ถ้าใครได้ติดตามข่าวหรือได้มีโอกาสนั่งรถไฟสายอีสาน ก็จะเห็นว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมากำลังคืบหน้าไปควบคู่กับรถไฟรางคู่เลยครับ เส้นทางรถไฟกำลังเกิดความเปลี่ยนแปลง ความเจริญที่มาพร้อมกับรางเหล่านั้นพาดผ่านจุดหมายปลายทางหลายแห่งบนทางรถไฟสายนี้ มีสถานที่น่าสนใจมากมายตลอดสองฝั่ง รวมถึงในปลายทางที่สถานีใดสถานีหนึ่ง สถานีรถไฟสูงเนินก็เป็นหนึ่งในนั้น และสถานีนี้เองเป็นที่ตั้งหนึ่งในวัดโบราณที่ทั้งเก่าแก่และน่าสนใจมากๆ วันนี้เลยขอพาทุกท่านไปทำความรู้จัก ‘วัดธรรมจักรเสมาราม’ กันครับ

ลงสถานีรถไฟสูงเนิน เข้าวัดธรรมจักรเสมาราม วัดโบราณพันปีเลียบเส้นทางรถไฟสายอีสาน

วัดธรรมจักรเสมาราม หรือ วัดพระนอนคลองขวาง ถือเป็นวัดโบราณ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองโบราณเสมา ในอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา บนเส้นทางโบราณที่เชื่อมต่อดินแดนภาคกลางกับดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ผ่านช่องทางที่เรียกว่า ‘ปากช่อง’ ซึ่งยังคงใช้งานมาจนถึงยุคปัจจุบัน ในรูปแบบของถนนและรางรถไฟ อายุของวัดธรรมจักรเสมารามแห่งนี้ก็ไม่ใช่น้อยๆ นะครับ มีอายุมากกว่า 1,000 ปีเลยทีเดียวเชียว ถ้าถามว่ารู้ได้ยังไงว่าอายุมากขนาดนั้น ก็จากหลักฐานที่อยู่ในวัดเองนั่นละครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ของวัด

ลงสถานีรถไฟสูงเนิน เข้าวัดธรรมจักรเสมาราม วัดโบราณพันปีเลียบเส้นทางรถไฟสายอีสาน

พระพุทธไสยาสน์หรือพระนอนของวัดธรรมจักรเสมารามสร้างจากหินทรายขนาดใหญ่หลายชิ้นประกอบกัน ประทับนอนแบบสีหไสยาสน์หรือนอนตะแคงขวาหันพระเศียรไปทางทิศใต้ แม้กาลเวลาผ่านมายาวนานจนท่านไม่ได้มีสภาพสมบูรณ์เฉกเช่นเมื่อครั้งอดีต แต่เรายังพอสังเกตว่า พระพุทธรูปองค์นี้มีพระพักตร์เหลี่ยม พระขนงต่อกันเป็นปีกกา พระเนตรโปน พระนาสิกใหญ่และพระโอษฐ์แบะเล็กน้อย ลักษณะเหล่านี้ถือเป็นเอกลักษณ์ของพระพุทธรูปในศิลปะทวารวดีที่เริ่มขึ้นในภาคกลาง และไหลขึ้นมายังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จนเกิดเป็นศิลปะทวารวดีภาคตะวันออกเฉียงเหนือขึ้น ดังนั้น พระพุทธไสยาสน์องค์นี้จึงจัดอยู่ในศิลปะแบบทวารวดี โดยมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 13 – 14 หรือราว 1,300 ปีมาแล้ว

ลงสถานีรถไฟสูงเนิน เข้าวัดธรรมจักรเสมาราม วัดโบราณพันปีเลียบเส้นทางรถไฟสายอีสาน

จุดที่น่าสนใจอย่างหนึ่งของพระพุทธรูปองค์นี้ก็คือ การเป็นพระพุทธไสยาสน์ขนาดใหญ่ลอยตัว มองเห็นท่านได้ทั้ง 4 ด้านแบบนี้นี่แหละครับ ไม่มีพระพุทธไสยาสน์ลอยตัวองค์ใดในประเทศไทยจะเก่าแก่ไปกว่านี้อีกแล้ว เพราะแม้จะเป็นศิลปะทวารวดีเหมือนกัน แต่พระพุทธไสยาสน์องค์อื่นนั้นล้วนอยู่ในรูปงานปูนปั้นหรืองานแกะสลักบนเพิงผาหรือถ้ำ ไม่มีการทำลอยตัวแบบวัดธรรมจักรเสมารามแห่งนี้

