วัดแห่งนี้เป็น 1 ใน 5 มหาบูชาสถานของประเทศเมียนมาและเป็นหนึ่งเดียวที่ไม่ใช่เจดีย์ วัดแห่งนี้ถือเป็น The Must ใครก็ตามที่ไปเมืองมัณฑะเลย์ครั้งแรกจะต้องไปชมสักครั้ง พระพุทธรูปที่ประดิษฐานเป็นประธานของวัดแห่งนี้เปรียบดั่งพระแก้วมรกตของเมียนมา พระพุทธรูปองค์นี้ยังถือเป็น ‘พระพุทธรูปที่มีชีวิต’ เพราะพระพุทธเจ้าได้ประทานลมหายใจไว้ให้

ผมเกริ่นมาขนาดนี้ เชื่อว่าหลายคนน่าจะนึกออกแล้วว่าผมกำลังพูดถึงที่ไหน หลายท่านน่าจะเคยไป หรืออย่างน้อยก็เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามกันมาบ้าง วันนี้ผมจะขอพาทุกท่านไปชมวัดมหามัยมุนี เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมาครับ

พระมหามัยมุนี พระพุทธรูปมีชีวิตหนึ่งเดียวในเมียนมาที่มีพิธีล้างพระพักตร์ แปรงพระทนต์ ทุกเช้า

วัดมหามัยมุนีแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2328 โดย พระเจ้าโบดอพญา หรือ พระเจ้าปดุง กษัตริย์แห่งราชวงศ์อลองพญาเพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปที่มีชื่อเดียวกับวัด คือพระมหามัยมุนี โดยสร้างขึ้นทางตอนเหนือของเมืองอมรปุระ เมืองหลวงในเวลานั้น ต่อมาวัดแห่งนี้กลายเป็นวัดสำคัญของอาณาจักร ไม่ว่าจะต่อพระมหากษัตริย์ พระมเหสี หรือแม้แต่บรรดาเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง

แต่ใน พ.ศ. 2427 เกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ ทำให้พระมหามัยมุนีได้รับความเสียหายทั้งองค์ ทองคำเปลวที่ปิดบนองค์พระละลายออกมา ซึ่งต่อมามีการนำทองคำเปลวกลับไปปิดที่องค์พระพุทธรูปดังเดิม และวัดแห่งนี้ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่โดย พระเจ้าธีบอ หรือ พระเจ้าสีป่อ ถวายพระราชทรัพย์ในการบูรณะมากถึง 18,360 รูปีเลยทีเดียว (สมัยโน้นนิยมระบุงบประมาณการบูรณะด้วยสกุลเงินนี้ แม้แต่ตอนที่ครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ซ่อมวัด ยังมักระบุจำนวนเงินด้วยสกุลรูปีเช่นกัน) และทำนุบำรุงวัดอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

เล่าถึงวัดไปแล้ว จะไม่เล่าถึงพระพุทธรูปเลยก็กระไรอยู่ ดังนั้น ก่อนจะไปชมความงามของอารามแห่งนี้ ขออนุญาตเล่าถึงพระมหามัยมุนีสักหน่อย

พระพุทธรูปที่ชาวเมียนมานิยมเรียกว่า ‘พระมหามัยมุนี’ นี้ ตามตำนานกล่าวว่าสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 689 ในรัชกาลของพระเจ้าจันทสุริยะ ณ กรุงธัญญวดี เมืองหลวงของอาณาจักรยะไข่ ตามตำนานกล่าวว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมายังอาณาจักรยะไข่ ในครั้งนั้นพระเจ้าจันทสุริยะขอพระพุทธเจ้าสร้างรูปเคารพเพื่อประดิษฐานที่เมืองธัญญวดี ซึ่งพระองค์ประทานอนุญาตพร้อมกับประทานพระเกศาไว้ให้เป็นเครื่องบูชา ตำนานยังเล่าต่ออีกว่า รูปเคารพนี้สร้างขึ้นโดยพระอินทร์และพระวิศวกรรมให้มีลักษณะเหมือนกับพระพุทธเจ้าทุกประการ เมื่อสร้างเสร็จพระพุทธเจ้าประทานลมหายใจสู่รูปเคารพ ทำให้รูปเคารพนี้มีชีวิตและแสดงอาการลุกขึ้นถวายการต้อนรับพระพุทธเจ้า แต่พระองค์ตรัสห้ามไว้ ก่อนเสด็จกลับได้ประทานนามให้กับพระพุทธรูปองค์นี้ว่า ‘จันทสาร’

ก่อนจะไปต่อ ขออนุญาตพักสักครู่ ท่านผู้อ่านสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างในตำนานนี้ไหมครับ ตำนานกล่าวว่า พระพุทธรูปองค์นี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 689 นั่นหมายความว่าสร้างขึ้นหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว 689 ปี แล้วท่านจะมาประทานลมหายใจให้แก่พระพุทธรูปนี้ได้อย่างไร อีกประการหนึ่ง ในสมัยพุทธกาลไม่เคยปรากฏการสร้างพระพุทธรูปด้วยซ้ำ การสร้างพระพุทธรูปครั้งแรกเกิดขึ้นในอินเดียราวพุทธศตวรรษที่ 6

ตรงนี้หลายคนอาจจะนึกเถียงผมอยู่ในใจว่า ถ้าผมบอกว่าไม่มีการสร้างพระพุทธรูปในสมัยพุทธกาล แล้วพระพุทธรูปที่สร้างจากไม้แก่นจันทน์แดงที่พระเจ้าปเสนทิโกศลสร้างขึ้นมาล่ะ ตำนานพระแก่นจันทน์แดงนี้มีอยู่ในอินเดียจริงครับ แต่ก็ไม่เก่าไปถึงสมัยพุทธกาลเช่นกัน เพราะหลักฐานเก่าแก่ที่สุดที่พูดถึงเรื่องนี้คือบันทึกของหลวงจีนฟาเหียนที่เดินทางไปยังอินเดียในราวพุทธศตวรรษที่ 10 เท่านั้น และหากการสร้างพระพุทธรูปเกิดขึ้นในสมัยพุทธกาลจริง เหตุใดในรัชกาลของพระเจ้าอโศกมหาราชจึงไม่มีการสร้างพระพุทธรูปแม้แต่องค์เดียว อันนี้ลองเก็บไปคิดกันนะครับ

