ไม่นานมานี้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์การใช้ภาษาถิ่น รวมไปถึงเรื่องเครื่องแต่งกายชาติพันธุ์ในรัฐสภาออกมาให้ถกกันอย่างดุเดือด ประกอบกับในวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมาถือเป็นวันชนเผ่าพื้นเมืองโลก ทีมของเราจึงอยากจะพาไปเยี่ยมชมมิวเซียมเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ทำงานนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์มาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีวิธีการสื่อสารที่สนุกสนาน ชวนให้รู้สึกว่าเรื่องชาติพันธุ์ไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิด ว่าแล้วก็ตามเรามาขึ้น ‘รถบ้าน’ ที่มีชื่อว่า ‘วิวิธชาติพันธุ์’ ด้วยกันเลยดีกว่า

วิวิธชาติพันธุ์ นิทรรศการบนรถบ้านพร้อมจอหนังที่สัญจรไปส่งความรู้เรื่องคนกลุ่มน้อย

1

ขึ้นรถ

ใช่แล้ว สถานที่แห่งนี้ไม่ได้มีโถงอาคารเหมือนพิพิธภัณฑ์อื่นๆ แต่กลับจัดแสดงเนื้อหาอยู่ในรถบ้านขนาดเล็กกะทัดรัด ด้านในมีครัวจิ๋ว รายล้อมไปด้วยตู้ไม้ใส่หนังสือ และเบาะที่นั่งได้ไม่เกินสี่ห้าคน ประกอบด้วยข้าวของจากชาติพันธุ์ต่างๆ เรียงรายกันอยู่ ให้บรรยากาศอบอุ่นเหมือนนั่งอยู่ในบ้านของใครคนหนึ่ง โชคดีเหลือเกินที่เราได้พูดคุยกับ ดร.ชิตชยางค์ ยมาภัย และ ดร.พธู คูศรีพิทักษ์ สองหัวแรงผู้ขับเคลื่อนโปรเจกต์นี้มาตั้งแต่ต้น ให้เราได้ทำความรู้จักเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลัง อีกทั้งความเป็นมาของสิ่งที่อยู่รอบตัวเราทั้งหลายเหล่านี้  

“ชื่อวิวิธชาติพันธุ์ ‘วิวิธ’ แปลว่า ความหลากหลาย ส่วน ‘ชาติพันธุ์’ ก็คือกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกันโดยมีวัฒนธรรมร่วมหรือวิถีเดียวกัน ชื่อภาษาอังกฤษคือ Vivid Ethnicity ‘Vivid’ มีความหมายว่า สีสันอันสดใส พอรวมกับ ‘Ethnicity’ จึงมีความหมายว่า ตัวแทนสีสันอันสดใสของกลุ่มคนชาติพันธุ์ที่หลากหลาย” อาจารย์พธูเริ่มอธิบายคอนเซปต์ของพื้นที่สุดพิเศษแห่งนี้ให้เราฟัง 

ดร.ชิตชยางค์ ยมาภัย และ ดร.พธู คูศรีพิทักษ์

“เรามาจากสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ทำงานวิจัยด้านภาษาและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์มาโดยตลอด ก่อกำเนิดจากการศึกษาภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ก่อน เมื่อครั้ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระราชปรารภแก่ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. คุณหญิงสุริยา รัตนกุล ว่า ‘ดูซิ แม้วเขาไม่ชอบให้คนเรียกว่าแม้ว เราก็ยังเรียกเขาอยู่ได้ เขาเป็นม้ง แค่นี้เรายังไม่รู้เลย แล้วเราจะไปทำอะไรได้’ 

“ถือเป็นจุดกำเนิดที่ทำให้คุณหญิงพยายามศึกษาทำความเข้าใจกลุ่มชาติพันธุ์ในเชิงลึก เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างคนต่างวัฒนธรรมให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น โดยก่อตั้งโครงการศูนย์ศึกษาวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชียอาคเนย์ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท และบัดนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็นสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย งานวิจัยเริ่มต้นจากงานภาษาศาสตร์ จากนั้นจึงต่อยอดมาศึกษาเรื่องวัฒนธรรม ต่อมาได้สร้างเป็นหลักสูตรปริญญาโทด้านภาษาศาสตร์ วัฒนธรรมศึกษา ภาษาและการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม และปริญญาเอกอีกสองสาขาคือ ภาษาศาสตร์ กับ พหุวัฒนธรรม” 

อาจารย์พธูเล่าต่อว่า “ที่สถาบันมีพิพิธภัณฑ์ที่อยู่คู่กันมาตั้งแต่เปิดอาคาร ชื่อว่า ‘พิพิธภัณฑ์มานุษยวิทยาวัฒนธรรม’ ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับงานวิจัยของสถาบัน การทำงานภาคสนามเพื่อทำความเข้าใจภาษาและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มีโซนหมู่บ้านจำลอง นิทรรศการถาวรนี้อยู่แบบเดิมมาเป็นสิบปีแล้ว 

“จนเมื่อปีที่แล้ว ทีม iCulture ของเราสังกัดสถาบันวิจัยภาษาฯ ได้รับทุนจากงบประมาณแผ่นดินในโครงการเสริมสร้างความผูกพันต่อสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อการเปลี่ยนแปลงผ่านพิพิธภัณฑ์ ซึ่งนอกจากจะส่งผลให้มีแผนพัฒนานิทรรศการถาวรแล้ว ยังจัดทำนิทรรศการเคลื่อนที่พิเศษ ‘วิวิธชาติพันธุ์’ เพื่อตระเวนสอนวิธีการเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดเชิงออกแบบให้แก่นักเรียนและชุมชนใน 7 จังหวัดใกล้เคียงกับมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งหลังจากจบโครงการแล้ว โครงการยังดำเนินต่อเนื่องด้วยตัวเอง แถมยังขยายพื้นที่ปฏิบัติการกว้างไกลไปทั่วประเทศด้วย”

