

ลองสังเกตดีๆ นะครับ ถ้าเป็นการซ้อนชั้นหลังคาแบบพม่าจะมีคอสองคั่นระหว่างหลังคาที่ซ้อนกัน แต่อาคารหลังนี้ใช้วิธีการซ้อนหลังคาแบบ ‘เทิบซ้อน’ คือซ้อนหลังคาขนาดเล็กลงบนหลังคาขนาดใหญ่ ซึ่งพบอยู่แล้วในอาคารแบบเชียงขวางศิลปะล้านช้าง และการผสมผสานเช่นนี้ก็เจอในลาวมาก่อน ถ้าจะพอยกตัวอย่างก็หลังนี้เลยครับ สิมวัดใหญ่สุวรรณภูมาราม เมืองหลวงพระบาง เห็นไหมครับว่ามีความคล้ายคลึงกันพอสมควร และสิมหลังนี้ไม่มีอิทธิพลจากศิลปะพม่าแต่อย่างใด

วัดทุ่งศรีเมือง วัดฟิวชันแห่งแรกๆ ในอีสาน นอกโคราช ที่ผสมศิลปะกรุงเข้ากับเอกลักษณ์ท้องถิ่น

พอเข้าไปข้างในเราจะพบอีกห้องหนึ่งตรงกลาง ภายในมีชั้นวางพระคัมภีร์ 6 ชั้น ตั้งไว้สูงจรดเพดาน มีการตกแต่งฝาด้านนอกด้วยงานปิดทองลงลายฉลุโดยรอบซึ่งมีทั้งรูปเทวดา รูปหนุมาน หรือลวดลายพันธุ์พฤกษา โดยรอบๆ ที่น่าจะเคยมีตู้พระธรรม หีบพระธรรม ตั้งอยู่หลายใบเหมือนหอไตรหลังอื่น ตอนนี้เหลือเพียงหีบพระธรรมใบเดียวเท่านั้น

วัดทุ่งศรีเมือง วัดฟิวชันแห่งแรกๆ ในอีสาน นอกโคราช ที่ผสมศิลปะกรุงเข้ากับเอกลักษณ์ท้องถิ่น

นอกจากอาคารหลักทั้งสองหลังนี้ที่ถือว่ามีมาตั้งแต่ครั้งแรกสร้างวัดก็ยังมีวิหารศรีเมือง วิหารที่สร้างขึ้นทีหลังในราว พ.ศ. 2507 เพื่อทดแทนหอแจก หรือศาลาการเปรียญวัด อาคารไม้ที่สร้างขึ้นในสมัยพระครูวิโรจน์รัตโนบลและพระครูวจีสุนทร ภายในประดิษฐานพระเจ้าใหญ่ศรีเมือง พระพุทธรูปจากวัดเหนือท่า วัดเก่าแก่ที่ต่อมาร้างลงและพระเจ้าใหญ่ถูกตั้งไว้กลางแดดจนพระเศียรชำรุด จึงมีการอัญเชิญมาประดิษฐานพร้อมกับบูรณะพระเศียรที่ชำรุดโดยใช้ต้นแบบจากพระเหลาเทพนิมิต วัดพระเหลาเทพนิมิต จังหวัดอำนาจเจริญ

วัดทุ่งศรีเมือง วัดฟิวชันแห่งแรกๆ ในอีสาน นอกโคราช ที่ผสมศิลปะกรุงเข้ากับเอกลักษณ์ท้องถิ่น

