วันนี้นั่งดูข่าว ดูโน่น ดูนี่ แล้วก็คิดถึงการท่องเที่ยวในอิตาลี คิดถึงเพื่อนที่เป็นมัคคุเทศก์ เพื่อนที่ขับรถทัวร์ คิดถึงโรงแรมที่พักในอิตาลี

ที่พัก… ใช่ เรายังไม่เคยพูดถึงที่พักกันเลย และในวูบหนึ่ง ก็คิดถึงสถานที่แห่งหนึ่งขึ้นมา เป็นที่ที่คิดถึงอยู่ไม่เคยลืม

วันนี้จะพาทุกคนนั่งรถไฟไปฟลอเรนซ์ ไปแบบไม่ไยดีวัดวาอารามและพิพิธภัณฑ์ใด พอลงรถไฟเสร็จ เราก็จะต่อรถเมล์ไปยังสถานที่แห่งนี้กันเลย

มันคือ บ้านเยาวชน 

เอิ่ม… ฟังดูเหมือนจะพาไปสถานกักกันผู้ต้องคดีใช่ไหม จริงๆ คำนี้แปลมาจาก Youth Hostel นั่นเอง ในภาษาอิตาเลียนเรียก Ostello per la gioventù ออกเสียงว่า ออสแตลโล เปร์ ลา โจเวนตุ้ (หรือบางทีก็เขียนว่า Ostello della gioventù แล้วแต่ทางบ้านจะเรียกตัวเอง)

ทำไม มันอะไร ยังไง เขามีดีที่ไหนเธอ เธอจึงละเมอ เพ้อถึงอยู่ร่ำไป…

ก่อนอื่น ขออธิบายคำว่า บ้านเยาวชน หรือ Ostello หรือ Hostel ให้ผู้อ่านเข้าใจตรงกันก่อน

บ้านเยาวชนมีลักษณะไม่ค่อยเหมือนบ้านเท่าไหร่ จะโรงแรมก็…ทำนองนั้น เป็นเหมือนหอพักมากกว่า มีการแยกส่วนของที่พักเป็นฝั่งผู้ชาย ฝั่งผู้หญิง ห้องน้ำรวม นอนรวม เตียงเป็นเตียง 2 ชั้น บางที่ก็มีห้องเล็ก เตียงธรรมดาก็มี

ที่พักแบบนี้ แบ่งคร่าวๆ ได้ 2 แบบ แบบอิสระ กับแบบขึ้นอยู่กับสมาคมบ้านเยาวชน ซึ่งอย่างหลังนี้ต้องทำบัตรสมาชิก ของไทยมีที่ทำการอยู่ตรงสี่เสาเทเวศร์

Ostello ของฟลอเรนซ์ที่จะพูดถึงนี้เป็นแบบขึ้นอยู่กับสมาคมฯ ไม่มีบัตรพักไม่ได้ แต่ก็ทำตรงนั้นได้เลย ได้ยินมาว่า ตอนนี้ 5 ยูโร ใช้ได้ 1 ปี 

Ostello นี้ ‘ตอนนั้น’ มีชื่อจริงว่า Ostello Europa Villa Camerata ชื่ออันยาวจนหายใจไม่ทันนี้ ไม่มีใครเคยได้ยินคนเรียกโดยเต็ม ได้ยินแต่ 2 คำหลัง คือ Villa Camerata คำว่า วิลล่า คือ บ้านใหญ่ที่มีบริเวณ มักจะเป็นของผู้ดีมีตระกูล ส่วนคำว่า Camerata นั้นมีความหมายของมันก็จริง แต่ในที่นี่คือชื่อของย่านที่ตั้ง

