เมื่ออิทธิพลจากส่วนกลางอย่างกรุงเทพฯ แผ่ขยายไปทั่วราชอาณาจักร ความเป็นกรุงเทพฯ จึงเริ่มเข้าไปผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่น จะอาหารก็ดี การแต่งกายก็ดี ไม่เว้นแม้แต่งานศิลปะ และยิ่งหากจังหวัดนั้นเป็นจังหวัดใหญ่ อิทธิพลจากส่วนกลางก็จะยิ่งเข้มข้นตามไปด้วย แต่ใช่ว่าเมื่อความเป็นกรุงเทพฯ เข้าไปแล้ว ความเป็นท้องถิ่นจะหายไปนะครับ เปล่าเลย มันกลับเกิดการผสมผสานจนทั้งสองอย่างเข้ากันอย่างลงตัว วัดแห่งนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนวัดหนึ่งเลยครับ วัดทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ครับผม

สันนิษฐานกันว่า วัดทุ่งศรีเมืองสร้างขึ้นราวสมัยรัชกาลที่ 3 ในสมัยของ พระพรหมราชวงศา (กุทอง) เจ้าเมืองอุบลราชธานีตอนนั้น พระอริยวงศาจารย์ ญาณวิมล อุบลสังฆปาฏิโมกข์ หรือ พระอริยวงศ์ (สุ้ย) หลักคำ หรือเจ้าคณะเมืองอุบลราชธานีในเวลานั้น จำพรรษาอยู่ที่วัดมณีวนาราม (วัดป่าน้อย) วัดที่ตั้งอยู่ชายดงอู่ผึ้งที่มีอาณาเขตติดกับทุ่งชายเมืองหรือทุ่งศรีเมือง ในเวลากลางคืนท่านมักจะไปนั่งวิปัสสนาอยู่ริมทุ่งชายเมืองนี้ 

ภายหลังจึงได้สร้างหอพระพุทธบาทขึ้นบริเวณริมทุ่งชายเมืองที่ท่านไปนั่งวิปัสสนา แต่เนื่องจากตั้งอยู่ในที่ลุ่มจึงมีการขุดดินบริเวณทิศเหนือและทิศตะวันตกของจุดสร้างหอพระพุทธบาท เพื่อจะถมพื้นให้สูงก่อนลงมือก่อสร้าง บริเวณที่ขุดนั้นต่อมาได้กลายเป็นสระน้ำ แต่ปัจจุบันเหลือเพียงสระทางทิศเหนือที่เป็นที่ตั้งของหอไตรเท่านั้น หอไตรหลังนี้สร้างโดยญาครูช่าง (ญาครู เป็นสมณศักดิ์ของภิกษุเวียงจันทน์และอีสานในสมัยก่อน) ในตอนแรก ทั้งหอพระพุทธบาทและหอไตรเป็นส่วนหนึ่งของวัดมณีวนาราม แต่ต่อมาถูกแยกออกมา และเพราะวัดตั้งอยู่ริมทุ่งชายเมือง วัดนี้จึงได้ชื่อว่า ‘วัดทุ่งชายเมือง’ หรือ ‘วัดทุ่งศรีเมือง’ นั่นเอง

อาคารที่สำคัญที่สุดในวัดแห่งนี้คงจะหนีไม่พ้นหอพระพุทธบาทของวัด อาคารที่สร้างในราวต้นรัชกาลที่ 4 และถือเป็นอาคารแห่งแรกๆ ในอีสานนอกโคราชที่แสดงถึงอิทธิพลจากภาคกลางอย่างชัดเจน ชนิดที่ว่าถ้าเอาอาคารหลังนี้ไปตั้งในกรุงเทพมหานครก็แทบจะหาความแตกต่างไม่ได้เลย อาคารผนังสูง เครื่องบนเป็นเครื่องลำยอง มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ นาคสะดุ้ง ไม่เกี่ยวใดๆ กับทองเนื้อเก้านะครับ ซึ่งต่างจากสิม (หมายถึงได้ทั้งโบสถ์และวิหาร) แบบอีสานอย่างมากครับ 

ไม่ใช่แค่ตัวอาคารที่แสดงความเป็นภาคกลาง แต่การสร้างหอพระพุทธบาทและรอยพระพุทธบาทนี้เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่พระอริยวงศ์นำมาจากกรุงเทพฯ ด้วย เพราะสิ่งนี้ถือเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีในอุบลราชธานีมาก่อน แถมยังมีการกำหนดงานเทศกาลปิดทองรอยพระพุทธบาทในช่วงวันเพ็ญเดือน 3 แบบเดียวกับที่วัดพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรีด้วย ซึ่งประเพณีนี้ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน 

