ถ้าใครได้ติดตามข่าวหรือได้มีโอกาสนั่งรถไฟสายอีสาน ก็จะเห็นว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมากำลังคืบหน้าไปควบคู่กับรถไฟรางคู่เลยครับ เส้นทางรถไฟกำลังเกิดความเปลี่ยนแปลง ความเจริญที่มาพร้อมกับรางเหล่านั้นพาดผ่านจุดหมายปลายทางหลายแห่งบนทางรถไฟสายนี้ มีสถานที่น่าสนใจมากมายตลอดสองฝั่ง รวมถึงในปลายทางที่สถานีใดสถานีหนึ่ง สถานีรถไฟสูงเนินก็เป็นหนึ่งในนั้น และสถานีนี้เองเป็นที่ตั้งหนึ่งในวัดโบราณที่ทั้งเก่าแก่และน่าสนใจมากๆ วันนี้เลยขอพาทุกท่านไปทำความรู้จัก ‘วัดธรรมจักรเสมาราม’ กันครับ

ลงสถานีรถไฟสูงเนิน เข้าวัดธรรมจักรเสมาราม วัดโบราณพันปีเลียบเส้นทางรถไฟสายอีสาน

วัดธรรมจักรเสมาราม หรือ วัดพระนอนคลองขวาง ถือเป็นวัดโบราณ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองโบราณเสมา ในอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา บนเส้นทางโบราณที่เชื่อมต่อดินแดนภาคกลางกับดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ผ่านช่องทางที่เรียกว่า ‘ปากช่อง’ ซึ่งยังคงใช้งานมาจนถึงยุคปัจจุบัน ในรูปแบบของถนนและรางรถไฟ อายุของวัดธรรมจักรเสมารามแห่งนี้ก็ไม่ใช่น้อยๆ นะครับ มีอายุมากกว่า 1,000 ปีเลยทีเดียวเชียว ถ้าถามว่ารู้ได้ยังไงว่าอายุมากขนาดนั้น ก็จากหลักฐานที่อยู่ในวัดเองนั่นละครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ของวัด

ลงสถานีรถไฟสูงเนิน เข้าวัดธรรมจักรเสมาราม วัดโบราณพันปีเลียบเส้นทางรถไฟสายอีสาน

พระพุทธไสยาสน์หรือพระนอนของวัดธรรมจักรเสมารามสร้างจากหินทรายขนาดใหญ่หลายชิ้นประกอบกัน ประทับนอนแบบสีหไสยาสน์หรือนอนตะแคงขวาหันพระเศียรไปทางทิศใต้ แม้กาลเวลาผ่านมายาวนานจนท่านไม่ได้มีสภาพสมบูรณ์เฉกเช่นเมื่อครั้งอดีต แต่เรายังพอสังเกตว่า พระพุทธรูปองค์นี้มีพระพักตร์เหลี่ยม พระขนงต่อกันเป็นปีกกา พระเนตรโปน พระนาสิกใหญ่และพระโอษฐ์แบะเล็กน้อย ลักษณะเหล่านี้ถือเป็นเอกลักษณ์ของพระพุทธรูปในศิลปะทวารวดีที่เริ่มขึ้นในภาคกลาง และไหลขึ้นมายังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จนเกิดเป็นศิลปะทวารวดีภาคตะวันออกเฉียงเหนือขึ้น ดังนั้น พระพุทธไสยาสน์องค์นี้จึงจัดอยู่ในศิลปะแบบทวารวดี โดยมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 13 – 14 หรือราว 1,300 ปีมาแล้ว

ลงสถานีรถไฟสูงเนิน เข้าวัดธรรมจักรเสมาราม วัดโบราณพันปีเลียบเส้นทางรถไฟสายอีสาน

จุดที่น่าสนใจอย่างหนึ่งของพระพุทธรูปองค์นี้ก็คือ การเป็นพระพุทธไสยาสน์ขนาดใหญ่ลอยตัว มองเห็นท่านได้ทั้ง 4 ด้านแบบนี้นี่แหละครับ ไม่มีพระพุทธไสยาสน์ลอยตัวองค์ใดในประเทศไทยจะเก่าแก่ไปกว่านี้อีกแล้ว เพราะแม้จะเป็นศิลปะทวารวดีเหมือนกัน แต่พระพุทธไสยาสน์องค์อื่นนั้นล้วนอยู่ในรูปงานปูนปั้นหรืองานแกะสลักบนเพิงผาหรือถ้ำ ไม่มีการทำลอยตัวแบบวัดธรรมจักรเสมารามแห่งนี้

