ในช่วงปีที่ผ่านมา หากใครมีโอกาสไปเยี่ยมเยียนพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กลางเกาะรัตนโกสินทร์ คงได้สัมผัสบรรยากาศห้องจัดแสดงซึ่งได้รับการบูรณะใหม่จนดูแปลกตา จากโถงเก่าที่แน่นไปด้วยวัตถุและป้ายอธิบายข้อมูล กลายเป็นห้องจัดแสดงที่เปิดโล่ง แสงไฟสลัวส่องลงมาเฉพาะจุด ขับโบราณวัตถุชิ้นเอกที่ถูกคัดสรรมาให้ดูโดดเด่นเป็นสง่า ผสมผสานทั้งเนื้อหาของ ‘ประวัติศาสตร์’ และ สุนทรียะของ ‘ศิลปะ’ เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ที่กำลังจะสร้างวิสัยทัศน์และมาตรฐานใหม่ให้กับวงการพิพิธภัณฑ์ไทยอย่างเงียบๆ

ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร คุณรักชนก โคจรานนท์ ให้เกียรติเล่าความเป็นมาเป็นไป และพาเราเยี่ยมชม ‘งานหลังบ้าน’ ของพิพิธภัณฑ์ที่กำลังดำเนินอยู่

พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ, พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ,

โครงการนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2555 จากความตั้งใจเพื่อฟื้นคืนชีวิตให้ประวัติศาสตร์ของพื้นที่ซึ่งเดิมเคยเป็นพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) มาจนถึงรัชกาลที่ 4 มีอาณาบริเวณครอบคลุมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โรงละครแห่งชาติ ไปจนถึงสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ถือเป็นโครงการบูรณะครั้งใหญ่ในรอบ 40 ปี ทั้งในส่วนของอาคารที่ทรุดโทรม และวิธีเล่าเรื่องผ่านโบราณวัตถุอีกด้วย

ความเปลี่ยนแปลงนี้เริ่มปรากฏให้เห็นแล้วที่พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ทางกรมศิลป์ได้เลือกเปลี่ยนการจัดแสดงเมื่อปี 2557 ผนังต่อเติมถูกรื้อออก จากที่เคยกั้นเป็นห้องๆ กลับไปเป็นโถงโล่ง ตามแบบแผนของสถาปัตยกรรมในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น และแม้ว่าหัวข้อของนิทรรศการยังคงเป็น ‘ประวัติศาสตร์ชาติไทย’ เหมือนเดิม แต่แผ่นผนังที่เคยอัดแน่นไปด้วยเนื้อหา อีกทั้งสื่อสารสนเทศอื่นๆ ถูกเอาออกไปหมด ปล่อยโบราณวัตถุให้จัดวางบนแท่นฐานอย่างประณีต เป็นพระเอกหลักในการเล่าเรื่องแทน

โบราณวัตถุที่คัดเลือกมาจำนวน 111 ชิ้น ถือเป็นตัวแทนศิลปะในแต่ละยุคสมัยของไทย ตั้งแต่กลองมโหระทึกวัดเกษมจิตตารามที่มีอายุมากกว่า 2,000 ปี, ศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1, ประติมากรรมสำริดพระอิศวรจากสมัยสุโขทัย, เศียรพระพุทธรูปขนาดยักษ์จากสมัยอยุธยา ยาวมาถึงศิลปวัตถุชิ้นเอกของกรุงรัตนโกสินทร์อีกด้วย

พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ, พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ,

นอกจากนี้ ยังออกแบบไฟใหม่ทั้งหมด ทั้งหลอดแอลอีดีซึ่งต้องไม่ทำให้เกิดความร้อนในตู้จัดแสดง และไฟด้านนอกที่สร้างมาสำหรับการส่องโบราณวัตถุตรงตามมาตรฐานพิพิธภัณฑ์สากลโดยเฉพาะ ถือเป็นการสร้างมาตรฐานนำร่องให้กับการปรับปรุงพระที่นั่ง หมู่พระวิมานทุกหลัง ภายในเวลา 5 – 6 ปีข้างหน้านี้

แน่นอนว่าโครงการระดับนี้มีความยากไม่ใช่เล่น ประการแรกคือ จำนวนวัตถุในคอลเลกชันที่มีปริมาณมากนับแสนชิ้น แต่พื้นที่ของพิพิธภัณฑ์ไม่สามารถขยับขยายได้ ทำให้ก่อนการบูรณะแต่ละครั้งต้องทำทะเบียนโดยละเอียด เพื่อจะได้เคลื่อนย้ายวัตถุเข้าออกพื้นที่ได้ เป็นขั้นตอนที่กินเวลามาก อีกทั้งวัตถุแต่ละชนิดยังต้องมีการอนุรักษ์ที่แตกต่างกัน จึงต้องมีการคุมสภาพแวดล้อมอย่างเข้มงวด ทั้งเรื่องอุณหภูมิ ความชื้น และรอบระยะเวลาในการจัดแสดง วัตถุที่ละเอียดอ่อน เช่น ผ้าและหนัง ต้องหมุนเวียนเพื่อไม่ให้ออกมาสัมผัสอากาศและแสงนานจนเกินไป ดังนั้นตู้จัดแสดง กระจก แสงไฟ กระทั่งตัวอาคารเองก็มีผล ยิ่งอาคารโบราณสถานจะยิ่งมีความชื้นมาก แค่ปิดห้องไว้หลายวันต่อเนื่องก็ชื้นแล้ว

พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ, พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ,

พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ, พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ,

ประการที่สอง บริบทที่ทับซ้อนกันของพิพิธภัณฑ์ ‘แห่งชาติ’ แห่งนี้ ซึ่งมีหน้าที่ต้องจัดแสดงประวัติศาสตร์ของชาติ ทั้งยังมีประวัติศาสตร์ความเป็นวังหน้าเดิมที่ผูกพันอยู่กับพื้นที่และอาคาร จะเลือกจัดแสดงประวัติศาสตร์ส่วนไหน ในบริเวณใด เป็นเรื่องที่ภัณฑารักษ์ต้องร่วมกันคิด

ประการที่สาม พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังมีบทบาทที่ต้องดูแลเครื่องใช้สำคัญในพระราชพิธีอีกด้วย เมื่อมีกำหนดการพระราชพิธีถวายพระเพลิงในเร็ววันนี้ โรงราชรถที่ปกติเป็นพื้นที่จัดแสดงต้องกลายมาเป็น live workshop ที่มีเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครมานั่งบูรณะราชรถให้เห็นกันสดๆ และยังต้องนำวัตถุจัดแสดงนี้ไปประกอบพระราชพิธีอีกด้วย

สิ่งที่น่าจับตามอง เป็นไฮไลต์สำคัญของโครงการนี้ คือการบูรณะหมู่พระวิมาน ซึ่งมีลักษณะเป็นห้องเชื่อมต่อกันนับสิบห้อง ติดกับพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยซึ่งเป็นท้องพระโรงเดิม ห้องเหล่านี้จะถูกเปลี่ยนการจัดแสดงใหม่ เพื่อย้อนเวลากลับไปสู่บรรยากาศการใช้งานเดิมสมัยยังเป็นวังหน้า

พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ, พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ, พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ,

เราได้รับสิทธิพิเศษให้แง้มประตูไม้กลอนหนาเข้าไปชมห้องเหล่านี้ได้เล็กน้อยก่อนจะเปิดให้สาธารณชนได้เข้าชมจริง

เช่น ห้องผ้าในราชสำนักสยาม ที่จัดโชว์เครื่องนุ่งห่มของพระมหากษัตริย์และขุนนางชั้นสูงอย่างงามสง่า แต่ละชิ้นจัดวางในตู้ทรงสูง ดูเลอค่า จัดวางอย่างโปร่งๆ สามารถชมความงามของวัตถุเหล่านี้ได้อย่างเต็มตามากขึ้น ทั้งยังมีห้องโลหะเครื่องยศเจ้านาย ห้องดนตรีการแสดงการละเล่น และ ห้องศาสตราวุธ ซึ่งทั้งสี่ห้องนี้จะเป็นชุดแรกของหมู่พระวิมานที่จะบูรณะเสร็จ พร้อมเปิดให้เข้าชมได้ภายในเดือนธันวาคมปีนี้

พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ, พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ,

นอกจากนี้หลายๆ คนอาจจะไม่ทราบว่า มีอีกห้องหนึ่งที่ได้รับการปรับปรุงจนเสร็จและสามารถเปิดให้เข้าชมได้แล้ววันนี้ คือพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระอนุชาธิราชในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเคยทรงดำรงพระราชอิสริยยศเทียบเท่าพระเจ้าแผ่นดิน เคียงคู่รัชกาลที่ 4 อีกด้วย

พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ได้รับการคืนสภาพให้เสมือนกลับไปเป็นบรรยากาศสมัยวังหน้า ช่วงที่เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ชั้นสองเป็นห้องส่วนพระองค์ ชั้นล่างเป็นส่วนของข้าราชบริพาร ตอนนี้ชั้นบนได้แปลงรูปลักษณ์กลับไปเป็นห้องพระบรรทม ห้องสมุดและห้องทรงพระอักษร ฯลฯ มีกระทั่งป้ายชื่อภาษาจีนของท่าน ‘แซ่เจิ้ง’ ประดับอยู่ด้วย มีเครื่องราชบรรณาการที่ทรงได้รับจากต่างประเทศในสมัยนั้น ของจริงที่หลงเหลือจนถึงทุกวันนี้มีเพียงรูปวาดของประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน ตามธรรมเนียมสมัยนั้นที่มักมอบภาพเขียนหรือรูปปั้นของผู้นำประเทศให้ และยังมีกระจกบานใหญ่ 2 บานที่สหรัฐอเมริกานำมาถวายตอนทำสนธิสัญญา

พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ, พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ,

ในสมัยรัชกาลที่ 4 เรามีกษัตริย์ 2 พระองค์ คือพระจอมเกล้ากับพระปิ่นเกล้า… เวลาที่ต่างประเทศมา ต้องมีเครื่องราชบรรณาการให้ทั้งในวังหลวงและวังหน้า” ผอ.รักชนกอธิบาย

ชั้นล่างที่เคยเป็นที่อยู่ของข้าราชบริพารไม่ได้จัดแสดงตามการใช้งานเดิม แต่เป็นนิทรรศการเล่าเรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และประวัติศาสตร์อาคารหลังนี้ รวมถึงเบื้องหลังการทำงานบูรณะที่นี่

เป็นการเลือกนำเสนอเรื่องราวที่ต่างกัน ภายในอาคารหลังเดียวที่มีสองเรื่องราวซ้อนทับกันอยู่นั่นเอง

พิพิธภัณฑ์ที่เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ความสำคัญอยู่ที่ตัววัตถุ…บางคนบอกว่า ไม่ใช่! พิพิธภัณฑ์ต้องให้ความสำคัญกับคนดู ให้ความสำคัญกับการมาเรียนรู้ แต่ถ้าเราไม่ดูแลวัตถุให้ดี…การเรียนรู้ต่อไปก็คงจะเกิดขึ้นไม่ได้ จึงต้องคุมทั้งสองเรื่อง ทั้งเรื่องการอนุรักษ์และการบริการทางการศึกษาควบคู่กันไป”

วันนี้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เลือกเปลี่ยนตัวเอง โดยไม่ทิ้งพันธกิจความเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่เน้นการอนุรักษ์โบราณวัตถุ ขณะเดียวกันก็เน้นความสวยงามและความเข้าถึงได้ของผู้ชมมากขึ้นเช่นกัน แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่นี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาข้ามคืน แต่เราก็ขอส่งใจช่วยเจ้าหน้าที่ของกรมศิลป์ และเฝ้ารอดูการเปิดตัวห้องหมู่พระวิมานเวอร์ชันใหม่ปลายปีนี้ ถึงตอนนั้นใครที่เคยคิดว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเราล้าสมัย อาจจะได้เปลี่ยนใจกันบ้างล่ะ!

ภาพ: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ในช่วงปีที่ผ่านมา หากใครมีโอกาสไปเยี่ยมเยียนพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กลางเกาะรัตนโกสินทร์ คงได้สัมผัสบรรยากาศห้องจัดแสดงซึ่งได้รับการบูรณะใหม่จนดูแปลกตา จากโถงเก่าที่แน่นไปด้วยวัตถุและป้ายอธิบายข้อมูล กลายเป็นห้องจัดแสดงที่เปิดโล่ง แสงไฟสลัวส่องลงมาเฉพาะจุด ขับโบราณวัตถุชิ้นเอกที่ถูกคัดสรรมาให้ดูโดดเด่นเป็นสง่า ผสมผสานทั้งเนื้อหาของ ‘ประวัติศาสตร์’ และ สุนทรียะของ ‘ศิลปะ’ เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ที่กำลังจะสร้างวิสัยทัศน์และมาตรฐานใหม่ให้กับวงการพิพิธภัณฑ์ไทยอย่างเงียบๆ

ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร คุณรักชนก โคจรานนท์ ให้เกียรติเล่าความเป็นมาเป็นไป และพาเราเยี่ยมชม ‘งานหลังบ้าน’ ของพิพิธภัณฑ์ที่กำลังดำเนินอยู่

พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ, พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ,

โครงการนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2555 จากความตั้งใจเพื่อฟื้นคืนชีวิตให้ประวัติศาสตร์ของพื้นที่ซึ่งเดิมเคยเป็นพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) มาจนถึงรัชกาลที่ 4 มีอาณาบริเวณครอบคลุมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โรงละครแห่งชาติ ไปจนถึงสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ถือเป็นโครงการบูรณะครั้งใหญ่ในรอบ 40 ปี ทั้งในส่วนของอาคารที่ทรุดโทรม และวิธีเล่าเรื่องผ่านโบราณวัตถุอีกด้วย

ความเปลี่ยนแปลงนี้เริ่มปรากฏให้เห็นแล้วที่พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ทางกรมศิลป์ได้เลือกเปลี่ยนการจัดแสดงเมื่อปี 2557 ผนังต่อเติมถูกรื้อออก จากที่เคยกั้นเป็นห้องๆ กลับไปเป็นโถงโล่ง ตามแบบแผนของสถาปัตยกรรมในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น และแม้ว่าหัวข้อของนิทรรศการยังคงเป็น ‘ประวัติศาสตร์ชาติไทย’ เหมือนเดิม แต่แผ่นผนังที่เคยอัดแน่นไปด้วยเนื้อหา อีกทั้งสื่อสารสนเทศอื่นๆ ถูกเอาออกไปหมด ปล่อยโบราณวัตถุให้จัดวางบนแท่นฐานอย่างประณีต เป็นพระเอกหลักในการเล่าเรื่องแทน

โบราณวัตถุที่คัดเลือกมาจำนวน 111 ชิ้น ถือเป็นตัวแทนศิลปะในแต่ละยุคสมัยของไทย ตั้งแต่กลองมโหระทึกวัดเกษมจิตตารามที่มีอายุมากกว่า 2,000 ปี, ศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1, ประติมากรรมสำริดพระอิศวรจากสมัยสุโขทัย, เศียรพระพุทธรูปขนาดยักษ์จากสมัยอยุธยา ยาวมาถึงศิลปวัตถุชิ้นเอกของกรุงรัตนโกสินทร์อีกด้วย

พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ, พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ,

นอกจากนี้ ยังออกแบบไฟใหม่ทั้งหมด ทั้งหลอดแอลอีดีซึ่งต้องไม่ทำให้เกิดความร้อนในตู้จัดแสดง และไฟด้านนอกที่สร้างมาสำหรับการส่องโบราณวัตถุตรงตามมาตรฐานพิพิธภัณฑ์สากลโดยเฉพาะ ถือเป็นการสร้างมาตรฐานนำร่องให้กับการปรับปรุงพระที่นั่ง หมู่พระวิมานทุกหลัง ภายในเวลา 5 – 6 ปีข้างหน้านี้

