คำเตือนก่อนอ่าน : เรื่องในวันนี้อิงชีวิตส่วนตัวเล็กน้อย ขออภัยล่วงหน้าหากรู้สึกว่ากำลังอ่านอัตชีวประวัติของผู้เขียน แต่จะพยายามแทรกสาระเท่าที่จะทำได้นะ อย่าเพิ่งเกลียดกัน

เรื่องของเรื่องคือ พูดถึงเมืองที่ทุกคนคุ้นชื่อ คุ้นหูกันไปก็คงเยอะพอสมควรแล้ว มีบางท่านทักกันมาว่า อยากให้พูดถึงเมืองแบบ Unseen บ้าง แบบที่ไม่เคยมีใครไปเลย

ก็พูดยากนะ การพูดถึงเมืองที่ไม่มีใครรู้จัก เพราะหนึ่ง จะรู้ได้อย่างไรว่าไม่มีใครรู้จักกับ กับสอง เมืองเหล่านั้น ล้วนเป็นเมืองสงบเงียบ ไม่มีอะไรให้พูดถึง ไม่ใช่ไม่มีอะไรดี แต่มันเป็นเมือง ‘ใดๆ’ ในอิตาลี หรืออยากรู้แบบนั้นว่า เมืองใดๆ ในอิตาลีเป็นยังไง

อ้ะ ลองก็ได้ แต่เตือนก่อนนะ ว่าพอพูดถึงเมืองปุ๊บ แทบจะไม่มีอะไรให้พูดถึงจริงๆ

เมืองที่จะพูดถึงในวันนี้ จะขอเลือกเมืองที่เป็นความใฝ่ฝันของตัวเองมาตลอดชีวิตที่จะได้ไป เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะรู้จัก เพราะแม้แต่อิตาเลียนที่รู้จักก็ไม่เคยรู้ว่ามีเมืองนี้อยู่ เมืองที่จะนำเสนอในวันนี้คือเมือง… บุสก้า

ใช่ ชื่อนั้นแหละ หลายคนดูตกใจ แต่ฉันจะไม่ตกใจกว่าอีกหรือ

อันที่จริง ตอนที่ฉันเรียนที่เมืองไทย และตอนไปเรียนที่อิตาลี ฉันก็ไม่รู้หรอกว่ามีเมืองนี้ มารู้โดยบังเอิญตอนสอนภาษาอิตาลีให้แก่บุคคลทั่วไปมาเรียนได้ในตอนเย็น หนึ่งในผู้เรียนมีแฟนเป็นหนุ่มอิตาลี เธอบอกว่า เดี๋ยวเลิกเรียนแล้วแฟนจะมารับ อยากให้อาจารย์รู้จักค่ะ เอาสิ เอาไงเอากัน

พอเจอหน้า ก็จับมือทักทายกัน เขาก็บอกชื่อเขา ฉันก็บอกว่า

“Sono Busca” (บุสก้าครับ)

เขาอึ้งไปสักพัก แล้วยิ้มกว้างพลางเขย่ามือที่จับอยู่แรงขึ้นอย่างดีใจ

“Ah, sei di Busca? Anch’io sono di Busca.” (อ๋อ คุณเป็นคนบุสก้าหรือครับ ผมก็เป็นคนบุสก้าเหมือนกัน)

ฉันอึ้งบ้าง ไม่ค่อยเข้าใจที่เขาพูดนัก

“Anche tu ti chiami Busca?” (คุณก็ชื่อบุสก้าเหมือนกันเหรอ)

เขาอึ้ง ฉันก็อึ้ง ไม่รู้จะคุยอะไรกันต่อ มันดูงงไปหมด

สักพักเขาเหมือนเขาจะรวบรวมสติได้ก่อนฉัน ก็บอกว่า

“อย่าบอกนะว่าคุณชื่อบุสก้า”

“ใช่ … แล้วคุณ…”

“Nooooo” เขาอุทานดังลั่น “ผมมาจากเมืองบุสก้า”

“หา!”

“ใช่ บ้านเกิดของผมคือเมืองบุสก้า”

คุณคิดว่า คนเราควรจะมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อรู้ว่าชื่อของคุณเป็นชื่อเมืองในประเทศที่คุณรัก มิหนำซ้ำยังมีประชากรมาทักทายคุณต่อหน้าอีก ฉันอึ้งตาพอง ไม่เชื่อหูตัวเอง มีความรู้สึกเหมือนมีราชรถมาเกย พอรวบรวมสติได้ก็แทบจะโผกอด โถ พสกนิกรของฉัน (นี่คือรวบรวมสติได้แล้ว)

คืนนั้น ฉันเปิดแผนที่หาข้อมูลเมืองบุสก้ามือเป็นระวิง ในยุคสมัยที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ตและกูเกิลนั้น บุสก้าเป็นเพียงจุดเล็กๆ อยู่ท่ามกลางเส้นที่ขีดระโยงระยางไปมาอยู่ในแผนที่อิตาลีที่ฉันมีอยู่