มาต่อกันเรื่องพระมหามัยมุนี ส่วนแรกผมพูดถึงข้อมูลด้านตำนานไป ลองมาดูข้อมูลทางประวัติศาสตร์บ้าง หลักฐานเก่าแก่ที่สุดกล่าวถึงพระมหามัยมุนีอยู่ในพงศาวดารยะไข่ในราวพุทธศตวรรษที่ 12 ในฐานะพระพุทธรูปสำคัญที่สุดของอาณาจักร ที่ไม่ว่าพระเจ้าอยู่หัวจะทรงย้ายเมืองหลวงไปเมืองอื่นๆ ก็ยังเสด็จมานมัสการและบูรณปฏิสังขรณ์อยู่เสมอ 

และด้วยความที่กษัตริย์ยะไข่อุปถัมภ์วัดแห่งนี้เสมอมา ทำให้วัดนี้มีทรัพย์สินมีค่ามากมาย จึงกลายเป็นเป้าหมายของการปล้นหลายครั้ง บางครั้งถึงกับปล้นชิงจากองค์พระพุทธรูปเลยก็มี มีถึงขั้นที่ยกเอาพระมหามัยมุนีไปเลยทีเดียว แต่ก็ไม่เคยมีครั้งใดที่ทำได้สำเร็จ 

จนกระทั่งพระเจ้าปดุงส่งกองทัพไปยึดอาณาจักรยะไข่ได้ใน พ.ศ. 2327 และอัญเชิญพระมหามัยมุนีไปยังเมืองอมรปุระ โดยแยกพระพุทธรูปออกเป็น 3 ส่วนแล้วนำขึ้นตะเฆ่ (พาหนะลากจูงที่รองรับด้วยท่อนซุง) ชักลากข้ามภูเขาก่อนจะลงเรือการะเวกมาตามแม่น้ำอิระวดีล่องมาจนถึงเมืองอมรปุระ ซึ่งการเคลื่อนย้ายครั้งนี้กินเวลากว่า 4 เดือน เมื่อมาถึง พระเจ้าปดุงได้เสด็จลงไปในแม่น้ำจนน้ำเสมอด้วยพระศอเพื่อถวายการต้อนรับด้วยพระองค์เองเลยทีเดียว

ทีนี้ พออัญเชิญไปแล้วชาวยะไข่ที่เคยกราบไหว้พระมหามัยมุนีมาอย่างยาวนานล่ะ พวกเขาจะกราบไหว้อะไร ปรากฏว่าได้มีการสถาปนาพระพุทธรูปทรงเครื่ององค์หนึ่งขึ้นมา ซึ่งหากดูเผินๆ มีลักษณะคล้ายพระมหามัยมุนี แถมยังมีตำนานเล่าว่าหล่อขึ้นจากสำริดที่เหลือจากการหล่อพระมหามัยมุนีด้วย ไม่เท่านั้น ยังเรียกพระพุทธรูปองค์นี้ว่า ‘พระมหามัยมุนี’ เช่นกัน 

แต่ถ้าลองดูในรายละเอียดจะพบว่าพระพุทธรูปองค์นี้มีส่วนที่ต่างจากพระมหามัยมุนีอยู่หลายประการ จึงเชื่อว่าน่าจะเป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นใหม่เมื่อราว 90 ปีก่อนพร้อมกับการบูรณะพื้นที่โดยรอบ ซึ่งมีอายุไล่เลี่ยกับพระเจ้าพาราละแข่งที่วัดหัวเวียง จังหวัดแม่ฮ่องสอนครับ 

อนึ่ง ผมยังไม่เคยไปยะไขเลยขอนำรูปจากอินเทอร์เน็ตมาให้ชมนะครับ

อีกเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับพระมหามัยมุนีที่จะไม่พูดไม่ได้ ก็คือการล้างพระพักตร์ครับ เนื่องจากการเป็น ‘พระพุทธรูปที่มีชีวิต’ ของพระพุทธรูปองค์นี้ ทำให้มีพิธีล้างพระพักตร์พระมหามัยมุนีจัดขึ้นในทุกๆ เช้า เสมือนว่าพระพุทธรูปองค์นี้ตื่นจากบรรทม พิธีนี้จะเริ่มในราวตี 4 ของทุกวัน โดยเจ้าอาวาสของวัดเป็นผู้ประกอบพิธี 

พิธีกรรมเริ่มจากวงมโหรีขับกล่อม นำแปรงสีฟันมาสีพระทนต์ นำน้ำมาล้างพระพักตร์ จากนั้นเจ้าหน้าที่จะนำน้ำหอมทานาคามาเช็ดถูพระพักตร์ แล้วจึงชำระพักตร์ด้วยผ้าที่ศาสนิกชนนำมาถวาย และถวายการปรนนิบัติด้วยการนำพัดมาโบกถวาย 

หลังจากทำพิธีล้างพระพักตร์แล้วจะนำภัตตาหารมาถวายให้พระมหามัยมุนีฉันเป็นอันเสร็จพิธี กระทำเช่นนี้ทุกเช้า ส่วนศาสนิกที่เข้าร่วมในพิธีจะนั่งกันอยู่บริเวณด้านหน้า โดยพื้นที่ส่วนหน้าสุดเบื้องหน้าพระมหามัยมุนีจะเป็นของฆราวาสผู้ชาย ถัดออกไปจะเป็นของฆราวาสผู้หญิงครับ 

พระมหามัยมุนี พระพุทธรูปมีชีวิตหนึ่งเดียวในเมียนมาที่มีพิธีล้างพระพักตร์ แปรงพระทนต์ ทุกเช้า