วัดทุ่งศรีเมืองจึงอาจเรียกได้ว่าเป็นตัวอย่างวัดที่เอางานศิลปะจากต่างถิ่นมาผสมผสานกับงานศิลปะในท้องถิ่นอย่างลงตัว ทั้งในแง่ของงานศิลปกรรมและคติความเชื่อ กลมกลืน ดูแล้วไม่ขัดเขิน ดังนั้น เวลาเราไปชมที่ใดก็ตาม เราไม่ควรจะตัดสินอะไรจากการดูเพียงผิวเผิน ลองมองให้ลึก มองให้ละเอียด ลองค่อยๆ ละเลียดดู แล้วความงามที่คุณไม่เคยเห็นหรือที่คุณมองข้ามก็จะค่อยๆ เผยออกมาครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. การเดินทางมายังวัดทุ่งศรีเมือง ผมแนะนำให้ใช้พาหนะส่วนตัวครับ จะเป็นรถยนต์ รถตู้ รถจักรยานยนต์ หรือรถจักรยานก็ได้ หาเช่าได้เลยครับในกรณีที่นั่งเครื่องบินหรือรถทัวร์มา หรือถ้าอยากจะลองใช้ขนส่งสาธารณะท้องถิ่น คุณนั่งรถสองแถวสาย 3 จาก บขส. มาได้เลยครับ คันนี้ผ่านหน้าวัดเลย
  2. วัดทุ่งศรีเมืองปัจจุบันจากที่แต่เดิมเป็นวัดนอกเมือง ได้กลายเป็นวัดในเมืองไปแล้ว จึงมีสถานที่น่าสนใจที่น่าไปชมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวัดมณีวนาราม วัดที่วัดทุ่งศรีเมืองเคยเป็นส่วนหนึ่ง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งแรกในภาคอีสาน ภายในอาคารศาลากลางจังหวัดเดิมที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 หรือวัดอื่นๆ เช่น วัดศรีอุบลรัตนาราม วัดมหาวนาราม วัดแจ้ง เป็นต้น
  3. ผมเชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านคงจะงง ทำไมผมถึงเรียกจุลปทุมชาดกว่าชาดกบาร์บีคิวพลาซ่า ผมจะชี้แจงแถลงไขให้ฟังครับ ชาดกเรื่องนี้พระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นเจ้าชาย แต่ตอนหลังถูกพ่อที่เป็นพระราชาขับไล่ออกจากเมืองพร้อมพระมเหสี พระเชษฐาทั้งหกและพระมเหสีของพระเชษฐา แต่ระหว่างทางที่อยู่ในป่าไม่มีอะไรกิน ก็เลยฆ่าพระมเหสีกิน ซึ่งจิตรกรรมฝาผนังที่อื่น เช่น วัดบางขุนเทียนในกรุงเทพมหานคร หรือวัดคงคาราม จังหวัดราชบุรี จะวาดเป็นเตาที่มีตะแกรงซึ่งด้านบนวางชิ้นส่วนของพระมเหสีเอาไว้ ผมเลยชอบเรียกว่าชาดกบาร์บีคิวพลาซ่าครับ แต่บังเอิญที่นี่พื้นที่มีน้อย ช่างเลยเขียนฉากอื่น เลยอาจจะไม่เห็นภาพ ใครสนใจเนื้อเรื่องลองหาอ่านตามหนังสือหรืออินเทอร์เน็ตได้ครับ
  4. สำหรับใครที่สนใจกัจฉปชาดกกับพกชาดกนั้น หาอ่านเนื้อเรื่องตามหนังสือหรืออินเทอร์เน็ตได้เช่นกัน แต่ถ้าจะให้สรุปเนื้อเรื่องย่อสั้นๆ กัจฉปชาดก (อ่านว่า กัด-ฉะ-ปะ-ชา-ดก) เป็นเรื่องของเต่าที่ตกลงไปตายเพราะดันเผลออ้าปากพูดขณะตัวเองกำลังคาบไม้ที่หงส์ 2 ตัว ซึ่งเป็นเพื่อนกัน จับไว้ให้ตอนบินพาเต่าไปเที่ยวถ้ำของตน ส่วนพกชาดก (อ่านว่า พะ-กะ-ชา-ดก) เป็นเรื่องของนกกระยางผู้ฉลาดแกมโกงที่หลอกกินปลาได้หมดทั้งสระ แต่กลับเสียรู้ให้ปูหนีบคอจนตาย
  5. ถ้าใครสนใจงานประจำปีของวัดทุ่งศรีเมืองก็ขอเรียนเชิญนะครับ งานประจำปีจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 แทบจะเป็นเวลาเดียวกันกับงานประเพณีนมัสการรอยพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรีเลยครับ แต่ของวัดทุ่งศรีเมืองพิเศษกว่าเพราะจะมีการจัดงานบุญผะเหวด เทศน์มหาชาติ ไปพร้อมกันด้วยครับ เรียกว่ามา 1 ได้ถึง 2 เลย

