ในวันที่โรงพยาบาลและบุคลากรสาธารณสุขต้องรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 อย่างเหน็ดเหนื่อยจนเกินกำลัง พื้นที่อย่าง ‘ศูนย์แยกกักในชุมชน’ หรือ ‘Semi Community Isolation Center’ ที่ช่วยดูแลผู้ป่วยกลุ่มสีเขียวในชุมชนถือเป็นหนึ่งในจุดสำคัญที่ช่วยควบคุม ลดการแพร่ระบาดและบรรเทาวิกฤตครั้งใหญ่นี้

Semi Community Isolation Center จัดตั้งได้โดยเริ่มต้นจากทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน มูลนิธิ ภาคประชาสังคม รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ร่วมมือกับสำนักงานทางสาธารณสุขในพื้นที่ ซึ่งต้องปฏิบัติตามแนวทางอย่างเคร่งครัด แต่ด้วยความเร่งด่วนของสถานการณ์ Semi Community Isolation Center แต่ละแห่งจึงมีข้อจำกัดแตกต่างกันไป และยังคงต้องการเพิ่มเพื่อรองรับผู้ติดเชื้อที่จำนวนพุ่งขึ้นสูงต่อเนื่อง

ความรุนแรงของสถานการณ์เช่นนี้เป็นเหตุให้ วี-วิภาวี คุณาวิชยานนท์ นักออกแบบ สถาปนิก อาจารย์ และหัวเรี่ยวหัวแรงของมูลนิธิความคิดสร้างสรรค์เพื่อรับมือภัยพิบัติ (Design for Disasters หรือ D4D) ลุกขึ้นมาใช้ทักษะการออกแบบเพื่อรับมือภัยพิบัติที่สั่งสมประสบการณ์มานานกว่า 10 ปี ร่วมระดมกำลังกับหลายภาคส่วนช่วยกันสร้าง Semi Community Isolation Center ที่เป็นมิตรต่อกายใจของผู้ป่วยและสิ่งแวดล้อมรอบข้าง

ในอดีต วีและทีม D4D เคยทำโปรเจกต์ส่งต่อความรู้เรื่องการรับมือกับน้ำท่วม สร้างบ้านและ ‘ห้องเรียนพอดีพอดี’ หลังอาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่จังหวัดเชียงราย ด้วยวัสดุอุปกรณ์ราคาประหยัด ออกแบบให้ใช้งานได้ดีภายในเวลาอันรวดเร็ว

คราวนี้ เธอช่วยเนรมิตอาคารให้กลายเป็นศูนย์แยกกักตัวที่สร้างโดยประชาชน เพื่อประชาชน ต่อสู้กับภัยที่มองไม่เห็น โดยสถานที่แรกที่เปิดดำเนินการแล้วคือ ‘ศูนย์แยกกักในชุมชนมัสยิดเนียะมะตุลลอฮ์’ เขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร

อะไรเป็นเหตุให้เธออาสามามีส่วนร่วม และการออกแบบศูนย์แยกกักตัวต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง ชวนมากางผังและเรียนรู้ไปด้วยกัน

ศูนย์แยกกักตัวผู้ป่วยที่มัสยิดเนียะมะตุลลอฮ์ การรวมใจออกแบบโดย Design for Disasters

นักออกแบบผู้รับมือภัยพิบัติ

วีค้นพบความหลงใหลในศิลปะและการออกแบบมาตั้งแต่ยังเด็ก ฝึกฝนเรื่อยมาจนเข้าเรียนที่สาขาวิชาศิลปศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเรียนต่อด้าน Fine Arts ที่ School of the Art Institute of Chicago ตามด้วยสถาปัตยกรรมภายในและสถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่โรงเรียนดีไซน์โรดไอแลนด์ (RISD) และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ตามลำดับ

เมื่อภาพเหตุการณ์สึนามิที่ประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2547 ฝังเข้าไปอยู่ในความทรงจำของเธอจนเก็บไปฝันอยู่หลายสิบครั้ง บวกกับเห็นสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศของโลกที่แปรเปลี่ยนไป โลกดูเผชิญกับภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง เธอจึงศึกษาอย่างจริงจัง เข้าเรียนด้าน Disaster Preparedness, Mitigation and Management หรือการเตรียมพร้อมรับมือและจัดการภัยพิบัติ ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (Asian Institute of Technology) 

“การออกแบบเพื่อรับมือและจัดการกับภัยพิบัติต่างจากการออกแบบทั่วไป ในสภาวะปกติ เจ้าของโครงการคือลูกค้าที่เราต้องนำเสนอไอเดีย และหาจุดร่วมให้ตรงกับความต้องการของเขา แต่ในภัยพิบัติ โจทย์คือชุมชนและสังคม เป็นการทำงานกับปัญหาที่เกี่ยวกับความเป็นความตายของผู้คน สิ่งที่เราทำคือ วิเคราะห์ปัญหา หาแนวทาง และประสานเพื่อเชื่อมให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกันช่วยทำงานตามกำลังและศักยภาพของแต่ละฝ่ายได้เต็มที่ โดยยังคงมีอิสระในการขับเคลื่อนอยู่ เพราะต้องทำงานบนความเร่งด่วน” นักออกแบบผู้ศีกษาศาสตร์นี้มาโดยตรงกล่าว