มันเป็นเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งอยู่เชิงเขา ที่คนอิตาเลียนหลายคนเองก็ไม่รู้ ไม่เคยได้ยินชื่อด้วยซ้ำ ฉันไม่มีความรู้ใดๆ เกี่ยวกับเมืองนี้อีกเลย แต่ได้ปักหมุดในใจแล้วว่า จะต้องไปให้จงได้

ฉันไปอิตาลีบ่อยก็จริง แต่ก็มักมีคนอื่นไปด้วยเสมอ แล้วใครจะกล้าชวนเพื่อนร่วมทางไปเมือง Busca ถ้าเขาถามว่ามีอะไรก็ตอบเขาไม่ได้ เหตุผลที่ไปเพราะมันชื่อเดียวกับฉัน งี้เหรอ

แล้วปีที่แล้ว ฉันก็ได้ไปเสียที

บุสก้า หรือ Busca เป็นเมืองเล็กๆ อยู่ในเขตจังหวัดคูเนโอ (Cuneo) ใกล้กับเมืองโตรีโน (Torino) แคว้นปิแยมนเต (Piemonte) ซึ่งอยู่ทางเหนือของประเทศอิตาลี ค่อนไปทางประเทศฝรั่งเศส มีประชากรหมื่นกว่าคน มีขนาด 65.85 ตารางกิโลเมตร หรือราวเกาะเสม็ด 5 เกาะ ด้วยขนาดเท่านี้ ถ้าเป็นเมืองไทยก็คงนับได้ว่าเป็นอำเภอนั่นละ

Busca เมือง Unseen ที่แม้แต่คนอิตาลีหลายคนยังไม่เคยได้ยินชื่อหรือรู้ว่ามีอยู่ในอิตาลี
Busca เมือง Unseen ที่แม้แต่คนอิตาลีหลายคนยังไม่เคยได้ยินชื่อหรือรู้ว่ามีอยู่ในอิตาลี

ตรงนี้ ฉันขอแทรกสาระนิดหนึ่งว่า สำหรับท่านที่คิดจะไปเที่ยวเมืองเล็กเมืองน้อย Unseen สุดๆ ในอิตาลี ให้มองเมืองบุสก้าเป็นกรณีศึกษาในการเตรียมตัวเดินทางแล้วกัน

การเดินทางไปเมืองบุสก้านั้นต้องวางแผนอย่างรัดกุมที่สุด ต้องเช็กตารางรถไฟ ตารางรถ ทั้งขาไปขากลับให้ชัดเจนเพราะต้องนั่งหลายต่อ ตารางที่น่ากลัวที่สุดคือตารางรถเมล์ ซึ่งหายาก (แต่ตอนนี้ Google Maps ก็ช่วยได้เยอะ) แล้วถ้าพลาดรถ ก็อาจจะต้องนอนค้างอยู่ที่ไหนสักแห่ง ถ้าที่พักเต็ม ก็สถานีรถไฟนั่นล่ะ

การเดินทางของฉันเริ่มจากเมืองหลวงของแคว้น คือตูริน หรือที่อิตาเลียนเรียกโตรีโน นั่งรถไฟไปเมืองคูเนโอซึ่งเป็นเมืองรอง จากนั้นก็นั่งรถบัสไปเมืองบุสก้าที่เปรียบเหมือนอำเภอ ราวๆ นั้น

เมืองคูเนโอเป็นหนึ่งเมืองที่คนไม่รู้จัก จะว่าไปแล้ว ตูรินหรือโตรีโนเองก็เป็นเมืองที่หลายคนได้ยินชื่อแต่น้อยคนจะได้ไป ด้วยความที่มันเป็นเมืองที่ค่อนข้างฉีกขนบการท่องเที่ยวสายหลัก เหมือนว่าเราลงเครื่องที่มิลาน หันหลังให้เทือกเขาแอลป์ หันหน้าให้ท่อนขารองเท้าบูต หากเราไปทางขวาจะเป็นตูริน หากเราไปทางซ้ายก็จะเป็นเวโรนา เวนิส หากเราตรงไปข้างหน้าก็จะไปอิตาลีได้ทั้งประเทศ คนที่ไปแถบตูรินจึงต้องเป็นผู้ที่มีความตั้งใจจะไปจริงๆ ซึ่งดี เพราะทำให้เมืองตูรินและแคว้นปิแยมนเตไม่พลุกพล่านไปด้วยนักท่องเที่ยวมากจนเกินไปนัก

เมื่อถึงคูเนโอ ซึ่งมีสถานีรถไฟที่สวยงามใหญ่โต ก็ออกมารอรถเพื่อจะไปเมืองบุสก้า อันนี้ก็จะมีความยากอยู่ 2 ประการ คือซื้อตั๋วรถที่ไหน และรถคันไหนไปเมืองบุสก้า

เรื่องรถคันไหนไปนั้น ฉันไม่ค่อยกลัว เพราะหนึ่ง เช็กใน Google Maps มาแล้ว และสอง ถึงจะมีคนบอกว่า คันนั้นคันนี้ แต่ฉันก็มักจะถามคนขับทุกครั้งอยู่แล้วก่อนขึ้น ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อใจคนอิตาลีบอกทางนะ (แต่ก็…นิดหนึ่ง)

