ถ้าใครได้ติดตามข่าวหรือได้มีโอกาสนั่งรถไฟสายอีสาน ก็จะเห็นว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมากำลังคืบหน้าไปควบคู่กับรถไฟรางคู่เลยครับ เส้นทางรถไฟกำลังเกิดความเปลี่ยนแปลง ความเจริญที่มาพร้อมกับรางเหล่านั้นพาดผ่านจุดหมายปลายทางหลายแห่งบนทางรถไฟสายนี้ มีสถานที่น่าสนใจมากมายตลอดสองฝั่ง รวมถึงในปลายทางที่สถานีใดสถานีหนึ่ง สถานีรถไฟสูงเนินก็เป็นหนึ่งในนั้น และสถานีนี้เองเป็นที่ตั้งหนึ่งในวัดโบราณที่ทั้งเก่าแก่และน่าสนใจมากๆ วันนี้เลยขอพาทุกท่านไปทำความรู้จัก ‘วัดธรรมจักรเสมาราม’ กันครับ

ลงสถานีรถไฟสูงเนิน เข้าวัดธรรมจักรเสมาราม วัดโบราณพันปีเลียบเส้นทางรถไฟสายอีสาน

วัดธรรมจักรเสมาราม หรือ วัดพระนอนคลองขวาง ถือเป็นวัดโบราณ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองโบราณเสมา ในอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา บนเส้นทางโบราณที่เชื่อมต่อดินแดนภาคกลางกับดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ผ่านช่องทางที่เรียกว่า ‘ปากช่อง’ ซึ่งยังคงใช้งานมาจนถึงยุคปัจจุบัน ในรูปแบบของถนนและรางรถไฟ อายุของวัดธรรมจักรเสมารามแห่งนี้ก็ไม่ใช่น้อยๆ นะครับ มีอายุมากกว่า 1,000 ปีเลยทีเดียวเชียว ถ้าถามว่ารู้ได้ยังไงว่าอายุมากขนาดนั้น ก็จากหลักฐานที่อยู่ในวัดเองนั่นละครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ของวัด

ลงสถานีรถไฟสูงเนิน เข้าวัดธรรมจักรเสมาราม วัดโบราณพันปีเลียบเส้นทางรถไฟสายอีสาน

พระพุทธไสยาสน์หรือพระนอนของวัดธรรมจักรเสมารามสร้างจากหินทรายขนาดใหญ่หลายชิ้นประกอบกัน ประทับนอนแบบสีหไสยาสน์หรือนอนตะแคงขวาหันพระเศียรไปทางทิศใต้ แม้กาลเวลาผ่านมายาวนานจนท่านไม่ได้มีสภาพสมบูรณ์เฉกเช่นเมื่อครั้งอดีต แต่เรายังพอสังเกตว่า พระพุทธรูปองค์นี้มีพระพักตร์เหลี่ยม พระขนงต่อกันเป็นปีกกา พระเนตรโปน พระนาสิกใหญ่และพระโอษฐ์แบะเล็กน้อย ลักษณะเหล่านี้ถือเป็นเอกลักษณ์ของพระพุทธรูปในศิลปะทวารวดีที่เริ่มขึ้นในภาคกลาง และไหลขึ้นมายังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จนเกิดเป็นศิลปะทวารวดีภาคตะวันออกเฉียงเหนือขึ้น ดังนั้น พระพุทธไสยาสน์องค์นี้จึงจัดอยู่ในศิลปะแบบทวารวดี โดยมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 13 – 14 หรือราว 1,300 ปีมาแล้ว

ลงสถานีรถไฟสูงเนิน เข้าวัดธรรมจักรเสมาราม วัดโบราณพันปีเลียบเส้นทางรถไฟสายอีสาน

จุดที่น่าสนใจอย่างหนึ่งของพระพุทธรูปองค์นี้ก็คือ การเป็นพระพุทธไสยาสน์ขนาดใหญ่ลอยตัว มองเห็นท่านได้ทั้ง 4 ด้านแบบนี้นี่แหละครับ ไม่มีพระพุทธไสยาสน์ลอยตัวองค์ใดในประเทศไทยจะเก่าแก่ไปกว่านี้อีกแล้ว เพราะแม้จะเป็นศิลปะทวารวดีเหมือนกัน แต่พระพุทธไสยาสน์องค์อื่นนั้นล้วนอยู่ในรูปงานปูนปั้นหรืองานแกะสลักบนเพิงผาหรือถ้ำ ไม่มีการทำลอยตัวแบบวัดธรรมจักรเสมารามแห่งนี้

