คำเตือนก่อนอ่าน : เรื่องในวันนี้อิงชีวิตส่วนตัวเล็กน้อย ขออภัยล่วงหน้าหากรู้สึกว่ากำลังอ่านอัตชีวประวัติของผู้เขียน แต่จะพยายามแทรกสาระเท่าที่จะทำได้นะ อย่าเพิ่งเกลียดกัน

เรื่องของเรื่องคือ พูดถึงเมืองที่ทุกคนคุ้นชื่อ คุ้นหูกันไปก็คงเยอะพอสมควรแล้ว มีบางท่านทักกันมาว่า อยากให้พูดถึงเมืองแบบ Unseen บ้าง แบบที่ไม่เคยมีใครไปเลย

ก็พูดยากนะ การพูดถึงเมืองที่ไม่มีใครรู้จัก เพราะหนึ่ง จะรู้ได้อย่างไรว่าไม่มีใครรู้จักกับ กับสอง เมืองเหล่านั้น ล้วนเป็นเมืองสงบเงียบ ไม่มีอะไรให้พูดถึง ไม่ใช่ไม่มีอะไรดี แต่มันเป็นเมือง ‘ใดๆ’ ในอิตาลี หรืออยากรู้แบบนั้นว่า เมืองใดๆ ในอิตาลีเป็นยังไง

อ้ะ ลองก็ได้ แต่เตือนก่อนนะ ว่าพอพูดถึงเมืองปุ๊บ แทบจะไม่มีอะไรให้พูดถึงจริงๆ

เมืองที่จะพูดถึงในวันนี้ จะขอเลือกเมืองที่เป็นความใฝ่ฝันของตัวเองมาตลอดชีวิตที่จะได้ไป เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะรู้จัก เพราะแม้แต่อิตาเลียนที่รู้จักก็ไม่เคยรู้ว่ามีเมืองนี้อยู่ เมืองที่จะนำเสนอในวันนี้คือเมือง… บุสก้า

ใช่ ชื่อนั้นแหละ หลายคนดูตกใจ แต่ฉันจะไม่ตกใจกว่าอีกหรือ

อันที่จริง ตอนที่ฉันเรียนที่เมืองไทย และตอนไปเรียนที่อิตาลี ฉันก็ไม่รู้หรอกว่ามีเมืองนี้ มารู้โดยบังเอิญตอนสอนภาษาอิตาลีให้แก่บุคคลทั่วไปมาเรียนได้ในตอนเย็น หนึ่งในผู้เรียนมีแฟนเป็นหนุ่มอิตาลี เธอบอกว่า เดี๋ยวเลิกเรียนแล้วแฟนจะมารับ อยากให้อาจารย์รู้จักค่ะ เอาสิ เอาไงเอากัน

พอเจอหน้า ก็จับมือทักทายกัน เขาก็บอกชื่อเขา ฉันก็บอกว่า

“Sono Busca” (บุสก้าครับ)

เขาอึ้งไปสักพัก แล้วยิ้มกว้างพลางเขย่ามือที่จับอยู่แรงขึ้นอย่างดีใจ

“Ah, sei di Busca? Anch’io sono di Busca.” (อ๋อ คุณเป็นคนบุสก้าหรือครับ ผมก็เป็นคนบุสก้าเหมือนกัน)

ฉันอึ้งบ้าง ไม่ค่อยเข้าใจที่เขาพูดนัก

“Anche tu ti chiami Busca?” (คุณก็ชื่อบุสก้าเหมือนกันเหรอ)

เขาอึ้ง ฉันก็อึ้ง ไม่รู้จะคุยอะไรกันต่อ มันดูงงไปหมด

สักพักเขาเหมือนเขาจะรวบรวมสติได้ก่อนฉัน ก็บอกว่า

“อย่าบอกนะว่าคุณชื่อบุสก้า”

“ใช่ … แล้วคุณ…”

“Nooooo” เขาอุทานดังลั่น “ผมมาจากเมืองบุสก้า”

“หา!”