ลงสถานีรถไฟสูงเนิน เข้าวัดธรรมจักรเสมาราม วัดโบราณพันปีเลียบเส้นทางรถไฟสายอีสาน
ถ้ำฝาโถ วัดถ้ำเขางู จังหวัดราชบุรี

และอย่างที่สอง พระพุทธรูปองค์นี้นอนตะแคงขวา หันพระเศียรไปทางทิศใต้ เท่ากับว่าพระพุทธรูปองค์นี้หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ซึ่งทิศใต้ถือเป็นทิศมงคลของชาวพุทธโบราณ จนถึงกับมีคำเรียกทิศใต้ว่า ‘ทิศหัวนอน’ เลยทีเดียว (ทุกวันนี้คนปักษ์ใต้ยังเรียกทิศนี้ว่าทิศหัวนอนอยู่เลยครับ) ส่วนทิศตะวันออกก็เป็นทิศมงคลเช่นกัน เป็นทิศแห่งการเกิด ลองสังเกตดูสิครับว่า อาคารในศาสนาพุทธส่วนใหญ่มักหันหน้าไปยังทิศตะวันออกเสมอ 

ดังนั้น ท่านอนของพระพุทธรูปองค์นี้จึงถือเป็นท่านอนอันเป็นมงคลทั้งสิ้น และสัมพันธ์กับอาคารที่ท่านประดิษฐานอยู่ครับ เพราะเราจะสังเกตว่า อาคารหลังนี้แคบแทบจะพอดีกับองค์พระพุทธรูป ซึ่งสิ่งนี้เป็นการจำลอง ‘คันธกุฎี หรือกุฏิของพระพุทธเจ้า หมายความว่าเมื่อเรากราบพระพุทธไสยาสน์องค์นี้ เรากำลังกราบไหว้พระพุทธเจ้าขณะยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่นั่นเองครับ ต่างจากพระพุทธไสยาสน์ในสมัยทวารวดีแห่งอื่นๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่แสดงเหตุการณ์ตอนปรินิพพานทั้งสิ้น

แต่ก็น่าเสียดายครับ แม้จะเหลือร่องรอยของอาคารที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์องค์นี้เอาไว้ แต่เราไม่รู้เลยว่าหน้าตาเมื่อครั้งยังสมบูรณ์ในสมัยก่อนเป็นเช่นไร เพราะอาคารที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นอาคารสมัยใหม่ที่สร้างขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 2538 เพื่อคลุมอาคารโบราณเอาไว้ ส่วนตัวอาคารเดิมเหลือแต่ส่วนฐานที่เป็นงานอิฐเท่านั้น ถึงกระนั้น อาคารหลังนี้มีการใช้หินทรายมาร่วมก่อสร้างด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นกรอบประตูหรือซี่ลูกกรงที่เรียกว่าลูกมะหวด ทั้งสองอย่างนี้ไม่ใช่สิ่งที่ศิลปะทวารวดีนิยมใช้ แต่เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในศิลปะขอม ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะในเมืองเสมานั้นมีทั้งโบราณสถานสมัยทวารวดีและโบราณสถานสมัยขอมอยู่แล้วครับผม 

อย่างไรก็ตาม ร่องรอยความเป็นทวารวดีก็ยังมีอยู่ให้เห็น เพราะอาคารหลังนี้ล้อมด้วยใบเสมาแบบคู่ ซึ่งเป็นที่นิยมอยู่ในวัฒนธรรมทวารวดีภาคอีสานครับผม

ลงสถานีรถไฟสูงเนิน เข้าวัดธรรมจักรเสมาราม วัดโบราณพันปีเลียบเส้นทางรถไฟสายอีสาน
ลงสถานีรถไฟสูงเนิน เข้าวัดธรรมจักรเสมาราม วัดโบราณพันปีเลียบเส้นทางรถไฟสายอีสาน

  แต่อย่าคิดว่าวัดธรรมจักรเสมารามจะมีเท่านี้นะครับ ลองดูที่ชื่อวัดครับ มีคำว่า ‘ธรรมจักร’ กับคำว่า ‘เสมา’ เสมามีอยู่รอบวิหารพระนอน ส่วนธรรมจักรนั้นอยู่ในอาคารพิพิธภัณฑ์ของวัด ซึ่งมีธรรมจักรอยู่ 2 ชิ้น ชิ้นหนึ่งอยู่ในตู้ อีกชิ้นอยู่นอกตู้ และแน่นอนว่าของจริงอยู่ในตู้ครับ 