ลงสถานีรถไฟสูงเนิน เข้าวัดธรรมจักรเสมาราม วัดโบราณพันปีเลียบเส้นทางรถไฟสายอีสาน
ถ้ำฝาโถ วัดถ้ำเขางู จังหวัดราชบุรี

และอย่างที่สอง พระพุทธรูปองค์นี้นอนตะแคงขวา หันพระเศียรไปทางทิศใต้ เท่ากับว่าพระพุทธรูปองค์นี้หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ซึ่งทิศใต้ถือเป็นทิศมงคลของชาวพุทธโบราณ จนถึงกับมีคำเรียกทิศใต้ว่า ‘ทิศหัวนอน’ เลยทีเดียว (ทุกวันนี้คนปักษ์ใต้ยังเรียกทิศนี้ว่าทิศหัวนอนอยู่เลยครับ) ส่วนทิศตะวันออกก็เป็นทิศมงคลเช่นกัน เป็นทิศแห่งการเกิด ลองสังเกตดูสิครับว่า อาคารในศาสนาพุทธส่วนใหญ่มักหันหน้าไปยังทิศตะวันออกเสมอ 

ดังนั้น ท่านอนของพระพุทธรูปองค์นี้จึงถือเป็นท่านอนอันเป็นมงคลทั้งสิ้น และสัมพันธ์กับอาคารที่ท่านประดิษฐานอยู่ครับ เพราะเราจะสังเกตว่า อาคารหลังนี้แคบแทบจะพอดีกับองค์พระพุทธรูป ซึ่งสิ่งนี้เป็นการจำลอง ‘คันธกุฎี หรือกุฏิของพระพุทธเจ้า หมายความว่าเมื่อเรากราบพระพุทธไสยาสน์องค์นี้ เรากำลังกราบไหว้พระพุทธเจ้าขณะยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่นั่นเองครับ ต่างจากพระพุทธไสยาสน์ในสมัยทวารวดีแห่งอื่นๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่แสดงเหตุการณ์ตอนปรินิพพานทั้งสิ้น

แต่ก็น่าเสียดายครับ แม้จะเหลือร่องรอยของอาคารที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์องค์นี้เอาไว้ แต่เราไม่รู้เลยว่าหน้าตาเมื่อครั้งยังสมบูรณ์ในสมัยก่อนเป็นเช่นไร เพราะอาคารที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นอาคารสมัยใหม่ที่สร้างขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 2538 เพื่อคลุมอาคารโบราณเอาไว้ ส่วนตัวอาคารเดิมเหลือแต่ส่วนฐานที่เป็นงานอิฐเท่านั้น ถึงกระนั้น อาคารหลังนี้มีการใช้หินทรายมาร่วมก่อสร้างด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นกรอบประตูหรือซี่ลูกกรงที่เรียกว่าลูกมะหวด ทั้งสองอย่างนี้ไม่ใช่สิ่งที่ศิลปะทวารวดีนิยมใช้ แต่เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในศิลปะขอม ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะในเมืองเสมานั้นมีทั้งโบราณสถานสมัยทวารวดีและโบราณสถานสมัยขอมอยู่แล้วครับผม 

อย่างไรก็ตาม ร่องรอยความเป็นทวารวดีก็ยังมีอยู่ให้เห็น เพราะอาคารหลังนี้ล้อมด้วยใบเสมาแบบคู่ ซึ่งเป็นที่นิยมอยู่ในวัฒนธรรมทวารวดีภาคอีสานครับผม

