ถ้าใครได้ติดตามข่าวหรือได้มีโอกาสนั่งรถไฟสายอีสาน ก็จะเห็นว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมากำลังคืบหน้าไปควบคู่กับรถไฟรางคู่เลยครับ เส้นทางรถไฟกำลังเกิดความเปลี่ยนแปลง ความเจริญที่มาพร้อมกับรางเหล่านั้นพาดผ่านจุดหมายปลายทางหลายแห่งบนทางรถไฟสายนี้ มีสถานที่น่าสนใจมากมายตลอดสองฝั่ง รวมถึงในปลายทางที่สถานีใดสถานีหนึ่ง สถานีรถไฟสูงเนินก็เป็นหนึ่งในนั้น และสถานีนี้เองเป็นที่ตั้งหนึ่งในวัดโบราณที่ทั้งเก่าแก่และน่าสนใจมากๆ วันนี้เลยขอพาทุกท่านไปทำความรู้จัก ‘วัดธรรมจักรเสมาราม’ กันครับ

ลงสถานีรถไฟสูงเนิน เข้าวัดธรรมจักรเสมาราม วัดโบราณพันปีเลียบเส้นทางรถไฟสายอีสาน

วัดธรรมจักรเสมาราม หรือ วัดพระนอนคลองขวาง ถือเป็นวัดโบราณ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองโบราณเสมา ในอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา บนเส้นทางโบราณที่เชื่อมต่อดินแดนภาคกลางกับดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ผ่านช่องทางที่เรียกว่า ‘ปากช่อง’ ซึ่งยังคงใช้งานมาจนถึงยุคปัจจุบัน ในรูปแบบของถนนและรางรถไฟ อายุของวัดธรรมจักรเสมารามแห่งนี้ก็ไม่ใช่น้อยๆ นะครับ มีอายุมากกว่า 1,000 ปีเลยทีเดียวเชียว ถ้าถามว่ารู้ได้ยังไงว่าอายุมากขนาดนั้น ก็จากหลักฐานที่อยู่ในวัดเองนั่นละครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ของวัด

ลงสถานีรถไฟสูงเนิน เข้าวัดธรรมจักรเสมาราม วัดโบราณพันปีเลียบเส้นทางรถไฟสายอีสาน

พระพุทธไสยาสน์หรือพระนอนของวัดธรรมจักรเสมารามสร้างจากหินทรายขนาดใหญ่หลายชิ้นประกอบกัน ประทับนอนแบบสีหไสยาสน์หรือนอนตะแคงขวาหันพระเศียรไปทางทิศใต้ แม้กาลเวลาผ่านมายาวนานจนท่านไม่ได้มีสภาพสมบูรณ์เฉกเช่นเมื่อครั้งอดีต แต่เรายังพอสังเกตว่า พระพุทธรูปองค์นี้มีพระพักตร์เหลี่ยม พระขนงต่อกันเป็นปีกกา พระเนตรโปน พระนาสิกใหญ่และพระโอษฐ์แบะเล็กน้อย ลักษณะเหล่านี้ถือเป็นเอกลักษณ์ของพระพุทธรูปในศิลปะทวารวดีที่เริ่มขึ้นในภาคกลาง และไหลขึ้นมายังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จนเกิดเป็นศิลปะทวารวดีภาคตะวันออกเฉียงเหนือขึ้น ดังนั้น พระพุทธไสยาสน์องค์นี้จึงจัดอยู่ในศิลปะแบบทวารวดี โดยมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 13 – 14 หรือราว 1,300 ปีมาแล้ว