2

การจัดการเรียนรู้ตามบริบท

“การนำนิทรรศการวิวิธชาติพันธุ์ออกไปสัญจรเผยแพร่ความรู้ ขับเคลื่อนด้วยกำลังสำคัญ 3 คน ถ้าเราสัญจรไปตามโรงเรียนก็อาจจะต้องมีอาสาสมัครมาช่วยเฉพาะกิจ ซึ่งการเรียนการสอนจะมีลักษณะแตกต่างกันไป เมื่อขึ้นมาบนรถบ้านคันนี้ จะเห็นว่ามีคอลเลกชันหลักคือ คลังห้องสมุด มีสารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์จากอาจารย์หลายท่านที่ทำมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งสถาบันฯ รวมถึงงานวิจัยใหม่ๆ เชิงพัฒนาหรือแก้ปัญหาต่างๆ ในกลุ่มชาติพันธุ์ที่ร่วมสมัยมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีวัตถุจัดแสดงที่ได้มาจากการลงพื้นที่วิจัยในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเราก็นำมาใช้เป็นสื่อการสอนด้วย”

พูดไม่ทันขาดคำ กาแฟดริปจากกลุ่มคนลัวะ (ละว้า) ที่แม่ฮ่องสอนก็ถูกยกขึ้นมาเสิร์ฟ บทสนทนาของเราก็ดำเนินต่อพร้อมกลิ่มหอมของกาแฟที่ฟุ้งไปทั้งรถ 

วิวิธชาติพันธุ์ นิทรรศการบนรถบ้านพร้อมจอหนังที่สัญจรไปส่งความรู้เรื่องคนกลุ่มน้อย

อาจารย์พธูหยิบหนังสือสารานุกรมว่าด้วยชาวลัวะขึ้นมาให้เราดูหน้าตาของผู้ผลิตสิ่งที่เรากำลังถืออยู่ในมือไปพลางๆ 

“ยกตัวอย่างที่ช่างชุ่ย เราได้โจทย์ให้สอนเรื่องอาชีพ เราจึงชูเรื่องการเป็นนักพิพิธภัณฑ์ เรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่สื่อถึง 4 สายงาน แบ่งเป็นฐาน 1. นักวิจัย ฐานที่ให้ฝึกตั้งคำถาม เก็บข้อมูล หาคำตอบ 2. นักอนุรักษ์ ที่ฐานนี้จะได้ฝึกปฏิบัติการเป็นนักอนุรักษ์ ด้วยการขุดค้นหาชิ้นส่วนเครื่องปั้นดินเผา ล้างทำความสะอาด และนำมาต่อให้เป็นใบ เพื่อนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ เป็นกิจกรรมที่เสริมสร้างความเข้าใจกระบวนการอนุรักษ์ 3. นักกิจกรรมการศึกษา ฐานนี้จะให้ลองออกแบบกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ ด้วยการร้อยลูกปัดจากชาติพันธุ์ต่างๆ 4. ภัณฑารักษ์ ฐานที่ให้ลองเอาชุดตุ๊กตาของแต่ละชาติพันธุ์มาจัดแสดง พร้อมเขียนคำบรรยายบนบอร์ดเล็กๆ 

“ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับความสนุกสนานในการลองเป็นนักพิพิธภัณฑ์ตามตำแหน่งที่แตกต่าง ซึ่งกิจกรรมที่จัดที่ช่างชุ่ยจะต่างกับกิจกรรมที่เราจัดตามมหาวิทยาลัย รายวิชาบริหารธุรกิจ บางแห่งให้โจทย์ว่าอยากได้ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรม เราก็สอนให้ได้ โดยเริ่มจากการตั้งคำถามกับเด็กว่า ถ้าคุณต้องไปทำงานกับชุมชน คุณคิดว่าจะเป็น Local to Global หรือ Global to Local 

วิวิธชาติพันธุ์ นิทรรศการบนรถบ้านพร้อมจอหนังที่สัญจรไปส่งความรู้เรื่องคนกลุ่มน้อย
วิวิธชาติพันธุ์ นิทรรศการบนรถบ้านพร้อมจอหนังที่สัญจรไปส่งความรู้เรื่องคนกลุ่มน้อย

“เราใช้สินค้าชาติพันธุ์จาก Museum Shop ที่ได้มาจากแต่ละชุมชน มาประกอบเป็นธุรกิจการค้าแบบจำลอง ให้เขาลองวางแผนธุรกิจ ลงมือทำขนมด้วยตนเอง ออกแบบการจัดร้านกาแฟชาติพันธ์ุด้วยตนเอง และทดลองนำผลิตภัณฑ์ไปขายจริง ภายในสามชั่วโมงที่เรียนนี่แหละ ขายเพื่อน ขายอาจารย์ ปรากฏว่าขายดีมาก!” อาจารย์หัวเราะ 

“หรืออีกกรณีคือไปมิวเซียมอื่นๆ อย่างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง หรือพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ กระบวนการจะเน้นไปทางการสนทนามากกว่าที่นี่ ส่วนมากจะจุดประเด็นจากวัตถุจัดแสดงในนิทรรศการเช่นกัน” 