ลงสถานีรถไฟสูงเนิน เข้าวัดธรรมจักรเสมาราม วัดโบราณพันปีเลียบเส้นทางรถไฟสายอีสาน
ลงสถานีรถไฟสูงเนิน เข้าวัดธรรมจักรเสมาราม วัดโบราณพันปีเลียบเส้นทางรถไฟสายอีสาน

  แต่อย่าคิดว่าวัดธรรมจักรเสมารามจะมีเท่านี้นะครับ ลองดูที่ชื่อวัดครับ มีคำว่า ‘ธรรมจักร’ กับคำว่า ‘เสมา’ เสมามีอยู่รอบวิหารพระนอน ส่วนธรรมจักรนั้นอยู่ในอาคารพิพิธภัณฑ์ของวัด ซึ่งมีธรรมจักรอยู่ 2 ชิ้น ชิ้นหนึ่งอยู่ในตู้ อีกชิ้นอยู่นอกตู้ และแน่นอนว่าของจริงอยู่ในตู้ครับ 

ธรรมจักรชิ้นนี้ถือเป็นโบราณวัตถุที่น่าสนใจอย่างมาก แม้ธรรมจักรศิลาจะเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในศิลปะทวารวดีภาคกลาง แต่ในภาคอีสานพบธรรมจักรแบบลอยตัวแค่ชิ้นนี้ชิ้นเดียวเท่านั้น แถมยังพบพร้อมกับเสาที่ใช้ตั้งธรรมจักรอีกด้วย ส่วนธรรมจักรในแบบศิลปะทวารวดีภาคอีสานจริงๆ นั้น เป็นงานแกะสลักบนใบเสมาอีกทีหนึ่ง ไม่มีแบบลอยตัวเลยสักชิ้นเดียว

ลงสถานีรถไฟสูงเนิน เข้าวัดธรรมจักรเสมาราม วัดโบราณพันปีเลียบเส้นทางรถไฟสายอีสาน
ลงสถานีรถไฟสูงเนิน เข้าวัดธรรมจักรเสมาราม วัดโบราณพันปีเลียบเส้นทางรถไฟสายอีสาน

ตัวธรรมจักรเองก็มีความน่าสนใจใช่ย่อย แม้ว่าธรรมจักรจะเป็นวัฒนธรรมจากทางภาคกลาง แต่ช่างก็แอบใส่ความเป็นอีสานเอาไว้ด้วย ลองสังเกตตรงด้านล่างครับ ตรงส่วนรองรับธรรมจักร ปกติแล้วถ้าเป็นในภาคกลางจะใช้ลายก้านขดบ้าง รูปพระสูรยะหรือพระอาทิตย์บ้าง หรือคชลักษมีบ้าง แต่ชิ้นนี้ทำเป็นรูปหน้ากาลครับ แบบเดียวกับที่เจอบนทับหลัง ซึ่งไม่เคยพบในภาคกลางเลยแม้แต่ชิ้นเดียวเช่นกัน

ทีนี้ ลองแวะไปดูที่เสาธรรมจักรบ้าง ซึ่งหากยังสมบูรณ์และยังใช้งานอยู่ ธรรมจักรในตู้กระจกจะตั้งอยู่บนเสาต้นนี้นี่ละครับ แน่นอนว่าถ้าเราดูแค่หน้าตาของเสา ก็ต้องบอกว่าธรรมดาครับ หน้าตาเหมือนกับของที่เจอในภาคกลางเลย แต่เดี๋ยวก่อน ลองพิจารณาดีๆ ครับ ลองมองให้ดีๆ จะเห็นว่าตรงฐานเสามีข้อความจารึก ซึ่งแม้เสาจะมีอายุนับพันปี แต่จารึกนี้เป็นภาษาไทยนะครับ

โดยข้อความในจารึกเล่าว่า เดิมหินนี้ฝังอยู่ กรมหมื่นจรัสพรปฏิภาณ เลยขอแรงผู้ใหญ่บ้านกับลูกบ้านไปขุดขึ้นมา ตอนท่านมาเที่ยวที่นี่ พร้อมลงวันที่ 9 ก.พ. ร.ศ. 122 ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2446 ที่สำคัญมีการลงลายเซ็นไว้ข้างใต้ด้วยนะครับ