แน่นอนว่าโครงการระดับนี้มีความยากไม่ใช่เล่น ประการแรกคือ จำนวนวัตถุในคอลเลกชันที่มีปริมาณมากนับแสนชิ้น แต่พื้นที่ของพิพิธภัณฑ์ไม่สามารถขยับขยายได้ ทำให้ก่อนการบูรณะแต่ละครั้งต้องทำทะเบียนโดยละเอียด เพื่อจะได้เคลื่อนย้ายวัตถุเข้าออกพื้นที่ได้ เป็นขั้นตอนที่กินเวลามาก อีกทั้งวัตถุแต่ละชนิดยังต้องมีการอนุรักษ์ที่แตกต่างกัน จึงต้องมีการคุมสภาพแวดล้อมอย่างเข้มงวด ทั้งเรื่องอุณหภูมิ ความชื้น และรอบระยะเวลาในการจัดแสดง วัตถุที่ละเอียดอ่อน เช่น ผ้าและหนัง ต้องหมุนเวียนเพื่อไม่ให้ออกมาสัมผัสอากาศและแสงนานจนเกินไป ดังนั้นตู้จัดแสดง กระจก แสงไฟ กระทั่งตัวอาคารเองก็มีผล ยิ่งอาคารโบราณสถานจะยิ่งมีความชื้นมาก แค่ปิดห้องไว้หลายวันต่อเนื่องก็ชื้นแล้ว

พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ, พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ,

พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ, พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ,

ประการที่สอง บริบทที่ทับซ้อนกันของพิพิธภัณฑ์ ‘แห่งชาติ’ แห่งนี้ ซึ่งมีหน้าที่ต้องจัดแสดงประวัติศาสตร์ของชาติ ทั้งยังมีประวัติศาสตร์ความเป็นวังหน้าเดิมที่ผูกพันอยู่กับพื้นที่และอาคาร จะเลือกจัดแสดงประวัติศาสตร์ส่วนไหน ในบริเวณใด เป็นเรื่องที่ภัณฑารักษ์ต้องร่วมกันคิด

ประการที่สาม พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังมีบทบาทที่ต้องดูแลเครื่องใช้สำคัญในพระราชพิธีอีกด้วย เมื่อมีกำหนดการพระราชพิธีถวายพระเพลิงในเร็ววันนี้ โรงราชรถที่ปกติเป็นพื้นที่จัดแสดงต้องกลายมาเป็น live workshop ที่มีเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครมานั่งบูรณะราชรถให้เห็นกันสดๆ และยังต้องนำวัตถุจัดแสดงนี้ไปประกอบพระราชพิธีอีกด้วย

สิ่งที่น่าจับตามอง เป็นไฮไลต์สำคัญของโครงการนี้ คือการบูรณะหมู่พระวิมาน ซึ่งมีลักษณะเป็นห้องเชื่อมต่อกันนับสิบห้อง ติดกับพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยซึ่งเป็นท้องพระโรงเดิม ห้องเหล่านี้จะถูกเปลี่ยนการจัดแสดงใหม่ เพื่อย้อนเวลากลับไปสู่บรรยากาศการใช้งานเดิมสมัยยังเป็นวังหน้า

พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ, พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ, พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ,

เราได้รับสิทธิพิเศษให้แง้มประตูไม้กลอนหนาเข้าไปชมห้องเหล่านี้ได้เล็กน้อยก่อนจะเปิดให้สาธารณชนได้เข้าชมจริง

เช่น ห้องผ้าในราชสำนักสยาม ที่จัดโชว์เครื่องนุ่งห่มของพระมหากษัตริย์และขุนนางชั้นสูงอย่างงามสง่า แต่ละชิ้นจัดวางในตู้ทรงสูง ดูเลอค่า จัดวางอย่างโปร่งๆ สามารถชมความงามของวัตถุเหล่านี้ได้อย่างเต็มตามากขึ้น ทั้งยังมีห้องโลหะเครื่องยศเจ้านาย ห้องดนตรีการแสดงการละเล่น และ ห้องศาสตราวุธ ซึ่งทั้งสี่ห้องนี้จะเป็นชุดแรกของหมู่พระวิมานที่จะบูรณะเสร็จ พร้อมเปิดให้เข้าชมได้ภายในเดือนธันวาคมปีนี้

พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ, พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ,

นอกจากนี้หลายๆ คนอาจจะไม่ทราบว่า มีอีกห้องหนึ่งที่ได้รับการปรับปรุงจนเสร็จและสามารถเปิดให้เข้าชมได้แล้ววันนี้ คือพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระอนุชาธิราชในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเคยทรงดำรงพระราชอิสริยยศเทียบเท่าพระเจ้าแผ่นดิน เคียงคู่รัชกาลที่ 4 อีกด้วย

พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ได้รับการคืนสภาพให้เสมือนกลับไปเป็นบรรยากาศสมัยวังหน้า ช่วงที่เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ชั้นสองเป็นห้องส่วนพระองค์ ชั้นล่างเป็นส่วนของข้าราชบริพาร ตอนนี้ชั้นบนได้แปลงรูปลักษณ์กลับไปเป็นห้องพระบรรทม ห้องสมุดและห้องทรงพระอักษร ฯลฯ มีกระทั่งป้ายชื่อภาษาจีนของท่าน ‘แซ่เจิ้ง’ ประดับอยู่ด้วย มีเครื่องราชบรรณาการที่ทรงได้รับจากต่างประเทศในสมัยนั้น ของจริงที่หลงเหลือจนถึงทุกวันนี้มีเพียงรูปวาดของประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน ตามธรรมเนียมสมัยนั้นที่มักมอบภาพเขียนหรือรูปปั้นของผู้นำประเทศให้ และยังมีกระจกบานใหญ่ 2 บานที่สหรัฐอเมริกานำมาถวายตอนทำสนธิสัญญา

พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ, พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ,

ในสมัยรัชกาลที่ 4 เรามีกษัตริย์ 2 พระองค์ คือพระจอมเกล้ากับพระปิ่นเกล้า… เวลาที่ต่างประเทศมา ต้องมีเครื่องราชบรรณาการให้ทั้งในวังหลวงและวังหน้า” ผอ.รักชนกอธิบาย

ชั้นล่างที่เคยเป็นที่อยู่ของข้าราชบริพารไม่ได้จัดแสดงตามการใช้งานเดิม แต่เป็นนิทรรศการเล่าเรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และประวัติศาสตร์อาคารหลังนี้ รวมถึงเบื้องหลังการทำงานบูรณะที่นี่

เป็นการเลือกนำเสนอเรื่องราวที่ต่างกัน ภายในอาคารหลังเดียวที่มีสองเรื่องราวซ้อนทับกันอยู่นั่นเอง

พิพิธภัณฑ์ที่เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ความสำคัญอยู่ที่ตัววัตถุ…บางคนบอกว่า ไม่ใช่! พิพิธภัณฑ์ต้องให้ความสำคัญกับคนดู ให้ความสำคัญกับการมาเรียนรู้ แต่ถ้าเราไม่ดูแลวัตถุให้ดี…การเรียนรู้ต่อไปก็คงจะเกิดขึ้นไม่ได้ จึงต้องคุมทั้งสองเรื่อง ทั้งเรื่องการอนุรักษ์และการบริการทางการศึกษาควบคู่กันไป”

วันนี้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เลือกเปลี่ยนตัวเอง โดยไม่ทิ้งพันธกิจความเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่เน้นการอนุรักษ์โบราณวัตถุ ขณะเดียวกันก็เน้นความสวยงามและความเข้าถึงได้ของผู้ชมมากขึ้นเช่นกัน แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่นี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาข้ามคืน แต่เราก็ขอส่งใจช่วยเจ้าหน้าที่ของกรมศิลป์ และเฝ้ารอดูการเปิดตัวห้องหมู่พระวิมานเวอร์ชันใหม่ปลายปีนี้ ถึงตอนนั้นใครที่เคยคิดว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเราล้าสมัย อาจจะได้เปลี่ยนใจกันบ้างล่ะ!