ยัง ยังไม่หมด ถ้าลองสังเกตดีๆ จะเห็นว่าการถมพื้นให้หอพระพุทธบาทสูงกว่าระดับพื้นวัดนั้น นอกจากจะเพื่อป้องกันน้ำท่วมแล้ว ยังอาจเป็นความพยายามที่จะทำให้รอยพระพุทธบาทซึ่งประดิษฐานภายในดูคล้ายประดิษฐานบนเนินเขาแบบเดียวกับที่สระบุรีเช่นกัน 

วัดทุ่งศรีเมือง วัดฟิวชันแห่งแรกๆ ในอีสาน นอกโคราช ที่ผสมศิลปะกรุงเข้ากับเอกลักษณ์ท้องถิ่น

ข้างนอกว่าแปลกแล้ว ข้างในแปลกขึ้นไปอีก เพราะแทนที่เข้าไปเราจะเจอพระประธานตั้งเป็นประธานของอาคาร แต่กลับมีรอยพระพุทธบาทอยู่ด้วย ถ้าฟังจากชื่ออาคารอาจจะไม่รู้สึกแปลกนะครับ แต่ลองคิดดีๆ ครับ ปกติแล้วรอยพระพุทธบาทมักจะตั้งอยู่ในมณฑป อาคารทรงสี่เหลี่ยมหลังคายอดแหลม ถ้านึกไม่ออกให้ลองนึกถึงวัดพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรี แต่นี่ตั้งอยู่ในวิหาร อาจจะแปลกตาสักหน่อย แต่ในภาคกลางเราก็มีแบบนี้เหมือนกัน เพียงแต่เป็นวิธีที่ไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่ 

รอยพระพุทธบาทนี้ตามประวัติกล่าวว่านำมาจากวัดสระเกศ แต่พอลองดูดีๆ ลายมงคลข้างในกลับไม่ได้อยู่ในตารางทั้งหมด แถมลายบางลาย เช่น นกหัสดีลิงค์ ก็เป็นสิ่งที่ไม่มีในรอยพระพุทธบาทที่ทำในกรุงเทพฯ ดังนั้น จึงน่าจะเป็นของที่ทำขึ้นในจังหวัดอุบลราชธานีมากกว่า ในส่วนของพระประธานนั้นมีนามว่า พระเจ้าใหญ่องค์เงิน ดูจากชื่อแล้วพระพุทธรูปองค์นี้น่าจะสร้างจากเงินแน่ๆ ใช่ครับ แต่เงินที่ว่าไม่ใช่แร่เงินตรงๆ นะครับ มันคือเงินฮาง เงินตราที่มีรูปทรงยาวซึ่งเป็นเงินตราท้องถิ่นของภาคอีสานในสมัยโบราณนั่นเอง

วัดทุ่งศรีเมือง วัดฟิวชันแห่งแรกๆ ในอีสาน นอกโคราช ที่ผสมศิลปะกรุงเข้ากับเอกลักษณ์ท้องถิ่น
วัดทุ่งศรีเมือง วัดฟิวชันแห่งแรกๆ ในอีสาน นอกโคราช ที่ผสมศิลปะกรุงเข้ากับเอกลักษณ์ท้องถิ่น

อีกหนึ่งความแปลกของอาคารหลังนี้ก็คือเสาทั้งสี่ต้นที่ปักอยู่ภายในหอพระพุทธบาท หลายท่านอาจสงสัยว่ามันแปลกตรงไหน วัดหลายวัดก็มีเสาข้างในเหมือนกัน แต่เสาเหล่านั้นจะตั้งอยู่ห่างจากผนังพอสมควร ทว่าเสาเหล่านี้ไม่ใช่ เสาทั้งสี่ต้นตั้งอยู่ใกล้ผนังมาก เป็นเสาไม้ มีหน้าที่ค้ำยันขื่อที่ชำรุด ที่สำคัญ เสาเหล่านี้ไม่ใช่ของที่มีมาแต่เดิม แต่เป็นสิ่งที่ พระครูวิโรจน์รัตโนบล (รอด นนฺตโร) ต่อเติมขึ้นเมื่อครั้งท่านเป็นเจ้าอาวาส 

ทำให้เกิดพื้นที่พิเศษขึ้นภายในอาคาร คล้ายแยกตัวเองออกจากส่วนอื่นๆ ของอาคาร จุดนี้ล่ะครับที่ทำให้ถูกใช้งานในฐานะอุโบสถของวัด เพราะช่วงที่เพิ่งแยกออกจากวัดมณีวนารามใหม่ๆ ราว พ.ศ. 2428 วัดแห่งนี้มีอาคารหลักแค่ 2 หลัง คือหอพระพุทธบาท กับหอไตร ไม่มีการสร้างอาคารอื่นใดเพิ่มเติม ดังนั้น จึงดัดแปลงหอพระพุทธบาทเพื่อใช้เป็นอุโบสถด้วย ด้วยการสร้างใบเสมาขึ้นมาล้อมตัวอาคารในเวลาเดียวกัน แต่เนื่องจากในปัจจุบันใบเสมาได้ชำรุดไปจนหมด สิ่งนี้จึงถือเป็นร่องรอยเดียวของความเป็นอุโบสถที่หลงเหลืออยู่ในหอพระพุทธบาทนี้ ซึ่งในปัจจุบันวัดทุ่งศรีเมืองก็ยังคงใช้หอพระพุทธบาทเป็นอุโบสถอยู่ครับ

