ในวันที่โรงพยาบาลและบุคลากรสาธารณสุขต้องรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 อย่างเหน็ดเหนื่อยจนเกินกำลัง พื้นที่อย่าง ‘ศูนย์แยกกักในชุมชน’ หรือ ‘Semi Community Isolation Center’ ที่ช่วยดูแลผู้ป่วยกลุ่มสีเขียวในชุมชนถือเป็นหนึ่งในจุดสำคัญที่ช่วยควบคุม ลดการแพร่ระบาดและบรรเทาวิกฤตครั้งใหญ่นี้

Semi Community Isolation Center จัดตั้งได้โดยเริ่มต้นจากทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน มูลนิธิ ภาคประชาสังคม รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ร่วมมือกับสำนักงานทางสาธารณสุขในพื้นที่ ซึ่งต้องปฏิบัติตามแนวทางอย่างเคร่งครัด แต่ด้วยความเร่งด่วนของสถานการณ์ Semi Community Isolation Center แต่ละแห่งจึงมีข้อจำกัดแตกต่างกันไป และยังคงต้องการเพิ่มเพื่อรองรับผู้ติดเชื้อที่จำนวนพุ่งขึ้นสูงต่อเนื่อง

ความรุนแรงของสถานการณ์เช่นนี้เป็นเหตุให้ วี-วิภาวี คุณาวิชยานนท์ นักออกแบบ สถาปนิก อาจารย์ และหัวเรี่ยวหัวแรงของมูลนิธิความคิดสร้างสรรค์เพื่อรับมือภัยพิบัติ (Design for Disasters หรือ D4D) ลุกขึ้นมาใช้ทักษะการออกแบบเพื่อรับมือภัยพิบัติที่สั่งสมประสบการณ์มานานกว่า 10 ปี ร่วมระดมกำลังกับหลายภาคส่วนช่วยกันสร้าง Semi Community Isolation Center ที่เป็นมิตรต่อกายใจของผู้ป่วยและสิ่งแวดล้อมรอบข้าง

ในอดีต วีและทีม D4D เคยทำโปรเจกต์ส่งต่อความรู้เรื่องการรับมือกับน้ำท่วม สร้างบ้านและ ‘ห้องเรียนพอดีพอดี’ หลังอาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่จังหวัดเชียงราย ด้วยวัสดุอุปกรณ์ราคาประหยัด ออกแบบให้ใช้งานได้ดีภายในเวลาอันรวดเร็ว

คราวนี้ เธอช่วยเนรมิตอาคารให้กลายเป็นศูนย์แยกกักตัวที่สร้างโดยประชาชน เพื่อประชาชน ต่อสู้กับภัยที่มองไม่เห็น โดยสถานที่แรกที่เปิดดำเนินการแล้วคือ ‘ศูนย์แยกกักในชุมชนมัสยิดเนียะมะตุลลอฮ์’ เขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร

อะไรเป็นเหตุให้เธออาสามามีส่วนร่วม และการออกแบบศูนย์แยกกักตัวต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง ชวนมากางผังและเรียนรู้ไปด้วยกัน

ศูนย์แยกกักตัวผู้ป่วยที่มัสยิดเนียะมะตุลลอฮ์ การรวมใจออกแบบโดย Design for Disasters

นักออกแบบผู้รับมือภัยพิบัติ

วีค้นพบความหลงใหลในศิลปะและการออกแบบมาตั้งแต่ยังเด็ก ฝึกฝนเรื่อยมาจนเข้าเรียนที่สาขาวิชาศิลปศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเรียนต่อด้าน Fine Arts ที่ School of the Art Institute of Chicago ตามด้วยสถาปัตยกรรมภายในและสถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่โรงเรียนดีไซน์โรดไอแลนด์ (RISD) และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ตามลำดับ

เมื่อภาพเหตุการณ์สึนามิที่ประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2547 ฝังเข้าไปอยู่ในความทรงจำของเธอจนเก็บไปฝันอยู่หลายสิบครั้ง บวกกับเห็นสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศของโลกที่แปรเปลี่ยนไป โลกดูเผชิญกับภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง เธอจึงศึกษาอย่างจริงจัง เข้าเรียนด้าน Disaster Preparedness, Mitigation and Management หรือการเตรียมพร้อมรับมือและจัดการภัยพิบัติ ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (Asian Institute of Technology) 

“การออกแบบเพื่อรับมือและจัดการกับภัยพิบัติต่างจากการออกแบบทั่วไป ในสภาวะปกติ เจ้าของโครงการคือลูกค้าที่เราต้องนำเสนอไอเดีย และหาจุดร่วมให้ตรงกับความต้องการของเขา แต่ในภัยพิบัติ โจทย์คือชุมชนและสังคม เป็นการทำงานกับปัญหาที่เกี่ยวกับความเป็นความตายของผู้คน สิ่งที่เราทำคือ วิเคราะห์ปัญหา หาแนวทาง และประสานเพื่อเชื่อมให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกันช่วยทำงานตามกำลังและศักยภาพของแต่ละฝ่ายได้เต็มที่ โดยยังคงมีอิสระในการขับเคลื่อนอยู่ เพราะต้องทำงานบนความเร่งด่วน” นักออกแบบผู้ศีกษาศาสตร์นี้มาโดยตรงกล่าว