“ใช่ บ้านเกิดของผมคือเมืองบุสก้า”

คุณคิดว่า คนเราควรจะมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อรู้ว่าชื่อของคุณเป็นชื่อเมืองในประเทศที่คุณรัก มิหนำซ้ำยังมีประชากรมาทักทายคุณต่อหน้าอีก ฉันอึ้งตาพอง ไม่เชื่อหูตัวเอง มีความรู้สึกเหมือนมีราชรถมาเกย พอรวบรวมสติได้ก็แทบจะโผกอด โถ พสกนิกรของฉัน (นี่คือรวบรวมสติได้แล้ว)

คืนนั้น ฉันเปิดแผนที่หาข้อมูลเมืองบุสก้ามือเป็นระวิง ในยุคสมัยที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ตและกูเกิลนั้น บุสก้าเป็นเพียงจุดเล็กๆ อยู่ท่ามกลางเส้นที่ขีดระโยงระยางไปมาอยู่ในแผนที่อิตาลีที่ฉันมีอยู่

มันเป็นเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งอยู่เชิงเขา ที่คนอิตาเลียนหลายคนเองก็ไม่รู้ ไม่เคยได้ยินชื่อด้วยซ้ำ ฉันไม่มีความรู้ใดๆ เกี่ยวกับเมืองนี้อีกเลย แต่ได้ปักหมุดในใจแล้วว่า จะต้องไปให้จงได้

ฉันไปอิตาลีบ่อยก็จริง แต่ก็มักมีคนอื่นไปด้วยเสมอ แล้วใครจะกล้าชวนเพื่อนร่วมทางไปเมือง Busca ถ้าเขาถามว่ามีอะไรก็ตอบเขาไม่ได้ เหตุผลที่ไปเพราะมันชื่อเดียวกับฉัน งี้เหรอ

แล้วปีที่แล้ว ฉันก็ได้ไปเสียที

บุสก้า หรือ Busca เป็นเมืองเล็กๆ อยู่ในเขตจังหวัดคูเนโอ (Cuneo) ใกล้กับเมืองโตรีโน (Torino) แคว้นปิแยมนเต (Piemonte) ซึ่งอยู่ทางเหนือของประเทศอิตาลี ค่อนไปทางประเทศฝรั่งเศส มีประชากรหมื่นกว่าคน มีขนาด 65.85 ตารางกิโลเมตร หรือราวเกาะเสม็ด 5 เกาะ ด้วยขนาดเท่านี้ ถ้าเป็นเมืองไทยก็คงนับได้ว่าเป็นอำเภอนั่นละ

Busca เมือง Unseen ที่แม้แต่คนอิตาลีหลายคนยังไม่เคยได้ยินชื่อหรือรู้ว่ามีอยู่ในอิตาลี
Busca เมือง Unseen ที่แม้แต่คนอิตาลีหลายคนยังไม่เคยได้ยินชื่อหรือรู้ว่ามีอยู่ในอิตาลี

ตรงนี้ ฉันขอแทรกสาระนิดหนึ่งว่า สำหรับท่านที่คิดจะไปเที่ยวเมืองเล็กเมืองน้อย Unseen สุดๆ ในอิตาลี ให้มองเมืองบุสก้าเป็นกรณีศึกษาในการเตรียมตัวเดินทางแล้วกัน

การเดินทางไปเมืองบุสก้านั้นต้องวางแผนอย่างรัดกุมที่สุด ต้องเช็กตารางรถไฟ ตารางรถ ทั้งขาไปขากลับให้ชัดเจนเพราะต้องนั่งหลายต่อ ตารางที่น่ากลัวที่สุดคือตารางรถเมล์ ซึ่งหายาก (แต่ตอนนี้ Google Maps ก็ช่วยได้เยอะ) แล้วถ้าพลาดรถ ก็อาจจะต้องนอนค้างอยู่ที่ไหนสักแห่ง ถ้าที่พักเต็ม ก็สถานีรถไฟนั่นล่ะ

การเดินทางของฉันเริ่มจากเมืองหลวงของแคว้น คือตูริน หรือที่อิตาเลียนเรียกโตรีโน นั่งรถไฟไปเมืองคูเนโอซึ่งเป็นเมืองรอง จากนั้นก็นั่งรถบัสไปเมืองบุสก้าที่เปรียบเหมือนอำเภอ ราวๆ นั้น