ภัยพิบัติมีหลายรูปแบบ ทั้งที่เกิดจากธรรมชาติเอง เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วม พายุ อากาศหนาวหรือร้อนจัด และเกิดจากฝีมือมนุษย์ เช่น สงคราม ซึ่งการรับมือแต่ละรูปแบบก็มีความแตกต่างกันออกไป 

จากความตั้งใจอันแรงกล้า วีต่อยอดความสนใจโดยการชักชวนผู้คนจากสหวิชาชีพมาร่วมกันก่อตั้ง D4D เมื่อ พ.ศ. 2553 ให้เป็นเครือข่ายอาสา ร่วมกันรับมือภัยพิบัติต่างๆ ควบคู่ไปกับการทำงานด้านสถาปัตยกรรมและออกแบบตกแต่งภายใน รวมถึงเปิดสตูดิโอให้เช่าถ่ายงานเพื่อเลี้ยงชีพ

“D4D เกิดขึ้นจากเพื่อนๆ กัลยาณมิตรหลายชีวิตที่ร่วมช่วยกันด้วยจิตอาสา ทำหลายโปรเจกต์ตลอดสิบปีที่ผ่านมา จนกระทั่งปีที่แล้ว (พ.ศ. 2563) D4D จดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิได้สำเร็จ ในบางช่วงเราก็ทำงานกันอย่างอัดแน่น บางช่วงก็ค่อยเป็นค่อยไป แล้วแต่สถานการณ์และกำลังที่มี เราเป็นมูลนิธิเล็กๆ ที่ไม่ได้มีเจ้าหน้าที่ประจำ แต่เวลามีภัยพิบัติหรือวิกฤตต่างๆ เราสามารถรวมตัวและชวนผู้คนมาร่วมงานกันได้ภายในเวลาที่รวดเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่จะตอบรับมาช่วยเหลือเลย ถ้าไม่ติดขัดอะไร เพราะเขาเชื่อว่าสิ่งที่เราทำเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม” 

เมื่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อในไทยพุ่งขึ้นสูงหลักพันและหมื่น เธอรู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อสังคมอีกครั้ง ด้วยความถนัดที่มี

“ตอนกลางเดือนกรกฎาคม เราเห็นสถานการณ์รุนแรงขึ้น ตอนตีสามก็ยังนอนไม่หลับ คิดไม่หยุด เลยลุกขึ้นมาลองเอาแปลนสตูดิโอที่เป็นโกดังเก่าของเราในเขตทุ่งครุที่ช่วงนี้ไม่มีลูกค้าอยู่แล้ว มาจัดเตียงใน AutoCAD ดู เผื่อทำเป็นศูนย์แยกกักตัว แล้วส่งไฟล์พร้อมรายละเอียดเพื่อนบ้านรอบข้างให้ ผอ.เขต ลองพิจารณาดูเลย” วีเล่างานที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน

เมื่อถึงรุ่งเช้าซึ่งเป็นวันอาทิตย์ ธนาชิต ชูติกาญจน์ ผอ.เขตทุ่งครุ และเจ้าหน้าที่เขตลงพื้นที่เพื่อสำรวจทันที เป็นจุดเริ่มต้นของการร่วมมือกันเพื่อผลักดันโปรเจกต์ครั้งใหม่

ศูนย์แยกกักตัวผู้ป่วยที่มัสยิดเนียะมะตุลลอฮ์ การรวมใจออกแบบโดย Design for Disasters
ศูนย์แยกกักตัวผู้ป่วยที่มัสยิดเนียะมะตุลลอฮ์ การรวมใจออกแบบโดย Design for Disasters

ก่อร่างสร้าง Semi Community Isolation Center

องค์ประกอบของ Semi Community Isolation Center มีหลายส่วนที่ต้องคิดคำนึงให้รอบคอบ

ตั้งแต่สถานที่ที่โล่งและกว้างเพียงพอ มีสิ่งแวดล้อมถูกสุขลักษณะสำหรับดูแลผู้ป่วยและผู้คนโดยรอบ จะเป็นโรงเรียน วัด สนามกีฬา หรืออาคารอเนกประสงค์ก็ได้ แต่ชุมชนเพื่อนบ้านต้องยินยอมให้มีการจัดตั้งในพื้นที่ด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไรในภาวะเช่นนี้ 

เมื่อรอบข้างโกดังของวีมีความกังวลใจ ทางเขตจึงเร่งหาพื้นที่ใหม่ ส่วนวีก็พูดคุยกับพื้นที่อีกหลายแห่ง วันละหลายสิบสายเพื่อหาความเป็นไปได้อื่นๆ จนเจอมัสยิดเนียะมะตุลลอฮ์และศูนย์การเรียนดรุณอินเตอร์นอเลจจ์ ที่ทางชุมชนเป็นผู้ริเริ่มไอเดีย ยินยอมให้แปลงพื้นที่เพื่อให้เกิดประโยชน์ โดยแจ้งกับทางเขตรับทราบ

“ต้องขอบคุณทางกรรมการมัสยิดและชุมชนที่อยากทำอยู่แล้ว และ ผอ.เขตที่ให้โอกาสเราและพันธมิตรมาช่วยกันทำให้เกิดขึ้นจริง เมื่อเพื่อนบ้านอนุญาตให้ทำ ไม่ว่าจะมีสิ่งที่ต้องทำกี่อย่างหรือจะยากแค่ไหน เราเชื่อว่าจะต้องมีวิธีการและแผนแบบต่างๆ เพื่อไปถึงเป้าหมายให้ได้” 