เช็กอิน Villa Camerata โฮสเทลหรูราวบ้านผู้ดีโบราณสไตล์ฟลอเรนซ์ในราคายาจก

ใครคิดจะไปฟลอเรนซ์แล้วมาถามฉันว่าพักที่ไหนดี ถ้าฉันหรี่ตาดูทรงแล้วเห็นว่า รักการผจญภัย ต้องการประหยัดเงิน ยังพอมีเรี่ยวแรง ชอบศิลปะและธรรมชาติ ฉันก็จะป้ายยาให้ไปพักที่นี่โดยมิพักคิด ด้วยว่ามันช่างเป็นประสบการณ์ที่ดีงามเสียเหลือเกิน มิหนำซ้ำยังถูกสตางค์ ราคาตอนนั้นคืนละไม่ถึง 20 ยูโร ถูกราวกับนอนบ้านผีสิง ในขณะที่ตามโรงแรมข้างนอกนั้น เริ่มต้นก็น่าจะ 3 เท่าของราคานี้เป็นอย่างต่ำ

ที่ตั้งของวิลล่าคาเมราตาอยู่ตรงเชิงเขาด้านหลังของเมือง (หากคิดว่าด้านหน้าของเมืองคือแม่น้ำอาร์โนที่ไหลผ่านเมือง) ห่างจากสถานีรถไฟไปราว 6 กิโลเมตร ถ้านั่งแท็กซี่ไปก็ 13 นาที แต่ถ้านั่งรถเมล์ไปก็ราว 30 นาที ไม่รวมเวลารอรถ 

เมื่อรถเมล์จอด ก็ใช่ว่าจะถึง ด้วยว่าวิลล่านี้ตั้งซุ่มอยู่บนเนินเขา คุณจะต้องพากระเป๋ากอกแกก กุกกัก ครืดคราด เดินเลาะดงมะกอกป่า ฝ่าสวนส้ม ชมไร่องุ่น ขึ้นไปอีก 650 เมตร 

เช็กอิน Villa Camerata โฮสเทลหรูราวบ้านผู้ดีโบราณสไตล์ฟลอเรนซ์ในราคายาจก

เมื่อครั้งไปครั้งแรก ระหว่างลากๆ อุ้มๆ กระเป๋า (เพราะกลัวล้อกระเป๋าจะพัง) ในใจก็คิดว่า ด้วยความต้องการจะประหยัดเงินนี่ ต้องทำถึงขนาดนี้เชียวหรือนี่ แต่ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่า ทำบัตรสมาชิกแล้ว ต้องใช้ให้คุ้ม

สักพัก ก็ถึงตัววิลล่า อันเป็นอาคารสีเหลือง ตั้งเด่นเป็นสง่าเป็นรูปตัว L แต่ละปีกสูงไม่เท่ากัน

เช็กอิน Villa Camerata โฮสเทลหรูราวบ้านผู้ดีโบราณสไตล์ฟลอเรนซ์ในราคายาจก

ถึงจะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ฉันย่อมจำความรู้สึกตอนนั้นได้ดี มันเป็นความรู้สึกประหลาดใจที่เห็นบ้านเยาวชนซึ่งเก็บเงินราคาถูกอย่างนั้น มีสวนสวย ตัดต้นไม้ได้รูป ลานน้ำพุ กระถางกุหลาบ อีกทั้งระเบียงก่อนเข้าตึกก็มีเพดานซึ่งมีดาวเพดานเป็นไม้สลัก มันหรูเกินเบอร์ไปมาก 

พอเข้าไปด้านใน ก็อ้าปากค้าง รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นพจมาน พินิจนันท์ ลูกของคุณพ่อพนา เมื่อครั้งเหยียบบ้านทรายทองครั้งแรกในบัดดล 

นั่งรถไฟไปเที่ยวฟลอเรนซ์ อิตาลี นอนดูจิตรกรรมฝาผนัง เดินชมภาพเฟรสโก้และประติมากรรม ในโฮสเทลที่เคยเป็นที่เสวนาของปัญญาชน
นั่งรถไฟไปเที่ยวฟลอเรนซ์ อิตาลี นอนดูจิตรกรรมฝาผนัง เดินชมภาพเฟรสโก้และประติมากรรม ในโฮสเทลที่เคยเป็นที่เสวนาของปัญญาชน