ธรรมจักรชิ้นนี้ถือเป็นโบราณวัตถุที่น่าสนใจอย่างมาก แม้ธรรมจักรศิลาจะเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในศิลปะทวารวดีภาคกลาง แต่ในภาคอีสานพบธรรมจักรแบบลอยตัวแค่ชิ้นนี้ชิ้นเดียวเท่านั้น แถมยังพบพร้อมกับเสาที่ใช้ตั้งธรรมจักรอีกด้วย ส่วนธรรมจักรในแบบศิลปะทวารวดีภาคอีสานจริงๆ นั้น เป็นงานแกะสลักบนใบเสมาอีกทีหนึ่ง ไม่มีแบบลอยตัวเลยสักชิ้นเดียว

ลงสถานีรถไฟสูงเนิน เข้าวัดธรรมจักรเสมาราม วัดโบราณพันปีเลียบเส้นทางรถไฟสายอีสาน
ลงสถานีรถไฟสูงเนิน เข้าวัดธรรมจักรเสมาราม วัดโบราณพันปีเลียบเส้นทางรถไฟสายอีสาน

ตัวธรรมจักรเองก็มีความน่าสนใจใช่ย่อย แม้ว่าธรรมจักรจะเป็นวัฒนธรรมจากทางภาคกลาง แต่ช่างก็แอบใส่ความเป็นอีสานเอาไว้ด้วย ลองสังเกตตรงด้านล่างครับ ตรงส่วนรองรับธรรมจักร ปกติแล้วถ้าเป็นในภาคกลางจะใช้ลายก้านขดบ้าง รูปพระสูรยะหรือพระอาทิตย์บ้าง หรือคชลักษมีบ้าง แต่ชิ้นนี้ทำเป็นรูปหน้ากาลครับ แบบเดียวกับที่เจอบนทับหลัง ซึ่งไม่เคยพบในภาคกลางเลยแม้แต่ชิ้นเดียวเช่นกัน

ทีนี้ ลองแวะไปดูที่เสาธรรมจักรบ้าง ซึ่งหากยังสมบูรณ์และยังใช้งานอยู่ ธรรมจักรในตู้กระจกจะตั้งอยู่บนเสาต้นนี้นี่ละครับ แน่นอนว่าถ้าเราดูแค่หน้าตาของเสา ก็ต้องบอกว่าธรรมดาครับ หน้าตาเหมือนกับของที่เจอในภาคกลางเลย แต่เดี๋ยวก่อน ลองพิจารณาดีๆ ครับ ลองมองให้ดีๆ จะเห็นว่าตรงฐานเสามีข้อความจารึก ซึ่งแม้เสาจะมีอายุนับพันปี แต่จารึกนี้เป็นภาษาไทยนะครับ

โดยข้อความในจารึกเล่าว่า เดิมหินนี้ฝังอยู่ กรมหมื่นจรัสพรปฏิภาณ เลยขอแรงผู้ใหญ่บ้านกับลูกบ้านไปขุดขึ้นมา ตอนท่านมาเที่ยวที่นี่ พร้อมลงวันที่ 9 ก.พ. ร.ศ. 122 ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2446 ที่สำคัญมีการลงลายเซ็นไว้ข้างใต้ด้วยนะครับ

ข้อความในจารึกบอกเรื่องราวของเสาธรรมจักรนี้ให้เราได้อย่างชัดเจนเลยครับ ว่าเจอเมื่อไหร่ โดยใคร และเอาขึ้นมาได้ยังไง ส่วนใครที่สงสัยว่า กรมหมื่นจรัสพรปฏิภาณในจารึกนี้คือใคร ท่านก็คือ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจรัสพรปฏิภาณ ต้นสกุลจรูญโรจน์ ซึ่งเป็นพระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ เจ้าจอมมารดาช้อย ครับผม ดังนั้น เสาธรรมจักรนี้จึงเป็นเหมือนอีกหนึ่งบันทึกจากอดีต ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งของชาวสูงเนินด้วยครับ

ในอนาคตข้างหน้า เมื่อรถไฟรางคู่และรถไฟความเร็วสูงพาดผ่านอำเภอสูงเนินแห่งนี้ ผมเชื่อเหลือเกินว่าที่นี่จะไม่เหมือนเดิมแน่นอน วัดแห่งนี้จะยังคงอยู่เป็นศาสนสถานแห่งสำคัญ และจะกลายเป็นเสมือนไทม์แมชชีน บอกเล่าเรื่องราวของสูงเนินเมื่อครั้งโบราณต่อเนื่องมาถึงอดีตเมื่อไม่นานไปสู่ผู้คนอีกมากมาย ไปพร้อมๆ กับสถานีรถไฟสูงเนิน เมืองโบราณเสมาและชาวสูงเนินแน่นอนครับ