ศูนย์แยกกักตัวผู้ป่วยที่มัสยิดเนียะมะตุลลอฮ์ การรวมใจออกแบบโดย Design for Disasters
ภาพ : บ้านและสวน

เมื่อทางสถานที่พร้อม ก็เข้าสู่ขั้นตอนการออกแบบองค์ประกอบต่างๆ ซึ่งวีได้รับการช่วยเหลือจากหลายภาคส่วนที่ยินดีมาร่วมมือกันนับร้อยชีวิต จนไม่อาจกล่าวในบทความนี้ได้หมด

เช่น ในด้านการให้คำปรึกษา วีได้รับคำแนะนำจาก อดิเรก แสงใสแก้ว เลขาธิการสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยที่ผ่านการลงพื้นที่และผลักดันศูนย์พักคอยในชุมชนมาก่อน

และ ธวัชชัย โตสิตระกูล ที่เคยผ่านประสบการณ์ดูแลสมาชิก 6 คนในครอบครัวที่ติดเชื้อโควิด-19 ให้อาการดีขึ้น ร่วมเป็นจิตอาสาดูแลผู้ป่วยด้วยสมุนไพรและประสานงานกับแพทย์แผนไทย ภายใต้คำปรึกษาจากผู้ทรงคุณวุฒิจากสภาการแพทย์แผนไทยและโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โดยมีมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรฯ ให้การสนับสนุนยาสมุนไพรทั้งหมด

ในด้านระบบระบายอากาศ เธอได้รับความช่วยเหลือจาก ผศ.ดร.ประพัทธ์ พงษ์เกียรติกุล หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่เข้ามาให้คำแนะนำปรึกษาทางนี้โดยเฉพาะ รวมถึง ธเนศวร ศิริอาชวะวัฒน์ พร้อมด้วยทีมงานภาคเอกชนที่ออกแบบและติดตั้งระบบ จัดหาวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ท่อลม พัดลมที่มีตัวกรอง เพื่อให้เกิดการกรองเชื้อโรคและอากาศไหลถ่ายเทอย่างเหมาะสม และยังมีการปรับระบบจัดการของเสียที่ทางเขตเข้ามาช่วยดูแล เป็นตัวอย่างของความช่วยเหลือที่เกิดขึ้น

ศูนย์แยกกักตัวผู้ป่วยที่มัสยิดเนียะมะตุลลอฮ์ การรวมใจออกแบบโดย Design for Disasters

ในฐานะผู้ประสานงาน วี และ ยุ-จิรนันท์ ศรีพิทักษ​์ พนักงานที่ย้ายจากการดูแลสตูดิโอมาช่วยส่วนนี้แทน ยังคิดคำนึงถึงความต้องการของผู้ป่วยและพยายามสรรหาความร่วมมือที่จะเข้ามาตอบโจทย์ได้อยู่เรื่อยๆ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี

“เราทำงานให้กับชุมชน เสียงย่อมมีหลากหลาย ต้องรับฟังรอบด้าน ในสถานการณ์แบบนี้อาจจะยากหน่อยตรงที่เราคุยกันแบบเจอกันจริงๆ ได้ยาก แต่ต้องสื่อสารให้ดี” วีเล่า บางวันเธอตื่นขึ้นมาตอนเช้าและโทรศัพท์ต่อเนื่องจนถึงดึกดื่น

ความพยายามในการคิดอย่างครอบคลุมโดยทีมงานจิตอาสา พร้อมคำแนะนำจากอาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่งผลให้ทั้ง 29 เตียงภายในมัสยิดอยู่ห่างกันเกิน 1.5 เมตร แต่ละเตียงมีปลั๊กไฟ พัดลม และที่กั้นหัวเตียง ที่ได้รับการออกแบบให้มีลวดลายสวยงามสบายตา เป็นกำลังใจให้แก่ผู้ป่วย จากสองครอบครัวนักออกแบบและจิตอาสาที่ร่วมกันมาเพนต์สีสันที่ปลอดภัยจากสารระเหย ปราศจากกลิ่น แบบที่โรงพยาบาลเลือกใช้ ซึ่งที่กั้นนี้มีขึ้นเพื่อกั้นไม่ให้เท้าผู้ป่วยชี้ไปที่หัวของผู้อื่นโดยตรง เพราะต้องจัดเตียงไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ให้เท้าหันไปทางทิศตะวันตกตามความเชื่อทางศาสนา 

ภายในยังมีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ลำโพงขยายเสียง และกล้องวงจรปิด ที่ได้รับการสนับสนุนจากหลากหลายภาคส่วน ไว้ให้อาสาสมัครจากชุมชนที่ผลัดเปลี่ยนเวรกันมาดูแล สามารถเห็นความเคลื่อนไหวและสื่อสารจากอาคารข้างๆ โดยไม่ต้องเข้ามาในพื้นที่ให้เสี่ยงไปมากกว่าเดิม