ในตัวอาคารซึ่งมีห้องโถงกลางเป็นเวิ้งสี่เหลี่ยมนั้น เป็นห้องเพดานสูง เมื่อมองสักพักจึงจะเห็นได้ว่า ชั้นสองเปิดทะลุเกือบทั้งชั้น เห็นเพดานสูงลิ่วแต่งแต้มด้วยจิตรกรรมฝาผนังแบบฝรั่งอยู่ด้านบน สิ่งที่ทำให้เราเห็นเป็นชั้นสองได้คือประตูไม้กรุกระจก และระเบียงทางเดินที่อยู่ล้อมรอบเป็นกรอบสี่เหลี่ยม พื้นช่องว่างระหว่างประตูนั้น จะปล่อยเปลือยให้เป็นพื้นโล่งฤาก็หาไม่ หากแต่เป็นภาพเฟรสโก้อันวิจิตร บางภาพเป็นแนวหลอกตา (Trompe l’oeil) ทำให้ดูลึกอีกด้วย

มิเพียงแต่มีภาพวาด ประติมากรรมปูนปั้น หินสลัก ก็มีอยู่ตามด้านตามมุม ประดับประดาอย่างสวยงามตามอย่างบ้านผู้ดีโบราณคนนึงพึงจะทำ ฉันมองภาพเหล่านั้นด้วยความตื่นเต้นสักพัก หันไปมองคนรอบๆ ตัว ก็เห็นแหงนหน้ามองเพดานและสิ่งรอบๆ ตัวกันทุกคนไป เจ้าหน้าที่อมยิ้ม เธอคงคุ้นตากับภาพนักท่องเที่ยวแบบนี้ดี

นั่งรถไฟไปเที่ยวฟลอเรนซ์ อิตาลี นอนดูจิตรกรรมฝาผนัง เดินชมภาพเฟรสโก้และประติมากรรม ในโฮสเทลที่เคยเป็นที่เสวนาของปัญญาชน

เมื่อผ่านขั้นตอนการเช็กอิน ก็เดินไปห้องพัก ห้องพักนั้นมีทั้งโซนโบราณกับโซนทันสมัย ฉันโชคดีได้อยู่โซนโบราณ เป็นห้องกว้าง เพดานสูง เพดานก็ยังมีภาพเฟรสโก้อีก เป็นการนอนที่สุนทรีมากๆ ขาดแต่ประติมากรรม รูปสลัก ปูนปั้น ฯลฯ ซึ่งก็ดีแล้ว เพราะตื่นมาตอนกลางดึก เห็นเงาตะคุ่ม ฉันย่อมแยกได้ยากว่าเป็นรูปประติมากรรมหรืออย่างอื่น

รวบรัดตัดความ สรุปว่า คืนนั้นฉันนอนอย่างมีความสุขมาก ส่วนเรื่องห้องน้ำห้องท่านั้น ทันสมัย ไม่ต้องออกไปโยกบ่อ หรือถือจอบเสียมเข้าทุ่งแต่อย่างใด

เมื่อคุณอ่าน คุณคงได้เห็นภาพประกอบไปด้วย ผิดกับลูกศิษย์ฉันที่คงคิดว่า ครูนี่เนอะ พูดอะไรก็พูดได้ หนูไม่เคยเห็นนี่ จะรู้ได้ยังไงว่าครูไม่โม้ บ้านเยาวชนที่ไหนจะสวยงามขนาดนั้น

นั่งรถไฟไปเที่ยวฟลอเรนซ์ อิตาลี นอนดูจิตรกรรมฝาผนัง เดินชมภาพเฟรสโก้และประติมากรรม ในโฮสเทลที่เคยเป็นที่เสวนาของปัญญาชน

ใช่ว่าฉันจะไม่สงสัย ได้แต่เก็บความสงสัยไว้มาค้นหาคำตอบ แต่คำตอบนั้น ยิ่งเกินเลยไปกว่าจินตนาการที่ฉันมีไปเสียอีก