เรื่องถามก่อนขึ้นรถ ฉันทำอย่างนี้กับรถไฟเช่นกัน เพราะไม่ค่อยไว้ใจรถไฟอิตาลี เธอเปลี่ยนชานชาลาบ่อยเหลือเกิน ถ้าคุณเคยขึ้นรถไฟที่อิตาลี คุณจะสังเกตได้ว่าที่ชานชาลารถไฟในอิตาลี มีคนจำนวนไม่น้อยที่ตะโกนถามคนบนรถไฟก่อนขึ้น นั่นล่ะ ฉันคือหนึ่งในพวกนั้น แต่จริงๆ จะให้แน่ ต้องถามพนักงานรถไฟ อยากทำบ้างแต่พูดอิตาลีไม่ได้เหรอ พูดชื่อเมืองที่จะไปสิ อย่าสร้างประโยคให้ซับซ้อนเพราะพริ้ง ถามชื่อไปเลย เขาจะตอบ Sì หรือ No มาเอง

เรื่องที่ฉันกลัว คือเรื่องตั๋วมากกว่า เพราะในอิตาลี คาดเดายากว่าเราควรจะต้องซื้อตั๋วรถเมล์ที่ไหน บางแห่งก็ที่ร้าน บางเมืองก็ซื้อกับคนขับรถ แล้วถ้ารอจนรถมา แล้วเขาบอกให้ไปซื้อตั๋วที่โน่นนนนน ก็เป็นอันว่าฉันจะพลาดรถคันนั้น และพังไปทั้งทริป ฉันเห็นนักท่องเที่ยวในอิตาลีหลายคนตกม้าตายด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างนี้มานักต่อนักแล้ว

ตามปกติ ตั๋วรถเมล์ก็ต้องซื้อที่ร้านขายบุหรี่หรือแผงขายหนังสือ ต้องเดินถามเอาเอง

สรุปซื้อตั๋วบนรถและฉันขึ้นรถถูกคัน สิ่งที่น่าตื่นเต้นดีใจจนแทบลุกขึ้นกระโดดตบบนรถเมล์ คือบนรถ ไม่มีใครเลย นอกจากฉัน และเป็นอย่างนั้นไปตลอดสาย ราวกับว่าชาวเมืองได้ส่งรถมารับฉันก็มิปาน

Busca เมือง Unseen ที่แม้แต่คนอิตาลีหลายคนยังไม่เคยได้ยินชื่อหรือรู้ว่ามีอยู่ในอิตาลี

เมื่อถึงเมืองบุสก้า ฉันก็มิได้ทรุดกายลงจูบดินแต่อย่างใด แต่ยืนยิ้มอยู่หน้าป้าย “ยินดีต้อนรับ… บุสก้า” อยู่พักใหญ่ ก่อนดึงก้านเซลฟี่ออกมา แล้วลงมือถ่ายรูปอย่างไม่บันยะบันยัง

ฉันเริ่มถ่ายตั้งแต่ป้ายยินดีต้อนรับ ป้ายโบสถ์ โรงพยาบาล สถานศึกษา ที่ว่าราชการ ป้ายบอกทาง ยันไปถึงฝาท่อ เอาเป็นว่า อะไรที่มีชื่อ Busca ฉันถ่ายหมด มันจะมีที่ไหนอีกในโลกที่มีโรงละคร ที่ทำการไปรษณีย์ ป้ายประกาศขายบ้าน ฯลฯ เป็นชื่อคุณ แต่ก่อนเหมือนจะมีโรงแรมด้วย แต่คาดว่าคงม้วนเสื่อไปแล้ว ซึ่งดูจากความเงียบของเมืองแล้ว ก็ไม่น่าแปลกใจอะไร

Busca เมือง Unseen ที่แม้แต่คนอิตาลีหลายคนยังไม่เคยได้ยินชื่อหรือรู้ว่ามีอยู่ในอิตาลี
Busca เมือง Unseen ที่แม้แต่คนอิตาลีหลายคนยังไม่เคยได้ยินชื่อหรือรู้ว่ามีอยู่ในอิตาลี
Busca เมือง Unseen ที่แม้แต่คนอิตาลีหลายคนยังไม่เคยได้ยินชื่อหรือรู้ว่ามีอยู่ในอิตาลี

เมืองบุสก้าเป็นเมืองที่เรียบง่ายมากกกกกก แต่ก็ครบองค์ประกอบของความเป็นเมืองทั่วๆ ไปในอิตาลี (ตามความรู้สึกของฉัน) ทุกประการ มีเขตเมือง มีซากประตูเมืองเก่า มีที่ว่าการเมือง ไปรษณีย์ ที่ทำการต่างๆ

ในเมืองบุสก้านี้ ฉันได้ทำสิ่งที่ฉันชอบทำเวลาเดินเตร่อิตาลีอยู่คนเดียว นั่นก็คือ คุยกับคนขายของในตลาด เดินจดศัพท์อยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ต เข้าร้านหนังสือ เดินเลาะซอกซอยดูเล็กร้านน้อย กินกาแฟ ตะโกนคุยกับซินญอร่าที่โผล่หน้ามาทักตรงระเบียง งับพิซซ่าอาบแดดอุ่นอยู่กลางลานเมือง ฯลฯ อันล้วนเป็นสิ่งที่มักไม่ค่อยได้ทำเวลาที่มีคนไปด้วย ขาดอย่างเดียวคือ นั่งนิ่งๆ ฟังเสียงประกาศที่สถานีรถไฟ