และ Semi Community Isolation Center นี้จะสมบูรณ์ ต้องมีสถานพยาบาลจับคู่อย่างเป็นทางการ เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการส่งต่อผู้ป่วยในกรณีที่ผู้ป่วยเปลี่ยนสถานะจากกลุ่มสีเขียวเป็นสีเหลืองหรือแดง แต่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินงาน พบว่าโรงพยาบาลหลายแห่งรับผู้ป่วยเต็มกำลังแล้ว ทางออกคือการนำองค์ความรู้ด้านสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย โดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านการแพทย์แผนไทย เข้ามาช่วยบรรเทาสถานการณ์ และทางเขตเป็นผู้ช่วยเชื่อมต่อกับสถานพยาบาลที่เป็นไปได้ในกรณีฉุกเฉิน

ความร่วมมือที่เกิดขึ้นนี้มีผู้คนเกี่ยวข้องนับร้อยชีวิตที่วีจดบันทึกชื่อไว้เป็นอย่างดี คอยอัปเดตความเคลื่อนไหว ตั้งคำถาม แลกเปลี่ยนความคิด ผ่านทางหน้าเฟซบุ๊กของเธอ โดยไม่ลืมกล่าวถึงบุคคลและองค์กรที่เข้ามาส่งเสริมกัน เพื่อให้รู้สึกว่าโปรเจกต์นี้คือการช่วยคิด ช่วยแก้โจทย์ไปด้วยกัน ไม่ใช่งานของเพียงใครคนใดคนหนึ่ง

“หัวใจสำคัญคือเราตั้งใจให้สิ่งนี้เป็นไปเพื่อสาธารณประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง พอสื่อสารความรู้สึกนี้ออกไป แม้จะเป็นผ่านทางโทรศัพท์ก็ตาม เราคิดว่าคนรับรู้ได้ถึงความตั้งใจที่มีเหมือนกัน และอยากเข้ามาช่วยกันให้เกิดขึ้นจริง”

เพื่อคนที่อยู่ในสังคมร่วมกัน

ศูนย์แยกกักตัวที่มัสยิดแห่งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เมื่อสังคมยังมีความต้องการ วีและทีมงานพร้อมจะมาร่วมช่วยกันเท่าที่กำลังจะพอมี

“ใครพอมีสถานที่ที่ประเมินแล้วว่าห่างไกลจากชุมชน และเห็นหนทางการทำเป็นศูนย์แยกกักตัวในชุมชน หรือชุมชนอยากทำ แต่ยังหาสถานที่ไม่ได้ เรากับเพื่อนๆ มีความพร้อมที่จะไปทำงานร่วมกัน หรือช่วยกันเชื่อมต่อกับเครือข่ายต่างๆ ที่ช่วยเหลือได้”

แม้เป็นงานอาสา แต่ก็ถือเป็นงานที่ใช้เวลาและพลังชีวิตเยอะเหมือนกัน แต่วียังมีกำลังใจและความตั้งใจดีๆ ที่ทำให้พร้อมเดินหน้าต่อ

ภาพ : บ้านและสวน

“ถ้าถามว่าทำงานตรงนี้เหนื่อยหรือท้อไหม มันก็มีบ้างเป็นเรื่องปกติของชีวิตในบางวัน หลายคนอาจถามว่าเราทำไปทำไม เราเพียงรู้สึกว่าเราทำแล้วมีความสุข รู้สึกว่าเวลาที่ผ่านไปในแต่ละวันมีคุณค่า เราเชื่อว่าทุกคนเลือกจะคิดหรือตัดสินใจในการใช้ชีวิตได้ตามที่เหมาะสมในแบบของตัวเอง สำหรับเรา เมื่อเรายังพอมีกำลังและเวลา เราก็อยากทำอะไรให้เป็นประโยชน์กับที่ที่เราอยู่ในสังคมแห่งนี้” นักออกแบบผู้ทำงานด้านสังคมมาอย่างต่อเนื่องเล่าความคิด

ใครพอเห็นหนทางการร่วมมือเพื่อสร้างโปรเจกต์ที่เป็นประโยชน์กับสังคม ขอชวนติดต่อเข้ามาหาเธอได้ที่ เฟซบุ๊กเพจ Design for Disasters

แล้วเราจะผ่านพ้นภัยพิบัตินี้ไปด้วยกัน

Facebook : Design for Disasters

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ทุกอย่างเริ่มต้นจากความอยากรู้อยากเห็นว่า “การรักษาช้างที่ดุมากทำร้ายคนเสียชีวิต!!” หรือ “การบุกป่าไป ‘รักษาช้าง’ ที่ยากลำบาก” เป็นอย่างไร จึงคลิกเข้าไปดูคลิปวิดีโอทั้งสองใน YouTube 

นั่นเป็นครั้งเเรกที่เราได้พบกับ หมอโบว์-สัตวแพทย์รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร สัตวแพทย์หญิงรักษาช้าง เจ้าของช่อง ‘หมอเตี้ย’ 

คุณหมอหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เตรียมเข็มฉีดยาให้ช้างอย่างคล่องแคล่ว และให้ยาช้างด้วยท่าทางทะมัดทะแมง สถานการณ์ที่ดูโหดหินสำหรับคนทั่วไป ไม่ได้ทำให้อารมณ์ขันของหมอคนนี้ลดลงแม้แต่น้อย เธอกลับทำให้การรักษาช้างดูสนุกน่าติดตาม หยอดเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการรักษาช้างฉบับเข้าใจง่าย ทำให้เรารู้จักช้างมากกว่าเมื่อ 10 นาทีก่อนดูคลิปหลายเท่า 