3

สิ่งของล้วนเล่าเรื่อง

เมื่อพูดถึงสิ่งของ อาจารย์บอกว่าหลายอย่างในรถนี้ชุมชนก็บริจาคมาให้ใช้สอนเรื่องวัฒนธรรมของเขา “อย่างเสื้อของปราชญ์ชาวปกาเกอะญอ เขาไม่ขายให้ แต่ถ้าเอามาใช้ในพิพิธภัณฑ์เขายกให้เลย รวมทั้งหม้อยา (ไปป์) ที่ทำจากเงินด้วย แล้วก็มีหม้อยาไม้ที่พือพือเขานั่งสูบๆ อยู่แล้วก็ยื่นให้เลย” 

วิวิธชาติพันธุ์ นิทรรศการบนรถบ้านพร้อมจอหนังที่สัญจรไปส่งความรู้เรื่องคนกลุ่มน้อย

อาจารย์พธูเล่า “พือพือแปลว่าคุณตาค่ะ” นอกจากนั้น อาจารย์พธูยังหยิบ ‘ครกไม้ไผ่’ ที่ใช้ตำน้ำพริกมาให้ดูอีกหนึ่งชิ้น ได้มาจากโครงการอีโคมิวเซียมดอยสี่ธาร ณ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่

“เราเคยขอพือพือว่าอยากเอามาไว้ในมิวเซียม ซึ่งแกไม่ได้พูดภาษาไทยนะคะ แกพูดภาษากะเหรี่ยง วันที่แกยกครกไม้ไผ่มาให้แกก็มานั่งตำให้ดู แกคงอยากสาธิตให้เห็นวิธีการใช้” ซึ่งของเหล่านี้ยังเชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์ที่มีจำหน่ายในงานวิวิธชาติพันธุ์ด้วย เช่น มึซาโต๊ะ (แปลว่าน้ำพริก) แบรนด์ ‘พีพีพือพือ’ โดยโลโก้เป็นรูปของคุณตาคุณยายชาวปกาเกอะญอ ข้าวชาวดอย หรือกาแฟที่คั่วจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ (iCoffee) ซึ่งเป็นสินค้าที่ทีมงานช่วยกันพัฒนา เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน

วิวิธชาติพันธุ์ นิทรรศการบนรถบ้านพร้อมจอหนังที่สัญจรไปส่งความรู้เรื่องคนกลุ่มน้อย

“ผลของงานวิจัยที่ผ่านมา เราพบว่าหนึ่งในวิธีการสืบสานวัฒนธรรมที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือการทำสินค้าที่กินได้นี่แหละ” อาจารย์พธูยิ้ม

4

ว่าด้วยความหลากหลายของ ‘ไทย’

ในขณะที่มือของเรากำลังกางหน้าหนังสือที่เขียนโดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และคณะเรื่องแผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย ว่าด้วยการบันทึกแหล่งที่มาของภาษาอันหลากหลายจากแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ เราเห็นจุดหลากหลายสีพิมพ์กระจายอยู่ทั่วแผนที่ของประเทศไทย แต่ละจุดอธิบายถึงของการใช้ภาษาพื้นถิ่นต่างๆ  ชวนให้นึกในใจว่าจุดเหล่านี้ทำให้แผนที่นี้ดูสวยงามมีสีสันเหลือเกิน และชี้ให้เห็นว่าความหลากหลายทางชาติพันธุ์นั้นมีอยู่ในทุกพื้นที่ของประเทศไทย ไม่ใช่แค่บนภูเขาหรือตามขอบชายแดนอย่างที่หลายๆ คนเคยคิด

วิวิธชาติพันธุ์ นิทรรศการบนรถบ้านพร้อมจอหนังที่สัญจรไปส่งความรู้เรื่องคนกลุ่มน้อย

“ในประเทศของเรามีกลุ่มชาติพันธุ์อยู่ประมาณ 70 ชาติพันธุ์ แบ่งตามตระกูลภาษาได้เป็น 5 ตระกูลภาษา ซึ่งลายบนรถบ้านคันนี้ก็ดึงจุดเด่นกลุ่มชาติพันธุ์มาจาก 5 ตระกูลภาษานี้ อันแรกเป็นลายของภาษาตระกูลจีน-ทิเบต ซึ่งลวดลายคล้ายกากบาท มาจากเสื้อชาวปกาเกอะญอ อันที่สองมาจากตระกูลออสโตรเอเชียติก ซึ่งถอดแบบมาจากสร้อยของคนลัวะ ส่วนอันที่สามเป็นตระกูลไท เอามาจากลายหน้าหมอนของชาวไทดำ อันที่สี่เป็นออสโตรเนเซียน หรือพวกชาวเลหมู่เกาะในเอเชีย พวกมอแกลน อูรักลาโว้ย ฯลฯ ซึ่งกราฟิกก็มาจากลายฝาบ้านของชาวมอแกลน อันสุดท้ายเป็นภาษาของตระกูลม้ง-เมี่ยน ถอดลายมาจากกางเกงของชาวเมี่ยนหรือเย้านั่นเอง”

5

การเคารพและความภูมิใจในความต่างของกันและกัน

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจระหว่างบทสนทนาของเรา คือแต่ละคนบนรถจะเริ่มพูดถึงความเกี่ยวโยงของตนกับชาติพันธุ์ต่างๆ บ้างบอกว่าตัวเองเป็นคนเหนือ เลยคุ้นชินกับชาวม้ง อีกคนพูดขึ้นว่าตนมีเชื้อมอญอย่างภาคภูมิใจ 