สันนิษฐานกันว่าการล้างพระพักตร์พระมหามัยมุนีนี้น่าจะได้รับอิทธิพลจากศาสนาฮินดูในอินเดีย เพราะรูปเคารพของเทพเจ้าต่างๆ ในศาสนาฮินดูจะได้รับการบูชาเสมือนมีชีวิตเช่นกัน ในกรณีของพระมหามัยมุนีนี้บ้างระบุว่าพิธีล้างพระพักตร์เพิ่งมีขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2531 อย่างไรก็ตาม น่าจะมีพิธีกรรมปรนนิบัติถวายพระพุทธรูปองค์นี้อย่างพิเศษมาตั้งแต่ในอดีตแล้ว แต่ไม่ทราบรายละเอียดว่ามีลำดับขั้นตอนเป็นอย่างไร

ทีนี้ หลังจากคุยเรื่องพระ เรื่องวัด มานาน ได้เวลาที่เราจะไปชมวัดกันจริงๆ สักทีแล้วครับ

พระมหามัยมุนี พระพุทธรูปมีชีวิตหนึ่งเดียวในเมียนมาที่มีพิธีล้างพระพักตร์ แปรงพระทนต์ ทุกเช้า

วัดแห่งนี้มีวิหารพระมหามัยมุนีเป็นประธานของวัด ตัวอาคารมีลักษณะผสมผสานระหว่างศิลปะพม่าและศิลปะตะวันตก เนื่องจากอาคารหลังปัจจุบันเป็นอาคารที่สร้างขึ้นใหม่ใน พ.ศ. 2428 ออกแบบโดย เฮนรี่ ฮอยน์-ฟ็อกซ์ (Henry Hoyne-Fox) สถาปนิกชาวอังกฤษ 

ภายในอาคารประดิษฐานพระมหามัยมุนี พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ซึ่งแม้ตามตำนานจะกล่าวว่าพระมหามัยมุนีสร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 689 แต่จากรูปแบบของพระมหามัยมุนี สันนิษฐานกันว่าน่าจะสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 10 – 11 ซึ่งเทียบได้กับรูปพระโพธิสัตว์ที่พบในอาณาจักรยะไข่ ณ สถานที่ซึ่งเคยประดิษฐานพระพุทธรูปองค์นี้ แต่พระพักตร์ของพระองค์น่าจะเกิดจากการบูรณะในสมัยต่อมาโดยอิงรูปแบบดั้งเดิมเอาไว้

องค์พระมหามัยมุนีมีลักษณะเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องสวมมงกุฎยอดแหลม มีสังวาลย์รูปกากบาทประดับทับทรวงตรงกลาง นอกจากนี้ ยังประดับด้วยวัตถุมีค่า ไม่ว่าจะเป็นไข่มุก เพชร มรกต ทับทิม อย่างมากมายทั้งบนมงกุฎและพระวรกาย ซึ่งเครื่องทรงทั้งหมดถอดออกได้เช่นเดียวกับพระแก้วมรกต โดยเครื่องทรงชุดปัจจุบันน่าจะเป็นของที่พระเจ้าสีป่อถวายเมื่อ พ.ศ. 2427 

พระมหามัยมุนี พระพุทธรูปมีชีวิตหนึ่งเดียวในเมียนมาที่มีพิธีล้างพระพักตร์ แปรงพระทนต์ ทุกเช้า

รอบๆ วิหารพระมหามัยมุนียังมีอาคารที่น่าสนใจอีกนะครับ ไม่ว่าจะเป็นอาคารจัดแสดงภาพวาดสีน้ำมันบอกเล่าประวัติของพระมหามัยมุนีตามตำนาน นับแต่เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดกษัตริย์ยะไข่ แต่ที่ไม่ควรพลาดคงจะเป็นอาคารที่เก็บรักษารูปหล่อสำริด ซึ่งแต่เดิมมีอยู่กว่า 30 รูปแต่ปัจจุบันเหลือเพียงช้างเอราวัณ 1 รูป สิงห์ 3 รูป และเทวรูป 2 รูปเท่านั้น รูปหล่อสำริดนี้ไม่ได้สร้างขึ้นในเมียนมานะครับ แต่สร้างขึ้นที่อาณาจักรขอมในศิลปะแบบบายน (ตรงกับรัชกาลของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7) ครับผม

วัดมหามัยมุนี

อ้าว แล้วรูปหล่อศิลปะขอมมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร มา ผมจะเล่าให้ฟัง

เมื่อ พ.ศ. 1966 สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 หรือเจ้าสามพระยาแห่งกรุงศรีอยุธยาบุกตีเมืองนครธมได้สำเร็จ ในครั้งนั้นรูปหล่อสำริดเหล่านี้ถูกขนย้ายกลับมายังกรุงศรีอยุธยา ต่อมาใน พ.ศ. 2112 เมื่อพระเจ้าบุเรงนองยึดกรุงศรีอยุธยาได้ พระองค์ทรงมีรับสั่งให้ขนย้ายรูปหล่อเหล่านี้มายังเมืองหงสาวดี (หรือเมืองพะโคในปัจจุบัน) 

จนเมื่อกรุงหงสาวดีถูกกองทัพยะไข่และตองอูร่วมกันโจมตีจนแตกพ่าย รูปหล่อทั้งหมดจึงถูกเคลื่อนย้ายไปวัดมหามัยมุนี เมืองยะไข่ ก่อนที่พระเจ้าปดุงจะขนย้ายพระมหามัยมุนีและรูปหล่อสำริดทั้งหมดลงมายังเมืองอมรปุระหลังจากที่พระองค์ตีเมืองยะไข่สำเร็จ เรียกว่าย้ายไปย้ายมาหลายหนเลยทีเดียว แถมยังมีการซ่อมแซมโดยช่างเมียนมาอีกด้วย ลองสังเกตดูนะครับว่าสิงห์สำริดที่แม้ร่างจะเป็นศิลปะขอม แต่หัวกลับเป็นศิลปะพม่าครับ

วัดมหามัยมุนี

แถมให้อีกสักเรื่อง ประติมากรรมสำริดทั้งหมดนี้แต่เดิมตั้งเรียงกันในอาคารและเข้าไปสัมผัสได้ ชาวเมียนมาเชื่อว่าหากเจ็บป่วยที่ใดให้ลูบไปที่บริเวณนั้น จะช่วยทำให้อาการเจ็บป่วยทุเลาลง แต่ปัจจุบันมีทั้งแนวกั้น ทั้งยกขึ้นสูง ทำให้ไม่สามารถเข้าไปสัมผัสได้เหมือนเดิมอีกแล้ว

