“ชื่อ วิโอเลต วอเทียร์ มีคนเรียกผิดบ่อยไหม” เราถาม

“ตลอดเวลาค่ะ” เธอตอบกึ่งตลกกึ่งน้อยใจ 

“ไวโอเลตนี่คือไปไกลสุดแล้ว แต่เวลาเขียนจะมี วีโอเลต หรือ วิโอเล็ต เติมไม้ไต่คู้ หรือ วอร์เทียร์ ที่วอแหวนมีรอเรือการันต์ กลายเป็นคำว่าสงคราม ซึ่งที่ถูกต้องคือง่ายที่สุด วิโอเลต วอเทียร์”

วี-วิโอเลต วอเทียร์ เราเช็กตัวสะกดชื่อเธออีกครั้ง 

เรื่องราวการเติบโตของ วิโอเลต วอเทียร์ ผ่านอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกที่อยากให้เป็นบันทึกของช่วงชีวิตหนึ่ง

วีแจ้งเกิดในวงการดนตรีทันทีที่เปล่งโน้ตท่อนแรกของ Leaving On A Jet Plane ออกมาบนเวที The Voice Thailand เมื่อ 7 ปีก่อน หลังจากนั้น เราก็เห็นผลงานเธอมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นซิงเกิล มิวสิกวิดีโอ ผลงานการจัดรายการวิทยุ ไปจนถึงบทบาท เจ๋ โปรดิวเซอร์สุดติสต์ในภาพยนตร์เรื่อง ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ ที่เป็นที่พูดถึงอย่างมากในช่วงนั้น เธอเพิ่งปล่อยซิงเกิลจากอัลบั้มใหม่ออกมา 4 เพลง ได้แก่ Brassac, Smoke, Drive และล่าสุด I’d Do It Again พร้อมกับมิวสิกวิดีโอที่ตั้งใจทำจริงๆ

ในอีกมุมหนึ่ง เธอเป็นนิสิตจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นลูกสาวคนโตของครอบครัวขนาด 4 คน มีน้องชายที่สนิทมากหนึ่งคน เพิ่งทำอัลบั้มเดี่ยวของตัวเองเสร็จสมบูรณ์เมื่อหนึ่งเดือนที่ผ่านมา และกำลังจะปล่อยในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

นี่จะเป็นอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกของวี เป็นการรวบรวมชีวิตของเธอในช่วง 6 – 7 ปีที่ผ่านมา เธอพัฒนาจากคนที่ใช้อารมณ์เป็นตัวตัดสินการกระทำ มาใช้เหตุผลและพยายามเข้าใจคนรอบข้างมากขึ้น เธอเคยไขว้เขว เคยลังเลกับเส้นทางที่ตัวเองเลือก และพบว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือสิ่งที่เธอเชื่อ โดยหวังว่าจะมีคนชอบเหมือนๆ กัน

วีเปลี่ยนจากเจ้าของผลงานหม่นๆ เป็นศิลปินที่มีมิติทางด้านความคิดมากขึ้น เธอบอกให้รอฟังอัลบั้มเต็ม แล้วจะเห็นได้ถึงทัศนคติ ความคิด หรือแม้กระทั่งอารมณ์ที่โตขึ้น การเติบโตที่เรียนรู้ผ่านงาน คนรอบข้าง ความรัก และทุกสิ่งที่หล่อหลอมให้เธอเป็นอย่างในวันนี้

วีบอกว่าเพลงคือตัวตนของศิลปินในอดีต เราเลยชวนคุยเรื่องอดีตของเธอ

เรื่องราวการเติบโตของ วี วิโอเลต ผ่านอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกที่อยากให้เป็นบันทึกของช่วงชีวิตหนึ่ง

ก่อนหน้านี้คุณไม่เคยมีอัลบั้มเต็มมาก่อน ชีวิตเดินมาถึงจุดไหนถึงคิดว่าควรมีอัลบั้มของตัวเองสักที

ตอนที่ออกจาก The Voice Thailand มาเริ่มทำเพลง เรารู้ว่าเราแต่งเพลงภาษาอังกฤษมากกว่า เราอยากทำเพลงภาษาอังกฤษ แต่ตอนนั้นอยู่ค่ายและค่ายไม่เห็นด้วยกับการรีบทำเพลงภาษาอังกฤษ เขาอยากให้ทำเพลงภาษาไทยก่อน 

ตอนนั้นเราใหม่กับวงการมากๆ ก็โอเค เชื่อผู้ใหญ่ แต่ระหว่างนั้นเราก็เขียนเพลงภาษาอังกฤษของเราไป เขาก็ไม่เคยหันมามองเพลงภาษาอังกฤษเลย แล้วตอนนั้นสัญญาจะหมด เลยคิดว่ามันอาจจะเป็น Chapter ใหม่ให้เราออกมาทำเพลงภาษาอังกฤษและอัลบั้ม เพราะที่ผ่านมาเราไม่เคยมีอัลบั้ม ไม่เคยมีอีพี มีแต่ซิงเกิล 

ตอนแรกไม่คิดว่าอัลบั้มจะใช้เวลานานขนาดนี้ เพราะเข้าใจว่าตัวเองมีเพลงประมาณหนึ่งแล้ว มันจะมีโมเมนต์ของการ “เอ๊ะ หรือเพลงนี้ไม่เหมาะ” มีการจับออก จับเข้า แต่งใหม่ แก้ดนตรี รื้อโครง เหมือนย้ำคิดย้ำทำ ต้องคอยเตือนตัวเองว่า โอ้ย ไม่ได้แล้ว จมเกินไปแล้ว ต้องถอยออกมา ต้องพักแป๊บหนึ่ง

สำหรับศิลปินที่อยู่ในยุคที่คนส่วนใหญ่ไม่ซื้ออัลบั้มกันแล้ว การมีอัลบั้มยังสำคัญอีกเหรอ

เราว่ามันสำคัญ เราไม่รู้ว่าคนอื่นมองว่ามันสำคัญไหม แต่อย่างหนึ่งที่เราเห็นคือ ทำเพลงเดียวมันง่ายกว่าอัลบั้ม มันไม่ต้องคำนึงถึงภาพรวม มองแค่เพลงเพลงเดียว ในขณะที่อัลบั้มต้องดูว่าคอนเซปต์ใหญ่คืออะไร เรื่องที่คุณเล่าแต่ละอย่างสอดคล้องกันไหม ดนตรีไปด้วยกันยังไง มันอยู่ด้วยกันได้จริงเหรอ สำหรับเรามันต้องทำตามแผนที่วางไว้ 

ก่อนหน้านี้เราปล่อยแต่ซิงเกิล สิ่งที่เห็นคือเวลาไปเล่น Live Show ดูเพลงเรียงกันแล้วมันไม่เป็นก้อน ไม่กลม โทนสีมันแปลกๆ ไม่ค่อยเข้าที่ เราเลยเข้าใจว่าอัลบั้มมีหน้าที่เป็นตัวแทนในแต่ละยุคของศิลปิน ยุคนี้ฉันเป็นคนแบบนี้ โทนสีฉันเป็นแบบนี้ ยุคต่อมาฉันโตขึ้นเป็นอีกแบบหนึ่ง เป็นอีกสีหนึ่ง มันจะเห็นช่วงชีวิตของคนคนหนึ่งชัดเจนในแบบที่บอกไม่ได้จากเพลงแค่เพลงเดียว อย่างน้อยจะเห็นเลยว่าพื้นฐานของคนคนหนึ่งเป็นแบบนี้ 

เหมือนอย่างที่อะเดล (Adele) หรือ เทย์เลอร์ สวิฟต์ (Taylor Swift) มีอัลบั้มเล่าเรื่องชีวิตแต่ละช่วง

ศิลปินฝรั่งจะเป็นแบบนี้ อัลบั้มเลยเป็นสิ่งที่สำคัญมากในอาชีพของเขา เราเลยอยากมีให้รู้ว่า ก้อนนี้คือวี 2020 เป็นแบบนี้นะ ปี 2022 อาจจะเป็นวีในอีกโทนหนึ่งก็ได้ มันทำให้ได้เห็นการเติบโต ไม่ใช่แค่ปล่อยเพลงไปเรื่อยๆ หน้าอยู่บนมีเดียตลอดก็จริง แต่ถ้าเพลงเราไม่ชัด ตัวตนของเราก็คงไม่ชัดเหมือนกัน

เรื่องราวการเติบโตของ วี วิโอเลต ผ่านอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกที่อยากให้เป็นบันทึกของช่วงชีวิตหนึ่ง

คุณเป็นคนหนึ่งที่เคยแต่งเพลงจากคำถามที่ว่า คนฟังอยากฟังอะไร

ใช่ พอทำเพลงไปรู้เลยว่ามีเพลงช้าเยอะ เราชอบเขียนเพลงเศร้า ชอบเขียนเพลงช้า ถ้าไปโชว์บรรยากาศจะเนือยๆ เพราะที่ผ่านมาเพลงสนุกเราน้อยมาก ถ้างั้นเราทำเพลงเร็วขึ้นมาน้อย แต่ก็ยังกลัวว่าคนฟังจะชอบหรือเปล่า มันจะหลุดความเป็นตัวเองไปหรือเปล่า ที่ตรงนี้เลยไม่ใช่ Comfort Zone อีกต่อไป เพราะเรายังต้องค้นหาหนทางที่ลงตัว ในทางหนึ่งเรานึกถึงเวลาเล่นสด เราคิดถึงคนดู อยากให้เขาเอ็นจอย แต่อีกทางหนึ่งพอเราโฟกัสกับคนฟังมากเข้า มันไม่มีไม้บรรทัดว่าเราควรจะตามใคร ก็เลยตัดสินใจใช้ไม้บรรทัดตัวเอง เอาที่ตัวเองโอเค คนอื่นไม่รู้หรอก แค่ตัวเองชอบก็พอแล้ว

โดยไม่ได้คำนึงถึงว่าจะมีคนฟังไหม

ไม่รู้ เพราะสุดท้ายไม่มีใครรู้หรอก เอาเป็นว่าเราชอบ มันต้องมีคนที่ชอบเหมือนเราบ้างแหละ