ผู้หญิงคนนี้เท่จริง ๆ! หมอโบว์มีทัศนคติแบบไหนกัน แล้วอะไรในชีวิตที่พาเธอมาเจอกับช้าง ความอยากรู้อยากเห็นเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง 

เรื่องแบบนี้หาดูในคลิปวิดีโอไหนก็คงไม่สนุกเท่าชวนตัวจริงมานั่งคุย โชคดีที่หมอโบว์พอจะมีเวลาชั่วโมงกับอีกหน่อยของเย็นวันเสาร์ที่ไม่ได้อยู่กับคนไข้ไซส์จัมโบ้ เราจึงถือโอกาสให้เธอพาไปรู้จัก ด.ญ.รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร ช้าง และบทบาทการเป็นหมอ 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

เด็กหญิงโบว์

เราเห็นหมอโบว์ใช้ชีวิตแบบลุย ๆ มีเรื่องที่ต้องทำตลอดทั้งวัน เดี๋ยวก็ทำกับข้าว เดี๋ยวก็ทำแผลให้ช้าง แต่ก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใสดูมีพลังงานเหลือเฟืออยู่ตลอด จึงสงสัยว่าเธอเป็นสายผจญภัยมาตั้งแต่ไหนแต่ไรเลยหรือเปล่า

แต่เมื่อถามถึงวัยเด็ก หมอโบว์กลับบอกว่าตนเองเป็นเด็กหญิงขี้อายและพูดน้อย

“ตอนเด็กโบว์ขี้อายมาก จนอาจารย์โทรไปปรึกษาผู้ปกครองเลยว่า ทำไมเด็กคนนี้ไม่พูดกับใครเลย เหมือนเด็กเข้าสังคมยาก”

เด็กหญิงโบว์เลี้ยงสัตว์แทบทุกชนิดที่ครอบครัวเกษตรกรครอบครัวหนึ่งจะเลี้ยงได้ ตั้งแต่นก ไก่ ยันหมาพิตบูล ด้วยความที่คุณพ่อเป็นคนชอบสัตว์อยู่แล้ว จนวันหนึ่งที่เธอเสียเจ้าหมาพิตบูลไป สัตวแพทย์ในตอนนั้นก็ช่วยไม่ได้ และเธอเองก็ไม่มีความรู้เกี่ยวกับวิธีดูแลที่ถูกต้อง นอกจากน้ำตาที่เสียไป เธอคิดในใจว่าถ้าตัวเองมีความรู้บ้างก็คงจะทำอะไรได้มากกว่านี้ เป็นเหตุที่ทำให้เธอกลายมาเป็นสัตวแพทย์

หลายคนอาจคิดว่าหมอโบว์ชอบช้างมาตั้งแต่ตอนเรียน ที่จริงแล้วสัตว์ใหญ่ตัวแรกที่เธอชอบคือม้าต่างหาก จากการได้ลองขี่ม้าในวิชาเรียน ปรากฏว่าทำได้ดีจนครูฝึกถึงกับชวนให้เป็นนักกีฬาขี่ม้าเลยทีเดียว เราเกือบจะได้รู้จัก ‘หมอโบว์รักษาม้า’ แทนช้างไปเสียแล้ว 

พอถามว่าถ้าตอนนี้เลือกเป็นหมอม้าได้ จะเป็นไหม หมอโบว์ตอบทันทีเลยว่า “ไม่เลือกค่ะ” พร้อมกับเสียงหัวเราะ

“คนไทยเลี้ยงช้างเหมือนเป็นคนในครอบครัว ถ้าช้างป่วยก็เหมือนพ่อแม่ของเขาป่วย เวลาเรารักษาหายเลยรู้สึกชื่นใจมาก” 

หมอโบว์รักษาช้าง

จุดเริ่มต้นของ ‘หมอโบว์รักษาช้าง’ คือตอนที่ได้ไปฝึกงานช่วงปีท้าย ๆ ของการเรียนสัตวแพทย์

การพบกันครั้งแรกระหว่างหมอโบว์และช้างไม่ได้โรแมนติกอย่างที่หลายคนคิด ตั้งแต่ครั้งแรกก็ถูกช้างใช้งาสะบัดกระเด็นขณะที่เข้าไปหยอดตาให้ ทำเอาอาจารย์หมอที่อยู่ในเหตุการณ์คิดว่า ศิษย์ตัวเองคงจะขยาดช้างแน่แล้ว แต่ผิดคาด หมอโบว์ยังกลับมารับเคสช้างต่อ 

เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ได้ทำให้เธอกลัว เพราะช้างก็เพิ่งรู้จักหมอโบว์ ส่วนหมอโบว์ก็ไม่เคยเจอกับช้างมาก่อน จึงไม่รู้วิธีการเข้าหาช้างที่ถูกต้อง พอได้รักษาหลายเคสเข้า ก็เริ่มชอบเพื่อนไซส์ใหญ่ตัวนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

“เอาจริง ๆ มันเป็นความชอบส่วนตัว ชอบช้าง ชอบลักษณะนิสัยของช้าง ถึงเขาจะเป็นสัตว์ใหญ่แต่เป็นสัตว์ที่อบอุ่น รักเจ้าของมาก แล้วก็อายุยืน อายุ 70 – 80 ก็ยังอยู่กับเรา” ซึ่งหมายความว่าถ้าเราเริ่มเลี้ยงช้าง 1 เชือก เขาก็จะอยู่คู่กับเราไปทั้งชีวิตของคนเลี้ยง “เราแก่ เขาก็แก่ตาม”​ 