ภัยพิบัติมีหลายรูปแบบ ทั้งที่เกิดจากธรรมชาติเอง เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วม พายุ อากาศหนาวหรือร้อนจัด และเกิดจากฝีมือมนุษย์ เช่น สงคราม ซึ่งการรับมือแต่ละรูปแบบก็มีความแตกต่างกันออกไป 

จากความตั้งใจอันแรงกล้า วีต่อยอดความสนใจโดยการชักชวนผู้คนจากสหวิชาชีพมาร่วมกันก่อตั้ง D4D เมื่อ พ.ศ. 2553 ให้เป็นเครือข่ายอาสา ร่วมกันรับมือภัยพิบัติต่างๆ ควบคู่ไปกับการทำงานด้านสถาปัตยกรรมและออกแบบตกแต่งภายใน รวมถึงเปิดสตูดิโอให้เช่าถ่ายงานเพื่อเลี้ยงชีพ

“D4D เกิดขึ้นจากเพื่อนๆ กัลยาณมิตรหลายชีวิตที่ร่วมช่วยกันด้วยจิตอาสา ทำหลายโปรเจกต์ตลอดสิบปีที่ผ่านมา จนกระทั่งปีที่แล้ว (พ.ศ. 2563) D4D จดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิได้สำเร็จ ในบางช่วงเราก็ทำงานกันอย่างอัดแน่น บางช่วงก็ค่อยเป็นค่อยไป แล้วแต่สถานการณ์และกำลังที่มี เราเป็นมูลนิธิเล็กๆ ที่ไม่ได้มีเจ้าหน้าที่ประจำ แต่เวลามีภัยพิบัติหรือวิกฤตต่างๆ เราสามารถรวมตัวและชวนผู้คนมาร่วมงานกันได้ภายในเวลาที่รวดเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่จะตอบรับมาช่วยเหลือเลย ถ้าไม่ติดขัดอะไร เพราะเขาเชื่อว่าสิ่งที่เราทำเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม” 

เมื่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อในไทยพุ่งขึ้นสูงหลักพันและหมื่น เธอรู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อสังคมอีกครั้ง ด้วยความถนัดที่มี

“ตอนกลางเดือนกรกฎาคม เราเห็นสถานการณ์รุนแรงขึ้น ตอนตีสามก็ยังนอนไม่หลับ คิดไม่หยุด เลยลุกขึ้นมาลองเอาแปลนสตูดิโอที่เป็นโกดังเก่าของเราในเขตทุ่งครุที่ช่วงนี้ไม่มีลูกค้าอยู่แล้ว มาจัดเตียงใน AutoCAD ดู เผื่อทำเป็นศูนย์แยกกักตัว แล้วส่งไฟล์พร้อมรายละเอียดเพื่อนบ้านรอบข้างให้ ผอ.เขต ลองพิจารณาดูเลย” วีเล่างานที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน

เมื่อถึงรุ่งเช้าซึ่งเป็นวันอาทิตย์ ธนาชิต ชูติกาญจน์ ผอ.เขตทุ่งครุ และเจ้าหน้าที่เขตลงพื้นที่เพื่อสำรวจทันที เป็นจุดเริ่มต้นของการร่วมมือกันเพื่อผลักดันโปรเจกต์ครั้งใหม่

ศูนย์แยกกักตัวผู้ป่วยที่มัสยิดเนียะมะตุลลอฮ์ การรวมใจออกแบบโดย Design for Disasters
ศูนย์แยกกักตัวผู้ป่วยที่มัสยิดเนียะมะตุลลอฮ์ การรวมใจออกแบบโดย Design for Disasters

ก่อร่างสร้าง Semi Community Isolation Center

องค์ประกอบของ Semi Community Isolation Center มีหลายส่วนที่ต้องคิดคำนึงให้รอบคอบ

ตั้งแต่สถานที่ที่โล่งและกว้างเพียงพอ มีสิ่งแวดล้อมถูกสุขลักษณะสำหรับดูแลผู้ป่วยและผู้คนโดยรอบ จะเป็นโรงเรียน วัด สนามกีฬา หรืออาคารอเนกประสงค์ก็ได้ แต่ชุมชนเพื่อนบ้านต้องยินยอมให้มีการจัดตั้งในพื้นที่ด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไรในภาวะเช่นนี้ 

เมื่อรอบข้างโกดังของวีมีความกังวลใจ ทางเขตจึงเร่งหาพื้นที่ใหม่ ส่วนวีก็พูดคุยกับพื้นที่อีกหลายแห่ง วันละหลายสิบสายเพื่อหาความเป็นไปได้อื่นๆ จนเจอมัสยิดเนียะมะตุลลอฮ์และศูนย์การเรียนดรุณอินเตอร์นอเลจจ์ ที่ทางชุมชนเป็นผู้ริเริ่มไอเดีย ยินยอมให้แปลงพื้นที่เพื่อให้เกิดประโยชน์ โดยแจ้งกับทางเขตรับทราบ