ฮูปแต้มหรือจิตรกรรมฝาผนังภายในหอพระพุทธบาท

และสิ่งที่จะไม่พูดก็คงไม่ได้ ย่อมหนีไม้พ้นฮูปแต้มหรือจิตรกรรมฝาผนังภายในหอพระพุทธบาทแห่งนี้ เพราะแม้จะมีเนื้อหาตามมาตรฐาน เช่น พุทธประวัติ หรือเวสสันดรชาดก หรือใช้เทคนิคการเขียนอย่างภาคกลาง ไม่ว่าจะเป็นปราสาทราชวัง ตัวพระตัวนาง มากแค่ไหนก็ตาม แต่ก็มีการแทรกชาดกอื่นๆ เช่น จุลปทุมชาดก หรือที่ผมชอบเรียกเล่นๆ ว่า ชาดกบาร์บีคิวพลาซ่า หรือนิทาน เช่น สินไซ หรือสังข์ศิลป์ชัย รวมไปถึงสอดแทรกวิถีชีวิตของชาวพื้นถิ่นอีสานเอาไว้อย่างมากมาย เช่น การเป่าแคน หรือแม้แต่ภาพแนว 18+ ที่นี่ก็มีแทรกๆ อยู่เช่นกัน ต้องลองมองหากันดูครับ ที่สำคัญ การเล่าเรื่องไม่ได้หยุดแค่ที่ผนังเท่านั้น แม้แต่เสาก็ยังมีการใส่ภาพเล่าเรื่องลงไปด้วยเช่นกัน

ฮูปแต้มหรือจิตรกรรมฝาผนังภายในหอพระพุทธบาท
ฮูปแต้มหรือจิตรกรรมฝาผนังภายในหอพระพุทธบาท
ฮูปแต้มหรือจิตรกรรมฝาผนังภายในหอพระพุทธบาท

อีกหนึ่งอาคารที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เพราะถือเป็นที่กล่าวขานว่างามที่สุดในภาคอีสาน นั่นก็คือ หอไตร หรือหอธรรม นั่นเอง ความงามของหอไตรหลังนี้งดงามจนถูกยกย่องให้เป็น 1 ใน 3 ของดีเมืองอุบล ได้แก่ “พระบทม์วัดกลาง พระบางวัดใต้ หอไตรวัดทุ่ง” หอไตรหลังนี้ยังตั้งอยู่กลางสระน้ำทางทิศเหนือของหอพระพุทธบาท สร้างขึ้นโดยดำริของพระอริยวงศาจารย์ โดยให้ญาครูช่างพระชาวเวียงจันทน์เป็นผู้สร้าง 

หอไตรหลังนี้เป็นอาคารไม้ฝาปะกนยกพื้นสูง มีสะพานไม้ยื่นไปที่ฝั่งทางด้านหน้า มีงานแกะสลักไม้งดงามทั้งอาคาร ไม่ว่าจะเป็นหน้าบัน ประตู คันทวย หรือแม้แต่องค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ ที่แกะเป็นรูปสัตว์ แฝงคติธรรมน่าสนใจ เช่น หงส์ 2 ตัวพาเต่าบินจากชาดกเรื่องกัจฉปชาดก หรือปูหนีบคอนกกระยางจากพกชาดก หลังคามีหน้าบัน มีเครื่องลำยองแบบเดียวกับหอพระพุทธบาท ส่วนหลังคามีการซ้อนชั้น มีหลังคาปีกนกคลุมโดยรอบอาคาร ซึ่งการซ้อนชั้นหลังคามักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอิทธิพลจากช่างพม่า เพราะในอุบลราชธานีมีชาวกุลาหรือไทใหญ่ที่อาศัยมาตั้งแต่ราวสมัยรัชกาลที่ 3 – 4 แต่ 

วัดทุ่งศรีเมือง วัดฟิวชันแห่งแรกๆ ในอีสาน นอกโคราช ที่ผสมศิลปะกรุงเข้ากับเอกลักษณ์ท้องถิ่น
วัดทุ่งศรีเมือง วัดฟิวชันแห่งแรกๆ ในอีสาน นอกโคราช ที่ผสมศิลปะกรุงเข้ากับเอกลักษณ์ท้องถิ่น

