“ชื่อ วิโอเลต วอเทียร์ มีคนเรียกผิดบ่อยไหม” เราถาม

“ตลอดเวลาค่ะ” เธอตอบกึ่งตลกกึ่งน้อยใจ 

“ไวโอเลตนี่คือไปไกลสุดแล้ว แต่เวลาเขียนจะมี วีโอเลต หรือ วิโอเล็ต เติมไม้ไต่คู้ หรือ วอร์เทียร์ ที่วอแหวนมีรอเรือการันต์ กลายเป็นคำว่าสงคราม ซึ่งที่ถูกต้องคือง่ายที่สุด วิโอเลต วอเทียร์”

วี-วิโอเลต วอเทียร์ เราเช็กตัวสะกดชื่อเธออีกครั้ง 

เรื่องราวการเติบโตของ วิโอเลต วอเทียร์ ผ่านอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกที่อยากให้เป็นบันทึกของช่วงชีวิตหนึ่ง

วีแจ้งเกิดในวงการดนตรีทันทีที่เปล่งโน้ตท่อนแรกของ Leaving On A Jet Plane ออกมาบนเวที The Voice Thailand เมื่อ 7 ปีก่อน หลังจากนั้น เราก็เห็นผลงานเธอมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นซิงเกิล มิวสิกวิดีโอ ผลงานการจัดรายการวิทยุ ไปจนถึงบทบาท เจ๋ โปรดิวเซอร์สุดติสต์ในภาพยนตร์เรื่อง ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ ที่เป็นที่พูดถึงอย่างมากในช่วงนั้น เธอเพิ่งปล่อยซิงเกิลจากอัลบั้มใหม่ออกมา 4 เพลง ได้แก่ Brassac, Smoke, Drive และล่าสุด I’d Do It Again พร้อมกับมิวสิกวิดีโอที่ตั้งใจทำจริงๆ

ในอีกมุมหนึ่ง เธอเป็นนิสิตจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นลูกสาวคนโตของครอบครัวขนาด 4 คน มีน้องชายที่สนิทมากหนึ่งคน เพิ่งทำอัลบั้มเดี่ยวของตัวเองเสร็จสมบูรณ์เมื่อหนึ่งเดือนที่ผ่านมา และกำลังจะปล่อยในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

นี่จะเป็นอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกของวี เป็นการรวบรวมชีวิตของเธอในช่วง 6 – 7 ปีที่ผ่านมา เธอพัฒนาจากคนที่ใช้อารมณ์เป็นตัวตัดสินการกระทำ มาใช้เหตุผลและพยายามเข้าใจคนรอบข้างมากขึ้น เธอเคยไขว้เขว เคยลังเลกับเส้นทางที่ตัวเองเลือก และพบว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือสิ่งที่เธอเชื่อ โดยหวังว่าจะมีคนชอบเหมือนๆ กัน

วีเปลี่ยนจากเจ้าของผลงานหม่นๆ เป็นศิลปินที่มีมิติทางด้านความคิดมากขึ้น เธอบอกให้รอฟังอัลบั้มเต็ม แล้วจะเห็นได้ถึงทัศนคติ ความคิด หรือแม้กระทั่งอารมณ์ที่โตขึ้น การเติบโตที่เรียนรู้ผ่านงาน คนรอบข้าง ความรัก และทุกสิ่งที่หล่อหลอมให้เธอเป็นอย่างในวันนี้

วีบอกว่าเพลงคือตัวตนของศิลปินในอดีต เราเลยชวนคุยเรื่องอดีตของเธอ

เรื่องราวการเติบโตของ วี วิโอเลต ผ่านอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกที่อยากให้เป็นบันทึกของช่วงชีวิตหนึ่ง

ก่อนหน้านี้คุณไม่เคยมีอัลบั้มเต็มมาก่อน ชีวิตเดินมาถึงจุดไหนถึงคิดว่าควรมีอัลบั้มของตัวเองสักที

ตอนที่ออกจาก The Voice Thailand มาเริ่มทำเพลง เรารู้ว่าเราแต่งเพลงภาษาอังกฤษมากกว่า เราอยากทำเพลงภาษาอังกฤษ แต่ตอนนั้นอยู่ค่ายและค่ายไม่เห็นด้วยกับการรีบทำเพลงภาษาอังกฤษ เขาอยากให้ทำเพลงภาษาไทยก่อน 

ตอนนั้นเราใหม่กับวงการมากๆ ก็โอเค เชื่อผู้ใหญ่ แต่ระหว่างนั้นเราก็เขียนเพลงภาษาอังกฤษของเราไป เขาก็ไม่เคยหันมามองเพลงภาษาอังกฤษเลย แล้วตอนนั้นสัญญาจะหมด เลยคิดว่ามันอาจจะเป็น Chapter ใหม่ให้เราออกมาทำเพลงภาษาอังกฤษและอัลบั้ม เพราะที่ผ่านมาเราไม่เคยมีอัลบั้ม ไม่เคยมีอีพี มีแต่ซิงเกิล 

ตอนแรกไม่คิดว่าอัลบั้มจะใช้เวลานานขนาดนี้ เพราะเข้าใจว่าตัวเองมีเพลงประมาณหนึ่งแล้ว มันจะมีโมเมนต์ของการ “เอ๊ะ หรือเพลงนี้ไม่เหมาะ” มีการจับออก จับเข้า แต่งใหม่ แก้ดนตรี รื้อโครง เหมือนย้ำคิดย้ำทำ ต้องคอยเตือนตัวเองว่า โอ้ย ไม่ได้แล้ว จมเกินไปแล้ว ต้องถอยออกมา ต้องพักแป๊บหนึ่ง

สำหรับศิลปินที่อยู่ในยุคที่คนส่วนใหญ่ไม่ซื้ออัลบั้มกันแล้ว การมีอัลบั้มยังสำคัญอีกเหรอ

เราว่ามันสำคัญ เราไม่รู้ว่าคนอื่นมองว่ามันสำคัญไหม แต่อย่างหนึ่งที่เราเห็นคือ ทำเพลงเดียวมันง่ายกว่าอัลบั้ม มันไม่ต้องคำนึงถึงภาพรวม มองแค่เพลงเพลงเดียว ในขณะที่อัลบั้มต้องดูว่าคอนเซปต์ใหญ่คืออะไร เรื่องที่คุณเล่าแต่ละอย่างสอดคล้องกันไหม ดนตรีไปด้วยกันยังไง มันอยู่ด้วยกันได้จริงเหรอ สำหรับเรามันต้องทำตามแผนที่วางไว้ 

ก่อนหน้านี้เราปล่อยแต่ซิงเกิล สิ่งที่เห็นคือเวลาไปเล่น Live Show ดูเพลงเรียงกันแล้วมันไม่เป็นก้อน ไม่กลม โทนสีมันแปลกๆ ไม่ค่อยเข้าที่ เราเลยเข้าใจว่าอัลบั้มมีหน้าที่เป็นตัวแทนในแต่ละยุคของศิลปิน ยุคนี้ฉันเป็นคนแบบนี้ โทนสีฉันเป็นแบบนี้ ยุคต่อมาฉันโตขึ้นเป็นอีกแบบหนึ่ง เป็นอีกสีหนึ่ง มันจะเห็นช่วงชีวิตของคนคนหนึ่งชัดเจนในแบบที่บอกไม่ได้จากเพลงแค่เพลงเดียว อย่างน้อยจะเห็นเลยว่าพื้นฐานของคนคนหนึ่งเป็นแบบนี้ 

เหมือนอย่างที่อะเดล (Adele) หรือ เทย์เลอร์ สวิฟต์ (Taylor Swift) มีอัลบั้มเล่าเรื่องชีวิตแต่ละช่วง

ศิลปินฝรั่งจะเป็นแบบนี้ อัลบั้มเลยเป็นสิ่งที่สำคัญมากในอาชีพของเขา เราเลยอยากมีให้รู้ว่า ก้อนนี้คือวี 2020 เป็นแบบนี้นะ ปี 2022 อาจจะเป็นวีในอีกโทนหนึ่งก็ได้ มันทำให้ได้เห็นการเติบโต ไม่ใช่แค่ปล่อยเพลงไปเรื่อยๆ หน้าอยู่บนมีเดียตลอดก็จริง แต่ถ้าเพลงเราไม่ชัด ตัวตนของเราก็คงไม่ชัดเหมือนกัน

เรื่องราวการเติบโตของ วี วิโอเลต ผ่านอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกที่อยากให้เป็นบันทึกของช่วงชีวิตหนึ่ง

คุณเป็นคนหนึ่งที่เคยแต่งเพลงจากคำถามที่ว่า คนฟังอยากฟังอะไร

ใช่ พอทำเพลงไปรู้เลยว่ามีเพลงช้าเยอะ เราชอบเขียนเพลงเศร้า ชอบเขียนเพลงช้า ถ้าไปโชว์บรรยากาศจะเนือยๆ เพราะที่ผ่านมาเพลงสนุกเราน้อยมาก ถ้างั้นเราทำเพลงเร็วขึ้นมาน้อย แต่ก็ยังกลัวว่าคนฟังจะชอบหรือเปล่า มันจะหลุดความเป็นตัวเองไปหรือเปล่า ที่ตรงนี้เลยไม่ใช่ Comfort Zone อีกต่อไป เพราะเรายังต้องค้นหาหนทางที่ลงตัว ในทางหนึ่งเรานึกถึงเวลาเล่นสด เราคิดถึงคนดู อยากให้เขาเอ็นจอย แต่อีกทางหนึ่งพอเราโฟกัสกับคนฟังมากเข้า มันไม่มีไม้บรรทัดว่าเราควรจะตามใคร ก็เลยตัดสินใจใช้ไม้บรรทัดตัวเอง เอาที่ตัวเองโอเค คนอื่นไม่รู้หรอก แค่ตัวเองชอบก็พอแล้ว

โดยไม่ได้คำนึงถึงว่าจะมีคนฟังไหม

ไม่รู้ เพราะสุดท้ายไม่มีใครรู้หรอก เอาเป็นว่าเราชอบ มันต้องมีคนที่ชอบเหมือนเราบ้างแหละ

ตัวเองเปลี่ยนไปแค่ไหนนับจากที่ไปประกวด The Voice Thailand คราวนั้น

ถ้าในฐานะคนคนหนึ่ง เราว่าเราเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ปกติเราเป็นคนทำอะไรด้วยความรู้สึก ซึ่งก็ยังเป็นอยู่ แต่เริ่มทำอะไรด้วยเหตุผลเยอะขึ้น จากที่แต่ก่อนอารมณ์จะนำเหตุผล ก็ไม่ชอบแบบนี้ ไม่เอาไม่ชอบ แต่ตอนนี้ โอเค ไม่ชอบ แต่เรามีเหตุผลว่าทำไมถึงไม่ชอบ เรียนรู้ที่จะยืดหยุ่นกับชีวิตมากขึ้น