“ต้องขอบคุณทางกรรมการมัสยิดและชุมชนที่อยากทำอยู่แล้ว และ ผอ.เขตที่ให้โอกาสเราและพันธมิตรมาช่วยกันทำให้เกิดขึ้นจริง เมื่อเพื่อนบ้านอนุญาตให้ทำ ไม่ว่าจะมีสิ่งที่ต้องทำกี่อย่างหรือจะยากแค่ไหน เราเชื่อว่าจะต้องมีวิธีการและแผนแบบต่างๆ เพื่อไปถึงเป้าหมายให้ได้” 

ศูนย์แยกกักตัวผู้ป่วยที่มัสยิดเนียะมะตุลลอฮ์ การรวมใจออกแบบโดย Design for Disasters
ภาพ : บ้านและสวน

เมื่อทางสถานที่พร้อม ก็เข้าสู่ขั้นตอนการออกแบบองค์ประกอบต่างๆ ซึ่งวีได้รับการช่วยเหลือจากหลายภาคส่วนที่ยินดีมาร่วมมือกันนับร้อยชีวิต จนไม่อาจกล่าวในบทความนี้ได้หมด

เช่น ในด้านการให้คำปรึกษา วีได้รับคำแนะนำจาก อดิเรก แสงใสแก้ว เลขาธิการสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยที่ผ่านการลงพื้นที่และผลักดันศูนย์พักคอยในชุมชนมาก่อน

และ ธวัชชัย โตสิตระกูล ที่เคยผ่านประสบการณ์ดูแลสมาชิก 6 คนในครอบครัวที่ติดเชื้อโควิด-19 ให้อาการดีขึ้น ร่วมเป็นจิตอาสาดูแลผู้ป่วยด้วยสมุนไพรและประสานงานกับแพทย์แผนไทย ภายใต้คำปรึกษาจากผู้ทรงคุณวุฒิจากสภาการแพทย์แผนไทยและโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โดยมีมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรฯ ให้การสนับสนุนยาสมุนไพรทั้งหมด

ในด้านระบบระบายอากาศ เธอได้รับความช่วยเหลือจาก ผศ.ดร.ประพัทธ์ พงษ์เกียรติกุล หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่เข้ามาให้คำแนะนำปรึกษาทางนี้โดยเฉพาะ รวมถึง ธเนศวร ศิริอาชวะวัฒน์ พร้อมด้วยทีมงานภาคเอกชนที่ออกแบบและติดตั้งระบบ จัดหาวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ท่อลม พัดลมที่มีตัวกรอง เพื่อให้เกิดการกรองเชื้อโรคและอากาศไหลถ่ายเทอย่างเหมาะสม และยังมีการปรับระบบจัดการของเสียที่ทางเขตเข้ามาช่วยดูแล เป็นตัวอย่างของความช่วยเหลือที่เกิดขึ้น

ศูนย์แยกกักตัวผู้ป่วยที่มัสยิดเนียะมะตุลลอฮ์ การรวมใจออกแบบโดย Design for Disasters

ในฐานะผู้ประสานงาน วี และ ยุ-จิรนันท์ ศรีพิทักษ​์ พนักงานที่ย้ายจากการดูแลสตูดิโอมาช่วยส่วนนี้แทน ยังคิดคำนึงถึงความต้องการของผู้ป่วยและพยายามสรรหาความร่วมมือที่จะเข้ามาตอบโจทย์ได้อยู่เรื่อยๆ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี

“เราทำงานให้กับชุมชน เสียงย่อมมีหลากหลาย ต้องรับฟังรอบด้าน ในสถานการณ์แบบนี้อาจจะยากหน่อยตรงที่เราคุยกันแบบเจอกันจริงๆ ได้ยาก แต่ต้องสื่อสารให้ดี” วีเล่า บางวันเธอตื่นขึ้นมาตอนเช้าและโทรศัพท์ต่อเนื่องจนถึงดึกดื่น

ความพยายามในการคิดอย่างครอบคลุมโดยทีมงานจิตอาสา พร้อมคำแนะนำจากอาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่งผลให้ทั้ง 29 เตียงภายในมัสยิดอยู่ห่างกันเกิน 1.5 เมตร แต่ละเตียงมีปลั๊กไฟ พัดลม และที่กั้นหัวเตียง ที่ได้รับการออกแบบให้มีลวดลายสวยงามสบายตา เป็นกำลังใจให้แก่ผู้ป่วย จากสองครอบครัวนักออกแบบและจิตอาสาที่ร่วมกันมาเพนต์สีสันที่ปลอดภัยจากสารระเหย ปราศจากกลิ่น แบบที่โรงพยาบาลเลือกใช้ ซึ่งที่กั้นนี้มีขึ้นเพื่อกั้นไม่ให้เท้าผู้ป่วยชี้ไปที่หัวของผู้อื่นโดยตรง เพราะต้องจัดเตียงไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ให้เท้าหันไปทางทิศตะวันตกตามความเชื่อทางศาสนา 

ภายในยังมีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ลำโพงขยายเสียง และกล้องวงจรปิด ที่ได้รับการสนับสนุนจากหลากหลายภาคส่วน ไว้ให้อาสาสมัครจากชุมชนที่ผลัดเปลี่ยนเวรกันมาดูแล สามารถเห็นความเคลื่อนไหวและสื่อสารจากอาคารข้างๆ โดยไม่ต้องเข้ามาในพื้นที่ให้เสี่ยงไปมากกว่าเดิม

และ Semi Community Isolation Center นี้จะสมบูรณ์ ต้องมีสถานพยาบาลจับคู่อย่างเป็นทางการ เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการส่งต่อผู้ป่วยในกรณีที่ผู้ป่วยเปลี่ยนสถานะจากกลุ่มสีเขียวเป็นสีเหลืองหรือแดง แต่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินงาน พบว่าโรงพยาบาลหลายแห่งรับผู้ป่วยเต็มกำลังแล้ว ทางออกคือการนำองค์ความรู้ด้านสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย โดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านการแพทย์แผนไทย เข้ามาช่วยบรรเทาสถานการณ์ และทางเขตเป็นผู้ช่วยเชื่อมต่อกับสถานพยาบาลที่เป็นไปได้ในกรณีฉุกเฉิน

ความร่วมมือที่เกิดขึ้นนี้มีผู้คนเกี่ยวข้องนับร้อยชีวิตที่วีจดบันทึกชื่อไว้เป็นอย่างดี คอยอัปเดตความเคลื่อนไหว ตั้งคำถาม แลกเปลี่ยนความคิด ผ่านทางหน้าเฟซบุ๊กของเธอ โดยไม่ลืมกล่าวถึงบุคคลและองค์กรที่เข้ามาส่งเสริมกัน เพื่อให้รู้สึกว่าโปรเจกต์นี้คือการช่วยคิด ช่วยแก้โจทย์ไปด้วยกัน ไม่ใช่งานของเพียงใครคนใดคนหนึ่ง

“หัวใจสำคัญคือเราตั้งใจให้สิ่งนี้เป็นไปเพื่อสาธารณประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง พอสื่อสารความรู้สึกนี้ออกไป แม้จะเป็นผ่านทางโทรศัพท์ก็ตาม เราคิดว่าคนรับรู้ได้ถึงความตั้งใจที่มีเหมือนกัน และอยากเข้ามาช่วยกันให้เกิดขึ้นจริง”

เพื่อคนที่อยู่ในสังคมร่วมกัน

ศูนย์แยกกักตัวที่มัสยิดแห่งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เมื่อสังคมยังมีความต้องการ วีและทีมงานพร้อมจะมาร่วมช่วยกันเท่าที่กำลังจะพอมี

“ใครพอมีสถานที่ที่ประเมินแล้วว่าห่างไกลจากชุมชน และเห็นหนทางการทำเป็นศูนย์แยกกักตัวในชุมชน หรือชุมชนอยากทำ แต่ยังหาสถานที่ไม่ได้ เรากับเพื่อนๆ มีความพร้อมที่จะไปทำงานร่วมกัน หรือช่วยกันเชื่อมต่อกับเครือข่ายต่างๆ ที่ช่วยเหลือได้”

แม้เป็นงานอาสา แต่ก็ถือเป็นงานที่ใช้เวลาและพลังชีวิตเยอะเหมือนกัน แต่วียังมีกำลังใจและความตั้งใจดีๆ ที่ทำให้พร้อมเดินหน้าต่อ

ภาพ : บ้านและสวน

“ถ้าถามว่าทำงานตรงนี้เหนื่อยหรือท้อไหม มันก็มีบ้างเป็นเรื่องปกติของชีวิตในบางวัน หลายคนอาจถามว่าเราทำไปทำไม เราเพียงรู้สึกว่าเราทำแล้วมีความสุข รู้สึกว่าเวลาที่ผ่านไปในแต่ละวันมีคุณค่า เราเชื่อว่าทุกคนเลือกจะคิดหรือตัดสินใจในการใช้ชีวิตได้ตามที่เหมาะสมในแบบของตัวเอง สำหรับเรา เมื่อเรายังพอมีกำลังและเวลา เราก็อยากทำอะไรให้เป็นประโยชน์กับที่ที่เราอยู่ในสังคมแห่งนี้” นักออกแบบผู้ทำงานด้านสังคมมาอย่างต่อเนื่องเล่าความคิด

ใครพอเห็นหนทางการร่วมมือเพื่อสร้างโปรเจกต์ที่เป็นประโยชน์กับสังคม ขอชวนติดต่อเข้ามาหาเธอได้ที่ เฟซบุ๊กเพจ Design for Disasters

แล้วเราจะผ่านพ้นภัยพิบัตินี้ไปด้วยกัน

Facebook : Design for Disasters

Writer

Avatar

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

คุณรู้จักซีรีส์สืบสวนสอบสวนอย่าง CSI ไหม แล้ว NCIS, Bones หรือ Partners for Justice ล่ะ

ถ้ารู้จัก คงเคยได้ยินชื่ออาชีพ ‘นักนิติวิทยาศาสตร์’ อยู่บ้าง พวกเขาคือผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล เพื่อช่วยสืบคดีและค้นหาความจริงผ่านศพ 