ณ ที่แห่งนี้ ปรากฏหลักฐานการสร้างที่อยู่อาศัยครั้งแรกคือสร้างขึ้นในตอนปลายศตวรรษที่ 13 ถึงต้นศตวรรษที่ 14 เป็นบ้านพักนอกเมืองของตระกูลของดันเต อลิกิแยรี (Dante Alighieri) นักประพันธ์เอกของอิตาลี เอกแบบ เอกจริงๆ

พ้นจากยุคสมัยของดันเตแล้ว ลูกหลานก็ขายไป จนในศตวรรษที่ 15 คงได้มีการต่อเติมจนมีหน้าตาคล้ายในปัจจุบัน เนื่องจากในประวัติของ Ostello บอกไว้ว่าอย่างนั้น

นั่งรถไฟไปเที่ยวฟลอเรนซ์ อิตาลี นอนดูจิตรกรรมฝาผนัง เดินชมภาพเฟรสโก้และประติมากรรม ในโฮสเทลที่เคยเป็นที่เสวนาของปัญญาชน

วิลล่าแห่งนี้ ซึ่งบางทีก็รู้จักกันในนามว่า วิลล่าคาร์เนชั่น (Villa del Garofano) ผ่านเจ้าของมาหลายมือ หลายตระกูล ที่น่าจดจำคือ ครั้งหนึ่งในสมัยศตวรรษที่ 17 วิลล่าแห่งนี้เคยทำหน้าที่เป็นหนึ่งในสถานที่พบปะเสวนาของบรรดาปัญญาชนนักคิดนักเขียนของเมืองฟลอเรนซ์กลุ่มหนึ่ง ว่ากันว่าหนึ่งในสมาชิกในกลุ่มนี้มีจอห์น มิลตัน (John Milton, 1606 – 1674) กวีชาวอังกฤษผู้ประพันธ์บทกวีมหากาพย์ Paradise Lost อยู่ด้วย

นั่นคือประวัติที่ฉันมารู้เอาภายหลัง ซึ่งก็ดีแล้ว หากฉันรู้ว่าเป็นบ้านเก่าของดันเต ฉันคงทำพิธีเดินไหว้ไปทุกมุมบ้าน ที่จะได้นอนสวยๆ คงถูกเชิญให้ไปนอนที่อื่นเป็นแน่

และหลังจากที่ฉันไปพักไม่กี่ปี ก็อ่านเจอในนิตยสารเล่มหนึ่ง (โปรดสังเกตถึงความเก๋าและจริงใจ สมัยนั้นยังไม่มีเน็ตไง) ว่า ที่แห่งนี้ได้รับการโหวตจากนักท่องเที่ยวให้เป็น Ostello ที่สวยที่สุดในอิตาลี และอยู่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก

แต่อนิจจาไม่เที่ยง ล่าสุด วันนี้ระหว่างการหาข้อมูลและภาพประกอบ ก็พบข่าวในปี 2019 ว่า วิลล่าคาเมราตาแห่งนี้ กำลังถูกขายทอดตลาด เปิดราคาประมูลไว้ที่ 7.5 ล้านยูโร ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้

ก็ได้แต่หวังว่า เจ้าของใหม่ยังจะคงทำให้เป็นบ้านเยาวชนเหมือนเดิม

ฉันจะได้ส่งคนไปซึมซาบความประทับใจและกลับมาเล่าให้ฉันฟังอีก 😊


ข้อมูลอ้างอิง

www.nove.firenze.it
Curiositasufirenze.wordpress.com
curiositasufirenze.wordpress.com

Writer & Photographer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

มิลานเมืองแฟชั่น

ใครๆ ก็คิดอย่างนี้ทั้งนั้น 

การปะยี่ห้ออย่างนี้ไว้ตรงหน้าผากเมืองมิลาน ทำให้เกิดอะไรได้ 2 อย่าง อย่างแรกคือ ใครที่รักแฟชั่น ก็จะอยากมามิลาน ตรงกันข้าม ใครที่ไม่ชอบแฟชั่น ก็พาลไม่คิดจะมา เพราะคิดไปเสียแล้วว่านอกจากแฟชั่นแล้ว มิลานจะมีอะไร