วัดมหามัยมุนี

อีกจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักมองข้ามไป นั่นก็คือทางเดินเข้าไปยังวิหารพระมหามัยมุนี ผมเชื่อว่าพอพูดถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะเถียงผมในใจ “มองข้ามที่ไหน ไม่ว่าใครก็ต้องเดินผ่านทางเดินเหล่านี้สิ” แน่นอนครับ ทุกคนที่จะเข้าไปนมัสการพระมัยมุนีจะต้องผ่านทางเดินนี้แน่ๆ รวมถึงหลายท่านอาจจะเคยแวะซื้อของฝากจากบริเวณนี้ด้วย 

แต่เคยลองสังเกตไหมครับว่าทางเดินเข้าไปยังพระมหามัยมุนีบางด้านมีลักษณะไม่เหมือนกัน ใช่แล้วครับ ทางเดินที่มีอยู่ทั้งหมด 4 ทางนั้น ครึ่งหนึ่งเป็นทางเดินที่บูรณะขึ้นใหม่ แต่อีกครึ่งหนึ่งยังเป็นทางเดินโบราณ และในส่วนทางเดินโบราณนี่แหละครับที่มีอัญมณีอีกชิ้นของวัดแห่งนี้ซ่อนอยู่ นั่นก็คือภาพจิตรกรรมฝาผนังโบราณสมัยราชวงศ์คองบอง จิตรกรรมเหล่านี้เขียนขึ้นราว พ.ศ. 2435 มีเรื่องราวทั้งพุทธประวัติ เทพนพเคราะห์ กลุ่มดาว รวมถึงสถานที่สำคัญหลายแห่งเช่นรอยพระพุทธบาทศักดิ์สิทธิ์ของเมียนมาอย่างชเวเสตตอก็ถูกเขียนไว้บริเวณนี้ 

แต่เหตุที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเห็นภาพชุดนี้ ก็เพราะว่าทางเดินที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ใช้เข้าไปนั้นเป็นทางเดินใหม่ซึ่งไม่มีภาพเหล่านี้ ใครอยากชม ภาพนี้จะอยู่บริเวณทางเดินฝั่งทิศใต้และทิศตะวันตกครับ ลองสังเกตทางเดินที่ดูเก่าๆ หน่อย

วัดมหามัยมุนี
วัดมหามัยมุนี
วัดมหามัยมุนี

เห็นไหมครับว่าวัดพระมหามัยมุนีแห่งนี้มีอะไรมากกว่าแค่พิธีล้างพระพักตร์และพระมหามัยมุนี ใครมีโอกาสไปชม ไม่ว่าจะไปตอนเช้าเพื่อดูพิธีหรือตอนไหน ลองสละเวลาสักนิด เดินชมรอบๆ สักหน่อย รับประกันว่าท่านจะไม่ผิดหวังแน่นอน

ป.ล. หากต้องการถ่ายภาพนิ่งหรือถ่ายวิดีโอที่วัดแห่งนี้จะต้องเสียเงินนะครับ โดยเขาจะให้สติกเกอร์มาติดที่หน้าอกครับผม ถ้าใครอยากจะถ่ายแนะนำให้จ่ายเงินแล้วเอาสติกเกอร์มาติดนะครับ อย่าแอบถ่ายเลย คิดซะว่าเงินส่วนนี้ก็จะนำไปบำรุงวัดครับ และถ้าอยากจะขึ้นไปปิดทองพระมหามัยมุนีก็ซื้อทองคำเปลวได้ที่วัดครับ แต่เฉพาะผู้ชายเท่านั้นนะครับที่จะเข้าไปปิดทองได้


เกร็ดแถมท้าย

  1. ชื่อ ‘พระมหามัยมุนี’ ของพระพุทธรูปองค์นี้มีความหมายว่า ‘ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่’ นอกจากชื่อนี้พระพุทธรูปองค์นี้ยังมีชื่อเรียกอีกหลายชื่อ ไม่ว่าจะเป็น พยาจี ซึ่งแปลว่า พระใหญ่ ยาไคน์เซดี ซึ่งแปลว่า พระ (เมือง) ยะไข่ หรือ อาระกันเซดี ซึ่งแปลว่า พระ (เมือง) อาระกัน หลายคนอาจจะงงว่าทำไมถึงเรียกพระพุทธรูปว่า เซดี หรือ เจดีย์ นั่นก็เพราะว่า คำคำนี้ในภาษาบาลีมีความหมายว่า สิ่งที่มีไว้ระลึกถึง ดังนั้น จึงกินความรวมถึงวัด พระพุทธรูป เจดีย์ พระธรรม และสิ่งอื่นๆ ที่มีไว้ระลึกถึงพระพุทธเจ้าเอาไว้ในคราวเดียวเลยครับ 
  2. ในประเทศไทยมีพระมหามัยมุนีจำลองอยู่หลายองค์ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน พระพุทธมหามัยมุนี วัดไทยวัฒนาราม จังหวัดตาก หรือพระพุทธสัพพัญญูประสิทธิมงคล วัดทุ่งโป่ง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ดังนั้น หากใครยังไม่อยากเดินทางไปถึงเมียนมาก็เดินทางไปนมัสการพระพุทธรูปเหล่านี้ได้เช่นเดียวกัน
  3. ส่วนใครที่สนใจจะเดินทางไปนมัสการพระพุทธรูปองค์นี้ เลือกเดินทางไปกับบริษัททัวร์ได้ ซึ่งมีหลายบริษัทที่จัดพาทุกท่านไปชมพิธีล้างพระพักตร์ มีทั้งทัวร์เฉพาะมัณฑะเลย์-พุกาม หรือแม้แต่ทัวร์ 5 มหาบูชาสถาน หรือถ้าท่านจะเดินทางไปด้วยตัวเอง ไปได้ด้วยการเดินและติดต่อรถ ไม่ว่าจะเป็นรถสามล้อหรือรถแท็กซี่ในตัวเมืองให้ไปส่งได้ โดยนัดหมายกันล่วงหน้าสักเล็กน้อย ถ้าหากท่านต้องการอยู่ในแถวหน้าๆ แนะนำให้ไปเช้าสักหน่อย ส่วนดอกไม้สำหรับบูชาจะเตรียมมาเองหรือไปหาซื้อที่หน้าวัดก็ทำได้เช่นกันครับ
  4. ใครยังไม่เคยไปวัดมหามัยมุนีแต่อยากเห็นขั้นตอนพิธีการการล้างพระพักตร์สามารถดูได้ใน YouTube เลยครับ มีเยอะแยะเลย แต่ถ้าจะแนะนำขอแนะนำ 2 วิดีโอครับ มีรายการ หนังพาไป ตอนสายโลหิต และรายการ เปิดตำนานกับเผ่าทอง ทองเจือ ตอนมัณฑะเลย์ ครับผม 

หรือหากใครสนใจอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมเกี่ยวกับพระมหามัยมุนี และ 5 มหาบูชาสถาน ขอแนะนำหนังสือชื่อ พระมหามัยมุนีและเจดีย์สำคัญในพม่า เขียนโดย สุระ พิริยะสงวนพงศ์ และหนังสือ Sacred Sites in Burma ของ Donald M. Stadtner ครับ เพราะผมเองก็ใช้หนังสือทั้งสองเล่มนี้เป็นหนังสืออ้างอิงสำหรับการเขียนบทความฉบับนี้ครับ

Writer & Photographer

Avatar

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

“Welcome to Wat Phumin of Nan ค่ะ”

ประโยคดังจากโฆษณาผงซักฟอกยี่ห้อโอโม่ ที่ถึงแม้จะยาวเพียงแค่ไม่กี่วินาที แต่กลับติดหูใครหลายคน และเป็นจุดเริ่มต้นให้ใครหลายคนเข้าอินเทอร์เน็ตเพื่อตามหาวัดในโฆษณาเป็นแน่ แต่เอาจริง ๆ ก่อนหน้าที่โฆษณานี้จะออกมา วัดแห่งนี้ก็เป็นที่รู้จักมาก่อนจากหนึ่งในภาพจิตรกรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดทั้งในจังหวัดน่านและอาจจะรวมในระดับประเทศด้วย ผมกำลังพูดถึง ‘วัดภูมินทร์’ จังหวัดน่านครับ

วัดภูมินทร์ ออฟ น่าน วัดกลางเวียงน่านอายุกว่า 400 ปีที่มีมากกว่าภาพกระซิบรักบันลือโลก

จากวัดพรหมินทร์ถึงวัดภูมินทร์

เมื่อแรกสร้าง วัดแห่งนี้มีชื่อว่า ‘วัดพรหมินทร์’ ในราชวงษปกรณ์ พงศาวดารเมืองน่านเล่าเอาไว้ว่า เกิดสงครามระหว่างเมืองน่านกับพม่า ซึ่งสุดท้ายน่านเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ และทำให้ เจ้าบ่อน้ำ พระอนุชาของ เจ้าเจตบุตรพรหมินทร์ เจ้าผู้ครองนครถูกสังหารและพระศพถูกนำไปทิ้งในบ่อน้ำที่วัดเมื่อ พ.ศ. 2146 แสดงว่าวัดต้องมีอายุเก่ากว่านี้อย่างแน่นอน แต่จะเป็นปีไหนและใครเป็นผู้สร้างยังไม่แน่ชัด

ต่อมา วัดภูมินทร์ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยของ เจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้าผู้ครองนคร ในครั้งนั้นมีการก่อสร้างวิหารจัตุรมุขหลังปัจจุบันขึ้นใน พ.ศ. 2410 – 2418 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวน่าจะเป็นเวลาเดียวกันกับที่มีการเขียนจิตรกรรมฝาผนังเลื่องชื่อของวัด

วิหารและอุโบสถรวมเป็นหนึ่งกับพระเจ้า 4 พระองค์

สิ่งแรกที่เราเห็นเมื่อเดินทางมาถึง คือพระวิหารจัตุรมุขที่มีประตูทางเข้าทั้ง 4 ด้าน แต่อีกจุดเด่นคือนาคขนาดใหญ่ที่พาดไปตามแนวบันไดในแนวแกนทิศเหนือ-ใต้ คล้ายกับกำลังแบกวิหารหลังนี้เอาไว้บนหลัง โดยส่วนหัวของนาคอยู่ทางทิศเหนือ ส่วนหางอยู่ทางทิศใต้ พิเศษไปมากกว่านั้นคือ วิหารจัตุรมุขหลังนี้มีสถานะเป็นทั้งอุโบสถและวิหารในตัวแบบ 2 In 1 สังเกตได้จากการมีใบเสมาปักอยู่เหนือพื้นดินมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เหตุที่ยังเรียกอาคารหลังนี้ว่าวิหาร อาจเป็นเพราะในวัฒนธรรมล้านนาให้ความสำคัญกับวิหารมากกว่าอุโบสถนั่นเอง

วัดภูมินทร์ ออฟ น่าน วัดกลางเวียงน่านอายุกว่า 400 ปีที่มีมากกว่าภาพกระซิบรักบันลือโลก

เมื่อเข้ามาภายในจะพบกับพระพุทธรูปปางมารวิชัยซึ่งมีถึง 4 องค์ด้วยกัน แต่ละองค์หันหน้าออกไปทางประตูในแต่ละทิศ พระปฤษฎางค์ (หลัง) ของทุกพระองค์ชนกัน โดยมีแกนกลางของอาคารที่มีเจดีย์ขนาดเล็กอยู่บนยอด ซึ่งขนบของการสร้างพระพุทธรูป 4 องค์หันหลังชนกันแบบนี้ถือเป็นของแปลกที่พบได้น้อยในประเทศไทย แต่กลับพบได้มากพอสมควรในเมียนมา ไม่ว่าจะเป็นงานในรุ่นโบราณสมัยพุกามอย่างอานันทเจดีย์ หรืองานในสมัยหลังลงมาอย่างไจก์ปุ่นที่เมืองพะโคก็มีเหมือนกัน แสดงว่าวิหารหลังนี้น่าจะสร้างขึ้นในช่วงเวลาที่เมืองน่านตกอยู่ใต้การปกครองของพม่านั่นเอง