เราว่าอายุที่เพิ่มขึ้นด้วยก็ส่วนหนึ่ง ประสบการณ์การทำงานกับคนรอบข้างก็อีกส่วนหนึ่ง ตอนเด็กๆ เราจะงอแง มีมุมเอาแต่ใจอยู่ โตมาถึงรู้ว่ามันมีคนที่เหนื่อยกว่าเราเยอะ พี่ช่างไฟวิ่งวุ่นกันทั้งวัน ในขณะที่เราอยู่ในห้องแอร์ด้วยซ้ำ จะงอแงอะไร พอทำงานไปเรื่อยๆ เราได้เห็นอะไรมากขึ้น ได้มองทุกอย่างเป็นภาพกว้างมากขึ้น เราเชื่อว่ามันจะโตกว่านี้ได้อีก แต่ก็ต้องค่อยๆ เป็นไปตามวัย

ส่วนในฐานะศิลปิน เรามีความรู้มากขึ้น ตอนเข้าวงการใหม่ๆ ไม่เคยรู้เรื่องสัญญา ลิขสิทธิ์ การวางตัว เมื่อก่อนเราเป็นคนตอบคำถามตรงๆ ตอนนี้ก็ตรงแหละ แต่รู้จักใช้คำพูดให้ดีขึ้น จำได้เลยว่าเคยไปดูเปิดตัวหนัง ดูจบมีกล้องมาสัมภาษณ์ “หนังเป็นยังไงบ้างคะ” แล้วเราเป็นคนค่อยๆ คิดวิเคราะห์ ยังไม่รู้ว่ามันดีหรือไม่ดี เราชอบหรือไม่ชอบ เลยตอบไปว่า “ยังไม่ค่อยแน่ใจเลยค่ะ กำลังซึมซับอยู่” พอตอบไปมึนๆ เราก็เดินออกมา เพื่อนที่ไปด้วยกันบอกว่าได้ยินเขาคุยกันว่า น้องยังเด็ก น้องยังใหม่ (หัวเราะ) ซึ่งเราก็ใหม่จริงๆ แหละ เวลาผ่านไปเลยได้ปรับตัว เรียนรู้งาน ได้โตมากับคนแวดล้อมในวงการนี้ มีผู้ใหญ่สอนเรื่อยๆ เราก็รับมาแล้วปรับใช้ให้เข้ากับเรา

ถ้าวันนี้มีคนถือกล้องมาถามหลังดูหนังเสร็จจะตอบว่า…

ตอนนี้ก็จะบอกว่าชอบตรงไหน ซีนนี้เราชอบมากๆ ไม่งั้นเขาไม่เชิญเราไปดูหรอก ถูกไหม (หัวเราะ) 

เรื่องราวการเติบโตของ วี วิโอเลต ผ่านอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกที่อยากให้เป็นบันทึกของช่วงชีวิตหนึ่ง

วี วิโอเลต ในวันนั้นเคยเจอคอมเมนต์แย่ๆ ไหม

ตอนนั้นไม่ค่อย เพราะเราใหม่กับวงการมาก ความสนใจเลยไม่ได้พุ่งเป้ามาที่เรา เราค่อยๆ เติบโตเป็นขั้นบันได ค่อยๆ เรียนรู้ไป ในทางกลับกัน ถ้าคนรู้จักเราเท่าวันนี้ในตอนนั้นคงโดนด่าไปแล้ว คงต้องมีคนบอกว่า “อะไรเนี่ยคนนี้ ช่างเป็นคนแข็งกร้าวอะไรเช่นนี้”

แล้วในวันนี้ล่ะ

เอาจริงๆ ไม่รู้เลย เพราะเลิกอ่านไปประมาณหนึ่งแล้ว เมื่อก่อนเราอ่าน เป็นแบบอ่านและไม่อ่านในเวลาเดียวกัน ใจบอกว่าอย่าอ่านแต่ก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปดู มันเลยกลายเป็นอ่านบ้างไม่อ่านบ้าง

เรารู้ว่าตัวเองเซนซิทีฟมาก กลัวจะเจอคอมเมนต์ที่แย่จริงๆ แม้เราจะดูแข็งแกร่งขนาดไหน แต่ถ้าเจออะไรที่ตรงจุดจริงๆ ก็คงไม่ไหวเหมือนกัน ถ้าไม่มีอะไรสำคัญหรือร้ายแรงจริงๆ ก็เลยจะพยายามไม่เข้าไปดู

เมื่อกี้คุณบอกว่า อัลบั้มเป็นเหมือนช่วงชีวิตหนึ่งของศิลปิน แล้วอัลบั้มใหม่ที่กำลังจะออกเดือนหน้าเป็นช่วงชีวิตไหนของคุณ

อัลบั้มนี้มีวีในหลายยุคมาก ถ้าฟังเพลงจะรู้สึกเลยว่ามันคนละช่วง เมื่อก่อนเราจะมีความแบบ ฉันว่าฉันดาร์ก ฉันมีความสวยงามในความมืด มันเป็นความคิดตอนเด็กๆ ว่าดาร์กแล้วจะเท่ ทั้งที่ตอนนี้เราเป็นคนสดใส เป็นคนสว่างกว่าที่คิดไว้เยอะ สีของอัลบั้มเลยมีทั้งความมืดและความสว่างในเวลาเดียวกัน พอมันมียุคที่ต่างกันขนาดนั้น เราเลยต้องหาจุดเชื่อมตรงกลางที่ครึ้มๆ ถ้าเปรียบกับท้องฟ้า เราต้องมีเฉดสีฟ้าให้ครบประมาณหนึ่ง อยู่ๆ จะเป็นสีสองขั้วแล้วกระโดดข้ามไปเลยไม่ได้ 

พอทำมาเรื่อยๆ เราก็เริ่มเห็นว่าขาดเหลืออะไร เรื่องคือตามอารมณ์ ส่วนสไตล์มีตามโจทย์บ้าง อย่างเรารู้ตัวว่าไม่ค่อยมีเพลงเต้นเท่าไหร่ ลองทำเพลงที่เร็วขึ้นมาหน่อยไหม แต่เอ๊ะ ยังขาดเพลงแนวเฉลิมฉลองนะ เวลาไปเล่นตามงาน บางทีก็รู้สึกว่าเพลงเรามันไม่ได้เข้ากับงานแบบนี้เนอะ เลยอยากมีเพลงให้กำลังใจ เป็นเพลงเฟสติวัล เพลงกว้าง Confeitti พุ่งๆ อัลบั้มนี้ก็ยังมีไม่ครบแน่นอน รออัลบั้มหน้าแล้วกัน (หัวเราะ)

แปลว่าคุณไม่ได้คิดแค่ว่าจะแต่งเพลงอะไร แต่มองไกลไปถึงว่าจะเอามันไปร้องยังไง ร้องที่ไหน

เวลาเราทำเพลงออกไป เราต้องร้องเพลงนั้นไปตลอดชีวิต แล้วถ้าเราไม่แฮปปี้กับเพลงนั้น เราจะทนร้องมันไปตลอดชีวิตได้เหรอ เราเลยต้องทำเพลงที่ตัวเองชอบจริงๆ เพลงที่เราจะสนุกกับการเล่นสด

หลายครั้งตอนเราเขียน ตอนทำดนตรี เราชอบจินตนาการว่าตัวเองอยู่ในเทศกาลดนตรี มิติของเพลงเราจะใหญ่ๆ สเปซกว้างๆ เพราะในหัวเราคือเล่นเฟสติวัลอยู่ตลอด เราชอบอารมณ์ของมัน เวทีใหญ่ๆ คนดูที่มาดู เวลาไปเล่น Big Mountain หรือ Cat Expo จะรู้สึกว่า นี่แหละที่ฉันรอมาทั้งชีวิต เลยชอบทำเพลงที่ทำให้ความรู้สึกเราเป็นเหมือนตอนอยู่ตรงนั้น ผลก็คือแทบไม่ได้เตรียมเพลงไว้สำหรับผับห้องแคบเลย

พอต้องมีอัลบั้มเดี่ยวขึ้นมาจริงๆ คุณหยิบเอาเรื่องไหนในชีวิตมาเล่า

เราเขียนเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วกระทบกับความรู้สึกตัวเอง เรื่องบางเรื่องเอาความรู้สึกมาแต่งเป็นเรื่องใหม่ เรื่องบางเรื่องเป็นความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ อัลบั้มที่กำลังจะออกพูดถึงความรักที่ไม่ได้ไปต่อ มันเป็นห้วงหนึ่ง เป็นจังหวะหนึ่งของชีวิต แต่ไม่มีความรักไหนที่อยู่กับเราเลย 

เพลงที่ปล่อยมาแล้วก็มี Drive เล่าถึงรักที่ไปต่อไม่ได้ Smoke คือความลุ่มหลงมากๆ ส่วน Brassac เป็น Summer Love พอแต่งๆ ไปมันอยู่ด้วยกันได้โดยที่เราไม่ได้เริ่มจากคอนเซปต์ สุดท้ายฟังไปเรื่อยๆ ก็เลยรู้ว่าคืออะไร มันคือความรักที่ไม่ได้อยู่กับเราไปตลอด แต่จะเป็นความทรงจำ เป็นเหมือนบันทึกของเราที่ไม่ใช่แค่ช่วงชีวิตเดียว จะเห็นว่าเราโตขึ้นยังไง

แล้วคุณโตขึ้นยังไง

ถ้าฟังเพลงที่ปล่อยไปแล้วจะเห็นเราเป็นสามยุค Drive คือยุคแรกสุด ดาร์กๆ หม่นๆ มีความเจ็บปวด ตอนนั้นอายุประมาณยี่สิบเอ็ด ยี่สิบสอง เราเป็นคนทำตามอารมณ์ ทำตามอารมณ์มากๆ บูชาความรัก จริงๆ เราว่าตัวเองเป็นคนสดใสมานานแล้วแหละ แต่จะมีความสวยงามในความมืดหม่นบางอย่างที่เราชอบ ชอบความดราม่า การเค้นอารมณ์ ฆ่าฉันให้ตายเลยด้วยเพลงของเธอ เวลาเขียนเพลงเราจะใจร้ายมาก สมัยนั้นรู้สึกว่าความดาร์กมันเท่ ลานา เดล เรย์ (Lana Del Rey) คือแม่ (หัวเราะ) ทั้งๆ ที่ชีวิตจริงไม่ได้มืดหม่นเลย มีความสุข ไปมหาลัยฯ อยู่กับเพื่อน อาจจะมีช่วงอกหัก เป็นช่วงเทิดทูนความรัก 

ต่อมาเป็นช่วงอายุยี่สิบสาม ยี่สิบสี่ ยังมีความดาร์กอยู่แต่เบาขึ้นเยอะ เราเริ่มเขียนอะไรในแง่บวกมากขึ้น อย่าง Smoke จริงๆ คิดว่าจะออกมาเป็นเพลงสว่างเลย แต่แรกๆ ยังมือหนักอยู่ เรายังไม่ชินมือกับการทำดนตรีแบบนั้น ส่วน Brassac เขียนไล่เลี่ยกัน แต่ดนตรีเพิ่งมาขึ้นทีหลัง เลยจะเห็นได้ว่ามันเบาขึ้น สบายขึ้น 