อันที่จริงมิลานก็เป็นเหมือนเมืองอื่นๆ ในอิตาลี มีอะไรให้ชม ให้ศึกษาเรียนรู้มากมาย ในขณะที่เมืองฟังดูทันสมัยจ๋าขนาดนั้น แต่ก็ยังเป็นที่ตั้งของวิหารกอธิคที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลี ไหนจะภาพ The Last Supper ของเลโอนาร์โด ดา วินชี อีกเล่า ก็ล้วนอยู่ในมิลานทั้งสิ้น มิลานจึงเป็นเมืองที่ประสานความเก่าเข้ากับความใหม่ได้อย่างลงตัว

ปีแรกที่ไปอยู่อิตาลี ฉันไม่ได้ไปมิลาน ทั้งๆ ที่หากนั่งรถไฟไปจากเมืองที่อยู่ก็กินเวลาเพียงชั่วเคี้ยวหมากจืดเท่านั้น เพื่อนฝูงชาวอิตาเลียนล้วนปลอบใจว่า เธอไม่ได้พลาดอะไรไปเลย จงเคี้ยวหมากของเธอต่อไป… อันหลัง แน่นอนว่าเพื่อนไม่ได้บอกไว้

ครั้งแรกที่ฉันไปมิลาน ฉันก็รู้จักมิลานแบบงูๆ ปลาๆ มิลานสำหรับฉันคือ เมืองที่ต้องไปดูด้วยตัวเองสักครั้งหนึ่งในชีวิตครูสอนภาษาอิตาเลียน อยากเข้าใจคำกล่าวที่ว่า “มิลานคือเมืองหลวงโดยพฤตินัยของอิตาลี” นั้นเป็นอย่างไร แค่อยากไปดู ไปเห็น พอไปจริง เวลาเที่ยวก็เดินไป อ่านหนังสือนำเที่ยวไป จำค.ศ. จำชื่อคนคิดคนสร้าง ไม่เคยได้ เห็นว่างามก็พอใจอยู่ตรงนั้น มิได้สนใจใคร่รู้อะไรมากมาย จริงๆ มิลานไม่ใช่เมืองโปรดของฉันสักเท่าใด เพราะดูมันใหญ่โตกว้างไกลเสียเหลือเกินเมื่อเทียบกับเมืองที่ฉันมา

จากนั้นเมื่อ 2 – 3 ปีก่อนก็ได้กลับไปอีก แล้วความไม่ได้ (คิดจะ) หาข้อมูลอะไรเพิ่มเติมอีกเลย ก็ทำให้ได้พบกับฉากชวนสะดุ้งเบาๆ 

หลังจากที่ชมวิหารใหญ่กลางเมืองมิลานเสร็จ ก็มุ่งหน้าเดินไปที่ปราสาทของตระกูลสฟอร์ซา (Castello Sforzesco) ที่เดินไปเพราะที่นั่นมีสวนสาธารณะและนั่งได้ฟรี ไปนอนอ่านหนังสืออาบแดดอุ่นเสียหน่อยจะเป็นไรไป เผื่อจะมีใครเล่นจานร่อนหลงแฉลบมาใกล้ๆ ให้ได้ช้อนตาคู่งามขึ้นสบยามยื่นจานร่อนคืน

คิดได้อย่างนั้นก็มีกำลังใจในการสืบเท้าให้เร็วขึ้น (เรียกว่าจ้ำคงจะไม่ผิดนัก) ลองเข้าซอยเล็กซอยน้อยดูหน่อยเป็นไรเผื่อจะเร็วขึ้น แต่ก็ดูเหมือนยิ่งรีบจะยิ่งช้า หลงทางเสียเวลา หลงติดยาเสียอนาคตแท้ๆ เทียว เดินๆ ไปก็เจอแต่กำแพง แต่ก็เอาเถอะ ไม่เป็นไร ไม่ว่ากัน กันที่ว่าก็คือตัวเองนั่นเอง