เมื่อเรียนจบ ก็ใช่ว่าหมอโบว์จะได้เป็นหมอช้างทันทีอย่างใจหวัง เพราะตอนนั้นไม่มีตำแหน่งว่างอยู่เลย เธอจึงเก็บเกี่ยวประสบการณ์รักษาสัตว์เล็ก ระหว่างรองานที่อยากได้เปิดรับสมัคร กระทั่งวันหนึ่ง โรงพยาบาลช้างกระบี่ ซึ่งขณะนั้นเป็นโรงพยาบาลช้างแห่งแรกและแห่งเดียวในภาคใต้ มีช้างป่วยติดเตียงอาการหนักอยู่ 2 เชือก ต้องการหมอดูแลช้างเพิ่ม หมอโบว์จึงรีบสมัครทันที ทั้ง ๆ ที่ประสบการณ์การรักษาในขณะนั้นเป็นศูนย์! 

การดูแลช้างป่วยติดเตียงไม่ใช่เรื่องง่าย ปกติจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน ถ้าช้างเสียก็ต้องลาออก แต่ที่กล้าอาสารับเคสยากแม้ว่าประสบการณ์ยังน้อย ก็เพราะมีรุ่นพี่คอยดูแลให้คำแนะนำ รวมกับความอยากรักษาช้างมาก ได้งานรูปแบบไหนก็พร้อมเรียนรู้ภาคปฏิบัติจากเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเต็มที่ 

คนไข้รายแรกของหมอโบว์จึงเป็นช้างป่วยติดเตียงที่ชื่อเจ้าบัวสวรรค์และเจ้าโซฟา ถึงแม้ตอนนี้เจ้าโซฟาจะไม่อยู่แล้ว แต่เจ้าบัวสวรรค์ก็ยังเป็นหนึ่งในคนไข้ไซส์จัมโบ้ที่เป็นเพื่อนรักของหมอโบว์จนถึงปัจจุบัน 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ตัวใหญ่ใจเสาะ

‘หมอเตี้ย’ คือชื่อเรียกที่หมอโบว์ตั้งให้ตัวเอง เพราะส่วนสูงคือสิ่งเดียวที่เธอคิดว่าแตกต่างจากหมอรักษาช้างคนอื่น

“โบว์อาจจะตัวเตี้ยกว่าหมอคนอื่น (หัวเราะ) คนมักคิดว่าหมอช้างต้องสูง เพราะช้างตัวใหญ่ แต่พอมาเจอหมอโบว์ ‘เอ้า! ทำไมเหลือตัวแค่นี้’ แล้วจะฉีดยาถึงเหรอ” 

แต่จริง ๆ แล้ว คนจะสูงเท่าไหร่ก็สูงไม่เท่าช้าง ไม่ว่าจะสูง 157 หรือ 170 เซนติเมตร ก็ต้องมีเก้าอี้เสริมเหมือนกันหมด ช้างบางเชือกสูงถึง 3 เมตร การเป็นคนตัวเล็กก็มีประโยชน์ในแบบคนตัวเล็ก ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการรักษาช้างแต่อย่างใด เพราะการทำแผลช้างบางครั้งก็ต้องการคนแขนเล็กเพื่อล้วงทำความสะอาดแผลได้สะดวกเหมือนกัน สัตวแพทย์ที่โรงพยาบาลช้างกระบี่ก็เป็นผู้หญิงทั้งหมด

แม้หมอที่ฝีมือดีและประสบการณ์มากกว่าเธอจะมีอีกเยอะ แต่หมอโบว์ก็เลือกแชร์ประสบการณ์ของตัวเองเพราะเห็นว่าช้างไม่ใช่สัตว์ที่ใครจะเจอได้ในชีวิตประจำวัน ถึงจังหวะนี้ เราเลยขอให้หมอโบว์เล่าชีวิตใน 1 วันของสัตวแพทย์ให้ฟังแบบคร่าว ๆ

“วันทำงานปกติที่ไม่ได้มีเคสหนัก เริ่มประมาณ 08.30 น. เลิก 16.30 น. ถ้ามีช้างป่วย นอนลุกไม่ขึ้น ก็ต้องเตรียมรถแบ็กโฮในการยกเพราะช้างหนักประมาณ 4 ตัน ช้างนอนนานไม่ได้ มันจะหายใจไม่ออกแล้วเสียชีวิต ถ้าต้องให้น้ำเกลือหรือให้ยาก็ต้องเฝ้า นอนกับช้างไปเลยทั้งคืน 

“ในกรณีที่เราปล่อยช้างไปพักผ่อนแล้วสุขภาพไม่แข็งแรง ต้องรอรับโทรศัพท์ในช่วงเช้า ตี 5 – 6 โมงเราก็ต้องไปดู ไปให้ยา ทุกวันจะมีช้างป่วยซึ่งเป็นเคสปกติที่ต้องทำแผลหรือให้ยามารอคิว” 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ช้างที่เข้ามาแต่ละตัวจะถูกจัดให้อยู่ในซอง เสมือนกับห้องพักผู้ป่วยที่มีหลังคาสูงและหลักมัดช้างเวลารักษา ถ้าช้างดุมากก็จะอยู่ซองที่ไกลเพื่อน หันหน้าออกจากตัวอื่น เพราะอาจจะทำร้ายคน ทำร้ายช้างด้วยกันเอง หรือทำร้ายหมอได้