เมืองคูเนโอเป็นหนึ่งเมืองที่คนไม่รู้จัก จะว่าไปแล้ว ตูรินหรือโตรีโนเองก็เป็นเมืองที่หลายคนได้ยินชื่อแต่น้อยคนจะได้ไป ด้วยความที่มันเป็นเมืองที่ค่อนข้างฉีกขนบการท่องเที่ยวสายหลัก เหมือนว่าเราลงเครื่องที่มิลาน หันหลังให้เทือกเขาแอลป์ หันหน้าให้ท่อนขารองเท้าบูต หากเราไปทางขวาจะเป็นตูริน หากเราไปทางซ้ายก็จะเป็นเวโรนา เวนิส หากเราตรงไปข้างหน้าก็จะไปอิตาลีได้ทั้งประเทศ คนที่ไปแถบตูรินจึงต้องเป็นผู้ที่มีความตั้งใจจะไปจริงๆ ซึ่งดี เพราะทำให้เมืองตูรินและแคว้นปิแยมนเตไม่พลุกพล่านไปด้วยนักท่องเที่ยวมากจนเกินไปนัก

เมื่อถึงคูเนโอ ซึ่งมีสถานีรถไฟที่สวยงามใหญ่โต ก็ออกมารอรถเพื่อจะไปเมืองบุสก้า อันนี้ก็จะมีความยากอยู่ 2 ประการ คือซื้อตั๋วรถที่ไหน และรถคันไหนไปเมืองบุสก้า

เรื่องรถคันไหนไปนั้น ฉันไม่ค่อยกลัว เพราะหนึ่ง เช็กใน Google Maps มาแล้ว และสอง ถึงจะมีคนบอกว่า คันนั้นคันนี้ แต่ฉันก็มักจะถามคนขับทุกครั้งอยู่แล้วก่อนขึ้น ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อใจคนอิตาลีบอกทางนะ (แต่ก็…นิดหนึ่ง)

เรื่องถามก่อนขึ้นรถ ฉันทำอย่างนี้กับรถไฟเช่นกัน เพราะไม่ค่อยไว้ใจรถไฟอิตาลี เธอเปลี่ยนชานชาลาบ่อยเหลือเกิน ถ้าคุณเคยขึ้นรถไฟที่อิตาลี คุณจะสังเกตได้ว่าที่ชานชาลารถไฟในอิตาลี มีคนจำนวนไม่น้อยที่ตะโกนถามคนบนรถไฟก่อนขึ้น นั่นล่ะ ฉันคือหนึ่งในพวกนั้น แต่จริงๆ จะให้แน่ ต้องถามพนักงานรถไฟ อยากทำบ้างแต่พูดอิตาลีไม่ได้เหรอ พูดชื่อเมืองที่จะไปสิ อย่าสร้างประโยคให้ซับซ้อนเพราะพริ้ง ถามชื่อไปเลย เขาจะตอบ Sì หรือ No มาเอง

เรื่องที่ฉันกลัว คือเรื่องตั๋วมากกว่า เพราะในอิตาลี คาดเดายากว่าเราควรจะต้องซื้อตั๋วรถเมล์ที่ไหน บางแห่งก็ที่ร้าน บางเมืองก็ซื้อกับคนขับรถ แล้วถ้ารอจนรถมา แล้วเขาบอกให้ไปซื้อตั๋วที่โน่นนนนน ก็เป็นอันว่าฉันจะพลาดรถคันนั้น และพังไปทั้งทริป ฉันเห็นนักท่องเที่ยวในอิตาลีหลายคนตกม้าตายด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างนี้มานักต่อนักแล้ว

ตามปกติ ตั๋วรถเมล์ก็ต้องซื้อที่ร้านขายบุหรี่หรือแผงขายหนังสือ ต้องเดินถามเอาเอง

สรุปซื้อตั๋วบนรถและฉันขึ้นรถถูกคัน สิ่งที่น่าตื่นเต้นดีใจจนแทบลุกขึ้นกระโดดตบบนรถเมล์ คือบนรถ ไม่มีใครเลย นอกจากฉัน และเป็นอย่างนั้นไปตลอดสาย ราวกับว่าชาวเมืองได้ส่งรถมารับฉันก็มิปาน