อาจารย์บอกว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก 

ดร.ชิตชยางค์ ยมาภัย และ ดร.พธู คูศรีพิทักษ์

“เคยเอารถคันนี้ไปที่ลำพูน ไปที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 26 ซึ่งมีนักเรียนจำนวนมากที่เป็นชนกลุ่มน้อย เขาก็เข้าแถวขึ้นมาเล่นบนรถกัน พอถามว่าเป็นคนจากที่ไหนก็ไล่ตอบกันมามากมายว่าลาหู่ ลีซู ม้ง อาข่า เย้า ฯลฯ ส่วนน้องที่เป็นคนไทยธรรมดาก็ยังพยายามบอกมาว่า เอ่อ ผมเป็นคนพื้นราบครับ”

เราเรียนรู้ได้จากบทสนทนาที่เกิดขึ้นว่า สถานที่นี้เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เขาจะพูดถึงและแลกเปลี่ยนระหว่างกันและกันเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของตัวเอง อีกทั้งประสบการณ์บนรถคันนี้ได้สร้างความมั่นใจแก่พวกเขา ให้เรื่องราวของเขามีความสำคัญ 

“ที่น่าตกใจคือ ตอนเอาไปใช้กับเด็กกรุงเทพฯ ปรากฏว่าพวกเขารู้เรื่องเกี่ยวกับชาติพันธุ์ที่หลากหลายน้อยมาก ซึ่งพอนึกย้อนกลับไป ตัวเราเองตอนเด็กๆ ก็ไม่รู้เรื่องนี้เหมือนกัน เพราะมันไม่มีในบทเรียน”

วิวิธชาติพันธุ์ นิทรรศการบนรถบ้านพร้อมจอหนังที่สัญจรไปส่งความรู้เรื่องคนกลุ่มน้อย

อาจารย์บอกว่าทั้งหมดนี้โยงไปสู่วัตถุประสงค์หลักของโครงการที่ นอกจากจะเป็นการจัดส่งความรู้เข้าสู่ชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เข้าถึงยากแล้ว ยังอยากให้เกิดสังคมที่เคารพความแตกต่างของกันและกัน เริ่มจากวัฒนธรรม ภาษา เชื้อชาติ สถานะ ไปจนถึงลักษณะทางกายภาพ เช่น ผู้พิการ 

“นอกจากนี้ ยังสร้างสำนึกรักในชาติพันธุ์ของตัวเองด้วย เราจะเห็นตัวอย่างจากคนกลุ่มน้อยที่เข้ามาอยู่เมืองใหญ่ บางครั้งเขาทำเป็นลืมอัตลักษณ์ของตัวเอง คืออยากเท่ หรืออยากมีความ Urban แต่พอคุยถึงชาติพันธุ์ตัวเองไปสักพักก็รู้สึกภูมิใจในบ้านเกิด อยากจะกลับไปพัฒนาบ้านของตัวเอง”

อาจารย์ยังแอบกระซิบว่า อีกเหตุผลที่ชาวบ้านชอบรถคันนี้คือ เมื่อถึงเวลากลางคืน มันเปลี่ยนเป็นจอฉายหนังกลางแปลง ฉายให้ผู้คนในหมู่บ้านดูกันด้วย

6

ต่อจากนี้ไป

เวลาไหลผ่านเราไปอย่างรวดเร็ว รู้ตัวอีกทีกาแฟแก้วที่ 2 ของเราก็หมด และถึงเวลาต้องลงจากรถบ้านอันแสนอบอุ่นคันนี้เสียแล้ว ด้วยความประทับใจเราจึงถามอาจารย์พธูถึงแผนการต่อยอดโครงการนี้ให้ยั่งยืนทิ้งท้ายก่อนจากกันด้วย

วิวิธชาติพันธุ์ นิทรรศการบนรถบ้านพร้อมจอหนังที่สัญจรไปส่งความรู้เรื่องคนกลุ่มน้อย

“ตอนแรกที่เราออกแบบโปรเจกต์นี้ มันเป็น Special Exhibition แต่มาตอนนี้เราก็ไม่รู้ว่าอายุมันจะยาวต่อไปได้อีกแค่ไหน ทั้งอายุของรถนิทรรศการที่ผ่านการเดินทางมามาก อีกส่วนก็คือการปฏิบัติงาน ที่ตอนนี้ทำผ่านกลุ่ม iCulture หรือกลุ่มพันธกิจวัฒนธรรมสถานบริรักษ์ ซึ่งอนุมัติจัดตั้งโดยสถาบันฯ เพื่อพันธกิจด้านพิพิธภัณฑ์ และวัฒนธรรมสถาน ของสถาบันฯ เราทำทุกอย่างด้วยตนเอง เป็นงานระดมทุนเพื่อพิพิธภัณฑ์ งานจิตอาสา บูรณาการศาสตร์ต่างๆ และบูรณาการการเรียนการสอน การวิจัย การบริการวิชาการ 

วิวิธชาติพันธุ์ นิทรรศการบนรถบ้านพร้อมจอหนังที่สัญจรไปส่งความรู้เรื่องคนกลุ่มน้อย

“ที่ผ่านมา เนื่องจากเราต้องทำวิจัยอยู่แล้ว บางครั้งก็เอาทุนวิจัยนั้นมาดำเนินการต่อ ส่วนบุคลากรก็คือฝึกนักศึกษาในคณะมาบ้าง เราก็อยากจะขับเคลื่อนงานพิพิธภัณฑ์ให้ตอบโจทย์สังคมในอนาคตด้วย”

ในขณะที่โบกมืออำลารถบ้าน เราเสียดายที่ยังมีเรื่องราวของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ซึ่งเรายังไม่รู้และอยากรู้อีกมาก ทั้งเรื่องความเชื่อ ดนตรี ประเพณี ความรัก ฯลฯ แต่เวลาดันหมดเสียก่อน คิดไปถึงคนที่มาจากกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านั้น ว่าพวกเขาจะอยากเรียนรู้หรือแสดงออกเรื่องชาติพันธุ์ของเขาบ้างไหมนะ? แล้วนอกจากที่นี่ (และรัฐสภา) แล้ว ยังมีพื้นที่ไหนที่เขาแบ่งปันตัวตนของเขาได้? มีวิธีอื่นอีกไหมที่จะช่วยไม่ให้เรื่องเล่าของพวกเขาจางหายไปในฝุ่นควันของความศิวิไลซ์?