การรักษาช้างต้องทำงานเป็นทีม นอกจากหมอ ๆ ต้องแตะมือกันสลับเวร แต่ละคนยังต้องมีผู้ช่วยอีก 4 – 5 คน คอยดูแลความปลอดภัย ช่วยผสมยาและส่งอุปกรณ์ให้ ที่ขาดไม่ได้คือควาญหรือเจ้าของช้าง เพราะพวกเขาคือคนที่ช้างไว้ใจที่สุดประหนึ่งคนในครอบครัว ช้างอาจจะตื่นกลัวหมอเหมือนเด็กกลัวคนแปลกหน้า และทำทุกอย่างเพื่อป้องกันตัวเอง ควาญต้องมัดเชือกช้างกับเสา ไม่งั้นหมออาจจะโดนเตะได้ บางครั้งหมอโบว์ก็ต้องออกไปรักษานอกสถานที่ด้วยเหมือนกัน ต้องสแตนด์บายเตรียมยาใส่กระเป๋า เตรียมเสื้อเผื่อไปนอนค้างคืน

หมอโบว์ถึงกับหัวเราะเมื่อเราสงสัยว่า กระเป๋ายาช้างจะมีขนาด XL แต่เนื่องจากสถานการณ์ที่ต้องเจอคาดเดาไม่ได้ ความคล่องตัวจึงเป็นเรื่องสำคัญ​

“ที่จริงมียาฉุกเฉินที่ต้องเตรียมไว้อยู่แล้ว เราหิ้วไปได้เลยทั้งลังพร้อมกับยาเพิ่มเติมตามอาการของโรค สมมติว่าช้างท้องอืด ก็ต้องเตรียมยาท้องอืดขนใส่กระเป๋าไป แล้วเดินทางไปกับรถโรงพยาบาลพร้อมคนขับรถ ในกรณีที่ต้องเอาช้างกลับมารักษาต่อที่โรงพยาบาล เราให้น้ำเกลือช้างก่อนได้ แล้วค่อยเอาขึ้นรถกลับมา ติดตามอาการอย่างใกล้ชิดตั้งแต่บ้านเขาจนถึงที่โรงพยาบาล”

ยาสำหรับช้างไม่ได้พิสดารอย่างที่คิด หลัก ๆ ที่ใช้ ส่วนใหญ่ก็คือยาคน แค่ใช้ในปริมาณที่เยอะกว่า อย่างเช่นยาฆ่าเชื้อ Cephalexin ที่ต้องใช้ประมาณ 30 – 40 ขวดต่อครั้ง น้ำเกลือก็ต้องใช้มากกว่าคนประมาณร้อยเท่า ทำให้การรักษาใช้เวลานานจนอาจลากยาวถึงตี 2 เลยทีเดียว 

ไม่ใช่แค่เรื่องยา โรคที่คนเป็นช้างก็เป็นได้เหมือนกัน เช่น โรคท้องอืด ซึ่งฟังดูเหมือนเป็นโรคธรรมดา แต่ก็เป็นเรื่องใหญ่ได้ เพราะช้างเป็นสัตว์ตัวใหญ่แต่ใจเสาะ ท้องอืดนิดเดียวก็กระวนกระวายจนขาดใจตายได้เลย! 

การทำให้ช้างหายป่วยก็ต้องใช้เวลามากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ แผลธรรมดาต้องใช้เวลารักษาอย่างน้อย 1 เดือน แผลสาหัสก็อาจจะต้องรักษากันเป็นปีหรือหลายปีก็ได้ แต่ไม่ว่าจะอาการหนักหรือเบา อยู่โรงพยาบาลนานหรือสั้น ช้างทุกตัวที่มาหาหมอ ณ โรงพยาบาลช้างกระบี่จะได้รับการรักษาฟรี

“ถ้าถามว่าโบว์มีนิสัยส่วนไหนที่เข้ากับช้างได้บ้าง ก็อาจจะเป็นคนใจเย็นมั้ง ช้างต้องรักษาแบบเดิมทุกวันจนกว่าจะหาย ต้องพยายามอดทนมากในการรักษา โบว์เป็นคนใจเย็น เป็นคนรอได้ แล้วก็เป็นคนที่ชอบเห็นพัฒนาการของช้างดีขึ้นอย่างช้า ๆ”

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ภารกิจคนตัวเล็ก

แม้ทีมสัตวแพทย์จะเป็นผู้จัดการปัญหาเร่งด่วนที่ช้างและเจ้าของจะต้องเผชิญในทุก ๆ วัน แต่การดูแลรักษาสิ่งใดก็ตามอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมต้องใส่ใจการแก้ปัญหาทั้งในระยะสั้นและยาว เราจึงอยากรู้ว่าคนที่คลุกคลีกับช้างอย่างหมอโบว์ คิดว่าปัญหาเกี่ยวกับช้างในปัจจุบันมีอะไรบ้าง 

เธอบอกว่าความท้าทายหนึ่งที่สำคัญในการปฏิบัติงาน คือจำนวนงานวิจัยเกี่ยวกับการรักษาที่จำกัด ทำให้โรคบางโรคของช้างยังรักษาไม่ได้ 