Busca เมือง Unseen ที่แม้แต่คนอิตาลีหลายคนยังไม่เคยได้ยินชื่อหรือรู้ว่ามีอยู่ในอิตาลี

เมื่อถึงเมืองบุสก้า ฉันก็มิได้ทรุดกายลงจูบดินแต่อย่างใด แต่ยืนยิ้มอยู่หน้าป้าย “ยินดีต้อนรับ… บุสก้า” อยู่พักใหญ่ ก่อนดึงก้านเซลฟี่ออกมา แล้วลงมือถ่ายรูปอย่างไม่บันยะบันยัง

ฉันเริ่มถ่ายตั้งแต่ป้ายยินดีต้อนรับ ป้ายโบสถ์ โรงพยาบาล สถานศึกษา ที่ว่าราชการ ป้ายบอกทาง ยันไปถึงฝาท่อ เอาเป็นว่า อะไรที่มีชื่อ Busca ฉันถ่ายหมด มันจะมีที่ไหนอีกในโลกที่มีโรงละคร ที่ทำการไปรษณีย์ ป้ายประกาศขายบ้าน ฯลฯ เป็นชื่อคุณ แต่ก่อนเหมือนจะมีโรงแรมด้วย แต่คาดว่าคงม้วนเสื่อไปแล้ว ซึ่งดูจากความเงียบของเมืองแล้ว ก็ไม่น่าแปลกใจอะไร

Busca เมือง Unseen ที่แม้แต่คนอิตาลีหลายคนยังไม่เคยได้ยินชื่อหรือรู้ว่ามีอยู่ในอิตาลี
Busca เมือง Unseen ที่แม้แต่คนอิตาลีหลายคนยังไม่เคยได้ยินชื่อหรือรู้ว่ามีอยู่ในอิตาลี
Busca เมือง Unseen ที่แม้แต่คนอิตาลีหลายคนยังไม่เคยได้ยินชื่อหรือรู้ว่ามีอยู่ในอิตาลี

เมืองบุสก้าเป็นเมืองที่เรียบง่ายมากกกกกก แต่ก็ครบองค์ประกอบของความเป็นเมืองทั่วๆ ไปในอิตาลี (ตามความรู้สึกของฉัน) ทุกประการ มีเขตเมือง มีซากประตูเมืองเก่า มีที่ว่าการเมือง ไปรษณีย์ ที่ทำการต่างๆ

ในเมืองบุสก้านี้ ฉันได้ทำสิ่งที่ฉันชอบทำเวลาเดินเตร่อิตาลีอยู่คนเดียว นั่นก็คือ คุยกับคนขายของในตลาด เดินจดศัพท์อยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ต เข้าร้านหนังสือ เดินเลาะซอกซอยดูเล็กร้านน้อย กินกาแฟ ตะโกนคุยกับซินญอร่าที่โผล่หน้ามาทักตรงระเบียง งับพิซซ่าอาบแดดอุ่นอยู่กลางลานเมือง ฯลฯ อันล้วนเป็นสิ่งที่มักไม่ค่อยได้ทำเวลาที่มีคนไปด้วย ขาดอย่างเดียวคือ นั่งนิ่งๆ ฟังเสียงประกาศที่สถานีรถไฟ

Busca เมือง Unseen ที่แม้แต่คนอิตาลีหลายคนยังไม่เคยได้ยินชื่อหรือรู้ว่ามีอยู่ในอิตาลี

ด้วยความเล็กของเมืองนั้น ฉันแอบคิดระหว่างเดินไปว่า ถ้าฉันได้มาอยู่ที่นี่สักเดือนหนึ่ง ฉันน่าจะรู้จักผู้คนทั้งเมืองเป็นแน่แท้ แต่คงสร้างความพิพักพิพ่วนให้แก่ชาวเมืองมิใช่น้อย เหมือนเราต้องเรียกนักท่องเที่ยวต่างชาติ นึกภาพเราต้องเรียกคนต่างชาติที่มาพักอยู่ข้างบ้านเราว่า “สวัสดีบางกรวย จะไปไหนเหรอ” หรือ “วันนี้จะรับคัปปุชชีโนไหมคะคุณสะพานควาย” อะไรทำนองนั้น