ลงสถานีรถไฟสูงเนิน เข้าวัดธรรมจักรเสมาราม วัดโบราณพันปีเลียบเส้นทางรถไฟสายอีสาน
ถ้ำฝาโถ วัดถ้ำเขางู จังหวัดราชบุรี

และอย่างที่สอง พระพุทธรูปองค์นี้นอนตะแคงขวา หันพระเศียรไปทางทิศใต้ เท่ากับว่าพระพุทธรูปองค์นี้หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ซึ่งทิศใต้ถือเป็นทิศมงคลของชาวพุทธโบราณ จนถึงกับมีคำเรียกทิศใต้ว่า ‘ทิศหัวนอน’ เลยทีเดียว (ทุกวันนี้คนปักษ์ใต้ยังเรียกทิศนี้ว่าทิศหัวนอนอยู่เลยครับ) ส่วนทิศตะวันออกก็เป็นทิศมงคลเช่นกัน เป็นทิศแห่งการเกิด ลองสังเกตดูสิครับว่า อาคารในศาสนาพุทธส่วนใหญ่มักหันหน้าไปยังทิศตะวันออกเสมอ 

ดังนั้น ท่านอนของพระพุทธรูปองค์นี้จึงถือเป็นท่านอนอันเป็นมงคลทั้งสิ้น และสัมพันธ์กับอาคารที่ท่านประดิษฐานอยู่ครับ เพราะเราจะสังเกตว่า อาคารหลังนี้แคบแทบจะพอดีกับองค์พระพุทธรูป ซึ่งสิ่งนี้เป็นการจำลอง ‘คันธกุฎี หรือกุฏิของพระพุทธเจ้า หมายความว่าเมื่อเรากราบพระพุทธไสยาสน์องค์นี้ เรากำลังกราบไหว้พระพุทธเจ้าขณะยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่นั่นเองครับ ต่างจากพระพุทธไสยาสน์ในสมัยทวารวดีแห่งอื่นๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่แสดงเหตุการณ์ตอนปรินิพพานทั้งสิ้น

แต่ก็น่าเสียดายครับ แม้จะเหลือร่องรอยของอาคารที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์องค์นี้เอาไว้ แต่เราไม่รู้เลยว่าหน้าตาเมื่อครั้งยังสมบูรณ์ในสมัยก่อนเป็นเช่นไร เพราะอาคารที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นอาคารสมัยใหม่ที่สร้างขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 2538 เพื่อคลุมอาคารโบราณเอาไว้ ส่วนตัวอาคารเดิมเหลือแต่ส่วนฐานที่เป็นงานอิฐเท่านั้น ถึงกระนั้น อาคารหลังนี้มีการใช้หินทรายมาร่วมก่อสร้างด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นกรอบประตูหรือซี่ลูกกรงที่เรียกว่าลูกมะหวด ทั้งสองอย่างนี้ไม่ใช่สิ่งที่ศิลปะทวารวดีนิยมใช้ แต่เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในศิลปะขอม ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะในเมืองเสมานั้นมีทั้งโบราณสถานสมัยทวารวดีและโบราณสถานสมัยขอมอยู่แล้วครับผม 

อย่างไรก็ตาม ร่องรอยความเป็นทวารวดีก็ยังมีอยู่ให้เห็น เพราะอาคารหลังนี้ล้อมด้วยใบเสมาแบบคู่ ซึ่งเป็นที่นิยมอยู่ในวัฒนธรรมทวารวดีภาคอีสานครับผม

ลงสถานีรถไฟสูงเนิน เข้าวัดธรรมจักรเสมาราม วัดโบราณพันปีเลียบเส้นทางรถไฟสายอีสาน
ลงสถานีรถไฟสูงเนิน เข้าวัดธรรมจักรเสมาราม วัดโบราณพันปีเลียบเส้นทางรถไฟสายอีสาน

  แต่อย่าคิดว่าวัดธรรมจักรเสมารามจะมีเท่านี้นะครับ ลองดูที่ชื่อวัดครับ มีคำว่า ‘ธรรมจักร’ กับคำว่า ‘เสมา’ เสมามีอยู่รอบวิหารพระนอน ส่วนธรรมจักรนั้นอยู่ในอาคารพิพิธภัณฑ์ของวัด ซึ่งมีธรรมจักรอยู่ 2 ชิ้น ชิ้นหนึ่งอยู่ในตู้ อีกชิ้นอยู่นอกตู้ และแน่นอนว่าของจริงอยู่ในตู้ครับ 