ภาพ: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

ผู้มาก่อน (เวลา)

ผนังภายนอก ‘อาคารท้องพระโรง’ สีเหลืองตัดกับท้องฟ้าสีเทา บรรยากาศดูครึ้มฟ้าครึ้มฝน เราเลือกที่นั่งให้ไกลจากสิ่งที่เราอยากพิจารณาเป็นพิเศษ เพื่อลอบสังเกตความงามที่ดำรงอยู่ 

วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

นับแต่อดีตจนถึงวันนี้ เรือนดนตรีสีเขียวหลังเดิมในสวนแก้วยังคงสวยงามสะอาดตา ไม่น่าแปลกใจถ้าจะมีใครทักท้วงว่า หลังจากการบูรณะซ่อมแซมและอนุรักษ์ สีเขียวที่ทาขึ้นใหม่ดูจะฉูดฉาดมากไปกว่าเดิมหรือไม่ เพราะยิ่งเรามีความคุ้นเคยและผูกพันกับสิ่งใดมากเท่าไหร่ เมื่อมีอะไรบางอย่างถูกปรับเปลี่ยนไปจากเดิมเพียงเล็กน้อย เราย่อมมองเห็น เราย่อมกังวล เป็นลักษณะจำเพาะของมนุษย์ละมั้ง เราพยายามทุกวิถีทางที่จะแช่แข็งสิ่งที่เราผูกพันเอาไว้ แม้ว่าตัวเราเองก็ดำรงอยู่ในกระแสธารของเวลาที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

ทุกครั้งที่กลับมายังมหาวิทยาลัยศิลปากร ไม่ว่าจะด้วยโอกาสอะไรก็ตาม เรามักใช้เวลาเข้าไปนั่งใน ‘สวนแก้ว’ ที่ตั้งอยู่ด้านข้างอาคารท้องพระโรง สถานที่ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศความสงบร่มรื่น ไม่ครื้นเครงนักในช่วงเวลาวิกฤต COVID-19 เช่นนี้  

วินาทีที่สายตากระทบกับผลงานประติมากรรมที่ถูกจัดวางอยู่โดยรอบสวนแก้ว ทำให้ท่วงทำนองของเพลงประจำมหาวิทยาลัย ซานตาลูเซีย (Santa Lucia) โลดแล่นขึ้นจนรู้สึกชุ่มฉ่ำหัวใจ เพราะพื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความทรงจำในอดีต พลางคิดไปว่าสวนแก้วได้มอบช่วงเวลาพิเศษที่งดงามเป็นนิจนิรันดร์ 

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน หลังจากนั่งรำลึกความหลังได้สักพัก และชื่นชมกับภายนอกอาคารโบราณ สายตาของเราเหลือบไปเห็นหญิงสาวสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวตรงทางเข้าสวนแก้ว อาจารย์เต้-ดร.ปรมพร ศิริกุลชยานนท์ ผู้อำนวยการหอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร ถือสมาร์ทโฟนโบกไปมา ประหนึ่งเป็นสัญญาณว่าเธอได้รับข้อความที่เราส่งไปเมื่อครู่ว่า มาถึงก่อนถึงเวลานัด อาจารย์เต้เชื้อเชิญเราให้เข้าไปในหอศิลป์ฯ ทันที เพราะเกรงว่าฟ้าฝนจะไม่เป็นใจ และจริงอย่างที่คาด ไม่นานนักฝนเม็ดเบาก็โปรยตัวลงมาเดินเล่นในศิลปากรกับเรา 

อาจารย์เต้-ดร.ปรมพร ศิริกุลชยานนท์ ผู้อำนวยการหอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร

พื้นที่และใจความสำคัญ

เรามองดูฝนโปรยปรายผ่านบานประตูหอศิลป์ฯ ก่อนจะหยุดสายตาที่ ‘กำแพงแก้ว’ กำแพงขนาดเล็กที่ล้อมรอบอาคารท้องพระโรง อาจารย์เต้เล่าให้ฟังในภายหลังว่า กำแพงแก้วเป็นอีกจุดหนึ่งที่บูรณะซ่อมแซม เนื่องจากเหตุต้นไม้ใหญ่รูปหัวใจโค่นล้ม สร้างความเสียหายให้แก่อาคารและบริเวณโดยรอบ 

“ไม่ว่าปูนปั้นประดับหัวเสา ลวดบัวปูนปั้น ระแนงลูกกรงเหล็กหล่อ และเสากำแพงแก้ว ตลอดแนวด้านขวาของกำแพงแก้วคือส่วนที่ได้รับการบูรณะและซ่อมแซมขึ้นใหม่” 

ปัดฝุ่นแห่งกาลเวลาใน Extended Release นิทรรศการหลังการบูรณะหอศิลป์ฯ วังท่าพระ ศิลปากร
ปัดฝุ่นแห่งกาลเวลาใน Extended Release นิทรรศการหลังการบูรณะหอศิลป์ฯ วังท่าพระ ศิลปากร

หากไม่มีใครบอก เราคงแยกไม่ออกระหว่างของเก่าและของใหม่ และหากอาจารย์เต้ไม่เล่าต่อ เราคงไม่ทราบว่าเธอและทีมงานได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในอาคารท้องพระโรงให้มีระบบไฟที่กลมกลืนไปกับตัวอาคาร และเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศให้เป็นแบบฝังบนเพดาน ซึ่งแต่เดิมใช้แอร์ตู้ บุคลากรในหอศิลป์ฯ ยังพยายามลบล้างภาพจำเก่าๆ ของหอศิลป์ฯ ที่คงอยู่มานานนับทศวรรษ 

“มีคนชอบถามอยู่ตลอดว่า ที่นี่เข้าได้ด้วยเหรอ เราไม่ใช่เด็กศิลปากร ฟังดูเหมือนจะไม่ใช่ปัญหา แต่เรามองว่ามันเป็นปัญหา” อาจารย์เต้เล่าให้ฟังด้วยความใส่ใจ เธอมองว่าหอศิลป์ของมหาวิทยาลัยควรมีบทบาทและมอบคุณประโยชน์ให้สังคมในวงกว้างมากกว่านี้

“บทบาทของหอศิลป์ฯ ในมหาวิทยาลัยศิลปากร น่าจะเชื่อมโยงเรื่องราวจากภายในให้เป็นที่รับรู้สู่สังคมภายนอก พร้อมให้คนภายนอกก้าวเข้ามาเยี่ยมเยือนพื้นที่ ส่วนคนที่อยู่ภายในเอง ก็ควรได้เห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและความเป็นไปที่อยู่ภายนอก ทางหอศิลป์ฯ ได้จัดทำโปรแกรมนิทรรศการและกิจกรรมการศึกษาก่อนที่หอศิลป์ฯ จะปิดซ่อมแซม ซึ่งได้วางแผนโปรแกรมยาวตลอดปี เมื่อได้กลับมาเปิดหอศิลป์ฯ ภายหลังการซ่อมแซมครั้งนี้ ทิศทางของเราก็ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าเราจะเป็นพื้นที่สำหรับศิลปะร่วมสมัย”   

นับเป็นเรื่องที่ท้าทายของอาจารย์เต้ ในฐานะผู้อำนวยการหอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งตอนนี้ดำรงตำแหน่งเป็นวาระที่ 2 เธอต้องดูแลงานหลักของหอศิลป์ฯ อันได้แก่ การจัดการพื้นที่ การจัดการคลังสะสมของมหาวิทยาลัย ทั้งการเผยแพร่ การเก็บและซ่อมแซมผลงานศิลปะในสะสม ที่ได้จากการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ (นับแต่ครั้งที่ 15 – 67 รวมแล้วหลายร้อยชิ้น) และการจัดการโครงการบริการอื่นๆ ปัจจุบันเธอทำงานร่วมกับทีมงานฝ่ายนิทรรศการและฝ่ายกิจกรรมการศึกษา โดยหอศิลป์ฯ มีภัณฑารักษ์ประจำที่จะคอยให้คำแนะนำในรายละเอียด รวมถึงดูภาพรวมของนิทรรศการและกิจกรรมที่จะเกิดขึ้น