ฉันขอปิดท้ายว่า บุสก้าอาจจะไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว แต่ถ้าคุณอยากจะไปเมืองอิตาลีแท้ๆ ที่ไม่มีคนต่างชาติหรือนักท่องเที่ยวเลย เมืองอย่างนี้ละใช่เลย ไม่มีแม้กระทั่งป้ายบอกภาษาอังกฤษ

อ่านแล้วอยากไปบ้างไหม ไม่อยากไปก็ไม่ต้องรู้สึกผิดอะไรนะ 555 แต่ถ้าอยากไปเอง ถามทางมา เดี๋ยวบอกให้ แต่ถ้าอยากให้พาไป อืมม…ก็จะพาไป แต่พอถึงเมืองแล้ว ก็เดินดื่มด่ำเมืองกันเองนะ

เพราะฉันจะไปถ่ายรูปกับป้ายชื่อเมืองต่อ 😊

Writer & Photographer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

วันนี้จะมาชวนทำความรู้จักกับประเทศอิตาลีให้มากขึ้นอีกนิด ว่าในรองเท้าบูตยักษ์นี้มีประเทศอื่นแทรกอยู่ด้วย และไม่ใช่แค่ประเทศเดียว หากแต่มีถึงสอง

ไม่แค่นั้น อิตาลีเอง ยังมีดินแดนที่ไปแทรกอยู่ในประเทศอื่นอีกด้วย

ใครรู้แล้ว ข้ามคอลัมน์นี้ไปได้เลยนะ 555 ไม่มีข้อมูลอะไรใหม่เอี่ยมเลยจริงๆ

พื้นที่มีน้อย เรามารู้จักประเทศแรกกันดีกว่า

นครรัฐวาติกัน  (Vatican City)

อ้าว วาติกัน ก็โบสถ์เซนต์ปีเตอร์ไง ก็อยู่ในโรมไม่ใช่เหรอ

ใช่ นครรัฐวาติกัน ที่ตั้งสถิตย์อยู่ ณ กลางโรมอย่างที่หลายๆ คนทราบนั้น มิใช่เป็นเพียงเขตวัดเขตโบสถ์แต่อย่างเดียว หากแต่เป็นอีก 1 ประเทศเลย ใครเคยไปทัวร์แกรนด์ยุโรป 7 วัน 8 ประเทศ แล้วนับยังไงก็ไม่ครบหาว่าทัวร์โกง ขอให้กลับไปนับใหม่ว่ารวมวาติกันแล้วหรือยัง

ทำความรู้จักรัฐอื่นในอิตาลี อิตาลีในดินแดนอื่น

ทำไมวาติกันถึงเป็นประเทศ

เราเรียกว่ารัฐอิสระแล้วกันเนอะ จะได้ดูเป็นวิชาการในความไม่เป็นวิชาการขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง นครรัฐวาติกันเพิ่งมาเป็นรัฐอิสระเมื่อ ค.ศ. 1929 นี้เอง แล้วแต่ก่อนเป็นอะไร แล้วทำไมอิตาลีถึงไม่ฮุบ

คำตอบคือ เคยฮุบมาแล้ว เรื่องของเรื่องคือ ย้อนไปก่อนหน้านี้สัก 200 ปีนับขึ้นไปโดยประมาณ คาบสมุทรอิตาลีมีแว่นแคว้นอิสระกระจายไปทั่ว หนึ่งในรัฐอิสระก็คือรัฐของสันตะปาปาด้วย ใหญ่มาก ใหญ่ที่สุดในบรรดารัฐอิสระอื่นๆ เลยล่ะ

จากนั้นก็เริ่มมีผู้คิดที่จะรวมให้แว่นแคว้นต่างๆ นี้กลายเป็นประเทศเดียว การทำเช่นนี้ย่อมทำแปลว่า รัฐของสันตะปาปาอันกว้างใหญ่ก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ แล้วสันตะปาปาเองซึ่งเคยเป็นหนึ่งในตองอูก็จะต้องสูญเสียพระราชอำนาจไปจนหมดสิ้น แล้วจะยอมได้อย่างไร