ดร.ชิตชยางค์ ยมาภัย และ ดร.พธู คูศรีพิทักษ์

ติดตามข่าวคราวเพิ่มเติมของวิวิธชาติพันธุ์ได้ที่

Facebook : RILCAmuseumstudies

Website : museumlc.mahidol.ac.th

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

แจ้งเกิดในโลกใบใหม่ ใหญ่กว่าเดิม 

“นี่ครับ ห้องเก็บงานของผม” โน้ต-วัจนสินธุ์ จารุวัฒนกิตติ ไม่ได้เปิดประตูให้เราเดินเข้าไปในห้องเก็บสะสมงานศิลปะตามปกติ แต่ระรัวนิ้วเคาะแป้นพิมพ์ป้อนรหัสผ่านอย่างรวดเร็ว และกดปุ่ม Enter หันหน้าจอมาทางเราเพื่อแสดงภาพแกลเลอรี่ขนาดใหญ่ ผนังสีขาว แขวนผลงานศิลปะหลายชิ้น โดยมีชื่อ Mr.Palette เป็นเจ้าของสถานที่ ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ Oncyber 

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

ในขณะเดียวกัน เราก็กำลังนั่งอยู่ (ในเชิงกายภาพ) กับคุณโน้ตที่แกลเลอรี่ Palette Artspace ในอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น แม้เป็นแกลเลอรี่น้องใหม่ที่เพิ่งเปิดมาไม่นาน แต่ Palette Artspace ก็ดึงดูดสายตาของผู้คนที่ผ่านไปมาด้วยที่ตั้งทำเลทอง และการตกแต่งเรียบง่ายดูเป็นมิตร อีกทั้งโซนคาเฟ่พร้อมเสิร์ฟเครื่องดื่มน่านั่ง 

การทำงานซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่และในโลกเสมือนควบคู่กันไปเช่นนี้ ถือเป็นเทรนด์การทำงานของแกลเลอรี่หลายแห่งในปัจจุบัน ว่าแล้วเราเลยถือโอกาสชวนคุณโน้ตพูดคุยถึงกระบวนการและประสบกาณ์ของเขา ให้เราได้รู้จักกับทิศทางของการซื้อขายศิลปะในโลกดิจิทัลมากขึ้น การขยับขยายจากภาพแขวนบนผนัง ไปสู่การเปิดประมูล NFT บนอินเทอร์เน็ตนั้น จะเป็นโอกาสทองอย่างที่หลายๆ คนฝันหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงการฆ่าเวลาในช่วงโควิด-19 กันแน่  

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

สรรพสีสันบน Palette  

คุณโน้ตบอกเราว่า เขาใกล้ชิดศิลปะมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากคุณพ่อ (อุทัยพันธุ์ จารุวัฒนกิตติ) เป็นนักสะสม Erotic Art หลังจากรับช่วงดูแลธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ของทางบ้าน คุณโน้ตคิดว่าสักวันหนึ่งเขาจะเป็นศิลปิน ภายหลังเขาได้ศึกษาต่อในระดับปริญญาโทด้านทฤษฎีศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งส่วนที่ทำให้เขาได้พบเจอหลากหลายศิลปินที่รุ่นใหม่และรุ่นเก่าในวงการ จนได้ต่อยอดมาเปิดแกลเลอรี่ Palette Artspace เมื่อ ค.ศ. 2019 ในที่สุด 

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT
เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

“ผมอยากให้พื้นที่ของ Palette Artspace ต่อยอดและสนับสนุนศิลปินคนไทยรุ่นใหม่ที่ตั้งใจสร้างงาน ได้มีโปรไฟล์ ทำพอร์ตไปสมัครงาน ไปเรียนต่อต่างประเทศ พอได้เห็นความสำเร็จของน้องๆ ผมก็มีความสุขไปด้วย” 

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

คุณโน้ตมักสนใจคัดสรรและติดต่อศิลปินรุ่นใหม่ๆ มาแสดงงาน จากนิทรรศการจบการศึกษา รวมไปถึงช่องทางโซเชียลมีเดียอย่าง Instagram สลับไปกับหยิบยืมผลงานของศิลปินระดับใหญ่ๆ มาจัดแสดงเพื่อให้คนทั่วไปได้เข้าถึงผลงานระดับมาสเตอร์พีซของไทยด้วยเช่นกัน

แต่เมื่อเปิดพื้นที่ได้ไม่นานนัก วิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ทำให้คุณโน้ตต้องขบคิดวิธีการไปต่อในฐานะแกลเลอริสต์อย่างเลี่ยงไม่ได้ และในขณะที่มาตรการของรัฐทำให้ไม่สามารถเดินดูงานในพื้นที่กายภาพได้ คุณโน้ตก็ได้แรงบันดาลใจจากโลกออนไลน์อย่างน่าอัศจรรย์