ลงสถานีรถไฟสูงเนิน เข้าวัดธรรมจักรเสมาราม วัดโบราณพันปีเลียบเส้นทางรถไฟสายอีสาน

จุดที่น่าสนใจอย่างหนึ่งของพระพุทธรูปองค์นี้ก็คือ การเป็นพระพุทธไสยาสน์ขนาดใหญ่ลอยตัว มองเห็นท่านได้ทั้ง 4 ด้านแบบนี้นี่แหละครับ ไม่มีพระพุทธไสยาสน์ลอยตัวองค์ใดในประเทศไทยจะเก่าแก่ไปกว่านี้อีกแล้ว เพราะแม้จะเป็นศิลปะทวารวดีเหมือนกัน แต่พระพุทธไสยาสน์องค์อื่นนั้นล้วนอยู่ในรูปงานปูนปั้นหรืองานแกะสลักบนเพิงผาหรือถ้ำ ไม่มีการทำลอยตัวแบบวัดธรรมจักรเสมารามแห่งนี้

ลงสถานีรถไฟสูงเนิน เข้าวัดธรรมจักรเสมาราม วัดโบราณพันปีเลียบเส้นทางรถไฟสายอีสาน
ถ้ำฝาโถ วัดถ้ำเขางู จังหวัดราชบุรี

และอย่างที่สอง พระพุทธรูปองค์นี้นอนตะแคงขวา หันพระเศียรไปทางทิศใต้ เท่ากับว่าพระพุทธรูปองค์นี้หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ซึ่งทิศใต้ถือเป็นทิศมงคลของชาวพุทธโบราณ จนถึงกับมีคำเรียกทิศใต้ว่า ‘ทิศหัวนอน’ เลยทีเดียว (ทุกวันนี้คนปักษ์ใต้ยังเรียกทิศนี้ว่าทิศหัวนอนอยู่เลยครับ) ส่วนทิศตะวันออกก็เป็นทิศมงคลเช่นกัน เป็นทิศแห่งการเกิด ลองสังเกตดูสิครับว่า อาคารในศาสนาพุทธส่วนใหญ่มักหันหน้าไปยังทิศตะวันออกเสมอ 

ดังนั้น ท่านอนของพระพุทธรูปองค์นี้จึงถือเป็นท่านอนอันเป็นมงคลทั้งสิ้น และสัมพันธ์กับอาคารที่ท่านประดิษฐานอยู่ครับ เพราะเราจะสังเกตว่า อาคารหลังนี้แคบแทบจะพอดีกับองค์พระพุทธรูป ซึ่งสิ่งนี้เป็นการจำลอง ‘คันธกุฎี หรือกุฏิของพระพุทธเจ้า หมายความว่าเมื่อเรากราบพระพุทธไสยาสน์องค์นี้ เรากำลังกราบไหว้พระพุทธเจ้าขณะยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่นั่นเองครับ ต่างจากพระพุทธไสยาสน์ในสมัยทวารวดีแห่งอื่นๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่แสดงเหตุการณ์ตอนปรินิพพานทั้งสิ้น

แต่ก็น่าเสียดายครับ แม้จะเหลือร่องรอยของอาคารที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์องค์นี้เอาไว้ แต่เราไม่รู้เลยว่าหน้าตาเมื่อครั้งยังสมบูรณ์ในสมัยก่อนเป็นเช่นไร เพราะอาคารที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นอาคารสมัยใหม่ที่สร้างขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 2538 เพื่อคลุมอาคารโบราณเอาไว้ ส่วนตัวอาคารเดิมเหลือแต่ส่วนฐานที่เป็นงานอิฐเท่านั้น ถึงกระนั้น อาคารหลังนี้มีการใช้หินทรายมาร่วมก่อสร้างด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นกรอบประตูหรือซี่ลูกกรงที่เรียกว่าลูกมะหวด ทั้งสองอย่างนี้ไม่ใช่สิ่งที่ศิลปะทวารวดีนิยมใช้ แต่เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในศิลปะขอม ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะในเมืองเสมานั้นมีทั้งโบราณสถานสมัยทวารวดีและโบราณสถานสมัยขอมอยู่แล้วครับผม 