ในขณะที่กำลังเซ็งชีวิตอยู่นั้น เงยหน้ามาอีกทีก็จ๊ะเอ๋กับสิ่งไม่คาดฝัน ซึ่งเหมือนมาตบหน้าฉาดใหญ่ ซ้ำเติมชะตากรรมของการเดินผิดซอยขณะนั้นให้ดูเซ่อเข้าไปอีก

มันคือ มือขนาดใหญ่ที่ชูนิ้วกลางให้

ความหมายใต้ L.O.V.E. หินรูปมือชูนิ้วกลางชื่อโรแมนติก หนึ่งใน Unseen กลางเมือง มิลาน

ฉันยืนตะลึงอยู่สัก 2 วินาที ก่อนจะปล่อยหัวเราะออกมา

เพราะมือที่ว่านั้นคือ หินสลักรูปมือชูนิ้วกลาง ตั้งเด่นเป็นแสงสว่างอยู่กลางเมือง

จะว่าไม่รู้จักเลยก็ไม่เชิง พอเห็นก็นึกออกว่าเคยอ่านเจอในเน็ต จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าอยู่หน้าตลาดหุ้น แต่ด้วยความที่ไม่รู้มั้ยว่าตลาดหุ้นมิลานอยู่ที่ไหน ไม่ได้สนใจ พอมาเจอจริงๆ เลยตกใจ เออ…เนาะ จู่ๆ ไม่นึกจะเจอก็ได้เจอ มาอยู่ตรงกลางเมือง แทบจะฟาดหน้าเอาเสียอย่างนั้น

ตอนได้อ่านในเน็ตก็คิดนะว่าช่างเป็นความกล้าบ้าบิ่นทั้งของศิลปิน นายกเทศมนตรีเมือง และชาวเมือง เป็นยิ่งนัก เพราะถ้าไม่รวมใจกันทั้งสามฝ่าย มีหรือนิ้วกลางนั้นจะตั้งเด่อยู่กลางลานเยี่ยงนั้นได้

ดูเผินๆ อาจคิดว่ามันเป็นอนุสาวรีย์ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้เป็นอนุสรณ์สถานอะไรหรอก หากแต่เป็นเพียงประติมากรรมชิ้นหนึ่งเท่านั้นเอง ศิลปกรรมชิ้นที่ว่านี้เป็นรูปสลักหินอ่อนจากเมืองคาร์รารา สูงตั้งแต่ฐานไปจนถึงปลายนิ้วกลาง 11 เมตร แต่ตัวรูปสลักเองสูงราว 4 เมตรกว่าๆ เท่านั้น เพราะฐานสูงไปแล้วตั้ง 7 เมตร แล้วไม่ได้ทำมั่วๆ ด้วยนะ เส้นเลือด เส้นเอ็น เส้นขนมจีน ปูดโปน ขึ้นชัดเจนอยู่บนหลังมือเลยทีเดียว

ประติมากรผู้รังสรรค์งานอันวิจิตรนี้มีนามว่า เมาริตซิโย คัตเตลัน (Maurizio Cattelan) คนพื้นที่จึงเรียกรูปสลักนี้ว่า นิ้วกลางของคัตเตลัน (Il Dito medio di Cattelan) หรือไม่ก็เรียกว่า นิ้ว (Il DIto) เฉยๆ อยากรู้ภาษาอิตาเลียนเผื่อไว้ถามทางเก๋ๆ อย่างนั้นเหรอ? ก็ได้ อ่านว่า อิล ดีโต 

ชื่ออย่างเป็นทางการนั้นคือ L.O.V.E. ดูโรแมนติกใช่หยอกอยู่เมื่อไหร่ แต่หากได้ยินแค่ชื่อ แล้วชวนแฟนไปสาบานรักเป็นอ้ายขวัญกับอีเรียม หรือเตรียมกุญแจทองไปคล้องใจ อาจหน้าหงายกลับมา แฟนอาจนึกว่าชวนมาหลอกด่า พานขอเลิกไปเสียฉิบ

L.O.V.E. นั้นเป็นตัวย่อมาจากภาษาอิตาเลียน 4 คำ คือ Libertà, Odio, Vendetta และ Eternità อันแปลได้ว่า เสรีภาพ ความเกลียดชัง การแก้แค้น และความเป็นนิรันดร