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณโครงการทางรถไฟสายโบราณคดี “บอกเล่าให้รู้จัก บอกรักษ์สูงเนิน” โดยนักศึกษาคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ชวนผู้เขียนให้ร่วมเดินทางไปด้วยกัน และช่วยเหลือในหลายเรื่องจนทำให้งานเขียนชิ้นนี้ออกมาสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. นอกจากวัดธรรมจักรเสมารามแห่งนี้ ในอำเภอสูงเนินยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกหลายที่ ไม่ว่าจะเป็นเมืองโบราณเสมา เมืองโบราณสมัยทวารวดี ปราสาทขอมหลายแห่ง เช่น ปราสาทเมืองเก่า ปราสาทเมืองแขก หรือแม้สถานที่รถไฟสูงเนิน อาคารสถานีเก่าแก่ที่อยู่มาตั้งแต่สมัยเปิดเส้นทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมาเลยครับ
  2. ความเป็นคันธกุฎีหรือการนมัสการพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งยังทรงมีพระชนม์อยู่จริงๆ แล้วมีหลายที่นะครับ อย่างเช่น พระมหามัยมุนีที่เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา ที่มีพิธีล้างพระพักตร์ก็เป็นเช่นเดียวกัน ซึ่งผมได้เคยเขียนถึงไปแล้ว สามารถไปอ่านกันได้นะครับ
  3. ใครที่ชอบนั่งรถไฟหรืออยากเดินทางไปพร้อมกับชมวิวไปด้วย อยากให้มาลองนั่งรถไฟสายนี้ครับ เพราะนอกจากอาหารการกินบนรถไฟแล้ว เรายังสามารถชมวิวทิวทัศน์ที่น่าสนใจ พร้อมกับสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายแห่งที่รถไฟสายนี้ผ่าน เช่น ผาเสด็จ ก็อยู่บนเส้นทางรถไฟสายนี้เช่นกันครับ

Writer & Photographer

Avatar

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

ตามปกติแล้วเวลาที่มีภาพเล่าเรื่องเกี่ยวกับชาดกเนื่องในพระพุทธศาสนาตามวัดวาอารามต่าง ๆ ในบ้านเรานั้น ถ้าไม่ใช่ เวสสันดรชาดก ชาดกยอดฮิตอันดับ 1 ก็จะเป็นซีรีส์ 10 เรื่องอย่าง ทศชาติชาดก แต่การที่คนคนหนึ่งจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้นั้น การบำเพ็ญบารมีเพียง 10 ชาติไม่พอแน่นอน ต้องบำเพ็ญบารมีอย่างยาวนานยิ่งกว่านั้นเป็นจำนวนมากกว่า 500 ชาติ แต่อาจเพราะปัญหาเรื่องของพื้นที่ทำให้ไม่ค่อยมีที่ไหนที่เขียนชาดกเยอะถึงขั้นนั้น แต่เหตุผลเหล่านั้นใช้ไม่ได้กับวัดเครือวัลย์ครับ

วัดเครือวัลย์ : พระอารามแห่งตระกูลบุญยรัตพันธ์

วัดเครือวัลย์แห่งนี้สร้างในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ผู้สร้างคือ เจ้าพระยาอภัยภูธร (น้อย บุณยรัตพันธุ์) พร้อมด้วยพระธิดาคือ เจ้าจอมเครือวัลย์ เจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่น่าเสียดายว่าทั้งสองพระองค์ไม่ทันเห็นวัดแห่งนี้สร้างจนเสร็จสมบูรณ์ โดยในหลวง ร.3 ทรงรับเป็นผู้อุปการะโปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินการสร้างวัดแห่งนี้ต่อจนแล้วเสร็จ ตามความในพระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ 3 ว่า

“…ในคลองมอญวัด 1 เจ้าจอมเครือวัลย์บุตรี เจ้าพระยาอภัยภูธรสร้างใหม่ การยังไม่แล้ว ก็ถึงแก่กรรมเสีย จึงโปรดให้ทำต่อไป วัดนั้นแล้วพระราชทานชื่อวัดเครือวัลย์วรวิหาร…”

โดยเหตุที่ได้ชื่อว่า ‘วัดเครือวัลย์’ นี้ก็น่าจะมาจากชื่อของ 1 ในผู้สร้างวัด นั่นก็คือ เจ้าจอมเครือวัลย์นั่นเอง และเนื่องจากผู้สร้างวัดนี้มาจากบรรพบุรุษตระกูลบุณยรัตพันธุ์ วัดเครือวัลย์ในปัจจุบันจึงมีสถานะเป็นวัดประจำตระกูลบุณยรัตพันธุ์ด้วย