ตัวเองเปลี่ยนไปแค่ไหนนับจากที่ไปประกวด The Voice Thailand คราวนั้น

ถ้าในฐานะคนคนหนึ่ง เราว่าเราเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ปกติเราเป็นคนทำอะไรด้วยความรู้สึก ซึ่งก็ยังเป็นอยู่ แต่เริ่มทำอะไรด้วยเหตุผลเยอะขึ้น จากที่แต่ก่อนอารมณ์จะนำเหตุผล ก็ไม่ชอบแบบนี้ ไม่เอาไม่ชอบ แต่ตอนนี้ โอเค ไม่ชอบ แต่เรามีเหตุผลว่าทำไมถึงไม่ชอบ เรียนรู้ที่จะยืดหยุ่นกับชีวิตมากขึ้น

เราว่าอายุที่เพิ่มขึ้นด้วยก็ส่วนหนึ่ง ประสบการณ์การทำงานกับคนรอบข้างก็อีกส่วนหนึ่ง ตอนเด็กๆ เราจะงอแง มีมุมเอาแต่ใจอยู่ โตมาถึงรู้ว่ามันมีคนที่เหนื่อยกว่าเราเยอะ พี่ช่างไฟวิ่งวุ่นกันทั้งวัน ในขณะที่เราอยู่ในห้องแอร์ด้วยซ้ำ จะงอแงอะไร พอทำงานไปเรื่อยๆ เราได้เห็นอะไรมากขึ้น ได้มองทุกอย่างเป็นภาพกว้างมากขึ้น เราเชื่อว่ามันจะโตกว่านี้ได้อีก แต่ก็ต้องค่อยๆ เป็นไปตามวัย

ส่วนในฐานะศิลปิน เรามีความรู้มากขึ้น ตอนเข้าวงการใหม่ๆ ไม่เคยรู้เรื่องสัญญา ลิขสิทธิ์ การวางตัว เมื่อก่อนเราเป็นคนตอบคำถามตรงๆ ตอนนี้ก็ตรงแหละ แต่รู้จักใช้คำพูดให้ดีขึ้น จำได้เลยว่าเคยไปดูเปิดตัวหนัง ดูจบมีกล้องมาสัมภาษณ์ “หนังเป็นยังไงบ้างคะ” แล้วเราเป็นคนค่อยๆ คิดวิเคราะห์ ยังไม่รู้ว่ามันดีหรือไม่ดี เราชอบหรือไม่ชอบ เลยตอบไปว่า “ยังไม่ค่อยแน่ใจเลยค่ะ กำลังซึมซับอยู่” พอตอบไปมึนๆ เราก็เดินออกมา เพื่อนที่ไปด้วยกันบอกว่าได้ยินเขาคุยกันว่า น้องยังเด็ก น้องยังใหม่ (หัวเราะ) ซึ่งเราก็ใหม่จริงๆ แหละ เวลาผ่านไปเลยได้ปรับตัว เรียนรู้งาน ได้โตมากับคนแวดล้อมในวงการนี้ มีผู้ใหญ่สอนเรื่อยๆ เราก็รับมาแล้วปรับใช้ให้เข้ากับเรา

ถ้าวันนี้มีคนถือกล้องมาถามหลังดูหนังเสร็จจะตอบว่า…

ตอนนี้ก็จะบอกว่าชอบตรงไหน ซีนนี้เราชอบมากๆ ไม่งั้นเขาไม่เชิญเราไปดูหรอก ถูกไหม (หัวเราะ) 

เรื่องราวการเติบโตของ วี วิโอเลต ผ่านอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกที่อยากให้เป็นบันทึกของช่วงชีวิตหนึ่ง

วี วิโอเลต ในวันนั้นเคยเจอคอมเมนต์แย่ๆ ไหม

ตอนนั้นไม่ค่อย เพราะเราใหม่กับวงการมาก ความสนใจเลยไม่ได้พุ่งเป้ามาที่เรา เราค่อยๆ เติบโตเป็นขั้นบันได ค่อยๆ เรียนรู้ไป ในทางกลับกัน ถ้าคนรู้จักเราเท่าวันนี้ในตอนนั้นคงโดนด่าไปแล้ว คงต้องมีคนบอกว่า “อะไรเนี่ยคนนี้ ช่างเป็นคนแข็งกร้าวอะไรเช่นนี้”

แล้วในวันนี้ล่ะ

เอาจริงๆ ไม่รู้เลย เพราะเลิกอ่านไปประมาณหนึ่งแล้ว เมื่อก่อนเราอ่าน เป็นแบบอ่านและไม่อ่านในเวลาเดียวกัน ใจบอกว่าอย่าอ่านแต่ก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปดู มันเลยกลายเป็นอ่านบ้างไม่อ่านบ้าง

เรารู้ว่าตัวเองเซนซิทีฟมาก กลัวจะเจอคอมเมนต์ที่แย่จริงๆ แม้เราจะดูแข็งแกร่งขนาดไหน แต่ถ้าเจออะไรที่ตรงจุดจริงๆ ก็คงไม่ไหวเหมือนกัน ถ้าไม่มีอะไรสำคัญหรือร้ายแรงจริงๆ ก็เลยจะพยายามไม่เข้าไปดู

เมื่อกี้คุณบอกว่า อัลบั้มเป็นเหมือนช่วงชีวิตหนึ่งของศิลปิน แล้วอัลบั้มใหม่ที่กำลังจะออกเดือนหน้าเป็นช่วงชีวิตไหนของคุณ

อัลบั้มนี้มีวีในหลายยุคมาก ถ้าฟังเพลงจะรู้สึกเลยว่ามันคนละช่วง เมื่อก่อนเราจะมีความแบบ ฉันว่าฉันดาร์ก ฉันมีความสวยงามในความมืด มันเป็นความคิดตอนเด็กๆ ว่าดาร์กแล้วจะเท่ ทั้งที่ตอนนี้เราเป็นคนสดใส เป็นคนสว่างกว่าที่คิดไว้เยอะ สีของอัลบั้มเลยมีทั้งความมืดและความสว่างในเวลาเดียวกัน พอมันมียุคที่ต่างกันขนาดนั้น เราเลยต้องหาจุดเชื่อมตรงกลางที่ครึ้มๆ ถ้าเปรียบกับท้องฟ้า เราต้องมีเฉดสีฟ้าให้ครบประมาณหนึ่ง อยู่ๆ จะเป็นสีสองขั้วแล้วกระโดดข้ามไปเลยไม่ได้ 

พอทำมาเรื่อยๆ เราก็เริ่มเห็นว่าขาดเหลืออะไร เรื่องคือตามอารมณ์ ส่วนสไตล์มีตามโจทย์บ้าง อย่างเรารู้ตัวว่าไม่ค่อยมีเพลงเต้นเท่าไหร่ ลองทำเพลงที่เร็วขึ้นมาหน่อยไหม แต่เอ๊ะ ยังขาดเพลงแนวเฉลิมฉลองนะ เวลาไปเล่นตามงาน บางทีก็รู้สึกว่าเพลงเรามันไม่ได้เข้ากับงานแบบนี้เนอะ เลยอยากมีเพลงให้กำลังใจ เป็นเพลงเฟสติวัล เพลงกว้าง Confeitti พุ่งๆ อัลบั้มนี้ก็ยังมีไม่ครบแน่นอน รออัลบั้มหน้าแล้วกัน (หัวเราะ)

แปลว่าคุณไม่ได้คิดแค่ว่าจะแต่งเพลงอะไร แต่มองไกลไปถึงว่าจะเอามันไปร้องยังไง ร้องที่ไหน

เวลาเราทำเพลงออกไป เราต้องร้องเพลงนั้นไปตลอดชีวิต แล้วถ้าเราไม่แฮปปี้กับเพลงนั้น เราจะทนร้องมันไปตลอดชีวิตได้เหรอ เราเลยต้องทำเพลงที่ตัวเองชอบจริงๆ เพลงที่เราจะสนุกกับการเล่นสด

หลายครั้งตอนเราเขียน ตอนทำดนตรี เราชอบจินตนาการว่าตัวเองอยู่ในเทศกาลดนตรี มิติของเพลงเราจะใหญ่ๆ สเปซกว้างๆ เพราะในหัวเราคือเล่นเฟสติวัลอยู่ตลอด เราชอบอารมณ์ของมัน เวทีใหญ่ๆ คนดูที่มาดู เวลาไปเล่น Big Mountain หรือ Cat Expo จะรู้สึกว่า นี่แหละที่ฉันรอมาทั้งชีวิต เลยชอบทำเพลงที่ทำให้ความรู้สึกเราเป็นเหมือนตอนอยู่ตรงนั้น ผลก็คือแทบไม่ได้เตรียมเพลงไว้สำหรับผับห้องแคบเลย

พอต้องมีอัลบั้มเดี่ยวขึ้นมาจริงๆ คุณหยิบเอาเรื่องไหนในชีวิตมาเล่า

เราเขียนเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วกระทบกับความรู้สึกตัวเอง เรื่องบางเรื่องเอาความรู้สึกมาแต่งเป็นเรื่องใหม่ เรื่องบางเรื่องเป็นความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ อัลบั้มที่กำลังจะออกพูดถึงความรักที่ไม่ได้ไปต่อ มันเป็นห้วงหนึ่ง เป็นจังหวะหนึ่งของชีวิต แต่ไม่มีความรักไหนที่อยู่กับเราเลย 

เพลงที่ปล่อยมาแล้วก็มี Drive เล่าถึงรักที่ไปต่อไม่ได้ Smoke คือความลุ่มหลงมากๆ ส่วน Brassac เป็น Summer Love พอแต่งๆ ไปมันอยู่ด้วยกันได้โดยที่เราไม่ได้เริ่มจากคอนเซปต์ สุดท้ายฟังไปเรื่อยๆ ก็เลยรู้ว่าคืออะไร มันคือความรักที่ไม่ได้อยู่กับเราไปตลอด แต่จะเป็นความทรงจำ เป็นเหมือนบันทึกของเราที่ไม่ใช่แค่ช่วงชีวิตเดียว จะเห็นว่าเราโตขึ้นยังไง