ธรรมจักรชิ้นนี้ถือเป็นโบราณวัตถุที่น่าสนใจอย่างมาก แม้ธรรมจักรศิลาจะเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในศิลปะทวารวดีภาคกลาง แต่ในภาคอีสานพบธรรมจักรแบบลอยตัวแค่ชิ้นนี้ชิ้นเดียวเท่านั้น แถมยังพบพร้อมกับเสาที่ใช้ตั้งธรรมจักรอีกด้วย ส่วนธรรมจักรในแบบศิลปะทวารวดีภาคอีสานจริงๆ นั้น เป็นงานแกะสลักบนใบเสมาอีกทีหนึ่ง ไม่มีแบบลอยตัวเลยสักชิ้นเดียว

ลงสถานีรถไฟสูงเนิน เข้าวัดธรรมจักรเสมาราม วัดโบราณพันปีเลียบเส้นทางรถไฟสายอีสาน
ลงสถานีรถไฟสูงเนิน เข้าวัดธรรมจักรเสมาราม วัดโบราณพันปีเลียบเส้นทางรถไฟสายอีสาน

ตัวธรรมจักรเองก็มีความน่าสนใจใช่ย่อย แม้ว่าธรรมจักรจะเป็นวัฒนธรรมจากทางภาคกลาง แต่ช่างก็แอบใส่ความเป็นอีสานเอาไว้ด้วย ลองสังเกตตรงด้านล่างครับ ตรงส่วนรองรับธรรมจักร ปกติแล้วถ้าเป็นในภาคกลางจะใช้ลายก้านขดบ้าง รูปพระสูรยะหรือพระอาทิตย์บ้าง หรือคชลักษมีบ้าง แต่ชิ้นนี้ทำเป็นรูปหน้ากาลครับ แบบเดียวกับที่เจอบนทับหลัง ซึ่งไม่เคยพบในภาคกลางเลยแม้แต่ชิ้นเดียวเช่นกัน

ทีนี้ ลองแวะไปดูที่เสาธรรมจักรบ้าง ซึ่งหากยังสมบูรณ์และยังใช้งานอยู่ ธรรมจักรในตู้กระจกจะตั้งอยู่บนเสาต้นนี้นี่ละครับ แน่นอนว่าถ้าเราดูแค่หน้าตาของเสา ก็ต้องบอกว่าธรรมดาครับ หน้าตาเหมือนกับของที่เจอในภาคกลางเลย แต่เดี๋ยวก่อน ลองพิจารณาดีๆ ครับ ลองมองให้ดีๆ จะเห็นว่าตรงฐานเสามีข้อความจารึก ซึ่งแม้เสาจะมีอายุนับพันปี แต่จารึกนี้เป็นภาษาไทยนะครับ

โดยข้อความในจารึกเล่าว่า เดิมหินนี้ฝังอยู่ กรมหมื่นจรัสพรปฏิภาณ เลยขอแรงผู้ใหญ่บ้านกับลูกบ้านไปขุดขึ้นมา ตอนท่านมาเที่ยวที่นี่ พร้อมลงวันที่ 9 ก.พ. ร.ศ. 122 ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2446 ที่สำคัญมีการลงลายเซ็นไว้ข้างใต้ด้วยนะครับ

ข้อความในจารึกบอกเรื่องราวของเสาธรรมจักรนี้ให้เราได้อย่างชัดเจนเลยครับ ว่าเจอเมื่อไหร่ โดยใคร และเอาขึ้นมาได้ยังไง ส่วนใครที่สงสัยว่า กรมหมื่นจรัสพรปฏิภาณในจารึกนี้คือใคร ท่านก็คือ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจรัสพรปฏิภาณ ต้นสกุลจรูญโรจน์ ซึ่งเป็นพระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ เจ้าจอมมารดาช้อย ครับผม ดังนั้น เสาธรรมจักรนี้จึงเป็นเหมือนอีกหนึ่งบันทึกจากอดีต ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งของชาวสูงเนินด้วยครับ

ในอนาคตข้างหน้า เมื่อรถไฟรางคู่และรถไฟความเร็วสูงพาดผ่านอำเภอสูงเนินแห่งนี้ ผมเชื่อเหลือเกินว่าที่นี่จะไม่เหมือนเดิมแน่นอน วัดแห่งนี้จะยังคงอยู่เป็นศาสนสถานแห่งสำคัญ และจะกลายเป็นเสมือนไทม์แมชชีน บอกเล่าเรื่องราวของสูงเนินเมื่อครั้งโบราณต่อเนื่องมาถึงอดีตเมื่อไม่นานไปสู่ผู้คนอีกมากมาย ไปพร้อมๆ กับสถานีรถไฟสูงเนิน เมืองโบราณเสมาและชาวสูงเนินแน่นอนครับ