วัดเครือวัลย์ : พระอุโบสถที่สถิตแห่งพระยืน

อาคารสำคัญของวัดเครือวัลย์คือพระอุโบสถซึ่งมีสถานะเป็นอาคารประธานของวัด หน้าตาของพระอุโบสถหลังนี้ถือเป็นอาคารแบบมาตรฐานที่พบได้ทั่วไปในกลุ่มวัดที่สร้างสมัยรัชกาลที่ 3 ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงที่เป็นอาคารแบบไทยประเพณี หน้าบันตกแต่งด้วยลายดอกไม้พันธุ์พฤกษา เช่นเดียวกับซุ้มประตู ซุ้มหน้าต่างก็เป็นลายพันธุ์พฤกษาเช่นกัน

วัดเครือวัลย์วรวิหาร ที่สุดท้ายที่ยังเหลือภาพฝาผนังพระเจ้า 500 ชาติอายุร้อยปีครบทุกชาติ

แต่ในความธรรมดาภายนอกนั้นเทียบไม่ได้กับความพิเศษที่อยู่ข้างใน เพราะเมื่อเดินผ่านประตูเข้าไป จะพบพระประธานซึ่งแทนที่จะเป็นพระพุทธรูปนั่ง แต่ที่วัดเครือวัลย์แห่งนี้กลับใช้พระพุทธรูปยืนแทน เป็นสิ่งที่หาชมได้ไม่ง่ายนัก เพราะมีวัดเพียงไม่กี่แห่งที่มีพระพุทธรูปยืนเป็นพระประธาน เช่น วัดบวรสถานสุทธาวาส หรือ วัดพระแก้ววังหน้า กรุงเทพฯ หรือ วัดบุญยืน จังหวัดน่าน เป็นต้น แต่ในแง่ของจำนวนเมื่อเทียบกับพระพุทธรูปนั่งแล้ว ก็ยังถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยมากอยู่ดี ซึ่งสิ่งนี้หาดูได้ที่วัดเครือวัลย์แห่งนี้

วัดเครือวัลย์วรวิหาร ที่สุดท้ายที่ยังเหลือภาพฝาผนังพระเจ้า 500 ชาติอายุร้อยปีครบทุกชาติ

วัดเครือวัลย์ : พระเจ้า 538 ชาติในวัดเดียว

สิ่งที่ทำให้พระอุโบสถหลังนี้พิเศษยิ่งกว่าการมีพระประธานเป็นพระยืน คือ จิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถหลังนี้ ซึ่งเขียนบนผนังทั้ง 4 ด้าน เป็นเรื่องของชาดกอันเป็นอดีตของพระพุทธเจ้า เขียนลงในช่องสี่เหลี่ยมเล็กจำนวนมากจนเต็มพื้นที่ผนัง มีมากถึง 538 ช่อง แต่ละช่องเขียนชาดก 1 เรื่อง พร้อมกับชื่อชาดกกำกับเอาไว้บริเวณใต้ภาพ นั่นหมายความว่า จำนวนชาดกที่เขียนที่วัดเครือวัลย์แห่งนี้มีมากถึง 538 เรื่อง ทำให้จิตรกรรมฝาผนังที่นี่แตกต่างจากจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนมาในอดีต เพราะแม้จะเคยมีการเขียนจิตรกรรมหรือเล่าเรื่องชาดกในช่องสี่เหลี่ยม เช่นภายในกรุพระปรางค์ วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หรือภายในอุโมงค์วัดศรีชุม แต่ในแง่ของจำนวน ไม่มีที่ไหนเลยที่จะมากเท่าที่วัดเครือวัลย์แห่งนี้

วัดเครือวัลย์วรวิหาร ที่สุดท้ายที่ยังเหลือภาพฝาผนังพระเจ้า 500 ชาติอายุร้อยปีครบทุกชาติ
วัดเครือวัลย์วรวิหาร ที่สุดท้ายที่ยังเหลือภาพฝาผนังพระเจ้า 500 ชาติอายุร้อยปีครบทุกชาติ

ที่สำคัญ มูลเหตุเขียนภาพชาดกจำนวนมากที่วัดเครือวัลย์แห่งนี้ยังเป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกด้วย ยืนยันด้วยข้อความจาก กลอนเพลงยาวสรรเสริญพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งแต่งขึ้นโดยหมื่นพรหมสมพัตสร หรือ นายมี มหาดเล็ก ผู้เคยเป็นช่างเขียนภาพ ภูริทัตชาดก ภายในพระอุโบสถ วัดอรุณราชวราราม จึงอาจได้ข้อมูลเบื้องลึกเบื้องหลังมาและได้นำมาเล่าเอาไว้ โดยมีเนื้อความดังนี้