แล้วคุณโตขึ้นยังไง

ถ้าฟังเพลงที่ปล่อยไปแล้วจะเห็นเราเป็นสามยุค Drive คือยุคแรกสุด ดาร์กๆ หม่นๆ มีความเจ็บปวด ตอนนั้นอายุประมาณยี่สิบเอ็ด ยี่สิบสอง เราเป็นคนทำตามอารมณ์ ทำตามอารมณ์มากๆ บูชาความรัก จริงๆ เราว่าตัวเองเป็นคนสดใสมานานแล้วแหละ แต่จะมีความสวยงามในความมืดหม่นบางอย่างที่เราชอบ ชอบความดราม่า การเค้นอารมณ์ ฆ่าฉันให้ตายเลยด้วยเพลงของเธอ เวลาเขียนเพลงเราจะใจร้ายมาก สมัยนั้นรู้สึกว่าความดาร์กมันเท่ ลานา เดล เรย์ (Lana Del Rey) คือแม่ (หัวเราะ) ทั้งๆ ที่ชีวิตจริงไม่ได้มืดหม่นเลย มีความสุข ไปมหาลัยฯ อยู่กับเพื่อน อาจจะมีช่วงอกหัก เป็นช่วงเทิดทูนความรัก 

ต่อมาเป็นช่วงอายุยี่สิบสาม ยี่สิบสี่ ยังมีความดาร์กอยู่แต่เบาขึ้นเยอะ เราเริ่มเขียนอะไรในแง่บวกมากขึ้น อย่าง Smoke จริงๆ คิดว่าจะออกมาเป็นเพลงสว่างเลย แต่แรกๆ ยังมือหนักอยู่ เรายังไม่ชินมือกับการทำดนตรีแบบนั้น ส่วน Brassac เขียนไล่เลี่ยกัน แต่ดนตรีเพิ่งมาขึ้นทีหลัง เลยจะเห็นได้ว่ามันเบาขึ้น สบายขึ้น 

เรายอมรับว่าตัวเองมีความสดใสอยู่ในตัว ไม่ได้ดาร์ก เท่ เครียดอย่างเดียว ตอนที่ไปเล่นคอนเสิร์ตจะเห็นเลยว่าเพลงมันทึม มันไม่เปิด เราอยากรู้สึกมีชีวิตชีวาเวลาไปดูคอนเสิร์ต มุมมองที่มีต่อความรักในช่วงนั้นก็เปลี่ยนไปด้วย ก่อนหน้านั้นมีแฟน อกหัก แล้วเราก็เรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียว อยู่กับเพื่อน Single and Happy เราทำตามใจตัวเอง คิดถึงสิ่งที่เราต้องการจริงๆ โดยที่ไม่ต้องไปนั่งนึกถึงความรู้สึกของอีกคนหนึ่ง เพลง Brassac เลยมีความ “We don’t need forever.” ความรักเป็นสิ่งดี และในช่วงนั้นเราไม่ได้ให้มันกับคนอื่นที่ไม่ได้สำคัญกับชีวิต เราให้กับคนใกล้ตัว เพื่อน ครอบครัว ให้กับตัวเอง เป็นช่วงที่เรามีความสุขมาก มันไม่ได้อยู่ในโฟกัสเราด้วยซ้ำว่าจะต้องคุยกับใคร 

ยุคสุดท้ายสว่างสุด เพลงยังไม่ได้ปล่อยออกมา ต้องรอฟัง มันเป็นความสว่างที่ชัดเจนมากๆ เป็นยุคที่เรามองกลับไปถึงเรื่องในอดีต แต่ไม่ได้มองด้วยความเสียดายนะ มองอย่างเข้าใจแล้วคิดว่ามันก็เป็นความทรงจำที่ดี เพลง I’d Do It Again จะมีท่อนที่บอกว่า “We were so in love but we both messed it up.” ความรักมันไม่เวิร์กเพราะ “ํYou were storm and I was fire.” เราเข้ากันไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายถ้าย้อนกลับไปฉันก็จะทำเหมือนเดิม มันเป็นการพูดถึงด้วยเหตุผล ด้วยความเข้าใจ เป็นการมองย้อนกลับไปนึกถึงถึงแต่สิ่งดีๆ พอสัมภาษณ์วันนี้แล้วได้ประจักษ์กับตัวเองเหมือนกันว่า อ๋อ อัลบั้มนี้เป็นอย่างนี้นี่เอง (หัวเราะ)

เรื่องราวการเติบโตของ วี วิโอเลต ผ่านอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกที่อยากให้เป็นบันทึกของช่วงชีวิตหนึ่ง
เรื่องราวการเติบโตของ วี วิโอเลต กับอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกที่บันทึกช่วงชีวิตหนึ่งของเธอ

เพลงคุณเป็นภาษาอังกฤษหมดเลย คิดว่าจะเข้าถึงคนไทยยากไหม เพราะศิลปินหลายคนก็เคยเริ่มจากเพลงภาษาอังกฤษแล้วสุดท้ายก็เปลี่ยนมาเป็นภาษาไทย

อันนี้จริงนะ แต่ Smoke เป็นเพลงที่พิสูจน์ว่ามันไปได้ เรารีบปล่อยเพลงนี้เพราะอยากมีเพลงใหม่ไปเล่น Big Mountain ปีแรกที่เล่นเพลงนี้คนก็รู้จักบ้างไม่รู้จักบ้าง หลังจากนั้นระหว่างปีได้ไปโชว์ต่างๆ มีคลิปไวรัลจากงานคอนเสิร์ตบ้าง ต้องขอบคุณ TikTok ไม่รู้ว่าไปโผล่ในนั้นได้ยังไงเหมือนกัน (หัวเราะ) พอครบปีได้มาเล่น Big Mountain อีกครั้ง ข้อพิสูจน์คือจุดที่ปล่อยไมค์แล้วคนร้องตาม โดยที่เราไม่ต้องร้องไปด้วย 

เราว่าภาษาไม่ใช่กำแพงหรอก คนไทยก็ฟังเพลงต่างชาติ ฟังเพลงเกาหลี ถ้าอยากรู้ความหมายเราแปลได้ มันอยู่ที่ความรู้สึกมากกว่า เนื้อหาต้องโดน และใช้คำที่ไม่ยากเกินไป เราเป็นคนเล่าเรื่องชั้นเดียว ไม่ได้เล่าหลายชั้น และเพลงเราไม่มีคำยากเลย เพราะตัวเองก็ใช้คำยากไม่เป็นด้วยเวลาพูดภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน (ยิ้ม) 

นอกจากเขียนเพลงแล้ว คุณเขียนไดอารี่ด้วย

เราเคยเขียนตอนเด็กๆ ตั้งแต่ช่วงอายุประมาณสิบเอ็ดถึงสิบสี่เขียนไดอารี่ตลอด เขียนทุกวัน เคยบังเอิญไปเปิดดูแล้วแบบ นี่ฉันเขียนอะไรของฉันเนี่ย กลัวตัวเองมาก ลองนึกภาพตามนะ เด็กผู้หญิงอายุสิบสองที่อ่านหนังสือสำนักพิมพ์แจ่มใสตลอด การเขียนก็จะมีวิธีเขียนให้ดูเป็นแจ่มใสขึ้นมานิดหนึ่ง เคยพยายามจะกลับไปเขียนหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่เป็นนิสัย เพราะอะไรไม่รู้เหมือนกัน จนรอบนี้เริ่มติดแล้ว เพราะมันมีแอปฯ ในมือถือ 

ช่วงก่อนหน้านี้เรามีความรู้สึกดิ่งๆ ในตัวเอง มีน้อยใจเพื่อน น้อยใจที่บ้าน ตอนทำอัลบั้มจะมีช่วงที่เราสงสัยในตัวเองเยอะมาก เหมือนบางครั้งเราฟังคนอื่นเยอะเกินไปเลยเขว เราควรจะทำเพื่อพลีสใคร เราเลยไม่แน่ใจว่าสิ่งที่มันดีหรือยังนะ สุดท้ายเราเลยต้องการอะไรบ้างอย่างที่จะช่วยทบทวน ช่วยเรียบเรียงความคิดตัวเองอีกที บางอย่างเรารู้สึกว่ามันส่วนตัวจนไม่อยากบอกคนอื่น หรือความคิดที่เรารู้ว่ามันไม่ดี เราไม่อยากยอมรับว่าเรามี เราเลยไม่อยากพูดให้คนอื่นฟังเพราะไม่อยากถูกตัดสิน 

การมีไดอารี่ก็ช่วยทบทวนความคิด พอเขียนออกไปได้รู้ว่าเราคิดอะไร เรามองอะไรพลาดไปหรือเปล่า มันขาดตรงไหนอยู่ มีจุดที่เราเอาออกไป

อยากเล่าว่าแอปฯ นี้ดีมาก มันไม่ต้องเขียนเยอะแต่จะถามอารมณ์เราว่าวันนี้คุณรู้สึกอะไร อะไรทำให้รู้สึกแบบนั้น มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ใส่ข้อความหน่อย ใส่รูปหน่อย มันสร้างนิสัยให้เราถ่ายรูปเล่นนิดๆ ด้วย เพราะเราจะรู้สึกอยากให้ทุกวันมีรูปใส่เข้าไปจังเลย มันอาจจะไม่เกี่ยวกับสิ่งที่เล่าด้วยซ้ำ แต่เป็นรูปที่เราทำให้เรารู้สึกบางอย่างตอนถ่ายออกมา 

อย่างวันล่าสุดที่เขียนคือ 30 เมษายน เป็น History Mark คืออัลบั้มมาสเตอร์เสร็จทุกอย่างจริงๆ