Busca เมือง Unseen ที่แม้แต่คนอิตาลีหลายคนยังไม่เคยได้ยินชื่อหรือรู้ว่ามีอยู่ในอิตาลี

ด้วยความเล็กของเมืองนั้น ฉันแอบคิดระหว่างเดินไปว่า ถ้าฉันได้มาอยู่ที่นี่สักเดือนหนึ่ง ฉันน่าจะรู้จักผู้คนทั้งเมืองเป็นแน่แท้ แต่คงสร้างความพิพักพิพ่วนให้แก่ชาวเมืองมิใช่น้อย เหมือนเราต้องเรียกนักท่องเที่ยวต่างชาติ นึกภาพเราต้องเรียกคนต่างชาติที่มาพักอยู่ข้างบ้านเราว่า “สวัสดีบางกรวย จะไปไหนเหรอ” หรือ “วันนี้จะรับคัปปุชชีโนไหมคะคุณสะพานควาย” อะไรทำนองนั้น

ฉันขอปิดท้ายว่า บุสก้าอาจจะไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว แต่ถ้าคุณอยากจะไปเมืองอิตาลีแท้ๆ ที่ไม่มีคนต่างชาติหรือนักท่องเที่ยวเลย เมืองอย่างนี้ละใช่เลย ไม่มีแม้กระทั่งป้ายบอกภาษาอังกฤษ

อ่านแล้วอยากไปบ้างไหม ไม่อยากไปก็ไม่ต้องรู้สึกผิดอะไรนะ 555 แต่ถ้าอยากไปเอง ถามทางมา เดี๋ยวบอกให้ แต่ถ้าอยากให้พาไป อืมม…ก็จะพาไป แต่พอถึงเมืองแล้ว ก็เดินดื่มด่ำเมืองกันเองนะ

เพราะฉันจะไปถ่ายรูปกับป้ายชื่อเมืองต่อ 😊

Writer & Photographer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

29 มิถุนายน 2565
1.90 K

เมื่อสบโอกาส ฉันก็รีบบินไปอิตาลีโดยทันที เพราะอนาคตไม่แน่นอน ไม่รู้ว่าจะได้ออกอีกครั้งเมื่อไหร่

เวลาไปอิตาลี มักมีคนคิดว่าไปเที่ยว จริง ๆ คือหวังเพียงไปนอนนาน ๆ ตื่นมาพร้อมเสียงระฆังหง่างเหง่งจากโบสถ์ในเมือง เสไสอยู่ในผ้าห่มสักพัก ก่อนจะลุกขึ้นล้างหน้าล้างตา อ้อยอิ่งไปกินคัปปุชชีโนในชั่วโมงสุดท้ายของช่วงเช้า ก่อนบาริสต้าจะเหล่ตามองแม้ไม่พูดอะไร จากนั้นก็เดินทอดหุ่ยไปเรื่อย ๆ ในเมือง เข้าร้านหนังสือ แวะเดินตลาดก่อนจะกลับมาทำอาหารกิน จะปาสต้าหรือมาม่าก็แล้วแต่ความอยาก ก่อนจะนอนกลางวันอีกรอบ แล้วลงมาเดินเมืองยามเย็น

ใช่ ฉันไม่ใช่นักท่องเที่ยวมืออาชีพ เพียงแต่เป็นคนที่ชอบไปและชอบอยู่ในอิตาลี ต้องเป็นครั้งเป็นคราวด้วยนะ ถ้าจะให้อยู่ยาว ส่งขันหมากมา

ระหว่างไปอิตาลีก็มีพันธกิจติดตัวแต่พองาม หนึ่งในนั้นคือการเขียนคอลัมน์นี้ ใจคิดตลอดเวลาว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี แต่ในระหว่างที่อยู่ที่นั่น ก็ได้พบกับลูกศิษย์ลูกหา หลายคนถามว่ามาอิตาลีครั้งแรกคือช่วงไหน ก็ตอบว่า ช่วงปี 1991 – 1992 ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งวันหนึ่งระหว่างนั่งอาบแดดอุ่นอยู่ ก็สะดุ้งนึกขึ้นได้ว่า นี่มัน 30 ปีพอดิบพอดีเลยนี่นา

เท่านั้นเอง ภาพแต่ละภาพก็ชิงผุดขึ้นมาในสมองว่า วันนี้เวลาในปีนั้นเราทำอะไรอยู่หรือ แต่ด้วยความที่มันก็นานเหลือเกิน ประกอบกับก็ได้กลับไปอยู่เนือง ๆ จึงมักแยกไม่ค่อยออกว่า ประสบการณ์นั้นเกิดขึ้นในครั้งแรกที่ไป หรือครั้งต่อ ๆ มาที่แวะไปเยือน คงเหลือแต่ความคิดว่า ตอนนั้นกับตอนนี้มีอะไรแตกต่างหรือเหมือนกันบ้าง

หลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างก็คงอยู่และเปลี่ยนไป พยายามกลั่นกรองให้อยู่ในประเด็น แล้วก็คิดว่า สิ่งที่กล่าวถึงได้โดยไม่เหมือนคนแก่ขี้เพ้อ คือ เรื่องการเดินทางสัญจร เพราะอาจเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่กำลังจะเดินทางไปอิตาลีด้วยตัวเอง… เป็นครั้งแรก

ทำความรู้จักสารพัดยวดยานสาธารณะ สำหรับผู้ที่กำลังจะไปอิตาลีครั้งแรก
ภาพ : easymilano.com

การเดินทางด้วยทางสาธารณะในอิตาลี

เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนก่อนไปอิตาลี ในสมัยนั้นการขอวีซ่ายังต้องขอจากสถานทูตอิตาลี ณ ถนนนางลิ้นจี่ ว่ากันว่ายากเย็นพองาม แต่ด้วยความที่ครั้งแรกนั้นไปด้วยทุนรัฐบาลอิตาลี วีซ่าเลยไม่ยากนัก แต่พูดถึงความลำบากแล้ว ต้องไม่ลืมว่า วีซ่าในขณะนั้นยังไม่มีเชงเก้น ความลำบากในการอยู่ประเทศหนึ่งแล้วออกไปอีกประเทศหนึ่งจึงยังมีอยู่มาก จริงอยู่ถึงมีวีซ่าอิตาลีอาจจะเข้าฝรั่งเศสได้ แต่ก็ต้องขอ Re-entry Visa เพื่อจะกลับมาอิตาลีอีกครั้ง ใครไม่รู้ว่าต้องทำก่อนไป ก็จะเกิดปัญหาร้อยแปด

หรือในกรณีหนึ่งคือ ในสมัยนั้น สวิตเซอร์แลนด์ยังไม่ได้เข้าเชงเก้นด้วย เพื่อนที่อยู่ฝรั่งเศสจะมาเยี่ยม ขนาดบอกคนขายตั๋วแล้วว่า ไม่ขอเอาขบวนที่แล่นตัดผ่านประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คนขายตั๋วก็อุตส่าห์ขายตั๋วมาจนได้ ร้อนถึงสองเขือเพื่อนหลับใหลลืมตื่น ต้องถูกปลุกแล้วอัญเชิญลงที่ชายแดนสวิตฯ จากนั้นสองนางก็ต้องต่อรถไฟเลาะชายแดนมา กว่าจะถึงโบโลญญาได้ สิริรวมคือ 24 ชั่วโมง บินไปกลับกรุงเทพฯ-ปารีส ได้เลยทีเดียว

ตั๋วเครื่องบินสมัยนั้นก็ยังเป็นกระดาษและมีชั้นซ้อนกันอย่างงุนงง กระดาษแต่ละชั้นหรือก็บางราวกับผ้าซับมันปากในร้านสุกี้ ไม่มีการบันทึกไว้ในคอมพิวเตอร์ ต้องรักษาพาสปอร์ตและตั๋วเครื่องบินไว้ให้จงดี จะมาจะไปก็ต้อง Confirm Flight ล่วงหน้า หาไม่ ก็อาจจะเจอตั๋วล้นเที่ยวบินจนต้องกลับบ้านมาหงอย ๆ ได้

ปัจจุบันสะดวกอย่างไร คงไม่ต้องพูดถึงแล้วมั้ง

ผ่านเรื่องเครื่องบินไป สมมติว่ามาถึงอิตาลีแล้ว

สมมติว่าเป็นโรม

สนามบินนานาชาติของโรมมีชื่อเป็นทางการว่า Leonardo da Vinci แต่มีชื่อเรียกเล่นอย่างลำลองว่า ฟิวมิชีโน (Fiumicino) แปลว่า แม่น้ำน้อย อันเป็นชื่อย่านที่ตั้งของสนามบินแห่งนั้น

ทำความรู้จักสารพัดยวดยานสาธารณะ สำหรับผู้ที่กำลังจะไปอิตาลีครั้งแรก
สนามบิน Leonardo da Vinci
ภาพ : lemiapp.com

อันย่านฟิวมิชีโนนั้นเล่า ก็ให้ห่างจากตัวเมืองโรมพอชั่วเคี้ยวหมากจืด การเดินทางมายังตัวเมืองหรือสถานีแตร์มีนี (Termini) นั้น ต้องเดินทางด้วยรถไฟ 2 ขบวนด้วยกัน นั่นคือนั่งรถไฟบนดินจากสนามบินมาลงที่สถานี Ostiense จากนั้นก็ลากกระเป๋าไปที่ขึ้นรถไฟใต้ดินที่สถานี Piramide เพื่อไปยังจุดหมาย ประดักประเดิดพอสมควร ไม่สิ มากทีเดียวกับกระเป๋าเดินทางใบเขื่องของเรา