ลองสังเกตดีๆ นะครับ ถ้าเป็นการซ้อนชั้นหลังคาแบบพม่าจะมีคอสองคั่นระหว่างหลังคาที่ซ้อนกัน แต่อาคารหลังนี้ใช้วิธีการซ้อนหลังคาแบบ ‘เทิบซ้อน’ คือซ้อนหลังคาขนาดเล็กลงบนหลังคาขนาดใหญ่ ซึ่งพบอยู่แล้วในอาคารแบบเชียงขวางศิลปะล้านช้าง และการผสมผสานเช่นนี้ก็เจอในลาวมาก่อน ถ้าจะพอยกตัวอย่างก็หลังนี้เลยครับ สิมวัดใหญ่สุวรรณภูมาราม เมืองหลวงพระบาง เห็นไหมครับว่ามีความคล้ายคลึงกันพอสมควร และสิมหลังนี้ไม่มีอิทธิพลจากศิลปะพม่าแต่อย่างใด

วัดทุ่งศรีเมือง วัดฟิวชันแห่งแรกๆ ในอีสาน นอกโคราช ที่ผสมศิลปะกรุงเข้ากับเอกลักษณ์ท้องถิ่น

พอเข้าไปข้างในเราจะพบอีกห้องหนึ่งตรงกลาง ภายในมีชั้นวางพระคัมภีร์ 6 ชั้น ตั้งไว้สูงจรดเพดาน มีการตกแต่งฝาด้านนอกด้วยงานปิดทองลงลายฉลุโดยรอบซึ่งมีทั้งรูปเทวดา รูปหนุมาน หรือลวดลายพันธุ์พฤกษา โดยรอบๆ ที่น่าจะเคยมีตู้พระธรรม หีบพระธรรม ตั้งอยู่หลายใบเหมือนหอไตรหลังอื่น ตอนนี้เหลือเพียงหีบพระธรรมใบเดียวเท่านั้น

วัดทุ่งศรีเมือง วัดฟิวชันแห่งแรกๆ ในอีสาน นอกโคราช ที่ผสมศิลปะกรุงเข้ากับเอกลักษณ์ท้องถิ่น

นอกจากอาคารหลักทั้งสองหลังนี้ที่ถือว่ามีมาตั้งแต่ครั้งแรกสร้างวัดก็ยังมีวิหารศรีเมือง วิหารที่สร้างขึ้นทีหลังในราว พ.ศ. 2507 เพื่อทดแทนหอแจก หรือศาลาการเปรียญวัด อาคารไม้ที่สร้างขึ้นในสมัยพระครูวิโรจน์รัตโนบลและพระครูวจีสุนทร ภายในประดิษฐานพระเจ้าใหญ่ศรีเมือง พระพุทธรูปจากวัดเหนือท่า วัดเก่าแก่ที่ต่อมาร้างลงและพระเจ้าใหญ่ถูกตั้งไว้กลางแดดจนพระเศียรชำรุด จึงมีการอัญเชิญมาประดิษฐานพร้อมกับบูรณะพระเศียรที่ชำรุดโดยใช้ต้นแบบจากพระเหลาเทพนิมิต วัดพระเหลาเทพนิมิต จังหวัดอำนาจเจริญ

วัดทุ่งศรีเมือง วัดฟิวชันแห่งแรกๆ ในอีสาน นอกโคราช ที่ผสมศิลปะกรุงเข้ากับเอกลักษณ์ท้องถิ่น