ส่วนแนวความคิดในการสร้างพระพุทธรูป 4 องค์นี้ มาจากแนวคิดเรื่องพระอดีตพุทธเจ้า 4 พระองค์ในกัลป์ปัจจุบันที่ตรัสรู้และปรินิพพานไปแล้ว ประกอบด้วย พระพุทธเจ้ากกุสันธะ พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ พระพุทธเจ้ากัสสปะ และองค์ล่าสุด พระพุทธเจ้าโคตมะหรือพระพุทธเจ้าศากยมุนี นั่นเอง

(แอบกระซิบนิดหนึ่งว่า ในพระนครศรีอยุธยาเองก็มีนะครับ ที่วัดวรเชษฐ์เทพบำรุงหรือวัดวรเชษฐ์นอกเมือง ผมเคยเขียนเรื่องนี้มาแล้วลองย้อนกลับไปอ่านกันดูได้นะครับ)

คัทธณะกุมารชาดกหนึ่งเดียวในสยาม

วัดภูมินทร์ ออฟ น่าน วัดกลางเวียงน่านอายุกว่า 400 ปีที่มีมากกว่าภาพกระซิบรักบันลือโลก

แน่นอนว่า ไฮไลต์สำคัญของวัดภูมินทร์อยู่ที่จิตรกรรมฝาผนังที่เขียนเต็มพื้นที่โดยรอบอาคารทุกด้าน เชื่อกันว่าวาดโดย หนานบัวผัน จิตรกรชาวไทลื้อผู้วาดจิตรกรรมฝาผนังที่วัดหนองบัว อำเภอท่าวังผา ซึ่งมีลักษณะภาพคล้ายคลึงกับวัดภูมินทร์เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นโทนสีที่ใช้ หรือแม้แต่ฉากบางฉากที่ราวกับคัดลอกมาจากที่เดียวกันเป๊ะ ๆ หรือตัวอักษรที่ปรากฏก็ยังคล้ายกัน จนดูยังไงก็เป็นช่างคนเดียวกันเขียนแน่ ๆ

วัดภูมินทร์ ออฟ น่าน วัดกลางเวียงน่านอายุกว่า 400 ปีที่มีมากกว่าภาพกระซิบรักบันลือโลก
วัดภูมินทร์ ออฟ น่าน วัดกลางเวียงน่านอายุกว่า 400 ปีที่มีมากกว่าภาพกระซิบรักบันลือโลก

ไม่เพียงแต่ผู้เขียนเท่านั้น เนื้อหาที่ปรากฏในจิตรกรรมฝาผนังก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะเนื้อหาเกือบทั้งหมดเขียนชาดกเรื่องหนึ่งที่มีชื่อว่า ‘คัทธณะกุมารชาดก’ ชาดกท้องถิ่นของล้านนาที่ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่น่าจะไม่รู้จักหรือไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะชาดกเรื่องนี้เขียนอยู่เพียงแค่วัดเดียว นั่นคือวัดภูมินทร์ ไม่มีที่วัดอื่นเลย กลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญอีกอย่าง

คัทธณะกุมารชาดก เป็นเรื่องราวของ คัทธณะ ลูกชายของหญิงหม้าย ส่วนพ่อเป็นพระอินทร์แต่ไม่ได้เลี้ยงดู เมื่อโตขึ้นเป็นหนุ่ม คัทธณะจึงออกเดินทางตามหาพ่อ ระหว่างการเดินทางเกิดเหตุการณ์มากมาย ทั้งช่วยเหลือผู้คน สั่งสอนศีลธรรม ปราบยักษ์และสัตว์ร้าย จนคัทธณะได้เจอพ่อในที่สุด ในตอนท้ายยังมีเหตุการณ์ที่ลูก ๆ ของคัทธณะได้แสดงความสามารถเพื่อไปช่วยพ่อรวมถึงสู้กันเอง สุดท้ายพระอินทร์ก็ได้สถาปนาคัทธณะเป็นพระยาจันทจักรพรรดิราช ปกครองเมืองด้วยทศพิธราชธรรมจนสิ้นอายุขัย

หากดูเนื้อเรื่องแล้ว จะเห็นว่าชาดกเรื่องนี้ไม่ได้แตกต่างจากชาดกท้องถิ่นหลายเรื่องที่มักมีความแฟนตาซี ผจญภัย ใช้ของวิเศษ ทำดีช่วยเหลือผู้คน แล้วทำไม คัทธณะกุมารชาดก ถึงถูกเลือกมาเขียนที่วัดภูมินทร์แห่งนี้ล่ะ

การจะถอดรหัสเรื่องนี้ได้เราต้องย้อนกลับไปดูว่าจิตรกรรมนี้เขียนขึ้นเมื่อไหร่ พบว่าวาดขึ้นในสมัยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ซึ่งถ้าเจ้าเมืองน่านพระองค์นี้เป็นผู้คัดสรรเรื่องนี้มาวาดจริง การเลือกชาดกเรื่องนี้อาจสะท้อนเรื่องราวของพระองค์เองก็เป็นได้ เพราะพระองค์ทรงเป็นลูกกำพร้าเช่นเดียวกับคัทธณะ และแม้จะโตมาโดยไม่มีพ่อ แต่ก็ยังทำความดี ขจัดทุกข์ บำรุงสุข ไม่ต่างจากพระราชกรณียกิจของพระองค์เลย และยังสะท้อนความเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงธรรมได้อีกด้วย

วัดภูมินทร์ ออฟ น่าน วัดกลางเวียงน่านอายุกว่า 400 ปีที่มีมากกว่าภาพกระซิบรักบันลือโลก
วัดภูมินทร์ ออฟ น่าน วัดกลางเวียงน่านอายุกว่า 400 ปีที่มีมากกว่าภาพกระซิบรักบันลือโลก