อย่างไรก็ตาม ร่องรอยความเป็นทวารวดีก็ยังมีอยู่ให้เห็น เพราะอาคารหลังนี้ล้อมด้วยใบเสมาแบบคู่ ซึ่งเป็นที่นิยมอยู่ในวัฒนธรรมทวารวดีภาคอีสานครับผม

ลงสถานีรถไฟสูงเนิน เข้าวัดธรรมจักรเสมาราม วัดโบราณพันปีเลียบเส้นทางรถไฟสายอีสาน
ลงสถานีรถไฟสูงเนิน เข้าวัดธรรมจักรเสมาราม วัดโบราณพันปีเลียบเส้นทางรถไฟสายอีสาน

  แต่อย่าคิดว่าวัดธรรมจักรเสมารามจะมีเท่านี้นะครับ ลองดูที่ชื่อวัดครับ มีคำว่า ‘ธรรมจักร’ กับคำว่า ‘เสมา’ เสมามีอยู่รอบวิหารพระนอน ส่วนธรรมจักรนั้นอยู่ในอาคารพิพิธภัณฑ์ของวัด ซึ่งมีธรรมจักรอยู่ 2 ชิ้น ชิ้นหนึ่งอยู่ในตู้ อีกชิ้นอยู่นอกตู้ และแน่นอนว่าของจริงอยู่ในตู้ครับ 

ธรรมจักรชิ้นนี้ถือเป็นโบราณวัตถุที่น่าสนใจอย่างมาก แม้ธรรมจักรศิลาจะเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในศิลปะทวารวดีภาคกลาง แต่ในภาคอีสานพบธรรมจักรแบบลอยตัวแค่ชิ้นนี้ชิ้นเดียวเท่านั้น แถมยังพบพร้อมกับเสาที่ใช้ตั้งธรรมจักรอีกด้วย ส่วนธรรมจักรในแบบศิลปะทวารวดีภาคอีสานจริงๆ นั้น เป็นงานแกะสลักบนใบเสมาอีกทีหนึ่ง ไม่มีแบบลอยตัวเลยสักชิ้นเดียว

ลงสถานีรถไฟสูงเนิน เข้าวัดธรรมจักรเสมาราม วัดโบราณพันปีเลียบเส้นทางรถไฟสายอีสาน
ลงสถานีรถไฟสูงเนิน เข้าวัดธรรมจักรเสมาราม วัดโบราณพันปีเลียบเส้นทางรถไฟสายอีสาน

ตัวธรรมจักรเองก็มีความน่าสนใจใช่ย่อย แม้ว่าธรรมจักรจะเป็นวัฒนธรรมจากทางภาคกลาง แต่ช่างก็แอบใส่ความเป็นอีสานเอาไว้ด้วย ลองสังเกตตรงด้านล่างครับ ตรงส่วนรองรับธรรมจักร ปกติแล้วถ้าเป็นในภาคกลางจะใช้ลายก้านขดบ้าง รูปพระสูรยะหรือพระอาทิตย์บ้าง หรือคชลักษมีบ้าง แต่ชิ้นนี้ทำเป็นรูปหน้ากาลครับ แบบเดียวกับที่เจอบนทับหลัง ซึ่งไม่เคยพบในภาคกลางเลยแม้แต่ชิ้นเดียวเช่นกัน

ทีนี้ ลองแวะไปดูที่เสาธรรมจักรบ้าง ซึ่งหากยังสมบูรณ์และยังใช้งานอยู่ ธรรมจักรในตู้กระจกจะตั้งอยู่บนเสาต้นนี้นี่ละครับ แน่นอนว่าถ้าเราดูแค่หน้าตาของเสา ก็ต้องบอกว่าธรรมดาครับ หน้าตาเหมือนกับของที่เจอในภาคกลางเลย แต่เดี๋ยวก่อน ลองพิจารณาดีๆ ครับ ลองมองให้ดีๆ จะเห็นว่าตรงฐานเสามีข้อความจารึก ซึ่งแม้เสาจะมีอายุนับพันปี แต่จารึกนี้เป็นภาษาไทยนะครับ