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณโครงการทางรถไฟสายโบราณคดี “บอกเล่าให้รู้จัก บอกรักษ์สูงเนิน” โดยนักศึกษาคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ชวนผู้เขียนให้ร่วมเดินทางไปด้วยกัน และช่วยเหลือในหลายเรื่องจนทำให้งานเขียนชิ้นนี้ออกมาสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. นอกจากวัดธรรมจักรเสมารามแห่งนี้ ในอำเภอสูงเนินยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกหลายที่ ไม่ว่าจะเป็นเมืองโบราณเสมา เมืองโบราณสมัยทวารวดี ปราสาทขอมหลายแห่ง เช่น ปราสาทเมืองเก่า ปราสาทเมืองแขก หรือแม้สถานที่รถไฟสูงเนิน อาคารสถานีเก่าแก่ที่อยู่มาตั้งแต่สมัยเปิดเส้นทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมาเลยครับ
  2. ความเป็นคันธกุฎีหรือการนมัสการพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งยังทรงมีพระชนม์อยู่จริงๆ แล้วมีหลายที่นะครับ อย่างเช่น พระมหามัยมุนีที่เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา ที่มีพิธีล้างพระพักตร์ก็เป็นเช่นเดียวกัน ซึ่งผมได้เคยเขียนถึงไปแล้ว สามารถไปอ่านกันได้นะครับ
  3. ใครที่ชอบนั่งรถไฟหรืออยากเดินทางไปพร้อมกับชมวิวไปด้วย อยากให้มาลองนั่งรถไฟสายนี้ครับ เพราะนอกจากอาหารการกินบนรถไฟแล้ว เรายังสามารถชมวิวทิวทัศน์ที่น่าสนใจ พร้อมกับสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายแห่งที่รถไฟสายนี้ผ่าน เช่น ผาเสด็จ ก็อยู่บนเส้นทางรถไฟสายนี้เช่นกันครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เวลาพูดถึงชาวต่างชาติ นึกถึงอะไรกันบ้างครับ 

บางคนอาจจะนึกถึงรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างจากเรา บางคนอาจจะนึกถึงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่เขาใส่ บางคนอาจจะนึกถึงอาหารการกินของประเทศเหล่านั้น หรือถ้ารู้จักแบบลึกซึ้งหน่อย อาจจะนึกถึงอุปนิสัยใจคอของชาวต่างชาติเหล่านั้น หรือถ้าเราไม่รู้จักเลย ก็แค่หยิบมือถือ เปิดคอมพิวเตอร์แล้วค้นหาก็จะเจอข้อมูลเหล่านี้อย่างง่าย

แล้วถ้าเป็นคนในสมัยก่อนล่ะ เขานึกถึงชาวต่างชาติอย่างไรกันบ้าง คิดเหมือนเราไหม วันนี้ผมจะชวนไปพิสูจน์ ไปหาคำตอบว่า คนในสมัยก่อนรู้จักชาวต่างชาติแค่ไหนผ่านภาพวาดภายในวัดครับ 

ใครคิดว่าผมจะพาไปดูภาพกากที่เป็นรูปชาวต่างชาติล่ะก็ บอกเลยว่าคิดผิดถนัด เพราะผมจะพาไปชมทวารบาลที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งนำเอาชาวต่างชาติเหล่านี้มาทำหน้าที่แทนเทวดาหรือเสี้ยวกาง วัดที่ว่านี้ก็คือ ‘วัดบางขุนเทียนนอก’ ครับผม

วัดบางขุนเทียนนอก : จากหนึ่งกลายเป็นสองวัด

ถ้ายึดตามประวัติวัดบางขุนเทียนนอก เดิมวัดนี้มีชื่อว่าวัดยมโลก สร้างขึ้นสมัยอยุธยาตอนปลาย ประวัติมีเท่านี้เลยครับ 