และนั่นเป็นถ้อยอธิบายเพียงอย่างเดียวที่ประติมากรให้ไว้ ที่เหลือ ปล่อยให้เป็นจินตนาการของผู้ชมไป

ความหมายใต้ L.O.V.E. หินรูปมือชูนิ้วกลางชื่อโรแมนติก หนึ่งใน Unseen กลางเมือง มิลาน

L.O.V.E นี้ตั้งอยู่หน้าตลาดหุ้นของมิลาน เปิดแพรคลุมป้ายโดยนายกเทศมนตรีหญิงแห่งนครมิลาน (เปรี้ยวกว่านี้มีไหม) ระยะเวลาของการตั้งแสดงนั้น กะไว้แค่ 2 สัปดาห์เท่านั้น แต่นี่ก็ตั้งมาจะร่วม 10 ปีอยู่แล้ว ด้วยความที่พิธีเปิดดังกล่าวมีขึ้นในวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 2010 แถมยังมีผู้ประเมินราคาว่า น่าจะราว 2 ล้านยูโรเลยทีเดียว

ผู้คนพร้อมใจกันตีความว่านี่คือการวิพากษ์ระบบทุนนิยมอย่างรุนแรงของศิลปิน เพราะการชูนิ้วกลางให้ตลาดหุ้นนั้น แทบไม่เหลืออะไรให้ตีความอีกแล้ว ถึงจะตั้งชื่อโรแมนติกราวมดจะไต่อย่างนั้นก็ตามทีเถิด

แต่ผู้สันทัดกรณี (ซึ่งคือใครก็ไม่รู้) ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ดูดีๆ สิ รูปปั้นนี้ไม่ได้กำมือซ่อนนิ้วทั้งหมดที่เหลือไว้ แล้วชูแต่นิ้วกลางนะ หากแต่มันคือมือที่ชูขึ้นตรงๆ แล้วตัดทุกนิ้วออก คงเหลือไว้แต่นิ้วกลางเท่านั้น (ฉันก็ได้แต่ อืมม… เออจริง… แล้ว… แล้วยังไงล่ะ) ก็ถ้าไม่ตัดนิ้วออก มันก็คือฝ่ามือที่มีนิ้วแนบชิดติดกันแน่น ซึ่งมันก็คือท่าแสดงความเคารพของพวกฟาสซิสต์-นาซีไง

ตาลุกพองด้วยความทึ่งยังไม่ทันจะเสร็จดี ก็ถูกตบท้ายด้วยข้อมูลที่ว่า

…ซึ่งอาคารตลาดหุ้นของมิลานก็เป็นสถาปัตยกรรมแบบฟาสซิสม์ไง

ความหมายใต้ L.O.V.E. หินรูปมือชูนิ้วกลางชื่อโรแมนติก หนึ่งใน Unseen กลางเมือง มิลาน

ตรงนี้ฉันเริ่มพยักหน้าหงึกหงักคล้อยตามอย่างจริงจังอยู่หน้าจอคอมฯ เพราะมันขจัดข้อสะกิดใจของฉันข้อหนึ่งออกไปได้ว่า ตามปกติคนจะชูนิ้วกลางให้ใคร จะต้องชูหลังมือให้สิ แต่อันนี้หันฝ่ามือให้ตึก ซึ่งดูพิกล แต่หากตีความอย่างนี้ ก็โอเค รับได้ เชื่อได้จริงๆ 

ปัจจุบัน L.O.V.E ถือเป็น Unseen แห่งหนึ่งของมิลานก็ว่าได้ เป็นของใหม่และมิได้ตั้งอยู่ในที่ซึ่งคนพลุกพล่านผ่านไปมา

ไปยังไงน่ะเหรอ เอาจริงนะ เปิด GPS เถอะ ใน Google Maps ก็มี

หรือจะส่ง Location ไปให้เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดได้ยืนตะลึงชื่นชมในความงามก็ตามใจ

ภาพ : ปีย์วรา ชุณหวงศ์

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load