การสร้างแกลเลอรี่ในโลกเสมือนจริง

“ครั้งแรกที่ผมเข้าไปเห็นคลิปใน YouTube ผมมั่นใจมากว่าผมต้องมี ผมเชื่อว่ามาถูกทาง” 

คุณโน้ตเล่าถึงวิดีโอคลิปหนึ่งที่อธิบายถึงการสร้างแกลเลอรี่ที่สามารถเอา ‘ตัวเรา’ เข้าไปอยู่ในโลกเสมือนจริง และในอนาคต ผู้ใช้จะสื่อสาร คุยกันได้เหมือนที่เราแชตกันในเกม อาจมีการเลือกใส่เสื้อผ้า การซื้อไอเท็ม หรือมีบัตรผ่านเข้าสถานที่แต่ละแห่งในรูปแบบต่างๆ ลองจินตนาการว่า ถึงจะมีโควิด แต่เราก็มางานเปิดนิทรรศการศิลปะแบบสบายๆ ในมือถือกระป๋องเบียร์ เดินดูงานศิลปะอยู่ที่บ้าน กดลิงก์เพื่อเข้าไปสู่เว็บไซต์ของศิลปิน อ่าน Wall-Text แม้แต่จะซื้อหรือประมูลงานศิลปะก็ยังทำได้ และสำหรับเขา นั่นคือการทำลายกำแพงของโลกศิลปะในรูปแบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง 

“เราอาจยังไม่รู้เส้นทางของมันมากนัก แต่นับว่าเราเป็นคนแรกๆ ในไทยที่กล้าเดินเข้าไปในโลกใบนั้น” 

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

คุณโน้ตเล่าต่อว่าต้องขอบคุณแอปพลิเคชันชื่อดังอย่าง Clubhouse ที่กลายเป็นแหล่งความรู้นอกกระแสจากทั่วทุกมุมโลกสำหรับเขา โดยวันหนึ่งตัวเขาเองได้มีโอกาสอยู่ร่วมในห้องแชตที่กำลังพูดถึงข่าวดังในสหรัฐอเมริกา นับเป็นการกระชากหน้าประวัติศาสตร์ศิลปะให้เปลี่ยนบทใหม่ อย่างการเผางานที่จับต้องได้และเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบของ NFT (Non-fungible Token) โดยผู้ครอบครองผลงาน Morons (2006) ของ Banksy ได้จุดไฟเผาผลงาน และอัดคลิปวิดีโอเผยแพร่ลงใน YouTube จุดประสงค์เพื่อให้งานออริจินัลที่จับต้องได้หายไป และนำผลงานชิ้นนี้ไปแขวนไว้ในเว็บไซต์ Opensea ในรูปแบบ NFT อีกด้วย

และนั่นคือครั้งแรกที่คุณโน้ตได้ยินคำว่า NFT

ศิลปะในฐานะทรัพย์สินดิจิทัล

เราขอให้คุณโน้ตอธิบายตลาดการวางขายงาน NFT ด้วยการเปรียบเทียบเพื่อให้เข้าใจง่าย ซึ่งคุณโน้ตอธิบายอย่างกว้างๆ ให้เห็นภาพว่า “เว็บไซต์ตลาดขายงานศิลปะ NFT ที่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ปูเสื่อขายได้คือ Opensea ต่อมาตลาดที่เรียกว่าเป็นห้างประจำจังหวัด คือต้องได้รับเชิญ (Invite) ศิลปินคือ Foundation และตลาดขายงานไฮเอนด์ที่ต้องได้รับเลือกจากภัณฑารักษ์ คือ SuperRare” 

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

คุณโน้ตอธิบายว่าจุดเปลี่ยนของวงการนั้นมาจาก Blockchain ที่ทำให้งานดิจิทัลอาร์ตมีมูลค่า เพราะการซื้อขายต้นฉบับนั้นจะถูกส่งต่อโดยตรวจสอบที่มาที่ไป และยืนยันกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของได้ เรียกว่ามีความโปร่งใสและไม่สามาถทำสำเนาได้ ประกอบกับ Tokenization คือกระบวนการสร้างตัวแทนของทรัพย์สินต่างๆ ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล โดยสร้าง Token เป็นตัวแทนของสิทธิหรือทรัพย์สิน อย่างงานศิลปะ Digital Artwork ก็แปลงเป็นโทเคนได้ 

NFT แปลตรงตัวว่าเป็นโทเคนในรูปแบบที่ไม่สามารถแลกเปลี่ยนแทนด้วยสิ่งอื่นได้ (Non-fungible Token) เหล่าแพลตฟอร์มตลาดการขายงานศิลปะอย่างที่ได้กล่าวมาข้างต้น ไม่ว่าจะเป็น Opensea, Foundation และ SuperRare จะทำการ Tokenize งานศิลปะดิจิทัลบนระบบ Ethereum Blockchain โดยผู้ครอบครองโทเคน จะได้รับใบรับรองความเป็นเจ้าของในชิ้นงานนั้นๆ 

ส่วนสกุลเงินดิจิทัลที่นำมาซื้อผลงาน NFT นั้น จะถูกกำหนดโดยตลาดแต่ละแห่งด้วย (ส่วนใหญ่ที่ใช้คือ Ethereum)    