แต่เรื่องราวที่สนุกของวัดแห่งนี้กลับเป็นประวัติในเวอร์ชันตำนาน ซึ่งเล่าว่าเศรษฐีท่านหนึ่งได้ร่วมกับน้องสาวสร้างวัดแห่งหนึ่งขึ้นมา เมื่อสร้างเสร็จเศรษฐีคนพี่ไปขอจองกฐินวัดเพียงคนเดียวโดยไม่บอกน้องสาว พอน้องสาวรู้เข้าก็ไม่พอใจ ต่อมาพี่ชายให้คนมายืมเครื่องใช้สำหรับจัดเตรียมงานบุญ ปรากฏว่าน้องยังไม่พอใจพี่ชายอยู่เลยไม่ยอมให้ แถมน้องสาวยังสั่งให้คนไปขุดคูน้ำมาคั่นกลางวัดที่ร่วมกันสร้าง จากหนึ่งวัดจึงกลายเป็นสองวัดไปในทันที โดยวัดของคนพี่คือวัดบางขุนเทียนนอก ส่วนวัดของน้องสาวคือวัดบางขุนเทียนกลาง

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

อุโบสถครั้งกรุงเก่าที่ผ่านมือช่างครั้ง ร.3

อาคารหลักของวัดบางขุนเทียนนอก คือ อุโบสถซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นปัจจุบันลงไปเยอะพอสมควร เป็นอาคารขนาดเล็ก มีหน้าบันเป็นงานปูนปั้นลายดอกไม้และชามกระเบื้อง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของงานแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แถมซุ้มประตูและหน้าต่างยังเป็นลายดอกไม้ใบเทศแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่ถ้าจะบอกว่าอาคารหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คุณคิดผิดครับ จะเห็นว่าด้านหน้าและด้านหลังมีชายคา (หรือที่บางคนจะเรียกว่าจั่นหับ) ยื่นออกมา สิ่งนี้ไม่พบในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่พบได้ในสมัยอยุธยาตอนปลาย สอดคล้องกับประวัติวัดที่บอกว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย

ที่สำคัญ พอเข้าไปด้านในอุโบสถ พระประธานชื่อ ‘พระพุทธยมโลก’ ตามชื่อเดิมของวัด ประดิษฐานร่วมกับพระพุทธรูปอีกหลายองค์เป็นหมู่อยู่บนฐานชุกชีเดียวกัน แม้จะมีทั้งพระสมัยอยุธยาและพระสมัยรัชกาลที่ 3 ปะปนกันอยู่ แต่ลักษณะการประดิษฐานเช่นนี้ เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในสมัยอยุธยาตอนปลายเช่นกัน เพราะในสมัยรัตนโกสินทร์นั้นนิยมประดิษฐานพระประธานองค์เดียวเป็นประธานมากกว่า

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

การปะปนกันของงานศิลปะจากต่างยุคไม่ได้มีแค่กับอุโบสถและพระพุทธรูปเท่านั้น จิตรกรรมฝาผนังก็เช่นกัน เพราะจิตรกรรมฝาผนังที่ผนังสกัดหน้าและสกัดหลัง เป็นงานที่น่าจะวาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เล่าเรื่องพุทธประวัติตอนสำคัญ เช่น เจ้าชายสิทธัตถะตัดพระเมาลี หรือ มารผจญ ส่วนผนังด้านข้างแม้จะเขียนพุทธประวัติเหมือนกัน เช่น นาคปรก แต่ก็ยังมีเรื่องอื่นอย่าง อสุภกรรมฐานหรือการทำกรรมฐานด้วยการเพ่งไปยังซากศพอยู่ด้วย ดูปนกันแบบงง ๆ แถมฝีมือยังดูดรอปกว่าผนังสกัดทั้งสองด้านพอสมควร ทำให้พอจะสันนิษฐานว่า ภาพที่ผนังด้านข้างน่าจะวาดขึ้นทีหลังโดยไม่อ้างอิงกับของเดิม

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

สิบสองภาษาที่มากกว่าสิบสอง

ก่อนจะไปพูดถึงภาพชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอก ผมต้องขอแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับ ‘โคลงภาพคนต่างภาษา’ หรือ ‘โคลงภาพสิบสองภาษา’ ก่อน โคลงภาพคนต่างภาษานี้เป็นหนึ่งในจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ ท่าเตียน ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 

โคลงภาพคนต่างภาษานี้มีทั้งสิ้น 64 บท บรรยายเอกลักษณ์ของชาวต่างชาติต่างภาษาจำนวน 32 ชาติ ซึ่งมีทั้งประเทศตัวเอง ประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศฝั่งตะวันออกและประเทศฝั่งตะวันตก มีคำอธิบายเกี่ยวกับลักษณะการแต่งกาย รูปร่างหน้าตา ความรู้ความสามารถ ความเชื่อ ที่อยู่อาศัย สภาพอากาศ รวมถึงลักษณะพิเศษของขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่าง ตามความรู้ความเข้าใจของคนในสมัยนั้น อย่างเช่นโคลงเกี่ยวกับชาวมอญ ว่า