นอกจากนี้ สถานการณ์ในชาดกเรื่องนี้ยังสัมพันธ์กับเหตุการณ์ของเมืองน่าน เพราะในเวลานั้นมีสถานะเป็นประเทศราชของสยาม และกำลังเผชิญหน้ากับการรุกรานของฝรั่งเศสที่เข้ามายึดครองเมืองที่อารักขาของน่านโดยที่สยามไม่อาจช่วยอะไรได้ เมืองน่านจึงเป็นเสมือน ‘ลูกกำพร้า’ ที่ถูกทิ้ง ไม่มีพ่อดูแล เจ้าเมืองน่านจึงอาจเลือกเรื่องนี้เพื่อระบายความคับแค้นใจนี้ด้วยก็เป็นได้

คัทธณะกุมารชาดก ที่วัดภูมินทร์แห่งนี้เริ่มที่ผนังด้านทิศเหนือ (ฝั่งที่มีหัวพญานาคเป็นบันได) ซึ่งน่าจะเป็นประตูทางเข้าหลัก เป็นภาพหญิงหม้าย แม่ของคัทธณะกำลังทอผ้า แล้ววนไปทางขวาเรื่อย ๆ แล้วไปถึงฝั่งตะวันตกที่ภาพการสถาปนาคัทธณะขึ้นเป็นกษัตริย์ ก่อนจะไปต่อด้วยภาพ เนมิราชชาดก ตอนพระเนมิราชเสด็จไปชมนรกและขึ้นสวรรค์ และฉากพุทธประวัติตอนปรินิพพานด้วย

วัดภูมินทร์ ออฟ น่าน วัดกลางเวียงน่านอายุกว่า 400 ปีที่มีมากกว่าภาพกระซิบรักบันลือโลก

อนึ่ง ถ้าใครอ่านอักษรธรรมล้านนาได้ จะดูจิตรกรรมฝาผนังที่วัดนี้สนุกมาก เพราะหลายฉากมีคำบรรยายภาพกำกับเอาไว้ด้วย

กระซิบรักบันลือโลก หมอชีวก และเจ้าเมืองน่าน

หนึ่งในภาพที่โด่งดังที่สุดของวัดภูมินทร์ หนีไม่พ้นภาพที่ขนาบประตูด้านทิศตะวันตก นั่นคือ ‘กระซิบรักบันลือโลก’ แต่จริง ๆ แล้วถ้าดูจากคำบรรยายภาพที่เขียนเอาไว้ ภาพนี้น่าจะมีชื่อว่า ‘ปู่ม่านญ่าม่าน’ มากกว่า ดูจากชื่อภาพนี้น่าจะเป็นภาพชายหญิงชาวพม่า เพราะคำว่า ‘ม่าน’ นั้นหมายถึง ‘พม่า’ โดยฝ่ายชายขมวดผมไว้กลางกระหม่อม มีผ้าพันขมวดผม นุ่งซิ่นลุนตยา และสักยันต์สีแดงตามลำตัว คล้ายการแต่งกายของชาวเงี้ยวหรือไทใหญ่ ส่วนฝ่ายหญิงไว้มวยสูงกว่าปกติตามแบบคนไทยวน สวมเสื้อแขนยาวสีดำแบบไทลื้อเมืองน่าน ทับผ้ารั้งอกสีแดง และนุ่งลุนตยาปล่อยชายยาวแบบพม่า พร้อมกับสวมแหวน กำไล และสอดแผ่นทองม้วนไว้ที่ติ่งหูแบบชนชั้นสูง

เราจะเห็นการผสมผสานการแต่งกายจากหลายเชื้อชาติ ซึ่งอาจเป็นภาพชาวพม่าจริง ๆ ก็ได้ แต่เป็นชาวพม่าที่อาศัยอยู่ในเมืองน่าน ดังนั้น จึงมีการผสมผสานเครื่องแต่งกายและทรงผมแบบคนพื้นเมืองเข้ามาด้วย

นอกเหนือจากภาพกระซิบรักฯ แล้ว ยังมีอีกหลายภาพน่าสนใจที่อยากแนะนำ เริ่มจากภาพชายหญิงที่อยู่ขนาบประตูด้านทิศใต้ก่อนเลย 2 ภาพนี้ถึงจะไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องจิตรกรรมใด ๆ แต่กลับแสดงให้เห็นการแต่งกายของผู้คนในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี โดยฝ่ายหญิงนั่งเก้าอี้สูบบุหรี่ขี้โย มวยผมแบบไทลื้อ รัดด้วยเครื่องประดับทองคำและมีปิ่นทองเสียบผม คล้องสไบสีเขียวโดยไม่สวมเสื้อ นุ่งผ้าซิ่นแบบไทลื้อ ไม่สวมรองเท้า ในมือยังคีบบุหรี่ขี้โย ส่วนฝ่ายชายไว้ผมทรงมหาดไทย กำลังยืนเท้าเอวสูบบุหรี่ขี้โยเหมือนฝ่ายหญิง มีดอกไม้ประดิษฐ์สอดติ่งหู สวมเสื้อแขนยาวขอจีน มีผ้าคล้องสีแดง นุ่งผ้าลุนตยาทับรอยสักสีดำ พกมีดสั้นเอาไว้ด้วย และเช่นเดียวกัน ฝ่ายชายก็ไม่สวมรองเท้า

ใช่ว่าภาพคนขนาดใหญ่เหล่านี้จะไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องเสมอไป ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องก็มีเหมือนกัน อย่างภาพ ‘สีไวย’ หรือ ‘นางสีเวย’ ลูกสาวเศรษฐีเมืองจำปานคร ซึ่งได้ครองคู่กับคันธณะ ก็วาดเป็นภาพใหญ่เช่นกัน แสดงภาพหญิงสาวที่แต่งกายคล้ายกับภาพสาวไทลื้อ แต่เปลี่ยนอิริยาบถเป็นกำลังมัดผมและเพิ่มดอกไม้ทัดผมด้วย หรือภาพ ‘กุมาลเป๊ก’ หรือ ‘หมอชีวกโกมารภัจจ์’ ซึ่งถวายการรักษาพระพุทธเจ้า ก็ปรากฏบนฝาผนังในฉากปรินิพพานเช่นกัน แต่หมอชีวกฯ ที่วัดภูมินทร์ หนานบัวผันกลับวาดคล้ายกับหมอมิชชันนารีชาวตะวันตก ดูได้จากการสวมหมวกสีดำและเสื้อคลุมแขนยาวสีแดง ซึ่งหมอมิชชันนารีเหล่านี้เดินทางเข้ามารักษาด้วยการแพทย์สมัยใหม่ พร้อมกับเผยแผ่คริสต์ศาสนาในดินแดนล้านนาในช่วงเวลานั้น