จากนั้นไม่นานไม่กี่ปี ก็เพิ่งมีคนคิดได้ว่าทำไมเราไม่ทำทางรถไฟตรงจากสนามบินไปแตร์มีนีเลย ปัจจุบันเหรอ นอกจากจะมีรถไฟสายตรงแล้ว ก็ยังมีรถบัสที่ตัดราคากันฉุบฉับ อย่าว่าแต่เข้าเมืองเลย ข้ามเมืองก็ไม่เป็นปัญหา ในการนี้ ขอแนะนำให้หาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตให้ได้มากที่สุด เพราะไป ๆ มา ๆ การสัญจรที่สะดวกที่สุดคือรถบัส ซึ่งมิได้พุ่งทะยานเข้าสู่ตัวเมืองเท่านั้น หากแต่ยังมีเส้นทางออกไปยังเมืองอื่นโดยที่เราไม่จำเป็นต้องเข้ามาในเมืองของสนามบินด้วย ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณจะไปตูริน แล้วลงเครื่องที่มิลาน รถบัสจากสนามบินมิลานไปยังใจกลางเมืองตูรินก็มีให้บริการ สนนราคา 22 ยูโรเท่านั้นเอง คุณไม่จำเป็นต้องเข้ามาใจกลางมิลานแล้วนั่งรถไฟต่อไปที่ตูริน เพราะหากดูแผนที่ คุณจะรู้ได้ทันทีว่ามันย้อนไปย้อนมา

สมมติว่ามาถึงในเมืองแล้ว

การสัญจรในเมืองนั้น หลัก ๆ ก็คือรถเมล์ มีไม่กี่เมืองเท่านั้นที่มีรถไฟใต้ดินเช่นโรมและเนเปิ้ลส์ วิธีขึ้นรถเมล์แต่ก่อนนั้นแทบจะมีอยู่วิธีเดียว กล่าวคือ ต้องไปซื้อตั๋วจากร้านขายบุหรี่ (หรือแผงขายหนังสือ แล้วแต่ที่) เพื่อเอามาตอกที่เครื่องบนรถ ขึ้นรถโดยมีตั๋วแต่ไม่ตอกก็ถือเป็นการทุจริต และหากจับได้ก็จะต้องโดนปรับจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว เนื่องจากตั๋วที่ยังไม่ได้ตอก ย่อมใช้ได้ตลอดชั่วนาตาปี และนายตรวจนั้นไม่ได้มาคนเดียว แต่แยกกันยืนขวางประตูทางลงไว้ราวกับทวารบาล อ้อ และหากเครื่องตอกนั้นใช้การไม่ได้ เป็นหน้าที่ของผู้โดยสารที่จะต้องใช้ปากกาเขียนหลังตั๋วว่า ได้ขึ้นเมื่อวันที่และเวลาเท่าไหร่ ส่วนปากกาจะมาจากไหนได้นั้น นายตรวจไม่รับรู้

ทำความรู้จักสารพัดยวดยานสาธารณะ สำหรับผู้ที่กำลังจะไปอิตาลีครั้งแรก
ทำความรู้จักสารพัดยวดยานสาธารณะ สำหรับผู้ที่กำลังจะไปอิตาลีครั้งแรก
ทำความรู้จักสารพัดยวดยานสาธารณะ สำหรับผู้ที่กำลังจะไปอิตาลีครั้งแรก
รถเมล์ในโรม
ภาพ : roman-vacations.com

ใครที่เคยไปอิตาลีแล้วบอกว่า คนอิตาเลียนไม่เห็นตอกกันเลย งั้นฉันไม่ตอกบ้าง

เพื่อนของฉันเคยคิดอย่างนั้น ปรากฏว่าเมื่อนายตรวจขึ้นมา ไฟทุกดวงก็พุ่งลงจับที่ตัวเธอแต่เพียงผู้เดียว ด้วยว่าทุกคนในรถล้วนยื่นตั๋วเดือนให้นายตรวจดู อันเป็นตั๋วที่ตอกแค่ครั้งแรกที่ใช้ พวกเขาย่อมไม่จำเป็นต้องตอกทุกครั้งที่ขึ้น

อนึ่ง ตั๋วรถเมล์ในอิตาลีมักเป็นตั๋วเวลา กล่าวคือ นับจากการตอกตั๋วแล้วจะมีอายุไปอีก 75 – 90 นาที แล้วแต่เมือง หากคุณไปปลายทาง ทำธุระ และกลับมาภายในเวลานับจากการตอกตั๋วแล้ว คุณก็ไม่ต้องตอกตั๋วใบใหม่

ขอแอบสรุปให้สำหรับมือใหม่หัดเที่ยวในเมืองใหญ่ ๆ ว่า อย่าซื้อตั๋วธรรมดา (Biglietto Ordinario) ซื้อตั๋ววัน (Biglietto Giornaliero) ไปเถอะ แพงหน่อยแต่คุ้ม หลงได้ไม่ยั้ง แต่อย่าลืมตอกตั๋วในครั้งแรกที่ใช้ล่ะ