เรายอมรับว่าตัวเองมีความสดใสอยู่ในตัว ไม่ได้ดาร์ก เท่ เครียดอย่างเดียว ตอนที่ไปเล่นคอนเสิร์ตจะเห็นเลยว่าเพลงมันทึม มันไม่เปิด เราอยากรู้สึกมีชีวิตชีวาเวลาไปดูคอนเสิร์ต มุมมองที่มีต่อความรักในช่วงนั้นก็เปลี่ยนไปด้วย ก่อนหน้านั้นมีแฟน อกหัก แล้วเราก็เรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียว อยู่กับเพื่อน Single and Happy เราทำตามใจตัวเอง คิดถึงสิ่งที่เราต้องการจริงๆ โดยที่ไม่ต้องไปนั่งนึกถึงความรู้สึกของอีกคนหนึ่ง เพลง Brassac เลยมีความ “We don’t need forever.” ความรักเป็นสิ่งดี และในช่วงนั้นเราไม่ได้ให้มันกับคนอื่นที่ไม่ได้สำคัญกับชีวิต เราให้กับคนใกล้ตัว เพื่อน ครอบครัว ให้กับตัวเอง เป็นช่วงที่เรามีความสุขมาก มันไม่ได้อยู่ในโฟกัสเราด้วยซ้ำว่าจะต้องคุยกับใคร 

ยุคสุดท้ายสว่างสุด เพลงยังไม่ได้ปล่อยออกมา ต้องรอฟัง มันเป็นความสว่างที่ชัดเจนมากๆ เป็นยุคที่เรามองกลับไปถึงเรื่องในอดีต แต่ไม่ได้มองด้วยความเสียดายนะ มองอย่างเข้าใจแล้วคิดว่ามันก็เป็นความทรงจำที่ดี เพลง I’d Do It Again จะมีท่อนที่บอกว่า “We were so in love but we both messed it up.” ความรักมันไม่เวิร์กเพราะ “ํYou were storm and I was fire.” เราเข้ากันไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายถ้าย้อนกลับไปฉันก็จะทำเหมือนเดิม มันเป็นการพูดถึงด้วยเหตุผล ด้วยความเข้าใจ เป็นการมองย้อนกลับไปนึกถึงถึงแต่สิ่งดีๆ พอสัมภาษณ์วันนี้แล้วได้ประจักษ์กับตัวเองเหมือนกันว่า อ๋อ อัลบั้มนี้เป็นอย่างนี้นี่เอง (หัวเราะ)

เรื่องราวการเติบโตของ วี วิโอเลต ผ่านอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกที่อยากให้เป็นบันทึกของช่วงชีวิตหนึ่ง
เรื่องราวการเติบโตของ วี วิโอเลต กับอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกที่บันทึกช่วงชีวิตหนึ่งของเธอ

เพลงคุณเป็นภาษาอังกฤษหมดเลย คิดว่าจะเข้าถึงคนไทยยากไหม เพราะศิลปินหลายคนก็เคยเริ่มจากเพลงภาษาอังกฤษแล้วสุดท้ายก็เปลี่ยนมาเป็นภาษาไทย

อันนี้จริงนะ แต่ Smoke เป็นเพลงที่พิสูจน์ว่ามันไปได้ เรารีบปล่อยเพลงนี้เพราะอยากมีเพลงใหม่ไปเล่น Big Mountain ปีแรกที่เล่นเพลงนี้คนก็รู้จักบ้างไม่รู้จักบ้าง หลังจากนั้นระหว่างปีได้ไปโชว์ต่างๆ มีคลิปไวรัลจากงานคอนเสิร์ตบ้าง ต้องขอบคุณ TikTok ไม่รู้ว่าไปโผล่ในนั้นได้ยังไงเหมือนกัน (หัวเราะ) พอครบปีได้มาเล่น Big Mountain อีกครั้ง ข้อพิสูจน์คือจุดที่ปล่อยไมค์แล้วคนร้องตาม โดยที่เราไม่ต้องร้องไปด้วย 

เราว่าภาษาไม่ใช่กำแพงหรอก คนไทยก็ฟังเพลงต่างชาติ ฟังเพลงเกาหลี ถ้าอยากรู้ความหมายเราแปลได้ มันอยู่ที่ความรู้สึกมากกว่า เนื้อหาต้องโดน และใช้คำที่ไม่ยากเกินไป เราเป็นคนเล่าเรื่องชั้นเดียว ไม่ได้เล่าหลายชั้น และเพลงเราไม่มีคำยากเลย เพราะตัวเองก็ใช้คำยากไม่เป็นด้วยเวลาพูดภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน (ยิ้ม) 

นอกจากเขียนเพลงแล้ว คุณเขียนไดอารี่ด้วย

เราเคยเขียนตอนเด็กๆ ตั้งแต่ช่วงอายุประมาณสิบเอ็ดถึงสิบสี่เขียนไดอารี่ตลอด เขียนทุกวัน เคยบังเอิญไปเปิดดูแล้วแบบ นี่ฉันเขียนอะไรของฉันเนี่ย กลัวตัวเองมาก ลองนึกภาพตามนะ เด็กผู้หญิงอายุสิบสองที่อ่านหนังสือสำนักพิมพ์แจ่มใสตลอด การเขียนก็จะมีวิธีเขียนให้ดูเป็นแจ่มใสขึ้นมานิดหนึ่ง เคยพยายามจะกลับไปเขียนหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่เป็นนิสัย เพราะอะไรไม่รู้เหมือนกัน จนรอบนี้เริ่มติดแล้ว เพราะมันมีแอปฯ ในมือถือ 

ช่วงก่อนหน้านี้เรามีความรู้สึกดิ่งๆ ในตัวเอง มีน้อยใจเพื่อน น้อยใจที่บ้าน ตอนทำอัลบั้มจะมีช่วงที่เราสงสัยในตัวเองเยอะมาก เหมือนบางครั้งเราฟังคนอื่นเยอะเกินไปเลยเขว เราควรจะทำเพื่อพลีสใคร เราเลยไม่แน่ใจว่าสิ่งที่มันดีหรือยังนะ สุดท้ายเราเลยต้องการอะไรบ้างอย่างที่จะช่วยทบทวน ช่วยเรียบเรียงความคิดตัวเองอีกที บางอย่างเรารู้สึกว่ามันส่วนตัวจนไม่อยากบอกคนอื่น หรือความคิดที่เรารู้ว่ามันไม่ดี เราไม่อยากยอมรับว่าเรามี เราเลยไม่อยากพูดให้คนอื่นฟังเพราะไม่อยากถูกตัดสิน 

การมีไดอารี่ก็ช่วยทบทวนความคิด พอเขียนออกไปได้รู้ว่าเราคิดอะไร เรามองอะไรพลาดไปหรือเปล่า มันขาดตรงไหนอยู่ มีจุดที่เราเอาออกไป

อยากเล่าว่าแอปฯ นี้ดีมาก มันไม่ต้องเขียนเยอะแต่จะถามอารมณ์เราว่าวันนี้คุณรู้สึกอะไร อะไรทำให้รู้สึกแบบนั้น มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ใส่ข้อความหน่อย ใส่รูปหน่อย มันสร้างนิสัยให้เราถ่ายรูปเล่นนิดๆ ด้วย เพราะเราจะรู้สึกอยากให้ทุกวันมีรูปใส่เข้าไปจังเลย มันอาจจะไม่เกี่ยวกับสิ่งที่เล่าด้วยซ้ำ แต่เป็นรูปที่เราทำให้เรารู้สึกบางอย่างตอนถ่ายออกมา 

อย่างวันล่าสุดที่เขียนคือ 30 เมษายน เป็น History Mark คืออัลบั้มมาสเตอร์เสร็จทุกอย่างจริงๆ

ที่บอกว่ารู้สึกสงสัยในตัวเอง สุดท้ายคุณมีวิธีการจัดการมันอย่างไร

จริงๆ มันมีตลอดตั้งแต่เข้าวงการมา บางครั้งเราเจออะไร เราจะมุ่งหน้าไปข้างหน้า จนบางทีก็ลืมข้างหลังเหมือนกันนะ บางทีเราลืมบางอย่างของตัวเอง พอหันกลับมาจะเห็นว่า เฮ้ย ฉันมีสิ่งนี้นี่หว่า เราเลยต้องถามตัวเองว่าสิ่งที่เราทำอยู่มันดีไหมนะ หรือไม่ดีวะ เพราะแต่ก่อนมันเคยดีกว่านี้ ก็เลยเกิดการเปรียบเทียบ อาจจะไม่ใช่การเปรียบเทียบกับคนอื่น แต่เป็นการเปรียบเทียบกับตัวเองอยู่ดี ซึ่งถ้าให้เรากลับไปเป็นคนเก่าคงเป็นไปไม่ได้ ประสบการณ์มันไม่เหมือนกัน ชุดความคิดก็เปลี่ยนไป สิ่งที่ทำได้คือจำสิ่งนั้นแล้วแก้ไขสำหรับวันข้างหน้า ซึ่งเรายังหยิบข้อดีบางอย่างจากตัวเองในอดีตกลับมาใช้ได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องกลับไปเป็นคนเก่า อย่างเช่นตอนเด็กๆ เรามีภาพในหัวว่าอยากโตไปเป็นคนแบบนี้ เราก็เอาสิ่งนั้นมาใช้กับตัวเองในวันนี้ ปรับวิธีการคิด วิธีการใช้ชีวิต

เรื่องราวการเติบโตของ วี วิโอเลต ผ่านอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกที่อยากให้เป็นบันทึกของช่วงชีวิตหนึ่ง

ภาพตัวเองในหัวที่เคยอยากเป็นตอนโตตรงกับวีในวันนี้ไหม

เราว่ายี่สิบหกมันเป็นวัยที่ไม่เคยถูกมอง เป็นวัยที่เรามองข้ามไปเลย (หัวเราะ) เราจะคิดถึงยี่สิบ ข้ามไปอีกทีก็สามสิบเลย เราไม่ได้นึกถึงช่วงตรงกลางเลย ตอนอายุยี่สิบห้าคือตกใจมาก

เพราะอะไร

มันคือครึ่งหนึ่งของยี่สิบกับสามสิบ แล้วมันเป็นอารมณ์ว่านี่ครึ่งทางแล้วนะ อีกครึ่งก็จะสามสิบแล้ว เราเคยคุยกับพ่อว่า วีใกล้สามสิบมากกว่ายี่สิบแล้วนะ พ่อบอกว่า ก็ถูกแล้ว เธอต้องใกล้สามสิบเข้าไปเรื่อยๆ เพราะเวลามันไม่เดินย้อนกลับ เธอจะกลับไปใกล้ยี่สิบไม่ได้แล้ว พอขึ้นยี่สิบหก ก็ โห อีกนิดเดียวก็สามสิบ แล้วปีนี้ที่กำลังจะยี่สิบเจ็ด มันก็มาถึงครึ่งทางของยี่สิบห้ากับสามสิบแล้ว