แต่ภาพที่ส่วนตัวคิดว่าพิเศษที่สุดภาพหนึ่งที่วัดภูมินทร์ กลับเป็นภาพบุคคลที่อยู่ที่ผนังด้านทิศตะวันตก เป็นภาพชายคนหนึ่งยืนไว้ผมทรงหลักแจวแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 – 4 มีดอกไม้เสียบที่ติ่งหู สวมเสื้อหลายชั้น โดยชั้นนอกสุดเป็นสีแดง มือซ้ายกำมีดสั้นไว้แน่น สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นภาพของเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ผู้ปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้

แต่อย่าคิดว่าภาพนี้เป็นภาพเหมือนบุคคลนะครับ เพราะถ้าดูจากช่วงเวลาที่วาดจิตรกรรมฝาผนัง อายุของท่านน่าจะเข้าหลัก 60 ไปแล้ว ในขณะที่ภาพนี้ยังดูหนุ่มแน่น จึงอาจเป็นการเขียนภาพเจ้าอนันตวรฤทธิเดชในความทรงจำของหนานบัวผันเมื่อครั้งยังหนุ่มอยู่แทน เพื่อระลึกถึงเจ้าเมืองน่านผู้เป็นองค์อุปถัมภ์วัด

วัดภูมินทร์ กลางเวียง จ.น่าน ที่มีภาพวาดกระซิบรักบันลือโลก และคัทธณะกุมารชาดก ชาดกล้านนา แห่งเดียวในประเทศ

นอกจากภาพเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ที่นี่ยังมีภาพซึ่งน่าจะเป็นเจ้าเมืองน่านอีกพระองค์หนึ่งอยู่ด้วย โดยอยู่ร่วมผนังเดียวกันกับภาพเจ้าอนันตวรฤทธิเดชเลยครับ แต่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง เป็นภาพชายสูงวัย จมูกมีสันโด่ง รูปปากบาง หน้าผากกว้าง นั่งชันเข่า ไว้หนวดเครารุงรัง กำลังนั่งตำหมาก นุ่งผ้าขาวโดยไม่สวมเสื้อ และสวมลูกประคำ ซึ่งลักษณะใบหน้าเช่นนี้ไปละม้ายคล้ายกับภาพถ่ายของ เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ที่ในเวลานั้นมีสถานะเป็นว่าที่เจ้าผู้ครองนคร อีกหนึ่งเจ้านายพระองค์สำคัญในเวลานั้น

วัดภูมินทร์ กลางเวียง จ.น่าน ที่มีภาพวาดกระซิบรักบันลือโลก และคัทธณะกุมารชาดก ชาดกล้านนา แห่งเดียวในประเทศ

ยิ่งกว่ากระซิบรัก คือความพิเศษที่ซ่อนอยู่

วัดภูมินทร์ออฟน่านแห่งนี้จึงไม่ได้มีแต่ภาพกระซิบรักเมืองน่านเท่านั้น ยังมีภาพที่น่าสนใจซ่อนเอาไว้อีกมากมายบนฝาผนัง กำลังรอให้เราไปค้นหา เพ่งมอง และสอดส่อง ใครจะรู้ วันหนึ่งเราอาจเป็นคนถอดรหัสอื่นที่ซ่อนอยู่ที่วัดภูมินทร์ก็ได้ เพราะที่ผมเล่าให้ฟังเป็นแค่ความสนุกสนานเสี้ยวเดียวบนฝาผนังเท่านั้น ที่เหลือผมจะให้ผู้อ่านไปลองตามหาดูแทนครับ ขืนเล่าหมดมันจะไม่สนุก

วัดภูมินทร์ กลางเวียง จ.น่าน ที่มีภาพวาดกระซิบรักบันลือโลก และคัทธณะกุมารชาดก ชาดกล้านนา แห่งเดียวในประเทศ

เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดภูมินทร์เป็นวัดที่ตั้งอยู่กลางเวียงน่าน ล้อมรอบด้วยวัดสำคัญหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นวัดพระธาตุช้างค้ำ วัดหัวข่วง วัดมิ่งเมือง รวมถึงคุ้มเจ้าหลวงเมืองน่าน ที่ปัจจุบันดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน รวมถึงกลางคืนยังเป็นที่ตั้งของกาดข่วงเมืองน่านด้วย
  2. สำหรับใครที่สนใจเรื่องวัดภูมินทร์แบบเจาะลึกเฉพาะวัดนี้ ขอแนะนำหนังสือ ถอดรหัสวัดภูมินทร์ ของ สมเจตน์ วิมลเกษม เลยครับ แต่ถ้าใครสนใจจิตรกรรมฝาผนังในจังหวัดน่าน ก็ต้องเป็นหนังสือชื่อ จิตรกรรมฝาผนังเมืองน่าน ของ วินัย ปราบริปู เล่มนี้มีทั้งจิตรกรรมโบราณและจิตรกรรมร่วมสมัย หรือถ้าอยากรู้เรื่องจิตรกรรมล้านนา ต้องนี่เลย จิตรกรรมล้านนา พุทธประวัติ ทศชาติชาดก ชาดกนอกนิบาต ของ ชาญคณิต อาวรณ์ สนใจเล่มไหนลองไปตามหาตามอ่านกันได้ครับ
  3. แต่ถ้าใครอยากได้ลายแทงจิตรกรรมฝาผนังในจังหวัดน่าน ถ้าเป็นจิตรกรรมฝาผนังรุ่นเก่าอาจมีไม่เยอะแต่ยังพอเหลืออยู่บ้าง เช่น วัดหนองบัว อำเภอท่าวังผ่า หรือวัดหนองแดง อำเภอเชียงกลาง ส่วนจิตรกรรมสมัยใหม่ ไปดูที่วัดมิ่งเมืองในตัวเมืองน่านได้เลยครับ

Writer & Photographer

Avatar

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load