ที่บอกว่ารู้สึกสงสัยในตัวเอง สุดท้ายคุณมีวิธีการจัดการมันอย่างไร

จริงๆ มันมีตลอดตั้งแต่เข้าวงการมา บางครั้งเราเจออะไร เราจะมุ่งหน้าไปข้างหน้า จนบางทีก็ลืมข้างหลังเหมือนกันนะ บางทีเราลืมบางอย่างของตัวเอง พอหันกลับมาจะเห็นว่า เฮ้ย ฉันมีสิ่งนี้นี่หว่า เราเลยต้องถามตัวเองว่าสิ่งที่เราทำอยู่มันดีไหมนะ หรือไม่ดีวะ เพราะแต่ก่อนมันเคยดีกว่านี้ ก็เลยเกิดการเปรียบเทียบ อาจจะไม่ใช่การเปรียบเทียบกับคนอื่น แต่เป็นการเปรียบเทียบกับตัวเองอยู่ดี ซึ่งถ้าให้เรากลับไปเป็นคนเก่าคงเป็นไปไม่ได้ ประสบการณ์มันไม่เหมือนกัน ชุดความคิดก็เปลี่ยนไป สิ่งที่ทำได้คือจำสิ่งนั้นแล้วแก้ไขสำหรับวันข้างหน้า ซึ่งเรายังหยิบข้อดีบางอย่างจากตัวเองในอดีตกลับมาใช้ได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องกลับไปเป็นคนเก่า อย่างเช่นตอนเด็กๆ เรามีภาพในหัวว่าอยากโตไปเป็นคนแบบนี้ เราก็เอาสิ่งนั้นมาใช้กับตัวเองในวันนี้ ปรับวิธีการคิด วิธีการใช้ชีวิต

เรื่องราวการเติบโตของ วี วิโอเลต ผ่านอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกที่อยากให้เป็นบันทึกของช่วงชีวิตหนึ่ง

ภาพตัวเองในหัวที่เคยอยากเป็นตอนโตตรงกับวีในวันนี้ไหม

เราว่ายี่สิบหกมันเป็นวัยที่ไม่เคยถูกมอง เป็นวัยที่เรามองข้ามไปเลย (หัวเราะ) เราจะคิดถึงยี่สิบ ข้ามไปอีกทีก็สามสิบเลย เราไม่ได้นึกถึงช่วงตรงกลางเลย ตอนอายุยี่สิบห้าคือตกใจมาก

เพราะอะไร

มันคือครึ่งหนึ่งของยี่สิบกับสามสิบ แล้วมันเป็นอารมณ์ว่านี่ครึ่งทางแล้วนะ อีกครึ่งก็จะสามสิบแล้ว เราเคยคุยกับพ่อว่า วีใกล้สามสิบมากกว่ายี่สิบแล้วนะ พ่อบอกว่า ก็ถูกแล้ว เธอต้องใกล้สามสิบเข้าไปเรื่อยๆ เพราะเวลามันไม่เดินย้อนกลับ เธอจะกลับไปใกล้ยี่สิบไม่ได้แล้ว พอขึ้นยี่สิบหก ก็ โห อีกนิดเดียวก็สามสิบ แล้วปีนี้ที่กำลังจะยี่สิบเจ็ด มันก็มาถึงครึ่งทางของยี่สิบห้ากับสามสิบแล้ว

ทำไมการเข้าใกล้สามสิบถึงเป็นเรื่องใหญ่

เพราะเรารู้สึกว่าตัวเองยังไม่ได้โตขนาดนั้น เรายังอยากซ่า อยากไปเที่ยว ภาพบางอย่างของผู้ใหญ่มันยังไม่ตรงกับภาพเราในตอนนี้ แม้เราจะเป็นผู้ใหญ่แล้ว 

ถ้าถามตอนนี้ว่าภาพตัวเองในวัยสามสิบเป็นยังไงก็คงไม่ชัวร์ ตอบไม่ได้ เพราะไดเรกชันของชีวิตมันพาเราไปเรื่อยๆ เมื่อก่อนเราก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะมาทางนี้เหมือนกัน แต่เรารู้ว่าอยากโตไปเป็นคนแบบไหน เราอยากเป็นคนนิสัยดี เป็นที่รักของคนรอบข้าง อย่างน้อยเรารู้ว่าอยากเป็นคนแบบนี้ ไม่ว่าเราจะไปอยู่ในสภาพแวดล้อมไหนก็ตาม เราจะเป็นคนแบบนี้

เรื่องราวการเติบโตของ วิโอเลต วอเทียร์ ผ่านอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกที่อยากให้เป็นบันทึกของช่วงชีวิตหนึ่ง

Writer

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ทรงอย่างแบด แซดอย่างบ่อย เธอไม่อินกับผู้ชายแบดบอย โธ่ พ่อหนุ่ม…

แม้พยายามหลีกหนีจากเพลงนี้สักแค่ไหน เชื่อว่าทุกคนคงร้องว้ากในใจโดยอัตโนมัติ

101 ล้านวิว คือยอดล่าสุดของเพลงเสแสร้งที่เราเห็นบนยูทูบ ส่วน 43 ล้านคือผลลัพธ์ของเพลงที่โด่งดังข้ามปี เพราะแก๊งวัยรุ่นฟันน้ำนมหน้าเวทีที่ตะโกนร้องเสียงดังแข่งกับหนุ่มพังก์วัยใกล้ 30 

เป็นปรากฏการณ์ที่ไวรัลอยู่บนโซเชียลเกือบทุกวัน ลามไปถึงการบอกให้เด็ก ๆ กลับไปแปรงฟันก่อนนอนได้ยิ่งกว่าทันตแพทย์ กระทั่งการถูกติดต่อให้ไปแสดงสดตอนเช้าในโรงเรียนอนุบาล หรือการให้กำเนิดคำขวัญวันเด็กประจำ พ.ศ. 2566 อย่าง ‘สร้างสรรค์ความคิด ผูกมิตรซื่อตรง ก้าวอย่างมั่นคง ฟังทรงอย่างแบด’ 

วันนี้ เราเดินทางมาค่ายดังย่านอโศก เพื่อต่อคิวพูดคุยกับ ‘Paper Planes’ หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนมผู้ยิ่งใหญ่ ภายใต้ลุคแบด ๆ และรอยสักบนเนื้อหนังมากมาย พวกเขาตอบทุกคำถามอย่างคนรู้จักชีวิต หัวเราะเสียงดัง แม้จะเชื่ออย่างสุดกำลังว่านั่นเป็นโชคชะตาที่พระเจ้ากลั่นแกล้ง แต่หากย้อนเวลากลับไปได้ ก็ยังยืนกรานจะขบถต่อทุกอย่าง เดิมพันชีวิตกับความชอบ ดื้อด้านไม่สนใจใคร ถ้าได้มาซึ่งชีวิตเท่ ๆ เหมือนในฝัน

นี่คือเรื่องราวของวงร็อกเครื่องบินกระดาษ ในวันที่พวกเขาติดลมบน 

เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก
เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก

Bring Me The Horizon

คำถามแรกไม่ถามไม่ได้ ลุควันนี้ทรงอย่างแบดรึเปล่า

ฮาย : ดูแบดไหม อุตส่าห์ใส่สีสันมาแล้วยังแบดอีกเหรอ

เซน : อุตส่าห์จะเนียนกับเด็ก ๆ แล้วนะ

งั้นจริง ๆ แล้วเป็นทรงแบบไหน

ฮาย : ก็ทรงแบดแหละ (หัวเราะ) แต่แค่ทรงเฉย ๆ จริง ๆ แล้วเป็นพวกปัญญาอ่อน

เซน : ส่วนผมทรงง่วงครับ (หัวเราะ)

ถ้าทรงก็ดูแบด แล้วคุณแซดบ่อยไหม

ฮาย : ช่วงนี้ผมมีแฟน ถ้าแซดก็แปลกอยู่ (หัวเราะ) 

เซน : ไม่งั้นชื่อเพลงมันจะเปลี่ยน เป็นอกหักแต่บอกแฟนไม่ได้ (หัวเราะ)

ส่วนมากพวกคุณจะแซดเรื่องอะไร 

ฮาย : ช่วงนี้มันจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ เล่นบอลแพ้เพื่อน เล่นเกมแพ้เพื่อน ถ้าวันนั้นไม่ชนะใครเลยก็จะแซดทั้งวัน

เซน : เออ แซด เวลาไปทัวร์ ผมเคยแพ้ทั้งทริป 3 วันไม่ชนะเลย (หัวเราะ) 

พวกคุณสนิทกันตั้งแต่แรกเลยไหม

เซน : ตอนแรกไม่ค่อยครับ

ฮาย : จริง ๆ ผมอยู่กับวงมาก่อนแล้วเซนค่อยเข้ามาเป็นสมาชิกทีหลัง ช่วงแรก ๆ ก็เหมือนเรียนรู้กันมาเรื่อย ๆ แล้วช่วงหลังมาสนิทกัน 

อะไรทำให้มนุษย์สองคนนี้ต้องทำงานร่วมกัน

ฮาย : ผมว่าเซนเป็นคนที่เคมีเข้ากับผมนะ วิธีคิดได้ การวางตัวได้ ผมก็เลยเทรนเซนให้มาเป็นผู้ช่วยในการทำงานเบื้องหลัง จากนั้นก็ได้เรียนรู้บุคลิก ทัศนคติของเขา แล้วรู้สึกว่ามันคือเพื่อนที่ทำงานด้วยได้

เซน : การทำงานด้วยกันมันจะมีผู้นำกับผู้ตาม ผมรู้สึกว่าฮายมีความเป็นผู้นำ แล้วผมมีความเป็นผู้ตามที่มีความเชื่อมโยงกันและไปด้วยกันได้ ด้วยประสบการณ์ชีวิตหรือรสนิยมต่าง ๆ 

เรื่องไหนที่ฮายจะยอมให้เซนเป็นผู้นำ

ฮาย : เรื่องเงิน เพราะผมใช้ความเซอร์นำ เซนจะเรียบร้อยในเรื่องตัวเลขมากกว่า เวลาทำงานผมจะไม่คุยเรื่องเงินเลย บางครั้งเงินยังไม่ได้ก็ไม่รู้ เช็คยังไม่ได้ไปขึ้นก็ไม่รู้ ถ้าเซนไม่ทำเบิกให้แต่ละเดือน ผมก็ไม่รู้นะว่ามีเงินหายไป จะหลักกี่บาทก็ตาม ทำงานอย่างเดียว

เซน : แต่ว่าไม่ได้ชอบนะครับ ต้องทำเพราะไม่มีใครทำ (หัวเราะ) เพราะมันมีกันอยู่สองคน 