ทำไมการเข้าใกล้สามสิบถึงเป็นเรื่องใหญ่

เพราะเรารู้สึกว่าตัวเองยังไม่ได้โตขนาดนั้น เรายังอยากซ่า อยากไปเที่ยว ภาพบางอย่างของผู้ใหญ่มันยังไม่ตรงกับภาพเราในตอนนี้ แม้เราจะเป็นผู้ใหญ่แล้ว 

ถ้าถามตอนนี้ว่าภาพตัวเองในวัยสามสิบเป็นยังไงก็คงไม่ชัวร์ ตอบไม่ได้ เพราะไดเรกชันของชีวิตมันพาเราไปเรื่อยๆ เมื่อก่อนเราก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะมาทางนี้เหมือนกัน แต่เรารู้ว่าอยากโตไปเป็นคนแบบไหน เราอยากเป็นคนนิสัยดี เป็นที่รักของคนรอบข้าง อย่างน้อยเรารู้ว่าอยากเป็นคนแบบนี้ ไม่ว่าเราจะไปอยู่ในสภาพแวดล้อมไหนก็ตาม เราจะเป็นคนแบบนี้

เรื่องราวการเติบโตของ วิโอเลต วอเทียร์ ผ่านอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกที่อยากให้เป็นบันทึกของช่วงชีวิตหนึ่ง

Writer

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ใครไม่ติสต์, Soundtiss 

วลีที่สาว ๆ ผู้ชื่นชอบการแต่งหน้าทุกคนต้องคุ้นหู เพราะ ตู่-สวรินทร์ ศรีบุญมา บิวตี้บล็อกเกอร์ เจ้าของเสียง มาพร้อมกับยอดผู้ติดตามเหยียบล้านคนบนยูทูบ เธอปรากฏตัวบนหน้าจอด้วยรอยยิ้มสดใส พูดคุยกับคนดูอย่างเป็นมิตร ประหนึ่งสาวที่อยากเนรมิตใบหน้าเพื่อนสนิทให้สวยเช้ง

ปีที่ผ่านมาชื่อของเธอเป็นที่พูดถึงไม่ขาดสาย เมื่อตู่ลุกขึ้นมาสวมบทบาทเป็นคนอื่น แปลงโฉมตัวเองอย่างสิ้นเชิง ด้วยการแต่งหน้าแฟนซีตามตัวละครจากหนังและการ์ตูนดัง 

หากเหมือนแค่หน้าตา เธอก็คงไม่แตกต่างจากช่างแต่งหน้าทั่วไป 

สิ่งที่ทำให้พิเศษและโดดเด่นกว่าใคร คือการที่เธอเรียนรู้ลักษณะตัวละครจนเก็บเอาไปฝัน ศึกษาการเคลื่อนไหวทุกท่วงท่า ตกแต่งฉากหลังราวกับถ่ายที่เดียวกัน จากทักษะศิลปะที่สั่งสมมาจากวัยเยาว์ และเธอทำมันด้วยความรัก

เราเดินทางมาถึงบ้านที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเด็กสาว ทักทายตากับยายที่เธอเรียกว่าพ่อแม่ เพื่อนั่งลงคุยกับตู่เวอร์ชันแต่งหน้าเบาบางที่สุด ตั้งแต่วันที่เธอเล่นเสริมสวยกับยาย จนถึงตอนตายที่ขอให้เอาเครื่องสำอางใส่โลง

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Fantastic Baby

ทุก ๆ คน รวมถึงตัวคุณเอง เรียกคุณว่า Soundtiss คิดว่าตัวเองเป็นคนติสต์ไหม

เราไม่รู้จักคำจำกัดความของคำว่าติสต์ด้วยซ้ำ

แล้วมาจากไหน

จริง ๆ ชื่อนี้มันเกิดตอนที่เราเป็นเด็กแก๊ง (หัวเราะ) 

ช่วงนั้นทุกคนจะชอบ Southside, Thaitanium ต้องเดินสยาม ใส่เสื้อแก๊ง แล้วเราชื่อตู่ไง เพื่อนก็บอกว่า “ชื่อนี้ไม่เก๋เลย!”

เลยเปลี่ยนเป็น

Soundtiss 

เราชื่อ สวรินทร์ เพื่อนเลยเอาคำว่า เสา เป็น ‘ซาวนด์’ เพราะว่ามึงชอบร้องเพลงนี่ มึงชอบวาดรูปด้วย ก็เป็นอาร์ติสต์ แล้วก็เอาคำว่า ‘ซาวนด์’ กับ ‘ติสต์’ มารวมกัน ซึ่งเพื่อนคนนั้นที่ตั้งชื่อให้ก็มีชื่อเสียงอยู่ใน TikTok เหมือนกันคือ Pizza Movie เป็นคนรีวิวหนัง เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย เก๋ เพราะว่าชอบโดนล้อชื่ออยู่แล้วตั้งแต่เด็ก 

ชื่อตู่มีอะไรให้น่าล้อในตอนนั้น

ทุกคนจะมองว่าตู่เป็นชื่อของผู้ชาย แต่จริง ๆ เราเกิดมาชื่อ ฟีน งงไหม แล้วอยู่ดี ๆ แม่ก็เปลี่ยนให้เป็นชื่อตู่ เพราะเพลง อะไร ๆ ก็ตุ๊ดตู่ มันดัง เขาก็เลยตั้งชื่อนั้นให้เรา (หัวเราะ)

เล่าเรื่องชีวิตตอนเป็นเด็กแก๊งให้ฟังหน่อย

โห เป็นช่วงชีวิตที่พ่อแม่หวงมาก ไม่ยอมให้ออกไปเที่ยว แต่สมัยนั้นสเตตัส BB ต้องบอกว่า “OTW Siam Paragon” “OTW เซ็นลาด” แล้วเป็นยุคที่เน็ตไอดอลโด่งดังมาก เราอยากเป็นหนึ่งในนั้น อยากเป็นคนดังเหมือนเขาบ้าง เราก็เลยลองไปดู ตอนนั้นทุกคนต้องแต่งตัวสีดำ ใส่เสื้อแขนกุด ใส่เสื้อวง เจอกันแล้วเดินไปเรื่อย ๆ 

แล้วเราก็งงกับเพื่อนว่า แค่นี้หรอ นี่หรอคือเด็กแก๊ง (หัวเราะ) หลังจากนั้นเราก็ เอ๊ะ มันไม่ใช่ทางของเรา ก็เลยเฟด ๆ ออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวของฉันเองดีกว่า 

อย่าบอกนะว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการกรีดอายไลเนอร์

ต้องบอกว่ากรีดมาก่อนเป็นเด็กแก๊งอีก 

ถามจริง

ใช่ เพราะตอนเด็ก ๆ เรียนวิทยาลัยนาฏศิลป์ ต้องไปประกวด ไปรำ ไปแสดง ต้องแต่งหน้าเองมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว คือแอบเขียนคิ้วไปโรงเรียนตั้งแต่ ม.2 

ห๊า

(หัวเราะ) เราทาแป้งพัฟเลย 

ตอนนั้นแต่งหน้าตามใคร

คนแรกที่รู้สึกว่าอยากแต่งหน้าตามคือ PONY Makeup เพราะเราเคยทำงานขายหนังสือที่ธรรมศาสตร์ แล้วร้านข้าง ๆ ก็เอาหนังสือของ PONY Makeup มาวาง เรารู้สึกว่า เฮ้ย คนเกาหลีเขาแต่งหน้าสวยจังเลย เราอยากแต่งหน้าแบบเขา แต่ไม่มีเงินซื้อหนังสือเล่มนั้น 300 กว่าบาท แพงมาก เลยไปนั่งดูแล้วก็เอามือถือถ่ายรูปกลับมาอ่านที่บ้าน (หัวเราะ) ฝึกตาม เริ่มเปิดยูทูบ ซึ่งเมื่อก่อนก็ลำบากเพราะว่าไม่มีคอมพ์ มือถือก็ไม่ได้มีเน็ตดีขนาดนั้น ต้องไปยืมคนอื่น

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

อะไรมาก่อนกันระหว่างการชอบแต่งหน้ากับชอบศิลปะ

จริง ๆ ต้องบอกว่าชอบศิลปะก่อน ตั้งแต่เกิดมาคือเราได้ยินอยู่แล้วว่าพ่อแม่เราจบช่างศิลป์ ลาดกระบังฯ ไม่รู้ว่าทำไมถึงชอบวาดรูปเหมือนกัน แต่จำได้ตอนเด็ก ๆ เลยก็คือจะวาดรูปให้เพื่อนในห้องตลอด เวลามีการบ้านวิชาวาดรูป เพื่อนก็จะ “วาดให้หน่อย” (หัวเราะ) จนกระทั่งโตขึ้นมานิดหนึ่ง แม่เห็นว่าเราชอบแสดงออกก็เลยส่งไปเรียนร้องเพลง เลยได้มาอีกความสามารถหนึ่ง 

พอขึ้นมัธยมฯ ก็ไปเรียนเอกร้องเพลงที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ แต่เราโตมาในสังคมที่ไม่รู้ว่าการไปติววาดรูปคืออะไร เช่น คนที่เขาไปสอบศิลปากร บางคนติวมาตั้งแต่ ม.1 คือเราอยู่แต่กับการประกวดร้องเพลง จน ม.6 ถึงลองศึกษาดูว่า ถ้าเราอยากต่อมหาลัยวาดรูปต้องมีอะไรบ้าง โอ้โห รู้ตัวช้ามาก

ซึ่งเราติวน้อยมาก เพราะว่าตอนนั้นก็เริ่มทำงานแล้ว อยากหาเงิน แล้วก็บังเอิญ (เสียงสูง) เป็นปีแรกที่เขาใช้ 9 วิชาสามัญยื่น แจ๊กพอตสุด ๆ แล้วคะแนนปฏิบัติก็ออก เราผ่าน แต่พอ 9 วิชาสามัญออกปุ๊บ ฉันได้เกินครึ่งมา 3 คะแนน (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่า กูไม่น่าจะรอดละ เลยเลือกมาสอบนิเทศศิลป์ใกล้บ้านที่สวนสุนันทาฯ 

เห็นในทวิตเตอร์ช่วงวันเด็กที่คุณเล่าว่า “เคยประกวดวาดรูป แต่อาจารย์ไม่ให้รางวัล เพราะวาดสวยกว่าคนอื่น” 

เป็นคำถามที่คาใจมาตลอด 

ทุกคนในชั้นเรียนรู้อยู่แล้วว่าเราชอบวาดรูป พอมีประกวดวันแม่ก็เลยลองวาดรูปดู เราก็ตั้งใจวาดมาก ทุกคนบอกว่า “ยังไงก็ชนะ” “วาดสวยมากเลย” แล้วพอวันที่เขาประกาศ เราเห็นรูปเราแปะอยู่ แต่ไม่ได้อยู่ตรงที่ประกาศรางวัล หรือเขาไม่รู้ว่าเราส่งประกวด ก็เลยเดินไปถามอาจารย์ว่า หนูส่งไปแล้วทำไมหนูไม่ได้ เขาบอกว่า “ก็วาดสวยเกินคนอื่นน่ะ…” อ้าว!