โดยข้อความในจารึกเล่าว่า เดิมหินนี้ฝังอยู่ กรมหมื่นจรัสพรปฏิภาณ เลยขอแรงผู้ใหญ่บ้านกับลูกบ้านไปขุดขึ้นมา ตอนท่านมาเที่ยวที่นี่ พร้อมลงวันที่ 9 ก.พ. ร.ศ. 122 ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2446 ที่สำคัญมีการลงลายเซ็นไว้ข้างใต้ด้วยนะครับ

ข้อความในจารึกบอกเรื่องราวของเสาธรรมจักรนี้ให้เราได้อย่างชัดเจนเลยครับ ว่าเจอเมื่อไหร่ โดยใคร และเอาขึ้นมาได้ยังไง ส่วนใครที่สงสัยว่า กรมหมื่นจรัสพรปฏิภาณในจารึกนี้คือใคร ท่านก็คือ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจรัสพรปฏิภาณ ต้นสกุลจรูญโรจน์ ซึ่งเป็นพระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ เจ้าจอมมารดาช้อย ครับผม ดังนั้น เสาธรรมจักรนี้จึงเป็นเหมือนอีกหนึ่งบันทึกจากอดีต ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งของชาวสูงเนินด้วยครับ

ในอนาคตข้างหน้า เมื่อรถไฟรางคู่และรถไฟความเร็วสูงพาดผ่านอำเภอสูงเนินแห่งนี้ ผมเชื่อเหลือเกินว่าที่นี่จะไม่เหมือนเดิมแน่นอน วัดแห่งนี้จะยังคงอยู่เป็นศาสนสถานแห่งสำคัญ และจะกลายเป็นเสมือนไทม์แมชชีน บอกเล่าเรื่องราวของสูงเนินเมื่อครั้งโบราณต่อเนื่องมาถึงอดีตเมื่อไม่นานไปสู่ผู้คนอีกมากมาย ไปพร้อมๆ กับสถานีรถไฟสูงเนิน เมืองโบราณเสมาและชาวสูงเนินแน่นอนครับ

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณโครงการทางรถไฟสายโบราณคดี “บอกเล่าให้รู้จัก บอกรักษ์สูงเนิน” โดยนักศึกษาคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ชวนผู้เขียนให้ร่วมเดินทางไปด้วยกัน และช่วยเหลือในหลายเรื่องจนทำให้งานเขียนชิ้นนี้ออกมาสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. นอกจากวัดธรรมจักรเสมารามแห่งนี้ ในอำเภอสูงเนินยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกหลายที่ ไม่ว่าจะเป็นเมืองโบราณเสมา เมืองโบราณสมัยทวารวดี ปราสาทขอมหลายแห่ง เช่น ปราสาทเมืองเก่า ปราสาทเมืองแขก หรือแม้สถานที่รถไฟสูงเนิน อาคารสถานีเก่าแก่ที่อยู่มาตั้งแต่สมัยเปิดเส้นทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมาเลยครับ
  2. ความเป็นคันธกุฎีหรือการนมัสการพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งยังทรงมีพระชนม์อยู่จริงๆ แล้วมีหลายที่นะครับ อย่างเช่น พระมหามัยมุนีที่เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา ที่มีพิธีล้างพระพักตร์ก็เป็นเช่นเดียวกัน ซึ่งผมได้เคยเขียนถึงไปแล้ว สามารถไปอ่านกันได้นะครับ
  3. ใครที่ชอบนั่งรถไฟหรืออยากเดินทางไปพร้อมกับชมวิวไปด้วย อยากให้มาลองนั่งรถไฟสายนี้ครับ เพราะนอกจากอาหารการกินบนรถไฟแล้ว เรายังสามารถชมวิวทิวทัศน์ที่น่าสนใจ พร้อมกับสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายแห่งที่รถไฟสายนี้ผ่าน เช่น ผาเสด็จ ก็อยู่บนเส้นทางรถไฟสายนี้เช่นกันครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เวลานึกถึงพระพุทธรูปภายในโบสถ์วิหาร เราจะนึกถึงพระประธานองค์ใหญ่องค์เดียว หรือไม่ก็อาจจะมีพระอันดับตั้งอยู่โดยรอบ มีบ้างที่พระประธาน 2 องค์หันหลังชนกัน หรือพระประธาน 4 องค์หันหลังชนกัน แต่นั่นเทียบไม่ได้เลยกับพระประธานภายในพระอุโบสถของ ‘วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร’ เพราะที่นี่มีพระประธานมากถึง 28 พระองค์