“วัดทั้งหลายคล้ายกันเป็นอันมาก

ไม่หนีจากอย่างเก่าเป็นอวสาน

แต่วัดเครือวัลย์ใหม่อำไพพาน

หนีบุราณแปลกเพื่อนไม่เหมือนใคร

เขียนชาดกยกเรื่องโพธิสัตว์

ทอดประทัดตีตารางสว่างไสว

เป็นห้องห้องช่องละชาติออกดาษไป

นับชาติได้ห้าร้อยสิบชาติตรา

ด้วยทรงพระศรัทธาเมตตาช่าง

ให้สินจ้างช่องละบาทปรารถนา

ด้วยบุญญาอานิสงส์ทรงศรัทธา

ไม่ต้องหาช่างเขียนเวียนมาเอง

เนื้อความในกลอนเพลงยาวฯ นี้ให้รายละเอียดไว้เยอะและละเอียดจริง ๆ เห็นไหมครับ ไม่ว่าจะเนื้อหาที่เขียน รวมถึงความแปลกแตกต่างที่ไม่เหมือนใครของจิตรกรรมที่นี่ รวมถึงราคาค่าจ้างในการเขียนซึ่งอยู่ที่ 1 บาทต่อ 1 ช่อง ซึ่งอาจฟังดูเป็นเงินจำนวนน้อย แต่อย่าลืมนะครับว่า เรากำลังพูดถึงเงิน 1 บาทเมื่อราวร้อยปีก่อน ซึ่งมูลค่ามันย่อมจะสูงกว่า 1 บาทในปัจจุบันมากโขทีเดียว

แต่ก็มีจุดที่ชวนให้ตั้งคำถามอยู่ 1 จุด เพราะในกลอนเพลงยาวฯ นี้ระบุว่ามีชาดกอยู่ทั้งสิ้น 510 ชาติ แต่ไม่ว่าจะนับยังไง จิตรกรรมฝาผนังที่วัดเครือวัลย์ก็มี 538 ช่อง มากกว่าที่ระบุไว้ถึง 28 ชาติ ซึ่งเหตุผลที่จำนวนออกมาไม่ตรงกันนั้นน่าจะเกิดจากผู้เขียน คือนายมี มหาดเล็กเองที่อยากทำให้คำประพันธ์ของตัวเองตรงตามฉันทลักษณ์ เพราะถ้าเขียนคำว่า ‘ห้าร้อยสามสิบแปด’ แทน ‘ห้าร้อยสิบ’ มันจะเกินแน่นอนหรืออาจจะฟังดูแหม่ง ๆ และอาจต้องการแค่บอกว่าชาดกที่เขียนเอาไว้ที่นี่มีจำนวนเยอะมาก โดยไม่ได้สนใจว่าจะต้องเขียนให้ตรงกันก็เป็นได้ ก็เลยเลือกใส่จำนวนที่ดูแล้วเข้ากับฉันทลักษณ์ที่สุดแทนที่จำนวนแท้จริง

นอกจากนี้ เรายังรู้เรื่องของจิตรกรรมฝาผนังที่วัดเครือวัลย์อีกเรื่องหนึ่งจากผลงานชิ้นนี้ของนายมี มหาดเล็ก นั่นก็คือช่วงเวลาที่เขียนจิตรกรรมฝาผนังที่วัดแห่งนี้น่าจะอยู่ระหว่าง พ.ศ. 2367 – 2376 เพราะ พ.ศ. 2367 เป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ ส่วน พ.ศ. 2376 เป็นปีที่นายมี มหาดเล็ก ได้ทูลเกล้าฯ ถวายกลอนเพลงยาวฯ นี้แด่ในหลวง ร.3 นั่นเอง ดังนั้น จิตรกรรมฝาผนังที่วัดเครือวัลย์ก็คงจะเขียนในช่วงระหว่างปีนี้นี่แหละ แต่จะเป็นปีไหนแบบชี้ชัดคงบอกไม่ได้

ใช่ว่าที่วัดเครือวัลย์จะเป็นแห่งเดียวที่เขียนจิตรกรรมเรื่องชาดกจำนวนมากขนาดนี้ ในสมัยรัชกาลที่ 3 เคยมีอีกวัดหนึ่งที่เขียนเรื่องชาดกจำนวนมากแบบนี้เช่นกัน นั่นก็คือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ ท่าเตียนนั่นเอง แต่ตำแหน่งการเขียนจะต่างจากที่นี่ เพราะที่วัดโพธิ์นั้น เรื่องชาดกเหล่านี้จะเขียนเอาไว้บนคอสองของศาลารายจำนวน 16 หลัง มีจารึกกำกับระบุลำดับของชาดกและเรื่องของชาดกเอาไว้ด้วย แถมจำนวนของที่วัดโพธิ์ยังมากกว่าที่วัดเครือวัลย์อีกต่างหาก เพราะมีถึง 547 เรื่อง