วัดทุ่งศรีเมืองจึงอาจเรียกได้ว่าเป็นตัวอย่างวัดที่เอางานศิลปะจากต่างถิ่นมาผสมผสานกับงานศิลปะในท้องถิ่นอย่างลงตัว ทั้งในแง่ของงานศิลปกรรมและคติความเชื่อ กลมกลืน ดูแล้วไม่ขัดเขิน ดังนั้น เวลาเราไปชมที่ใดก็ตาม เราไม่ควรจะตัดสินอะไรจากการดูเพียงผิวเผิน ลองมองให้ลึก มองให้ละเอียด ลองค่อยๆ ละเลียดดู แล้วความงามที่คุณไม่เคยเห็นหรือที่คุณมองข้ามก็จะค่อยๆ เผยออกมาครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. การเดินทางมายังวัดทุ่งศรีเมือง ผมแนะนำให้ใช้พาหนะส่วนตัวครับ จะเป็นรถยนต์ รถตู้ รถจักรยานยนต์ หรือรถจักรยานก็ได้ หาเช่าได้เลยครับในกรณีที่นั่งเครื่องบินหรือรถทัวร์มา หรือถ้าอยากจะลองใช้ขนส่งสาธารณะท้องถิ่น คุณนั่งรถสองแถวสาย 3 จาก บขส. มาได้เลยครับ คันนี้ผ่านหน้าวัดเลย
  2. วัดทุ่งศรีเมืองปัจจุบันจากที่แต่เดิมเป็นวัดนอกเมือง ได้กลายเป็นวัดในเมืองไปแล้ว จึงมีสถานที่น่าสนใจที่น่าไปชมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวัดมณีวนาราม วัดที่วัดทุ่งศรีเมืองเคยเป็นส่วนหนึ่ง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งแรกในภาคอีสาน ภายในอาคารศาลากลางจังหวัดเดิมที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 หรือวัดอื่นๆ เช่น วัดศรีอุบลรัตนาราม วัดมหาวนาราม วัดแจ้ง เป็นต้น
  3. ผมเชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านคงจะงง ทำไมผมถึงเรียกจุลปทุมชาดกว่าชาดกบาร์บีคิวพลาซ่า ผมจะชี้แจงแถลงไขให้ฟังครับ ชาดกเรื่องนี้พระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นเจ้าชาย แต่ตอนหลังถูกพ่อที่เป็นพระราชาขับไล่ออกจากเมืองพร้อมพระมเหสี พระเชษฐาทั้งหกและพระมเหสีของพระเชษฐา แต่ระหว่างทางที่อยู่ในป่าไม่มีอะไรกิน ก็เลยฆ่าพระมเหสีกิน ซึ่งจิตรกรรมฝาผนังที่อื่น เช่น วัดบางขุนเทียนในกรุงเทพมหานคร หรือวัดคงคาราม จังหวัดราชบุรี จะวาดเป็นเตาที่มีตะแกรงซึ่งด้านบนวางชิ้นส่วนของพระมเหสีเอาไว้ ผมเลยชอบเรียกว่าชาดกบาร์บีคิวพลาซ่าครับ แต่บังเอิญที่นี่พื้นที่มีน้อย ช่างเลยเขียนฉากอื่น เลยอาจจะไม่เห็นภาพ ใครสนใจเนื้อเรื่องลองหาอ่านตามหนังสือหรืออินเทอร์เน็ตได้ครับ
  4. สำหรับใครที่สนใจกัจฉปชาดกกับพกชาดกนั้น หาอ่านเนื้อเรื่องตามหนังสือหรืออินเทอร์เน็ตได้เช่นกัน แต่ถ้าจะให้สรุปเนื้อเรื่องย่อสั้นๆ กัจฉปชาดก (อ่านว่า กัด-ฉะ-ปะ-ชา-ดก) เป็นเรื่องของเต่าที่ตกลงไปตายเพราะดันเผลออ้าปากพูดขณะตัวเองกำลังคาบไม้ที่หงส์ 2 ตัว ซึ่งเป็นเพื่อนกัน จับไว้ให้ตอนบินพาเต่าไปเที่ยวถ้ำของตน ส่วนพกชาดก (อ่านว่า พะ-กะ-ชา-ดก) เป็นเรื่องของนกกระยางผู้ฉลาดแกมโกงที่หลอกกินปลาได้หมดทั้งสระ แต่กลับเสียรู้ให้ปูหนีบคอจนตาย
  5. ถ้าใครสนใจงานประจำปีของวัดทุ่งศรีเมืองก็ขอเรียนเชิญนะครับ งานประจำปีจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 แทบจะเป็นเวลาเดียวกันกับงานประเพณีนมัสการรอยพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรีเลยครับ แต่ของวัดทุ่งศรีเมืองพิเศษกว่าเพราะจะมีการจัดงานบุญผะเหวด เทศน์มหาชาติ ไปพร้อมกันด้วยครับ เรียกว่ามา 1 ได้ถึง 2 เลย

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เวลานึกถึงพระพุทธรูปภายในโบสถ์วิหาร เราจะนึกถึงพระประธานองค์ใหญ่องค์เดียว หรือไม่ก็อาจจะมีพระอันดับตั้งอยู่โดยรอบ มีบ้างที่พระประธาน 2 องค์หันหลังชนกัน หรือพระประธาน 4 องค์หันหลังชนกัน แต่นั่นเทียบไม่ได้เลยกับพระประธานภายในพระอุโบสถของ ‘วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร’ เพราะที่นี่มีพระประธานมากถึง 28 พระองค์

วัดอัปสรสวรรค์ : จากวัดโบราณที่ไม่รู้อายุ สู่วัดงามสมัยพระนั่งเกล้า

วัดอัปสรสวรรค์เป็นวัดโบราณที่ตั้งอยู่ริมคลองด่าน เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ แต่จะเก่าขนาดไหนไม่มีใครรู้ รู้แต่เพียงคำบอกเล่าที่ว่า คนสร้างวัดนี้คือ จีนอู๋ ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในย่านนี้ ซึ่งน่าจะเคยเป็นที่อยู่ของชาวจีนที่ประกอบอาชีพเลี้ยงหมู เพราะปรากฏใน นิราศเมืองเพชร ที่สุนทรภู่บรรยายถึงย่านนี้ว่า