แต่ถึงไม่อยากยอมก็ต้องยอม ในที่สุดอิตาลีก็ค่อยๆ คืบคลานบุกมาถึงโรม แล้วรวบพื้นที่ทั้งหมดของโรมเป็นประเทศทั้งหมด

สันตะปาปาทรงไม่พอพระทัยเป็นอย่างมาก และไม่ยอมรับประเทศอิตาลีที่เกิดขึ้นใหม่นี้ ท่านทำอย่างไรหรือ นอกจากท่านจะประกาศห้ามชาวคาทอลิกข้องเกี่ยวกับการเมืองของอิตาลีแล้ว สันตะปาปาในตอนนั้นและองค์ต่อๆ มาประท้วงไม่ออกจากเขตกำแพงวาติกันนับแต่นั้นมา

จำเนียรกาลผ่านไปเกือบ 60 ปีแห่งความมาคุ ในที่สุดมุสโสลินีก็ทำสัญญาประนีประนอมขอคืนดีกับศาสนจักร มีข้อแลกเปลี่ยนคร่าวๆ คือ ยกให้วาติกันเป็นรัฐอิสระ และสันตะปาปาจะต้องไม่ข้องเกี่ยวกับการบริหารบ้านเมืองของอิตาลี 

Deal!

นับแต่นั้นมา วาติกันก็เป็น ‘นครรัฐวาติกัน’ เป็นรัฐอิสระที่มีอาณาเขตเล็กที่สุดในโลก และโดดเด่นเป็นสง่าอยู่กลางโรมเช่นนี้ มีแทบทุกอย่างเป็นของตัวเอง มีไปรษณีย์ มีแสตมป์ มีเหรียญ มีตำรวจ ทหาร เป็นของตนเอง แต่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพยุโรปนะ เนื่องจากมีข้อกำหนดว่า สมาชิกของสหภาพจะต้องเป็นประชาธิปไตย ในขณะที่วาติกันปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีสันตะปาปาเป็นประมุขนั่นเอง

การไปวาติกัน

ถ้าคุณอยู่ที่โรมแล้ว คุณก็ไปได้เลยแล้วแต่หนทางจะพาไป ทางที่ผู้คนนิยมมากที่สุดน่าจะเป็นรถไฟใต้ดิน แล้วก็เดินเอาพองาม แต่ถ้าเป็นพิพิธภัณฑ์วาติกันก็จะงามมาก เพราะไกลออกไปกว่านั้นอีก มันไม่ได้อยู่ทางเข้าเดียวกันนะ

ซานมารีโน (San Marino)

ทำความรู้จักรัฐอื่นในอิตาลี อิตาลีในดินแดนอื่น
ภาพ : pixabay.com

ซานมารีโน ขึ้นทำเนียบประเทศที่เล็กที่สุดในโลก ไม่แค่นั้น ยังถือเป็นสาธารณรัฐที่เก่าแก่ที่สุดในโลกด้วย

แต่ก่อนจะไปไหนไกล รัฐน้อยแห่งนี้อยู่ตรงไหนกันหรือ

ซานมารีโนอยู่ภาคเหนือค่อนกลาง กลางค่อนเหนือ แทบจะระนาบเดียวกับฟลอเรนซ์ เพียงแต่อยู่ห่างออกไปทางขวา จะติดทะเลฝั่งนั้นอยู่แล้ว ห่างแค่ราว 30 กิโลเมตรเท่านั้นเอง

ในรองเท้าบูตยักษ์นี้มีประเทศอื่นแทรกอยู่ด้วย และอิตาลีเองก็มีดินแดนแทรกอยู่ในประเทศอื่นเช่นกัน
ภาพ : commons.wikimedia.org

กลับมาดูกันต่อว่าที่เล็กนั้นเล็กแค่ไหน แล้วเก่าล่ะ เก่าแค่ไหน และที่สำคัญ ทำไมไม่ถูกอิตาลีฮุบไปล่ะ (นี่ไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายไปใช่ไหมว่าหลายคนแอบคิดอย่างนี้อยู่)