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เมื่อ พ.ศ. 2531 หรือ 33 ปีที่แล้ว สหรัฐอเมริกาได้ส่งคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์จากปราสาทหินพนมรุ้ง ทับหลังที่ถูกลับลอบนำออกนอกประเทศไทยตั้งแต่ช่วงสงครามเวียดนามคืนให้กับประเทศไทย ทับหลังที่ทำให้เกิดเพลง ทับหลัง ของวงคาราวที่มีเนื้อเพลงติดหูว่า “เอาไมเคิล แจ๊กสันคืนไป เอาพระนารายณ์คืนมา” 

และใน พ.ศ. 2564 สหรัฐอเมริกาได้ส่งคืนทับหลัง 2 ชิ้นที่ถูกลับลอบนำออกนอกประเทศในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน นั่นก็คือ ‘ทับหลังจากปราสาทหนองหงส์’ จังหวัดบุรีรัมย์ และ ‘ทับหลังจากปราสาทเขาโล้น’ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งผมเชื่อว่า ถ้าคุณไม่ใช่คนในพื้นที่หรือคนที่สนใจจริงๆ แทบจะไม่มีใครเคยได้ยินชื่อปราสาทสองแห่งนี้มาก่อนแน่ๆ ผมเลยจะขออาสาพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับปราสาททั้งสองแห่งกันครับ

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Facebook Royal Consulate-General Los Angeles

ก่อนจะไปทำความรู้จักกับปราสาททั้งสองหลัง ขอเล่าเรื่องการทวงคืนทับหลังทั้ง 2 ชิ้นนี้แบบย่อๆ สักเล็กน้อยครับผม

จุดเริ่มต้นทั้งหมดเริ่มจากกลุ่มสำนึก 300 องค์ ซึ่งนำโดย นายทนงศักดิ์ หาญวงษ์ และนักวิชาการอิสระกลุ่มหนึ่งได้พบเบาะแสของทับหลังทั้งสองชิ้น ในระหว่างการติดตามทวงคืนประติมากรรมสำริดจากกรุประโคนชัย โดยพบทับหลังทั้งสองชิ้นจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ชอง-มุน ลี (Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture) ซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา 

ซึ่งทับหลังทั้งสองชิ้นมีป้ายระบุชัดเจนว่ามาจากปราสาทแห่งใด เช่น ปราสาทหนองหงส์ (Place of Origin : Northeastern Thailand, Nong Hong Temple, Buriram Province) หรือปราสาทเขาโล้น (Place of Origin : Northeastern Thailand, Khao Lon Temple, Sa Kaeo Province) ประกอบกับหลักฐานเป็นภาพถ่ายเก่าของทับหลังทั้งสองชิ้นเมื่อครั้งยังประดิษฐานอยู่ที่ปราสาท จึงถือเป็นหลักฐานชั้นดีที่นำไปสู่การทวงคืนทับหลังทั้งสองชิ้นกลับมายังประเทศไทย 

อย่างไรก็ตาม รูปถ่ายที่จะใช้ในการทวงคืนนั้นจะต้องถ่ายหลัง พ.ศ. 2504 นะครับ เพราะเป็นปีที่มีการออก พ.ร.บ. โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ดังนั้น ถ้าโบราณวัตถุใดก็ตามที่ถูกลักลอบนำออกนอกประเทศก่อนหน้านี้ก็ทวงคืนไม่ได้ เพราะกฎหมายยังไม่ได้ออก ซึ่งรูปถ่ายทั้ง 2 ภาพถ่ายหลัง พ.ศ. 2504 ทั้งคู่ จึงใช้ในกระบวนการนี้ได้

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ทับหลังจากปราสาทหนองหงส์ 
ภาพ : หนังสือโครงการและรายงาน การสำรวจและขุดแต่งโบราณวัตถุสถานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เล่ม 2 พ.ศ. 2502 หน้า 34
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ทับหลังจากปราสาทเขาโล้น 
ภาพ : หนังสือศิลปะสมัยลพบุรี หน้า 30