ตัวอย่างตั๋วรถเมล์แบบต่าง ๆ
ภาพ : www.tper.it

ปัจจุบันนี้ อาจมีช่องทางในการซื้อตั๋วได้มากกว่าเดิม โดยทั่วไปการซื้อตั๋วก่อนขึ้นรถถือเป็นช่องทางที่ยังคงปลอดภัยกว่าเสมอ ด้วยว่าแม้บางเมืองจะมีเครื่องสแกนบัตร แต่ก็ใช่ว่าทุกคันจะมีเครื่อง หรือใช้กับบัตรที่เรามีอยู่ได้ หรือถ้าจะใช้ คุณอาจต้องโหลดแอปฯ กันเอิกเกริก โรมมิ่งที่เราซื้อไป ก็อาจจะโหลดแอปฯ อิตาเลียนไม่ได้ก็ประสบมาแล้ว คงมีแต่เมืองเล็ก ๆ บางเมือง ที่ซื้อตั๋วบนรถเมล์ได้ แต่เอาจริง ๆ ก็ลุ้นระทึกเหมือนกันนะ เพราะถ้าคุณขึ้นไปถามเขาว่าซื้อตั๋วที่นี่ได้ไหม หากเขาตอบว่าต้องไปซื้อมาก่อน ที่ตรงโน้นนนน คุณก็คือพลาดรถเที่ยวนั้นไป และหากเคราะห์ร้ายอย่างถึงที่สุด เที่ยวต่อไป อาจไม่แค่ชั่วเคี้ยวหมากจืด

อย่างไรก็ตาม บางเมืองก็แอบมีนวัตกรรมเท่ ๆ เช่น เมืองโบโลญญา ต้องเกริ่นก่อนว่า ราคาตั๋วธรรมดาของเมืองนี้คือ 1.5 ยูโร และตั๋ววันคือ 6 ยูโร และคุณแค่ตอกบัตรครั้งแรกเท่านั้นพอ หากเป็นตั๋วธรรมดาก็ขึ้นได้ 90 นาที (มั้ง) แต่หากเป็นตั๋ววัน ก็จะนับไป 24 ชั่วโมง

กล่องตี๊ดหรือเครื่องสแกนของโบโลญญานี้ ให้คุณใช้บัตรเครดิตหรือเดบิตที่คุณมีอยู่ ตี๊ด ได้ แต่มันจะไม่หักเงินคุณในทันที แต่จะไปหักเงินเอาตอนตี 2 เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า มันจะรวมการตี๊ดของคุณในทุกครั้งที่ขึ้น (ไม่ใช่ครั้งแรกอีกแล้ว) และคำนวณว่าทั้งหมดเป็นราคาเท่าไหร่ ทั้งนี้จะไม่ให้เกิน 6 ยูโร อันเป็นราคาของตั๋ววันเป็นอันขาด ฉันประทับใจมาก ถ้าพกทองคำเปลวไป ฉันคงติดไปที่เครื่องแล้ว

ภาพ : www.aep-italia.it

กระนั้น ก็แอบโป๊ะเล็กน้อย นั่นก็คือ บางคันก็ไม่มีที่ตี๊ด ยามนั้น ตั๋วกระดาษที่ร้านขายบุหรี่ก็ต้องถูกงัดมาใช้

มาพูดถึงการสัญจรระหว่างเมืองกันบ้าง แต่ก่อนร่อนชะไรฉันก็จะอาศัยแต่รถไฟเท่านั้น ด้วยว่าช่างสะดวกสบาย ประหยัด และยืดแข้งยืดขาได้สะดวก ยกเว้นเมืองอย่างเซียน่าเท่านั้นที่ฉันจะใช้รถทัวร์ เพราะมันเจาะเข้าไปในเมือง ในขณะที่สถานีรถไฟอยู่ออกไปนอกเมือง ต้องต่อรถเมล์เข้ามาอีก ถ้ามาในช่วงดึก ไม่สะดวกเอาเสียเลย

ภาพ : www.breakinglatest.news

ปัจจุบัน (ซึ่งสมัย 30 ปีก่อนไม่มี) รถไฟของอิตาลีมีอีกยี่ห้อ คือ Italo นับเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวมาก เพราะมีโปรโมชันดี นอกจากมีชั้นหนึ่ง ชั้นสองให้เลือก ซึ่งรถไฟของรัฐ (ขอเรียกว่า TRENITALIA ตามชื่อเว็บ) มีอยู่แล้ว ยังมีตู้ที่มีหนังฉาย ตู้ประชุม เลือกที่นั่งให้มีโต๊ะได้ ฯลฯ และในบางครั้งการยกระดับจากชั้นสองไปชั้นหนึ่งก็เพิ่มเงินอีกไม่เท่าไหร่เอง (เช่น อย่างที่ฉันเจอมาคือเพิ่มอีก 4 ยูโรเท่านั้น) ราคาก็เร้าใจมาก ที่ว่าเร้าใจเพราะยิ่งจองนานราคายิ่งดี ตอนแรกไม่รู้ มองราคาก็ว้าวถูกจัง อีกวันมาเปิด อ้าว ขึ้นราคา อีกวัน อ้าวขึ้นอีกแล้ว เพราะฉะนั้น ‘อิตาโล’ จึงเหมาะมากกับผู้ที่มองการณ์ไกล และยืนหยัดมั่นคงในแผนการ ข้อด้อยของอิตาโลคือ มีเส้นทางไม่หลากหลายเท่าของ TRENITALIA เท่านั้น