เรื่องขนาด ซานมารีโนเล็กเป็นอัน 3 ของยุโรปด้วยพื้นที่ราว 61 ตารางกิโลเมตรนิดๆ ก่อตั้งใน ค.ศ. 301 โดยช่างตัดหินที่ชื่อ Marinus อันเป็นที่มาของชื่อ Marino นั่นเอง

เหตุผลที่ซานมารีโนดำรงตนเป็นรัฐอิสระได้ก็เพราะว่า ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 อันเป็นช่วงที่อิตาลีกำลังรวมประเทศนั้น รัฐน้อยๆ แห่งนี้ได้ต้อนรับขับสู้ผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่สนับสนุนการก่อร่างสร้างประเทศอิตาลีเป็นอย่างดี หนึ่งในนั้นคือ นายพลการีบัลดี (Giuseppe Garibaldi) วีรบุรุษของชาวอิตาเลียนด้วย เมื่ออิตาลีรวมประเทศ จึงตอบแทนน้ำใจ ซึ่งอาจจะเป็นคำขอจากชาวซานมารีโนด้วย โดยการปล่อยให้เป็นรัฐอิสระต่อไป ด้วยเหตุดังกล่าว ซานมารีโนจึงยังคงตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่เหนือยอดเขาติตาโนได้จนถึงวันนี้

ซานมารีโนมีทุกอย่างเหมือนที่วาติกันมี อาทิ ตำรวจ ทหาร แสตมป์ เหรียญ และสองอย่างหลังนี้เป็นรายได้หลักของประเทศที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวปีละราว 3.5 ล้านคนด้วย

การไปซานมารีโน

จะให้เริ่มจากไหนดี เอาเป็นว่า นั่งรถไฟไปให้ถึงรีมีนี (Rimini) ให้ได้ก็แล้วกัน แล้วตรงนั้นก็จะมีรถบัสไปซานมารีโน ไม่ต้องขอวีซ่า ไม่มีการตรวจพาสปอร์ต ไม่มีด่าน เราแทบจะไม่รู้เลยว่าเข้าประเทศไปตอนไหน เพราะมีเพียงซุ้มเรียบง่ายเท่านั้นที่บอกเป็นภาษาอิตาเลียน

คนที่ไปที่นี่ ร้อยทั้งร้อยต้องส่งโปสการ์ด อย่าลืมพกที่อยู่เพื่อนไปด้วยล่ะ ไม่งั้นก็ส่งกลับบ้านอย่างเดียว บางคนก็ซื้อนาฬิกา น้ำหอม เพราะเป็นเมืองปลอดภาษี

ส่วนสิ่งหนึ่งซึ่งฝากคนที่จะไปให้ช่วยดูด้วยคือ เมื่อนานมาแล้ว นิสิตคนหนึ่งทำรายงานมาส่งว่าด้วยเรื่องประเทศซานมารีโน เธอบอกว่าประเทศนี้ไม่มีสัญญาณไฟจราจร เปล่า เธอไม่ได้บอกเอง เธอบอกว่าเธอได้มีโอกาสไปทำงานเป็นล่ามให้นักกีฬาซานมารีโนที่มาแข่งในประเทศไทย แล้วพวกนักกีฬาบอกเธอว่าอย่างนั้น เมื่อครั้งก่อนที่ไปเคร่งเครียดกับการหาไฟเขียวไฟแดงมาก เออแฮะ ไม่เจอจริงๆ แต่ไปแป๊บเดียวเอง เลยฝากคนที่จะไปให้ช่วยดูให้ที ถ้าเจอ ถ่ายรูปมาให้ดูหน่อยนะ 

ประเทศหรือรัฐดังกล่าวที่เล่าไปเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า enclave ราชบัณทิตฯ ก็เหมือนจะแปลถอดเสียงไป แต่ก็มีบางแห่งแปลว่า ‘ดินแดนแทรก’ แต่อิตาลีเองไม่ได้มีแค่ดินแดนแทรกเท่านั้น หากแต่ตัวเองก็ไปแทรกอยู่ในประเทศอื่นด้วย อาจเรียกได้ว่าเป็น ‘ดินแดนส่วนแยก’ (exclave) ซึ่งจะชวนให้รู้จักทั้งที่ตัวเองก็ไม่เคยไปนี่ล่ะ