ที่มาของคำว่า Paper Planes มาจากเนื้อเพลง little boy with dreams of paper planes ของ วง Hands Like Houses ซึ่งเครื่องบินกระดาษเปรียบได้กับความฝัน แล้วความฝันของวง Paper Planes คืออะไร

เซน : ถ้าถามสมัยก่อนมันจะเล็กกว่านี้ เป็น Check Point ไปเรื่อย ๆ 

ฮาย : สมัยนี้ก็แค่ทำในสิ่งใกล้ ๆ ตัวให้มันเสร็จ เช่น ทำเพลงให้เสร็จ ไม่ได้ไม่เชิงไม่ฝันไกล แต่เรารู้สึกว่าการทำสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมาก ๆ ให้สำเร็จก่อน สุดท้ายจะค่อย ๆ ไปของมันเอง เหมือนพอเราฝันไกลมาก ๆ แล้วเราจะมองข้ามช็อตไปเยอะ

เซน : เหมือนเราตีเทนนิส ตีให้โดนทุกลูกแค่นั้นน่ะพอ ยังไงก็ชนะ 

รู้สึกว่า สมัยเด็กคุณมีความฝันที่ใหญ่กว่านี้ไหม  

เซน : ผมแค่อยากเป็นศิลปินแค่นั้นเลย ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นแล้วจะยังไงต่อ ตอนนี้เหมือนมันสานต่อจากก้าวนั้นขึ้นมา 

ฮาย : ของผมคล้ายเซนคืออยากดัง อยากมีคนรู้จักเยอะ ๆ อยากมีชื่อเสียง เพราะเราชอบการที่คนมีคนจำนวนมากมา Appreciate ผลงานของเรา รู้สึกว่าตัวเองมีค่าในแบบของเรานะ เพราะตอนเด็ก ๆ เราตามล่าสิ่งนี้ตลอด ด้วยการแข่งวิชาการ ออกไปร้องเพลงหน้าเสาธง มันปลูกฝังเรามาแบบนั้น

เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก
เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก

เส้นทางไปสู่ความฝันของพวกคุณโรยด้วยกลีบกุหลาบรึเปล่า

เซน : โรยด้วยก้านกุหลาบ 

ฮาย : มึงเอากลีบกุหลาบออกไปหมดเลย ไอ้เวร ถ้าเกิดพระเจ้ามีจริง ผมไม่ใช่ลูกรักพระเจ้า 

เพราะชีวิตผมไม่เคยราบรื่นเลย หนึ่ง ไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย สอง พ่อแม่ทะเลาะกันตลอดเวลา มีช่วงที่ผมต้องไปอยู่กับยายที่ต่างจังหวัด และพ่อแม่ก็เสียทั้งคู่ 

แล้วยายก็มีชีวิตแบบไม่ต้องไปตามล่าอะไรมากมาย มันค่อนข้างอึดอัด กลายเป็นว่าเราไม่พร้อมเรื่องอะไรเลย ไม่ว่าอยากได้อะไรเราก็ไม่ได้เหมือนคนอื่นเขา ชีวิตเรามีแค่การเรียนที่ต้องเรียนเพื่อให้ได้ทุนไปเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งเราต้องตามความฝัน เท่ากับว่าเราสตาร์ทแบบติดลบ มันไม่สามารถใช้เวลากับความฝันได้เลย เหมือนต้องหาเงินไปด้วยเพื่อที่จะมีพลังชีวิตไปใช้กับความฝัน 

เราเริ่มออกจากบ้านมาอยู่คนเดียวตั้งแต่ช่วง 16 – 17 เช่าห้องราคาหลักร้อย แล้วก็เริ่มฝึกทำเพลง เริ่มเล่นดนตรีกลางคืน เริ่มไปไปยกของให้ศิลปิน จนมาถึงทุกวันนี้ ก็เลยยิ่งตอกย้ำในตัวเองว่าเราชอบให้คนภูมิใจ เพราะที่ผ่านมามันยากมาก ๆ การเป็นศิลปินของเราคือการอยู่ในที่ที่มีแสงจริง ๆ เราไม่ปฏิเสธเลยว่าเราทำเพลงเพราะอยากมีชื่อเสียง 

แล้วเซนเป็นลูกรักพระเจ้าไหม

เซน : ไม่ครับ เอาจริง ๆ ข้อหนึ่งที่ทำให้อยู่ด้วยกันได้ทุกวันนี้ เพราะตอนเด็กเรามีชีวิตคล้าย ๆ กัน อยู่ในสังคมที่ไม่ได้ซัพพอร์ตให้เรามีความคิดสร้างสรรค์ สิ่งเดียวที่ทำให้ผ่านตรงนั้นได้คือวิธีคิดที่ดี ลำบากมาจนถึงช่วงมหาลัยจนตั้งวงถึงค่อยดีขึ้นเรื่อย ๆ

เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก

ถ้าชีวิตมันเดินมาด้วยก้านกุหลาบ เคยมีความรู้สึกว่า ไม่น่าเดินออกมาเลยไหม 

ฮาย : ผมเป็นคนดื้อแบบดื้อมาก ๆ เลยนะ ผมเป็นคนเรียนดีมาก ๆ แต่ช่วง ม.3 คือเลือกจะไม่เรียนต่อ อยากไปเรียนภาคสมทบวันเสาร์-อาทิตย์ เพราะอยากไว้ผมยาวแค่นั้นเลย ไปเรียนเทียบเพื่อให้ได้วุฒิเอามาสมัครมหาลัย แต่สุดท้ายไปจ่ายค่าเทอมเราก็ไม่ไปเรียนอีก 

แต่ถ้าย้อนกลับไปได้ก็คงเลือกทางเดิม เหมือนเดิม เพราะเราเป็นคนดื้อมาก ๆ แล้วก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรเพราะว่าเราเป็นคนแบบนี้เสมอ เรารู้ตัวเองว่าเปลี่ยนไม่ได้ 

เซน : ผมก็ไม่เคยคิด แค่จะมีความลังเลนิดหนึ่งว่า เฮ้ย มันจะสำเร็จจริงไหมวะ แต่ไม่เคยคิดว่าจะเลิกทำ ครอบครัวผมเขาก็ไม่ได้ห้ามเล่นดนตรี ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่า เขาเชื่อใจเรานะ ยิ่งต้องพิสูจน์ให้เขาเห็น พอมาถึงวันที่ทำสำเร็จ มันก็ตอบเราเต็ม ๆ ว่า ถ้าพยายามในสิ่งที่เราทำจริง ๆ ให้ดีสุด ๆ ยังไงสักวันมันก็ต้องสำเร็จสักทาง

ไปเอาความขบถและความดื้อมาจากไหนมากมายขนาดนี้ 

ฮาย : มันมีที่มาที่ไปคล้าย ๆ กับเซน คือเราเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ แต่อยู่ในสังคมที่ไม่ได้ให้ออกสิทธิ์ออกเสียงได้ มันประกอบไปด้วยคนที่ไม่ได้ต้องการมีความฝัน ซึ่งเขาไม่ผิด แต่เราอยู่ผิดที่ 

รู้สึกว่าเรามีความคิดขบถ มีความกดอัด กดแน่น เวลาได้ทำสิ่งที่ชอบเลยระเบิดออกมาค่อนข้างเยอะ ทำให้เราเลือกวิธีที่ค่อนข้างขบถ เช่น อยู่บ้านก็สบายอยู่แล้วแต่ออกไปเช่าห้องอยู่รูหนู ออกไปอดมื้อกินมื้อ ออกไปทำแบบนั้นทำไม แล้วก็พื้นฐานครอบครัวซึ่งไม่ได้ตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น เหมือนเราเกิดมาผิดเพี้ยน เราไม่เชื่อในระบอบ เราเลยมีกฎเป็นของตัวเอง ยาวไปถึงการนับถือศาสนา คือเราเป็นคนพุทธ แต่เราเชื่อตัวเองมากกว่า เราเอาตัวเองเป็นศาสดาของชีวิต 

เซน : ใช่ เพราะว่าเราใช้ตัวเองพึ่งพาตัวเองมาตั้งแต่เด็ก 

นึกไม่ออกว่าอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้น จะเติบโตมากับเพลง Emo Trap หรือ Pop Punk ได้ยังไง 

ฮาย : จริง ๆ มันเข้าถึงได้จากพวกโทรศัพท์จีนสมัยก่อน Mp3 เถื่อนที่เพื่อนเอามาเปิด เพลงที่ดังก็จะเป็นเพลงที่ค่ายใหญ่ควบคุมให้เราฟัง แต่จังหวะดีที่เราโตมากับเพลงร็อกที่ไม่ได้เป็นแนวเพลงมาตรฐาน เราโตมากับเพลงว้าก ๆ เช่น Retrospect, Sweet Mullet 

คิดว่าเพลงแนวนี้เป็นการขบถอีกรูปแบบหนึ่งรึเปล่า 

ฮาย : ใช่ เหมือนมันเลือกคนฟัง คนที่มีวิธีคิดแบบนี้ โตมาในสังคมแบบนี้ มันจะไม่อยากเหมือนคนอื่น มันต้องการกบฏต่ออะไรสักอย่าง กบฏทางด้านความคิด ประชดชีวิต 

เซน : มีความคิดว่าตัวเองเท่

ฮาย : เออ มีความคิดว่ายิ่งทำร้ายตัวเองยิ่งเท่ 

เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก
เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก

เคยมีช่วงชีวิตแบบนั้นด้วยเหรอ 

ฮาย : มี เคยไหมที่ไม่อกหักหรอกแต่ฟังเพลงอกหัก แล้วทำเหมือนพระเอก MV (หัวเราะ) ผมเชื่อว่า มีคนจำนวนมากนะที่คิดว่าเศร้าแล้วเท่ เป็นแซดบอยแล้วเท่ การเป็นคนที่มีเรื่องราวดี ๆ ในชีวิตมันไม่เท่เว้ย แม่งต้องมีปม ต้องเก็บกด ต้องทำร้ายตัวเองสักอย่าง ผมก็เลยคิดว่านั่นแหละที่มาของเด็กอีโมในช่วงนั้นที่ฮิตกันมาก ๆ เพราะว่ามันเท่ไง