ถึงบางหลวงล่วงล่องเข้าคลองเล็ก 

ล้วนบ้านเจ๊กขายหมูอยู่อักโข

เมียขาวขาวสาวสวยล้วนรวยโป

หัวอกโอ้อายใจมิใช่เล็ก

ต่อมาในแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เจ้าจอมน้อย (สุหรานากง) ธิดาของเจ้าพระยาพลเทพ (ฉิม) พระสนมเอกของพระองค์ผู้มีความสามารถในการเล่นเป็นตัวละคร ‘สุหรานากง’ ตัวละครในเรื่อง อิเหนา ได้มาสถาปนาวัดใหม่ทั้งวัด โครงการนี้ได้รับการสานต่อโดยพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 เมื่อการปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จ พระองค์ได้พระราชทานนามวัดนี้ใหม่ว่า ‘วัดอัปสรสวรรค์ พร้อมกับพระราชทานพระพุทธรูปปางฉันสมอไว้กับวัดนี้ด้วย

วัดอัปสรสวรรค์ : พระเจ้า 28 พระองค์หนึ่งในสยาม

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

วัดนี้ได้รับการสถาปนา (aka สร้างใหม่) ทั้งวัดในสมัยรัชกาลที่ 3 ดังนั้น งานศิลปกรรมหลักในฝั่งพุทธาวาสของวัดนี้เลยเป็นงานแบบที่เรียกว่า ‘พระราชนิยมรัชกาลที่ 3’ ซึ่งเป็นงานศิลปกรรมที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้รับอิทธิพลจากศิลปะจีน ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกที่วัดราชโอรสาราม แต่หากให้พูดแบบสั้น ๆ พระอุโบสถและพระวิหารของวัดอัปสรสวรรค์เป็นอาคารสไตล์จีนที่ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ แต่ประดับทั้งหมดด้วยปูนปั้นประดับกระเบื้องอย่างจีน เป็นรูปโขดหิน ดอกไม้ สัตว์ และสัญลักษณ์ต่าง ๆ

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

ทว่าสิ่งที่ถือเป็นไฮไลต์ของวัดอัปสรสวรรค์อยู่ภายในพระอุโบสถของวัด นั่นก็คือพระประธาน 28 องค์ อ่านไม่ผิดครับ 28 องค์จริง ๆ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยหน้าตาเหมือน ๆ กันขนาดเท่า ๆ กัน ตั้งบนฐานชุกชีเดียวกัน แต่ตั้งให้ลดหลั่นลงมาเป็นขั้นบันได มีทั้งที่หันไปทางประตูและหันออกไปด้านข้างทั้ง 2 ฝั่ง โดยไม่มีองค์ไหนหันไปทางด้านหลัง

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

แล้วทำไมถึงต้องเป็น 28 องค์ ตัวเลข 28 เป็นตัวเลขสำคัญ เพราะเป็นตัวเลขจำนวนพระอดีตพุทธเจ้า ซึ่งหลายคนอาจจะนึกในใจว่า พระพุทธเจ้ามีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนดั่งเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาไม่ใช่หรือ ใช่ครับ แต่จะมีอยู่ 28 องค์ที่ถูกพูดถึงเป็นพิเศษ ซึ่งจริง ๆ แล้วตัวเลข 28 นี้มาจากสูตร 24 + 3 + 1

24 คือ จำนวนพระอดีตพุทธเจ้าที่ได้พบพระพุทธเจ้าศากยมุนีในขณะที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์ และมีพุทธพยากรณ์ว่าพระองค์จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่ ๆ เริ่มด้วยพระพุทธทีปังกรจนถึงพระพุทธเจ้ากัสสปะ

3 คือ จำนวนของพระอดีตพุทธเจ้าที่อยู่ร่วมสารมัณฑกัลป์กับพระพุทธเจ้าทีปังกร ที่ให้พุทธพยากรณ์กับพระพุทธเจ้าศากยมุนี ประกอบด้วย พระพุทธเจ้าตัณหังกร พระพุทธเจ้าเมธังกร และพระพุทธเจ้าสรณังกร

1 คือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน คือ พระพุทธเจ้าศากยมุนี หรือพระสมณโคดมนั่นเอง

ความเชื่อเรื่องพระอดีตพุทธเจ้ามีมานานแล้ว ในบ้านเราอย่างน้อยก็มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ล้านนารวมถึงอยุธยาในยุคแรก ๆ ด้วย แต่ในสมัยโน้นมาในรูปของจิตรกรรมฝาผนัง เป็นภาพพระพุทธเจ้านั่งเรียงแถวกัน ซึ่งก็มีทั้งที่ตัวเลขจำนวนมีความหมายและแบบที่วาดให้เยอะเข้าไว้ แสดงถึงความเชื่อเรื่องพระพุทธเจ้ามีมากมายมหาศาลนั่นเอง แต่ในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้เกิดการแสดงพระอดีตพุทธเจ้าแนวใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูป 28 องค์แบบวัดอัปสรสวรรค์แห่งนี้ หรือเจดีย์ 28 องค์แบบวัดราชคฤห์ 