คัมปิโยเน ดิตาเลีย (Campione d’Italia)

ในรองเท้าบูตยักษ์นี้มีประเทศอื่นแทรกอยู่ด้วย และอิตาลีเองก็มีดินแดนแทรกอยู่ในประเทศอื่นเช่นกัน
ภาพ : commons.wikimedia.org

คัมปิโยเน ดิตาเลีย ฝังตัวอยู่ริมทะเลสาบลูกาโน (Lugano) ในรัฐติชีโน (Ticino) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นเมืองที่เรียกว่าหมู่บ้านแทบจะว่าได้ค่าที่มีพื้นที่แค่ 2.6 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น แต่เดี๋ยวก่อน นั่นคือรวมในน้ำที่ยื่นเข้าไปในทะเลสาบด้วยนะ พื้นดินจริงๆ มีแค่ 900 ตารางเมตร บวกลบคูณหารกันแล้ว ใช่ มีที่ในน้ำเยอะกว่าที่บนบกอีก

เหตุผลที่ไปตั้งอยู่ตรงนั้น เล่าง่ายๆ ก็คือ เขาอยู่ของเขาตรงนั้นอยู่แล้ว เมืองคัมปีโยเนไม่เคยไปไหนอยู่แล้วมาแต่โบราณ หากนับจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏชื่อนี้ก็คือ ค.ศ. 777

จากนั้นดินแดนแถบนี้ก็ผลัดกันไปเป็นของประเทศโน้นที ประเทศนี้ที ต้องอย่าลืมว่านี่ไม่ใช่ประเทศนะ นี่คือแค่เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งของแคว้นลอมบาร์ดี (อันมีมิลานเป็นเมืองเอก) เป็นของสวิตเซอร์แลนด์ก็เคย แต่เมื่อทางสวิตฯ ให้เลือกว่าอยากอยู่กับสวิตฯ หรืออยากอยู่กับอิตาลี ชาวเมืองก็บอกว่าอยากอยู่กับอิตาลี สวิตฯ ก็ตามใจ น่ารักตรงนี้

ในรองเท้าบูตยักษ์นี้มีประเทศอื่นแทรกอยู่ด้วย และอิตาลีเองก็มีดินแดนแทรกอยู่ในประเทศอื่นเช่นกัน
ภาพ : commons.wikimedia.org

จนถึงวันนี้ คัมปิโยเน ดิตาเลีย ก็ถือเป็นเมืองหนึ่งที่สังกัดแคว้นลอมบาร์ดีของอิตาลี ห่างจากมิลาน 74 กิโลเมตร ห่างจากจุดชมวิวชายแดนที่ใกล้ที่สุดของอิตาลีที่เรียกว่า ‘ระเบียงอิตาลี’ (Balcone d’Italia) แค่ 1 กิโลเมตรทางอากาศเท่านั้น แต่มีภูเขากั้นลูกเบ้อเร่อ

ไม่ต้องห่วงว่าเขาจะพูดจะจากับคนเมืองรอบๆ ได้ยังไง เพราะแคว้นติชีโนเป็นแคว้นเดียวในสวิตเซอร์แลนด์ที่พูดภาษาอิตาเลียน เงินตราและอะไรก็ใช้ตามสวิตฯ นี่ล่ะ

การไปคัมปีโยเน ดิตาเลีย

ไม่กล้าบอกเลยเพราะไม่เคยไป แต่ถ้าจะไปก็คงต้องนั่งรถไฟต่อรถบัสออกไปจากมิลานนั่นเอง

ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะชวนดูอะไร ถ้าเป็นเมื่อก่อนอาจจะชวนให้ไปดูบ่อนที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป แต่ตอนนี้ปิดกิจการไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม วิวทิวทัศน์ที่สวยงามริมทะเลสาบก็ยังรอเราอยู่เสมอ

แต่รอไปก่อนนะ ไม่รู้จะได้ไปเมื่อไหร่เลย แงๆ

ข้อมูลอ้างอิง 

www.comune.campione-d-italia.co.it 

tecnica.me

www.tuttitalia.it

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load