เหมือนว่าถ้าไปแปะมันจะแปลกแยกจากคนอื่นเกินไป เขาบอกว่า “ให้รางวัลคนอื่นเขาบ้าง” อ้าว! 

แล้วทำยังไง 

ก็โอเค ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไร แต่พอโตมาถึงรู้ว่า เฮ้ย มันแย่เหมือนกันนะ ถ้าเราเป็นคนจิตใจอ่อนไหว ถ้าวันนั้นเราตั้งใจวาดมาก ๆ อยากได้รางวัลเพื่อไปอวดคุณแม่ เราคงเสียใจมาก หรือถ้าเรามีลูกแล้วลูกเราเจอแบบนั้น เราก็คงวีนครูเลยว่า เป็นอะไรจ๊ะ (หัวเราะ) 

เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยไหมในชีวิตของคุณ

น่าจะมีแค่เหตุการณ์นี้แหละ เพราะเรียกว่าเป็นเด็กที่อยู่เป็น (หัวเราะ) บ้านจะมียายเป็นครูสอนภาษาไทย ทุกคนจะเรียบร้อยมาก ยายสอนวิธีการวางตัวกับผู้ใหญ่ ยิ่งเราเรียนนาฏศิลป์อีก เดินเข้าหาครูต้องคลานเข่า 

แต่เป็นเด็กที่แต่งหน้าทาคิ้วตั้งแต่ ม.2

ใช่ เราแอบทำทุกอย่างแต่อาจารย์ไม่เคยว่า เพราะเราทำเนียนมาก เช่น เราอยากผูกโบผิดระเบียบ อาจารย์มาปุ๊บ ถอด อาจารย์ไปปุ๊บ ติด ที่ผ่านมาไม่ใช่คนเรียบร้อยแต่แค่อาจารย์จับไม่ได้แค่นั้นเลย 

ทำไปเพราะอยากสวย หรือต้องการมีอิสระในการแสดงตัวตน

เราอยากเท่ อยากสวย แต่ตอนเด็กเราไม่ได้เข้าใจ ถูกปลูกฝังว่าเป็นกฎก็ต้องทำตามสิ ไม่ชอบก็ไม่ต้องอยู่ เราเลยโอเค ไม่ตั้งคำถามก็ได้ แอบทำไปแล้วกัน

พอโตมาถึงรู้สึกว่า ทำไมถึงห้ามฉันใส่ถุงเท้าพื้นดำ ทั้ง ๆ ที่ถุงเท้าพื้นขาวมันซักยาก ขอสวยนิดหนึ่งได้ไหม บางคนไปโรงเรียนแล้วอย่างน้อยมีสีแก้มมีสีปากนิดหนึ่งให้ดูน่ารัก มีชีวิตชีวาในการเรียนมากขึ้น มันเป็นจริง ๆ นะวันไหนที่เราลุกขึ้นมาแต่งตัว เราจะรู้สึกว่ามีพลังในการทำงานมากขึ้น

ขอ 1 อย่างในหน้าที่ต้องมีก่อนออกจากบ้าน

ลิปสติก เคยทดลองการออกจากบ้านแบบขี้เกียจมาหลายรอบแล้ว เขียนคิ้วอย่างเดียวไม่ได้ค่ะ

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

ONE OF A KIND

ช่วงนี้ที่คุณเริ่มแต่งหน้าเหมือนตัวละครมากมาย ถือว่าเป็นช่วงที่พีกที่สุดของ Soundtiss รึเปล่า

สุด ๆ ช่วงนี้พีกสุด ๆ คนเริ่มแคปไปแชร์ว่า “โอ๊ย Soundtiss แต่งหน้าเหมือนทุกคนเลย” อาจเพราะเรามีความสุขกับมันมากขึ้น มีทีมมากขึ้น สนุกกับการทำงาน แฟนก็เป็นตากล้อง ทีมตัดต่อก็เก่งมาก ๆ เรามีเลขา มีน้องฝึกงานเป็น Stylist เป็น Content Creator มาอีก แบบว่า Dream Team มาก ๆ 

ในฐานะที่ตอนนี้พุ่งขึ้นสุดกราฟ วิจารณ์การแต่งหน้าของ Soundtiss เมื่อ 6 ปีที่แล้วหน่อย

โอ้โห หน้าเทามาก 

พูดเลยว่าไม่ได้ตั้งใจหน้าเทา แต่ว่าเขาไม่ขายรองพื้นสีเข้มให้เรา 

สมัยก่อนด้วยความที่เราเป็นเด็กและไม่มีทางเลือก เราก็รับทุกงานเลยค่ะ แล้วเป็นช่วงที่ทุกคนต้องตัวขาวและเขาทำรองพื้นสีเดียว เราก็รีวิวด้วยสีเดียวนั้น (หัวเราะ) ไอ้เรื่องทรงคิ้ว การแต่งตามันยังเป็นในเรื่องของยุคสมัย ความนิยม แต่เรื่องหน้าเทาเนี่ยมันเหนือกาลเวลา 

มองเห็นพัฒนาการอะไรในตัวของน้อง Soundtiss คนนั้นจนถึงปัจจุบัน

หน้าไม่เทาแล้ว เลือกสีรองพื้นตรงเป๊ะ แล้วก็มีสติมากขึ้น เสพสื่อมากขึ้น คิดเยอะมากขึ้น วิธีการแต่งหน้าก็พัฒนาขึ้น

การแต่งหน้าเชิงคอสเพลย์หรือแต่งหน้าเหมือนคนอื่น เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนไหน

เริ่มจากการที่เราดูบล็อกเกอร์ต่างประเทศที่เขาแต่งหน้าเป็นคนอื่น แล้วเรารู้สึกว่า โอโห เขาแต่งเหมือนจัง เราจะทำได้เปล่าวะ

ครั้งแรกที่แต่งคือเป็น Wonder Woman เพราะเราชอบคาแรกเตอร์นี้มากเลย เราอยากเป็นแบบเขา ก็เลยกลับบ้านมาแล้วลองแต่งดู ตอนแรกก็แต่งหน้ากรีดอายไลเนอร์ปกติ แต่ตอนนั้นไม่ได้ถ่ายคลิป เลยลองแต่ง ๆ ดู เริ่มวาดตาสองชั้นปลอม เอ๊ะ! มันก็คืออยู่นะ ต่อมาก็ลองแต่งเป็น คาร่า (Cara Delevingne) บวกกับเริ่มดูอนิเมะ โคตรเซียนโรงเรียนพนัน แล้วก็คิดว่าคาแรกเตอร์นางเอกมันเริ่ด อยากคอส ลองสอนคอสเพลย์ดูบ้างละกัน เผื่อใครหลาย ๆ คนอยากแต่งคอสแต่ไม่รู้ว่าต้องแต่งยังไง โชคดีที่เราชอบวาดรูป เอามาปรับใช้กับการแต่งหน้าได้ค่อนข้างดี 

แต่มันเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน มากขึ้นหลายเท่า

ที่สุด (หัวเราะ) ปกติตั้งกล้องถ่ายที่บ้านก็จบแล้ว แต่พอเราเริ่มเล่นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ก็ต้องเช่าฉาก เช่าสถานที่ เช่าชุด เช่าวิก แต่ถามว่าคุ้มไหม ก็คุ้มค่ามาก เพราะเรารู้สึกว่าคนดูได้อะไรกลับไปเยอะขึ้น ถ้าลูกค้าเขามาจ้างเรา เขาก็จะมีความมั่นใจว่าเราต้องทำผลงานออกมาได้ดีมากแน่ ๆ เหมือนเป็นการสร้างมาตรฐานของตัวเองขึ้นมา 

ช่วยเล่าแบบละเอียดให้หน่อยว่าที่ต้องเสียทั้งเงินและเวลามากขึ้น มันมากขนาดไหน

อย่างล่าสุด อวตาร เรามีแพลนอยู่แล้วว่าจะแต่งเป็นอวตาร หนึ่ง คือยกทั้งทีมไปดู (หัวเราะ) น้อง Stylist พี่อ๊อด เรา เลขาทุกคนเข้าไปอยู่ในโรง เป็นการดูหนังที่เหมือนทำการบ้านส่งอาจารย์ เตรียมแว่นแบบชัดสุด ๆ เข้าไปนั่งดูหน้า ดูตา ดูลักษณะ ดูลายบนหน้าเขา 

ออกจากโรงปุ๊บก็มาประชุมกันต่อว่าแต่งเป็นคนนี้ดีไหม แต่หน้าเขาเรืองแสงนะ กูจะเป็นสิวไหมเนี่ย แต่ไม่เป็นไร สู้ ก็เลยสั่งสีเรืองแสงประมาณ 10 กระปุกจากทุกร้าน พี่อ๊อดก็ซื้อไฟ Blue Light เพื่อเอามานั่งเทสต์ นั่งจุด ว่าไหนคือสีที่ถูกต้องที่สุด 

ลงทุนมาก

แล้วก็ต้องมานั่งแพลนว่าเราจะแต่งอะไรบ้าง ออกแบบฉากหลังที่เราจะใช้ หาซื้อไฟ ซื้อฉาก ไปแบกต้นไม้มา แล้วการพ่นสี Body Paint ก็ยากมาก ต่อให้เราวาดรูปเก่งหรือแต่งหน้าเป็นอยู่แล้ว ก็เลยให้น้องพรีมพร้อมที่เคยฝึกงานด้วยเข้ามาช่วย ต้องจ้างช่างทำผมอีก เพราะว่าน้องคีรี ผมยาวถึงกลางหลัง แล้วคอนแทคเลนส์ก็ต้องมานั่งดูสีตาเขา มันเป็นสีออกเหลืองที่ออกเขียวอีกทีหนึ่งนะ เราสั่งมาเยอะมาก เพื่อดูว่าอันไหนมันดีที่สุด 

กระบวนการทั้งหมดที่เล่ามา เพื่อคลิปกี่นาที

3 นาที (หัวเราะ)

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

แล้วเพื่อยอดวิวเท่าไร

ใน TikTok ยังโชคดีที่ขึ้นหลักล้านวิว แต่ในยูทูบไม่รู้ว่ากี่หมื่นวิวแล้ว ค่อนข้างน้อยนิดหนึ่ง เพราะ Target แคบ แต่งหน้าประหลาด ๆ คนก็ไม่รู้ว่าจะดูเพื่อแต่งตามไปทำไม แต่อีกหนึ่งคลิปที่เรารู้สึกว่าประสบความสำเร็จมาก ๆ คือแต่งหน้าเป็นตัวละครฆีบาโร ประมาณ 8 แสนวิวแล้ว 

พอตั้งมาตรฐานไว้สูงขนาดนี้ กดดันเวลาแต่งเป็นตัวละครต่อ ๆ ไปไหม

กดดันทุกรอบ (หัวเราะ) เครียดทุกรอบเลยว่า เราจะแต่งเหมือนเปล่าวะ คนติดภาพไปแล้วว่า Soundtiss ต้องแต่งเหมือน 

เราก็ออกมาอธิบายทุกรอบว่า ฉันไม่สามารถแต่งเหมือนได้ทุกคนนะ ฉันไม่ได้แต่งหน้าเหมือนเขา 100 เปอร์เซ็นต์หรอก แต่คนดูเราขี้อวย บางทีเราลงแค่หู เขาบอก “เหมือนมากค่ะ!” 