ข้อความในจารึกบอกเรื่องราวของเสาธรรมจักรนี้ให้เราได้อย่างชัดเจนเลยครับ ว่าเจอเมื่อไหร่ โดยใคร และเอาขึ้นมาได้ยังไง ส่วนใครที่สงสัยว่า กรมหมื่นจรัสพรปฏิภาณในจารึกนี้คือใคร ท่านก็คือ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจรัสพรปฏิภาณ ต้นสกุลจรูญโรจน์ ซึ่งเป็นพระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ เจ้าจอมมารดาช้อย ครับผม ดังนั้น เสาธรรมจักรนี้จึงเป็นเหมือนอีกหนึ่งบันทึกจากอดีต ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งของชาวสูงเนินด้วยครับ

ในอนาคตข้างหน้า เมื่อรถไฟรางคู่และรถไฟความเร็วสูงพาดผ่านอำเภอสูงเนินแห่งนี้ ผมเชื่อเหลือเกินว่าที่นี่จะไม่เหมือนเดิมแน่นอน วัดแห่งนี้จะยังคงอยู่เป็นศาสนสถานแห่งสำคัญ และจะกลายเป็นเสมือนไทม์แมชชีน บอกเล่าเรื่องราวของสูงเนินเมื่อครั้งโบราณต่อเนื่องมาถึงอดีตเมื่อไม่นานไปสู่ผู้คนอีกมากมาย ไปพร้อมๆ กับสถานีรถไฟสูงเนิน เมืองโบราณเสมาและชาวสูงเนินแน่นอนครับ

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณโครงการทางรถไฟสายโบราณคดี “บอกเล่าให้รู้จัก บอกรักษ์สูงเนิน” โดยนักศึกษาคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ชวนผู้เขียนให้ร่วมเดินทางไปด้วยกัน และช่วยเหลือในหลายเรื่องจนทำให้งานเขียนชิ้นนี้ออกมาสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. นอกจากวัดธรรมจักรเสมารามแห่งนี้ ในอำเภอสูงเนินยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกหลายที่ ไม่ว่าจะเป็นเมืองโบราณเสมา เมืองโบราณสมัยทวารวดี ปราสาทขอมหลายแห่ง เช่น ปราสาทเมืองเก่า ปราสาทเมืองแขก หรือแม้สถานที่รถไฟสูงเนิน อาคารสถานีเก่าแก่ที่อยู่มาตั้งแต่สมัยเปิดเส้นทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมาเลยครับ
  2. ความเป็นคันธกุฎีหรือการนมัสการพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งยังทรงมีพระชนม์อยู่จริงๆ แล้วมีหลายที่นะครับ อย่างเช่น พระมหามัยมุนีที่เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา ที่มีพิธีล้างพระพักตร์ก็เป็นเช่นเดียวกัน ซึ่งผมได้เคยเขียนถึงไปแล้ว สามารถไปอ่านกันได้นะครับ
  3. ใครที่ชอบนั่งรถไฟหรืออยากเดินทางไปพร้อมกับชมวิวไปด้วย อยากให้มาลองนั่งรถไฟสายนี้ครับ เพราะนอกจากอาหารการกินบนรถไฟแล้ว เรายังสามารถชมวิวทิวทัศน์ที่น่าสนใจ พร้อมกับสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายแห่งที่รถไฟสายนี้ผ่าน เช่น ผาเสด็จ ก็อยู่บนเส้นทางรถไฟสายนี้เช่นกันครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เมื่อ พ.ศ. 2531 หรือ 33 ปีที่แล้ว สหรัฐอเมริกาได้ส่งคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์จากปราสาทหินพนมรุ้ง ทับหลังที่ถูกลับลอบนำออกนอกประเทศไทยตั้งแต่ช่วงสงครามเวียดนามคืนให้กับประเทศไทย ทับหลังที่ทำให้เกิดเพลง ทับหลัง ของวงคาราวที่มีเนื้อเพลงติดหูว่า “เอาไมเคิล แจ๊กสันคืนไป เอาพระนารายณ์คืนมา” 