ทับหลังทั้งสองชิ้น ทั้งทับหลังจากปราสาทหนองหงส์และทับหลังจากปราสาทเขาโล้น ต่างเป็นทับหลังในศิลปะขอมแบบบาปวน สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16 ด้วยกันทั้งคู่ เป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันอายุของปราสาทที่ทับหลังทั้งสองชิ้นนี้เคยอยู่ โดยทับหลังจากปราสาทหนองหงส์นั้นมีรูปพระยม เทพเจ้าแห่งความตาย และเทพประจำทิศใต้ประทับบนหลังกระบือ พาหนะของพระองค์ อยู่เหนือหน้ากาลซึ่งกำลังคายท่อนพวงมาลัย ประดับด้านบนและด้านล่างของทับหลังด้วยลายกระหนกใบไม้ตั้งขึ้นและใบไม้ห้อยลง

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture

ส่วนทับหลังจากปราสาทเขาโล้นนั้นมีหน้ากาลเหมือนกัน แต่ด้านบนเปลี่ยนเป็นรูปเทวดานั่งชันเข่าแทน (บางคนตีความว่าเป็นพระอินทร์ แต่ผมคิดว่าไม่ใช่ เพราะไม่ได้ขี่เทพพาหนะอย่างช้างเอราวัณ และของในมือก็ไม่ชัดเจนว่าเป็นวัชระหรือไม่) และหน้ากาลนั้นเปลี่ยนจากคายท่อนพวงมาลัยเป็นคายก้านขดม้วนต่อเนื่องออกมาแทน ส่วนด้านบนก็ประดับลายกระหนกใบไม้ตั้งขึ้นและใบไม้ห้อยลงเช่นเดียวกัน

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture

เราทำความรู้จักกับทับหลังทั้งสองแล้ว ทีนี้ได้เวลาไปชมปราสาททั้งสองแห่งแล้วครับ

แม้ว่าทั้งปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้นจะตั้งอยู่คนละจังหวัด ดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้ แต่ปราสาททั้งสองหลังมีความเกี่ยวข้องกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือที่ตั้งครับ ปราสาททั้งสองหลังตั้งอยู่บริเวณช่องตะโกของเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งช่องตะโกนี้ถือเป็นหนึ่งในหลายช่องเขาที่เชื่อมต่อพื้นที่ลุ่มน้ำมูลในประเทศไทยและโตนเลสาบในประเทศกัมพูชา โดยปราสาทหนองหงส์ตั้งอยู่บนบนขอบที่ราบสูง ส่วนปราสาทเขาโล้นตั้งอยู่บนต้นทางที่ราบลุ่ม ลงจากเขตที่ราบสูงเพื่อเดินทางต่อไปยังปราสาทสด๊กก๊อกธม ปราสาทสำคัญอีกแห่งหนึ่งซึ่งพบจารึกสำคัญที่เล่าเรื่องราวของกษัตริย์ขอมโบราณเอาไว้ และมุ่งสู่เขตกัมพูชาต่อไป ดังนั้น ปราสาททั้งสองหลังจึงเหมือนเป็นจุดพักระหว่างทางในการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างสองดินแดน มีความสัมพันธ์กันทางเครือญาติอย่างลึกซึ้งมาตั้งแต่อดีตกาลนับพันปีมาแล้ว

โดยปราสาทหนองหงส์เป็นปราสาทสร้างด้วยอิฐ 3 หลัง ตั้งอยู่บนฐานไพทีเดียวกันเรียงตัวในแนวเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออกซี่งถือเป็นทิศมงคล มีปราสาทประธานตั้งอยู่ตรงกลางและถึงแม้จะได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังมีสภาพสมบูรณ์กว่าปราสาทบริวารทั้งสองหลัง เพราะยังเหลือส่วนชั้นซ้อนด้านบนอยู่บ้าง แต่ทับหลังซึ่งเคยมีอยู่กับปราสาททั้ง 3 หลังนั้นไม่ปรากฏแล้ว

ทับหลังรูปพระยมทรงกระบือที่ได้คืนมาครั้งนี้เดิมอยู่ที่ปราสาทหลังทิศใต้ (ถ้าหันหน้าไปหากลุ่มปราสาทจะอยู่ทางซ้าย) ส่วนทับหลังรูปพระนารายณ์ทรงครุฑและทับหลังรูปพระอินทร์ยังคงสูญหายไป ด้านหน้ากลุ่มปราสาทมีวิหาร (นิยมเรียกกันว่าบรรณาลัย) ตั้งอยู่หน้าปราสาทบริวารหลังทิศใต้ กลุ่มอาคารทั้งหมดมีกำแพงล้อมรอบ โดยมีโคปุระหรือประตูทางเข้าอยู่ทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ก็คือด้านหน้าและด้านหลังนั่นเอง