ยัง! 

(หัวเราะ)

เออ เราก็กดดัน แต่โชคดีที่คนดูเราน่ารัก เขาเข้าใจว่าเราไม่ได้แต่งเหมือน แต่ในเรื่องของการใช้สี เทคนิคการแต่งหน้า มันเหมือนจริง ๆ แล้วก็คาแรกเตอร์ที่เราสื่อออกมาหรือว่าท่าทางมันคล้ายกับคนนั้นจริง ๆ ก็เลยชื่นชม

จะบอกว่าทุกครั้งที่กำลังจะแต่งหน้าเป็นใครคนหนึ่ง เราจะเก็บไปฝันเลย เพราะจะดูคลิปเขาซ้ำ ๆ ก่อนนอนเพื่อเก็บดีเทล

รู้สึกอยากเอาชนะตัวเองไปเรื่อย ๆ ไหม

ใช่ เหมือนไม่ต้องสู้กับคนอื่น สู้กับตัวเองให้รอดก่อน (หัวเราะ) อันไหนทำได้ก็ทำ อะไรที่มันไม่ไหว ก็ไม่เป็นไรนี่ เรียกว่าทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ในตอนนั้นแล้ว

ในแวดวง Makeup Artist คนที่แต่งหน้าแนว ๆ คุณมีมากน้อยแค่ไหน

ก็มี แต่ว่ายังน้อยอยู่ หรืออาจจะมีเยอะกว่านี้แต่ไม่ได้ออกสื่อมาก เพราะเอาจริง ๆ ไม่ค่อยมีคนดูเท่าไร เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม แต่คงเพราะเป็นการแต่งหน้าที่ค่อนข้างจะแฟนซีมาก ๆ คนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ได้เสพงานอาร์ตก็ไม่รู้จะดูทำไม แต่งตามไม่ได้

กลายเป็นว่าทุกวันนี้ที่เรามียอดวิวเยอะขึ้นมาจาก TikTok ส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทยกลุ่มหนึ่งและที่เหลือเป็นชาวต่างชาติหมดเลย 

ในเมื่อรู้ว่ามันยากขนาดนี้ ได้ยอดวิวไม่คุ้มกับค่าเหนื่อย ทำไมถึงยังตั้งใจที่จะผลิตงานบนเส้นทางนี้เหมือนเดิม

เพราะว่าเราชอบมันมาก (ลากเสียง) แล้วเราก็หาตรงกลาง ต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกคลิปที่เราจะเล่นใหญ่เหมือนอวตาร คลิปที่เราตั้งกล้องถ่ายกับแสงธรรมชาติก็มีเยอะมาก เพื่อให้เข้าถึงคนดูทั่วไปที่เขาแต่งตามได้ 

อย่างคลิปที่เล่นใหญ่มาก ๆ บางทีเราก็ไม่อยากพูด ขายของไม่ได้ เราก็จะทำคลิปฟรีไปเลยเพื่อคืนกำไรให้กับคนดู แล้วก็เรียกคนดูใหม่ ๆ ที่เป็นชาวต่างชาติเข้ามา เพราะพอคลิปเราไม่พูด ชาวต่างชาติก็จะเข้ามาดูได้

เคยคิดไหมว่าจะมีชื่อเสียงขนาดนี้

ไม่คิดว่าจะมาถึงจุด ๆ นี้ ตอนแรกยังคิดอยู่เลยว่าโตไปฉันคงจะเป็นครูสอนร้องเพลงมั้ง

เพราะว่าตอนนั้นก็ยังรับจ้างสอนร้องเพลงแล้วก็สอนเปียโนเด็กด้วย วันนั้นก็ยังเริ่มต้นงง ๆ แค่รู้สึกว่าฉันอยากดัง ฉันอยากมีแสง ฉันอยากเป็นเน็ตไอดอล คิดแค่นั้นเลย

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Flower Road

เครื่องสำอางอยู่ในชีวิตคุณมาแล้วกี่ปี

น่าจะอยู่มาตั้งแต่เกิด เพราะจำได้ว่าตั้งแต่อนุบาลหรือประถม ชอบเล่นแต่งหน้ากับยายที่บ้านเก่า แบบยายขอแต่งหน้าหน่อย ก็จะนั่งปัดแก้มทาตาให้เขา ส่วนมากเป็นแบบตาฟ้า แก้มชมพู ปากแดง แต่โชคดีที่ยายเห็นว่าเราชอบแต่งหน้า ต้องทำงาน ต้องไปประกวดร้องเพลง เขาก็ไปตลาดแล้วก็ซื้อเครื่องสำอางราคาหลักสิบมาให้ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังใช้นะ เพราะว่าบางอย่างมันดีจริง ๆ

คุณผ่านการทำงานอะไรมาบ้าง

โห จิปาถะมาก (ลากเสียง) เราโตมากับความรู้สึกว่าอยากมีเงินเยอะ ๆ เพราะเราอยากได้ของ แต่พ่อแม่เราไม่มีเงินซื้อให้ เราต้องหาเอง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเศร้าหรืออะไร บวกกับการที่เราโตมาในสังคมที่เพื่อนก็ทำงานเหมือนกัน ออกไปรับงานรำ ออกไปรับงานเต้น ออกไปทำนู่นทำนี่ 

ตอนนั้นก็ไปประกวดร้องเพลง ไปขายหนังสือได้วันละ 300 ไปเต้นให้ค่ายโทรศัพท์ค่ายหนึ่ง บวกกับการที่เราเคยเรียนร้องเพลงหรือเคยเรียนการเป็น MC มาก่อน ก็เลยได้เป็น MC ครั้งแรกให้กับค่ายมือถืออันนั้น เริ่มรับงานพริตตี้ เคยไปยืนถือน้ำส้มแบบ ชิมได้นะคะ ชิมไหมคะ ลองได้นะคะ เราชอบทำงานมาก

แล้วมาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ได้ยังไง

เพราะว่าตอนนั้นช่วงเรา ม.6 เราเสพพันทิป เสพบิวตี้บล็อกเกอร์เยอะมาก ๆ เสพ แพรี่พาย ดู PONY ดูพี่ นุ่น นพลักษณ์ ดูพี่ สายป่าน (Sp Saypan) เราชอบมากเลย แล้วเราก็ชอบแต่งหน้าลงเฟซบุ๊กส่วนตัวของตัวเอง คนก็เริ่มถามว่า แต่งหน้ายังไง ใส่คอนแทคเลนส์อะไร เลยลองทำกระทู้รีวิวคอนแทคเลนส์ในจีบัน อยู่ดี ๆ ยอดแชร์ก็เยอะมาก จนมีคนทักมาบอกว่า “ลองทำยูทูบดูสิ เดี๋ยวส่งคอนแทคเลนส์ให้” 

เราก็เลย อะ ลองเปิดยูทูบ ลองเปิดเพจ แล้วก็เริ่มสอนแต่งหน้ามาตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจะตั้งชื่ออะไร ก็เลยใช้ชื่อ Soundtiss 

ช่วงแรก ๆ ที่ทำจับทางได้ไหม 

แรก ๆ คือเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่สามารถเป็นอาชีพได้หรือเปล่า

ทำไปเพราะว่าสนุก แล้วก็เริ่มมีสปอนเซอร์เข้ามา เราก็ ว้าว! ได้เงินด้วยหรอเนี่ย ช่วงนั้นก็ยังรับงาน MC พริตตี้อยู่ ตอนนั้นไปออกรายการ I Can See Your Voice ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอาชีพอะไร ถ้าย้อนกลับไปดู เขาจะบอกว่าเราทำเคสขาย 

จริงหรอ

ใช่ เขาถามว่าเราทำอะไร เราก็บอกว่า ทำหลายอย่างเลย แต่ว่าไม่ได้ทำอะไรเป็นกิจจะลักษณะสักอย่าง ทำยูทูบด้วย แต่มีอยู่ 3 คลิป ก็เลยไม่รู้ว่าต้องพูดว่าทำยูทูบไหม เขาเลยเอาตอนที่เรานั่งวาดรูปในคอมพิวเตอร์เก่า ๆ ไปลงแทน

ตอนที่คิดว่างานนี้น่าจะเป็นอาชีพได้ อธิบายให้คนที่บ้านหรือคนรอบตัวฟังยังไง

เราไม่เคยบอกใครเลย (หัวเราะ)

ไม่เคยมีการมานั่งคุยกันว่า ฉันเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์แล้วนะ แม่กับพ่อคือไม่เคยมานั่งคุยกันเลยว่า เธอทำงานอะไร เขาแค่สงสัยว่าทำไมของมาส่งที่บ้านเยอะจัง สั่งอะไรมาหรือเปล่า เราก็อธิบายให้เขาฟังว่า อ๋อ เขาส่งมาเพื่อให้หนูรีวิวนะ หนูต้องลองสินค้า อธิบายให้เขาฟังแค่นี้ แล้วคนรอบตัวเราทุกคนก็น่ารัก ช่วยกันตลอด 

รู้ไหมว่าเพราะอะไร

ไม่แน่ใจเหมือนกัน คือพวกเราลำบากกันมามาก โตมาในสังคมที่ถ้าเจอคนที่มีพ่อแม่ครบ เราจะ Amazing (หัวเราะ) เพราะว่าในกลุ่ม ตู่ไม่มีพ่อ เพื่อนอีกคนก็ไม่มีแม่ อีกคนก็ไม่มีพ่อ อีกคนก็บ้านแตก เรารู้สึกว่านั่นคือปกติ ซึ่งมันก็คือปกติจริง ๆ แค่เวลาเราเล่าให้ใครฟัง เขาก็จะ ห๊ะ ไม่มีพ่อเหรอ เราก็แบบ…แล้วทำไม แปลกเหรอ เพื่อนเราก็ไม่มีนะ (หัวเราะ) 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

แม้กระทั่งมีคนมาพูดใส่เรื่องพ่อ คุณยังไม่รู้สึกอะไร เคยมีช่วงที่ไม่มั่นใจในตัวเองหรือเปราะบางทางอารมณ์บ้างไหม 