ในประเทศไทย นักนิติวิทยาศาสตร์คือหนึ่งในทีมเบื้องหลังของ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ผู้ช่วยพิสูจน์อัตลักษณ์เพื่อติดตามคนหายและพาโครงกระดูกนิรนามกลับบ้าน

ฟังดูอาจเป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้จริงแล้ว ‘คนหาย’ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับใคร เมื่อไหร่ก็ได้ อย่างที่เราเคยเห็นฉลากน้ำดื่มที่มีภาพเด็กหาย เห็นโพสต์ตามหาญาติในเพจมูลนิธิกระจกเงา รวมไปถึงประกาศผ่านข่าวและหน้าหนังสือพิมพ์ไม่เว้นแต่ละวัน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แต่ไม่ว่าชีวิตพวกเขาจะอยู่ในสถานะใด เป้าหมายของ พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และ นก-นฤมล ภราสมพงษ์ นักนิติวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มตรวจวิเคราะห์กระดูก กองพัฒนาระบบการติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม คือ ‘การพาทุกคนกลับบ้าน’ 

ครั้งนี้ The Cloud จึงขอนำทุกท่านเข้าสู่โลกเบื้องหลังอันเต็มไปด้วยความหวังที่ไม่เคยริบหรี่ พบเจอกับกลุ่มคนผู้เปี่ยมพลังในการเปลี่ยนความหวังให้เป็นความจริง

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

3,291
สถานะ : พบตัว / ส่งคืน

ครอบครัวหนึ่งลาออกจากงาน เดินทางตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศไทยเพื่อตามหาคนรักที่หายไป โดยมีเพียงกระดาษ A4 ที่พรินต์รูปคนสำคัญและความหวังที่จะพาเขานั้นกลับบ้าน

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีบุคคลสูญหายกว่า 2,346 ราย บุคคลนิรนามอีก 1,663 ราย ศพนิรนามอีก 2,848 ราย และตัวเลขเหล่านี้เพิ่มขึ้นทุกวันตามสถิติในหน้าเว็บไซต์ของ คณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามคนหาย และการพิสูจน์คนนิรนามและศพนิรนาม (ค.พ.ศ.)

ตัวเลขหลักพันประกอบจากชีวิตหลักหน่วยที่อาจเป็นได้ตั้งแต่คนชราผู้มีโรคอัลไซเมอร์ติดตัว ผู้ป่วยที่มีอาการหลงลืม เด็กที่ประสบอุบัติเหตุจนจำอะไรไม่ได้ หรือแม้กระทั่งผู้เคราะห์ร้ายจากคดีฆาตกรรม

สถาบันนิติวิทยาศาสตร์จึงทำงานทั้งในแง่ประกาศคนหาย ประกาศคนนิรนาม ประกาศศพนิรนาม จนถึงพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ทั้งจากข้อมูล ลายนิ้วมือ ผลทันตกรรม ไปจนถึง DNA เพื่อช่วยในการทำคดี

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

เราขอฉายภาพให้เข้าใจก่อนว่า พวกเขามีภารกิจช่วยคนและศพ ประเทศไทยมี ‘คนหาย’ ที่ไม่แน่ใจในสถานะ พวกเขาคือคนที่ญาติแจ้งความกับตำรวจ และยินยอมเผยแพร่ข้อมูลเพื่อให้ ‘สังคม’ ช่วยแจ้งเบาะแส 

ประเทศไทยมี ‘คนนิรนาม’ ที่ยังมีชีวิต แต่จำชื่อตนเองไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ถูกบ้างผิดบ้าง อีกทั้งบางคนเดินทางข้ามจังหวัด จนการตามหาคนรู้จักกลายเป็นเรื่องยาก

สุดท้าย ประเทศไทยมี ‘ศพนิรนาม’ จำนวนนับพันที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร บางคนมาในสถานะที่ญาติยังจดจำใบหน้าได้ และบางคนมาเพียงกระดูก ถึงอย่างนั้น นักนิติวิทยาศาสตร์ก็มองว่า กระดูกเพียงไม่กี่ชิ้นคือหลักฐานสำคัญที่ทำให้รู้ว่า พวกเขาเคยมีชีวิตอยู่บนโลก

แต่การนำคนหายและศพกลับบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฐานข้อมูลคนหายในไทยยังกระจัดกระจายไม่รวมเป็นหนึ่ง บ้างไม่ถูกบันทึกลงระบบ ไหนจะเรื่องสิทธิในการเปิดเผยข้อมูลที่คลุมเครือ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราไม่ทราบว่าญาติของผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นใคร จะเปิดเผยข้อมูลลงเว็บให้ญาติมาหาก็ยังมีความก้ำกึ่งเรื่องสิทธิมนุษยชน เราจึงควรมี พ.ร.บ. บุคคลสูญหาย บุคคลนิรนาม หรือศพไร้ญาติ เพื่อระบุข้อกำหนดให้ชัดเจนในการเก็บ DNA เผยแพร่ข้อมูล รวมถึงทำให้สังคมรู้ว่านี่คือธุระของทุกคน”