วัดอัปสรสวรรค์ : จากวัดโบราณที่ไม่รู้อายุ สู่วัดงามสมัยพระนั่งเกล้า

วัดอัปสรสวรรค์เป็นวัดโบราณที่ตั้งอยู่ริมคลองด่าน เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ แต่จะเก่าขนาดไหนไม่มีใครรู้ รู้แต่เพียงคำบอกเล่าที่ว่า คนสร้างวัดนี้คือ จีนอู๋ ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในย่านนี้ ซึ่งน่าจะเคยเป็นที่อยู่ของชาวจีนที่ประกอบอาชีพเลี้ยงหมู เพราะปรากฏใน นิราศเมืองเพชร ที่สุนทรภู่บรรยายถึงย่านนี้ว่า

ถึงบางหลวงล่วงล่องเข้าคลองเล็ก 

ล้วนบ้านเจ๊กขายหมูอยู่อักโข

เมียขาวขาวสาวสวยล้วนรวยโป

หัวอกโอ้อายใจมิใช่เล็ก

ต่อมาในแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เจ้าจอมน้อย (สุหรานากง) ธิดาของเจ้าพระยาพลเทพ (ฉิม) พระสนมเอกของพระองค์ผู้มีความสามารถในการเล่นเป็นตัวละคร ‘สุหรานากง’ ตัวละครในเรื่อง อิเหนา ได้มาสถาปนาวัดใหม่ทั้งวัด โครงการนี้ได้รับการสานต่อโดยพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 เมื่อการปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จ พระองค์ได้พระราชทานนามวัดนี้ใหม่ว่า ‘วัดอัปสรสวรรค์ พร้อมกับพระราชทานพระพุทธรูปปางฉันสมอไว้กับวัดนี้ด้วย

วัดอัปสรสวรรค์ : พระเจ้า 28 พระองค์หนึ่งในสยาม

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

วัดนี้ได้รับการสถาปนา (aka สร้างใหม่) ทั้งวัดในสมัยรัชกาลที่ 3 ดังนั้น งานศิลปกรรมหลักในฝั่งพุทธาวาสของวัดนี้เลยเป็นงานแบบที่เรียกว่า ‘พระราชนิยมรัชกาลที่ 3’ ซึ่งเป็นงานศิลปกรรมที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้รับอิทธิพลจากศิลปะจีน ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกที่วัดราชโอรสาราม แต่หากให้พูดแบบสั้น ๆ พระอุโบสถและพระวิหารของวัดอัปสรสวรรค์เป็นอาคารสไตล์จีนที่ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ แต่ประดับทั้งหมดด้วยปูนปั้นประดับกระเบื้องอย่างจีน เป็นรูปโขดหิน ดอกไม้ สัตว์ และสัญลักษณ์ต่าง ๆ

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

ทว่าสิ่งที่ถือเป็นไฮไลต์ของวัดอัปสรสวรรค์อยู่ภายในพระอุโบสถของวัด นั่นก็คือพระประธาน 28 องค์ อ่านไม่ผิดครับ 28 องค์จริง ๆ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยหน้าตาเหมือน ๆ กันขนาดเท่า ๆ กัน ตั้งบนฐานชุกชีเดียวกัน แต่ตั้งให้ลดหลั่นลงมาเป็นขั้นบันได มีทั้งที่หันไปทางประตูและหันออกไปด้านข้างทั้ง 2 ฝั่ง โดยไม่มีองค์ไหนหันไปทางด้านหลัง