ไม่เคยเปราะบางหรือไม่มั่นใจในตัวเองเลย ส่วนใหญ่จะเปราะบางกับคอมเมนต์มากกว่า 

เอาจริง ๆ ช่วงที่เราทำช่องของตัวเองไม่ค่อยเจอคอมเมนต์แย่ ๆ ในช่องของเราก็จะเป็น Community เพื่อนหญิงพลังหญิงแบบ “พี่ตู่สวยมากค่ะวันนี้” “โห พี่ตู่หุ่นแบบนี้ดีแล้วค่ะ ไม่ต้องลดนะคะ” แต่วันหนึ่งที่เราเริ่มไปออกช่องอื่น ๆ มากขึ้น Mass มากขึ้น คนดูมี Target เยอะมากขึ้น เริ่มมี Range อายุที่กว้างมากขึ้น เขาก็จะมีความ เอ๊ะ ทำไมผู้หญิงคนนี้ดูโหวกเหวกจัง ก็จะรู้สึกกับคอมเมนต์พวกนี้

แต่ถ้าถามว่าเคยไม่มั่นใจในตัวเองไหม บอกเลยว่าไม่เคย (หัวเราะ) น่าจะเป็นเพราะเพื่อนส่วนหนึ่ง เพราะเพื่อนมั่นหน้ามั่นใจทุกคน สมมติเพื่อนเราใส่บิกินีมา แล้วบอกว่า “มึง กูอ้วนเปล่าวะ” เพื่อนทุกคนจะหันไปบอกว่า “มึงไม่อ้วนค่ะ ใครบอกมึงอ้วน มึงบอกกูมาเลย มึงสวยมากวันนี้” (เท้าเอวชี้) เราเลยรู้สึกมั่นใจในทุกอย่างที่เราทำ 

พ่อแม่ของคุณมีส่วนช่วยให้มั่นใจในตัวเองมากน้อยแค่ไหน

ตู่เรียกว่าพ่อแม่ แต่จริง ๆ เขาเป็นตายาย ตอนนี้เขาอายุ 80 กันแล้วนะ เพราะฉะนั้นมันจะมี Generation Gap หนักมาก คือเขาจะไม่เคยบอกว่า “หนูสวยมาก” 

ไม่มีเลยหรอ

ไม่มี เขาก็ชื่นชมว่าไอ้ตู่มันเก่งนะ แต่ไม่ได้เป็นฟีลเหมือนแม่ลูกวัยรุ่นทั่วไป 

แล้วเด็กที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมกับพ่อแม่ที่อายุเยอะมาก มีปัญหาบ้างไหม

โอ๊ย มีเยอะแยะมากมาย ทุกวันนี้ยังทะเลาะกันอยู่เลย (หัวเราะ) เราหัวสมัยใหม่มาก ๆ เขาก็จะ Conservative สุด ๆ 

ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการทำงานเลย เขาปล่อยเราชิลล์มาก อยากเรียนอะไรก็เรียน ไม่ได้คาดหวังอะไร ใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเองก็พอแล้ว แค่อย่าทิ้งเขาก็พอ แต่สิ่งหนึ่งที่มีความไม่เข้าใจก็คือเรื่อง ทำไมถึงไม่แต่งงาน ทำไมถึงไม่หมั้นหมาย ทำไมถึงต้องนอนห้องเดียวกัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องพวกนี้ 

แล้วทำยังไง

โชคดีที่แม่เรามีความดื้อเป็นปกติของคนแก่ แต่ถ้าวันไหนเรามานั่งจับเข่าคุยกัน เขาจะฟัง เราจะเป็นคนสังเกตพ่อแม่ตัวเองว่าถ้าพูดตอนนี้อะวีนแน่ เหวี่ยงแน่ ต้องรอจังหวะดี ๆ เช่น ตอนกินข้าวหรือตอนที่อยู่กับคนอื่น เราจะพูดต่อหน้าคนอื่นเลยว่า “แม่ มันเป็น 1 2 3 4 นะ แม่เข้าใจไหม” แล้วคนอื่นก็จะแบบ “ใช่ ลูกมันพูดถูก” 

แต่ก็เป็นธรรมดาของคนแก่ที่อยู่บ้านแล้วจะมีความขี้น้อยใจ ขี้งอน ล่าสุดพ่อติดโควิด อายุเกือบ 80 ไม่เข้าใจคำว่ากักตัว 

คุณรับมือด้วยการ…

กรี๊ด  

ให้เขาไปกักตัวที่โรงพยาบาล 5 วัน ก็คือจะหนีออกจากโรงพยาบาล พอกลับถึงบ้าน แม่ฉันก็เป็นมะเร็ง พ่อฉันก็เดินไปหาแม่เลย

ไม่ได้สิ!

ไม่ได้ (ตะโกน) แม่ก็ร้องไห้ “ฮือ ทำไมไม่กักตัว” ตอนนี้เล่าเหมือนตลก แต่ตอนนั้นคือหัวจะระเบิด 

คิดสภาพ วันนั้นถ่ายชุดเซเลอร์มูนอยู่ข้างบน แล้วอยู่ดี ๆ พ่อก็เปิดประตูเข้ามาถามว่า “แม่ไปไหน!” ฉันก็เดินใส่ชุดเซเลอร์มูนไปบอกว่า “กลับไปกักตัวเดี๋ยวนี้!” 

นี่ให้แม่ไปอยู่อีกบ้านหนึ่งเลย เพราะว่าพ่อไม่กักตัว พ่อก็น้อยใจอีก บอกว่า “เราคบกันมาตั้งขนาดนี้ ทำไมเธอถึงทิ้งฉัน” ซีนอารมณ์มาก

เออ ก็จะเป็นฟีลนี้ แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาในเรื่องของการใช้ชีวิตเลย 

โชคดีที่เหมือนชีวิตจะมีอุปสรรคแต่ก็ไม่มีนะ

ใช่ คือเราไม่มีพ่อ แม่ก็ไม่ได้มีเงินขนาดนั้น โชคดีที่ตายายถึงเขาจะดุมากและไม่ให้เราออกจากบ้านเลย แต่เราเป็นเด็กที่รับได้แล้วก็เข้าใจในความเป็นเขา 

ถ้าเราเติบโตมาในครอบครัวที่ญาติทุกคนเป็นคนรวย เราอาจจะโดนกดดันก็ได้ว่าเธอต้องมีธุรกิจ แต่ด้วยความที่ตายายเราไม่ได้มีอะไรให้อยู่แล้ว เขาแค่อยากให้เราใช้ชีวิตให้มีความสุข หาแฟนดี ๆ สักคน เขาต้องการแค่นี้ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ซึ่งเรื่องพวกนี้คนมีชื่อเสียงหลายคนเลือกจะไม่เล่าก็ได้ ทำไมคุณถึงเล่าให้ทุกคนฟังหมด โดยเฉพาะในทวิตเตอร์

จริง ๆ มีหลายเรื่องมากนะที่เราไม่ได้ทวีตลงไป แต่ส่วนใหญ่ที่ทวีตเราคิดแล้วว่าจะต้องมีคนเกิดเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกับเราแน่ ๆ เราชอบเวลาที่มีคนมาปรับทุกข์หรือมาพูดคุยกัน 

รู้สึกว่าต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของแฟนคลับหรือคนที่ติดตามเราอยู่ไหม

พูดยากมาก เพราะบางคนก็รู้สึกว่า ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีผิดมีถูกเหมือนทุกคน ส่วนตัวเรารู้สึกว่าควรจะมีตรงกลาง ไม่ใช่สูญเสียความเป็นตัวเองไปเลย ฉันก็กินเหล้า ฉันก็เที่ยว ฉันก็พูดคำหยาบ แต่ก็จะพยายามอยู่ในร่องในรอย ไม่สุดโต่งในการด่ากราดจนเกินไป 

แต่กว่าจะมาถึงตรงนี้ เห็นว่ามีช่วงหนึ่งที่ติดกินยาลดน้ำหนัก

ใช่ 

เพราะอะไรเด็กที่มั่นใจในตัวเองสุด ๆ ถึงไปถึงจุดนั้นได้

เพราะเข้าไปในโรงเรียนที่หันไปก็มีแต่คนขาว ๆ จัดฟัน ตาโต ทุกคนมัดผม ทุกคนผมยาว แต่เราหัวฟู ตรงข้ามทั้งหมด ก็เลยพยายามทำให้ตัวเองดูดีขึ้น พยายามทำให้เราตัวขาวขึ้นสุด ๆ ไปเลย จนวันหนึ่งเริ่มมีกระแสคนผิวแทนเข้ามา เราก็เลยหลุดจากตรงนั้น

ช่วงที่เข้าไปอยู่ในวังวนนั้น คุณหลงไปถึงขนาดไหน

โอ้โห ตอนนั้นประมาณ ม.3 ทำเพื่อให้ผู้ชายมาชอบเรา โทรมมาก เพราะกินยาลดความอ้วนแผงละ 100 บาทที่ตลาดนัด แล้วก็เบลอมาก เศร้าไปหมด รู้สึกดาวน์ กินข้าวไม่ลง ใจก็เต้นตึก ๆๆ เหมือนจะตายตลอดเวลา อกหัก ร้องไห้ เศร้า น้ำหนักลงไป 46 ผอมจนเพื่อนเจอแล้วบอกว่า “เฮ้ย ไปทำอะไรมา โทรมมาก” นี่ก็แบบ ฉิหายละ เราต้องหยุดกินยา น้ำหนักก็โยโย่มา 53 ตัวแตกเลย กลายเป็นว่าทุกอย่างใหญ่กว่าเดิม เราก็ทำใจ (หัวเราะ) ตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่กินอาหารเสริมลดความอ้วนอีกเลย

แล้วเขาชอบเราไหม

เขามาชอบเราตอน ม.ปลาย แต่เราไม่ได้ชอบเขาแล้ว เชิด! (หัวเราะ)

วังวนนั้นให้บทเรียนอะไรกับคุณบ้าง

เรารู้สึกว่าสวยแบบเป็นตัวเองดีที่สุดแล้ว 

คือไม่ผิดนะถ้าเราอยากสวยเหมือนใคร มี Role Model ได้ แต่ต้องเข้าใจพื้นฐานของเราด้วยว่ามันไปได้สุดมากแค่ไหน และอย่าไปก้าวก่ายคนอื่น เช่น สมมติเพื่อนเราบอกว่าอยากขาว เราก็จะบอกว่า “เฮ้ย จริง ๆ ผิวแทนสวยนะ แต่ถ้ารู้สึกว่าอยากขาวก็โอเค แล้วแต่ ถ้าสบายใจที่จะขาว”