“ในเชิง Business เอาจริงๆ ผมตอบไม่ได้ แต่ถ้าเรื่องการเก็บสะสม ผมว่าใช่สำหรับยุคนี้” เขาเล่าถึงเส้นทางการขยับขยายสู่วงการศิลปะออนไลน์ด้วยความตื่นเต้น เริ่มจากทดลองเปิดงานนิทรรศการ 8 Bits จัดแสดงผลงานของนักศึกษาคณะดิจิทัลมีเดีย สาขาดิจิทัลอาร์ตส์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตบางเขน โดยใช้แพลตฟอร์ม Cryptovoxels และอีกทั้งนิทรรศการ Love Distancing จัดแสดงผลงานของศิลปินนักเคลื่อนไหว วสันต์ สิทธิเขตต์ โดยการติดตั้งจอ LED ฉายภาพงานศิลปะจากในแกลเลอรี่ หันออกด้านนอกตัวอาคาร หวังให้ผู้ที่เดินขึ้นลงบันได BTS สถานีทองหล่อ มองเห็น แม้ว่าในช่วงเวลานั้น แกลเลอรี่จะเปิดให้เข้าชมตามปกติไม่ได้ แต่เมื่อเดินลงมาด้านล่าง ข้างหน้า Palette Artspace ก็จะพบกับ QR Code ที่ยกสมาร์ทโฟนกดเข้าไปชมนิทรรศการเต็มรูปแบบได้ทางออนไลน์ 

 “พอเราทำนิทรรศการออนไลน์ งานศิลปะถูกส่งตรงไปถึงสายตาคนทั่วโลก มีคนสนใจ มีสื่อต่างประเทศมาสัมภาษณ์ พอเป็นข่าว ก็ยิ่งได้รับยอดเข้าชมมากขึ้น ไม่ใช่แค่คนไทย แต่เป็นคนทั้งโลกที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้” คุณโน้ตเล่าให้ฟังถึงผลตอบรับของนิทรรศการล่าสุด คือ 2D Afterlife โดย แพน-จินห์นิภา นิวาศะบุตร นำเสนอภาพสีน้ำมันของตัวละครสมมติที่เสียชีวิตไปแล้วจำนวน 50 ภาพ ผ่านแนวคิดปฏิสัมพันธ์กึ่งมีส่วนร่วม และวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมของแฟนคลับ โดยผู้เข้าชมมีส่วนร่วมในการระลึกถึงความทรงจำที่มีต่อตัวละครสมมติเหล่านี้ได้ ด้วยการวางดอกไม้หรือสิ่งของต่างๆ บนหิ้งหน้ารูปเคารพ และไว้อาลัยแก่การจากไปของผู้วายชนม์ ที่แท้จริงแล้วไม่เคยมีชีวิตอยู่

การแจ้งเกิดในโลกใบใหม่ใหญ่กว่าเดิม สู่ดินแดนที่ซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่จริงและโลกเสมือน
การแจ้งเกิดในโลกใบใหม่ใหญ่กว่าเดิม สู่ดินแดนที่ซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่จริงและโลกเสมือน

 นิทรรศการนี้จัดขึ้นในพื้นที่ของแกลเลอรี่ขนานไปกับนิทรรศการออนไลน์ มียอดการเข้าชมทางออนไลน์มากกว่า 8,000 ครั้ง ไต่ระดับขึ้นมาเป็นนิทรรศการที่มีผู้เข้าชมสูงสุดในสัปดาห์แรกที่เปิดงาน ตัวเลขนี้ทำให้คุณโน้ตมองเห็นว่า Palette Artspace ยังคงเป็นเวทีสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในโลกออฟไลน์และในโลกออนไลน์

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ดิจิทัล-The Sandbox 

งานเหล่านั้นคือจุดเริ่มของ Virtual Exhibition ที่คุณโน้ตสนใจ แต่ไม่นานนักเขาเรียนรู้ว่าแพลตฟอร์ม Artsteps.com มีข้อจำกัดเรื่องจำนวนห้องจัดแสดง ต้องรื้อลบผลงานเก่าออกหากต้องการจะจัดแสดงงานครั้งใหม่ ซึ่งไม่ตอบโจทย์การแสดงผลงานศิลปะของคุณโน้ต เขาไม่ต้องการจะลบนิทรรศการใดๆ ออกจากโลกเสมือนจริงแม้แต่งานเดียว 

การแจ้งเกิดในโลกใบใหม่ใหญ่กว่าเดิม สู่ดินแดนที่ซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่จริงและโลกเสมือน

“หลังจากที่เริ่มทำนิทรรศการออนไลน์บน Artsteps ผมเริ่มขยับไปซื้อที่ดินใน The Sandbox ผมอยากมีพื้นที่ของตัวเอง พอมาศึกษาดีๆ หลังจากที่ซื้อไปแล้วก็เพิ่งค้นเจอว่า กว่าเว็บไซต์จะเปิดใช้งานได้เต็มร้อยคือปีหน้า (ค.ศ. 2022) ผมเลยได้โอกาสซื้อที่ดินตอนราคายังไม่สูงมาก ล่าสุดได้ยินมาว่าราคาขยับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มันเลยกลายเป็นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไปในตัว ซึ่งพอถึงวันที่ใช้พื้นที่ได้จริงๆ ผมก็ยังไม่รู้ว่า จะได้ทำแบบที่ฝันไว้รึเปล่า” 

คุณโน้ตหัวเราะเบาๆ ใต้หน้ากากอย่างอารมณ์ดี แสดงถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวที่ไม่หวังผลกำไรปุบปับ เขาบอกเราว่าในโลกออนไลน์นี้ทุกคนล้วนเป็นมือใหม่ ความเป็นไปได้นั้นยังอีกมาก และเราทุกคนคงต้องศึกษาลองผิดลองถูกกันไปอีกสักพัก