“นี้ภาพเตลงเขตรแคว้น หงสา วดีเฮย

คือเหล่ารามัญฉมัง หมู่นี้

ไว้หวังเพื่อประชา ชมเล่น

เผื่อไว้ภายหน้าลี้ ลับหาย ฯ

นุ่งผ้าตราริ้วเช่น ชาวอัง วะเฮย

พันโพกเกล้าแต่งกาย ใส่เสื้อ

มอญมักสักไหล่หลัง ลงเลข ยันต์นา

พลอยทับทิ้มน้ำเนื้อ นับถือ”

อีกสักบทละกัน คราวนี้เป็นชาวต่างชาติบ้างอย่างชาวหรูชปีตะสบาก มีใครเคยได้ยินชนชาตินี้ไหมครับ ผมเชื่อว่าไม่น่าจะเคยกัน แต่ถ้าผมบอกว่าชาวเซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะนึกออกครับ เพราะหรูชปีตะสบากนั้นเพี้ยนมาจากคำว่า ‘หรูช’ หรือ Rus มาผสมกับคำว่า ‘ปีตะสบาก’ หรือ ปีเตอร์สเบอร์ก นั่นเอง ดังนั้น โคลงบทนี้จึงอธิบายลักษณะชาวรัสเซียซึ่งมาจากเมืองนี้ว่า

“รูปหรูชปีตะสบากด้าว แดนตวัน ตกพ่อ

คนมากเมืองเขาเคย ข่าวได้

ดลเดือนฤดูพรรษ์ ผลเห็บ ตกแฮ

เย็นเยือกลมไล้ย้อย หยาดเผลียง

ชาวเกษตรใส่เสื้อเย็บ หนังแกะ

นอนแนบอัคคีเคียง แค่มุ้ง

ลางชนเชือดหนังแพะ พันห่อ กายเฮย

สาบสอายคลุ้งฟุ้ง เฟื่องเหม็น”

โคลงภาพคนต่างภาษานี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่า เหล่าบัณฑิตในสมัยรัชกาลที่ 3 มีความรู้ความเข้าใจที่มีต่อชาวต่างชาติในเวลานั้นเป็นอย่างดี และยังถือเป็นงานเขียนเชิงชาติพันธุ์วรรณาชิ้นแรก ๆ ของประเทศไทยอีกด้วย และที่วัดโพธิ์นี้ไม่ได้มีแค่โคลงภาพเท่านั้น ยังมีการบันทึกความรู้ชุดนี้เอาไว้ในรูปของจิตรกรรม โดยวาดเอาไว้บนบานหน้าต่างด้วยภาพชายชาวต่างชาติยืนเฝ้าประตูและหน้าต่างเอาไว้

อนึ่ง คำว่า ‘สิบสองภาษา’ นี้เป็นคำในสมัยก่อนที่ใช้เรียกชาวต่างชาติแบบรวม ๆ นะครับ ไม่ได้หมายความว่ามี 12 ชาตินะครับ

อนึ่งอีกที 32 ชาติที่ปรากฏในโคลงภาพต่างภาษานี้มีใครบ้าง ตามนี้เลยครับ สิงหฬ [ศรีลังกา], ไทย, กะเหรี่ยง, อาฟริกัน, ดอดชิ [ดัทช์], อิตาเลียน, ฝรั่งเศส, ยิบเซ็ดอ่าน [อียิปต์], สะระกาฉวน [ซาราเซน], ยี่ปุ่น [ญี่ปุ่น], อาหรับ หรุ่มโต้ระกี่ [ตุรกี], แขกปะถ่าน [ปาทาน มุสลิมแถบอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน], แขกจุเหลี่ย [มุสลิมแถบอินเดียภาคใต้ – ลังกา], หรูชปีตะสบาก [รัสเซีย เซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก], หรูช (ตาตา) [ตาตาร์ ชาวมุสลิมในไครเมีย], มอญ, กระแซ, เงี้ยว, พม่า, ฮินดู่, มลายู, พราหมณ์ฮินดู่, พราหมณ์รามเหศร์, จาม, ลาวยวน [ชาวล้านนา], หุ้ยหุย [มุสลิมในจีน], เกาหลี, ญวน , จีน, เขมร, ลิ่วขิ่ว (ริวกิว)