เซน : แต่ก่อนที่จะไปฟังพวกนั้น จำได้ว่ายุคนั้นจังหวัดรอบ ๆ ผม เช่น นครสวรรค์ ลพบุรี เขาจะมีวงดนตรี Metal ดัง ๆ แล้วเราพึ่งหัดเล่นดนตรีก็เลยนั่งรถไปประกวดตามจังหวัดเขา แล้วเราเล่นเพลงพี่หนุ่ม กะลา เธอเป็นแฟนฉันแล้ว แต่วงอื่นแม่ง Metal หมดเลย ทำให้รู้สึกว่า อ้อ มีดนตรีแบบนี้ด้วย แล้วก็เป็นช่วงรอยต่อของ YouTube เข้ามาก็เลยศึกษามากขึ้น

ซึ่งพวกคุณก็ชื่นชอบเพลงแนวนั้นมาจนมาถึงวันนี้ แล้วยังยอมเสียสละสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตเพื่อเดิมพันตัวเองกับความชอบ

ฮาย : ใช่ วันแรกที่ผมเดิมพันคือการสักที่คอ มันเป็นสัญลักษณ์ในใจของผม ซึ่งไม่แนะนำให้ทุกคนทำตาม ผมบอกกับตัวเองว่า เกิดมาครั้งเดียว ถ้าผมสักคอแล้วนั่นหมายความว่าผมสร้างเครื่องหมายให้กับการตัดสินจากคนอื่นแล้ว เพราะฉะนั้น ผมจะต้องทำให้ได้ ทำให้สุด ต้องทำให้คนมองข้ามสิ่งนี้ไป เหมือนการเอาเหล็กร้อนมาปั๊มแล้วฉันจะออกไปรบ วิธีคิดของผมตอนนั้นคือ โอเค สักคอแล้วก็ลุย ไม่มีทางอื่นแล้ว เพราะถ้าทำไม่สำเร็จ เราจะไม่ได้แค่เป็นคนที่ดูไม่ดี แต่เราจะดูไม่ดีมาก ๆ เพราะมีลุคแบบนี้ 

เซน : กึ่ง ๆ ทุบหม้อข้าวตัวเองทางความคิด

ฮาย : ประมาณนั้น ผมรู้สึกว่าถ้าล้มจะล้มเจ็บกว่าคนอื่น แต่ถ้าได้ก็เท่ากับคนอื่น ซึ่งแม่งไม่ต้องสักก็ทำเพลงได้ ทะลึ่งสัก แต่เออ ผมชอบเป็นแบบนั้น เพราะสำหรับผม มันทำให้ชีวิตผมมีความหมาย 

ตอนนั้นอยากให้ใครยอมรับมากที่สุด

ฮาย : อยากให้ตัวเองยอมรับ ผมจะมีความกบฏพระเจ้าตลอด เพราะผมไม่ใช่ลูกคนโปรด แต่ไม่เป็นไร เราจะพิสูจน์ว่าเราทำได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งอะไรเลย 

การเป็นเด็กที่ตั้งท่าจะแหกกฎทุกอย่างตลอดเวลา ทำให้คุณเสียอะไรไปบ้างในชีวิต 

ฮาย : ช่วงแรก ๆ จะเป็นเรื่องของความ Aggressive พอเราเชื่อมั่นในตัวเองมาก ๆ มันทำให้เราไม่มองคนอื่น ทำให้เราเกาะอีโก้ไว้ แต่ว่าก็เป็นช่วงวัย ผมว่าเราต้องผ่านจุดนั้นมาถึงจะเป็นทั้งคนที่เก่งและตื่นรู้แล้วด้วย 

เซน : มันต้องมีหลอดของอีโก้ให้เต็มสุดก่อน แล้วเราค่อยเอามาผสมผสานกับเรื่องต่าง ๆ ในชีวิต

ฮาย : เพราะถ้าวันนั้นไม่เป็นคนสุดโต่ง เราอาจจะไม่ได้เป็นคนที่เก่งด้วยแล้วก็รู้แล้วด้วย อาจจะเป็นแค่คนดีแต่ไม่มีอะไรเลย 

มองว่าสิ่งที่เสียไปตามเรี่ยรายทางคุ้มค่าที่จะแลกไหม  

เซน : บางคนก็มองว่าไม่คุ้ม มันไม่ได้เป็นการแลกในสิ่งที่เราจ่ายน้อยกว่าแต่ได้มากกว่า บางทีสิ่งที่ได้รับมามันไม่เท่ากับสิ่งที่เราเสียด้วยซ้ำ แต่ถ้าคิดในแง่ตัวเราเอง คุ้ม เพราะสิ่งที่ได้มาก็เป็นสิ่งที่เราต้องการ 

เรียกว่าวัยต่อต้านได้ไหม 

ฮาย : ได้ วัยต่อต้าน วัยกบฏ (หัวเราะ)

ขอ Soundtrack of Life ของชีวิตวัยต่อต้านสักคนละเพลง  

ฮาย : วัยต่อต้านของผม คือเพลง Pray For Plagues – Bring Me The Horizon เพราะมันฟังไม่รู้เรื่องเลยแต่เท่ รู้สึกว่าถ้ากูฟังอันนี้กูจะไม่เหมือนคนอื่น และกูเท่ และกูแตกต่าง และกูอินเตอร์ (หัวเราะ) เพลงนี้เปลี่ยนชีวิตผมว่า โห มีเพลงที่สุดโต่งขนาดนี้เลยหรอ แล้วคนที่สร้างสรรค์เพลงนี้แม่งต้องเป็นคนยังไงวะ ต้องเป็นคนทุบกระดูกคนเอาเลือดคนมากินเปล่าวะ มันปลดปล่อยอะดรีนาลีนได้ดี มีอีโก้อยู่ในเพลง มีทุกอย่างครบหมด นิยามความเป็นตัวเราได้ดีมาก 

เซน : วัยต่อต้านของผมคือ Decode – Paramore แต่ว่า ผมก็อปเอาไปทำเพลงประกวด Hot Wave เลยมองกลับไปแล้วรู้สึกว่า มึงต่อต้านยังไงวะ มึงเข้าร่วมชัด ๆ (หัวเราะ) 

เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก

The Velvet Underground

เห็นว่าทั้งสองคนทำเพลงใต้ดินมาก่อน อยากรู้ว่าชีวิตช่วงนั้นเป็นยังไง

ฮาย : ถ้าวงที่ไม่ดังจริง ๆ ต้องจ่ายเงินขึ้นไปเล่น ผมคิดว่าทำไม แต่ ณ ตอนนั้นเราก็แค่อยากเล่น ขึ้นไปเล่นเพลงคัฟเวอร์ 

วงการใต้ดินรวมแต่คนแนวเพลงเดียวกันหรือหลากหลายมาก  

ฮาย : พูดง่าย ๆ ว่า Underground มันจะเป็นเพลงนอกกระแสเนอะ สิ่งที่แตกต่างในตอนนั้นคือความหนักแน่นของแนวดนตรี ถ้าวงที่เกิดใหม่มันเบาลงก็อาจจะมีปัญหา ซึ่งไม่รู้ว่าตอนนี้ยังเป็นอยู่ไหมนะ แต่เป็นประสบการณ์ของเราแล้วกัน

แสดงว่าคุณขึ้นไปแสดงบนเวทีด้วยความคิดว่า ฉันอยากจะขึ้นไปอยู่บนดินให้ได้เหรอ  

ฮาย : ใช่ ตอนนั้นเราคิดว่าเริ่มจากใต้ดินก่อนค่อยไปบนดิน แต่ว่าจริง ๆ มันไม่เกี่ยวนี่หว่า แค่เราจะไปบางนาเราก็ไม่ต้องอ้อม เราก็ไปบางนาสิวะ (หัวเราะ) เราคิดว่าเราต้องเท่แบบพี่เขา เลยกลายเป็นว่าสุดท้ายการที่ขึ้นไปอยู่บนดินได้ ไม่ใช่เพราะเล่นใต้ดินมาก่อน เป็นเพราะเราเอาแผ่นเพลงไปส่ง 

เซน : เอาแผ่นเพลงไปส่งค่ายที่เราอยากจะอยู่ 

ฮาย : ใช่ แค่นั้นเลย

เพลงของพวกคุณตอนอยู่ใต้ดินเล่าเรื่องอะไร  

ฮาย : เพลงผมเป็น Google Translate คือแปลยังไงก็ได้ให้โหดที่สุด ฉันจะฆ่าเธอ กูไม่สนใจมึงหรอกกูจะเดินตามทางตัวเอง เขียนเนื้อเพลงภาษาไทย ไม่มีคำว่า Flow ไม่มีคำว่า Rhythm อะไรทั้งสิ้น ขอแค่ดนตรีมันไว้ก่อนแค่นั้น

เซน : ของผมจะทำเพลงแบบวิ่งไล่ตามความฝัน

ฮาย : เอางี้ วงผมชื่อว่า The Festival of Dead (หัวเราะ)

สมัยนี้มันจะมีคำหนึ่งที่เรียกว่าเบียวนะ

ฮาย : เบียว ใช่ มันคือความเบียวในตอนนั้น วงบ้าอะไรเทศกาลแห่งความตาย มึงตัวเล็กขนาดนี้มึงจะไปฆ่าใคร (หัวเราะ) จะเอาอะไรมา Dead บ้าเปล่า โห แล้วใส่เสื้อลายแห่งความตาย แต่ไว้ผมหน้าม้า 

เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก

หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม

จำความตั้งใจแรกได้ไหมว่าอยากสร้าง Paper Planes ให้เป็นวงแบบไหน 

ฮาย : ตอนนั้นเราใช้แนวเพลงเป็นที่ตั้ง

เซน : อยากเป็นวงเท่ ๆ 

ฮาย : เออ ไม่รู้เป็นไร มีความเท่นำทางตลอด 

แล้วสลัดตัวตนที่เคยเป็น The Festival of Dead ออกไปได้ยังไง

ฮาย : ก็เพราะว่ามันบ่งบอกแล้วไงว่าเราไม่ใช่ชาว Dead (หัวเราะ) วันเวลาผ่านไปเราเริ่มรู้ตัวว่าไม่ได้ชอบเพลงแบบนั้น 