นอกจากมูลนิธิกระจกเงาผู้ทำงานด้านบุคคลสูญหายมายาวนาน ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยังพยายามขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน พัฒนาระบบ CIR เพื่อให้ข้อมูลที่ญาติกรอกและข้อมูลที่หน่วยงานรับแจ้งจับคู่กันได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงจัดระเบียบการฝังศพนิรนามในสุสานศพไร้ญาติ เพื่อให้พวกเขายังมีโอกาสกลับสู่ครอบครัว

“ในสุสานต่างจังหวัดไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ เราเลยทำ MOU ร่วมกับมูลนิธิสว่างอริยะธรรมสถาน (เม่งเลี้ยง) และกลุ่มสหพุทธรรมสงเคราะห์ (พ้งเลี้ยง) เพื่อสร้างมาตรฐานการเก็บศพ กำหนดว่าเก็บไว้กี่ปี ระบุเงื่อนไขก่อนเผาทำลาย เราไม่อยากให้ถึงวันที่ญาติมา แล้วพบว่าคนในหลุมถูกเผาไปแล้ว 

“แล้วเรายังมีกรณีที่ญาติทราบว่าศพอยู่กับที่นี่ แต่ไม่มีเงินมารับกลับ ทางเราเองก็มีต้นทุนในการดำเนินงานจำกัดสวนทางกับจำนวนคนหาย ในอนาคตจึงมีแผนเปิดมูลนิธิของสถาบันเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในส่วนต่าง ๆ เพิ่มเติม”

ผู้อำนวยการเล่าพร้อมพาเราขึ้นไปยังห้องเก็บกระดูก เพื่อพบกับนฤมล นักนิติวิทยาศาสตร์ผู้อยู่เบื้องหลังการวิเคราะห์กระดูก และส่งศพนิรนามกลับบ้าน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จุดเริ่มต้นจากคำถามของคุณหญิงพรทิพย์

“คิดว่าความรู้ของตัวเองมีประโยชน์อะไร ไหนลองบอกมา” คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ (ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการและอาจารย์ในสมัยนั้น) ถามนฤมล

เธอเพิ่งส่งใบสมัครเข้าทำงานที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และถูกเรียกให้เข้าสัมภาษณ์ภายในไม่กี่วัน

“หนูรู้จักแค่โครงกระดูกมนุษย์และร่างกายมนุษย์ค่ะ แต่ไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เลย” เธอตอบ

“งั้นมาลองทำดูโดยใช้ความรู้ที่มี พี่กำลังต้องการความรู้นั้น”

นฤมลเป็นเด็กสายวิทย์ เรียนจบปริญญาตรีคณะเทคนิคการแพทย์ สาขาวิชารังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยมหิดล เข้าทำงานเป็นนักรังสีเทคนิคในแผนกเอกซเรย์ของโรงพยาบาล ก่อนเรียนต่อจนจบปริญญาโทกายวิภาคศาสตร์ เพราะตนเองคล่องเรื่องกระดูกมนุษย์ แต่ตอนนั้นยังไม่มีคำว่านิติวิทยาศาสตร์อยู่ในความคิดของเธอ

“เพื่อนเคยแซวตอนเรียนปริญญาโทว่า จบแล้วไปทำงานกับอาจารย์พรทิพย์สิ เพราะเรามักเห็นท่านนั่งทานข้าวในโรงอาหาร เราไม่กลัวศพ เราไม่กลัวเลือด แต่ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกคล้อยตามเพื่อน

“พอจบกายวิภาคมา คนส่วนใหญ่ไปเป็นอาจารย์ เราก็คิดอย่างนั้น จนไปเจอเว็บไซต์สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ประกาศรับคนจบปริญญาสาขาที่เราเรียนหรือสาขาที่เกี่ยวข้อง เราก็ส่งไปจนได้สัมภาษณ์กับอาจารย์พรทิพย์ในอีก 2 วันถัดมา”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

ยุคนั้นปริญญาโทกายวิภาคมีนักศึกษาเรียนจบน้อย ในรุ่นของนฤมลมีเพียง 2 คน เธอจึงกลายเป็นบุคลากรคุณภาพในวันที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพิ่งเริ่มก่อตั้ง ถึงขั้นที่คณะกรรมการคุยกันว่า โปรไฟล์นี้คือคนที่คุณหญิงต้องการ

“พอสัมภาษณ์เสร็จเราถามอาจารย์พรทิพย์ว่า หนูได้ไหมคะ ท่านบอกว่า มาทำงานได้เลย อาจารย์มอบหมายให้อยู่ศูนย์พิสูจน์บุคคลสูญหาย จนถึงวันนี้ 19 ปีแล้ว เราก็ยังทำงานที่นี่อยู่”

เข้างานวันแรก ๆ หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพและเดินทางไปที่เกิดเหตุเพื่อค้นหากระดูก ฟังดูเหมือนง่าย แต่เส้นทางการทำงานที่แท้จริงขรุขระเสมอ เธอต้องขวนขวายอ่านหนังสือ ปรึกษาขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ และสอบชิงทุนเพื่อไปศึกษาการทำงานในต่างประเทศ หนึ่งในนั้นคือการไปเรียนที่ฮาวายใน Forensic Science Academy ห้องปฏิบัติการนิติมานุษยวิทยา (Central Identification Laboratory, Hawaii) ที่ดีที่สุดในโลก