แล้วในเมื่อพระพุทธรูปทั้ง 28 องค์ที่วัดอัปสรสวรรค์หน้าตาเหมือนกันหมด เราจะแยกพระอดีตพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ออกจากกันได้ยังไง ให้ดูที่ฐานครับ ที่ฐานของพระพุทธรูปแต่ละพระองค์มีแผ่นจารึกระบุชื่อพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์เอาไว้แล้ว โดยวิธีการเรียงลำดับนั้น พระพุทธเจ้าตัณหังกรเป็นองค์แรกในชุด 28 พระองค์จะอยู่บนสุด จากนั้นจะเรียงลดหลั่นกันลงมาเรื่อย ๆ ซึ่งที่วัดมีแผนผังแสดงการจัดเรียงเอาไว้แล้วเรียบร้อย

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน
วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

วัดอัปสรสวรรค์ : หอไตรหลังงามกลางน้ำ

มณีอีก 1 เม็ดของวัดอัปสรสวรรค์ที่ควรค่าแก่การชมอย่างยิ่ง ก็คือหอไตรของวัดซึ่งตั้งอยู่เยื้อง ๆ กับพระอุโบสถ จุดเด่นอย่างแรกของหอไตรหลังนี้คือเป็นอาคารไม้สไตล์ไทยประเพณียกพื้นสูงที่ยังรักษารูปแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ มีคันทวยรับชายคา ผนังอาคารประดับด้วยกระจกสี ซึ่งหาชมได้ยากมากแล้วในยุคปัจจุบัน ด้วยเหตุผลว่าต่อมาเกิดความนิยมหอไตร 2 ชั้นแทน

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

มากไปกว่านั้น หอไตรนี้ยังตั้งอยู่กลางน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมดหรือปลวกเข้าไปกัดกินคัมภีร์หรือพระไตรปิฎกที่เก็บรักษาเอาไว้ใต้ตู้พระธรรมภายในหอไตร ซึ่งเป็นสิ่งที่หอไตรแทบทุกหลังที่สร้างด้วยไม้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เนื่องจากความสำคัญของหอไตรในยุคหลัง ๆ ลดลง สระน้ำหลายสระจึงถูกถม ทำให้หอไตรไม้จำนวนหนึ่งขึ้นมาตั้งบนบกแล้ว

อนึ่ง หอไตรหลังนี้น่าจะสร้างขึ้นพร้อมกับพระอุโบสถ พระวิหารและพระปรางค์ในสมัยรัชกาลที่ 3 ไม่น่าจะสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาเหมือนที่บางที่เขียนไว้นะครับ

วัดอัปสรสวรรค์ : พระเจ้าฉันสมอจากลาว?

อย่างที่ผมเล่าไว้ตอนแรกว่า วัดอัปสรสวรรค์แห่งนี้มีหลวงพ่อฉันสมอ พระพุทธรูปสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้ ซึ่งพระพุทธรูปปางนี้ถือเป็นพระพุทธรูปที่หาชมได้ไม่ง่ายนักเพราะเป็นปางที่ไม่ได้นิยมเท่าไหร่ โดยพระพุทธรูปปางฉันสมอเป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิ ครองจีวรอย่างจีนดูแปลกตา พระหัตถ์ขวาวางบนพระชานุ (เข่า) ส่วนพระหัตถ์ซ้ายซึ่งถือผลสมอนั้นจะวางบนพระเพลา (ตัก)

พระพุทธรูปปางนี้สร้างขึ้นตามเหตุการณ์ในพุทธประวัติในสัปดาห์ที่ 7 หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระองค์ประทับเสวยวิมุตติสุข (สุขจากการตรัสรู้) ใต้ต้นราชายตนะหรือต้นเกด พระอินทร์ทราบว่าพระพุทธเจ้ายังไม่ได้ฉันอะไรเลยตลอด 7 สัปดาห์นับจากตรัสรู้ จนกระทั่ง 2 พ่อค้าตปุสสะและภัลลิกะถวายพระกระยาหารมื้อแรก พระอินทร์จึงได้นำผลสมอมาถวายให้พระพุทธเจ้าฉันเป็นยา