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

แล้วทำไมถึงต้องเป็น 28 องค์ ตัวเลข 28 เป็นตัวเลขสำคัญ เพราะเป็นตัวเลขจำนวนพระอดีตพุทธเจ้า ซึ่งหลายคนอาจจะนึกในใจว่า พระพุทธเจ้ามีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนดั่งเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาไม่ใช่หรือ ใช่ครับ แต่จะมีอยู่ 28 องค์ที่ถูกพูดถึงเป็นพิเศษ ซึ่งจริง ๆ แล้วตัวเลข 28 นี้มาจากสูตร 24 + 3 + 1

24 คือ จำนวนพระอดีตพุทธเจ้าที่ได้พบพระพุทธเจ้าศากยมุนีในขณะที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์ และมีพุทธพยากรณ์ว่าพระองค์จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่ ๆ เริ่มด้วยพระพุทธทีปังกรจนถึงพระพุทธเจ้ากัสสปะ

3 คือ จำนวนของพระอดีตพุทธเจ้าที่อยู่ร่วมสารมัณฑกัลป์กับพระพุทธเจ้าทีปังกร ที่ให้พุทธพยากรณ์กับพระพุทธเจ้าศากยมุนี ประกอบด้วย พระพุทธเจ้าตัณหังกร พระพุทธเจ้าเมธังกร และพระพุทธเจ้าสรณังกร

1 คือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน คือ พระพุทธเจ้าศากยมุนี หรือพระสมณโคดมนั่นเอง

ความเชื่อเรื่องพระอดีตพุทธเจ้ามีมานานแล้ว ในบ้านเราอย่างน้อยก็มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ล้านนารวมถึงอยุธยาในยุคแรก ๆ ด้วย แต่ในสมัยโน้นมาในรูปของจิตรกรรมฝาผนัง เป็นภาพพระพุทธเจ้านั่งเรียงแถวกัน ซึ่งก็มีทั้งที่ตัวเลขจำนวนมีความหมายและแบบที่วาดให้เยอะเข้าไว้ แสดงถึงความเชื่อเรื่องพระพุทธเจ้ามีมากมายมหาศาลนั่นเอง แต่ในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้เกิดการแสดงพระอดีตพุทธเจ้าแนวใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูป 28 องค์แบบวัดอัปสรสวรรค์แห่งนี้ หรือเจดีย์ 28 องค์แบบวัดราชคฤห์ 

แล้วในเมื่อพระพุทธรูปทั้ง 28 องค์ที่วัดอัปสรสวรรค์หน้าตาเหมือนกันหมด เราจะแยกพระอดีตพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ออกจากกันได้ยังไง ให้ดูที่ฐานครับ ที่ฐานของพระพุทธรูปแต่ละพระองค์มีแผ่นจารึกระบุชื่อพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์เอาไว้แล้ว โดยวิธีการเรียงลำดับนั้น พระพุทธเจ้าตัณหังกรเป็นองค์แรกในชุด 28 พระองค์จะอยู่บนสุด จากนั้นจะเรียงลดหลั่นกันลงมาเรื่อย ๆ ซึ่งที่วัดมีแผนผังแสดงการจัดเรียงเอาไว้แล้วเรียบร้อย

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน
วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

วัดอัปสรสวรรค์ : หอไตรหลังงามกลางน้ำ

มณีอีก 1 เม็ดของวัดอัปสรสวรรค์ที่ควรค่าแก่การชมอย่างยิ่ง ก็คือหอไตรของวัดซึ่งตั้งอยู่เยื้อง ๆ กับพระอุโบสถ จุดเด่นอย่างแรกของหอไตรหลังนี้คือเป็นอาคารไม้สไตล์ไทยประเพณียกพื้นสูงที่ยังรักษารูปแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ มีคันทวยรับชายคา ผนังอาคารประดับด้วยกระจกสี ซึ่งหาชมได้ยากมากแล้วในยุคปัจจุบัน ด้วยเหตุผลว่าต่อมาเกิดความนิยมหอไตร 2 ชั้นแทน