“อาจารย์พรทิพย์เห็นความสำคัญเรื่องนิติวิทยาศาสตร์มานานแล้ว เพราะประเทศไทยในอดีตไม่มี กระดูกหรือศพเน่าจึงถูกละเลยเพราะไม่มีข้อมูล แต่ด้วยการขับเคลื่อนของอาจารย์และอีกหลายท่าน ไทยจึงได้ร่วมมือกับต่างประเทศ และตัวเองก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่จนมีความรู้ในการทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

Diary of Life

หากศพอยู่ในสภาพที่แพทย์ชันสูตรตรวจสอบอะไรต่อไม่ได้ ด่านต่อไปคือการค้นหาข้อมูลจากกระดูก หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพจากห้องแล้วนำไปสลายที่นครนายก เพื่อเอาเนื้อเยื่อออกและทำความสะอาด จากนั้นจึงตรวจกระดูกอย่างละเอียดเพื่อค้นหาร่องรอย ความผิดปกติ เช่น โรคและบาดแผลต่าง ๆ

“ไม่ใช่ทุกเคสที่มีกุญแจให้เราไข แต่บางเคสมี เช่น Defend Wound คนอาจยกแขนขึ้นมาป้องกันตัวจนเกิดรอยลึกบนกระดูก ถ้าพี่เห็นรอยแตกบนกระดูกเป็นรอยสันคมแนวขนาน แปลว่าอาจเกิดจากของมีคม

“หรือสมมติเจอกองเนื้ออยู่บนพื้น พี่เอามาตรวจแล้วเจอรูกลม ๆ บนกระดูก แปลว่าสาเหตุการตายอาจไม่ใช่รถทับ เพราะมีรอยกระสุน ใครบ้างจะปล่อยให้รถทับแล้วมายิงซ้ำ หรือเจอศพแล้วค่อยมายิง หากพี่ส่งสิ่งที่ตรวจเจอให้พนักงานสอบสวน อย่างน้อยเขาอาจเอาไปเป็นข้อมูลสำหรับทำคดีต่อได้” นฤมลเล่าประสบการณ์

ด้วยความที่คลุกคลีกับศพและกระดูกมานาน เพียงการมองด้วยตาเปล่าก็ทราบได้ว่านั่นคือกระดูกคนหรือสัตว์ เพราะฉะนั้น หากสงสัย โปรดส่งมาให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราจะนำกระดูกที่ได้ทั้งหมดมาเรียง เพื่อสร้าง Biological Profile ระบุเพศ อายุ เชื้อชาติ ส่วนสูง สาเหตุการตาย ซึ่งมีส่วนช่วยในการหาคนหายและทำคดี อย่างกระดูกชิ้นนี้ที่มีเหล็กดามอยู่” เธอชี้

เหล็กที่ว่าเป็นข้อมูลพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลชิ้นสำคัญ หากทราบเพิ่มเติมว่าศพนี้เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 19 – 30 ปี มีเหล็กดามเข่า เจ้าหน้าที่จะลดจำนวนกลุ่มเป้าหมาย โดยตีวงไปยังผู้สูญหายที่เพศ ช่วงอายุ ประวัติทางการแพทย์ และข้อมูลจากญาติตรงกัน

“จากที่มีข้อมูลคนสูญหายเพศชายในระบบ 100 คน อาจเหลือแค่ 20 คนที่ขาเจ็บ หากศพดามเหล็กที่ขาขวา อาจเหลือที่ตรงกันแค่ 5 คน หลังจากนั้นจะมีการ Confirm Test โดยนำญาติมาที่สถาบันฯ เพื่อตรวจสอบหลักฐาน รูปพรรณสัณฐาน และข้อมูลเพิ่มเติมทางการแพทย์ ถ้าเข้าข่ายจึงส่งไปตรวจ DNA”

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ข้อมูล’ โดยเฉพาะข้อมูลจากญาติพี่น้อง หากใครมีประวัติทันตกรรมหรือประวัติทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นผลเอกซเรย์ ผ่าตัด หรือดามเหล็ก โปรดเก็บเอาไว้ให้ดี สิ่งนี้คือหลักฐานที่จะตามหาญาติของท่านจนพบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน
'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แล้วในคดีสำคัญ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ตรวจสอบไม่มีอคติในการทำงาน

นฤมลบอกว่าทุกกระบวนการเป็นไปตามหลักสากลที่เรียกว่า Blind Analysis คือเธอไม่ทราบข้อมูลของโครงกระดูกเลย ไม่ว่าจะประวัติ สำนวนคดี หรือสถานที่ที่พบ เพื่อปฏิบัติกับกระดูกทุกโครงอย่างเท่าเทียม

“สุดท้ายพี่จะรู้ข้อมูลเองเมื่อศพบอก สมมติ พี่เจอรากไม้ตามโพรงจมูก พี่จะเขียนลงในรายงานว่ามีรากไม้ ซึ่งอาจตรงกับคดีว่า ตำรวจไปเก็บมาจากป่า ขุดจากดิน หรืองมจากในน้ำ บางทีเราไปพลิกป่าหาเอง ได้มา 1 ชิ้นก็ถือว่าได้ แต่ข้อมูลจะน้อยกว่าได้มาทั้งโครง”