แต่จิตรกรรมบนคอสองศาลาที่วัดพระเชตุพนฯ น่าจะเขียนหลังจากวัดเครือวัลย์เพราะการปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯ เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2378 ที่สำคัญ ภายในจารึกภายในศาลารายแห่งที่ 3 และที่ศาลาหน้าพระมหาเจดีย์ด้านทิศใต้ยังระบุว่ามีช่างเขียนที่เป็นพระจากวัดเครือวัลย์ร่วมอยู่ด้วย ซึ่งช่างพระจากวัดเครือวัลย์เหล่านี้อาจนำเอาความรู้จากจิตรกรรมที่วัดของตัวเองมาใช้ที่วัดพระเชตุพนฯ แห่งนี้ด้วยก็เป็นได้

นอกจากบนผนังแล้ว ยังมีจิตรกรรมบนบานประตูและหน้าต่างด้วย ซึ่งแม้ตำแหน่งต่างกัน หน้าที่ต่างกัน แต่ใช้ภาพในแนวทางเดียวกัน คือ ภาพฉัตรบนพื้นสีแดงล้อมรอบด้วยลายพันธุ์พฤกษา โดยความแตกต่างระหว่างภาพบนบานประตูและหน้าต่างมีอยู่ 2 จุด จุดแรกคือถ้าเป็นภาพบนบานประตูจะมีทหารถือฉัตร ส่วนบนบานหน้าต่างไม่มี อีกจุดหนึ่งคือจำนวนชั้นของฉัตร เพราะบนบานประตูจะเป็นฉัตร 5 ชั้น ส่วนบนบานหน้าต่างเป็นฉัตร 7 ชั้น

วัดเครือวัลย์วรวิหาร ที่สุดท้ายที่ยังเหลือภาพฝาผนังพระเจ้า 500 ชาติอายุร้อยปีครบทุกชาติ
วัดเครือวัลย์วรวิหาร ที่สุดท้ายที่ยังเหลือภาพฝาผนังพระเจ้า 500 ชาติอายุร้อยปีครบทุกชาติ

วัดเครือวัลย์ : พระเจดีย์ทั้ง 3

ระหว่างพระอุโบสถและพระวิหารมีเจดีย์อยู่ 3 องค์ ซึ่งแม้ตัวเลข 3 จะเป็นตัวเลขสำคัญในทางพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นพระรัตนตรัยที่ประกอบด้วยพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ หรือญาณ 3 ซึ่งมีสัจจญาณ กิจจญาณ และกดญาณ แต่เจดีย์ที่วัดเครือวัลย์นี้ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับตัวเลขเหล่านี้ เพราะเจดีย์ทั้ง 3 องค์นี้สร้างขึ้นไม่พร้อมกัน

วัดเครือวัลย์วรวิหาร ที่สุดท้ายที่ยังเหลือภาพฝาผนังพระเจ้า 500 ชาติอายุร้อยปีครบทุกชาติ

ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าแม้เจดีย์ 3 องค์จะมีรูปทรงเดียวกัน คือ เจดีย์ทรงระฆัง แต่ทั้ง 3 องค์แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยเจดีย์ที่สร้างขึ้นมาพร้อมกับวัดเป็นเจดีย์ 2 องค์ที่ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน สร้างขึ้นโดยพระยาภูธราภัย (นุช บุณยรัตพันธุ์) บุตรของเจ้าพระยาอภัยภูธร (น้อย บุณยรัตพันธุ์) ผู้สร้างวัด ซึ่งปัจจุบันเป็นที่บรรจุอัฐิของคนในตระกูลบุณยรัตพันธุ์ ส่วนเจดีย์อีกองค์หนึ่งนั้นตั้งบนฐานที่แยกไว้ต่างหากนั้นสร้างขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งภายในองค์เจดีย์มีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุเอาไว้ด้วย โดยวิธีสังเกตอีกจุดหนึ่ง คือ เจดีย์คู่ที่สร้างขึ้นโดยพระยาภูธราภัยมีปล้องไฉนเป็นสีทอง ส่วนเจดีย์ที่สร้างขึ้นโดยในหลวง ร.4 มีปล้องไฉนเป็นสีขาว