ปัดฝุ่นแห่งกาลเวลาใน Extended Release นิทรรศการหลังการบูรณะหอศิลป์ฯ วังท่าพระ ศิลปากร
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

ฝุ่นผงแห่งกาลเวลา

กลับมาที่อาคารท้องพระโรง สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ เป็นที่ประทับและทรงงานของเจ้านายหลายท่าน รวมถึงเป็นที่ทำงานของเหล่าช่างหลวง หลังจากนั้นถูกเปลี่ยนมาเป็นพื้นที่การเรียนการสอนศิลปะแบบตะวันตกแห่งแรกของประเทศไทย กระทั่งกลายมาเป็นหอศิลป์ของมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตวังท่าพระ 

ประวัติศาสตร์ของพื้นที่แห่งนี้ ‘ซ้อนทับ’ ด้วยกาลเวลาหลายยุคหลายสมัย แม้แต่ชั้นสีของตัวอาคารก็ยังประกอบไปด้วยพื้นผิวที่ทับซ้อนด้วยเทคนิค ‘ปูนหมัก ปูนตำ’ การฟื้นฟูบูรณะซ่อมแซมตัวอาคารจึงต้องทำตามหลักวิชาการ โดยหอศิลป์ฯ ทำงานร่วมกับกรมศิลปากรและสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมไทย จนได้แนวทางอนุรักษ์อาคารที่เหมาะสม นั่นคือการซ่อมแซมคืนสภาพ และสำหรับในส่วนที่เสียหายหนักจะทำการเปลี่ยนวัสดุ โดยคงรูปแบบจากการบูรณะอาคารครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2540  

เมื่อระยะเวลาแห่งการซ่อมแซมถูกยืดขยายไปตามความละเอียดและประณีตของงาน ถึงครั้งที่ตัวอาคารท้องพระโรงได้รับการบูรณะซ่อมแซมโดยสมบูรณ์ ทีมหอศิลป์ฯ ต้องมานั่งคิดถึงนิทรรศการเปิดตัวครั้งแรกด้วย 

“เราอยากให้ศิลปินคนแรกเป็นศิลปินร่วมสมัย ซึ่งเป็นทิศทางของหอศิลป์ที่ต้องการจะยืนหยัดให้ชัดเจน และเป็นศิษย์เก่าศิลปากรที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ เพื่อให้คนในศิลปากรเองได้รู้จักและเห็นงาน โดยเฉพาะนักศึกษา ทำให้นึกถึงพี่โต๊ะ-ปรัชญา พิณทอง ศิลปินไทยที่สร้างชื่อในต่างประเทศ” อาจารย์เต้กล่าวถึงศิลปินพร้อมกับเดินนำชม และแนะนำให้เราทราบถึงผลงานศิลปะที่ภัณฑารักษ์ประจำหอศิลป์ฯ คุณกฤษฎา ดุษฎีวนิช ทำขึ้นร่วมกับศิลปิน ติดตั้งอยู่บนผนังซ้ายมือก่อนที่จะได้เดินเข้าไปสำรวจพื้นที่ด้านใน   

ภาพอดีตในสภาวะยืดขยาย Extended Release

ก่อนเริ่มเล่าผลงานจาก 1 – 10 ตามแบบฉบับการไล่เรียงผลงานตามพื้นที่การจัดวางจากชั้นล่างสู่ชั้นบน เราอยากเล่าถึงผลงานวิดีโออาร์ตของ ปรัชญา พิณทอง บนชั้นสองของอาคารท้องพระโรง ซึ่งเป็นผลงานที่ยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงคำนึงของเรา เรียกว่าเป็นผลงานที่เราได้ใช้เวลาในการซึมซับและร่วมประสบการณ์อยู่ด้วยกันนานทีเดียว

วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

ผลงานวิดีโอขนาดยาว 8.59 นาที Extended Release, 2020 ถ่ายทำด้วยกล้อง iPhone และนำไปแปลงเป็นฟิล์ม 35 มม. ฉายด้วยแสงไฟที่ส่องตรงไปยังฉากผ้าใบที่นำกลับมาใช้ใหม่ ยิ่งจ้องมองให้ดี เราจะเห็นความไม่สมประกอบของผ้าใบที่ถูกขึงอยู่กลางห้อง ผู้เขียนคาดเดาว่าเป็นความจงใจของศิลปิน ในการเลือกวัสดุใช้แล้วที่ทิ้งร่องรอยของการปะติดปะต่อ 

การจ้องมองภาพของฟิล์มที่ถูกหมุนวนอย่างรวดเร็ว ทำให้เราเห็นกระบวนการฉายหนังแบบโบราณ ศิลปินพยายามย้อนกลับจากโลกอนาคตสู่อดีตผ่านสื่อที่แตกต่าง แต่ให้ผลลัพธ์เหมือนกัน การเคลื่อนไหวเพียงวินาทีเดียวกลับถูกยืดขยายออกเป็นเฟรมต่อเฟรม หรือนี่คือนัยยะที่แฝงไว้ซึ่งชื่อของนิทรรศการ

ส่วนความสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นจากเครื่องโปรเจกเตอร์โบราณนั้น ส่งแรงไปยังพื้นไม้ที่เรากำลังเหยียบยืนอยู่เสมือนหนึ่งแรงสั่นสะเทือนของเครื่องจักรที่เข้ามาทำความสะอาดขัดถูไถขจัดคราบสิ่งสกปรกในหอศิลป์ฯ จนเกิดฝุ่นฟุ้งเป็นม่านหมอกของอดีตที่ปะปนอยู่ในมวลอากาศแห่งปัจจุบัน 

ในห้องถัดไป มีผลงานผืนผ้าใบจำนวน 31 ชิ้นวางอยู่บนพื้นในแต่ละด้านของห้อง พิงตัวไว้โดยไร้การยึดเหนี่ยวหรือต้านแรงดึงดูด นัยหนึ่งสะท้อนให้เห็นการน้อมนอบและเคารพสถานที่ ด้วยการที่ไม่พยายามเจาะหรือแขวนรูปภาพตามขนบการจัดแสดงงานศิลปะทั่วไป 

วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

อีกมุมหนึ่ง ศิลปินพยายามทิ้งเบาะแสบางอย่างให้เห็น จากคราบฝุ่นสีน้ำตาลที่ตกหล่นอยู่บริเวณขอบแคนวาส หากได้ตั้งใจชมวิดีโออาร์ตในห้องที่ผ่านมา เราจะทราบกระบวนการสร้างงานศิลปะของปรัชญา ศิลปินนำตัวเองเข้าสู่กระบวนการปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดหอศิลป์ฯ ปรัชญาเข้ามาในช่วงที่ฝุ่นฟุ้ง สิ่งที่ศิลปินจัดการกับความคิดและพื้นที่ คือการนำแคนวาสสีขาวมาวางไว้ตามจุดต่างๆ สีที่ก่อตัวขึ้นบนแคนวาสอย่างอิสระคือการดักจับฝุ่นที่ตลบอบอวน 