และใน พ.ศ. 2564 สหรัฐอเมริกาได้ส่งคืนทับหลัง 2 ชิ้นที่ถูกลับลอบนำออกนอกประเทศในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน นั่นก็คือ ‘ทับหลังจากปราสาทหนองหงส์’ จังหวัดบุรีรัมย์ และ ‘ทับหลังจากปราสาทเขาโล้น’ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งผมเชื่อว่า ถ้าคุณไม่ใช่คนในพื้นที่หรือคนที่สนใจจริงๆ แทบจะไม่มีใครเคยได้ยินชื่อปราสาทสองแห่งนี้มาก่อนแน่ๆ ผมเลยจะขออาสาพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับปราสาททั้งสองแห่งกันครับ

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Facebook Royal Consulate-General Los Angeles

ก่อนจะไปทำความรู้จักกับปราสาททั้งสองหลัง ขอเล่าเรื่องการทวงคืนทับหลังทั้ง 2 ชิ้นนี้แบบย่อๆ สักเล็กน้อยครับผม

จุดเริ่มต้นทั้งหมดเริ่มจากกลุ่มสำนึก 300 องค์ ซึ่งนำโดย นายทนงศักดิ์ หาญวงษ์ และนักวิชาการอิสระกลุ่มหนึ่งได้พบเบาะแสของทับหลังทั้งสองชิ้น ในระหว่างการติดตามทวงคืนประติมากรรมสำริดจากกรุประโคนชัย โดยพบทับหลังทั้งสองชิ้นจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ชอง-มุน ลี (Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture) ซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา 

ซึ่งทับหลังทั้งสองชิ้นมีป้ายระบุชัดเจนว่ามาจากปราสาทแห่งใด เช่น ปราสาทหนองหงส์ (Place of Origin : Northeastern Thailand, Nong Hong Temple, Buriram Province) หรือปราสาทเขาโล้น (Place of Origin : Northeastern Thailand, Khao Lon Temple, Sa Kaeo Province) ประกอบกับหลักฐานเป็นภาพถ่ายเก่าของทับหลังทั้งสองชิ้นเมื่อครั้งยังประดิษฐานอยู่ที่ปราสาท จึงถือเป็นหลักฐานชั้นดีที่นำไปสู่การทวงคืนทับหลังทั้งสองชิ้นกลับมายังประเทศไทย 

อย่างไรก็ตาม รูปถ่ายที่จะใช้ในการทวงคืนนั้นจะต้องถ่ายหลัง พ.ศ. 2504 นะครับ เพราะเป็นปีที่มีการออก พ.ร.บ. โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ดังนั้น ถ้าโบราณวัตถุใดก็ตามที่ถูกลักลอบนำออกนอกประเทศก่อนหน้านี้ก็ทวงคืนไม่ได้ เพราะกฎหมายยังไม่ได้ออก ซึ่งรูปถ่ายทั้ง 2 ภาพถ่ายหลัง พ.ศ. 2504 ทั้งคู่ จึงใช้ในกระบวนการนี้ได้

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ทับหลังจากปราสาทหนองหงส์ 
ภาพ : หนังสือโครงการและรายงาน การสำรวจและขุดแต่งโบราณวัตถุสถานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เล่ม 2 พ.ศ. 2502 หน้า 34
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ทับหลังจากปราสาทเขาโล้น 
ภาพ : หนังสือศิลปะสมัยลพบุรี หน้า 30

ทับหลังทั้งสองชิ้น ทั้งทับหลังจากปราสาทหนองหงส์และทับหลังจากปราสาทเขาโล้น ต่างเป็นทับหลังในศิลปะขอมแบบบาปวน สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16 ด้วยกันทั้งคู่ เป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันอายุของปราสาทที่ทับหลังทั้งสองชิ้นนี้เคยอยู่ โดยทับหลังจากปราสาทหนองหงส์นั้นมีรูปพระยม เทพเจ้าแห่งความตาย และเทพประจำทิศใต้ประทับบนหลังกระบือ พาหนะของพระองค์ อยู่เหนือหน้ากาลซึ่งกำลังคายท่อนพวงมาลัย ประดับด้านบนและด้านล่างของทับหลังด้วยลายกระหนกใบไม้ตั้งขึ้นและใบไม้ห้อยลง