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

ชาวต่างชาติบนบานหน้าต่าง ชายหญิงควงคู่เฝ้าหน้าต่าง

กลับมาที่วัดบางขุนเทียนนอกกันอีกที ภาพวาดชาวต่างชาติที่วัดแห่งนี้อยู่ตำแหน่งเดียวกันกับที่วัดโพธิ์เลยครับ ก็คือบนบานหน้าต่างของอุโบสถ แต่ก็มีจุดหนึ่งที่แตกต่างกัน เพราะทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอกนี้เป็นการจับคู่กับระหว่างชายกับหญิง ไม่ใช่ชายกับชายแบบวัดโพธิ์ แถมบางคู่ยังเป็นคนละชาติมาจับคู่กันอีก ซึ่งที่วัดบางขุนเทียนนอกมีชาวต่างชาติอยู่ทั้งสิ้น 22 ชาติ

ลองดูคู่ที่เป็นชาติเดียวกันก่อน เริ่มกันด้วยชาติที่เราคุ้นเคยกันอย่างชาวจีน ซึ่งเป็นภาพชายไว้เปียแมนจูใส่ชุดแดง สวมหมวกใบเล็กพอดีหัว คู่กับหญิงสวมเสื้อสีแดงแขนยาวถึงข้อมือปลายแขนกว้าง บนผมมีเครื่องประดับขนาดเล็กและผ้าคล้องไหล่ ซึ่งถ้าใครดูหนังจีนย้อนยุคบ่อย ๆ น่าจะคุ้นเคยกับชุดประมาณนี้กันอยู่แล้ว ที่สำคัญ ผู้หญิงก็ยังอุ้มลูกอยู่ด้วย เหมือนแสดงภาพคู่สามีภรรยาชาวจีนเลย

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

เอาคู่สามีภรรยาอีกสักคู่แล้วกัน คู่ชาวดัตช์ซึ่งเป็นชาวตะวันตกชาติเดียวที่วัดบางขุนเทียนนอกแห่งนี้ ผู้ชายไว้ผมยาวดัดเป็นลอน สวมหมวกปีกมีขนนกปักด้านหน้า สวมเสื้อแขนยาวสีดำแขนสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยม สวมกางเกงรัดปลายระดับเข่า ส่วนผู้หญิงผมสีแดงสวมชุดเสื้อแขนยาวสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยมเหมือนผู้ชายและสวมกระโปรงลายตาราง ที่สำคัญ ในมืออุ้มลูกเหมือนกับคู่คนจีนเลยครับ ซึ่งลักษณะแบบนี้เทียบได้กับเครื่องแต่งกายชาวดัตช์ในช่วงเวลานั้นเช่นกัน

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

คราวนี้ลองมาดูบรรดาคู่ไม่เหมือนกันบ้าง เอาชาติที่ผมเชื่อเราน่าจะรู้จักกันยังสาวชาวเกาหลีกันก่อน แน่นอนว่ามาพร้อมกับชุดคลุมยาวปิดข้อมือ มีผ้าแถบผูกที่คอเสื้อที่เรียกว่าชุดฮันบก ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นชายชาวญวนหรือชาวเวียดนามครับ แสดงด้วยภาพชายไว้ผมเปียสวมหมวกสีแดง สวมเสื้อแขนยาวคลุมข้อมือและยาวเลยเข่าเล็กน้อย มือหนึ่งถือพัด สวมกางแกงขาวยาวถึงข้อเท้า หากดูเผิน ๆ จะดูเหมือนชาวจีน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะวัฒนธรรมของทั้งสองชาติคล้ายกัน แต่โชคดีว่าในโคลงต่างภาษาที่วัดโพธิ์ ใส่รายละเอียดว่าชาวญวนจะแต่งกายคล้ายงิ้วและถือพัดด้ามจิ๋ว

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ถัดมาลองดูประเทศแปลก ๆ กันบ้าง ฝ่ายหญิงคือชาวกระแซ เป็นสตรีเจาะหูสวมชุดเขียวสั้นเลยเอวไปเล็กน้อย ทับกระโปรงสั้นสีขาวลายตรง คอสวมสร้อยลูกปัด ส่วนมือข้างซ้ายถือกล้องยาสูบ ที่ขามีเด็กเกาะอยู่ ส่วนฝ่ายชายคือชาวแอฟริกัน เป็นบุรุษผิวเข้มเจาะหู นุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียวโดยไม่ใส่เสื้อและเหน็บเคียวไว้ที่เอว ในมือถือไม้ไผ่ปลายแหลม ซึ่งทั้งสองชาตินี้ต่างก็เป็นชนชาติที่ชาวสยามในสมัยก่อนไม่รู้จัก แถมยังไม่เคยเห็นอีกต่างหาก ภาพนี้จึงวาดขึ้นผ่านคำบอกเล่าของคนอื่น โดยชาวกระแซเป็นข้อมูลจากเชลยชาวพม่า ส่วนชาวแอฟริกันนั้นเป็นข้อมูลจากมิชชันนารีชาวตะวันตก