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับพระพุทธรูปองค์นี้คือ ตามประวัติระบุว่า หลวงพ่อฉันสมอองค์นี้เป็นพระพุทธรูปที่อัญเชิญมาจากเมืองเวียงจันทน์ ปรากฏในหมายรับสั่ง จ.ศ. 1189 (ตรงกับ พ.ศ. 2370 ในสมัยรัชกาลที่ 3) ว่าหลังเสร็จศึกเจ้าอนุวงศ์ มีการอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญจากเวียงจันทน์มาหลายองค์ หลวงพ่อฉันสมอเป็นหนึ่งในนั้น เดิมเคยประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารพระนาก ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ก่อนจะอัญเชิญมาไว้ที่วัดนี้ จึงมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพระพุทธรูปในศิลปะลาวล้านช้าง เพราะอัญเชิญมาจากลาว

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

แต่ถ้าดูจากพุทธศิลป์ของพระพุทธรูปองค์นี้แล้วกลับแตกต่างกับพระพุทธรูปในศิลปะล้านช้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการครองจีวรอย่างจีน ซึ่งไม่พบมาก่อนในศิลปะล้านช้าง แต่กลับพบในบ้านเรามาตั้งแต่สมัยอยุธยา หรือแม้แต่ในสมัยต้นกรุงก็มีพระคันธารราษฎร์ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดารามที่ครองจีวรจีนเช่นกัน ดังนั้น หลวงพ่อฉันสมอองค์นี้จึงน่าจะเป็นพระพุทธรูปศิลปะรัตนโกสินทร์ที่อัญเชิญไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ ก่อนจะอัญเชิญกลับมายังกรุงเทพฯ อีกครั้ง

นอกจากนี้ ไม่ได้มีกฎว่าพระพุทธรูปที่อัญเชิญมาจากประเทศลาวต้องเป็นพระพุทธรูปในศิลปะลาวล้านช้างเสมอไป เพราะไม่ว่าจะเป็นพระแก้วมรกต หลวงพ่อแซกคำ หรือพระพุทธรูปอีกหลายองค์ที่อัญเชิญมาจากลาวก็ไม่ใช่พระพุทธรูปศิลปะล้านช้าง ดังนั้น อย่าเพิ่งรีบเชื่อหรือตีความว่าพระพุทธรูปอัญเชิญมาจากที่ไหน จะต้องเป็นพระพุทธรูปจากประเทศนั้นนะ

แต่ ๆๆ หลวงพ่อฉันสมอต่างจากพระเจ้า 28 พระองค์ในพระอุโบสถนะครับ เพราะไม่ได้เข้าชมหรือนมัสการได้ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าระหว่างพระอุโบสถและพระวิหารจะมีมณฑปหลวงพ่อฉันสมออยู่ แต่หลวงพ่อฉันสมอองค์นั้นเป็นองค์จำลอง องค์จริงจะอัญเชิญออกมาให้คนกราบไหว้เฉพาะในโอกาสพิเศษเท่านั้น

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

วัดอัปสรสวรรค์ : มณีที่ซ่อนอยู่ในชุมชนเก่า

ดังนั้น ถึงแม้ว่าวัดอัปสรสวรรค์จะเป็นวัดที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 ตามสไตล์พระราชนิยมรัชกาลที่ 3 ซึ่งถ้าว่ากันตามตรงก็ค่อนข้างโหลพอสมควร มีวัดที่คล้าย ๆ กันหลายวัด ทั้งในพระนคร ธนบุรี และต่างจังหวัด แต่ในความคล้ายของวัดรุ่นนี้ ในทุกวัดมักจะมีการออกแบบกิมมิกที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นหน้าบัน พระประธาน จิตรกรรม ฯลฯ ทำให้ถ้าเราดูดี ๆ การดูวัดเหล่านี้จะไม่มีทางจำเจแน่นอน

เกร็ดแถมท้าย

1. วัดอัปสรสวรรค์ตั้งอยู่ค่อนข้างลึก ใครสนใจไปแนะนำให้ใช้รถส่วนตัวครับ แต่ถ้าจะนั่งรถเมล์ก็ได้เหมือนกัน โดยพระอุโบสถที่ประดิษฐานพระเจ้า 28 พระองค์นั้นเปิดทุกวัน แถมยังไปชมวัดใกล้ ๆ ได้อีกหลายวัด ไม่ว่าจะเป็นวัดปากน้ำภาษีเจริญ วัดขุนจันทร์ วัดนางชีโชตนาราม วัดนาคปรก ฯ

2. หากสนใจเรื่องหลวงพ่อฉันสมอ เท่าที่ทราบ ทางวัดอัปสรสวรรค์จะอัญเชิญออกมาช่วงสงกรานต์ของทุกปี แต่ถ้าอยากชมพระพุทธรูปปางฉันสมอองค์อื่น ๆ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มีอยู่ในห้องรัตนโกสินทร์ ไปชมได้ หรือถ้าอยากจะไปชมในวัด ก็มีที่วัดนาคกลาง กรุงเทพฯ ครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load