ภาพ : www.latitudeslife.com

เรื่องของรถไฟ สิ่งที่แตกต่างไปจากเมื่อ 30 ปีก่อนก็คือ สมัยนั้นมีแต่ตั๋วกระดาษ ปัจจุบันหลายคนก็ยังนิยมใช้ตั๋วกระดาษ สิ่งสำคัญสำหรับตั๋วกระดาษก็คือ ก่อนจะขึ้นรถ คุณต้องเอาตั๋วกระดาษนี้ไปตอกที่เครื่องเสียก่อน ปัจจุบันนี้เครื่องดังกล่าวก็ยังพบได้โดยทั่วไป ซึ่งพิธีกรรมนี้ ผู้ที่ซื้อตั๋วออนไลน์ในยุคปัจจุบันไม่ต้องทำ เพราะในตั๋วระบุวัน-เวลาเดินทางชัดเจนอยู่แล้ว ในขณะที่ตั๋วกระดาษนั้น ตราบใดที่ยังไม่ตอก คุณก็ใช้ได้ในขบวนถัดไป แต่ต้องเป็นรถไฟประเภทเดียวกันนะ ยากตรงนี้

การตอกตั๋วรถไฟก่อนขึ้น
ภาพ : www.moduli.it

นอกจากรถไฟจะแข่งกันเองแล้ว ยังมีคู่แข่งเป็นรถทัวร์อีกด้วย อ้าว ไม่ได้มีมานานแล้วหรือ ใช่ รถทัวร์น่ะมีมานานแล้ว แต่ผู้คนก็ไม่ค่อยจะนิยมเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะราคาที่ต่างกันไม่มากพอที่จะทำให้คนยอมมาเลือกหลังขดหลังแข็งอยู่บนรถเป็นเวลานาน ๆ แต่ตอนนี้ รถบัสสีเขียวตองอ่อน พะยี่ห้อว่า Flixbus ได้มีราคาที่ยั่วยวนชวนหลังแข็งมาก จากราคารถไฟหลักสิบกว่า ‘ฝลิกซ์บุส’ (เรียกแบบอิตาเลียน) มีหลายราคาให้เลือกตามแต่เวลารถ ไม่ถึงสิบก็มีถม

ภาพ : www.isic.fi

อย่างไรก็ตาม ท่านผู้ที่ไม่เคยมีประสบการณ์กับฝลิกซ์บุส แม่หมอขอเตือนว่า ก่อนจะผลีผลามจองไป กรุณาเช็กก่อนว่า สถานีรถที่ฝลิกซ์บุสจะจอดนั้น อยู่ตรงไหนของเมือง พลาดท่าเสียทีไปอาจจะไปเคว้งคว้างอยู่กลางทุ่ง รถราไม่มีต้องเรียกแท็กซี่ กลายเป็นแพงกว่าไปเสียฉิบ ตัวอย่างเช่น ป้ายฝลิกซ์บุสของฟลอเรนซ์นั้น อยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปราว 25 นาที โชคดีที่ฟลอเรนซ์มีรถรางเชื่อมต่อป้ายนี้ที่สะดวกมาก ส่วนถ้าหากจะมาเซียน่า ฝลิกซ์บุสมีป้ายจอดแตกออกไปถึง 3 ป้าย แล้วแต่คัน เวลาเลือกต้องคลิกดูแผนที่ให้ดี

อ้อ แล้วถ้าเดินทางผ่านช่วงราว ๆ บ่ายโมง คนขับรถก็อาจจอดรับประทานอาหารกลางวันเอาเสียดื้อ ๆ เราก็จะได้สัมผัสกับ ‘คุณสาหร่าย’ ในเวอร์ชันอิตาเลียน ได้ประสบการณ์ไปอีกแบบ

ตอนแรกว่าจะจบแค่นี้ แต่ไม่พูดถึงแท็กซี่ก็ดูจะขาด ๆ หาย ๆ ไป ขอเตือนว่า แท็กซี่ไม่ใช่ของถูก นอกจากนี้ เขาคิดค่ากระเป๋าเดินทางคุณด้วยนะ คุณมีมากี่ใบเขาก็กดเพิ่มไปตามนั้น กับหากคุณเดินทางในยามวิกาลมาก ๆ เขาก็จะกดปุ่มเพิ่มอีก

ภาพ : www.quora.com

ส่วนเรื่องเรือ ไม่ขอกล่าวถึง เพราะนอกจากจะมีแค่ที่เวนิสแล้ว เมืองนี้ยังมีเรื่อง (ที่ร่ำ ๆ ว่าจะ) เปลี่ยนแปลงชนิดเดือนต่อเดือน ตามไม่ค่อยทันเหมือนกัน

มีเรื่องมาแชร์แค่นี้ หวังว่าจะพอมีประโยชน์กับผู้ที่คิดจะไปอิตาลีเป็นครั้งแรกในยามเปิดประเทศ ขออวยพรให้เดินทางปลอดภัยและมีความสุข กลับมาแล้ว ส่งรูปมาอวดด้วยล่ะ

แหล่งอ้างอิง

www.autobusweb.com/bologna-tper-biglietto-contactless-autobus

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load