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

มากไปกว่านั้น หอไตรนี้ยังตั้งอยู่กลางน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมดหรือปลวกเข้าไปกัดกินคัมภีร์หรือพระไตรปิฎกที่เก็บรักษาเอาไว้ใต้ตู้พระธรรมภายในหอไตร ซึ่งเป็นสิ่งที่หอไตรแทบทุกหลังที่สร้างด้วยไม้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เนื่องจากความสำคัญของหอไตรในยุคหลัง ๆ ลดลง สระน้ำหลายสระจึงถูกถม ทำให้หอไตรไม้จำนวนหนึ่งขึ้นมาตั้งบนบกแล้ว

อนึ่ง หอไตรหลังนี้น่าจะสร้างขึ้นพร้อมกับพระอุโบสถ พระวิหารและพระปรางค์ในสมัยรัชกาลที่ 3 ไม่น่าจะสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาเหมือนที่บางที่เขียนไว้นะครับ

วัดอัปสรสวรรค์ : พระเจ้าฉันสมอจากลาว?

อย่างที่ผมเล่าไว้ตอนแรกว่า วัดอัปสรสวรรค์แห่งนี้มีหลวงพ่อฉันสมอ พระพุทธรูปสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้ ซึ่งพระพุทธรูปปางนี้ถือเป็นพระพุทธรูปที่หาชมได้ไม่ง่ายนักเพราะเป็นปางที่ไม่ได้นิยมเท่าไหร่ โดยพระพุทธรูปปางฉันสมอเป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิ ครองจีวรอย่างจีนดูแปลกตา พระหัตถ์ขวาวางบนพระชานุ (เข่า) ส่วนพระหัตถ์ซ้ายซึ่งถือผลสมอนั้นจะวางบนพระเพลา (ตัก)

พระพุทธรูปปางนี้สร้างขึ้นตามเหตุการณ์ในพุทธประวัติในสัปดาห์ที่ 7 หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระองค์ประทับเสวยวิมุตติสุข (สุขจากการตรัสรู้) ใต้ต้นราชายตนะหรือต้นเกด พระอินทร์ทราบว่าพระพุทธเจ้ายังไม่ได้ฉันอะไรเลยตลอด 7 สัปดาห์นับจากตรัสรู้ จนกระทั่ง 2 พ่อค้าตปุสสะและภัลลิกะถวายพระกระยาหารมื้อแรก พระอินทร์จึงได้นำผลสมอมาถวายให้พระพุทธเจ้าฉันเป็นยา

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับพระพุทธรูปองค์นี้คือ ตามประวัติระบุว่า หลวงพ่อฉันสมอองค์นี้เป็นพระพุทธรูปที่อัญเชิญมาจากเมืองเวียงจันทน์ ปรากฏในหมายรับสั่ง จ.ศ. 1189 (ตรงกับ พ.ศ. 2370 ในสมัยรัชกาลที่ 3) ว่าหลังเสร็จศึกเจ้าอนุวงศ์ มีการอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญจากเวียงจันทน์มาหลายองค์ หลวงพ่อฉันสมอเป็นหนึ่งในนั้น เดิมเคยประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารพระนาก ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ก่อนจะอัญเชิญมาไว้ที่วัดนี้ จึงมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพระพุทธรูปในศิลปะลาวล้านช้าง เพราะอัญเชิญมาจากลาว