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ชาวต่างชาติในวัดไทย

แม้ว่าในวัดไทยแห่งอื่น ๆ จะไม่ได้มีภาพชาวต่างชาติที่หลากหลายขนาดวัดบางขุนเทียนนอกหรือวัดโพธิ์ แต่การที่ปรากฏภาพบุคคลต่างชาติต่างภาษากับเราอยู่ภายในวัดของเรา ก็ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าคนในสมัยก่อนไม่ได้รู้จักคนเหล่านี้แค่เพียงเขาเป็นพ่อค้า เป็นนักบวช หรือเป็นคนที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเท่านั้น แต่พวกเขาสังเกต จดจำ และบันทึกเรื่องราวของเขาเหล่านี้ ละเอียดบ้าง ไม่ละเอียดบ้าง ดังนั้น ภาพของต่างชาติเหล่านี้จึงสมจริงพอสมควร และช่วยให้เราเข้าใจหรือรับรู้ได้ว่ามีคนชาติไหนบ้างที่ผู้คนในยุคนั้นรู้จักด้วย ดังนั้นถ้า ใครสนใจศึกษาเรื่องราวของชาวต่างชาติ เราอาจไม่จำเป็นต้องไปไกลถึงประเทศเหล่านั้น แค่เดินเข้าไปในวัดไทย ก็หาความรู้เรื่องนี้ได้เหมือนกันครับ

ป.ล. ขออภัยที่ผมไม่ได้เอามาให้ดูหมดทุกคู่นะครับ ไม่งั้นเดี๋ยวจะยาวเกินไป และชาวต่างชาติบางชาติก็ยังต้องมีการศึกษากันต่อ เพื่อตีความว่าเป็นคนชาติไหนกันแน่ และขอหยิบตัวอย่างที่คิดว่าน่าจะเห็นกันชัด ๆ ชัวร์ ๆ ก่อนนะครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. อุโบสถวัดบางขุนเทียนนอก ปกติแล้วจะไม่ได้ล็อกประตู เดินเข้าไปชมได้เลย แต่แนะนำให้ไปแจ้งพระท่านไว้หน่อย เดี๋ยวท่านจะตกใจว่าใครแอบเข้าไปทำอะไรในอุโบสถ หรือถ้าแจ็กพอต ประตูอุโบสถล็อกไว้ให้ลองติดต่อพระที่วัดดูครับ
  2. ถ้าใครมาชมทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดนี้แล้วไม่จุใจ ก็อย่าลืมไปที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์ด้วยนะครับ อยู่ที่พระวิหารทิศเหนือ (วิหารที่ประดิษฐานพระปางป่าเลไลยก์) และพระวิหารทิศตะวันตก (วิหารที่ประดิษฐานพระนาคปรก) ลองปิดประตู ปิดหน้าต่าง แล้วทัศนาภาพชาวต่างชาติแบบเดียวกับวัดบางขุนเทียนนอกได้เลยครับ อ้อ วัดโพธิ์มีชาวต่างชาติในเวอร์ชันประติมากรรมด้วยนะครับ เสียดายที่ตอนนี้เหลือแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น
  3. ไหน ๆ ไปวัดบางขุนเทียนนอกแล้ว ควรแวะไปชมวัดบางขุนเทียนกลางที่อยู่ใกล้กัน เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายเหมือนกัน แถมยังบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 เหมือนกันด้วย แล้วก็ไปชมวัดบางขุนเทียนในที่อยู่ไม่ไกลกันนักก็ดีนะครับ ที่นี่มีพระประธานปางป่าเลไลยก์ที่ไม่ค่อยพบเท่าไหร่ แถมยังมีจิตรกรรมเล่าเรื่องชาดกแปลก ๆ ที่ไม่ค่อยมีที่ไหน อย่าง จุลปทุมชาดก หรือชาดกที่ผมชอบเรียกแซวว่าเป็นบาร์บีคิวพลาซ่าชาดกด้วย

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load