เรื่องที่ต้องรู้และความโปร่งใสในตลาดค้างานศิลปะ

การแจ้งเกิดในโลกใบใหม่ใหญ่กว่าเดิมของ Palette Artspace สู่ดินแดนที่ซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่จริงและโลกเสมือน

เมื่อถามว่าเขามีอะไรจะบอกผู้สนใจเข้าวงการซื้อขายศิลปะออนไลน์บ้าง คุณโน้ตได้ให้คำแนะนำเรามากมาย อาทิ การซื้อขาย NFT นั้นมีทั้งการขายแบบเสนอราคาและการขายแบบประมูล ซึ่งการเสนอราคา ศิลปินสามารถปรับเพิ่มหรือลดได้ตามความพอใจ แถมการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างจะถูกบันทึกเอาไว้ ทำให้ผู้ที่สนใจงานศิลปะชิ้นนั้นและต้องการซื้อ มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของราคางาน ซึ่งเกิดขึ้นไม่ได้เลยในโลกศิลปะแห่งความเป็นจริง ที่การตั้งราคาซื้อขายชิ้นงานนั้นเป็นเรื่องลึกลับ ซับซ้อนตามกลไกของวงการตลาดศิลปะ ดีลเลอร์และภัณฑารักษ์ ยากที่คนภายนอกจะรู้

ทว่าในตลาดออนไลน์ เงื่อนไขและข้อกำหนดต่างๆ ของงานศิลปะแต่ละชิ้นจะถูกกำหนดโดยตัวศิลปินเอง ซึ่งเงื่อนไขที่ว่าอาจไม่เปิดเผย หากผู้ซื้อยังไม่กดชำระเงิน การซื้องานศิลปะ NFT จึงคล้ายกับการเสี่ยงดวง อาจมีเรื่องเซอร์ไพรส์ปรากฏให้เห็นภายหลังการซื้อ เช่น ผู้ซื้ออาจได้รับผลงานชิ้นจริงไปด้วยหลังจากซื้อชิ้นงาน NFT 

นอกจากนี้ ยังมีอีกเรื่องที่ต้องทราบคือค่าแก๊ส (Gas Fee) ซึ่งจะถูกเรียกเก็บไปพร้อมๆ กับการซื้อขายผลงานศิลปะ คล้ายกับค่าธรรมเนียมในการดำเนินการ คุณโน้ตยกตัวอย่างว่า “งานศิลปะในรูปแบบ NFT บางชิ้น มีค่า Gas Fee สูงกว่าสองเท่าของราคางาน” ดังนั้น นอกเหนือจากรสนิยมในการสะสมงานแล้ว การซื้องานศิลปะ NFT จึงเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง ให้แน่ใจว่าคุณรู้ว่าใครคือศิลปิน และเขามีทิศทางในการสร้างงานอย่างไร งานของเขาลอกใครมาหรือไม่ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เช่นกัน

สิ่งที่ตามมาคือ ‘ห้องเก็บงาน’ พื้นที่ในโลกเสมือนจริงที่เปิดให้ใครก็ตามที่สนใจเข้ามาชมคอลเลกชันส่วนตัว หรือผลงานศิลปะ NFT ที่เราซื้อมาจากในตลาดดังกล่าว เราอาจสร้างเป็นช็อปเพื่อขายงานต่อ หรือจัดแสดงให้คนในโลกออนไลน์เข้ามาเที่ยวชม หรือสุดแล้วแต่ที่เราจะออกแบบ ภายใต้ข้อจำกัดของเทคโนโลยี ณ ขณะปัจจุบัน

The New Chapter of Digital Art 

ก่อนจากกัน เราถามคุณโน้ตถึงแนวคิดในอนาคตของวงการศิลปะ 

การแจ้งเกิดในโลกใบใหม่ใหญ่กว่าเดิม สู่ดินแดนที่ซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่จริงและโลกเสมือน

“การกระจายอำนาจจากจุดศูนย์กลาง (Decentralize) กลายเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญของยุคสมัย ทุกคนเป็นผู้ส่งสาร เป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ เช่นเดียวกับที่ทุกคนเป็นศิลปินได้ โดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง”  คุณโน้ตตอบ “ในแง่หนึ่ง ข้อดีของ NFT คือการที่คนในโลกศิลปะได้ติดต่อสื่อสารกันมากขึ้น แลกเปลี่ยนความรู้มากขึ้น ได้เข้าใจมุมมองและจุดที่ต้องการการสนับสนุนและเชื่อมต่อสู่โลกภายนอก ที่สำคัญ งานศิลปะในรูปแบบ NFT เหมือนเป็นบัตรเชิญที่ชวนให้โลกทั้งใบหันมามองเห็นฝีมือของศิลปินไทยมากขึ้น และตามหารากของศิลปะไทยมากขึ้นกว่าเดิม” 

ใครสนใจชมนิทรรศการล่าสุดของ Palette Artspace แวะไปได้ที่พื้นที่ทางกายภาพ ติดทางออก 3 BTS ทองหล่อ เปิดตั้งแต่ 11.00 – 18.00 น. (นัดล่วงหน้าได้ที่ โทรศัพท์ : 06 1417 4000 ) หรือเข้าชมในโลกเสมือนที่นี่

รายละเอียดเพิ่มเติม www.palettebkk.com

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพที่มีร้านล้างฟิล์มเป็นของตัวเอง แต่นานๆจะถ่ายฟิล์มที เพราะช่วงนี้ฟิล์มมันแพง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load