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

แต่ถ้าดูจากพุทธศิลป์ของพระพุทธรูปองค์นี้แล้วกลับแตกต่างกับพระพุทธรูปในศิลปะล้านช้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการครองจีวรอย่างจีน ซึ่งไม่พบมาก่อนในศิลปะล้านช้าง แต่กลับพบในบ้านเรามาตั้งแต่สมัยอยุธยา หรือแม้แต่ในสมัยต้นกรุงก็มีพระคันธารราษฎร์ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดารามที่ครองจีวรจีนเช่นกัน ดังนั้น หลวงพ่อฉันสมอองค์นี้จึงน่าจะเป็นพระพุทธรูปศิลปะรัตนโกสินทร์ที่อัญเชิญไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ ก่อนจะอัญเชิญกลับมายังกรุงเทพฯ อีกครั้ง

นอกจากนี้ ไม่ได้มีกฎว่าพระพุทธรูปที่อัญเชิญมาจากประเทศลาวต้องเป็นพระพุทธรูปในศิลปะลาวล้านช้างเสมอไป เพราะไม่ว่าจะเป็นพระแก้วมรกต หลวงพ่อแซกคำ หรือพระพุทธรูปอีกหลายองค์ที่อัญเชิญมาจากลาวก็ไม่ใช่พระพุทธรูปศิลปะล้านช้าง ดังนั้น อย่าเพิ่งรีบเชื่อหรือตีความว่าพระพุทธรูปอัญเชิญมาจากที่ไหน จะต้องเป็นพระพุทธรูปจากประเทศนั้นนะ

แต่ ๆๆ หลวงพ่อฉันสมอต่างจากพระเจ้า 28 พระองค์ในพระอุโบสถนะครับ เพราะไม่ได้เข้าชมหรือนมัสการได้ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าระหว่างพระอุโบสถและพระวิหารจะมีมณฑปหลวงพ่อฉันสมออยู่ แต่หลวงพ่อฉันสมอองค์นั้นเป็นองค์จำลอง องค์จริงจะอัญเชิญออกมาให้คนกราบไหว้เฉพาะในโอกาสพิเศษเท่านั้น

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

วัดอัปสรสวรรค์ : มณีที่ซ่อนอยู่ในชุมชนเก่า

ดังนั้น ถึงแม้ว่าวัดอัปสรสวรรค์จะเป็นวัดที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 ตามสไตล์พระราชนิยมรัชกาลที่ 3 ซึ่งถ้าว่ากันตามตรงก็ค่อนข้างโหลพอสมควร มีวัดที่คล้าย ๆ กันหลายวัด ทั้งในพระนคร ธนบุรี และต่างจังหวัด แต่ในความคล้ายของวัดรุ่นนี้ ในทุกวัดมักจะมีการออกแบบกิมมิกที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นหน้าบัน พระประธาน จิตรกรรม ฯลฯ ทำให้ถ้าเราดูดี ๆ การดูวัดเหล่านี้จะไม่มีทางจำเจแน่นอน

เกร็ดแถมท้าย

1. วัดอัปสรสวรรค์ตั้งอยู่ค่อนข้างลึก ใครสนใจไปแนะนำให้ใช้รถส่วนตัวครับ แต่ถ้าจะนั่งรถเมล์ก็ได้เหมือนกัน โดยพระอุโบสถที่ประดิษฐานพระเจ้า 28 พระองค์นั้นเปิดทุกวัน แถมยังไปชมวัดใกล้ ๆ ได้อีกหลายวัด ไม่ว่าจะเป็นวัดปากน้ำภาษีเจริญ วัดขุนจันทร์ วัดนางชีโชตนาราม วัดนาคปรก ฯ

2. หากสนใจเรื่องหลวงพ่อฉันสมอ เท่าที่ทราบ ทางวัดอัปสรสวรรค์จะอัญเชิญออกมาช่วงสงกรานต์ของทุกปี แต่ถ้าอยากชมพระพุทธรูปปางฉันสมอองค์อื่น ๆ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มีอยู่ในห้องรัตนโกสินทร์ ไปชมได้ หรือถ้าอยากจะไปชมในวัด ก็มีที่วัดนาคกลาง กรุงเทพฯ ครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load