แต่ถึงแม้ผู้ที่สร้างเจดีย์ทั้ง 3 องค์นั้นจะไม่ใช่คนเดียวกันทั้งหมด แต่เจดีย์ทั้ง 3 องค์ก็เป็นเครื่องยืนยันว่า ถึงแม้ตามประวัติวัดจะกล่าวว่าวัดเครือวัลย์แห่งนี้สร้างเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่กว่าที่วัดนี้จะสร้างเสร็จอย่างสมบูรณ์อย่างที่เห็นในปัจจุบันนั้นก็กินเวลามาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 เพราะแม้ว่าเจดีย์ทรงระฆังจะเป็นเจดีย์ที่มีมานานแล้วตั้งแต่ในอดีต แต่เจดีย์ทรงระฆังนั้นได้เสื่อมความนิยมลงตั้งแต่ในสมัยอยุธยาตอนปลายลง ก่อนจะผงาดแซงหน้าเจดีย์ทรงอื่น ๆ อีกครั้งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สังเกตได้จากเจดีย์สำคัญในรัชกาลนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเจดีย์ทรงระฆังทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม วัดบรมนิวาส เป็นต้น

วัดเครือวัลย์ : ความพิเศษไม่ซ้ำใครที่ไม่ได้อยู่ในวัดใหญ่

ถึงแม้ภายในพระอารามหลวงหรือวัดที่สร้างขึ้นหรืออุปถัมภ์โดยพระมหากษัตริย์มักจะมีความอลังการในทางสถาปัตยกรรม ประติมากรรม งานประดับตกแต่ง รวมถึงความพิเศษบางอย่างก็จะเป็นสิ่งที่พบได้ภายในวัดระดับนี้ในง่ายกว่าวัดราษฎร์หรือวัดสร้างขึ้นโดยขุนนาง แต่ก็ใช่ว่าวัดในระดับที่รองลงจะไม่มีความพิเศษหรือลักษณะเฉพาะตัว อย่างวัดเครือวัลย์ก็ยังมีพระประธานเป็นพระยืน รวมไปถึงจิตรกรรมฝาผนังที่มีความพิเศษชนิดที่หาชมที่ไหนไม่ได้แบบนี้ ดังนั้น อย่าละเลยวัดเล็ก อย่าเมินวัดรอง เพราะบางทีของดีของเด็ดอาจจะแบบซ่อนอยู่ในแบบนี้ก็เป็นได้

เกร็ดแถมท้าย

1. วัดเครือวัลย์เป็นวัดที่คนส่วนใหญ่รู้จักในฐานะของฌาปนสถานกองทัพเรือ และยังวัดที่เดินทางมาชมไม่ยาก จะนั่งรถส่วนตัวหรือนั่งรถเมล์สาย 57 หรือ 208 ก็ได้ นั่งรถกระป๋องมาก็ได้เช่นกัน แต่ตามปกติแล้วพระอุโบสถของวัดเครือวัลย์ไม่ได้เปิด หากสนใจเข้าชม อาจต้องรอจังหวะที่พระทำวัตรเช้าเย็น หรืออาจลองขออนุญาตพระที่วัดดูได้ครับ

2. ใกล้วัดเครือวัลย์ยังมีอีกหลายวัดที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นวัดอรุณราชวราราม หรือวัดหงส์รัตนาราม ซึ่งเป็นที่เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวพอสมควร หรือวัดที่อาจไม่เป็นที่รู้จักแต่น่าชม เช่น วัดโมลีโลกยาราม วัดนาคกลาง หรือแม้แต่วัดวงศ์มูลวิหารภายในกรมอู่ทหารเรือก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากวัดเครือวัลย์แห่งนี้เช่นกัน

3. ถึงแม้ผมจะบอกว่าภาพเล่าเรื่องชาดก 547 เรื่องจะมีอยู่ภายในศาลารายทั้ง 16 แห่งที่วัดพระเชตุพนฯ แต่ปัจจุบันมีศาลารายเพียง 8 แห่งเท่านั้นที่เหลือรอดมาจนถึงปัจจุบัน แถมบางส่วนยังดัดแปลงเป็นอาคารประกอบกิจกรรมอื่น ๆ เช่น อาคารเรียนของโรงเรียนวัดพระเชตุพนฯ เป็นต้น ดังนั้น เราจึงชมภาพชาดกทั้งหมดแบบครบถ้วนไม่ได้อีกแล้ว

4. ส่วนใครที่สนใจเรื่องชาดก ผมเคยมีซีรีส์เล็ก ๆ ที่เล่าถึงทศชาติชาดกเอาไว้ใน The Cloud จำนวน 4 ตอน ไปอ่านได้เลยครับผม

Writer & Photographer

Avatar

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load