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture

ส่วนทับหลังจากปราสาทเขาโล้นนั้นมีหน้ากาลเหมือนกัน แต่ด้านบนเปลี่ยนเป็นรูปเทวดานั่งชันเข่าแทน (บางคนตีความว่าเป็นพระอินทร์ แต่ผมคิดว่าไม่ใช่ เพราะไม่ได้ขี่เทพพาหนะอย่างช้างเอราวัณ และของในมือก็ไม่ชัดเจนว่าเป็นวัชระหรือไม่) และหน้ากาลนั้นเปลี่ยนจากคายท่อนพวงมาลัยเป็นคายก้านขดม้วนต่อเนื่องออกมาแทน ส่วนด้านบนก็ประดับลายกระหนกใบไม้ตั้งขึ้นและใบไม้ห้อยลงเช่นเดียวกัน

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture

เราทำความรู้จักกับทับหลังทั้งสองแล้ว ทีนี้ได้เวลาไปชมปราสาททั้งสองแห่งแล้วครับ

แม้ว่าทั้งปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้นจะตั้งอยู่คนละจังหวัด ดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้ แต่ปราสาททั้งสองหลังมีความเกี่ยวข้องกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือที่ตั้งครับ ปราสาททั้งสองหลังตั้งอยู่บริเวณช่องตะโกของเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งช่องตะโกนี้ถือเป็นหนึ่งในหลายช่องเขาที่เชื่อมต่อพื้นที่ลุ่มน้ำมูลในประเทศไทยและโตนเลสาบในประเทศกัมพูชา โดยปราสาทหนองหงส์ตั้งอยู่บนบนขอบที่ราบสูง ส่วนปราสาทเขาโล้นตั้งอยู่บนต้นทางที่ราบลุ่ม ลงจากเขตที่ราบสูงเพื่อเดินทางต่อไปยังปราสาทสด๊กก๊อกธม ปราสาทสำคัญอีกแห่งหนึ่งซึ่งพบจารึกสำคัญที่เล่าเรื่องราวของกษัตริย์ขอมโบราณเอาไว้ และมุ่งสู่เขตกัมพูชาต่อไป ดังนั้น ปราสาททั้งสองหลังจึงเหมือนเป็นจุดพักระหว่างทางในการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างสองดินแดน มีความสัมพันธ์กันทางเครือญาติอย่างลึกซึ้งมาตั้งแต่อดีตกาลนับพันปีมาแล้ว

โดยปราสาทหนองหงส์เป็นปราสาทสร้างด้วยอิฐ 3 หลัง ตั้งอยู่บนฐานไพทีเดียวกันเรียงตัวในแนวเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออกซี่งถือเป็นทิศมงคล มีปราสาทประธานตั้งอยู่ตรงกลางและถึงแม้จะได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังมีสภาพสมบูรณ์กว่าปราสาทบริวารทั้งสองหลัง เพราะยังเหลือส่วนชั้นซ้อนด้านบนอยู่บ้าง แต่ทับหลังซึ่งเคยมีอยู่กับปราสาททั้ง 3 หลังนั้นไม่ปรากฏแล้ว

ทับหลังรูปพระยมทรงกระบือที่ได้คืนมาครั้งนี้เดิมอยู่ที่ปราสาทหลังทิศใต้ (ถ้าหันหน้าไปหากลุ่มปราสาทจะอยู่ทางซ้าย) ส่วนทับหลังรูปพระนารายณ์ทรงครุฑและทับหลังรูปพระอินทร์ยังคงสูญหายไป ด้านหน้ากลุ่มปราสาทมีวิหาร (นิยมเรียกกันว่าบรรณาลัย) ตั้งอยู่หน้าปราสาทบริวารหลังทิศใต้ กลุ่มอาคารทั้งหมดมีกำแพงล้อมรอบ โดยมีโคปุระหรือประตูทางเข้าอยู่ทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ก็คือด้านหน้าและด้านหลังนั่นเอง