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

เกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา งานนี้สอนเธอว่า กระดูกที่คนอื่นมองเป็นเพียงกระดูก แท้จริงแล้วคือสมุดบันทึกชีวิตที่ไม่ใช่ใครก็เปิดอ่านได้

“แต่เราคือคนนั้น ใครเคยแขนหัก ขาหัก มันบันทึกอยู่ในกระดูก ต่อให้ผ่านไป 10 – 20 ปีมันก็จะถูกบันทึกอยู่อย่างนั้น พี่จะเห็นร่องรอย พี่จะรู้ว่าเขามีตัวตน แต่ถ้ากระดูกนี้ไปอยู่กับคนอื่น เป็นผู้เคราะห์ร้ายสักคนที่ล้มอยู่ที่ไหนสักแห่ง กระดูกของพวกเขาอาจกระจัดกระจาย ตัวตนแตกสลาย และหายไปตลอดกาล

“อะไรที่จะบอกกับประชาชนได้ คืออยากให้ช่วยแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อเก็บกระดูกที่คุณพบมาให้เรา ไม่ต้องกังวลว่านั่นจะเป็นกระดูกสัตว์แล้วใครจะว่าอะไร หากนั่นเป็นคนที่คุณรัก คุณก็คงคิดเหมือนกันว่าอยากเพิ่มโอกาสในการหาเขาให้เจอ”

'คนหายไม่ใช่เรื่องไกลตัว' คุยกับทีมงานสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ผู้อยู่เบื้องหลังการพาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จะรอวันได้พบเธอ

“พี่ทำงานนี้มา 19 ปี ไม่ได้สำเร็จทั้งหมด แต่ก็หาเจอหลายเคส พี่ไม่ได้ไปคุยกับญาติเขาโดยตรง แต่ดีใจอยู่ข้างหลังทุกครั้งที่มีน้องมาบอกว่า เราได้คืนคนสำคัญให้ครอบครัว 

“มีจริง ๆ พ่อแม่ที่แข็งแรงดีเดินออกไปตลาด แต่หายไปเป็น 10 ปี บางคนความจำดีแต่ดันถูกรถเฉี่ยวจนหลงลืม ถูกส่งไปสถานสงเคราะห์ บางคนหนีออกมาเพราะจะกลับบ้าน แต่ดันหลงไปไกลกว่าเดิม ลูกหลานลาออกจากงานเพื่อตามหา หากเขารู้ว่าสุดท้ายพ่อแม่อยู่ที่นี่ อย่างน้อยชีวิตเขาก็ได้เดินต่อ อย่างน้อยเขาก็ได้พ่อแม่คืน

“กระดูกที่คุณเก็บมาให้เราตรวจ คุณรู้ไหมว่าเขาตามหากันขนาดไหน” นฤมลเล่าอย่างตั้งใจ

ภายในห้องเก็บกระดูกของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มีกระดูกนิรนามรอคอยการกลับบ้านกว่า 1,600 โครง จาก 4 จังหวัดที่สถาบันรับผิดชอบ อาวุโสที่สุดอยู่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2545 และมีอีกมากมายกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

“เรามีกลุ่มพิสูจน์อัตลักษณ์ที่ติดต่อกับญาติ กลุ่มบริหารจัดการฐานข้อมูลเพื่อสร้างศูนย์กลางข้อมูลเดียวกันทั้งประเทศ กลุ่มห้องปฏิบัติการทำหน้าที่ตรวจพิสูจน์หลักฐานจากศพ และกลุ่มติดตามคนหายที่ทำงานกับทุกภาคส่วนทั้งตำรวจและโรงพยาบาล คือเก็บข้อมูลกับคนไข้เพื่อตามหาญาติเลย เราไม่อยากให้เขาจากไปแล้วค่อยเก็บข้อมูล เพราะหากเจอเร็วย่อมเป็นประโยชน์กว่า”

นอกจากความรู้สึก การตามหาคนหายและระบุตัวตนศพนิรนามยังเป็นเรื่องของการพิทักษ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะลบคำสบประมาท หาตัวคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมาย คืนความยุติธรรมในคดี รวมถึงมอบสิทธิอันชอบธรรมคืนให้กับครอบครัว ออกใบมรณบัตร สิ้นสุดคดี ยุติการชำระหนี้แทน 

“ทั้งหมดเป็นบริการประชาชน ตั้งแต่แจ้งหาย เก็บหลักฐาน เก็บ DNA จนถึงรับศพกลับบ้าน ไม่มีการเก็บค่าบริการทั้งคนหายและการตรวจพิสูจน์ศพนิรนาม เว้นแต่เป็นการตรวจที่ไม่ใช่ทางคดี

“การพาศพกลับบ้านอาจไม่ได้เป็นประโยชน์กับผู้ตาย แต่เป็นการทำเพื่อคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เราอยากให้สังคมตระหนักถึงเรื่องนี้ แล้วมาแจ้งเบาะแส เก็บกระดูกมาพิสูจน์ เราจะพาพวกเขากลับบ้าน”

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load