เซน : เหมือนกันครับ พอเราโตขึ้นจะรู้ว่าชอบอะไรจริง ๆ มันก็แค่ออกมาจากตรงที่ไม่ชอบ มาทำสิ่งที่ชอบแค่นั้น 

ในวงการร็อก แฟนคลับค่อนข้างยึดติดกับภาพลักษณ์เดิม ๆ แนวเพลงเดิม ๆ วงการนี้ต้อนรับวงร็อกหน้าใหม่ที่ฉีกการทำเพลงร็อกแบบเดิม ๆ กระจุยยังไงบ้าง

ฮาย : โอ้ย ช่วงแรกดราม่าเยอะสัด (หัวเราะ) ชาวร็อกสาย True ที่เขายึดติดกับแนวเพลง เขาก็จะไม่ค่อยชอบวง เพราะว่าวงพึ่งมาเพลงเดียวเอาแล้วหรอ เราก็โอเค ไม่เป็นไร ยืนยันในสิ่งที่ทำไปเพราะว่าเราเป็นคนแบบนี้จริง ๆ เมื่อไหร่ที่เริ่มดราม่า เรารู้สึกว่ามันคือการต้อนรับ เหมือนกับคนเริ่มให้ความสนใจ

แต่การฉีกออกมาจากกระแสหลักเสมอ ๆ ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะปังหรือแป้ก 

ฮาย : เพราะเรามีอาชีพที่มั่นคงอยู่แล้ว (หัวเราะ) คือการทำงานเบื้องหลัง ผมเลยรู้สึกว่าลองอะไรตอนนี้ไม่เสียหายเลย แล้วเป็นความสนุกด้วย ตั้งใจจะทำให้ Paper Planes มีความกบฏ 

คุยกับเซนว่าทำยังไงก็ได้ให้เป็นหนึ่งเดียวในไทย เราไม่ได้หมายถึงการเป็นที่หนึ่ง แต่เราต้องการเป็นหนึ่งเดียว ฟังได้แค่ที่เราเท่านั้น เราคิดแบบนี้เพราะว่าทำเบื้องหลังมา เรารู้ว่าวิธีทำเพลงแบบ Mass มันไม่สำเร็จกับทุกแนว ยิ่งเป็นแนวร็อก แต่การเป็นหนึ่งเดียวจะทำให้เรามีทางเดิน 

เซน : ตอนที่เราทำเพลง ก็ไม่ได้หวังว่ามันจะต้องแบบ เฮ้ย เรามาทำเพลงที่มันฉีกจากเดิมดีกว่า เราก็ทำออกมาเอง แต่แค่ทำให้เป็นเราที่สุด

แต่วันหนึ่ง Paper Planes ก็จะแมส หวงไหมถ้าจะมี Paper Planes 2 3 4 

ฮาย : ไม่ค่อย เพราะเราว่า DNA ไม่มีทางเปลี่ยนได้ มันจะไม่เหมือนกัน 100% หรอก แต่เราจะรู้ว่า เอ้ย กูเท่ใช่ไหมล่ะ (หัวเราะ) แต่ว่าก็ยินดี เพราะอยากให้เพลงแนวนี้เยอะขึ้น เวลามันมี Festival หรืออะไรรวม ๆ กันมันสนุก

เซน : สุดท้ายแล้วเราก็ได้แรงบันดาลใจมาจากสิ่งที่เราฟังอยู่ดี แล้วพอมันถูกถ่ายไปที่คนอื่น เล่าในอีกภาษาหนึ่งของเขา ก็จะแตกต่างอยู่แล้ว

จากวัยรุ่นหัวขบถที่เชื่อว่าพระเจ้าไม่รัก สู่ Paper Planes ผู้เขย่าวงการร็อกไทยด้วยเพลงชาติเด็กอนุบาล
จากวัยรุ่นหัวขบถที่เชื่อว่าพระเจ้าไม่รัก สู่ Paper Planes ผู้เขย่าวงการร็อกไทยด้วยเพลงชาติเด็กอนุบาล

พูดได้ไหมว่าความสำเร็จของเพลงเสแสร้งทำให้พิสูจน์ตัวเองไปแล้วขั้นหนึ่ง  

ฮาย : ผมว่าได้ มันตอบคำถามในใจผมหลายอย่าง ผมทำเพลงให้คนอื่นมาได้ร้อยล้านวิวแต่มันเป็นการแค่โปรดิวซ์ ยังไม่ใช่ผลงานของเราสักที ผมคุยกับตัวเองว่า ถ้ามีความสามารถมากขนาดนั้น วันหนึ่งเราก็ทำของตัวเองได้สิวะ พอมาสำเร็จกับ Paper Planes มันตอบโจทย์ชีวิตผมในสายงานนี้ไปแล้วว่า ต่อให้ไม่ใช่สินค้ายอดนิยมแต่เราทำให้มันฮิตได้ กูมีเพลงร้อยล้านวิว ไม่มีใครสามารถดูแคลนเราได้แล้วว่าทำแต่เพลงคนอื่นดัง 

อย่างเพลง ทรงอย่างแบด ผมก็คุยกับเซนว่าไม่สามารถทำเพลงแสแสร้งเพลงที่สองได้แล้ว แต่วิธีคิดของเสแสร้งคือการทำโดยธรรมชาติและเราว่ามันเท่ที่สุด สนุกที่สุด ก็เลยได้เพลงนี้ออกมา พอมันมีกระแสในเด็ก ๆ ยิ่งทำให้สิ่งที่เราคิดมันถูก เพราะเด็ก ๆ เขารับความธรรมชาติ เขาจะไม่รับการปรุงแต่ง 

ตอนแต่ง ทรงอย่างแบด เสร็จ มีความรู้สึกว่า ต้องดังแน่ ๆ บ้างไหม

ฮาย : เราว่ามันจะมีกระแส แต่ไม่รู้ว่าจะไปถึงขนาดไหน ผมไปทำกันต่างจังหวัดแล้วทุกคนระหว่างทำคือ Hype กันมาก ๆ กระโดดโลดเต้น ตอนนั้นประชุมออนไลน์เสร็จก็คือขอพี่ ๆ ว่าขอปล่อยเพลงนี้ก่อน หาผู้กำกับเอ็มวี ณ ตอนนั้นกันเลย ประชุมอีกรอบหนึ่ง แล้วเพลงนี้ก็ถูกมาปล่อยก่อนเพราะเราอยากปล่อยมาก

เซน : พอทำเสร็จแล้วมันสนุกจนอยากปล่อยแล้ว เราไม่อยากให้ความสดตรงนี้มันหายไป 

รู้ตัวตอนไหนว่ามันกลายเป็นเพลงชาติของเด็ก ๆ ไปแล้ว

ฮาย : ตอนที่เขาเขียนข่าวเนี่ยแหละ เพลงชาติเด็กอนุบาล เราก็ตามอ่านตาม ตลกดี ตอนแรกมันยังอยู่ในโซเชียลเราก็ อ้อ เด็ก ๆ คงจะชอบแหละ แต่พอเวลาเราไปสนามบิน อยู่ในไฟลต์เดียวกัน ลงเครื่องก็มาขอถ่ายรูป สักพักหนึ่งเริ่มในห้าง สักพักเด็ก ๆ มากอดตามงาน เราเลยรู้สึกว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง มันเริ่มเข้ามาอยู่ในชีวิตจริงเราแล้ว ไม่ใช่กระแสที่เกิดขึ้นชั่วคราว เรามองว่ามันกว้างกว่านั้นมาก ๆ

เซน : จนกลายเป็นความทรงจำของเด็ก ๆ ไปแล้ว อยู่ในช่วงหนึ่งของชีวิตเขาไปแล้วตอนนี้

รู้สึกยังไงที่เมื่อก่อนมี Bring Me The Horizon เป็นไอดอล ตอนนี้กลายเป็น Bring Me The Horizon ของเด็ก ๆ 

ฮาย : ดี เหมือนเป็นซุปเปอร์ฮีโร่เวอร์ชันเทา ๆ รู้สึกเท่

เซน : ยังยึดถือความเท่เหมือนเดิม 

ฮาย : เหมือนตอนเด็ก ๆ ที่เราชอบพี่คนนี้มาก ๆ แล้วก็คิดว่าพี่เขาเท่มาก ๆ ซึ่งเด็ก ๆ ก็น่าจะคิดว่ากูเท่มาก 

เซน : แล้วเราก็รู้ความรู้สึกของคนที่เราชอบตอนเด็ก ๆ แล้ว พี่เขาคงรู้สึกเหมือนเราอะ (หัวเราะ)

ฮาย : ลองนึกภาพพูดกับแม่ว่าแบบ โอ้ย โคตรเท่เลยวงเนี้ย 

จำวันแรกที่น้อง ๆ เข้ามาเกาะเวทีแล้วตะโกนร้องเพลงกับคุณได้ไหม 

ฮาย : จำได้ วันนั้นอากาศดี 

เซน : เกิดโดยไม่คาดคิดด้วยครับ เพราะว่าจริง ๆ ต้องเล่นอีกที่หนึ่ง แต่กลายเป็นว่าย้ายออกมาเล่นในโซนข้างนอก เด็ก ๆ มายืนรอตั้งแต่เพลงแรก 

ฮาย : แล้วพอเด็กมายืนรอ เราก็เลยเป็นอัตโนมัติคือ ทรงอย่างแบด (ทำท่ายืนไมค์) แล้วพอคนถ่ายคลิปไปมันก็เริ่มไวรัล แล้วงานที่สองต่อจากนั้นผมก็คุยกับเด็ก ๆ ว่า อย่าลืมแปรงฟันนะ (หัวเราะ) ซึ่งเราไม่ได้คิดอะไร ล่าสุดไอ้เซนคือเป่า ยิง ฉุบ กับเด็กบนเวทีแล้ว ตลกดี 

เด็ก 7 – 8 ขวบฟังเพลงร็อกแล้วนะ มองว่าทิศทางของวงการร็อกไทยจะเป็นยังไงในอนาคต 

เซน : ตอนนี้เขารู้แค่ว่าเขาสนุก แต่เขายังไม่รู้หรอกว่าเขาชอบเพลงร็อกหรือไม่ชอบเพลงร็อก ก็อยากให้ยังสนุกเรื่อย ๆ แล้วพอเขาเริ่มรู้ตัวเองว่าชอบก็คงจะเป็นทิศทางที่ดี 