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : ทศพล นามปัญญา

ในขณะที่ปราสาทเขาโล้นตั้งอยู่ยอดเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่งชื่อว่าเขาโล้น ตั้งอยู่ภายในสำนักสงฆ์ปราสาทเขาโล้น เป็นกลุ่มปราสาท 4 หลังเรียงตัวในแนวเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก แถวหน้ามี 3 หลังและแถวหลังมีอีก 1 หลัง แต่ปัจจุบันพังทลายไปจนหมด คงเหลือเพียงปราสาทประธานหลังกลางเพียงหลังเดียวในสภาพที่ไม่ได้สมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยเหลือชั้นซ้อนด้านบนเล็กน้อย ทับหลังรูปเทวดานั่งชันเข่าเหนือหน้ากาลที่ได้คืนมาเดิมอยู่ที่ปราสาทหลังนี้ครับ 

นอกจากจำนวนปราสาทจะมากกว่าปราสาทหนองหงส์ซึ่งมี 3 หลังแล้ว ที่ปราสาทเขาโล้นแห่งนี้ยังมีจารึกโบราณอยู่ที่กรอบประตูทางเข้า โดยในจารึกมีการระบุศักราช ซึ่งเมื่อแปลงเป็นพุทธศักราชแล้วจะตรงกับ พ.ศ. 1559 สอดคล้องกับอายุของทับหลังจากปราสาทหลังนี้ที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 16 เลยครับ

เรื่องราวของทับหลัง 2 ชิ้น และการเดินทางกลับปราสาทหนองหงส์ บุรีรัมย์ และปราสาทเขาโล้น สระแก้ว ปราสาทหินที่บอกเล่าประวัติศาสตร์แดนอีสาน
เรื่องราวของทับหลัง 2 ชิ้น และการเดินทางกลับปราสาทหนองหงส์ บุรีรัมย์ และปราสาทเขาโล้น สระแก้ว ปราสาทหินที่บอกเล่าประวัติศาสตร์แดนอีสาน
ภาพ : ทศพล นามปัญญา

และการทวงคืนทับหลังทั้งสองชิ้นนี้กลับมาสู่มาตุภูมิ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการทวงคืนโบราณวัตถุชิ้นสำคัญอีกหลายชิ้นที่ไปตกอยู่ในความครอบครองของพิพิธภัณฑ์ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ รวมไปถึงในร้านประมูลโบราณวัตถุ ซึ่งส่วนใหญ่ออกไปจากประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายแทบทั้งสิ้น แม้บางชิ้นจะมีป้ายที่ระบุชัดเจนถึงสถานที่ตั้งเดิมของโบราณวัตถุเหล่านั้น แต่ก็ยังมีอีกมากที่ป้ายระบุเพียงข้อมูลอย่างกว้างๆ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของทั้งภาครัฐและเอกชนที่จะร่วมมือกันรวบรวมหลักฐาน เพื่อให้โบราณวัตถุเหล่านั้นได้กลับมายังสถานที่ซึ่งพวกเขาเคยอยู่อีกครั้ง

เกร็ดแถมท้าย

  1. ปราสาทขอมนั้นแม้ส่วนใหญ่จะพบอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน แต่จริงๆ แล้วยังพบในภาคอื่นด้วย เช่น ภาคกลางและภาคตะวันออก เหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของอาณาจักรขอมโบราณได้เป็นอย่างดี
  2. ทับหลังถือเป็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญและมักเป็นชิ้นที่มีความสวยงามที่สุดในปราสาทหินควบคู่ไปกับหน้าบัน นอกจากความสวยงามแล้ว ทับหลังยังเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยในการกำหนดอายุของปราสาทอีกด้วย
  3. นอกจากทับหลังที่เราได้คืนมาแล้ว ที่ปราสาทหนองหงส์ยังมีโบราณวัตถุน่าสนใจอีกหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็นโกลนทับหลัง (ทับหลังที่ยังแกะสลักไม่เสร็จ) ชิ้นส่วนหน้าบัน ฐานรูปเคารพฯ ซึ่งได้จากการขุดศึกษาเมื่อ พ.ศ. 2545 และปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา

Writer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load