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : ทศพล นามปัญญา

ในขณะที่ปราสาทเขาโล้นตั้งอยู่ยอดเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่งชื่อว่าเขาโล้น ตั้งอยู่ภายในสำนักสงฆ์ปราสาทเขาโล้น เป็นกลุ่มปราสาท 4 หลังเรียงตัวในแนวเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก แถวหน้ามี 3 หลังและแถวหลังมีอีก 1 หลัง แต่ปัจจุบันพังทลายไปจนหมด คงเหลือเพียงปราสาทประธานหลังกลางเพียงหลังเดียวในสภาพที่ไม่ได้สมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยเหลือชั้นซ้อนด้านบนเล็กน้อย ทับหลังรูปเทวดานั่งชันเข่าเหนือหน้ากาลที่ได้คืนมาเดิมอยู่ที่ปราสาทหลังนี้ครับ 

นอกจากจำนวนปราสาทจะมากกว่าปราสาทหนองหงส์ซึ่งมี 3 หลังแล้ว ที่ปราสาทเขาโล้นแห่งนี้ยังมีจารึกโบราณอยู่ที่กรอบประตูทางเข้า โดยในจารึกมีการระบุศักราช ซึ่งเมื่อแปลงเป็นพุทธศักราชแล้วจะตรงกับ พ.ศ. 1559 สอดคล้องกับอายุของทับหลังจากปราสาทหลังนี้ที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 16 เลยครับ

เรื่องราวของทับหลัง 2 ชิ้น และการเดินทางกลับปราสาทหนองหงส์ บุรีรัมย์ และปราสาทเขาโล้น สระแก้ว ปราสาทหินที่บอกเล่าประวัติศาสตร์แดนอีสาน
เรื่องราวของทับหลัง 2 ชิ้น และการเดินทางกลับปราสาทหนองหงส์ บุรีรัมย์ และปราสาทเขาโล้น สระแก้ว ปราสาทหินที่บอกเล่าประวัติศาสตร์แดนอีสาน
ภาพ : ทศพล นามปัญญา

และการทวงคืนทับหลังทั้งสองชิ้นนี้กลับมาสู่มาตุภูมิ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการทวงคืนโบราณวัตถุชิ้นสำคัญอีกหลายชิ้นที่ไปตกอยู่ในความครอบครองของพิพิธภัณฑ์ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ รวมไปถึงในร้านประมูลโบราณวัตถุ ซึ่งส่วนใหญ่ออกไปจากประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายแทบทั้งสิ้น แม้บางชิ้นจะมีป้ายที่ระบุชัดเจนถึงสถานที่ตั้งเดิมของโบราณวัตถุเหล่านั้น แต่ก็ยังมีอีกมากที่ป้ายระบุเพียงข้อมูลอย่างกว้างๆ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของทั้งภาครัฐและเอกชนที่จะร่วมมือกันรวบรวมหลักฐาน เพื่อให้โบราณวัตถุเหล่านั้นได้กลับมายังสถานที่ซึ่งพวกเขาเคยอยู่อีกครั้ง

เกร็ดแถมท้าย

  1. ปราสาทขอมนั้นแม้ส่วนใหญ่จะพบอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน แต่จริงๆ แล้วยังพบในภาคอื่นด้วย เช่น ภาคกลางและภาคตะวันออก เหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของอาณาจักรขอมโบราณได้เป็นอย่างดี
  2. ทับหลังถือเป็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญและมักเป็นชิ้นที่มีความสวยงามที่สุดในปราสาทหินควบคู่ไปกับหน้าบัน นอกจากความสวยงามแล้ว ทับหลังยังเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยในการกำหนดอายุของปราสาทอีกด้วย
  3. นอกจากทับหลังที่เราได้คืนมาแล้ว ที่ปราสาทหนองหงส์ยังมีโบราณวัตถุน่าสนใจอีกหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็นโกลนทับหลัง (ทับหลังที่ยังแกะสลักไม่เสร็จ) ชิ้นส่วนหน้าบัน ฐานรูปเคารพฯ ซึ่งได้จากการขุดศึกษาเมื่อ พ.ศ. 2545 และปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา

Writer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load