ฮาย : เขารู้จักคำว่าความชอบเมื่อไหร่ก็น่าจะดี เราคงทำตามแบบของเราไปเหมือนเดิม ถ้าเกิดน้อง ๆ ชอบก็เป็นกำไรชีวิตของพวกเรา

ในฐานะที่ตอนนี้กลายเป็นไอดอลของเด็ก ๆ ถ้าให้แนะนำสักเรื่อง อยากให้เด็ก ๆ หยิบเอานิสัยอะไรของคุณไป 

ฮาย : อยากให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เพราะช่วงเด็ก ๆ ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเยอะมาก แล้วมันเป็นช่วงที่ยาวนานเหมือนกันนะจริง ๆ ตั้งแต่เกิดมาจนถึงประมาณสักเกือบ ๆ 20 ปี

เซน : ตอนอยู่ยุคนั้นเราก็ไม่รู้ตัวนะ พอมองผ่านไปแล้วมันไวมาก 

ฮาย : วิธีคิดมันไม่ควรถูกฝังอะไรไว้มากมาย เพราะว่าแต่ละคนก็มีชีวิตของตัวเอง แล้วก็ใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง เราต้องอยู่ร่วมกับคนที่ดีในบางเรื่องและแย่ในบางเรื่อง เพราะฉะนั้น ถ้าเขาแย่ในเรื่องนี้ก็อย่าเพิ่งตัดสินเขาทั้งหมด เพราะว่าวันหนึ่งเราจะต้องอยู่ร่วมกับคนที่อาจจะดี 30% แต่แย่ 70% แต่เราอยู่กับเขาได้ แต่เป็นเรื่องที่น้อง ๆ จะรู้เองอยู่แล้ว ก็เลยคิดว่าน่าจะแนะนำได้แค่เรื่องใช้ชีวิตให้มีความสุขแค่นั้นเลย 

เซน : ถ้าอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากคงต้องหาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ถ้าย้อนมองตัวเองตอนเด็ก สิ่งที่ทำให้เราผ่านในจุดที่แย่มาได้ ก็คือเรารู้ว่าจะไปทางไหน ผ่านช่วงแย่ ๆ แล้วจะทำให้เป็นเราในทุกวันนี้

จากวัยรุ่นหัวขบถที่เชื่อว่าพระเจ้าไม่รัก สู่ Paper Planes ผู้เขย่าวงการร็อกไทยด้วยเพลงชาติเด็กอนุบาล
จากวัยรุ่นหัวขบถที่เชื่อว่าพระเจ้าไม่รัก สู่ Paper Planes ผู้เขย่าวงการร็อกไทยด้วยเพลงชาติเด็กอนุบาล

สมมติเด็ก ๆ เดินไปบอกพ่อแม่ว่า หนูอยากเจาะหู สักคอแบบฮาย อยากกรีดตาแบบเซน ทำยังไง 

ฮาย : คงคล้าย ๆ เราในตอนเด็ก การสักเป็นเรื่องของวิธีคิดด้วย แล้วก็ Norm ของสังคมที่ไม่ไปถึงไหนเลย ถ้าเราฉลาดคิดหน่อยคงต้องเรียงลำดับความสำคัญ สักได้แต่ช่วงไหน เราจะรับผิดชอบตรงนั้นได้ไหม หรือจะเอาเท่อย่างเดียวก็ได้ มันเป็นชีวิตของเขา เราไม่มีสิทธิ์ห้ามใครอยู่แล้ว แม้จะแอบไปเจาะหรืออะไรก็ตาม 

สนับสนุนให้ทุกคนมีความคิดเป็นของตัวเอง 

ฮาย : ผมสนับสนุนให้ทุกคนไม่ตัดสินใครจากภายนอก เพราะอยากให้การมองคนสักเป็นคนไม่ดีหมดไปได้แล้ว มันไม่เกี่ยวเลยว่าสักแล้วจะเป็นคนไม่ดีหรือดีมาก

เซน : แล้วยิ่งตอนนี้พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็ก ๆ เขาก็ดูเปิดใจนะที่ให้เราเป็นไอดอลของลูก ๆ เราอาจจะเป็นประกายเล็ก ๆ ให้เขารู้สึกว่า การมองว่าคนทรงแบบนี้ดูไม่ดีมันเปลี่ยนไปแล้ว 

ดื้อนะ 

เซน : ต้องมีนะ ต้องมีนิดหนึ่ง

ฮาย : เราว่าการดื้อคือการยึดมั่นในตัวเอง การมั่นใจในสิ่งที่เขาคิด ทำให้เราพุ่งได้ตรงและพุ่งได้แรง 

เซน : แล้วการที่ Paper Planes เป็นอย่างทุกวันนี้ได้ก็เพราะว่าเราดื้อครับ พี่ที่ค่ายก็ปวดหัวอยู่ 

เชื่อมากว่า Paper Planes และดนตรีแนวนี้จะต้องเต็มไปด้วยคำวิพากษ์วิจารณ์ อะไรทำให้คุณยืนหยัดในสิ่งที่ทำ

ฮาย : เพราะอีโก้บาง ๆ สำหรับผม แต่ว่าเราควบคุมได้ มันคือการยึดถือและเชื่อในระบบความคิดของตัวเอง เหมือนกับเราเจอเรื่องแบบนี้มาตลอด เรียนรู้กับมันมาตลอด คนที่รู้มากที่สุดก็น่าจะเป็นเรา คนที่จะเห็นข้อผิดพลาด จะเลือกซ้ายเลือกขวาก็ควรจะเป็นเรา เพราะฉะนั้น การยึดถือตัวเองกับเรื่องของศิลปะเป็นสิ่งที่ควรจะมี ไม่งั้นเราก็จะไหลไปเรื่อย ๆ

เคยมีช่วงชีวิตที่ไม่เท่เลยบ้างไหม

ฮาย : ช่วงชีวิตที่ไม่เท่ก็คือช่วงชีวิตที่อยู่ด้วยกันเนี่ยแหละ (หัวเราะ) เราว่าเราไม่ได้เป็นคนที่อยู่ใน Beauty Standard ขนาดนั้น เราเลยต้องหาอัตลักษณ์อะไรที่เป็นตัวเอง คนเท่มันมองไม่เบื่อ 

เซน : เราแค่หาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง

ฮาย : ไม่ใช่ไรหรอก คือกูไม่หล่อไงไอเวร 

เซน : คุยกับบางคน บอกว่า อุ้ย หน้าไม่หล่อเลย เออ แต่กูเท่อะ (หัวเราะ)

ฮาย : ประมาณนั้นแหละ ว่าง่าย ๆ ก็คือหาอะไรมาสู้กับพวกหล่อสวย (หัวเราะ)

ฮายและเซนที่นั่งอยู่ตรงนี้เป็นเวอร์ชันเท่ที่สุดแล้วรึยัง

ฮาย : ยังนะ ยังเท่ได้มากกว่านี้

เซน : มองเห็นตัวเองตอนแก่ ๆ ผมว่าตอนนั้นผมเท่กว่า 

เห็นภาพตัวเองในอีก 5 ปียังไง

ฮาย : ผมเคยคิดว่าอยากทำตัวให้เท่กว่าเด็ก ๆ การทำตัวให้เด็กคือการลงไปแข่งในลีกที่เราไม่มีทางชนะ ผมเลยอยากเป็นในแบบของเรานี่แหละ ผ่านมากี่ยุค กี่สมัย สิ่งที่ยังคงอยู่คือการเป็นตัวเอง การมีเอกลักษณ์

เซน : นึกถึง Flea มือเบส Red Hot Chili Peppers ไม่ว่าจะแก่ยังไงก็ยังเท่เหมือนเดิม เขาไม่ได้แต่งตัวเด็ก แต่ความเป็นเด็กในตัวเขายังอยู่ พอเขามีเอกลักษณ์มาก ๆ แล้วมันเท่เสมอเลย 

ถ้าได้เล่นคอนเสิร์ตเช้าในโรงเรียนอนุบาลจริง ๆ จะออกแบบโชว์ยังไง

ฮาย : ก่อนออกแบบโชว์ผมจะออกแบบตารางการนอนก่อน เพราะผมนอนเกือบเช้าทุกวัน 

เซน : บางทีก็นอนตอนเคารพธงชาติ 

ฮาย : ผมเลยคิดว่างั้นเดี๋ยวเล่นเสร็จแล้วเราค่อยนอนดีกว่า (หัวเราะ) 

ถ้าออกแบบโชว์ ผมจะเล่นเพลง ทรงอย่างแบด 5 เวอร์ชันพอ เพราะว่าเพลงอื่นเด็ก ๆ จะไม่รู้จัก เช่น หนึ่ง เวอร์ชั่นหลัก สอง เวอร์ชั่น Musicbox สาม เวอร์ชันรีมิกซ์สามช่า สี่ เพลงเพื่อชีวิต ผมเชื่อว่าเด็กเขาจะร้องทุกรอบ 

เซน : ใครร้องดังสุดแจกไมโล 

ฮาย : แล้วในนั้นก็จะมีแต่ของเด็ก ๆ ขนม ไมโล โอวัลติน ยาสีฟงยาสีฟัน ตุ๊กตงตุ๊กตา แล้วปกติในร้านเหล้าจะพูดว่า ใครยังไม่เมายกแก้วขึ้น ผมก็จะพูดว่า ใครอยากสูงยกนมขึ้นมาหน่อยโว้ย แล้วก็ชนนมกับเด็ก ๆ 

จะตั้งชื่อคอนเสิร์ตเช้าว่าอะไร 

ฮาย : มีคนเคยบอกอยู่คำหนึ่ง เทคนิคไมโล เทคโนโอวัลติน แม่งคิดได้ยังไงวะ

จากวัยรุ่นหัวขบถที่เชื่อว่าพระเจ้าไม่รัก สู่ Paper Planes ผู้เขย่าวงการร็อกไทยด้วยเพลงชาติเด็กอนุบาล
Polaroid : มณีนุช บุญเรือง

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load