“สมมติว่าหมาแมวท้องอืดเพราะกินอะไรเข้าไป เราผ่าท้องแล้วเอาของชิ้นนั้นออกมาได้เลย แต่ช้างยังไม่มีการผ่าตัดช่องท้อง เพราะช้างเป็นสัตว์ตัวใหญ่ หนังหนา เย็บแผลให้ติดไม่ได้ การผ่าช่องท้องจึงอันตรายกับช้างมาก รักษาได้เฉพาะพื้นฐานภายนอกเท่านั้น”

หมอโบว์ชวนเราถกประเด็นนี้ด้วยการคลี่ปัญหาที่ช้างเผชิญออกมาดูเพิ่มเติม เริ่มจากช่วงโควิดที่ผ่านมา ซึ่งทั้งช้างทั้งคนต่างได้รับผลกระทบ

“สัตวแพทย์ไม่ค่อยเจอปัญหาเท่าไหร่ แต่ช้างกับเจ้าของช้างต้องเจอปัญหาเยอะ ช้างมีอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่น การแสดงช้าง การนั่งหลังช้าง ซึ่งต้องอาศัยนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการบางท่านถึงขั้นปิดปาง ต้องส่งช้างกลับบ้าน หรือไม่ก็ต้องพักงานช้าง พอไม่มีรายได้ก็ต้องลดจำนวนควาญช้างหรือคนดูแลลง เพราะฉะนั้น การดูแลมันจะไม่ทั่วถึง บางเชือกผอมลง บางเชือกป่วยเป็นโรค” 

สำหรับการใช้งานช้าง หมอโบว์ไม่เห็นด้วยที่ให้ช้างทำงานหนักเกินไปไม่ว่างานใดก็ตาม ในส่วนนี้ไม่ได้หมายถึงงานใช้กำลังเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงงานที่ทำให้ช้างได้รับอาหารไม่เหมาะสม เช่น การกินผลไม้ที่มีรสหวานมากเกินไปจนทำให้เกิดภาวะท้องอืดท้องเสียได้ การใช้ช้างทำงานควรอยู่ในระดับที่พอดี 

บางงานก็ให้ช้างทำได้ หากเจ้าของคอยดูแลว่าช้างมีอาหารและน้ำกินเพียงพอ ทำงานเหนื่อยไปหรือไม่ พักผ่อนพอหรือเปล่า สำหรับหมอโบว์ที่ใกล้ชิดกับทั้งควาญช้างและช้าง เธอเข้าใจดีว่าการที่ช้างเป็นสัตว์ใหญ่ ค่าดูแลย่อมสูงตามไปด้วย ควาญช้างทำงานคนเดียวอาจไม่พอ บางทีช้างก็ต้องทำงานเพื่อให้ทั้งตัวเองและเจ้าของพอมีพอกิน 

ปัจจุบันนี้ คนส่วนมากบนโลกขาดความสัมพันธ์กับธรรมชาติ ได้เห็นและรู้จักสัตว์ป่าน้อยลง เหมือนกับที่หมอโบว์พูดไว้ตั้งแต่ต้นว่า มีโอกาสน้อยนักในชีวิตประจำวันที่คนทั่วไปจะได้เจอกับช้าง 

พอรู้น้อย เห็นน้อย ก็ผูกพันน้อย ทำให้เกิดความเพิกเฉยต่อปัญหาที่ช้างกำลังเผชิญตามไปด้วย 

การที่คนตัวเล็ก ๆ หนึ่งคนจะแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ได้ ส่วนหนึ่งคือการทำหน้าที่ของตนให้ดี และนำความถนัดของตัวเองมาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างที่หมอโบว์บันทึกการรักษาแล้วนำมาแบ่งปันให้คนดูได้รู้จักช้างมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความช่วยเหลือในระดับที่ใหญ่ขึ้นก็เป็นเรื่องจำเป็น สิ่งที่พอจะช่วยแก้ปัญหาระยะยาวได้ เห็นจะเป็นการให้ความรู้แก่คนเลี้ยงและคนทั่วไปเกี่ยวกับช้าง 

“บางคนซื้อช้างมาด้วยความที่เขามีตังค์ ก็เลยซื้อมาทั้ง ๆ ที่ไม่มีความรู้เรื่องการเลี้ยงช้าง หมอก็ต้องคอยบอกว่าช้างกินอะไรได้บ้างไม่ได้บ้าง สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ จึงมีการจัดงานประชุมช้างสำหรับคนเลี้ยงช้างหรือเจ้าของช้างเข้าร่วม เพื่อเรียนรู้วิธีการดูแลช้างอย่างถูกต้อง”

เราหวังว่าการนำประสบการณ์และแง่คิดของหมอโบว์มาเล่าต่อ จะเป็นอีกช่องทางที่ช่วยให้คนรู้จักช้างมากขึ้นอีกนิด และช่วยถ่ายทอดเสียงของทีมสัตวแพทย์ตัวเล็ก ซึ่งกำลังทำหน้าที่รักษาคนไข้ตัวใหญ่อยู่ทุกวัน เมื่อคนตัวเล็กกับสถาบันใหญ่ต่างทำหน้าที่ของตนเพื่อสิ่งเดียวกัน ก็ย่อมทำให้เป้าหมายนั้นสำเร็จ 

ภาพ : หมอโบว์-สัตวแพทย์รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร

Writers

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load