ศิลปินไม่ได้หงายผลงานให้เราได้เห็นทุกชิ้น ผลงานบางส่วนถูกซ้อนทับเป็นชั้น วางอยู่กลางห้องหรือโถงทางเดิน เสมือนต้องการเปรียบเปรยถึงประวัติศาสตร์ที่ผ่านกาลเวลา บางส่วนก็ไม่ถูกเปิดเผย บางส่วนก็ถูกซ้อนทับไว้จนมองเรามองไม่เห็น และไม่แม้แต่จะกล้าแตะต้องหยิบขึ้นดู การทับซ้อนของประวัติศาสตร์อาจเป็นเรื่องต้องห้าม เราเดินผ่านห้องต่างๆ ด้วยสายตาที่อยากรู้อยากเห็น และพอรู้ตัวอีกที ก็รู้สึกได้ว่าเรากำลังอยู่ในพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่เคยปกคลุมและครอบครองด้วยผู้คนหลายยุคสมัย บางห้องอาจเป็นห้องส่วนตัว ผนัง เสา บันได บานประตู หน้าต่าง เคยผ่านการมองเห็นและสังเกตการณ์จากผู้คนหลากหลายชนชั้น ฝุ่นแห่งกาลเวลาที่ปกคลุมหอศิลป์นานนับทศวรรษ เป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกไว้โดยแนวคิดของศิลปินร่วมสมัย ปรัชญา พิณทอง 

วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

ก่อนที่จะจากกัน อาจารย์เต้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “Extended Release เป็นนิทรรศการที่ตระหนักถึงคอนเซปต์งานและให้ความสำคัญกับสถาปัตยกรรมภายในอาคารท้องพระโรง เพื่อให้งานศิลปะได้แสดงศักยภาพสอดคล้องไปกับพื้นที่ เราพยายามไม่สร้างความรบกวนกับพื้นที่จนเกินความจำเป็น งานของศิลปิน ปรัชญา พิณทอง ภายใต้การทำงานร่วมกันกับภัณฑารักษ์ คุณกฤษฎา ดุษฎีวนิช ในครั้งนี้ ถือเป็นการกำหนดหมุดหมายและภาพลักษณ์ของหอศิลป์ฯ ที่ต้องการปรับเปลี่ยนไปในทิศทางทีดีขึ้น”

การออกแบบความรู้สึก

องค์ประกอบแวดล้อมภายในนิทรรศการ Extended Release ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบตัวอักษรที่บิดเบี้ยว การออกแบบการ์ดเชิญที่ให้เนื้อสัมผัสเหมือนฝุ่นผง การออกแบบสูจิบัตรขนาดใหญ่ลักษณะเป็นแผ่นพับซับซ้อน การออกแบบ Wall Text ที่เลือกพรินต์บนกระดาษไขขาวบาง แล้วใช้แม่เหล็กนาบติดไปกับผนัง สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดส่งผลต่อความรู้สึกภายในของผู้เขียน อาจเรียกรวมว่าเป็นการออกแบบ ‘ความรู้สึก’ 

ART CENTRE, SILPAKORN UNIVERSITY
ART CENTRE, SILPAKORN UNIVERSITY

มันบอกเราว่า ในบางนิทรรศการ สิ่งที่ผู้ชมจะได้รับกลับมาอาจไม่ใช่ความปรารถนาที่จะซื้อภาพผลงาน สิ่งที่ได้อาจเป็นการที่เราได้ทำความรู้จักกับสถานที่ ได้พูดคุยกับใครสักคนหนึ่งที่บังเอิญเจอและมีความชอบคล้ายกัน พูดคุยกับภัณฑารักษ์ หรืออาจเป็นการพูดคุยกับตัวเอง โดยนำเอาประสบการณ์ส่วนตัวโต้ตอบกับวัตถุและแนวคิดของศิลปินอย่างเป็นอิสระ

หากใครมาเงี่ยหูฟังเราที่นิทรรศการนี้ ก็คงได้ยินบทสนทนาที่ว่าด้วยทั้งอดีตและอนาคต มันทั้งสวยงาม หนักหน่วง และมีแสงแห่งความหวังเรืองรองระยิบเคล้าเสียงฝนพรำ

ART CENTRE, SILPAKORN UNIVERSITY

ทั้งนี้ นิทรรศการ Extended Release เลื่อนวันเปิดให้เข้าชมเป็นวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564 และมีความเป็นไปได้ที่จะยืดระยะเวลาแสดงออกไปอย่างน้อย 5 สัปดาห์ ตามสถานการณ์และมาตรการของหอศิลป์ฯ ผู้สนใจติดตามข่าวสารและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : ART CENTRE, SILPAKORN UNIVERSITY

ผู้มาก่อน (เวลา)

ผนังภายนอก ‘อาคารท้องพระโรง’ สีเหลืองตัดกับท้องฟ้าสีเทา บรรยากาศดูครึ้มฟ้าครึ้มฝน เราเลือกที่นั่งให้ไกลจากสิ่งที่เราอยากพิจารณาเป็นพิเศษ เพื่อลอบสังเกตความงามที่ดำรงอยู่ 

วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

นับแต่อดีตจนถึงวันนี้ เรือนดนตรีสีเขียวหลังเดิมในสวนแก้วยังคงสวยงามสะอาดตา ไม่น่าแปลกใจถ้าจะมีใครทักท้วงว่า หลังจากการบูรณะซ่อมแซมและอนุรักษ์ สีเขียวที่ทาขึ้นใหม่ดูจะฉูดฉาดมากไปกว่าเดิมหรือไม่ เพราะยิ่งเรามีความคุ้นเคยและผูกพันกับสิ่งใดมากเท่าไหร่ เมื่อมีอะไรบางอย่างถูกปรับเปลี่ยนไปจากเดิมเพียงเล็กน้อย เราย่อมมองเห็น เราย่อมกังวล เป็นลักษณะจำเพาะของมนุษย์ละมั้ง เราพยายามทุกวิถีทางที่จะแช่แข็งสิ่งที่เราผูกพันเอาไว้ แม้ว่าตัวเราเองก็ดำรงอยู่ในกระแสธารของเวลาที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

ทุกครั้งที่กลับมายังมหาวิทยาลัยศิลปากร ไม่ว่าจะด้วยโอกาสอะไรก็ตาม เรามักใช้เวลาเข้าไปนั่งใน ‘สวนแก้ว’ ที่ตั้งอยู่ด้านข้างอาคารท้องพระโรง สถานที่ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศความสงบร่มรื่น ไม่ครื้นเครงนักในช่วงเวลาวิกฤต COVID-19 เช่นนี้  

วินาทีที่สายตากระทบกับผลงานประติมากรรมที่ถูกจัดวางอยู่โดยรอบสวนแก้ว ทำให้ท่วงทำนองของเพลงประจำมหาวิทยาลัย ซานตาลูเซีย (Santa Lucia) โลดแล่นขึ้นจนรู้สึกชุ่มฉ่ำหัวใจ เพราะพื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความทรงจำในอดีต พลางคิดไปว่าสวนแก้วได้มอบช่วงเวลาพิเศษที่งดงามเป็นนิจนิรันดร์ 

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน หลังจากนั่งรำลึกความหลังได้สักพัก และชื่นชมกับภายนอกอาคารโบราณ สายตาของเราเหลือบไปเห็นหญิงสาวสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวตรงทางเข้าสวนแก้ว อาจารย์เต้-ดร.ปรมพร ศิริกุลชยานนท์ ผู้อำนวยการหอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร ถือสมาร์ทโฟนโบกไปมา ประหนึ่งเป็นสัญญาณว่าเธอได้รับข้อความที่เราส่งไปเมื่อครู่ว่า มาถึงก่อนถึงเวลานัด อาจารย์เต้เชื้อเชิญเราให้เข้าไปในหอศิลป์ฯ ทันที เพราะเกรงว่าฟ้าฝนจะไม่เป็นใจ และจริงอย่างที่คาด ไม่นานนักฝนเม็ดเบาก็โปรยตัวลงมาเดินเล่นในศิลปากรกับเรา 

อาจารย์เต้-ดร.ปรมพร ศิริกุลชยานนท์ ผู้อำนวยการหอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร

พื้นที่และใจความสำคัญ

เรามองดูฝนโปรยปรายผ่านบานประตูหอศิลป์ฯ ก่อนจะหยุดสายตาที่ ‘กำแพงแก้ว’ กำแพงขนาดเล็กที่ล้อมรอบอาคารท้องพระโรง อาจารย์เต้เล่าให้ฟังในภายหลังว่า กำแพงแก้วเป็นอีกจุดหนึ่งที่บูรณะซ่อมแซม เนื่องจากเหตุต้นไม้ใหญ่รูปหัวใจโค่นล้ม สร้างความเสียหายให้แก่อาคารและบริเวณโดยรอบ 

“ไม่ว่าปูนปั้นประดับหัวเสา ลวดบัวปูนปั้น ระแนงลูกกรงเหล็กหล่อ และเสากำแพงแก้ว ตลอดแนวด้านขวาของกำแพงแก้วคือส่วนที่ได้รับการบูรณะและซ่อมแซมขึ้นใหม่” 

ปัดฝุ่นแห่งกาลเวลาใน Extended Release นิทรรศการหลังการบูรณะหอศิลป์ฯ วังท่าพระ ศิลปากร
ปัดฝุ่นแห่งกาลเวลาใน Extended Release นิทรรศการหลังการบูรณะหอศิลป์ฯ วังท่าพระ ศิลปากร

หากไม่มีใครบอก เราคงแยกไม่ออกระหว่างของเก่าและของใหม่ และหากอาจารย์เต้ไม่เล่าต่อ เราคงไม่ทราบว่าเธอและทีมงานได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในอาคารท้องพระโรงให้มีระบบไฟที่กลมกลืนไปกับตัวอาคาร และเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศให้เป็นแบบฝังบนเพดาน ซึ่งแต่เดิมใช้แอร์ตู้ บุคลากรในหอศิลป์ฯ ยังพยายามลบล้างภาพจำเก่าๆ ของหอศิลป์ฯ ที่คงอยู่มานานนับทศวรรษ 

“มีคนชอบถามอยู่ตลอดว่า ที่นี่เข้าได้ด้วยเหรอ เราไม่ใช่เด็กศิลปากร ฟังดูเหมือนจะไม่ใช่ปัญหา แต่เรามองว่ามันเป็นปัญหา” อาจารย์เต้เล่าให้ฟังด้วยความใส่ใจ เธอมองว่าหอศิลป์ของมหาวิทยาลัยควรมีบทบาทและมอบคุณประโยชน์ให้สังคมในวงกว้างมากกว่านี้

“บทบาทของหอศิลป์ฯ ในมหาวิทยาลัยศิลปากร น่าจะเชื่อมโยงเรื่องราวจากภายในให้เป็นที่รับรู้สู่สังคมภายนอก พร้อมให้คนภายนอกก้าวเข้ามาเยี่ยมเยือนพื้นที่ ส่วนคนที่อยู่ภายในเอง ก็ควรได้เห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและความเป็นไปที่อยู่ภายนอก ทางหอศิลป์ฯ ได้จัดทำโปรแกรมนิทรรศการและกิจกรรมการศึกษาก่อนที่หอศิลป์ฯ จะปิดซ่อมแซม ซึ่งได้วางแผนโปรแกรมยาวตลอดปี เมื่อได้กลับมาเปิดหอศิลป์ฯ ภายหลังการซ่อมแซมครั้งนี้ ทิศทางของเราก็ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าเราจะเป็นพื้นที่สำหรับศิลปะร่วมสมัย”   

นับเป็นเรื่องที่ท้าทายของอาจารย์เต้ ในฐานะผู้อำนวยการหอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งตอนนี้ดำรงตำแหน่งเป็นวาระที่ 2 เธอต้องดูแลงานหลักของหอศิลป์ฯ อันได้แก่ การจัดการพื้นที่ การจัดการคลังสะสมของมหาวิทยาลัย ทั้งการเผยแพร่ การเก็บและซ่อมแซมผลงานศิลปะในสะสม ที่ได้จากการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ (นับแต่ครั้งที่ 15 – 67 รวมแล้วหลายร้อยชิ้น) และการจัดการโครงการบริการอื่นๆ ปัจจุบันเธอทำงานร่วมกับทีมงานฝ่ายนิทรรศการและฝ่ายกิจกรรมการศึกษา โดยหอศิลป์ฯ มีภัณฑารักษ์ประจำที่จะคอยให้คำแนะนำในรายละเอียด รวมถึงดูภาพรวมของนิทรรศการและกิจกรรมที่จะเกิดขึ้น

ปัดฝุ่นแห่งกาลเวลาใน Extended Release นิทรรศการหลังการบูรณะหอศิลป์ฯ วังท่าพระ ศิลปากร
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

ฝุ่นผงแห่งกาลเวลา

กลับมาที่อาคารท้องพระโรง สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ เป็นที่ประทับและทรงงานของเจ้านายหลายท่าน รวมถึงเป็นที่ทำงานของเหล่าช่างหลวง หลังจากนั้นถูกเปลี่ยนมาเป็นพื้นที่การเรียนการสอนศิลปะแบบตะวันตกแห่งแรกของประเทศไทย กระทั่งกลายมาเป็นหอศิลป์ของมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตวังท่าพระ 

ประวัติศาสตร์ของพื้นที่แห่งนี้ ‘ซ้อนทับ’ ด้วยกาลเวลาหลายยุคหลายสมัย แม้แต่ชั้นสีของตัวอาคารก็ยังประกอบไปด้วยพื้นผิวที่ทับซ้อนด้วยเทคนิค ‘ปูนหมัก ปูนตำ’ การฟื้นฟูบูรณะซ่อมแซมตัวอาคารจึงต้องทำตามหลักวิชาการ โดยหอศิลป์ฯ ทำงานร่วมกับกรมศิลปากรและสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมไทย จนได้แนวทางอนุรักษ์อาคารที่เหมาะสม นั่นคือการซ่อมแซมคืนสภาพ และสำหรับในส่วนที่เสียหายหนักจะทำการเปลี่ยนวัสดุ โดยคงรูปแบบจากการบูรณะอาคารครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2540  

เมื่อระยะเวลาแห่งการซ่อมแซมถูกยืดขยายไปตามความละเอียดและประณีตของงาน ถึงครั้งที่ตัวอาคารท้องพระโรงได้รับการบูรณะซ่อมแซมโดยสมบูรณ์ ทีมหอศิลป์ฯ ต้องมานั่งคิดถึงนิทรรศการเปิดตัวครั้งแรกด้วย 

“เราอยากให้ศิลปินคนแรกเป็นศิลปินร่วมสมัย ซึ่งเป็นทิศทางของหอศิลป์ที่ต้องการจะยืนหยัดให้ชัดเจน และเป็นศิษย์เก่าศิลปากรที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ เพื่อให้คนในศิลปากรเองได้รู้จักและเห็นงาน โดยเฉพาะนักศึกษา ทำให้นึกถึงพี่โต๊ะ-ปรัชญา พิณทอง ศิลปินไทยที่สร้างชื่อในต่างประเทศ” อาจารย์เต้กล่าวถึงศิลปินพร้อมกับเดินนำชม และแนะนำให้เราทราบถึงผลงานศิลปะที่ภัณฑารักษ์ประจำหอศิลป์ฯ คุณกฤษฎา ดุษฎีวนิช ทำขึ้นร่วมกับศิลปิน ติดตั้งอยู่บนผนังซ้ายมือก่อนที่จะได้เดินเข้าไปสำรวจพื้นที่ด้านใน   

ภาพอดีตในสภาวะยืดขยาย Extended Release

ก่อนเริ่มเล่าผลงานจาก 1 – 10 ตามแบบฉบับการไล่เรียงผลงานตามพื้นที่การจัดวางจากชั้นล่างสู่ชั้นบน เราอยากเล่าถึงผลงานวิดีโออาร์ตของ ปรัชญา พิณทอง บนชั้นสองของอาคารท้องพระโรง ซึ่งเป็นผลงานที่ยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงคำนึงของเรา เรียกว่าเป็นผลงานที่เราได้ใช้เวลาในการซึมซับและร่วมประสบการณ์อยู่ด้วยกันนานทีเดียว

วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

ผลงานวิดีโอขนาดยาว 8.59 นาที Extended Release, 2020 ถ่ายทำด้วยกล้อง iPhone และนำไปแปลงเป็นฟิล์ม 35 มม. ฉายด้วยแสงไฟที่ส่องตรงไปยังฉากผ้าใบที่นำกลับมาใช้ใหม่ ยิ่งจ้องมองให้ดี เราจะเห็นความไม่สมประกอบของผ้าใบที่ถูกขึงอยู่กลางห้อง ผู้เขียนคาดเดาว่าเป็นความจงใจของศิลปิน ในการเลือกวัสดุใช้แล้วที่ทิ้งร่องรอยของการปะติดปะต่อ 

การจ้องมองภาพของฟิล์มที่ถูกหมุนวนอย่างรวดเร็ว ทำให้เราเห็นกระบวนการฉายหนังแบบโบราณ ศิลปินพยายามย้อนกลับจากโลกอนาคตสู่อดีตผ่านสื่อที่แตกต่าง แต่ให้ผลลัพธ์เหมือนกัน การเคลื่อนไหวเพียงวินาทีเดียวกลับถูกยืดขยายออกเป็นเฟรมต่อเฟรม หรือนี่คือนัยยะที่แฝงไว้ซึ่งชื่อของนิทรรศการ

ส่วนความสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นจากเครื่องโปรเจกเตอร์โบราณนั้น ส่งแรงไปยังพื้นไม้ที่เรากำลังเหยียบยืนอยู่เสมือนหนึ่งแรงสั่นสะเทือนของเครื่องจักรที่เข้ามาทำความสะอาดขัดถูไถขจัดคราบสิ่งสกปรกในหอศิลป์ฯ จนเกิดฝุ่นฟุ้งเป็นม่านหมอกของอดีตที่ปะปนอยู่ในมวลอากาศแห่งปัจจุบัน 

ในห้องถัดไป มีผลงานผืนผ้าใบจำนวน 31 ชิ้นวางอยู่บนพื้นในแต่ละด้านของห้อง พิงตัวไว้โดยไร้การยึดเหนี่ยวหรือต้านแรงดึงดูด นัยหนึ่งสะท้อนให้เห็นการน้อมนอบและเคารพสถานที่ ด้วยการที่ไม่พยายามเจาะหรือแขวนรูปภาพตามขนบการจัดแสดงงานศิลปะทั่วไป 

วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

อีกมุมหนึ่ง ศิลปินพยายามทิ้งเบาะแสบางอย่างให้เห็น จากคราบฝุ่นสีน้ำตาลที่ตกหล่นอยู่บริเวณขอบแคนวาส หากได้ตั้งใจชมวิดีโออาร์ตในห้องที่ผ่านมา เราจะทราบกระบวนการสร้างงานศิลปะของปรัชญา ศิลปินนำตัวเองเข้าสู่กระบวนการปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดหอศิลป์ฯ ปรัชญาเข้ามาในช่วงที่ฝุ่นฟุ้ง สิ่งที่ศิลปินจัดการกับความคิดและพื้นที่ คือการนำแคนวาสสีขาวมาวางไว้ตามจุดต่างๆ สีที่ก่อตัวขึ้นบนแคนวาสอย่างอิสระคือการดักจับฝุ่นที่ตลบอบอวน 

ศิลปินไม่ได้หงายผลงานให้เราได้เห็นทุกชิ้น ผลงานบางส่วนถูกซ้อนทับเป็นชั้น วางอยู่กลางห้องหรือโถงทางเดิน เสมือนต้องการเปรียบเปรยถึงประวัติศาสตร์ที่ผ่านกาลเวลา บางส่วนก็ไม่ถูกเปิดเผย บางส่วนก็ถูกซ้อนทับไว้จนมองเรามองไม่เห็น และไม่แม้แต่จะกล้าแตะต้องหยิบขึ้นดู การทับซ้อนของประวัติศาสตร์อาจเป็นเรื่องต้องห้าม เราเดินผ่านห้องต่างๆ ด้วยสายตาที่อยากรู้อยากเห็น และพอรู้ตัวอีกที ก็รู้สึกได้ว่าเรากำลังอยู่ในพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่เคยปกคลุมและครอบครองด้วยผู้คนหลายยุคสมัย บางห้องอาจเป็นห้องส่วนตัว ผนัง เสา บันได บานประตู หน้าต่าง เคยผ่านการมองเห็นและสังเกตการณ์จากผู้คนหลากหลายชนชั้น ฝุ่นแห่งกาลเวลาที่ปกคลุมหอศิลป์นานนับทศวรรษ เป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกไว้โดยแนวคิดของศิลปินร่วมสมัย ปรัชญา พิณทอง 

วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

ก่อนที่จะจากกัน อาจารย์เต้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “Extended Release เป็นนิทรรศการที่ตระหนักถึงคอนเซปต์งานและให้ความสำคัญกับสถาปัตยกรรมภายในอาคารท้องพระโรง เพื่อให้งานศิลปะได้แสดงศักยภาพสอดคล้องไปกับพื้นที่ เราพยายามไม่สร้างความรบกวนกับพื้นที่จนเกินความจำเป็น งานของศิลปิน ปรัชญา พิณทอง ภายใต้การทำงานร่วมกันกับภัณฑารักษ์ คุณกฤษฎา ดุษฎีวนิช ในครั้งนี้ ถือเป็นการกำหนดหมุดหมายและภาพลักษณ์ของหอศิลป์ฯ ที่ต้องการปรับเปลี่ยนไปในทิศทางทีดีขึ้น”

การออกแบบความรู้สึก

องค์ประกอบแวดล้อมภายในนิทรรศการ Extended Release ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบตัวอักษรที่บิดเบี้ยว การออกแบบการ์ดเชิญที่ให้เนื้อสัมผัสเหมือนฝุ่นผง การออกแบบสูจิบัตรขนาดใหญ่ลักษณะเป็นแผ่นพับซับซ้อน การออกแบบ Wall Text ที่เลือกพรินต์บนกระดาษไขขาวบาง แล้วใช้แม่เหล็กนาบติดไปกับผนัง สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดส่งผลต่อความรู้สึกภายในของผู้เขียน อาจเรียกรวมว่าเป็นการออกแบบ ‘ความรู้สึก’ 

ART CENTRE, SILPAKORN UNIVERSITY
ART CENTRE, SILPAKORN UNIVERSITY

มันบอกเราว่า ในบางนิทรรศการ สิ่งที่ผู้ชมจะได้รับกลับมาอาจไม่ใช่ความปรารถนาที่จะซื้อภาพผลงาน สิ่งที่ได้อาจเป็นการที่เราได้ทำความรู้จักกับสถานที่ ได้พูดคุยกับใครสักคนหนึ่งที่บังเอิญเจอและมีความชอบคล้ายกัน พูดคุยกับภัณฑารักษ์ หรืออาจเป็นการพูดคุยกับตัวเอง โดยนำเอาประสบการณ์ส่วนตัวโต้ตอบกับวัตถุและแนวคิดของศิลปินอย่างเป็นอิสระ

หากใครมาเงี่ยหูฟังเราที่นิทรรศการนี้ ก็คงได้ยินบทสนทนาที่ว่าด้วยทั้งอดีตและอนาคต มันทั้งสวยงาม หนักหน่วง และมีแสงแห่งความหวังเรืองรองระยิบเคล้าเสียงฝนพรำ

ART CENTRE, SILPAKORN UNIVERSITY

ทั้งนี้ นิทรรศการ Extended Release เลื่อนวันเปิดให้เข้าชมเป็นวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564 และมีความเป็นไปได้ที่จะยืดระยะเวลาแสดงออกไปอย่างน้อย 5 สัปดาห์ ตามสถานการณ์และมาตรการของหอศิลป์ฯ ผู้สนใจติดตามข่าวสารและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : ART CENTRE, SILPAKORN UNIVERSITY

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load