ตอนนี้กลายเป็นเราต้องไม่ไปยัดเยียด Beauty Standard ของเราเองให้คนอื่น เพราะเราก็เจอบ่อยเหมือนกัน ถ้าอยากออกกำลังกาย อยากผอม ก็จะมีคนมาบอกว่า “เฮ้ย ไม่ต้องผอมหรอก ผอมไม่ได้แปลว่าสวยนะ” เราก็รู้สึกว่า อ้าว แล้วไปว่าคนผอมทำไม 

อยากบอกทุกคนที่ยังอยู่ในวังวนของ Beauty Standard ว่าเอาที่ตัวเองสบายใจ อยากสวยแบบไหนก็สวยแบบนั้นแหละ ไม่ต้องไปนั่งฟังคนอื่นว่าเธอต้องสวยแบบนี้นะ เธออย่าผอมนะสมัยนี้เขาต้องอวบ เธออย่าขาวนะสมัยนี้เขาต้องผิวแทน ถามตัวเองดูว่าอยากเป็นแบบไหน แล้วก็ลุยเลย ไม่ผิด ไม่มีอะไรผิดทั้งนั้น

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Last Farewell

การได้เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ ทำให้คุณเป็นตัวเองในแบบที่ชอบมากขึ้นไหม

เราได้เป็นทุกคนเลย (หัวเราะ)

การเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ทำให้เห็นความสวยงามมากขึ้น เพราะพอเราแต่งหน้าหลาย ๆ คน เราจะเห็นเสน่ห์บนหน้าตาทุกคนเลย เห็นว่า ตา จมูก ปาก เขาสวยแตกต่างกันนะ แต่ว่าเขาสวยทุกคน  

เราก็เคยรู้สึกนะว่าเราอยากไปฉีดปากเพิ่ม เคยอยากไปทำตา ซึ่งคนทำไม่ผิดนะ แต่ส่วนตัวเรารู้สึกว่าเป็นแบบนี้ดีแล้ว เพราะถ้าเราไปทำหน้าชัดแล้วอะ เราจะแต่งหน้าเป็นคนอื่นยากขึ้นแน่เลย งั้นเราก็เคารพกับหน้าเราแบบนี้แหละ (หัวเราะ)

อะไรคือเกณฑ์วัดว่านี่คือจุดที่ประสบความสำเร็จ

โห เราไม่รู้เลยว่าคำว่าประสบความสำเร็จคืออะไร เพราะคำว่าประสบความสำเร็จของแต่ละคนต่างกัน ของเราคือการแต่งหน้าเป็นคนนั้น แล้วมีคนบอกว่า “อุ๊ย แต่งเป็นคนนี้แน่เลย” แต่กับบางคนความสำเร็จของเขาอาจจะเป็นการทำแล้วได้ 10 ล้านวิว มันก็แล้วแต่คนมอง ไม่ได้มีบรรทัดฐานตายตัว บางคนที่เขายอด 10,000 Followers แต่เขารู้สึกประสบความสำเร็จก็มี 

รู้สึกยังไงที่อาชีพนี้พาให้คุณได้มีรถ มีบ้าน เป็นของตัวเอง

ดีใจมาก นี่เป็นความฝันตั้งแต่เด็กเลยว่า ฉันอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง 

เพราะตอนเด็ก ๆ เราจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ห้องหนึ่งอยู่รวมกัน 3 คน จนช่วงที่เราทำงานก็ไม่มีห้องเป็นของตัวเองที่จะใช้ถ่าย ถ้าทุกคนย้อนกลับไปดู จะเห็นว่าข้างหลังเป็นราวตากผ้าแล้วเราก็เอาผ้ามาแขวน พอเริ่มมีอะไรมากขึ้น เราก็ไปขอห้องเก็บของทำงานได้ไหมจ๊ะ ทุกคนก็ต้องเอาของทั้งหมดออก เพื่อให้เราไปนั่งทำงานตรงนั้น แล้วก็ทำมาเรื่อย ๆ จนเก็บเงินซื้อบ้านซื้อรถได้ 

สมัยก่อนทำงานมาเท่าไรก็หมดเพราะว่าต้องใช้ จำได้เลยว่าตอนจ่ายค่าเทอมมหาลัย ประมาณ 15,000 มั้ง บัญชีเหลือเงิน 0 บาท (หัวเราะ) ตอนกดเงินออกมาน้ำตาจะไหลแบบ กูไม่มีเงินอีกแล้ว กูหามาตั้งนาน แต่ทำไรไม่ได้ นอกจากหาเงินใหม่ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ถ้าตอนนี้ไปสมัครงานอีก แล้วเขาให้แนะนำข้อดีของตัวเองจะบอกว่า

เป็นคนมีสติมาก เป็นคนใจเย็น เป็นคนมีแพสชัน แล้วก็ชอบแก้ไขปัญหา 

เคยมีครั้งหนึ่งในชีวิตที่… แม่ป่วยเป็นมะเร็งใช่ไหม พี่สาวโทรมาแล้วก็บอกว่า “เนี่ย แม่อยู่ห้องผ่าตัดนะ 50 : 50 มีสิทธิ์เสียชีวิต” สิ่งที่เราทำก็คือลุกขึ้นมา โทรบอกญาติว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง 1 2 3 4 ในหัวคิดแล้วว่า ถ้าสัปดาห์หน้าแม่กูตายกูต้องทำยังไงต่อ กูต้องทำงานนี้ ๆๆ นะ กูต้องใช้ชีวิตแบบนี้ ๆๆ นะ 

ส่วนใหญ่เวลาเกิดอะไรขึ้นเราจะนึกถึง Worst Case ที่สุด อะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้น แล้วคิดว่าต้องแก้ไขปัญหายังไง เออ เราเป็นคนแบบนี้ 

แล้วก็เคยอยู่ในรถกระป๋องที่คนขับเขาหลับในเว้ย รถก็โยกไปมาในอุโมงค์ ทุกคนในรถกรี๊ด แต่เราหน้านิ่งมาก มีสติ แล้วเราก็หยิบมือถือขึ้นมาเพื่อพิมพ์ข้อความบอกแม่ว่ารักนะ

เป็นข้อดีจริงเหรอ

นั่นน่ะสิ เป็นข้อดีจริงไหมวะ แต่ก็ดีกับการทำงาน

แล้วการใช้ชีวิตล่ะ

ก็จะเป็นคนไม่ได้แสดงอารมณ์ของตัวเองเท่าไร เพราะรู้สึกว่าฉันต้องมีสติตลอดเวลามากเกินไป เช่น ตอนแม่ป่วย เราไม่ร้องไห้เลยเพราะรู้สึกว่าคนอื่นร้องแล้ว กูจะร้องไม่ได้ เดี๋ยวมันจะไปกันหมด เรากลายเป็นคนที่ต้องมีสติที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น

เพราะไม่อยากอ่อนแอ

เคยอยู่ในจุดที่ไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเราอ่อนแอ แต่หลัง ๆ ก็อ่อนแอไปเหอะ กูเป็นมนุษย์ (หัวเราะ) 

เมื่อก่อนแฟนไม่เคยเห็นเราร้องไห้เลย น้อยมาก หลัง ๆ เป็นประจำเดือน เริ่มเศร้าเริ่มร้องไห้เหมือนคนปกติแล้ว ที่ผ่านมาจะไปกลั้นน้ำตาทำไมวะ (หัวเราะ)

ถ้าเครื่องสำอางอยู่กับคุณมาตั้งแต่เกิด คิดจะอยู่กับมันอีกไปถึงเมื่อไร

โอ๊ย ก็คงจนกว่าจะตาย ถ้าตายฝากเอาเครื่องสำอางใส่โลงไปด้วย (หัวเราะ) 

เมื่อวานเพิ่งบอกเพื่อนไปว่า “มึง ถ้ากูตายอะ อย่าลืมปัดแก้มสี Pansy Pop ให้กูนะ แล้วก็ปากอย่าลืมทาลิปของ Dior เบอร์ 000 ให้กูด้วย” เพื่อนก็บอกว่า “มึงลุกขึ้นมาแต่งเองเถอะ ถ้ามึงตายกูก็แต่งให้ได้ไม่สวยเท่ามึง” 

Soundtiss ออกแบบความตายของตัวเองไว้ว่ายังไงอีก

พูดตรงนี้กับคนสัมภาษณ์เลย 

ถ้าตายปุ๊บ ฝากบอกแม่ด้วยว่า ไม่ต้องเศร้า แล้วก็ฝากเปิดเพลง BIGBANG ในงานศพของฉันด้วย ยังไงสารก็ต้องไปถึง BIGBANG ว่าช่วยทำคอนเสิร์ตหน่อย ถ้ากูตายอย่างน้อยคนอื่นก็ต้องได้ดูคอนเสิร์ต BIGBANG วะ 

เราบอกเพื่อนตลอดว่างานศพกู ถ้าเป็นไปได้มึงเปิดเพลง BIGBANG ไปเลย มึงจัดปาร์ตี้ไปเลย อย่าคิดว่ากูตาย คิดว่า กูเนี่ยไปโลกใหม่ (หัวเราะ)

เป็นงานศพที่เปิดเพลง Last Farewell 

เออ! ถูกต้อง! 

เธอเศร้าได้ เธอร้องไห้ได้นะ แต่อย่าจมปลักกับการที่ฉันตายไป เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่จากเป็นก็จากตาย เพราะฉะนั้น ถ้าฉันตาย อย่างน้อยทุกคนต้องได้สนุกที่สุด ปกติเพื่อนจะมาปาร์ตี้ที่บ้านตลอด ถ้ากูตายมึงก็จัดปาร์ตี้ส่งท้ายให้กูเลย เอาเบียร์มารดน้ำกูนะ (หัวเราะ) 

ทุกวันนี้คิดพินัยกรรมไว้ เพราะเรามีคติประจำใจว่า ใช้ชีวิตให้เหมือนเป็นวันสุดท้าย เราบอกรักแฟน กอดแฟนทุกวัน เพราะเจอมาเยอะมากกับการที่คนรอบข้างเสียไว ญาติพ่อเรานอนแล้วตาย ไหลไปเลย เราก็เลยพยายามใช้ชีวิตให้เหมือนวันสุดท้าย และก็บอกเพื่อนตลอดว่า ถ้ากูตาย มึงต้องแบ่งเงินแบบนี้นะ มึงเป็นพยานให้กูแล้ว 3 คน มึงเข้าใจไหม สมบัติกูต้องแบ่งยังไง พวกมึงฟังแล้วรู้เรื่องนะ (หัวเราะ) 

งั้นก่อนตาย คนสุดท้ายที่อยากแต่งหน้าเหมือนคือใคร

โอ้โห ฉิบหายแล้ว เหมือนตัวเองได้ไหม ขอแต่งหน้าเป็นตัวเองแล้วกันก่อนตาย ให้ทุกคนได้เห็นว่านี่คือหน้าฉัน 

แล้วก็ช่วยเอารูปนั้นน่ะไปแปะหน้าโลง เพราะตอนนี้หน้าโลงศพน่าจะไม่มีรูปที่เหมือนตัวเองแล้ว

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load